อย่ายอมการเมืองทุนนิยม! ‘สนธิรัตน์’ห่วง’กระแส-กระสุน’ครอบงำการเมืองไทย จี้สร้างจิตสำนึกใหม่

อย่ายอมการเมืองทุนนิยม! 'สนธิรัตน์'ห่วง'กระแส-กระสุน'ครอบงำการเมืองไทย จี้สร้างจิตสำนึกใหม่

อย่ายอมการเมืองทุนนิยม! ‘สนธิรัตน์’ห่วง’กระแส-กระสุน’ครอบงำการเมืองไทย จี้สร้างจิตสำนึกใหม่

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.37 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า อย่ายอมให้การเมืองแบบทุนและอำนาจนิยม กัดกร่อนประเทศไทย 

เปิดทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ หรืออ่านข่าวออนไลน์วันนี้ ต้องเจอข่าวที่ทำให้หดหู่ใจเสมอ ข่าวเศรษฐกิจก็มีแต่ตัวเลขที่ทำให้ท้อแท้ ข่าวสังคมก็เจอกับภาพการปล้นชิง โกงหลอกลวง หันมาที่ข่าวการเมืองก็ต้องเจอกับข่าวมาตรฐานทางการเมืองเชิงประชาธิปไตยของนักการเมือง การเน้นทุนในการเลือกตั้ง 

จนให้ความรู้สึกเหมือนว่า วันนี้ “ประชาธิปไตยซื้อได้” 

ประเทศไทยวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น วงจรการเมืองและสังคมไทยเดินมาถึงวันนี้ได้อย่างไร วงจรที่คนที่เราไม่มั่นใจว่าดีถูกยอมรับ คนดีมีบทบาทน้อยลง และเงินใต้โต๊ะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญไปกว่านั้น การทุจริตในการเลือกตั้งเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แต่ไม่มีใครถูกจัดการอย่างจริงจัง

ในอดีตการทำอะไรพวกนี้ต้องทำกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ มาวันนี้การเมืองแบบทุนนิยมไม่ได้ซ่อนอยู่หลังฉากอีกแล้ว แต่เขาทำกันอย่างเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งนานวัน มันก็หยั่งรากลึกลงไปในโครงสร้างของประเทศอย่างน่ากลัว

แต่ก่อนเราเคยคิดว่า “การซื้อสิทธิขายเสียง” เป็นปัญหาเฉพาะในบางพื้นที่ แต่วันนี้ มันกลับมาแรงกว่าเดิม แพร่หลายทั้งในเมือง ในชนบท และในโลกออนไลน์ จนมันถูกทำให้ดูปกติ

แต่สิ่งที่ผมกลัวมาก ๆ และมันกำลังเกิดขึ้น คือ ประชาชนจำนวนมากเริ่ม “เฉยชา” กับการทุจริต เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมือง ที่ไม่รู้สึกว่ามีผลเสียกับตัวเอง

ผมยังถามตัวเองเสมอว่าประเทศไทยมาถึงจุดที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน รวมถึงสื่อต่างๆสรุปตรงกันว่า “การเมืองวันนี้เป็นเรื่องของกระแสกับกระสุน” ทั้งที่เรื่อง “กระสุน” หรือ “การซื้อเสียง” ไม่ควรเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ในทางการเมือง

การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่เราสู้กันมาหลายปีควรเป็นเรื่องของการแข่งกันผลิตนโยบาย นำเสนออุดมการณ์ ตัวบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อหาทางยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแข่งกัน แต่วันนี้กลายเป็นเรื่องของตัวเลข ค่าหัว ค่าตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่อนทำลายประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

วันนี้ปัญหาการคอร์รัปชันในทางการเมืองของประเทศไทยไปไกลกว่าอดีตมากแล้ว เราชินชากับคนซื้อเสียงยังไม่พอ แต่เรายังพบอีกว่าเงินที่นำไปซื้อเสียงมาจากการใช้อำนาจรัฐ และบางทีก็อาจจะเป็นเงินสีเทาที่บ่อนทำลายสังคมและลูกหลานของเราด้วย

สมการการเมืองไทยแบบคอร์รัปชันวันนี้คือ [การเมืองซื้อเสียง +นักธุรกิจสีเทา] และลองจินตนาการกันสิครับว่า ถ้าคนเหล่านี้มีอำนาจในการบริหารประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศเราจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรในอนาคต

ผมคิดว่าเราต้องคุยกันเรื่องนี้กันให้จริงจังมากกว่านี้ได้แล้ว เพราะนอกจากประชาชนจะเริ่มนิ่งเฉย หน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเรื่องพวกนี้ก็มีข้อสงสัย ถึงการทำหน้าที่

เราอาจเปลี่ยนแปลงทั้งระบบไม่ได้ในชั่วข้ามคืน แต่เราสามารถเริ่มเปลี่ยน “ทัศนคติ” และ “ความอดทน” ของตัวเองได้ทันทีครับ เช่นเราต้องไม่ทน และบอยคอตนักการเมืองทุนนิยม อย่าอดทนกับระบอบการเมืองที่ขาด“หลักการ” ความล่มสลายของหลักการในบ้านเมือง เกิดจากประชาชนและองค์กรต่างๆยอมรับต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และที่น่ากลัวคือเห็นว่าเป็นปกติ

บางคนอาจบอกว่าเรื่องพวกนี้แก้ไม่ได้หรอก แต่ผมอยากให้คิดใหม่ครับว่า “เรื่องพวกนี้แก้ได้” เสียงของประชาชน แต่เมื่อรวมกันมากพอ มันสามารถโค่นระบบเหล่านี้ได้ครับ การกลับมากระตุกจิตสำนึกคนไทยอย่างจริงจังคือประเด็นสำคัญของเรา ที่ต้องเริ่มก่อนที่จะช้าไปกว่านี้

วันนี้เราทุกคนต้องไม่ยอมให้ “การโกง” กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย อย่าปล่อยให้การเมืองแบบเงาของคอร์รัปชันกัดกร่อนประเทศไทยไปมากกว่านี้

จับตา! 13 มิ.ย. วันมหาระทึก ศาลฎีกาส่งหมายนัดไต่สวน ไปปิดที่’บ้านจันทร์ส่องหล้า’แล้ว

จับตา! 13 มิ.ย. วันมหาระทึก ศาลฎีกาส่งหมายนัดไต่สวน ไปปิดที่'บ้านจันทร์ส่องหล้า'แล้ว

จับตา! 13 มิ.ย. วันมหาระทึก ศาลฎีกาส่งหมายนัดไต่สวน ไปปิดที่’บ้านจันทร์ส่องหล้า’แล้ว

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

‘ไพศาล’เผยศาลฎีกา ส่งหมายนัดไต่สวนคดี ‘ทักษิณ’อดีตนายกฯถึงหน้าบ้าน “จันทร์ส่องหล้า” แล้วเรียบร้อย พร้อมมีคำสั่งให้ ชี้แจงความจริง ตามคำร้อง “ชาญชัย” ภายใน 30 วัน 

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ด่วน มีรายงานข่าวว่าเมื่อวานนี้ เจ้าพนักงานศาล ได้นำหมายนัดไต่สวนและนัดพร้อมของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปปิดที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ตามคำสั่งศาลเรียบร้อยแล้ว

ในเรื่องนี้ศาลได้มีคำสั่ง ให้ส่งหมายนัดให้แก่จำเลย และให้ปิดหมายได้ โดยให้มีผล เป็นการส่งหมายในทันที ซึ่งหมายนัดของศาลดังกล่าวนี้ ก็ได้แจ้งคำสั่งศาล ให้ชี้แจงความจริง ตามคำร้อง ของนาย ชาญชัยอิสระเสนารักษ์ภายใน 30 วันด้วย

