‘เบนซ์ ข้าวขวัญ’ ร่วมงาน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟโชว์จัดเต็ม

‘เบนซ์ ข้าวขวัญ’ ร่วมงาน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟโชว์จัดเต็ม

‘เบนซ์ ข้าวขวัญ’ ร่วมงาน โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟโชว์จัดเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มีความหมายในฐานะศิลปินกับการไปขึ้นสเตจโชว์ที่ต่างประเทศครั้งแรก สำหรับ KKB หรือ BENZ KHAOKHWAN (เบนซ์ ข้าวขวัญ) จากค่าย QWIN LABEL (ควิน เลเบิ้ล) ที่ได้รับโอกาสให้ไปร่วมงานพร้อมโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์บนสเตจ ภายในงาน 25th Thai Festival Tokyo, เทศกาลไทย ที่   จัดขึ้นโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ณ สวนสาธารณะ โยโยงิ กรุงโตเกียว ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ซึ่งสเตจโชว์ภายในงานครั้งนี้ ศิลปิน KKB หรือ BENZ KHAOKHWAN (เบนซ์ ข้าวขวัญ)  และค่าย QWIN LABEL (ควิน เลเบิ้ล)  ชีเสิร์ฟความสนุกอย่างเต็มที่พร้อมขนทีมงานไปสร้างความสนุกให้กับผู้ชมที่ประเทศญี่ปุ่นได้ชมโชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ (performance) แบบเดียวที่เบนซ์ ข้าวขวัญโชว์ในเมืองไทยเพื่อสร้างความสนุกและความประทับใจแรกให้กับผู้ชมภายในงานอีกด้วย เบนซ์ ข้าวขวัญ เผยว่า “เบนซ์ขอขอบคุณทางผู้จัดงานที่ให้โอกาส เบนซ์ มาร่วมงานในครั้งนี้นะคะ ซึ่งนอกจากจะขนทีมงานมาแบบเต็มที่แล้ว เบนซ์ก็ได้    เตรียมโชว์พิเศษกับเพลง “คิดดีไม่ได้เลย (RIPE) ” ที่เพิ่มเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นเข้าไปเพื่อสเปเชี่ยล โชว์สเตจครั้งนี้ด้วยค่ะเพื่อจะสร้างความสนุกร่วมกันกับผู้ชมที่มาร่วมงานนี้อีกด้วย”

 นอกจากนี้แล้ว เบนซ์ ข้าวขวัญ ยังได้รับความสนใจจากสื่อของทางประเทศญี่ปุ่นในการสัมภาษณ์พิเศษในฐานะศิลปินไทยที่เป็นrising star อีกด้วย ทำเอาศิลปินสาวของเราสุดแฮปปี้กับกระแสตอบรับในครั้งนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นแบบใจฟูสุดๆๆ

สวยตะลึง! ‘ปู ไปรยา’เจิดจรัสบนพรมแดงคานส์ดุจเจ้าหญิง

สวยตะลึง! 'ปู ไปรยา'เจิดจรัสบนพรมแดงคานส์ดุจเจ้าหญิง

สวยตะลึง! ‘ปู ไปรยา’เจิดจรัสบนพรมแดงคานส์ดุจเจ้าหญิง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามอีกครั้ง สำหรับสาวสวยของไทย “ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” ที่ล่าสุดได้เฉิดฉายบนพรมแดงของงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78 อย่างสง่างาม

โดยครั้งนี้สาวปูปรากฏตัวในชุดเดรสยาวสีขาว จากแบรนด์ดังระดับโลก Vivienne Westwood ที่ถูกประดับประดาอย่างประณีตด้วยไข่มุกเม็ดงามทั่วทั้งชุด สร้างออร่าความหรูหราและคลาสสิกให้กับปู ไปรยา ได้อย่างลงตัว แถมมีเครื่องประดับเพชรสุดเลอค่าจาก Chopard

.-011

เปิดเทอมใหม่นี้ เตรียมเต้นไม่มีเบรก!ในกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด’โครงการทูบีนัมเบอร์วัน’

เปิดเทอมใหม่นี้ เตรียมเต้นไม่มีเบรก!ในกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด'โครงการทูบีนัมเบอร์วัน'

เปิดเทอมใหม่นี้ เตรียมเต้นไม่มีเบรก!ในกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด’โครงการทูบีนัมเบอร์วัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.34 น.

