ยก 7 เหตุผล’ทักษิณ’ ต้องกลับไปรับโทษก่อน 1 ปี และรอการรับอภัยโทษครั้งใหม่

ยก 7 เหตุผล'ทักษิณ' ต้องกลับไปรับโทษก่อน 1 ปี  และรอการรับอภัยโทษครั้งใหม่

ยก 7 เหตุผล’ทักษิณ’ ต้องกลับไปรับโทษก่อน 1 ปี และรอการรับอภัยโทษครั้งใหม่

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

‘คมสัน โพธิ์คง’นักกฎหมายยก 7 เหตุผล’ทักษิณ’ต้องกลับไปจำคุก 1 ปี และไปรอการรับพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ ซึ่งต้องมีพระราชกฤษฎีกาฯออกมาใหม่ตามวาระพิเศษต่างๆ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 นายคมสัน โพธิ์คง นักกฎหมาย อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

เรามาทำความเข้าใจว่าทักษิณต้องกลับไปจำคุก ถ้าศาลชี้ว่าการไปอยู่ของทักษิณไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิฯอาญา มาตรา246 จะอ้างว่าได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วไม่ได้

1.การอภัยโทษที่ผ่านมา เป็นเพียงหลักเกณฑ์นักโทษคนใดเข้าเกณฑ์จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไม่ใช่การอภัยโทษเป็นรายบุคคล และเป็นการตราตามวาระพิเศษต่างๆ ไม่สามารถใช้ได้ตลอดกาล

2. คนได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษฯ ต้องได้รับโทษมาแล้วและได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป แต่ทักษิณกำลังจะถูกชี้ว่า ได้รับการจำคุกตามหมายจำคุกของศาลหรือไม่ ถ้าศาลชี้ว่าการที่เรือนจำส่งไปชั้น14 ขัดกับ ป.วิฯอาญา มาตรา246 เท่ากับยังไม่ได้รับโทษจำคุก

3.ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ กำหนดให้นักโทษใหม่เป็นนักโทษชั้นกลาง ซึ่งพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษฯกำหนดไว้ว่าจะไม่ได้รับการอภัยโทษ

4.เมื่อยังไม่ได้รับโทษจำคุกจึงยังไม่ได้เป็นนักโทษชั้นใดเลย การเลื่อนชั้นนักโทษไม่มีเหตุเจ็บป่วยให้เลื่อนชั้น

5.เมื่อไม่ได้เป็นนักโทษชั้นใดเลยต้องไปรับโทษก่อนเพื่อได้รับสถานะนักโทษชั้นกลางก่อน ซึ่งไม่อาจได้รับพระราชทานอภัยโทษได้

6.การอภัยโทษที่ราชทัณฑ์ทำให้ทักษิณไปจึงเป็นการอภัยโทษที่ไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นการอภัยโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

7.ส่วนที่ทักษิณได้รับการพักโทษภายหลังจากได้รับการอภัยโทษให้ลดโทษก็ไม่เข้าเงื่อนไขเช่นเดียวกัน จึงเป็นการพักโทษที่่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย

เมื่อเป็นการอภัยโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องกลับไปรับโทษเสียก่อนตามเงื่อนไข 1ปี และไปรอการรับพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ ซึ่งต้องมีพระราชกฤษฎีกาฯออกมาใหม่ตามวาระพิเศษต่างๆ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

คมสัน โพธิ์คง 16 พ.ค.68

‘ป.ป.ช.’ย้ำชัดส่งหนังสือเรียก‘พีระพันธุ์’รับทราบข้อกล่าวหา ชอบด้วยกฎหมาย

‘ป.ป.ช.'ย้ำชัดส่งหนังสือเรียก‘พีระพันธุ์’รับทราบข้อกล่าวหา ชอบด้วยกฎหมาย

‘ป.ป.ช.’ย้ำชัดส่งหนังสือเรียก‘พีระพันธุ์’รับทราบข้อกล่าวหา ชอบด้วยกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