และเนื่องจากหมายศาลดังกล่าวนี้เป็นหมายนัด จำเลยจึงอาจไม่ไปศาลก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากหมายเรียกถ้าหากไม่ไปศาลตามหมายเรียกแล้วศาลสามารถออกหมายจับได้

ถ้าหากไม่ไปศาลตามหมายนัด ก็แค่ผิดหน้าที่ของจำเลยในคดีอาญา ที่ต้องไปศาลตามนัด และอาจเป็นเหตุให้ศาลออกหมายเรียกต่อไป อนึ่งในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น แม้จำเลยจะไม่ไปศาล แต่ศาลก็มีอำนาจพิจารณา หรือไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 จึงเป็นวันมหาระทึก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การสร้างการเมืองสุจริตไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทยเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง”

นายปริเยศ อังกูรกิตติ

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย

แวดวงนักปกครอง : 17 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 17 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 17 พฤษภาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดและร่วมบรรยายการฝึกอบรมวิทยากรแกนนำระดับอำเภอในโครงการส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (รุ่นที่ 2) โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น 243 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยของอาสาสมัครต้นแบบประชาธิปไตย ถือเป็นภารกิจที่สำคัญในการเสริมสร้างอาสาสมัครต้นแบบประชาธิปไตยให้มีความรู้ความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้ถึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายมนัสพันธ์ ดอนก้อนไพร นายอำเภอพระพุทธบาท จ.สระบุรี ลงพื้นที่ชุมชนประชาบำรุง ร่วมทำกิจกรรมศิลปะบนกำแพง (Wall Art) ณ ชุมชนประชาบำรุง เทศบาลเมืองพระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการTO BE NUMBER ONE เพื่อนำเด็ก เยาวชนในพื้นที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

นายเสกสรร จันวงษา นายอำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมตามโครงการอบรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการคนพุทไธสงขับขี่ปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ประจำปี 2568 ณ ศาลาอเนกประสงค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมฯ ได้รับความรู้ความเข้าใจ ในการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกต้องปฏิบัติตามระเบียบและวินัยจราจร และเพื่อลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน

นายพุฒ พงศ์รพีพร นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา เป็นประธานและเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ เรื่อง แนวทางการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการรองรับการท่องเที่ยวชุมชน ตามโครงการอบรมศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้แก่ประชาชนในการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ณ วัดโพธิ์ทองเจริญ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา

นายสุนทร จอมเมือง นายอำเภอแว้ง จ.นราธิวาส พร้อมด้วย นางรัชนี จอมเมือง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแว้ง หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านกลุ่มแม่บ้าน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเดิน
แบบแฟชั่นโชว์ผ้าลายพระราชทานผ้าลายอัตลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส ในชื่อชุด “เบญจแพรพรรณ เมอนารอและผ้าทอศิลปาชีพ” 5 + 3 ผืนผ้า SOFT POWER NARATHIWAT 2568 ณ เวทีกลางงานกาชาด จ.นราธิวาส

นาย..อำเภอน้อย

‘เพื่อไทย’ดันสุดลิ่ม คาดพรบ.กาสิโนเข้าสภา9ก.ค. เล็งถกสส.พรรคฟังความเห็น

‘เพื่อไทย’ดันสุดลิ่ม คาดพรบ.กาสิโนเข้าสภา9ก.ค. เล็งถกสส.พรรคฟังความเห็น

‘เพื่อไทย’ดันสุดลิ่ม คาดพรบ.กาสิโนเข้าสภา9ก.ค. เล็งถกสส.พรรคฟังความเห็น

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เพื่อไทย’ดันสุดลิ่ม คาดพรบ.กาสิโนเข้าสภา9ก.ค. เล็งถกสส.พรรคฟังความเห็น

“ภูมิธรรม” ปัดเสนอความเห็น “กล้าธรรม” เตรียมเปิดตัว 2 อดีต สส.กทม. “เพื่อไทย” ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ลั่น 6 พรรคร่วมรัฐบาลเหมือน “พรรคพี่พรรคน้อง” กันทั้งหมด ด้าน “ดนุพร” สวนกลับ “โรม” โทษนายกฯปมดูดสส.งูเห่า

ลั่นจะไปสั่ง’กธ.’ได้ยังไง คาดสภาถกร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 9ก.ค.เตรียมเรียกประชุมสส.เพื่อไทยรับฟังความเห็น หลังลงพื้นที่ทำความเข้าใจประชาชน-พร้อมรับมือถกงบ69 นายกฯชวนคนไทยทานผลไม้บ้านเรา ทัวร์จันทบุรีเสาร์นี้ พร้อมรับฟังแนวทางและให้นโยบายส่วนราชการ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนทั่วประเทศ ส่งเสริมสินค้าผลไม้ไทยไปในตลาดโลกให้มากขึ้น‘รทสช.’พร้อมโหวตรับร่างพรบ.งบฯ69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน พร้อมร่วมปรับลดงบเกินจำเป็นออกในวาระ2

เมื่อวันที่ 16พ.ค.68 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.)และผู้บริหารพรรค นัดพูดคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพและนายการุณโหสกุล อดีต สส.กทม.วันที่ 16พฤษภาคมนี้ ซึ่งทั้งสองถูกมองว่าเป็นคนเก่าของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคกล้าธรรม ไม่ใช่เรื่องของตน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีคนมองว่าพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคที่พรรคน้อง หรือพรรคสาขาของพรรค พท.นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็จับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล 6พรรค ก็เป็นพรรคพี่พรรคน้องกันทั้งหมด

‘กล้าธรรม’ไม่ใช่พรรคสาขาเพื่อไทย

ด้าน นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยว่า ตนคิดว่าไม่ใช่ แต่เข้าใจคนที่มองเช่นนั้น เพราะสส.ของพรรคกล้าธรรมปัจจุบันหลายคนเมื่อปี2554 ก็เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย จึงอาจจะทำให้มีการมองเช่นนั้นได้ แต่การเลือกตั้งในปี 2562 เขาย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และเมื่อมีปัญหากันเขาก็แยกตัวออกมาสร้างบ้านหลังเล็กๆ ของเขาคือพรรคกล้าธรรม ฉะนั้นตนจึงไม่อยากให้มองว่าเป็นสาขาที่สองของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคกล้าธรรมก็มีอุดมการณ์ของเขา

เมื่อถามว่ายืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีสาขาสองใช่หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ไม่มี ผลการเลือกตั้งซ่อมที่จ.นครศรีธรรมราช ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่มีแสงของตัวเอง เขาชนะด้วยคะแนน 3 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีฐานเสียงสำคัญหรือคะแนนจำนวนมากอยู่ที่จ.นครศรีธรรมราช จุดอ่อนพรรคเพื่อไทยอยู่ที่ภาคใต้ หากจะเอาฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคกล้าธรรมชนะแน่ แต่เขาเป็นพรรคทางเลือกหนึ่งของคนนครศรีธรรมราช จึงทำให้เขาชนะมา ย้ำว่าตนมองว่าพรรคกล้าธรรมไม่ใช่สาขาสองของพรรคเพื่อไทย

สวน’โรม’นายกฯสั่งดูดสส.ไม่ได้

เมื่อถามกรณี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีปล่อยให้พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ดูดสส.งูเห่าเข้าพรรคได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยควรเข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด นายดนุพร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคประชาชนกับสส.ในพรรคที่เป็นปัญหากัน ซึ่งเกิดการน้อยใจกันทำให้สส.ของพรรคประชาชน อยากไปสังกัดพรรคอื่น การที่ นายรังสิมันต์ โยนมายังนายกฯนั้น นายกฯ ท่านไม่ทราบหรอกว่าพวกคุณมีปัญหาอะไรกัน และท่านก็ไม่รู้จักสส.ที่จะย้ายพรรค อีกทั้งในสภาผู้แทนราษฎรก็มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อยู่ ซึ่งสส.แต่ละพรรคอาจจะสนิทกัน เพราะต้องไปดูงานและทำงานร่วมกันบ่อยๆ เมื่อมีปัญหาในพรรค เขาก็อาจจะมีการพูดคุยและปรึกษากัน