เตรียมตัวให้พร้อมกับความสนุกสุดฟิน ในกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด “โครงการทูบีนัมเบอร์วัน”  โดยมี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นองค์ประธานโครงการ จัดโดย  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบกับสองหนุ่มสุดฮอต คีน – สุวิจักขณ์ ปิยะนพโรจน์ และ  สมุย – สมุทร แก้ววัน  ในวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568 ณ โรงเรียนดัดดรุณี จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมยกกำลังความฟินกับ 3 หนุ่ม วง 4 TEEN  ที่จะมามอบความสนุกให้กับน้องๆ ได้สนุกสุดเหวี่ยงกันอย่างเต็มที่  มาใช้เสียงเพลงสร้างพลังใจ และยืนหยัดในเส้นทางที่ใช่ไปด้วยกัน!

‘บิวกิ้น – พีพี’ กุมมือรับพรีเซนเตอร์ ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่

‘บิวกิ้น - พีพี’ กุมมือรับพรีเซนเตอร์ ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่

‘บิวกิ้น – พีพี’ กุมมือรับพรีเซนเตอร์ ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

ใกล้ถึงวัน…แต่ง เอ๊ย!!! คอนเสิร์ตใหญ่ เข้ามาทุกที สำหรับคู่จิ้นเคมีฟ้าประทาน บิวกิ้นพุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ พีพีกฤษฎ์ อำนวยเดชากร ที่เรียกได้ว่าแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่! ช่วงนี้ทั้งคู่เลยขอเร่งฟิตทั้งร่างกายและความดูดีให้เป๊ะปังไม่มีดรอป ล่าสุดทั้งสองมีตัวช่วยเด็ดจาก Oligio” โปรแกรมยกกระชับผิวหน้าและลำคอด้วยคลื่นวิทยุ ถึงกับขึ้นแท่นเป็น พรีเซนเตอร์คู่ กันไปเลยจ้า! แต่งานนี้เคมีอาจสั่นคลอนเบา ๆ เพราะ
บิวกิ้น ผู้มักจะยอมใจอ่อนให้ พีพี มาตลอด กลับประกาศลั่นว่า เรื่องนี้ขอไม่ยอม! ว่าแต่งานนี้บิวกิ้นจะทำสำเร็จหรือไม่ ตามมาลุ้นพร้อมกันได้ที่งาน “The Way of lift with Oligio” ลาน แฟชั่นฮอลล์ ชั้น ศูนย์การค้า สยามพารากอน วันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 17.30 . งานนี้ใครอยู่ทีมไหนอย่าลืมมาให้กำลังใจกันด้วยนะ

ไม่ใช่แค่กู้แผ่นดิน แต่ต้องกู้ธรรมะด้วย! ‘นักเขียนซีไรต์’ยกคำสอน’เจ้าคุณประยุทธ์’

ไม่ใช่แค่กู้แผ่นดิน แต่ต้องกู้ธรรมะด้วย! 'นักเขียนซีไรต์'ยกคำสอน'เจ้าคุณประยุทธ์'

ไม่ใช่แค่กู้แผ่นดิน แต่ต้องกู้ธรรมะด้วย! ‘นักเขียนซีไรต์’ยกคำสอน’เจ้าคุณประยุทธ์’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้ยกคำสอนของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) 

เวลานี้ภารกิจของคนไทยไม่ใช่แค่… “กู้แผ่นดิน”เท่านั้น แต่ต้อง”กู้ธรรมะ”ด้วย ไม่รู้ว่า…ธรรมะหายไปไหน เสียมากมายแล้ว ที่โผล่ออกมา..เป็นลิทธิอะไรก็ไม่รู้?

