นายกฯแวะตลาดเนินสูงช้อปผลไม้ ซื้อ’กระท้อน’ของโปรด’แม่-พี่ชาย’

นายกฯแวะตลาดเนินสูงช้อปผลไม้ ซื้อ'กระท้อน'ของโปรด'แม่-พี่ชาย'

นายกฯแวะตลาดเนินสูงช้อปผลไม้ ซื้อ’กระท้อน’ของโปรด’แม่-พี่ชาย’

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“นายกฯ”ชมจุดลงคัดแยกทุเรียนส่งออก  ย้ำเตรียมมาตรการระบายผลไม้ไทยจนจบฤดูกาล แวะตลาดเนินสูงช้อปผลไม้ ซื้อ”กระท้อน”ของโปรด”แม่-พี่ชาย”

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.35 น. ที่บริษัท ดรากอน เฟรช ฟรุท จำกัด ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมขั้นตอนกระบวนการขัดแยกและบรรจุมังคุด เพื่อนำส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ก่อนเยี่ยมชมบูธกิจกรรมแปรรูปผลไม้ (เต่าบิน) และโมเดลความร่วมมือนำเมนูผลไม้เสิร์ฟบนเครื่องบิน ของสายการบินเอกชน

ต่อมานายกฯรับฟังปัญหาจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ด้านเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์และสหกรณ์จังหวัดจันทบุรีทำงานกันในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ร่วมมือกันมาตลอดในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตในช่วงปลายฤดู ต้องยอมรับว่าในแต่ละปีจะมีปัญหาของราคาผลผลิต ซึ่งล้นตลาด เชื่อว่านายกฯได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดทำให้ผลผลิตในแต่ละปีสามารถผ่านไปได้ โดยจังหวัดจันทบุรี และโซนภาคตะวันออกยังไม่มีปัญหา ดังนั้นผลกระทบทางภาคใต้ก็ยังน้อยลง ทั้งนี้ ภาคตะวันออกเป็นตัวชี้วัดอย่างชัดเจนว่าถ้าภาคตะวันออกผลผลิตดี ภาคใต้ก็จะมีปัญหาน้อยลง

ตัวแทนผู้ประกอบการรายย่อย กล่าวต่อว่า ทุเรียนจังกวัดตรังจังหวัดระยอง และจังหวัดตราดจะออกประมาณ 50% และคาดว่าวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ที่ตามมาด้วยจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดชุมพร จังหวัดอุตรดิตถ์สมทบสมทบกับจังหวัดจันทบุรี 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ภาครัฐอยากให้ใช้ทุเรียนคุณภาพ เราพยายามรณรงค์ให้เป็นทุเรียนคุณภาพส่งออก ชุบน้ำยาไม่ได้ แต่ 85% ทุเรียนไม่ชุบน้ำยาประมาณ 5 วันสามารถกินได้ แต่กระบวนการส่งออกต้องชุบน้ำยา และตู้ไปติดอยู่ที่ด่าน 10-15 วันประมาณ 1,000 ตู้ เกินเวลาที่จะกิน จึงขอฝากนายกฯ แก้ปัญหานี้ด้วย รวมถึงปัญหามังคุดเนื้อแก้วที่จะเกิดเดือนมิ.ย.นี้ด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า เราเตรียมมาตรการไว้หมดแล้วที่บอกว่าเดือนมิ.ย.มังคุดจะออกเป็นเนื้อแก้ว เราจะช่วยระบายสินค้า ให้กระทรวงพาณิชย์ดูต่อเรื่องนี้จนจบทั้งฤดูที่ผลไม้ออกทั้งหมด  วันนี้ตู้ที่ติดด่านจำนวน วันที่ติดด่านเริ่มสั้นลง ทำให้มีคุณภาพดี ถ้าทำได้ 100% ไม่ต้องตรวจมาก ต้องขอขอบคุณด้วย สำคัญที่สุดดิฉันให้ความสำคัญกับการวิจัยพืชผลทางการเกษตร จะต้องมีการพัฒนาเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงรับไว้ดูเรียบร้อยแล้ว และวันนี้มาดูกระบวนการทั้งหมดอย่างเป็นระบบตั้งแต่การแพคมังคุดไปจนถึงการส่งออก ก็จะพูดคุยกับแต่ละกระทรวงว่าจะสามารถปรับตรงไหน รับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับ ซึ่งบางเรื่องตนจะรับไปดูเอง

จากนั้นนายกฯตรวจติดตามการคัดบรรจุทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก การแปรรูปทุเรียน และวิธีวัดความอ่อนแก่ทุเรียน โดยวัดคำนวณจากน้ำหนักแห้งของทุเรียน