“จริงๆ ไม่อยากให้คุณรังสิมันต์มองว่าการเกิดงูเห่าแล้วนายกฯ ต้องรับผิดชอบ ถามว่านายกฯ จะไปสั่งพรรคกล้าธรรมได้หรือ ก็ไม่สามารถสั่งได้ ขนาดหัวหน้าพรรคประชาชนยังสั่งลูกพรรคไม่ได้ แล้วจะให้นายกฯ ไปสั่งนายธรรมนัสได้อย่างไร ก็ไม่ได้ เราอยู่คนละพรรคกัน จะไปก้าวก่ายกิจการภายในของแต่ละพรรคนั้น ทำไม่ได้ วันนี้พรรคประชาชนเขาอาจจะคุยกันไม่ได้ เพราะอาจจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่ผมก็ยังให้กำลังใจพรรคประชาชนว่า หากเวลาผ่านไปสักพัก ทุกคนอาจจะใจเย็นกันมากขึ้น แล้วกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะเขายังไม่ขับสส.ชลบุรีออกจากพรรค’นายดนุพร กล่าว

คาดสภาถกร่างพรบ.กาสิโน9ก.ค.นี้

นายดนุพร ยังกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วจะพิจารณาร่าง พรบ.ดังกล่าวได้เลยหรือไม่ ว่า ตอนนี้ร่าง พรบ.เอ็นเตอร์เทนฯค้างในวาระของสภาอยู่แล้ว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณา คาดว่าจะมีการพิจารณาในวันที่ 9ก.ค.โดยภายในพรรคมีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วว่าจะต้องเตรียมข้อมูล และคนอภิปรายให้เห็นว่าสาเหตุ และความจำเป็นของร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร

นายดนุพร กล่าวต่อว่า จะมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังปัญหาหลังจากที่ สส. ได้ลงพื้นที่ช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 28-30 พ.ค.แต่ขณะนี้เรากำลังพูดคุยกันว่าจะมีการประชุมเมื่อใด โดยเราจะยึดตามหลักการเดิมคือ สส.คนไหนสนใจเรื่องอะไร งบประมาณของกระทรวง หรือหน่วยงานอะไร แล้วแยกกลุ่มกันทำงาน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกันแบบลงรายละเอียด

รทสช.พร้อมหนุนพรบ.งบประมาณ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรีและโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่าย ประจำปีพ.ศ.2569 ที่จะพิจารณาระหว่างวันที่ 29-31 พ.ค.นี้ ว่า พรรครทสช.พร้อมลงมติรับหลักการในร่างพรบ.งบฯเนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินและใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่สำคัญ ร่างพรบ.งบประมาณนี้ มีการพิจารณากลั่นกรองของหลายหน่วยงานที่พิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้แล้วเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาออกเป็น พรบ.งบประมาณ ปี 2569

รวมทั้งจากการลงพื้นที่ของสส.พรรครทสช.พบว่า ประชาชนต่างสนับสนุนให้ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้งบประมาณเหล่านี้ในการพัฒนาประเทศและให้ส่วนราชการได้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งรัฐบาลยังสามารถใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอีกด้วย ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ไม่ผ่านจะส่งผลกระทบกับทั้งการบริหารราชการแผ่นดินในภาวะเช่นนี้ รวมทั้งไม่ส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน การลงมติไม่เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 จึงไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมลงมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ทั้ง 36 เสียง เพื่อให้สามารถใช้ได้ในวันที่ 1 ต.ค.2568 ให้รัฐบาลได้บริหารประเทศชาติอย่างราบรื่นแต่อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาในวาระที่ 2 ตัวแทนของพรรครวมไทยสร้างชาติในตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณางบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบ และพร้อมจะปรับลดงบประมาณในส่วนที่เห็นว่าโครงการใดที่ไม่เป็นประโยชน์ ออกจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ.2569 เชื่อว่าการลงมติร่างพรบ.งบฯจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถผ่านในวาระที่ 1 รับหลักการ เพื่อให้กรรมาธิการงบประมาณพิจารณาในวาระ2ต่อไปได้

นายกฯอยู่ระหว่างเยือนเวียดนาม

วันเดียวกัน เวลา 08.30น.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของนักปฏิวัติผู้เสียสละชีวิต เมื่อปี ค.ศ.1940 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของขบวนการต่อสู้ของเวียดนามภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ โดยตั้งอยู่บนถนนบั๊กเซิน (BạchSơn Street) ในพื้นที่ใกล้กับจัตุรัสบาดิ่งห์ โดยออกแบบในสไตล์ศิลปะสังคมนิยม ที่ประกอบด้วยกลุ่มรูปปั้นนักรบปฏิวัติ แสดงถึงความกล้าหาญและความสามัคคีของนักต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม จากนั้นนายกฯเดินทางต่อไปยังสุสานโฮจิมินห์ ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิ่งห์ สถานที่ซึ่งอดีตผู้นำโฮจิมินห์เคยอ่านคำประกาศเอกราชของเวียดนามในปี ค.ศ.1945 ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมทรงอนุสรณ์สถาน โดยใช้หินอ่อนและหินแกรนิตคุณภาพสูง ผสมผสานระหว่างศิลปะสังคมนิยม กับเอกลักษณ์เวียดนาม โดยโฮจิมินห์เป็นบุคคลสำคัญของเวียดนาม ผู้ได้รับการยกย่องในฐานะ”บิดาแห่งชาติ”ที่นำพาประเทศสู่การประกาศเอกราช และเป็นผู้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทั้งนี้ การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ สถานที่สำคัญของเวียดนามครั้งนี้ แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศพันธมิตรที่สำคัญของไทยอย่างเวียดนาม

จากนั้น เวลา 10:00น.นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เข้าร่วมประชุมหารือทวิภาคีกลุ่มเล็ก กับนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ทำเนียบรัฐบาล

เปิดโปรแกรม’อิ๊งค์’ทัวร์จันทบุรี17พ.ค.

ขณะที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จ.จันทบุรี ในวันเสาร์ที่ 17พฤษภาคม2568 เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดทางภาคตะวันออก รวมทั้งให้ นโยบายกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งภาคตะวันออกเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญของไทย โดยมีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดยช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.15 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ออกเดินทางจากกองบินตำรวจ ท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ไปยังสนามบินอำเภอท่าใหม่ (ทหารเรือที่ 31 ท่าใหม่) จังหวัดจันทบุรี จากนั้นเดินทางต่อไปยังสวนรักตะวัน เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตและผลผลิต จากเกษตรกรชาวสวนผลไม้และผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกและแนวทางการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ และเข้าร่วม Live ขายทุเรียนกับ Young Smart Farmer ต่อจากนั้น จะเยี่ยมชมบูธร้านอาหารที่ได้รับเครื่องหมาย Thai SELECT พร้อมร่วมรณรงค์ เชิญชวนการรับประทานผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยจะรับฟังการนำเสนอข้อมูลเรื่องร้านอาหาร Thai SELECT จากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และรับฟังข้อมูลเรื่องรณรงค์การสนับสนุน การทานผลไม้ในฤดูกาล จากอธิบดีกรมการค้าภายใน