ทั้งนี้ นักเขียนรางวัลซีไรต์ ยังระบุข้อความว่า ผมเข้าใจความห่วงกังวลของพระคุณเจ้า แต่ผมก็มองไม่เห็นว่าคนไทยจะกู้อะไรได้ ทั้งกู้แผ่นดินและกู้ธรรม เพราะทุกวันนี้ยังเย้ว ๆ ทั้งแบกทั้งเชียร์นักการเมืองชั่วไม่เลิก ยังหลงใหลความบันเทิงที่หยาบกระด้าง อุดจาด และปกป้องราวกับเป็นทรัพย์สินอันล้ำค่าของแผ่นดิน จะเอาสติที่ไหนพิจารณาปัญหาของสังคมและที่เกิดจากตัวเอง สังคมก็ถูกมอมเมาด้วยความโง่และละโมบ

ทั้งหมดคือลัทธิบ้าคลั่ง

จึงไม่ใช่เพียงไม่กู้ แต่ยังช่วยกันทำลายอีกด้วย

ต้องรอให้สังคมนี้พังทลายไปก่อนแล้วค่อยสำนึก

คึกคัก! นายกฯเปิดสัมนานักธุรกิจไทย-เวียดนาม ยกระดับร่วมมือภาคเอกชน เชื่อการค้าทะลุ 8.7 แสนล.

คึกคัก! นายกฯเปิดสัมนานักธุรกิจไทย-เวียดนาม ยกระดับร่วมมือภาคเอกชน เชื่อการค้าทะลุ 8.7 แสนล.

คึกคัก! นายกฯเปิดสัมนานักธุรกิจไทย-เวียดนาม ยกระดับร่วมมือภาคเอกชน เชื่อการค้าทะลุ 8.7 แสนล.

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.15 น.

เวทีสัมนานักธุรกิจ ไทย – เวียดนาม  กลางกรุงฮานอย นายกฯ เปิดงานสัมมนาธุรกิจไทย–เวียดนาม ยกระดับความร่วมมือภาคเอกชนภายใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านมั่นใจ การค้าระหว่างกันทะลุ 8.7 แสนล้านบาทในเร็ววันนี้

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ห้องทัง ลอง บอลรูม โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์  นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ร่วมเป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย–เวียดนาม (Thailand–Viet Nam Business Forum) ภายใต้หัวข้อ “1+1 = Zero Boundary on Three Connects” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรธุรกิจชั้นนำจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ หอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม รวมทั้งบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยและเวียดนามในหลากหลายสาขา

สำหรับผู้เข้าร่วมงานฝ่ายเวียดนาม อาทิ รองนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามประธานกรรมการบริษัท VietJet Air  ประธานกรรมการบริษัท Thai Vietjet  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท FPT Corporation  ผู้อำนวยการโรงเรียนโพลีเทคนิค FPT  รองผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย และรองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย เป็นต้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลเวียดนาม โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเวียดนามที่ให้เกียรติร่วมเปิดงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีที่ได้เห็นการรวมตัวของผู้นำภาครัฐและภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเน้นย้ำว่า ความร่วมมือไทย–เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่หลังการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งสะท้อนความแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และประชาชนต่อประชาชน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเติบโตและเข้มแข็งไปด้วยกันในภูมิภาคที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง

สำหรับหัวใจสำคัญของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านคือการเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจ (value chain) ไทย–เวียดนามในทุกระดับ และงานสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายจะได้พบปะ พูดคุย และขยายเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง 

โดยรัฐบาลทั้งสองประเทศเห็นพ้องในการผลักดัน “Three Connects” หรือยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง 3 ด้าน ได้แก่ (1) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ปิโตรเคมี อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ (2) การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยอาศัยเครือข่ายเมืองคู่มิตรกว่า 20 คู่ และ (3) การเชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ด้านการค้าการลงทุน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของไทยในระดับโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของเวียดนามในโลก และเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้ตั้งเป้าเร่งผลักดันให้ได้ ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.75 แสนล้านบาทโดยเร็ว