ต่อมาเวลา  14.45 น. นายกฯแวะตลาดผลไม้เนินสูง โดยได้ทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ใน ตลาด พร้อมอุดหนุนซื้อผลไม้  อาทิ ซื้อมังคุด 1 ลัง และกระท้อน 3 กิโลกรัมไปฝากคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ คุณแม่ และนายพานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย เพราะทั้งแม่และพี่ชายชอบกิน พร้อมซื้อขนมไปฝากลูกๆ นอกจากนี้นายกฯยังเดินอุดหนุนทุเรียนกวน พร้อมชิมและแจกจ่ายทีมงาน โดยบอกว่าจะซื้อกลับไปกินเอง ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

‘รมว.ทวี’ชง ครม.ออกซอฟท์โลน 1.5 หมื่นล้าน ช่วยจังหวัดชายแดนใต้

'รมว.ทวี'ชง ครม.ออกซอฟท์โลน 1.5 หมื่นล้าน ช่วยจังหวัดชายแดนใต้

‘รมว.ทวี’ชง ครม.ออกซอฟท์โลน 1.5 หมื่นล้าน ช่วยจังหวัดชายแดนใต้

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

‘รมว.ทวี’ชง ครม.ออกซอฟท์โลน 1.5 หมื่นล้าน ช่วยจังหวัดชายแดนใต้ ด้าน’ผู้แทนภาคธุรกิจ-สภาอุตฯ-หอการค้าฯ’ ให้กำลังใจและอวยพรให้ชนะอุปสรรคทั้งปวงเพื่อเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนต่อไป

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมปาร์ควิว จังหวัดยะลา ว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชา ชาติ ปาฐกถาพิเศษ “การสร้างความโปร่งใสในระบบการเงินและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภค สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม” ในการสัมมนาการคุ้มครองผู้บริโภค 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินของคณะกรร มาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายอับดุลอายี สาแม็ง รองหัวหน้าพรรคประชา ชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดยะลา พรรคประชา ชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร  นายสุไลมาน บือแนปีแน สภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู สภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติ  นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สภาผู้แทนราษฎร เขต 3 จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติ และ นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดปัตตานี พรรคประชาชาติ ร่วมให้การต้อนรับ โดยมี ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้แทนจากสภาหอการค้าในจังหวัดชายแดนใต้ ผู้แทนจากสภาอุตสา หกรรมในจังหวัดชายแดนใต้ ภาควิชาการ สื่อมวลชน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก

พันตำรวจเอกทวี  กล่าวว่า วันนี้มาในฐานะรัฐบาลมารับฟังข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ และในฐานะตัวแทนของประชาชนก็อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดและอยากจะมาผลักดันให้  ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการและการลงทุนของผู้ประกอบการในพื้นที่ และเพื่อให้ผู้ประกอบการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงอยู่ระหว่างการจัดเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติการปรับปรุงเงื่อนไขและต่ออายุโครงการซอฟท์โลนภาคใต้ ซึ่งโครงการปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนา ยนนี้ให้ขยายออกไป 

พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า โดยในรายละเอียดของโครงการซอฟท์โลนภาคใต้ที่จะเสนอใหม่นี้ ได้เตรียมวงเงินไว้ทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน(Soft Loan) ให้กับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครง การ  ประกอบด้วยทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งสถาบันการเงินที่ได้รับวงเงินซอฟท์โลนจะนำไปปล่อยสินเชื่อต่อให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส รวมถึงพื้นที่ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่โดยตรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอแนวทางเพื่อเสริมความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan) ของรัฐบาลนั้น ความเป็นมาในการดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ที่รัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อลดข้อจำกัดในทางปฏิบัติบางประการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการในการช่วยฟื้นฟูกิจการ และลดภาระหนี้สินของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับข้อเสนอแนวทางเพื่อให้การดำเนินโครงการ Soft Loan มีประสิทธิผลสูงสุด และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นลูกหนี้ เสนอให้พิจารณาประกอบการตัดสินใจในระดับนโยบาย อาทิ ในหลายกรณี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องโดยการชำระหนี้เดิม ซึ่งหากไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ Soft Loan เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว จะไม่สามารถฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างแท้จริง และเสนอให้ผ่อนปรนข้อจำกัดดังกล่าวโดย ให้สามารถใช้ Soft Loan เพื่อชำระหนี้เดิมได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าฝ่ายเจ้าหนี้จะต้องปรับลดภาระของลูกหนี้ควบคู่กัน รวมถึงข้อเสนอในการกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ลูกหนี้ได้รับ Soft Loan ต้องปรับลดภาระหนี้ ทั้งการปรับลดดอก เบี้ยเงินกู้เดิมลง หรือการขยายระยะเวลาการชำระหนี้เดิมให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ รวมถึงการส่งเสริมการ “ปรับโครงสร้างหนี้”อย่างเป็นระบบ โดยอาศัย Soft Lioan เป็นกลไกในการเปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะถึงการบังคับใช้ลำดับการตัดชำระหนี้ตามเกณฑ์ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมโครง การ ต้องปฏิบัติตามแนวทาง “การตัดหนี้แนวขวาง” ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2563) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 เพื่อให้การชำระหนี้ของลูกหนี้สามารถลดเงินต้นได้จริง และไม่เกิดกรณีที่ประชาชนชำระหนี้เป็นเวลานานโดยหนี้ไม่ลด