เยี่ยมชมขั้นตอนการส่งออกทุเรียน

นายจิรายุ กล่าวต่อไป ว่าในช่วงบ่าย เวลาประมาณ 13.30น.นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมชมขั้นตอนการส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศ ณ บริษัท ดรากอนเฟรชฟรุท จำกัด อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โดยชมการคัดแยกมังคุดและการแพคกิ้งเพื่อการส่งออก บูธกิจกรรมแปรรูปผลไม้ รวมถึงโมเดลความร่วมมือ ในการนำเมนูผลไม้ขึ้นไปเสริฟบนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย พร้อมกันนี้ จะพบปะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมรับฟังแนวทางการรับซื้อผลไม้จากผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกจากภาคส่วนต่างๆ และชมกระบวนการคัดแยกและบรรจุผลไม้สด (ทุเรียน) เพื่อการส่งออก ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงเย็นวันเดียวกัน

สำหรับมูลค่าการส่งออก สินค้าผลไม้ของไทยอยู่ในอันดับต้นๆของโลก โดยทุเรียนในปี 2567 ที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกรวม 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (157,506 ล้านบาท)โดยแบ่งเป็น (1) ทุเรียนสด 3,755.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (134,852 ล้านบาท) และ (2) ทุเรียนแช่เย็นจนแข็ง 649.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (22,654 ล้านบาท) และล่าสุดปี 2568 ช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม – กุมภาพันธ์) ไทยมีมูลค่าส่งออกรวม 128.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,374 ล้านบาท) แบ่งเป็น(1)ทุเรียนสด 85.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,918 ล้านบาท) และ (2) ทุเรียนแช่เย็นจนแข็ง 42.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,456ล้านบาท) ทุเรียนเป็นสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดส่งออกถึง 75% ขณะที่บริโภคภายในประเทศเพียง25% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด

พบผู้ประกอบการฟังปัญหา-วิธีแก้ไข

“การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อพบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตลาดและราคาผลผลิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการส่งออกผลไม้ชนิดอื่นไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นมังคุด เงาะ ลองกอง ตลอดจนผลไม้เมืองร้อนของจังหวัดจันทบุรีและภาคตะวันออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลไม้ไทยให้เป็นที่จดจำ โดยการหาตลาดรองรับทั้งในเมืองหลักและเมืองรองเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติม พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ตามแผนบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 รวม 7มาตรการ ครอบคลุม25แผนงาน ให้ผลไม้ไทยปีนี้ได้ราคาดีตลอดทั้งปี” นายจิรายุ กล่าว

‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ บทบาท‘รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย’ แม้‘มือใหม่’แต่ทำเต็มที่เพื่อประชาชน

‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ บทบาท‘รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย’ แม้‘มือใหม่’แต่ทำเต็มที่เพื่อประชาชน

‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ บทบาท‘รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย’ แม้‘มือใหม่’แต่ทำเต็มที่เพื่อประชาชน

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 23 เม.ย. 2568 ชวนพูดคุยกับรัฐมนตรีหน้าใหม่ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับไม้ต่อจากคุณพ่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุทัยธานี ที่เป็น รมช.มหาดไทย คนก่อนหน้า และเรียกเสียงฮือฮาจากคลิปวีดีโอที่ถูกแชร์กันบนโลกออนไลน์ โดยเป็นการไปพูดในงานๆ หนึ่งแล้วพบว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก 

อย่างไรก็ตาม ซาบีดา กล่าวว่า จริงๆ แล้วตนไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ แต่อยู่ที่การเตรียมตัวมากกว่า อย่างที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นการไปร่วมงานของสถานทูต ซึ่งตนต้องไปในฐานะตัวแทนของกระทรวงมหาดไทย ในความคิดคือต้องทำอย่างไรให้ผู้ฟังเชื่อมั่นใจข้อความที่เราส่งไปมากกว่า โดยจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เข้ามารับตำแหน่ง เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งฉายา “รัฐมนตรีสืบสันดาน” ยอมรับว่ารู้สึกกดดัน แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าการมาจากครอบครัวการเมืองแล้วเรามีศักยภาพอะไรบ้าง

“ถามว่าเป็นคนที่ชอบการเมืองไหม? ไม่ได้ชอบการเมือง เติบโตมาแบบการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไม่ใช่เรื่องของการเมืองแต่เป็นการช่วยเหลือสังคมมากกว่า แล้วเราก็รู้สึกซึมซับสิ่งนี้ไป พอซึมซับแล้วคุณพ่อก็บอกว่าบางทีการที่เราดำรงตำแหน่งทางการเมืองมันยิ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนไปให้ถึงพี่น้องประชาชนเร็วขึ้น แล้วก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมืองอย่างเป็นทางการ ซาบีดา เล่าว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าเป็นการเมือง อย่างเมื่อครั้งที่คุณพ่อชาดามีตำแหน่งทางการเมืองสมัยแรก เวลานั้นตนอยู่เพียงชั้น ป.4 ได้เห็นบทบาทของคุณพ่อในการช่วยเหลือประชาชน เช่น จัดถุงยังชีพ ก็รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของการทำสิ่งเล็กๆ ตรงนี้ และซึมซับมาเรื่อยๆ จนโตแล้วค่อยมาเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง

ชีวิตด้านการศึกษา เรียนในประเทศไทยตั้งแต่อนุบาล – ป.6 อยู่ใน จ.อุทัยธานี จากนั้นไปเรียนชั้น ม.1 – ม.3 ที่ จ.นครสวรรค์ แล้วเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ม.4 จนถึงมหาวิทยาลัย แล้วจึงได้ไปเรียนต่อต่างประเทศในด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ เพราะรู้สึกสนุกกับการเรียนวิชากฎหมาย บวกกับเป็นคนที่ชอบท่องจำอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าเรียนยาก ขณะที่การไปเรียนในต่างประเทศก็ทำให้เกิดความกล้าและเชื่อมั่นที่จะพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น เมื่อเทียบกับการเรียนในประเทศไทยโดยเฉพาะโรงเรียนในต่างจังหวัดที่จะรู้สึกเขินอาย กลัวพูดผิดไวยากรณ์

เมื่อถามถึง “วินาทีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน” ซึ่งเวลานั้นมีรายชื่อเข้ามาเป็นคนสุดท้าย จำได้ว่าคุยกับคุณพ่อเพียงไม่กี่คำแล้วก็นำเอกสารเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยเป็นวันสุดท้ายที่เปิดรับ จากนั้นจะเป็นกระบวนการคัดกรองเพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ยืนยันได้ว่า “คุณพ่อไม่ได้บังคับ แต่บอกสั้นๆ แค่..ไป” อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เกิดมาในครอบครัวที่ต้องเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามา ก็คิดว่า “ไปก็ไป – ลุยก็ลุย” แน่นอนว่าเป็นแล้วก็ตื่นเต้นและกดดัน

“ตอนแรกๆ ก็รู้สึกกดดัน แต่ก็คิดว่าวันนี้มันมาถึงแล้วก็ต้องทำให้ได้ คือตอนที่รับตำแหน่งแรกๆ พอรู้ว่าต้องกำกับดูแลอะไรบ้าง ก็คือมีการประปาด้วย ช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ ฝันทุกคืนเลยว่าน้ำประปาแตกทั้งประเทศ มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความกังวลแล้วเราอยากจะทำให้มันดี พอฝันว่าน้ำประปาแตกทั้งประเทศก็ตกใจตื่น”

ต่อคำถามว่า “เมื่อมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอแสดงอิริยาบถ การไปทำกิจกรรมหรือไปร่วมงานต่างๆ แล้วมักมีผู้นำ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ไปเปรียบเทียบกับ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” ประเด็นนี้ ซาบีดา ยอมรับว่าจริงๆ แล้วไม่อยากตอบ แต่ด้วยความที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็อยากบอกว่า “ไม่มีใครชอบหรือรู้สึกดีกับการถูกเปรียบเทียบ” และเปรียบเทียบกันไม่ได้ด้วย เพราะภาระที่นายกรัฐมนตรีแบกรับนั้นหนักมาก แบกทั้งประเทศ ในขณะที่ตนเป็นรัฐมนตรีตัวเล็กๆ ดูแลเพียงไม่กี่หน่วยงาน