ขณะที่ การลงทุนในประเทศเวียดนาม ไทยเป็นมีนักลงทุนเป็นอันดับ 9 ด้วย มูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือกว่า 5 แสนล้านบาท อีกทั้งภาคเอกชนเวียดนามเริ่มมีการขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยกว่า 50% ของการค้าระหว่างไทย–เวียดนาม เป็นการนำเข้าและส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงแผนการพัฒนาเส้นทางบินตรง ระหว่างจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับเวียดนามในอนาคต ซึ่งจะเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศเที่ยวบินแรกของสนามบินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะช่วยส่งเสริมทั้งการเดินทางของประชาชนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีแผนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ เช่น เส้นทางเดินเรือสำราญระหว่างสิงคโปร์–ไทย–เวียดนาม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

การพัฒนาอย่างยั่งยืน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันกว่า 2 ใน 3 ของการลงทุนจากไทยในเวียดนามเป็นโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน และในวันนี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่าง EXIM Bank ของไทยกับธนาคาร BIDV ของเวียดนาม เพื่อร่วมกันสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะเร่งพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามแดนให้สะดวกรวดเร็ว มีต้นทุนต่ำ เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวของการค้าการลงทุน

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทยและเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ภาคเอกชนคือกำลังสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือในทุกมิติ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง 

โดยรัฐบาลทั้งสองประเทศพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และแสดงความเชื่อมั่นว่า ผลลัพธ์จากการจัดงาน Business Forum ในวันนี้ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามให้แน่นแฟ้นและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
 1.บันทึกความเข้าใจระหว่างสายการบิน Vietjet กับ Thai Vietjet
 2.บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับมหาวิทยาลัย FPT
 3.บันทึกความเข้าใจระหว่าง FPT Group กับบริษัท Sunline Technology จำกัด

จากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  ณ ทำเนียบประธานาธิบดี จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม  ณ ที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทยในเวลาประมาณ 17.00 น.

‘พรรคปวงชนไทย’จัดเวทีเสวนาระดมกึ๋น หาทางรอด ‘สงครามกำแพงภาษีทรัมป์‘

‘พรรคปวงชนไทย’จัดเวทีเสวนาระดมกึ๋น หาทางรอด ‘สงครามกำแพงภาษีทรัมป์‘

‘พรรคปวงชนไทย’จัดเวทีเสวนาระดมกึ๋น หาทางรอด ‘สงครามกำแพงภาษีทรัมป์‘

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘พรรคปวงชนไทย’จัดเวทีเสวนาระดมกึ๋น หาทางรอด ‘สงครามกำแพงภาษีทรัมป์‘ ฟังเสียง ‘สภาSMEไทย-นักรัฐศาสตร์’ แนะออกกฎหมายอุ้มผู้ประกอบการไทย เตรียมชงข้อเสนอ ‘นายกฯ’ เร่งแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 ที่อาคารสุขอนันต์ จ.สมุทรปราการ พรรคปวงชนไทย จัดเวทีเสวนาประเด็น “สงครามกำแพงภาษีทรัมป์-ไทยจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด” โดยมีนายเอกสิทธิ์  คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย และประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ผู้จัดเสวนา ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.ศิพิมพ์  ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,ดร.ปนิธิ ศิริเขต ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (ประธานสภาSMEไทย) ร่วมพูดคุยเสนอแนะแนวคิดเพื่อเป็นทางออกของประเทศไทย โดย ดร.จิตรกร ลากุล  รองหัวหน้าพรรคปวงชนไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา  

โดยนายอนันตชัย  คุณานันทกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคปวงชนไทย นายภูชิสส์ ศรีเจริญ เลขาธิการพรรค นายวิทยา ติรณะประกิจ รองหัวหน้าพรรค และโฆษกพรรค นายวรฐ  สุนทรนนท์  พ.ต.อ.ชัชชัย เศรษฐีพันล้าน รองหัวหน้าพรรค นายสมบูรณ์ บุญยรัตนประภา และนายวิรัตน์ ลีรุ่งเรือง กรรมการบริหารพรรค พร้อมทั้งตัวแทนจากสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย สภาSMEไทย คณาจารย์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยรัชต์ภาคย์ เข้าร่วมเสวนาด้วย
 