‘ป.ป.ช. ย้ำชัดส่งหนังสือเรียก‘พีระพันธุ์’รับทราบข้อกล่าวหา ชอบด้วยกฎหมาย

16 พ.ค.68 นายภูเทพ ทวีโชติธนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน อ้างว่ามีการส่งหมายเรียก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา คดีการแจกถุงยังชีพ ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ถือว่าเป็นการส่งหมายโดยมิชอบ และเจ้าหน้าที่ ของสำนักงาน ป.ป.ช. ก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการส่งหมายเรียกจริง นั้น

สำนักงาน ป.ป.ช. ขอชี้แจงว่า ในการไต่สวนเรื่องกล่าวหา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ดังกล่าวคณะกรรมการไต่สวนได้ส่งหนังสือเชิญไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่อยู่ที่ปรากฏในทะเบียนราษฎรทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับ โดยมีใบตอบรับไปรษณีย์ส่งกลับมายังสำนักงาน ป.ป.ช. ดังนั้น การดำเนินการส่งหนังสือดังกล่าว ของคณะกรรมการไต่สวนจึงชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 5 ประกอบระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบ และไต่สวน พ.ศ. 2561 ข้อ 73 แล้ว และการที่ข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ยอมรับว่ามีความผิดพลาด ในการส่งหนังสือเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา จึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่เป็นความจริง

ขอให้ประชาชนรับข่าวสารด้วยการใช้วิจารณญาณ และรับข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริง จากการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยตรง

ทั้งนี้ การดำเนินงานของภารกิจไต่สวนการทุจริตของสำนักงาน ป.ป.ช. มุ่งเน้นการทำงานที่รวดเร็วควบคู่กับการรักษาคุณภาพ และมาตรฐาน ในการจัดทำสำนวน ไต่สวน และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

-005

อนุ กมธ.คลัง สว.ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลคุมเข้มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

อนุ กมธ.คลัง สว.ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลคุมเข้มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

อนุ กมธ.คลัง สว.ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลคุมเข้มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

อนุ กมธ.คลัง สว.ยื่น 6 ข้อเสนอรัฐบาลคุมเข้มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แนะตั้งบอร์ดคุมอีกชั้น-ให้เอสเอ็มอีไทยร่วมโครงการอย่างน้อยร้อยละ 30 

ดร.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานอนุกรรมาธิการด้านการคลัง วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตนและคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ได้ร่วมประชุมหารือและคาดการณ์เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 โดยคาดว่าจะขาดดุลเกือบ 9 แสนล้านบาท เพราะรัฐเก็บรายได้เพียง 2.92 ล้านล้านบาท แต่รายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท รายได้ไม่ถึงเป้า แต่ใช้จ่ายเท่าเดิม ทำให้รัฐต้องกู้หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่การเติบโตของจีดีพีลดลงจากแผนทุกปี และปีนี้กระทรวงการคลังประกาศลดจากเดิมร้อยละ 3 เหลือเพียงร้อยละ 2.1 เงินถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั้งในและต่างประเทศ 

ประธานคณะอนุกรรมาธิการการคลัง วุฒิสภา ระบุว่า จากการคาดการณ์ดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงมีเรียกร้องเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาดำเนินการ เพื่อเป็นแนวทางการพิจารณางบประมาณงบประมาณโครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ 6 ข้อ ประกอบด้วย 1. ให้รัฐบาล “ชะลอ-ลด-เลิก” งบลงทุนที่ไม่จำเป็นไม่เร่งด่วน รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน จึงเสนอใหม่ 2. Shared Asset หรือจัดระบบฐานข้อมูลทรัพย์สินอาคารของรัฐส่วนกลาง เพื่อนำอาคารที่ไม่ได้ใช้งาน ไปให้หน่วยงานที่มีความจำเป็น ใช้งานต่อไป 3.ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เพื่อช่วยหน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาอนุมัติ กำกับ และตรวจสอบ 4.จัดสรรให้เอสเอ็มอีไทยได้รับงานโครงการอาคารใหญ่ อย่างน้อย 30% ของมูลค่าโครงการ และต้องว่าจ้างงานคนไทย  5. ให้หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ ที่มีเงินเกิน 100 ล้านบาท ทั้งงบประมาณและเงินรายได้ขององค์กร ต้องส่งคืนคลัง และ 6.เปิดให้ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการ

เช็กเลย!! ‘กกต.’สรุปข้อมูลเลือกตั้งนายกเทศมนตรี-เทศบาล ทั่วประเทศ

เช็กเลย!! 'กกต.'สรุปข้อมูลเลือกตั้งนายกเทศมนตรี-เทศบาล ทั่วประเทศ

เช็กเลย!! ‘กกต.’สรุปข้อมูลเลือกตั้งนายกเทศมนตรี-เทศบาล ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

เช็กเลย!! ‘กกต.’สรุปข้อมูลเลือกตั้งนายกเทศมนตรี-เทศบาล ทั่วประเทศ ใช้สิทธิเลือกนายกฯ 63.78% เลือก สท. 62.91% ขณะที่ 11 เขต ประกาศเลือกตั้งใหม่ 22 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล เมื่อ 11 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา อย่างไม่เป็นทางการ และเทศบาลที่ต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยในส่วนข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ ประกอบด้วย

1.ผู้มีสิทธิเลือกนายกเทศมนตรี จำนวน 2,128 แห่ง มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 16,250,175 คน มาใช้สิทธิ 10,363,325 คน คิดเป็น 63.78% บัตรดี 9,446,106 ใบ คิดเป็น 91.15% บัตรเสีย 391,797 ใบ คิดเป็น 3.78% บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 525,399 ใบ คิดเป็น 5.07%

2.ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาเทศบาล จำนวน 2,462 แห่ง มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 18,866,547 คน มาใช้สิทธิ 11,869,699 คน คิดเป็น 62.91% บัตรดี 10,868,110 ใบ คิดเป็น 91.56% บัตรเสีย 455,578 ใบ คิดเป็น 3.84% บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 546,009 ใบ คิดเป็น 4.60%

จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรี มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่
1. พัทลุง คิดเป็น ร้อยละ 81.89
2. ฉะเชิงเทรา คิดเป็น ร้อยละ 76.17
3. ลำพูน คิดเป็น ร้อยละ 75.29
4. ปราจีนบุรี คิดเป็น ร้อยละ 74.91
5. มุกดาหาร คิดเป็น ร้อยละ 74.59
6. กระบี่ คิดเป็น ร้อยละ 73.69
7. อ่างทอง คิดเป็น ร้อยละ 73.38
8. ราชบุรี คิดเป็น ร้อยละ 73.45
9. นครนายก คิดเป็น ร้อยละ 73.33
10. ชัยนาท คิดเป็น ร้อยละ 71.89

จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่
1. พัทลุง คิดเป็น ร้อยละ 81.21
2. มุกดาหาร คิดเป็น ร้อยละ 75.65
3. ลำพูน คิดเป็น ร้อยละ 74.99
4. ปราจีนบุรี คิดเป็น ร้อยละ 74.91
5. นครนายก คิดเป็น ร้อยละ 72.53
6. ชัยนาท คิดเป็น ร้อยละ 71.79
7. ฉะเชิงเทรา คิดเป็น ร้อยละ 71.68
8. เลย คิดเป็น ร้อยละ 71.06
9. ราชบุรี คิดเป็น ร้อยละ 70.94
10. อำนาจเจริญ คิดเป็น ร้อยละ 70.92

สำหรับจังหวัดที่ต้องประกาศให้มีการเลือกตั้งเทศบาลใหม่ จำนวน 11 เขตเลือกตั้ง กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 22 มิ.ย. 2568 ทุกเขต แบ่งเป็น เลือกตั้งนายกเทศมนตรี 2 เขตเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้สมัครคนเดียว ได้คะแนนเสียงไม่มากกว่าบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด  คือ
1.เทศบาลดอนยายหอม จ.นครปฐม
2.เทศบาลตำบลท่าสัก จ.อุตรดิตถ์

เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลใหม่ 9 เขตเลือกตั้ง เนื่องจาก สมัครน้อยกว่าจำนวนที่พึงมี (5 คน) จึงเลือกตั้งเพิ่มเติม 1 คน  ได้แก่
1.เทศบาลตำบลปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
2.เทศบาลตำบลไร่ใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
3.เทศบาลตำบลโคกม่วง จ.พัทลุง
4.เทศบาลตำบลกระโสม จ.พังงา
5.เทศบาลตำบลบ้านใต้ จ.สุราษฎร์ธานี
6.เทศบาลตำบลบ้านท่าหลวง จ.ลพบุรี
7.เทศบาลตำบลท่าศาลา จ.ลพบุรี
8.เทศบาลตำบลหาดเล็ก จ.ตราด
และ 9.เทศบาลเมืองพระประแดง จ.สมุทรปราการ

เก่าไป ใหม่มา!! ‘ไพบูลย์’เผย’ลุงป้อม’ลงนามแต่งตั้ง’ทีมเศรษฐกิจ’ดึง’คนรุ่นใหม่’ร่วม

เก่าไป ใหม่มา!! 'ไพบูลย์'เผย'ลุงป้อม'ลงนามแต่งตั้ง'ทีมเศรษฐกิจ'ดึง'คนรุ่นใหม่'ร่วม

เก่าไป ใหม่มา!! ‘ไพบูลย์’เผย’ลุงป้อม’ลงนามแต่งตั้ง’ทีมเศรษฐกิจ’ดึง’คนรุ่นใหม่’ร่วม

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

เก่าไป ใหม่มา!! ‘ไพบูลย์’เผย’ลุงป้อม’ลงนามแต่งตั้ง’ทีมเศรษฐกิจ’อย่างเป็นทางการ ‘ธีระชัย-กรกสิวัฒน์’นำทีม ดึง’คนรุ่นใหม่’เข้าร่วม พร้อมเดินหน้าตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ภายหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ได้ลงนามในคำสั่งพรรคพลังประชารัฐที่ 15/ 2568 แต่งตั้งทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ อย่างเป็นทางการ  อาศัยอำนาจตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ พ.ศ.2561 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17 (1) ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐโดย ประกอบไปด้วย

1. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ 

2.หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคเป็นรองหัวหน้าหัวทีมเศรษฐกิจ 

3. นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ เขต 6 เป็นทีมเศรษฐกิจ

4. น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สส.เพชรบูรณ์ เขต1 เป็นทีมเศรษฐกิจ. 

5. ดร.บุณณดา  สุปิยะพันธุ์ สมาชิกพรรค เป็นทีมเศรษฐกิจ   

และ 6.ดร.มนูญ พรหมลักษณ์ เป็นทีม เศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจ จะทำหน้าที่ติดตามการทำงาน วิเคราะห์นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งภายใน และนอกประเทศ ที่จะนำไปสู่การวางแนวทางในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่จะนำไปสู่การแถลงจุดยืนของพรรค การตอบโต้ในแต่ละประเด็นให้ประชาชนได้รับทราบ ทักท้วงนโยบายที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ผ่านกลไกรัฐสภา และสื่อสารมวลชน รวมทั้งปฎิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งบุคลากรของพรรค ล้วนมีคุณภาพพร้อมทำงานด้านเศรษฐกิจได้ทันที

นายไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า  พล.อ.ประวิตร มีความเป็นห่วงในสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะกระทบต่อการส่งออก ยังไม่รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างหนัก ที่รัฐบาลเพิกเฉย และไม่ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเลย  ที่สำคัญคือ ปัญหาระหว่างพรรคร่วมของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีความขัดแย้งจนหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จะมีการคว่ำงบประมาณ และยุบสภาฯ ในอนาคตอันใกล้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลไทย

“พปชร.จึงได้เฟ้นหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ มาทำหน้าที่ทีมเศรษฐกิจ คอยติดตามสถานการณ์การบริหารราชการ ด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ  โดยทีมเศรษฐกิจของพรรค พปชร.ล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ เป็นบุคลากรที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสนามเศรษฐกิจจริงมาแล้ว มีผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์ โดยนายธีระชัย เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.มล.กรกสิวัฒน์ ก็มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และหลายๆ เรื่อง มาผสมกับคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ สามารถสะท้อนปัญหาได้อย่างครอบคลุม และพร้อมที่จะเดินหน้าตรวจสอบการบริหารประเทศของรัฐบาลด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว

‘มติแพทยสภา’พักใบอนุญาต 2 หมอ 3 กับ 6 เดือน รอ 15 วัน‘สภานายกพิเศษ’ส่งความเห็นกลับ

‘มติแพทยสภา’พักใบอนุญาต 2 หมอ 3 กับ 6 เดือน รอ 15 วัน‘สภานายกพิเศษ’ส่งความเห็นกลับ

‘มติแพทยสภา’พักใบอนุญาต 2 หมอ 3 กับ 6 เดือน รอ 15 วัน‘สภานายกพิเศษ’ส่งความเห็นกลับ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

‘มติแพทยสภา’พักใบอนุญาต 2 หมอ 3 กับ 6 เดือน รอ 15 วัน‘สภานายกพิเศษ’ส่งความเห็นกลับ

16 พ.ค.68 รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่แพทยสภาได้มีการพิจารณาจริยธรรมแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รพ.ตำรวจ นั้น มีการร้องสอบจริยธรรมทั้ง หมด 4 คน แพทยสภามีมติให้ยกคำร้อง 1 คน คือ ผู้ถูกร้องที่ 1 ส่วนอีก 3 คน มีมติให้ลงโทษแบ่งเป็นฐานความผิด ดังนี้

รายแรก เป็นแพทย์หญิงจากรพ.ราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้องที่ 2 ให้มีการลงโทษโดยการว่ากล่าวตักเตือน กรณีมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ

อีก 2 รายเป็นนายแพทย์จากรพ.ตำรวจ ผู้ถูกร้องที่ 3 ให้ลงโทษโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นระยะเวลา 3 เดือน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง และรายที่ 3 เป็นนายแพทย์รพ.ตำรวจ ให้ลงโทษโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 6 เดือน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาได้ตั้งคณะทำงานจำนวน 10 คน มาร่วมกันพิจารณามติของแพทยสภาเพื่อทำความเห็นส่งกลับไปยังคณะกรรมการแพทยสภา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นไป ว่าจะเห็นชอบตามมติดังกล่าวหรือไม่ หากเห็นชอบ บอร์ดแพทยสภาและประกาศผลการลงโทษข้างต้น หากมีการวีโต้ ก็ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของบอร์ดว่า การโต้นั้นมีเหตุผลควรสืบสวน สอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ หรือถ้าเห็นว่าการวีโต้ไม่มีเหตุผลก็มีมติยืนยันตามมติเดิมได้ ขณะที่ผู้ถูกลงโทษ หากไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 , 14 และ 15 พ.ค. 2568 แพทย์ที่เห็นว่าตัวเอง คือ ผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษได้เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ ว่ามติตัดสินลงโทษของแพทยสภานั้นไม่เป็นธรรม โดยมีนายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ

ลุยดันกม.กาสิโน!! ‘ดนุพร’คาดเข้าสภาฯ 9 ก.ค. จ่อเรียกคุยสส.ฟังความเห็นหลังลงพื้นที่

ลุยดันกม.กาสิโน!! ‘ดนุพร’คาดเข้าสภาฯ 9 ก.ค. จ่อเรียกคุยสส.ฟังความเห็นหลังลงพื้นที่

ลุยดันกม.กาสิโน!! ‘ดนุพร’คาดเข้าสภาฯ 9 ก.ค. จ่อเรียกคุยสส.ฟังความเห็นหลังลงพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘ดนุพร’ คาดสภาฯ ถกร่างคอมเพล็กซ์ 9 ก.ค. จ่อเรียกประชุม สส.เพื่อไทย ฟังความเห็นหลังลงพื้นที่ทำความเข้าใจปชช.

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะสามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้เลยหรือไม่ ว่า ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ ค้างอยู่วาระของสภาฯ​ อยู่แล้ว ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณา คาดว่าจะมีการพิจารณาในวันที่ 9 ก.ค. โดยภายในพรรคมีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วว่าจะต้องเตรียมข้อมูล และคนอภิปรายให้เห็นว่าสาเหตุ และความจำเป็นของร่างกฎหมายฉบับนี้คืออะไร