นอกจากนั้นเวลาพบกับนายกฯ แพทองธาร ก็เห็นว่านายกฯ น่ารักกับเรา ความสัมพันธ์ในคณะรัฐมนตรีก็ราบรื่น นายกฯ ก็ไม่เคยมาบอกว่ามีการเปรียบเกิดขึ้น จึงไม่รู้สึกเกร็งหรือกดดันแต่อย่างใด ส่วนเรื่องการเป็นรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย พรรคการเมืองที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล กลัวหรือไม่กับอุบัติเหตุหรือความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตอบว่าไม่กลัว เพราะสิ่งที่เห็นในขณะนี้คือทุกอย่างยังราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมไปอยู่ทุกที่ ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตามบริบท

ส่วนประเด็นที่ ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 เม.ย. 2568 ว่าไม่สนับสนุนให้มีสถานที่เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมาย หรือกาสิโนในประเทศไทย ซึ่งส่วนทางกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันกาสิโนถูกกฎหมายโดยเป็นส่วนหนึ่งของสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ บรรยากาศภายในพรรคก็ไม่ได้อึดอัดแต่อย่างใด เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ในการแสดงจุดยืน

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยพยายามชี้ให้เห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศ โดยเฉพาะที่กังวลที่สุดคือเรื่องภัยพิบัติ ตนมองเป็นเรื่องนั้นมากกว่า จริงๆ อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่าเหตุใดเลขาธิการพรรคจึงพูดแบบนั้น เพื่อนำไปสู่อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้สังคมสนใจ คือเรื่องของภัยพิบัติ แต่ก็ประกาศจุดยืนเรื่องไม่สนับสนุนกาสิโนไปด้วย แต่ในมุมของตน หากถามความเห็นส่วนตัวก็คือสนับสนุนไม่ได้อยู่แล้วเพราะเป็นชาวมุสลิม แต่ทุกอย่างต้องมีเหตุและผล จะมีหรือไม่มีเหตุผลคืออะไร และสิ่งสำคัญกว่าคือประชาชนต้องการแบบใด ถึงกระนั้นความเห็นของตนก็ไม่มีผลอะไรกับการลงมติในสภาเพราะไม่ได้เป็น สส.

ทั้งนี้ ในการมาเป็นรัฐมนตรี ตนได้รับคำแนะนำจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คอยสอนงาน เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก มีเหตุผลและมีความจริงใจ ส่วนอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย เนวิน ชิดชอบ เป็นคนมีเหตุผล ชัดเจนและรักความยุติธรรม ซึ่งจะคล้ายกับคุณพ่อชาดา ที่เป็นคนโผงผาง เสียงดัง ชัดเจน ตรงไปตรงมาและตรงต่อความรู้สึกของตนเอง

ส่วนประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คุณเนวินเข้ามามีบทบาทกับพรรคภูมิใจไทยจนถูกมองว่าเป็นเหมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค เรื่องนี้ตนมองว่าคุณเนวินเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก คอยดูอยู่ห่างๆ และให้คำแนะนำในยามที่ทุกคนต้องการ และทุกคำแนะนำล้วนมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง “ในพรรคภูมิใจไทยจะพูดเสมอว่า..ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน” ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเสียงสะท้อนของประชาชน ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ต้องให้ย้อนกลับไปถามว่าแล้วประชาชนต้องการอะไร ไม่ใช่พรรคต้องการอะไร

“ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ตรงนี้ เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยมาหลายปีแล้ว และในเรื่องของนโยบายพรรค เรื่องของการทำงานต่างๆ แล้วก็ในเรื่องที่คุณพ่อได้สะท้อนออกมาจากการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็รู้สึกแฮปปี้กับพรรคนี้ รู้สึกว่านโยบายเข้าถึงพี่น้องประชาชนเป็นรูปธรรม ที่สำคัญคืออยู่กับแบบพี่แบบน้อง อยู่ด้วยความกลมเกลียว ด้วยความสามัคคี ท่าน สส. ทุกคนก็น่ารัก กรรมการบริหารพรรค หรือแม้กระทั่งท่านหัวหน้าพรรคเอง เสียงทุกเสียงของในพรรคมีความหมายทุกเสียง”

ต่อคำถามที่ว่าระยะหลังๆ เห็นลงพื้นที่ภาคใต้บ่อยๆ ต้องบอกว่าได้รับเชิญมากกว่า และน่าจะตรงกับช่วงเดือนถือศีลอดด้วย รวมถึงอยากสื่อสารเรื่องกิจการฮัจญ์กับประชาชนว่ากระทรวงมหาดไทยได้ทำอะไรไปแล้วบ้างเพื่อให้โอกาสแห่งศรัทธาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่วนคำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องด้วยที่เห็นชาวมุสลิมด้วยกัน มอง่าคงต้องใช้ความละมุนละม่อมในการรับฟังปัญหา

อีกทั้งรากฐานของสังคมมาจากการศึกษา หากได้รับการศึกษาที่ดี ได้รับองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และสิ่งสำคัญคือการสะท้อนออกมาของประชาชนก็จะเข้าใจบริบทสังคมมากขึ้น รวมถึงเรื่องคุณภาพชีวิต บางครั้งเราไปผลักดันเขาไม่ได้ แต่ต้องถามว่าเขาต้องการอะไร อยากให้เราทำอะไรให้เขามากกว่า ทั้งนี้ 7 – 8 เดือนที่ผ่านมาของการทำหน้าที่ รมช.มหาดไทย หากเหนื่อยพักก็หาย แต่ก็อยากทำอะไรให้ได้มากกว่านี้

โดยตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ที่อยู่นี้มีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยเฉพาะงานป้องกันน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง จะเป็นเรื่องน้ำดื่มสะอาดเพื่อบริการประชาชน การเข้าถึงระบบประปาที่ได้มาตรฐานคุณภาพ ซึ่งก่อนหน้าจะมาเป็นรัฐมนตรี เคยลงพื้นที่กับคุณพ่อ มีเสียงสะท้อนจากประชาชนหลายพื้นที่ว่ายังเข้าไม่ถึงระบบประปาที่ได้มาตรฐาน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ทุกอำเภอ ตำบลและหมู่บ้านเข้าถึง แม้จะยากแต่ก็ต้องทำให้ได้

เมื่อมองถึงก้าวต่อไปในทางการเมือง ซึ่งขณะนี้พรรคภูมิใจไทยก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีกรรมการบริหารพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับตนแล้วไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องอยู่ในแวดวงการเมืองไปถึงเมื่อใด หรือมองว่าในอนาคตอยากไปนั่งเก้าอี้ตำแหน่งใด โดยเวลานี้เหลืออายุงานอีก 2 ปี สิ่งที่คิดคือนโยบายที่เคยสัญญากับประชาชนไว้จะทำอย่างไรให้สำเร็จ ส่วนคำถามว่าหากวันหนึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยากทำอะไร ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน ต้องดูว่าอยู่ในบริบทไหนมากกว่า

  “มองว่าเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ บางทีพี่น้องประชาชน ความเจริญก็จะมาถึงจุดหนึ่งแล้ว แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการคือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ การเข้าถึงสาธารณูปโภค พอมาอยู่กระทรวงมหาดไทยแล้วรู้สึกว่าเป็นแนวทางของเรา ว่าการได้ดูแลชีวิตพี่น้องตั้งแต่ตื่นมาจนเข้านอนเป็นงานของมหาดไทย สิ่งสำคัญก็คือในเรื่องของคุณภาพชีวิต แน่นอนว่าทุกๆ เรื่อง เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการเกษตร เรื่องของสินค้าต่างๆ ทุกอย่างมีความสำคัญหมด แต่สิ่งสำคัญคือเอาคุณภาพชีวิตพี่น้องให้ดีก่อน”

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ    

‘อ้วน’พร้อมคุมDSI ถ้านายกฯมอบหมาย ยันทำตามก.ม.