นายเอกสิทธิ์  กล่าวว่า นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สร้างความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก และกระทบอย่างหนักต่อภาคการส่งออกของไทย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและผู้ประกอบการในประเทศควรต้องให้ความสำคัญต่อประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยโดยตรง โดยที่ผ่านมาพบว่านโยบายของทรัมป์มีความผันผวนอย่างมาก แต่เชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ในการวางแผนเพื่อให้แต่ละประเทศเข้ามาต่อรอง ซึ่งจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้านั้น ทำให้ผู้ประกอบการทุกระดับได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะภาคธุรกิจ SME จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ปัญหาและขับเคลื่อนช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเร่งด่วน และภาคเอกชนต้องเข้ามาช่วยร่วมมือกัน ในฐานะที่ตนเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มองว่า ภาคเอกชนต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐด้วยเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน ในส่วนของแรงงานไทย ที่คนไทยเก่งไม่แพ้ใคร แต่จะต้องเร่งรีสกิลอัพสกิล พัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มทักษะความรู้วิชาชีพให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้  
 
“การเมืองมีส่วนสำคัญและมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากนโยบายของรัฐบาลดี ก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีด้วย วันนี้พรรคปวงชนไทย จึงเปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน จากทั้งภาควิชาการ สภาSME ตัวแทนผู้ประกอบการ เยาวชน นักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะในด้านต่าง ๆ และพรรคปวงชนไทยจะเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน นำยื่นถึงรัฐบาลให้รับนำไปสู่การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป” หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าว

รศ.ดร.ศิพิมพ์ กล่าวว่า สงครามภาษีของทรัมป์เกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ต่อทั่วโลกด้วย เพราะมีห่วงโซ่อุปทานและการผลิตเดียวกัน เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทุกประเทศจึงต้องลุกขึ้นปกป้องตัวเอง ตามแนวทาง (Protectionism) ยิ่งสหรัฐฯขาดดุลการค้ากับประเทศอื่นมาก ยิ่งต้องตั้งกำแพงภาษีสูง  ที่สำคัญในช่วงหลังจากที่จีน เข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้พลิกโฉมเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด เปิดโอกาสให้ประเทศอื่น ๆ เข้าไปลงทุนในจีนอย่างมาก ทำให้ได้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่มีเงื่อนไขต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้จีน ซึ่งทำให้ทรัมป์มองว่าไม่เป็นธรรม และตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา สหรัฐฯไม่เคยได้ดุลการค้าจากจีนเลย จึงทำให้ทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีทำสงครามการค้ากับจีน เพราะคิดว่าจะสามารถต่อกรกับจีนได้ จึงทำให้เกิดสงครามการค้าขึ้นและส่งผลกระทบต่อทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย แต่เมื่อจีนเปลี่ยนมาพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และใช้เรื่องนี้ตอบโต้สหรัฐในเรื่องการจำกัดการส่งออกแร่แรเอิร์ธให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์จนสามารถทำให้ทรัมป์อ่อนข้อลงยอมเจรจาและประกาศปิดดีลกับจีน โดยให้สัญญาณเชิงบวกในเวลา 90 วัน ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจยังตกลงกันได้ก็ตาม แต่ในทางการเมืองจีนกับสหรัฐยังเป็นศัตรูกันอยู่ทำให้ทุกฝ่ายกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่(Great Depression) นอกจากนี้  การที่ประเทศไทยจะรับมือกับสงครามภาษีของทรัมป์ได้ ผู้นำ หรือผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงผู้ประกอบการ ควรจะต้อง Foresight หรือคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และวางแผนรับมือกับนโยบายของทรัมป์แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากเพราะนโยบายทรัมป์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ต้องมีการวางแผนและเตรียมแนวทางเพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ ดร.ปนิธิ กล่าวถึงสงครามภาษีของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อไทย ว่า ผลกระทบต่อภาคการค้า การลงทุนหด การจ้างงานลดลง เพราะผู้ประกอบการต้องลดค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิต หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจึงทำให้มีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก รัฐบาลต้องช่วยอย่างมากเร่งแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการ SME ว่าจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่ได้ต่อ ที่สำคัญรัฐต้องมองหาตลาดใหม่นอกจากสหรัฐเพื่อช่วยภาคเอกชน ผู้ประกอบการ จึงจะมีทางรอด ซึ่งนอกจากปัญหาภาษีทรัมป์แล้ว ค่าเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นมาอีกทำให้ค่อนข้างกระทบทุกด้าน รัฐบาลต้องช่วยหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง สภาองค์การนายจ้างฯ ที่อยู่ในคณะกรรมการไตรภาคีเรื่องค่าจ้าง สิทธิการจ้างงานต้องมีการพูดคุยกันก่อนจะเลิกจ้าง เพื่อหาแนวทางพัฒนาและส่งต่อแรงงานฯลฯ แต่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายเรื่องการบูรณาการในการดูแลแรงงาน ส่วนภาษีทรัมป์ รัฐบาลไทยต้องมีการเจรจาหลายรอบกว่าจะเห็นผลซึ่งต้องใช้การเมืองเข้ามาร่วมด้วย