“สำหรับข้อเสนอแนะทั้งหมดเบื้องต้น ผลที่คาดว่าจะได้รับจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ Soft Loan ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐาน ราก สามารถลดภาระดอกเบี้ยสะสมและภาวะหนี้เรื้อรังของลูกหนี้ เสริมสร้างความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ และต่อมาตรการภาครัฐ”พันตำรวจเอกทวี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายสมพงศ์ สิมาพัฒนพงศ์ ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดยะลา ในฐานะผู้แทนภาคธุรกิจในจังหวัดชายแดนใต้ นำคณะฯเข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจพันตำรวจเอก ทวี  พร้อมทั้งอวยพรให้ชนะอุปสรรคทั้งปวงเพื่อเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนต่อไป 

‘ดร.อาทิตย์’มองไทยต้องสร้างเมืองราชการ-เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่

'ดร.อาทิตย์'มองไทยต้องสร้างเมืองราชการ-เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่

‘ดร.อาทิตย์’มองไทยต้องสร้างเมืองราชการ-เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

วันที่ 26 เมษายน 2567 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ไทยต้องสร้างเมืองราชการและเทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพและกระจายความเจริญสู่ชนบท”

‘เผ่าภูมิ’แก้ที่ดินทำกิน’สวนผึ้ง’ เอาที่รัฐ-ให้ราษฎร์ทำกิน กว่า650ไร่ ลั่นคนไทยต้องท้องอิ่ม-นอนอุ่น

'เผ่าภูมิ'แก้ที่ดินทำกิน'สวนผึ้ง' เอาที่รัฐ-ให้ราษฎร์ทำกิน กว่า650ไร่ ลั่นคนไทยต้องท้องอิ่ม-นอนอุ่น

‘เผ่าภูมิ’แก้ที่ดินทำกิน’สวนผึ้ง’ เอาที่รัฐ-ให้ราษฎร์ทำกิน กว่า650ไร่ ลั่นคนไทยต้องท้องอิ่ม-นอนอุ่น

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

“เผ่าภูมิ” แก้ที่ดินทำกิน “สวนผึ้ง” เอาที่รัฐ-ให้ราษฎร์ทำกิน กว่า 650 ไร่ เพียง 20 บาทต่อปี ลั่นคนไทยต้องท้องอิ่ม-นอนอุ่น

17 พ.ค.2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวในโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” สัญญาเช่าที่ดิน พลิกชีวิตประชาชน ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ว่า โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ “เอาที่รัฐ-ให้ราษฎร์ทำกิน” ของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาประชาชนไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีที่ทำกิน โดยการให้พี่น้องประชาชนเช่าที่ราชพัสดุในอัตราต่ำมาก โดยในวันนี้ (17 พฤษภาคม 2568) เป็นการมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ รบ.553 ตำบลป่าหวาย และตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี รวม 172 สัญญา เนื้อที่ 650 ไร่ 3 งาน 3 ตารางวา เป็นเพื่ออยู่อาศัย 116 สัญญา เนื้อที่ 229 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา เพื่อการเกษตร 56 สัญญา เนื้อที่ 421 ไร่ 67 ตารางวา ซึ่งจะเช่าได้ในอัตราถูก ดังนี้

1. เพื่ออยู่อาศัย 

– ในเขตเทศบาล อัตราตารางวาละ 0.25-1.00 บาทต่อเดือน

– นอกเขตเทศบาล อัตราไร่ละ 20-60 บาทต่อปี

2. เพื่อประกอบการเกษตร (ทำไร่/ทำนา)

– ในเขตเทศบาล อัตราไร่ละ 20-80 บาทต่อปี

– นอกเขตเทศบาล อัตราไร่ละ 20-60 บาทต่อปี

กรมธนารักษ์มุ่งหวังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ช่วยให้ประชาชนมีที่ดินในการประกอบอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของรัฐ ทั้งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ สามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนาต่อไป รัฐบาลทำงานทุกนาทีเพื่อให้พี่น้องประชาชนของเรา ท้องอิ่ม นอนอุ่น มีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี

ยกบทวิเคราะห์สื่อเวียดนาม ไทยเข้มงวดคุณภาพทุเรียนส่งออก จนศุลกากรจีนยอมรับ

ยกบทวิเคราะห์สื่อเวียดนาม ไทยเข้มงวดคุณภาพทุเรียนส่งออก จนศุลกากรจีนยอมรับ

ยกบทวิเคราะห์สื่อเวียดนาม ไทยเข้มงวดคุณภาพทุเรียนส่งออก จนศุลกากรจีนยอมรับ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