ทั้งนี้ จะมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังปัญหาหลังจากที่ สส. ได้ลงพื้นที่ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ เพื่อไปทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่จะมีการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญในวันที่ 28 – 30 พ.ค. นี้ แต่ขณะนี้เรากำลังพูดคุยกันว่าจะมีการประชุมเมื่อไหร่ โดยเราจะยึดตามหลักการเดิมคือสส.คนไหนสนใจเรื่องอะไร งบประมาณของกระทรวงหรือหน่วยงานอะไร แล้วแยกกลุ่มกันทำงาน ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกันแบบลงรายละเอียด

ยื่น‘นันทนา’ ล่า 20 ชื่อส่ง‘มงคล’ยื่นศาลรธน.ตีความสว.กลุ่มพรรคการเมืองหนุน ขัดรธน.

ยื่น‘นันทนา’ ล่า 20 ชื่อส่ง‘มงคล’ยื่นศาลรธน.ตีความสว.กลุ่มพรรคการเมืองหนุน ขัดรธน.

ยื่น‘นันทนา’ ล่า 20 ชื่อส่ง‘มงคล’ยื่นศาลรธน.ตีความสว.กลุ่มพรรคการเมืองหนุน ขัดรธน.

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

‘มือปราบสว.น้ำเงิน’ยืมมือ‘นันทนา’ ล่าชื่อ 20 สว.ส่ง‘มงคล’ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความสว.กลุ่มพรรคการเมืองหนุน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 113 อวด‘สายลับ’แจ้งได้ชื่อเกินต้องการแน่นอน ด้าน‘นันทนา’ซัด ภาพลักษณ์ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ลั่นหากปล่อยต่อไปประเทศชาติป่นปี้ บี้หยุดแต่งตั้งองค์กรอิสระ จนกว่าคดีฮั้วเลือกตั้งจบ เพื่อความสง่างาม-โปร่งใส

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 16 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ให้เข้าชื่อส่งหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญพฤติการณ์ของสว.

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนร้องเรื่องการฮั้วสว.มาโดยตลอด เห็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตในลักษณะกลุ่มก้อน จนนำไปสู่การออกหมายเรียกสว.55 คน และเร็วๆนี้จะมีการออกเพิ่มสว.กลุ่มที่ตกค้าง และมีสว.ส่วนหนึ่งกลับใจมาให้การที่เป็นประโยชน์ ถึงแม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนสืบสวนสอบสวนคดียังไม่ถึงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่ากลุ่มสว.ที่ถูกหมายเรียกไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง พฤติการณ์เหล่านี้ส่อให้เห็นถึงการฝักใฝ่พรรคการเมือง ทำวุฒิสภาตกต่ำ จึงได้มายื่นหนังสือให้ น.ส.นันทนา ให้ปฏิบัติตามมาตรา82 ของรัฐธรรมนูญ คือขอให้รวบรวมรายชื่อสว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10หรือไม่น้อยกว่า 20 คน ให้ประธานวุฒิสภา ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าพฤติการณ์ของสว.ที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ต้องห้ามตามมาตรา113 และ ทำให้สมาชิกภาพของสว.สิ้นสุดลงหรือไม่ ซึ่งตนอยากทราบว่าใครจะลงชื่อบ้างและหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้สว.กลุ่มนี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน แต่ตนมีสายลับแจ้งว่าได้รับการสนับสนุนเกิน 20 คน แน่นอน

ด้านน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.  กล่าวว่า ถือเป็นกติกาที่วิปริตที่ส่งผลให้มีการฮั้วกันเข้ามา และสังคมได้รับทราบแล้วว่าการได้มา ซึ่สว.ชุดนี้ ไม่ได้มาโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นข้อเคลือบแคลนและสงสัยมาโดยตลอด ตอนนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้คลี่คลายปัญหานี้โดยแจ้งข้อกล่าวหากับสว. 55 คน และมีแนวโน้มว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาไปถึงกลุ่มผู้บงการ และสว.คนอื่นอีก ภาพลักษณ์สว.ขณะนี้จึงตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ประชาชนไม่เชื่อถือในการทำหน้าที่ เพราะที่มาไม่ชัดเจนเป็นที่กังขอและสงสัย ดังนั้น ตนในฐานะสว. ได้เคยประกาศในที่ประชุมวุฒิสภาว่าตนพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและขอหยุดปฏิบัติหน้าที่ในการลงมติในการเห็นชอบแต่งตั้งองค์กรอิสระ เพราะประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าการที่สว.มีที่มาไม่ถูกต้อง แต่ทำหน้าที่ลงมติเห็นชอบผู้มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน เพราะมีผลประโยชน์อย่างชัดเจน และเมื่อทันทีที่สว.ลงมติเห็นชอบ ผู้ดำรงตำแหน่งแล้วคนเหล่านั้นกลับมาตรวจสอบสว.เอง แล้วจะชอบธรรม ถูกต้อง โปร่งใส อย่างไร ถือเป็นการตอบแทนระหว่างผู้ลงมติกับผู้ดำรงตำแหน่ง จึงไม่สง่างามและไม่ควรจะเกิดขึ้น