ส่วนนายสุปรีย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่ดีหลายอย่างในการเป็นศูนย์กลางอาเซียน แต่ยังไม่ใช้โอกาสนั้น ทุกวันนี้สินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาจากจีน ซึ่งการคุกคามจากจีนเข้ามาอย่างรวดเร็วจนคนไทยตั้งตัวไม่ทัน กระทบกับสินค้าไทย ผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างหนัก  แต่ปัญหาของเราคือไม่มีการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี จึงทำให้ AI เข้ามาทดแทนแรงงานคน แต่มองว่าเป็นโอกาสของ SME ไทยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มองโลกรอบด้านสามารถสั่งการ AI ได้ ดังนั้นเทคโนโลยีไทยต้องขยับตาม  วันนี้ไทย มีปัญหาเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาทีต้องต่อสู้กับจีน แต่รัฐบาลไทยไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบโต้เหมือนอย่างสหรัฐทำ รัฐบาลไม่มีการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออก ละตินอเมริกา แต่มุ่งเน้นเลือกแค่สหรัฐฯ เพราะมองว่าเป็นประเทศใหญ่ ปัญหาของเราคือวิธีคิดของผู้นำ วันนี้โลกมีความเชื่อมโยงกันทุกเรื่องสัมพันธ์กันทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การซื้อขายช็อปปิ้งออนไลน์จึงเป็นโอกาสของ SME

ซึ่งจีนใช้โอกาส และความได้เปรียบนี้ เชื่อมโยงโลกเข้าเป็นหนึ่งเดียว ผ่านแพลตฟอร์ม Tiktok เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงคนทั้งโลกได้ เป็นกลไกเศรษฐกิจใหม่จากจีน ทำให้เฟซบุ๊ค อินสตราแกรม อยากจะเป็นเหมือน Tiktok สิ่งที่Meta ต้องการเชื่อมโยงคน สหรัฐฯจึงพยายามใช้ทุกวิธีการเพื่อกีดกัน Tiktok ในสหรัฐ เพราะมองเห็นว่าจีนกำลังสร้างระบบการค้าใหม่ สร้างแพลตฟอร์มให้เป็น e-Commerce ของตัวเองเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศได้มากที่สุด ดังนั้น ไทยจึงต้องเปลี่ยนความคิด เราต้องสร้าง  Market Place ใหม่ เพราะเราเป็นภาคการผลิตแต่อาศัยหน้าร้านคือแพลตฟอร์มของคนอื่น จึงเกิดสภาพถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบตลอดซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ ไทยต้องมีกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าออนไลน์ กฎหมายควบคุมตลาดดิจิทัล  ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือต้องปรับปรุงและออกกฎหมายช่วยคุ้มครองผู้ประกอบการไทยและปกป้องพลเมือง สิ่งที่ SME ไทยกังวลคือการออกกฎหมายยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่มีคุณภาพต่ำจะทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาตีตลาดไทยอย่างหนัก             

สำหรับ ข้อเสนอในเวทีเสวนาครั้งนี้ ทางพรรคปวงชนไทยจะสรุปรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอจากตัวแทนผู้ประกอบการSME ภาคแรงงานและภาคส่วนต่างๆ เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในลำดับต่อไป

‘อสส.’ตั้งคณะทำงานพิจารณาคำร้อง’ณฐพร’ ชงส่งศาลรธน.ใช้ม.49 วินิจฉัยฮั้วเลือก สว.