‘อ้วน’พร้อมคุมDSI ถ้านายกฯมอบหมาย ยันทำตามก.ม.

‘อ้วน’พร้อมคุมDSI ถ้านายกฯมอบหมาย ยันทำตามก.ม.

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อ้วน’พร้อมคุมDSI ถ้านายกฯมอบหมายยันทำตามก.ม. ปัดมองผลชี้ขาดฮั้วสว. ยืนยันไม่มีแดง-น้ำเงิน ‘ชูศักดิ์’แย้มครม.20พ.ค. เคาะชื่อรมต.คุมดีเอสไอ

“ภูมิธรรม” พร้อมคุม “ดีเอสไอ” หาก “นายกฯ” มอบหมาย ยันทำหน้าที่ตามกฎหมาย ยังไม่ได้มองฉากทัศน์ไปถึงผลชี้ขาดเป็นบวกหรือลบ บอกนานาทัศนะหากคนมองคดีฮั้ว สว.เป็น “นิติสงคราม” ย้ำไม่มีแดง-น้ำเงิน เผยยังส่งดอกไม้ไปเยี่ยม “อนุทิน” อยู่เลย

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 16 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่สั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ควบคุมดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่า พ.ต.อ.ทวี กำกับดูแลดีเอสไอ เมื่อถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับดีเอสไอ ในฐานะรองประธานคดีพิเศษ ทราบจากนายกรัฐมนตรีว่าในวันอังคารที่จะถึงนี้จะพิจารณาแต่งตั้งบุคคลมากำกับดูแล

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ในฐานะประธานคดีพิเศษของดีเอสไอ ยืนยันที่จะปฏิบัติ ทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะส่งผลกระทบเกี่ยวข้องกับงานก็เป็นเรื่องที่ไป ส่วนตนเองศาลได้พิจารณาแล้วให้ความเมตตาไม่มีปัญหาอะไรที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าสบายใจขึ้น เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ได้กำกับดูแลคดีและดำเนินดำเนินการไปตามคันรองในฐานะประธานคณะกรรมการที่มีเรื่องเสนอขึ้นมา

เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ไปดูแลดีเอสไอโดยตรง แทนพ.ต.อ.ทวี จะมีความหนักใจหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา หากผู้บังคับบัญชามอบหมายก็ปฏิบัติตามนั้น โดยไม่กังวลว่าจะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพันตำรวจเอกทวี เพราะว่าจะต้องดำเนินไปตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ย้ำว่าทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงมองไปถึงฉากทัศน์ที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบจะมีการเตรียมรับมือหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่าไม่ได้เตรียม ถือว่าให้ทำตามหน้าที่ โดยศาลก็มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของศาลที่จะพิจารณา โดยมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารและหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่งให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย

“ผมชี้แจงความเป็นจริงทั้งหมดที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ว่าเป็นประธานคดีพิเศษ เมื่อมีผู้ร้องเข้ามาและ ปฏิบัติ ตามกระบวนการ โดยเลขาธิการ กกต. ทำเรื่องมา เราก็รับมาพิจารณา พอจะเข้าคดีพิเศษก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมายแล้วก็มีการพิจารณากัน โดยโดยรวมวันนั้นได้พิจารณาแล้วแยกคดีอะไรที่เป็นอำนาจ กกต. ก็ให้ว่าไป อะไรที่เป็นอำนาจของคดีพิเศษก็ไปรวบรวมหลักฐานซึ่งยังไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหา และดูที่หลักฐานว่าไปถึงหรือไม่ หากหลักฐานครอบคลุมไปถึงก็ว่าไปตามนั้นหากครอบคลุมไม่ถึงก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามอีกว่า คอการเมืองตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้เป็นนิติสงครามระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นายภูมิธรรมมองว่าเป็นนานาทัศนะ ตนก็ถือว่าตนทำตามหน้าที่

ส่วนที่มีการมองไปถึงขั้นว่าสีแดงกำลังเพลี่ยงพล้ำสีน้ำเงินนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่มีแดงไม่มีน้ำเงินเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าข้อเท็จจริงสะท้อนว่ามีปัญหาก็ว่าไปตามปัญหาที่มี อย่าไปจินตนาการเรื่องขัดแย้งเยอะ ตนก็ยังส่งแจกันดอกไม้ไปเยี่ยมรัฐมนตรีที่ป่วยทุกคน

‘สมศักดิ์’เซ็นตั้ง 10 ขุนพล ผ่ามติแพทยสภา เสนอความเห็นเชือด 3 หมอ

‘สมศักดิ์’เซ็นตั้ง 10 ขุนพล ผ่ามติแพทยสภา เสนอความเห็นเชือด 3 หมอ

‘สมศักดิ์’เซ็นตั้ง 10 ขุนพล ผ่ามติแพทยสภา เสนอความเห็นเชือด 3 หมอ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สมศักดิ์’เซ็นตั้ง10ขุนพล ผ่ามติแพทยสภา เสนอความเห็นเชือด3หมอ ย้ำต้องยุติในกรอบ15วัน เปิดคำสั่งให้พักโทษ2หมอ จากรพ.ตำรวจ3กับ6เดือน

รมว.สาธารณสุข เซ็นคำสั่ง ตั้ง 10 ขุนพล ชำแหละมติแพทยสภา กรณีลงโทษ 3 หมอรักษาทักษิณเทวดาชั้น 14 ก่อนตอบกลับใน 15 วัน ด้าน“หมอราชทัณฑ์” ดอดยื่นหนังสือขอความยุติธรรมแล้ว กรณีโดนลงโทษตักเตือน

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 สืบเนื่องจากมติแพทยสภาลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง และได้นำส่งมติดังกล่าวให้แก่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้แพทย์ที่เกี่ยวข้องได้เข้ายื่นร้องขอความเป็นธรรมด้วย

ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 807/2568 วันที่ 15 พ.ค. 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ระบุว่า สืบเนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยขี้ขาดลงโทษผู้ประพฤติผิด จริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ จึงเห็นควรที่จะแต่งตั้งคณะบุคคลจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา สั่งการตามอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รมว.สาธารณสุข จึงมีคำสั่งไว้ แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25

โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ เป็น ประธาน 2.นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา ส่วนกรรมการประกอบด้วย 3.นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล 4.นายพิทักษ์ ฉันทประยูร 5.นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร 6.นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ 7.นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ 8.นายวชิระ ปากดีสี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 1 9.นายวิทยา พลสีลา เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 2 10.นายปิยะวัฒน์ ศิลปรัศมี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 3

โดยคณะกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1. เสนอควานเห็นต่อรมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ 2525 2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย 3.ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เมื่อวันที่15 พ.ค.ที่ผ่านมา รศ.นพ.ต่อพล วัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา พร้อมด้วยทีมกฎหมายของแพทยสภา เดินทางนำส่งมติแพทยสภาให้ลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยยื่นให้กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา โดยมีนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้หลังการรับมอบมติแพทยสภาแล้วจะมีการลงเลขรับหนังสือ พร้อมส่งให้นายสมศักดิ์ สภานายกพิเศษพิจารณาเรื่องนี้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่าเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา แพทยสภาได้ส่งมติถึงมือ รมว.สาธารณสุข และเริ่มนับ 15 วันในวันที่ 16 พ.ค. และเมื่อวันที่ 15 พ.ค.เช่นเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่าแพทย์จาก รพ.ราช ทัณฑ์ ได้เดินทางเข้ามายื่นหนังสือ ร้องขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ กรณีถูกแพทย์สภาสั่งลงโทษด้วยการตักเตือน โดยมีนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับมอบหนังสือ

‘ธรรมนัส’รับคุยทักษิณ ก่อนดึง’อนุดิษฐ์-การุณ’ เปรยเตรียมเปิด’บิ๊กเนม-สส.’อีกเพียบ

'ธรรมนัส'รับคุยทักษิณ ก่อนดึง'อนุดิษฐ์-การุณ' เปรยเตรียมเปิด'บิ๊กเนม-สส.'อีกเพียบ

‘ธรรมนัส’รับคุยทักษิณ ก่อนดึง’อนุดิษฐ์-การุณ’ เปรยเตรียมเปิด’บิ๊กเนม-สส.’อีกเพียบ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.51 น.