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตั้งแต่ต้นให้สว.หยุดเห็นชอบในการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระใดๆทั้งสิ้น แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครยอมทำเพราะห่วงอำนาจ เพราะคิดว่าเป็นอำนาจสำคัญที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ในฐานะต่างตอบแทน จนวันนี้ประชาชนคงเห็นแล้วว่าหากปล่อยให้สว.ทั้งคณะนี้ทำหน้าที่ต่อไป ประเทศชาติป่นปี้พินาศแน่ ดังนั้น ตนจะนำเรื่องนี้ไปขอให้สว.ที่เป็นเสียงข้างน้อย และมีความเป็นอิสระไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วเข้ามา รวมถึงสว.อิสระที่มีใจรักความถูกต้อง ให้มาลงชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82  คือจำนวน 20 คน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและรักษาภาพลักษณ์เกียรติภูมิของวุฒิสภาว่าเราไม่ยินดีที่จะทำหน้าที่ในขณะที่ที่มาของสว.ส่วนใหญ่มัว เทา และไม่โปร่งใส และจะชักชวนสว.ที่มีจิตใจประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในประชาชน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบจนกว่าจะสิ้นสงสัย

น.ส.นันทนา กล่าวว่า นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าตนจะส่งเรื่องนี้ ไปถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็น 1 ใน 55 คน ที่ถูกกล่าวหา เพื่อขอให้นำเรื่องส่งไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราจะได้เห็นกันว่าท่านจะทำหรือไม่ และจะได้เห็นถึงจิตวิญญาณของคนที่อาสามาทำงานตรงนี้ว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือของประเทศชาติ และวันนี้วิปวุฒิสภากำลังมีการประชุมเพื่อบรรจุวาระให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่ง และ กกต. 1 ตำแหน่ง หากบรรจุตรงนี้ไปแปลว่ากระบวนการนั้น ยังเดินต่อไป ซึ่งหมายความว่าเมื่อกรรมาธิการหน้าเดิมๆ ที่ตนไม่เคยได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในชุดนี้ แต่เป็นเฉพาะกรรมาธิการที่เป็นกลุ่มเสียงข้างมาก เมื่อเปิดประชุมสภาก็จะมีการลงมติขอถามว่าสง่างามหรือชอบธรรมหรือไม่

‘ไทยสร้างไทย’ย้ำยึดมั่นอุดมการณ์ แม้การเมืองเปลี่ยน-สมาชิกย้ายพรรค

‘ไทยสร้างไทย’ย้ำยึดมั่นอุดมการณ์ แม้การเมืองเปลี่ยน-สมาชิกย้ายพรรค

‘ไทยสร้างไทย’ย้ำยึดมั่นอุดมการณ์ แม้การเมืองเปลี่ยน-สมาชิกย้ายพรรค

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘เลขาธิการไทยสร้างไทย’ย้ำแม้การเมืองเปลี่ยน-สมาชิกบางส่วนย้ายพรรค แต่ไทยสร้างไทยไม่หยุดเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน ยึดมั่นอุดมการณ์ พร้อมสร้าง‘การเมืองสุจริต เศรษฐกิจยั่งยืน’ แก้ปัญหาปากท้อง ลดเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่อง

16 พฤษภาคม 2568 นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลง พร้อมยืนยันเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่า พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนหยัด เดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