”รองโฆษก รบ.“ยกบทวิเคราะห์สื่อเวียดนาม ชี้ ไทยเข้มงวดคุณภาพทุเรียนส่งออกจนศุลกากรจีนยอมรับขอบคุณ“นายก-รมว.นฤมล”ลุยแก้ปัญหาให้“ชาวสวน-ผู้ประกอบการทุเรียน”จนสำเร็จ

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.30 น. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าว VnExpress International ของเวียดนาม ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ทุเรียนจากประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากประเทศจีน จนสามารถส่งเข้าไปขายได้ ในขณะที่การส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปจีนยังต้องดิ้นรนอย่างมากว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ควบคุมคุณภาพการส่งออกทุเรียนอย่างเข้มงวด ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ห่วงใยในเรื่องนี้มาโดยตลอด ทำให้ไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปจีนได้ 287 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9.7 พันล้านบาท ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา 

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำนโยบาย “4 ไม่ (4 No)” ได้แก่ 1.ไม่อ่อน (no immature fruits) 2.ไม่หนอน (no pests) 3.ไม่สวมสิทธิ์ (no fakes) และ 4.ไม่ใช้สี – ไม่มีสารเคมีต้องห้าม (no dyes or substances) ซึ่งไปเป็นตามมาตรฐานของประเทศจีนเกี่ยวกับสารต้องห้าม โดยในส่วนของห้องปฏิบัติการทดสอบสาร BY2 ได้ประสานงานกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)เพื่อรับรองก่อนส่งออก และช่วยเร่งกระบวนการตรวจในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง 

“เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีของไทย และ ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปเยือนจีนเพื่อหาทางส่งเสริมการส่งออกทุเรียน จนได้รับการรับรองและสนับสนุนจากกรมศุลกากรจีน จนปัจจุบันจีนได้เปิดด่านส่งออกให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งของไทย โดยสำนักข่าวของเวียดนามยังรายงานด้วยว่า ไทยสามารถส่งทุเรียนได้ประมาณ 500 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ 10,000 ตัน ต่อวัน โดยมีจำนวนน้อยมากที่จะถูกปฏิเสธ เพราะไทยควบคุมคุณภาพทุเรียนอย่างเข้มงวด ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากทางจีน ถึงขั้นกล้าเปิดช่องทางพิเศษให้ ซี่งสิ่งที่เกิดขึ้น ผมต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีและกระทรวงเกษตรฯแทนชาวสวนทุเรียนและผู้ประกอบการทั่วประเทศด้วย“นายอนุกูล กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

https://www.naewna.com/inter/884805 สื่อเวียดนามจับตา‘ทุเรียนไทย’ ชี้ปัจจัยทำไม‘จีน’ให้การยอมรับ?

‘จตุพร’ฟันเปรี้ยง! 13 มิ.ย.ตัดสินสถานการณ์การเมือง ถึงเวลา’อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้หมด พ่อไปลูกไป

'จตุพร'ฟันเปรี้ยง! 13 มิ.ย.ตัดสินสถานการณ์การเมือง ถึงเวลา'อุ๊งอิ๊งค์'ใกล้หมด พ่อไปลูกไป

‘จตุพร’ฟันเปรี้ยง! 13 มิ.ย.ตัดสินสถานการณ์การเมือง ถึงเวลา’อุ๊งอิ๊งค์’ใกล้หมด พ่อไปลูกไป

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรียกไต่สวนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้​ จะใช้พยานหลักฐานมติแพทยสภาทันหรือไม่เนื่องจาก​ ขณะนี้นายสมศักดิ์​ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข​ ยังไม่ได้เห็นชอบ

ว่า หากนายสมศักดิ์ มีความเห็นแย้งก็ต้องแย้งภายใน 15 วัน หรือ​ ภายใน 30 พ.ค. นี้ และแพทยสภา​ ก็นัดหมายประชุมใหญ่ประจำเดือนคือ​ วันที่ 8 มิ.ย.นี้ จึงคาดว่าก็จะจบก่อนในวันที่ 13 มิ.ย.​ แน่นอน​ ซึ่งฝ่ายโจทก์จำเลย ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คุณหมอใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ต้องทำคำชี้แจงภายใน 30 วัน ก็จบวันที่ 30 พ.ค. เช่นเดียวกัน และศาลมีการออกหมายเรียกให้กับบุคคลที่ศาลยังมีข้อสงสัย คือเอาไปไต่สวน เช่น มีการปิดหมายนายทักษิณแล้ว หมายความว่านายทักษิณ​ ต้องไป แต่คดีที่เป็นทุจริตคอรัปชั่น แม้ว่าไม่ไปศาลยังมีอำนาจพิจารณาลับหลังได้ โดยประสบการณ์การพิจารณาในลักษณะนี้วันเดียวจบ 