'อสส.'ตั้งคณะทำงานพิจารณาคำร้อง'ณฐพร' ชงส่งศาลรธน.ใช้ม.49 วินิจฉัยฮั้วเลือก สว.

‘อสส.’ตั้งคณะทำงานพิจารณาคำร้อง’ณฐพร’ ชงส่งศาลรธน.ใช้ม.49 วินิจฉัยฮั้วเลือก สว.

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

‘ศักดิ์เกษม’เผย อสส.ตั้งคณะทำงานพิจารณาคำร้อง’ณฐพร โตประยูร’ ร้อง อสส. ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ฮั้วเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายศักดิ์เกษม นิโยคไทร โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึง กรณีนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้วเลือก สว.) ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ว่า  ภายหลังได้รับคำร้องจากนายณฐพรแล้ว อัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานโดยมีรองอัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งจะต้องประชุมพิจารณาในรายละเอียด ทั้งนี้อาจจะต้องเรียกนายณฐพรผู้ร้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในการพิจารณาจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดก่อน 

โดยการขอหลักฐานเพิ่มนั้น อาจจะต้องตรวจสอบในส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยยกคำร้องของนายณฐพรมาแล้วครั้งหนึ่งมาตรวจสอบด้วยว่า เป็นกรณีเดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีการประชุมภายในสัปดาห์หน้า หากคำร้องมีมูลอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ทั้งนี้ต้องให้คณะทำงานได้พิจารณาคำร้องก่อนเพื่อเสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายณฐพร เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณี ที่ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้อง) ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปี 2567 ตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงการประกาศรับรองผลว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หลักนิติธรรม และกระทำการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 107 และมาตรา 108 มาแล้ว

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า นายณฐพร ผู้ร้องอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง อันเกิดจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และจากการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว สรุปได้ว่า ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้  ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายณฐพร ไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘ภูมิธรรม’ไม่รู้เรือดำน้ำไทย เตรียมยกให้กัมพูชา หากยกเลิก รับ’ทูตจีน’จี้ขอคำตอบหลายรอบ

'ภูมิธรรม'ไม่รู้เรือดำน้ำไทย เตรียมยกให้กัมพูชา หากยกเลิก รับ'ทูตจีน'จี้ขอคำตอบหลายรอบ

‘ภูมิธรรม’ไม่รู้เรือดำน้ำไทย เตรียมยกให้กัมพูชา หากยกเลิก รับ’ทูตจีน’จี้ขอคำตอบหลายรอบ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

“ภูมิธรรม” ไม่รู้ “เรือดำน้ำไทย” เตรียมยกให้กัมพูชา หากยกเลิก รับ”ทูตจีน”จี้ขอคำตอบหลายรอบ แต่อยากให้ทางออกรอบด้าน พร้อมถ่วงดุลมหาอำนาจ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก และรมวกลาโหม ให้สัมภาษณ์ ภายหลัง เยอรมันปฏิเสธขายเครื่องยนต์ เรือดำน้ำให้ไทย ว่า ได้พูดคุยกับ รมว กลาโหม เยอรมัน เนื่องจากก่อนหน้านี้เราได้ทำจดหมาย มาสอบถาม ก็อยากได้รับคำตอบ ซึ่งทาง รมว.กลาโหมเยอรมัน ยืนยันว่าเยอรมันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ประเทศไทย แต่สำหรับกรณีนี้ ถือเป็นเรื่องยากและลำบากที่จะขาย เครื่องยนต์เรือดำน้ำ เนื่องจาก ประเทศเยอรมันเป็นสมาชิก นาโต้ ซึ่งมีปัญหาอยู่กับประเทศจีน และมีข้อตกลงชัดเจน ว่าห้ามส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ให้กับประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ตนก็ได้ขอบคุณทาง รมว.กลาโหมเยอรมัน ที่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน และเราก็จะได้กลับไปพิจารณา เพราะเรื่องเรือดำน้ำขาดเครื่องยนต์ เป็นปัญหาที่ค้างอยู่ ซึ่งขณะนี้ทางเยอรมันได้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรส่งมาให้ และหากได้รับหนังสือแล้ว ตนก็จะมาหาทางออก ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้รับคำตอบอย่างไม่เป็นทางการ 