“ธรรมนัส” รับคุยทักษิณ ก่อนแล้ว ดึง “อนุดิษฐ์-การุณ” เข้าพรรค ลั่น บิ๊กเนม-สส.มาอีกแน่ ยัน ไม่ต่อรอง “มท.1” อนุทิน ดีอยู่แล้ว มั่นใจ รัฐบาลครบเทอม ไม่เขี่ยใคร เคลียร์จบ ชี้ ฮั้ว สว. เรื่องกม. 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังพูดคุยกับน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายการุณ โหสกุล อดีตสส.กทม. ถึงการดึงอดีตสมาชิกเพื่อไทย จะให้พรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพรรคสาขา หรือไม่  ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ เพราะทั้ง2ท่านนี้ เราอยู่กันมาตั้งแต่วัยรุ่น เที่ยวกันกันมา แต่เราเห็นว่า ต้องเสริมทัพให้กับพรรค เพราะ น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นผู้ใหญ่ มีความอาวุโสทางการเมืองระดับแนวหน้าคนหนึ่งของประเทศ เราก็ได้มีการคุยกันตลอดเวลาว่าพี่ต้องมาช่วยผม เพราะเมื่อตนถึงจุดอิ่มตัวทางการเมือง ก็ต้องหาคนที่มีความพร้อม เพื่อสั่งให้เป็นสถาบันการเมือง ซึ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ ถือว่ามีความพร้อมและความคิดความอ่านคล้ายกัน ทั้งนี้มีอีกหลายคน กำลังจะเข้ามา แต่จะไม่เปิดตัวทีเดียว จะทยอยเปิด เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ และมีวุฒิภาวะพอสมควร และตนจะปลีกตัวออกมาดูแลด้านการกีฬา 

เมื่อถามว่า กรณีที่ดึง น.อ.อนุดิษฐ์ และนายการุณ มาร่วมงาน ได้หารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก่อนหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้มีการคุยกันแล้ว ตนกับน.อ.อนุดิษฐ์ ได้ไปปรึกษาท่าน วิถีชีวิตที่เราอยู่กันมา เมื่อต้องแยกกันก็เป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้มีความขัดแย้ง 

เมื่อถามย้ำว่า ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายทักษิณมาโดยตลอดใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะทำอะไรต้องหารือที่มาที่ไปของแต่ละท่าน 

เมื่อถามว่า นายทักษิณแนะนำอะไรหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ครับ 

เมื่อถามถึงกรณีตามที่ก่อนหน้านี้เคยระบุ จะมีสส. เข้ามาเพิ่มอีก ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวก็ค่อยๆ ปรากฏมาแต่ละอาทิตย์ เดี๋ยวก็มีเอง มีทั้งคนที่เป็นบิ๊กเนมและ สส. ปัจจุบัน แต่ขอไม่บอกว่ามาจากพรรคไหน และไม่ใช่จากพรรคร่วมรัฐบาลจะเอามาทำไม 

เมื่อถามว่า จะมีสส.จากพรรคพลังประชารัฐมาด้วยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ก็พี่น้องทั้งนั้น หลายคนเป็นสส. เพราะผมช่วยมา ไม่มีผมก็เหนื่อย” 

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เป็นข่าว ไม่ใช่ไปแจกกล้วยไม่มีหรอก ตนก็ต้องดูด้วยว่าเขามีอนาคตหรืออุดมการณ์ทางการเมืองหรือไม่ โธ่ เหลือเวลาอีกปีกว่าใครจะไปทำอย่างนั้น ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่าพรรคกล้าธรรมใช้พลังดูด ยืนยันว่าไม่ใช่ เราต้องดูว่าเราทำอะไรให้กับประชาชน 

เมื่อถามถึงกรณีน.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ระบุพรรคกล้าธรรม ดูดสส.เพื่อหวังตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้ และเราไม่มีบุคลากรที่มีคุณสมบัติ ที่จะไปนั่งเป็น มท.1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ก็ดีอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า อนาคตหากมี สส.เพิ่ม โตวตา รัฐมนตรีต้องแบ่งกันใหม่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่มีปัญหากัน อยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว อย่าไปมองว่าพรรคกล้าธรรม จะขึ้นมาแทนที่พรรคภูมิใจไทย แต่หากเรามีสส.เยอะ ก็สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ 

เมื่อถามว่า ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย จากกระทบการบริหารงานรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องการเมืองต้องคุยกัน ต้องจบด้วยการเมือง เมื่อทะเลาะกันแล้วก็อย่าให้จบด้วยการทหาร ตนเชื่อว่าคุยกันได้ 

เมื่อถามว่า มองว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราเป็นนักการเมืองก็ต้องประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมีการเจรจากัน 

เมื่อถามว่า มองว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า อายุรัฐบาลเหลืออีกหนึ่งปีกว่า เพราะฉะนั้นทุกพรรคการเมืองต้องเริ่มจัดทัพเป็นเรื่องปกติ เชื่อว่าครบเทอมแล้วเดี๋ยวมีการพูดคุยกัน และไม่มีเอาใครออกจากรัฐบาล ไม่มีเปลี่ยนขั้ว ส่วนที่มีกระแสข่าวนั้น คนที่ไม่สมหวังก็คอยยุคอยแหย่เป็นเรื่องปกติ ท้ายสุดเมื่อเขาคุยกันเดี๋ยวคุณก็ผิดหวังเหมือนเดิม 

เมื่อถามว่า หากการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงข้างมาก สมการการเมืองจะเปลี่ยนหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราอย่าไปพูดถึงตรงนั้นเลย ทุกพรรคต่างก็มีจุดยืนของตัวเอง 

เมื่อถามว่า กรณีการตรวจสอบฮั้ว สว. จะเป็นสาเหตุให้รัฐบาลแตกหักกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนั้นเราต้องแยก เพราะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ก็ว่ากันไป 

ดินเนอร์หวาน! ‘กล้าธรรม’ปิดดีล’อนุดิษฐ์-การุณ’ การันตี 2 คนมีตำแหน่งในพรรคแน่นอน

ดินเนอร์หวาน! 'กล้าธรรม'ปิดดีล'อนุดิษฐ์-การุณ' การันตี 2 คนมีตำแหน่งในพรรคแน่นอน

ดินเนอร์หวาน! ‘กล้าธรรม’ปิดดีล’อนุดิษฐ์-การุณ’ การันตี 2 คนมีตำแหน่งในพรรคแน่นอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

ดินเนอร์หวาน! ”กล้าธรรม“ ปิดดีล “อนุดิษฐ์-การุณ” ด้าน “นฤมล” ระบุ จ่อตามมาเพิ่ม อ้าแขนยินดีต้อนรับหมด การันตี 2 คนมีตำแหน่งในพรรค “อนุดิษฐ์” ยัน จากด้วยดี ไม่มีบาดหมาง “หญิงหน่อย” ส่วน “ธรรมนัส” มองข้ามช็อตเตรียมสู้เลือกตั้งใหญ่แล้ว