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนขอเตือนไปยังกระทรวงสาธารณสุข ให้ไปดูจำนวนเสียง ที่แพทยสภา​ลงมติ​ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ได้แถลงว่า เสียงส่วนใหญ่มาก แปลความกันว่า​ เกือบเอกฉันท์ ถ้านายสมศักดิ์​ มีความเห็นแย้ง เขายืนเพียงแค่เสียง 2 ใน 3 แต่ที่ร้ายกว่าคือ แย้งด้วยเรื่องอะไร ก็จะเจอกันอธิบายรายละเอียดซ้ำ เพราะถ้าเราดูความปรากฏ​มาจากเรื่อง​ นิ้วล็อค เอ็น​ ปรากฏการณ์เรื่องอื่นไม่มี แสดงให้เห็นว่า​ คำสัมภาษณ์ของนายแพทย์ใหญ่ โกหกมาตั้งแต่วันแรก ที่บอกว่า ก่อนที่นายทักษิณ​ จะมาที่โรงพยาบาล อาจารย์หมอโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่เนื่องจากบุคลากรอุปกรณ์น้อยจึงส่งมาโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งขัดกันกับราชทัณฑ์ และได้ไปพูดกับคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน ก็บอกว่า​ ใช้เวลาโดยเวรพยาบาลมีหน้าที่ ไม่มีคนหมอใดเข้ามาตรวจหรือรักษาเลย​ ดังนั้น จึงมองว่า​ ไม่ได้วางแผนอย่างแนบเนียน​ สตาร์ทด้วยการโกหก

นายจตุพร​ กล่าวด้วยว่า​ หากนายทักษิณ​ ไปศาลแล้วศาลสั่งจำคุก​ การเมือง​จะเปลี่ยนอีกแบบ หากนายทักษิณ​ ไม่ไปศาลออกนอกประเทศอีกรอบ การเมืองก็เปลี่ยนอีกแบบ ปัญหาว่าจะฝ่าแบบพายุธรรมดาหรือแบบสึนามิ อีกทั้ง​ ยังมีคำร้องเรื่องที่ส.สและสวรวมไปถึงคณะรัฐมนตรีมีการแปรญัตติงบประมาณปี 2568​ และนำงบดังกล่าวไปแจกเงินหมื่น บทลงโทษคือให้พ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แบบนี้คือกวาดทั้งกระดาน

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการฮั้วเลือก​ สว. ตนมองเส้นทางที่​ สว. ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเร็วกว่าขั้นตอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำอยู่ แต่ส่วนตัวมองว่าปัจจัยทางการเมือง​ จะขึ้นอยู่กับวันที่ 13 มิ.ย. ที่ศาลนัดตัดสินกรณีของนายทักษิณว่า​ จะอยู่หรือจะไป นี่คือคำตอบของกระดานทางการเมือง แต่เท่าที่ตนรู้จักนายทักษิณ​ ถ้าเขากล้าที่จะเดินเข้าสู่เรือนจำ เขาไม่หนีไปต่างประเทศถึง 17 ปี ไม่มีคนไทยคนไหนไล่เขาออกไป เขาไปเองเพราะกลัวจะติดคุก นี่คือคำตอบของเรื่องนี้ แต่คาดหวังว่าครั้งนี้เขาจะใช้ความกล้าหาญเป็นครั้งแรก เดินเข้าสู่เรือนจำอย่างสง่างาม ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนที่ร่วมต่อสู้เข้าไปตายอยู่ในคุก แต่เหตุใดคนที่เป็นหัวหน้าจึงกลัวตายไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว

เมื่อถามว่า สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันสะท้อนภาพ เสถียรภาพของรัฐบาลอย่างไร หลังมีปัญหาระหว่างพรรคสีน้ำเงินกับพรรคสีแดง นายจตุพร กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วเป็นความรักที่ผิดธรรมชาติมาตั้งแต่ตน ปลาคนละน้ำ หาเสียงด่ากันเกือบตาย แต่ยอมหักหลังประชาชนข้ามขั้วมา แล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไร เราจึงเห็นชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้เป็นรักที่เลือกไม่ได้ จะแย่งกันเสียงก็ปริ้มน้ำ และยังมีงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่เข้ามาเป็นเดิมพันอีก ถ้าไม่ผ่านนายกฯ ก็ต้องยุบสภาหรือลาออก แต่หากไม่ผ่านวุฒิสภายังไม่เห็นประเพณีว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ แต่มองได้เลยว่าอยู่ยาก และเรื่องบ่อนกาสิโนกลายเป็นเดิมพันใหญ่ และเรื่องการฮั้วสว. ก็กลายเป็นเครื่องมือ ที่ความจริงแล้วควรจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ 