เมื่อถามว่ามีแนวโน้มจะเดินหน้าเรือดำน้ำต่อหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ต้องหาทางออกที่ดี เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่จะเดินต่อแบบเดิมคงไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาในตัวของสัญญา ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงความคุ้มค่า เพราะปัจจุบันเราจ่ายเกินไปแล้ว 70% – 80%  หากเราไม่เอา เราก็จะ สูญเสียไปหมดเลย โดยไม่ได้อะไรคืนมา แต่ถ้าเดินหน้าต่อ จะคุ้มหรือไม่ กำลังรอคำตอบในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ หากยกเลิกโครงการเรือดำน้ำ จะมีปัญหากับจีน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยก่อนหน้านี้แล้ว ให้ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาเคารพการตัดสินใจของเรา แต่ยอมรับว่า พูดยาก เพราะเขาก็ไม่ได้พูดว่ามีปัญหา หรือไม่มีปัญหา แต่ตนก็บอกเขาไปว่าเรื่องนี้เราก็ยากลำบาก เราเป็นรัฐบาลที่เข้ามาทีหลัง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า หากเรายกเลิก ตัวเรือดำน้ำ ที่ใช้งบประมาณกว่า7,000 ล้าน และต่อไปแล้ว 80%เปอร์เซ็นต์ จะยกให้กัมพูชา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยินเรื่องนี้ และเขาก็ไม่ได้พูดกับตนแบบนี้ เพียงแต่เขาอยากให้เราพิจารณา 

“เขาจี้มาหลายครั้งแล้ว ผมก็ตอบไปว่า ก็อยากให้คำตอบ แต่ติดเงื่อนไขที่เราต้องหาทางออกรอบคอบที่สุดว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง  ส่วนที่มีข่าวหนาหู หากไทยยกเลิก จีนจะนำตัวเรือดำน้ำที่เราจ่ายเงินไปแล้วเกินครึ่งยกให้กัมพูชา ประเด็นนี้เถียงกันก็เป็นเรื่องยาก หากเราจะจัดการเราก็ต้องระวัง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องถ่วงดุลความสัมพันธ์ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ไทยเป็นเพียงประเทศเล็ก” นายภูมิธรรม กล่าว

‘ชูศักดิ์’ย้ำ ประชุมครม.อังคารหน้ารู้ใครคุม’ดีเอสไอ’แทน’ทวี’

'ชูศักดิ์'ย้ำ ประชุมครม.อังคารหน้ารู้ใครคุม'ดีเอสไอ'แทน'ทวี'

‘ชูศักดิ์’ย้ำ ประชุมครม.อังคารหน้ารู้ใครคุม’ดีเอสไอ’แทน’ทวี’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

‘ชูศักดิ์’ย้ำ ประชุมครม.อังคารหน้ารู้ใครคุม’ดีเอสไอ’แทน’ทวี’

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รัฐบาลมีการหารือว่าจะแต่งตั้งใครมาทำหน้าที่ดูดีเอสไอแทนหรือยังว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องมีการแต่งตั้งเข้ามา ส่วนจะเป็นใครคงต้องคุยรายละเอียดกันก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งได้พูดคุยกันเพียงเท่านี้แล้วนายกฯ ก็เดินทางไปเวียดนาม

โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 พ.ค.จะมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยในที่ประชุม ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ แต่งตั้งรัฐมนตรีมาทำหน้าที่แทนแบบใด จะเป็นแบบปฏิบัติหน้าที่แทนเหมือนกรณีเจ้ากระทรวงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือจะให้สั่งการเฉพาะดีเอสไอตามคำสั่งศาล ขณะนี้อยากให้ดูเรื่องหลักการก่อน เพราะเรื่องตัวบุคคลยังไม่ได้พูดคุย และถือเป็นดุลพินิจของนายกฯ