วันทนี่ 16 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการนัดพบกันระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรมน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.กทม พรรคเพื่อไทย เพื่อรับประทานอาหารค่ำ และพูดคุยถึงรายละเอียดการร่วมงานกัน โดยมีแกนนําพรรคกล้าธรรมมาร่วมพูดคุยด้วย ได้แก่ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรค นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะนายทะเบียนพรรค  ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเต็มไปด้วยความคึกคัก เป็นกันเอง 

จากนั้นได้มีการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างแกนนำพรรค กล้าธรรม กับ น.อ.อนุดิษฐ์ และนายการุณ

ต่อมานางนฤมล เปิดเผยภายหลังรับประทานอาหารคำว่า  วันนี้เป็นที่ชัดเจนว่า ทั้ง 2 คน มาร่วมงานกับพรรค กล้าธรรม ซึ่งพวกเราก็ยินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจและดีใจ เพราะทุกคนคงทราบดีว่าทั้ง 2 คน มีประสบการณ์สูง โดยเฉพาะ น.อ. อนุดิษฐ์ เคยเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองมา และสามารถบริหารการเมืองภายในพรรคและระดับใหญ่ได้เป็นอย่างดี หวังว่าจะเข้ามาช่วยทางด้านยุทธศาสตร์ทางการเมืองให้ให้กับพรรค กล้าธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ 2 ท่าน ที่จะมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เรายินดีต้อนรับทีมงานทุกคนที่ทั้ง 2 ท่านจะนำเข้ามาร่วมงาน

เมื่อถามว่า แสดงว่าวันนี้ปิดดีลเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ใช่ เมื่อถามว่า ได้วางไว้หรือไม่จะให้ทั้ง 2 คนมาช่วยงานพรรคในด้านไหน นางนฤมล กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องตำแหน่งในพรรคมีแน่นอน แต่ขอหารือกันในรายละเอียดก่อน ซึ่งหลักๆ น.อ.อนุดิษฐ์ ดูในเรื่องยุทธศาสตร์ของพรรค และการกำหนดกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ที่เราจะเคลื่อนการเมืองทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดภาคต่างๆ ว่าจะจัดทัพเคลื่อนอย่างไร

เมื่อถามว่า คาดหวังในกทม.ด้วยใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า แน่นอน เราส่งทั่วประเทศ เราอยากเสนอตัวในนามของพรรคกล้าธรรม รับใช้ประชาชนทั้งประเทศ เมื่อถามว่า ทีมงานที่จะเข้ามาหมายถึงสส.ด้วยหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า เรายินดีต้อนรับทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสส. หรืออดีตสส. หรือว่าที่ผู้สมัคร หรือทีมงานของทั้ง 2 ท่านที่จะมาร่วมกับเรา

ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า การเจรจาวันนี้อาจจะดูไม่ได้ยาวนานมาก แต่ก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจเบื้องต้นก็ได้พิจารณา ได้หารือ และพูดคุย ตกผลึกมาพอสมควร ซึ่งหลังจากได้หารือและพูดคุยกับหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ก็ได้ให้เกียรติพวกเราเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องภารกิจที่คาดว่าน่าจะมีการมอบหมายให้ตนและทีมงานทำต่อไป ถือเป็นงานการเมืองที่ท้าทาย และเป็นงานทางการเมืองที่ตนพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง คิดว่าในอนาคตอันใกล้คงใช้ความรู้ความสามารถในการทุ่มเททำงานให้กับพรรคกล้าธรรมอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่องทีมงานต่างๆ เรื่องของสส. ในทางการเมืองการที่จะมีการขับเคลื่อนทางการเมือง แน่นอนต้องนำมาด้วย ภารกิจสำคัญของแต่ละพรรคการเมือง แนวทางจุดประสงค์ และเป้าหมาย ซึ่งคิดว่าพรรคกล้าธรรม แม้จะเป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ แต่เรื่องความชัดเจนในการยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางคิดว่าไม่ได้ด้อยกว่าพรรคการเมืองอื่นฉะนั้น จึงหวังว่าในอนาคตอันใกล้คงจะมีทั้งนักการเมือง สส. และอดีต สส. ที่สนใจ ซึ่งหัวหน้าพรรคกล้าธรรมยินดีที่จะต้อนรับบุคคลทางการเมืองที่มีความสนใจ และมีอุดมการณ์ที่ยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางเหมือนพวกเรา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่สนิทกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กับคุณหญิงสุดารัตน์เป็นอย่างไรบ้าง น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนได้กราบเรียนท่านตลอด ตนและนายการุณ เราไม่ได้ทำงานการเมืองและร่วมกิจกรรมทางการเมืองมาสักพักนึงแล้ว แต่ด้วยความเป็นนักการเมืองในพื้นที่เราก็ลงพื้นที่มาต่อเนื่อง และได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอดจนนำมาสู่การตัดสินใจครั้งนี้

เมื่อถามว่า สามารถมองได้หรือไม่ว่าพรรคไทยสร้างไทยไม่สามารถไปได้แล้วในทางการเมือง น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าพรรคไทยสร้างไทยก็มีแนวทางในการขับเคลื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณหญิงสุดารัตน์ก็จะมีการชี้แจงให้สื่อได้รับทราบ ซึ่งแนวทางของพรรคไทยสร้างไทยคือ เรื่องการเมืองสุจริต ถือว่ามีประชาชนในการสนับสนุนไม่น้อย

เมื่อถามว่า ไม่มีความบาดหมางกันใช่หรือไม่ และจากกันด้วยดีใช่หรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มีครับ เมื่อถามถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ออกมาระบุว่าน้อยใจ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ยินท่านพูด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีสมาชิกจากพรรคไทยสร้างไทยมาเพิ่มหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ที่เราคุยกัน และที่ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารของพรรค มีแค่ตนกับนายการุณเท่านั้น เมื่อถามย้ำว่า สส. ของพรรคไทยสร้างไทยจะมีโอกาสเข้ามาหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า คงต้องไปถามแต่ละท่าน ตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของพรรคไทยสร้างไทยมาระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. มีการเผยแพร่ว่าทั้งสองคนยังไม่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริง เรามาคุยกันวันนี้ เมื่อตกผลึกแล้วเดี๋ยวเราคงจะเข้าสู่กระบวนการการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมต่อไป

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกรณีที่เคยระบุจะมีคนมาเข้าพรรคกล้าธรรมอีก 30 กว่าคน ว่า สิ่งที่ตนและนางนฤมลได้พูดไว้ พูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตอนนี้เรามองข้ามช็อตไปถึงการเตรียมตัวที่จะสู้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้ว มาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคใหญ่ในอนาคต ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า ก็ขอให้รอติดตามดูหลังจากวันนี้ สำหรับทั้ง 2 คนมาร่วมงานกับเรา ตนได้รู้จักกันมานาน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขับเคลื่อนโดยจะมีหลายๆ ท่าน นอกจาก ทั้ง 2 คนมาร่วมอุดมการณ์ ขอให้ติดตามในแต่ละสัปดาห์

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่คนบอกว่าพรรคกล้าธรรมเนื้อหอมและอยากมาอยู่ด้วย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า หลังจากน.อ.อนุดิษฐ์ เข้ามา ตนก็จะเปลี่ยนวิถีชีวิต เพราะตนเป็นนายกสมาคมทางน้ำฯ ด้วย และตนอยากเห็นความเจริญทางด้านกีฬา โดยพรรคกล้าธรรมตนมอบหมายให้นางนฤมล น.อ.อนุดิษฐ์ นายการุณ นายไผ่ และนายอรรถกร มาดูแลพรรคต่อ ไปส่วนตนจะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้