“เชื่อว่าเวลาของอุ๊งอิ๊งใกล้เต็มทีแล้ว ซึ่งถ้าพ่อยังอยู่ คุณอุ๊งอิ๊ง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ) ก็ยังอยู่ แต่ถ้าพ่อไปก็ต้องไปตามพ่อนั่นแหละ ถ้าวันที่ 13 มิ.ย. ชี้โครมเข้าให้ คุณอุ๊งอิ๊ง เป็นหนึ่งในคนที่เข้าเยี่ยม ก็เข้าร่วมข่ายร่วมในการปกปิด ไม่ให้ผู้กระทำผิดทางอาญารับโทษ และน่าจะผิดจริยธรรมทางการเมือง ยาว ไปไกลกันอีกหลายๆม้วน แล้วยังมีเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่อง การเป็นนายกฯ ก็เหมือนการขึ้นลานประหารจะอยู่ที่ว่า คุณจะลงก่อน หรือโดนประหารก่อน”นายจตุพร กล่าว

‘แสวง’ยอมรับรวบรวมพยานหลักฐาน คดีฮั้วเลือกสว.ต้องใช้เวลา เหตุขั้นตอนเลือกซับซ้อน

'แสวง'ยอมรับรวบรวมพยานหลักฐาน คดีฮั้วเลือกสว.ต้องใช้เวลา เหตุขั้นตอนเลือกซับซ้อน

‘แสวง’ยอมรับรวบรวมพยานหลักฐาน คดีฮั้วเลือกสว.ต้องใช้เวลา เหตุขั้นตอนเลือกซับซ้อน

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.10 น.

เลขากกต.ยันไม่ต้องแจงออกสื่อ หลังถูกร้องเรียน  ยอมรับการรวบรวมพยานหลักฐานคดีฮั้วเลือกสว.ต้องใช้เวลา เหตุขั้นตอนเลือกซับซ้อน ระบุยังมีเวลา 1 เดือน 20 วัน

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา เขตหนองจอก นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการฮั้วเลือกสว. ว่า เรื่องของสว. เป็นที่สนใจของประชาชนมาโดยตลอดในชั้นนี้ยังอยู่ระหว่างชั้นการทำงานซึ่งการพิจารณาเรื่องคัดค้านหรือการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องเลือกสว. เราดำเนินการตามระเบียบสืบสวนไต่สวน ซึ่งมีอยู่ 4 ขั้นตอน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนถือว่ายังอยู่ในขั้นที่ 1 ส่วนความกังวลเรื่องเวลาว่าจะเสร็จเมื่อไหร่เสร็จทันภายใน 1 ปีหรือไม่ ซึ่งเวลาตามระเบียบสืบสวนได้กำหนดไว้ว่าสำนักงานฯ ต้องส่งให้กกต. ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศผลการเลือก สว. ซึ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 67 ดังนั้นต้องส่งก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 68 ซึ่งยังมีเวลาอยู่ประมาณ 1 เดือน 20 วัน
 
“เวลาที่ระเบียบวางไว้เป็นมาตรการเร่งรัดในชั้นของสำนักงานเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบว่าขั้นตอนยังอยู่ในชั้นไหน แต่เวลาดังกล่าวจะไม่กระทบกับการอำนวยความยุติธรรมที่เป็นอิสระหรือกระทบกับการกระทำของบุคคลใดที่กระทำการโดยสุจริต  ไม่ได้หมายถึงเป็นแค่เวลาเร่งในการทำงาน ส่วนเวลากกต.ก็เป็นอีกเวลาหนึ่ง หลังจากที่สำนักงานฯได้ส่งเรื่องมาแล้ว และตามที่ได้ตรวจสอบกับทางคณะกรรมการสืบสวน ทราบว่าทางคณะกรรมการสืบสวนมีแผนที่จะทำให้เสร็จตามเวลา ส่วนเรื่องเนื้อหาหรือการรวบรวมพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการสอบสวน  ไม่มีผู้ใด ไม่ว่าจะกกต. หรือเลขาฯเข้าไปแทรกแซงการตรวจสอบเป็นอิสระไม่ว่าในชั้นใดชั้นหนึ่ง “เลขาฯกกต.กล่าว
 
นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ทาง กกต.ไปกำหนดระยะเวลาในการทำงานนั้น ในกฎหมายว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้งสส.หรือ สว.ไม่ได้กำหนดเวลาให้ดำเนินการแล้วเสร็จเวลาเท่าใด แต่เรากำหนดเวลาตัวเองว่าเราจะทำเสร็จภายใน 1 ปี จึงเป็นมาตรการในการเร่งรัด แต่มาตร การในการเร่งรัดจะต้องไม่กระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมที่เป็นอิสระและการกระทำของบุคคลที่กระทำโดยสุจริต นั่นหมายความว่าเราต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าน่าจะเสร็จทันกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เท่าที่ได้ดูแผนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ก็บอกว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา แต่เวลาของกกต.จะเป็นอีกเวลาหนึ่ง