“2 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เพียงทำหน้าที่ สส. แต่ผมลงพื้นที่ พบเจอ รับฟัง และเรียนรู้จากความจริงของชีวิตผู้คนในทุกกลุ่ม ทุกวัย ผมเห็นทั้งน้ำตา ความหวัง และความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือพลังใจในการทำหน้าที่ต่อไป” นายชัชวาล กล่าว

นายชัชวาล กล่าวถึงกระแสข่าวการลาออกของสมาชิกพรรค อาทิ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล ซึ่งได้ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น นายชัชวาลย้ำว่า แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงภายในพรรค แต่ พรรคไทยสร้างไทยยังไม่หยุด และจะไม่หยุดทำงานเพื่อประชาชน

“สิ่งที่เปลี่ยนคือการเลือกเส้นทางเดินและอุดมการณ์ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือหัวใจของพรรคไทยสร้างไทย ที่ยังมุ่งมั่น เพื่อสร้างการเมืองสุจริต แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และคืนโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ถูกมองข้าม”

นายชัชวาลยังกล่าวถึงประสบการณ์ในพื้นที่ว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้พบเจอแม่ค้าที่ขายของตั้งแต่เช้ายันค่ำแต่ไม่มีเงินเก็บ ได้พูดคุยกับคนชราไร้ที่พึ่ง และได้ฟังเสียงของเยาวชนที่หมดหวังเพราะไม่มีใครเปิดประตูให้พวกเขา พร้อมยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้คือแรงผลักดันให้เขาเดินหน้าต่อ

“สำหรับผม ตำแหน่งไม่เคยสำคัญเท่ากับความไว้วางใจของประชาชน ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง ยังทำหน้าที่ สส.ลูกหล่าคนหนึ่ง ที่จะสะท้อนเสียงของประชาชนเข้าไปในสภา ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม พรรคไทยสร้างไทย ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่ปล่อยให้ความหวังของพี่น้องต้องสูญเปล่า ยังสู้และยึดมั่นในอุดมการณ์เพื่อประชาชนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง” นายชัชวาล กล่าว

-005

‘มงคล’ไม่ทราบ สว.ชงถอนวาระ‘องค์กรอิสระ’ โยงชนักคดี‘ฮั้วสว.’

‘มงคล’ไม่ทราบ สว.ชงถอนวาระ‘องค์กรอิสระ’ โยงชนักคดี‘ฮั้วสว.’

‘มงคล’ไม่ทราบ สว.ชงถอนวาระ‘องค์กรอิสระ’ โยงชนักคดี‘ฮั้วสว.’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

‘มงคล’เผยเปิดประชุมวุฒิสภาวิสามัญ 29-30 พ.ค.นี้ ปัดไม่ทราบมีสมาชิกชงถอนวาระพิจารณา‘องค์กรอิสระ’ โยงชนักคดี‘ฮั้วสว.’ แจงต้องขอเป็นมติในที่ประชุม

16 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญว่า จะมีการประชุมในวันที่ 29 – 30พ.ค.นี้  ส่วนที่มีสมาชิกบางส่วน อยากให้ถอนวาระการพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ เพราะ สว.ส่วนหนึ่งมีการถูกกล่าวหา เรื่องของการฮั้วเลือกสว.อยู่นั้น ตนไม่มีความเห็น เราเป็นประธานไปออกความเห็น เรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ไม่ได้ ดังนั้นจะเลื่อนระเบียบวาระ เป็นเรื่องความเห็นของสมาชิกแต่ละคน ขณะที่การบรรจุระเบียบวาระก็ทำไปตามระเบียบ การจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนเป็นมติของที่ประชุม ส่วนจะมีการถามในที่ประชุมหรือไม่เป็นเรื่องของสมาชิก

นายมงคล กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีสมาชิกหยิบเรื่องนี้มาถามเพื่อขอมติในที่ประชุมทำได้หรือไม่ ตนไม่ทราบ เรื่องมันยังไม่ถึงเวลา

ส่วนการชี้แจงข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.ที่ทาง กกต. ได้ส่งหมายเรียกมาให้ที่บ้าน จะเดินทางไปเองหรือไม่นั้น นายมงคลกล่าวว่า ไม่ทราบ