เมื่อถามว่ามีข้อร้องเรียนเลขาฯกกต.โดยตรงจะมีการชี้แจงอย่างไร เลขาฯกกต. กล่าวว่า คงไม่ต้องมาชี้แจงออกทางสื่อ เพราะเป็นเรื่องที่เป็นคดี ไม่ว่าใครถูกร้องเรียนก็ไม่มีความซับซ้อน ขอเรียนว่าเราทำงานตามกฏหมายตามข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายก็จะบอกว่าเราทำผิดองค์ประกอบคืออะไร ข้อเท็จจริงคือไปทำอะไร แล้วเรารวบรวมได้แค่ไหน ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่การเลือกสว. อาจจะซับซ้อนเพราะมีการเลือก 3 ชั้น คือ อำเภอ, จังหวัด และประเทศ และยังมีการเลือกในสาย ในกลุ่มเลือกไขว้อีก การรวบรวมพยานหลักฐานอาจจะซับซ้อน
 
“ ผมยังยืนยันว่าในสำนักงานฯ ได้ดำเนินการตามระเบียบ แต่มีการเลือกสว. ตามคำพิพากษาของศาล เพราะบางครั้งกฎหมายไม่ได้เขียนให้ครบถ้วนเหมือนกับเขียนไม่สุด เมื่อผู้เกี่ยวข้องไปร้องศาล เราก็มีการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลมาตลอด ด้วยระบบแบบนี้คงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งคงจะเห็น ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของคณะกรรม การสอบสวนต้องรอว่าคณะกรรม การสอบสวนจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้เขาเร่งอยู่”นายแสวงกล่าว

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.08 น.

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

18 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “เปิดเทอมแล้ว ลูกหลานเรียนที่ไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 26 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทยในด้านการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทย ทั้งในเรื่องการเข้าถึงระบบการศึกษา ความเท่าเทียม คุณภาพ การสนับสนุน และนโยบายด้านการศึกษา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.69 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 22.21 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 21.91 ระบุว่า ไม่กังวลเลย

สำหรับประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.26 ระบุว่า โรงเรียนรัฐ

+ ร้อยละ 26.18 ระบุว่า โรงเรียนเอกชน

+ ร้อยละ 7.18 ระบุว่า โรงเรียนนานาชาติ

+ ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

+ ร้อยละ 5.80 ระบุว่า โรงเรียนสาธิต

+ ร้อยละ 5.04 ระบุว่า โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)

+ ร้อยละ 1.22 ระบุว่า โรงเรียนศาสนา และโรงเรียนทางเลือก (โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบเปิดให้มีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล โดยเน้นพัฒนาทักษะตามความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก) ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 0.23 ระบุว่า โฮมสคูล (Homeschool เป็นแบบการศึกษาที่ผู้เรียนเลือกใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้แทนการไปเรียน โดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นครูผู้สอน)

ทั้งนี้ เหตุผลที่ประชาชนเลือกประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.64 ระบุว่า ครูมีคุณภาพ

+ ร้อยละ 44.75 ระบุว่า หลักสูตรที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 33.69 ระบุว่า ใกล้บ้าน

+ ร้อยละ 32.46 ระบุว่า โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียน การสอนที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 31.31 ระบุว่า ราคาที่เหมาะสม

+ ร้อยละ 26.48 ระบุว่า มีสังคมที่ดีในโรงเรียน

+ ร้อยละ 26.23 ระบุว่า ความปลอดภัย

+ ร้อยละ 15.33 ระบุว่า เด็กได้ภาษาที่ 2 (เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น)

+ ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ชื่อเสียงที่ผ่านมาของโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.03 ระบุว่า การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก

สำหรับการมีโอกาสให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลได้เข้าเรียนในโรงเรียนตามที่เลือกไว้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.44 ระบุว่า มีโอกาสทุกคน , ร้อยละ 15.16 ระบุว่า ไม่มีใครมีโอกาส , ร้อยละ 12.63 ระบุว่า มีโอกาสบางคน , ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ไม่มีบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล และร้อยละ 2.54 ระบุว่า บุตรหลานในความดูแลยังไม่ถึงวัยเข้าโรงเรียน

ผู้ที่ระบุว่า มีโอกาสบางคน และไม่มีใครมีโอกาส ให้เหตุผลที่ทำให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลบางคนหรือทุกคนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนตามรูปแบบที่เลือกได้ พบว่า

+ ร้อยละ 56.05 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

+ ร้อยละ 14.16 ระบุว่า อยู่ไกลบ้าน

+ ร้อยละ 8.55 ระบุว่า สอบไม่ผ่าน และบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล ปฏิเสธที่จะทำตาม ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 7.97 ระบุว่า รับจำนวนจำกัด

+ ร้อยละ 4.72 ระบุว่า ในอดีตไม่มีโรงเรียนที่มีรูปแบบที่หลากหลายอย่างปัจจุบัน

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงหน่วยงานที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ พบว่า

+ ร้อยละ 65.50 ระบุว่า รัฐบาล (รวมกระทรวงและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง)

+ ร้อยละ 18.86 ระบุว่า ไม่มีภาคส่วนใดทำได้ ต้องพึ่งพาตนเอง

+ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

+ ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ (เช่น การเปิดโรงเรียนเองของภาคธุรกิจ)

+ ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ประชาสังคม หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร

+ ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ลุยแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก หวังเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติ

วันที่ 17 พ.ค.68 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ’ตูมใหญ่รักศรัทธา พัฒนาการศึกษาแบบบูรณาการ’ ที่โรงเรียนบ้านตูมใหญ่ ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งโครงการนี้ เป็นแนวคิดการบริหารจัดการศึกษาของนายโสภณ  ซารัมย์ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ แบบบูรณาการ ซึ่งตำบลตูมใหญ่ มีโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 5 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 5 โรงเรียน มีนักเรียน จำนวน 833 คน ครูผู้สอน จำนวน 86 คน เป็นการนำนักเรียนจากที่อยู่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมกัน 

โดยมีการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ 4 ศูนย์  ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภาษาไทย, ศูนย์การเรียนรู้คณิตศาสตร์, ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และศูนย์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยแต่ละศูนย์การเรียนรู้จะมีครูที่มีความรู้ความสารถเฉพาะทางประจำศูนย์  ให้โรงเรียนแต่ละโรงเรียนในตำบลตูมใหญ่  นำนักเรียนหมุนเวียนไปเรียนตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ 

ซึ่งการดำเนินในครั้งนี้ ได้รับสนับสนุนจาก โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร  มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) โดยนางชลธิชา  บุญครอบ มอบทุนดำเนินการในเบื้องต้น จำนวน 100,000 บาท  และรถจักรยาน จำนวน 10 คัน  นายชาตรี  ศรีตะวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใหญ่ มอบสื่อการเรียนการสอน เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท 

นายปิยวิทย์ เชิดกลิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ สนับสนุนการจัดการเรียนอาชีพให้กับนักเรียน ส.ต.ต.ดร.นปดล นพเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ สนับสนุนครูที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการจัดการเรียนรู้ตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ นายประสิทธิ์ พิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  เป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนในครั้งนี้

โดย นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่ทุกฝ่ายร่วมบูรณาการตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน รวมถึงผู้ปกครองและประชาชน ร่วมมือกันทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารโรงเรียน ขนาดเล็ก และคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่อยู่ ในชนบท ซึ่งขาดแคลน ทรัพยากรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบุคลากรครู สื่อการเรียนการสอน และสวัสดิการอื่น 

แต่เนื่องด้วยประชาชนที่มีฐานะเศรษฐกิจไม่เพียงพอที่จะส่งลูกหลานไปเรียน ในเมืองได้ ก็จำทนต้องให้ลูกหลานเรียน ในโรงเรียนของหมู่บ้านตนเอง ซึ่งจากการทำความเข้าใจของทุกฝ่ายจึงได้เกิดความร่วมมือตั้งโครงการนี้ขึ้นมา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย ส่วนตนพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็ม กำลังความสามารถ ซึ่งถ้าโครงการนี้ เดินหน้าต่อไปได้ ก็หวังว่าจะเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติต่อไป

ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ยังได้เดินเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านตูมใหญ่ด้วย ///-026

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร-การลงโทษนักเรียน ให้ยึดระเบียบ ศธ.สร้างการศึกษา ‘เรียนดี มีความสุข’ 

17 พ.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ครบถ้วนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนให้ “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้เต็มที่ และร่วมกันผลักดันเป้าหมายพัฒนานักเรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ” 

ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนด้วยความพร้อม สพฐ. ได้กำหนด 5 แนวทาง ให้สถานศึกษาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เน้นดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทั้งในและนอกเวลาเรียน  2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การจัดการเรียนเสริม และระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ตามบริบทผู้เรียน  3. ด้านการสร้างเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียน  4. ด้านงบประมาณ ให้ดำเนินการใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมรับมือเหตุและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ พร้อมเฝ้าระวังสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้าถึงนักเรียน 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำ ว่า หากเกิดเหตุจำเป็นต้องลงโทษนักเรียน ขอให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ และเคร่งครัดปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ที่กระทําความผิดได้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน  3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4.จัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน และห้ามมิให้ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือ ลงโทษในลักษณะทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมนักเรียนหน้าชั้นเรียน ซึ่งขัดต่อแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็ก 

“ในประเด็นการลดภาระงานของครู สพฐ.ขอย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรโดยเด็ดขาด ผู้บริหารต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ คำสั่ง ในลักษณะใกล้เคียง เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ” ซึ่งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงขัดมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เราต้องร่วมกันทำให้โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในและนอกเวลาเรียน พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จัดทำกลไกเฝ้าระวังบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน แต่งกายสุภาพ และไม่ก่อความวุ่นวายในพื้นที่ราชการ หากมีการฝ่าฝืน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะโรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ที่ต้องปลอดภัย ที่จะสร้างการศึกษา เรียนดี มีความสุข ให้กับทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว