‘ไผ่’ร้องสอบจริยธรรม‘สส.ปชน.’พูดเท็จปมซื้อสส. 55 ล้าน

‘ไผ่’ร้องสอบจริยธรรม‘สส.ปชน.’พูดเท็จปมซื้อสส. 55 ล้าน

‘ไผ่’ร้องสอบจริยธรรม‘สส.ปชน.’พูดเท็จปมซื้อสส. 55 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

 ‘เลขาธิการพรรคกล้าธรรม’ยื่น‘รองประธานสภา’สอบจริยธรรม‘สส.ปชน.’ อ้างซื้อตัว สส. 55 ล้าน เผย เตรียมยื่น‘ป.ป.ช.-กกต.’ฟันต่อมั่นใจถอดถอนได้แน่ 

16 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรกล้าธรรม (กธ.) เข้ายื่นหนังสือต่อนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้ตรวจสอบจริยธรรม นายยอดชาติ พึ่งพร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีพรรคการเมืองยื่นข้อเสนอเป็นเงินสด 55 ล้านบาท พร้อมเงินเดือน 250,000 บาท และรถตู้หรู 1 คัน เพื่อให้ย้ายพรรค

นายไผ่ กล่าวว่า การกระทำถือว่า ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อที่ 11 เป็นการนำเอาเรื่องที่เป็นเท็จ มาอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ และถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่นายยอดชาย กล่าวอ้าง นายยอดชาย ซึ่งมีหน้าที่ตามที่กฎหมายหมายกำหนด จะต้องแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่มาเสนอสินบนกับนายยอดชาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 ดังนั้นการที่นายยอดชายไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี จึงเป็นการเข้าข่ายการกระทำที่ส่อไปในทางที่จะกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และถือเป็นการไม่รักษาไว้ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกกรณีหนึ่ง

“หลังจากคณะกรรมการจริยธรรมฯ มีความเห็นออกมาแล้ว ผมจะไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในสัปดาห์หน้า และจะไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อเอาผิดต่อไป ผมมั่นใจว่า จะถึงขั้นถอดถอนได้  และขอฝากไปยังนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้ตรวจสอบและดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยผมข้อท้าให้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดออกมา ไม่ใช่มาพูดลอย ๆ”นายไผ่ กล่าว

นายไผ่ กล่าวต่อว่า สำหรับพรรคกล้าธรรม เราไม่เคยซื้อตัวใคร อย่างกรณี น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน   เขามีความสนิทสนมกับ สส.ของพรรคกล้าธรรม และเห็นถึงการทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว. กษตรและสหกรณ์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม แต่เขาก็เสร็จสิ้นกระบวนการตามกฎหมายก่อน

ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ข้อร้องเรียนดังกล่าว ถือเป็นบทเรียนของนักการเมือง ที่บางครั้งอารมณ์พาไปจากการปราศรัยต่างๆ ในที่สาธารณะ เพราะหากมีการร้องเรียน ก็จะเป็นปัญหาตามมา และหลังจากนี้ ตนจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการจริยธรรมฯ เพื่อให้ตรวจสอบต่อไป และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

‘จิราพร’ถก’บุหรี่ไฟฟ้า’ เผยดำเนินคดีแล้ว 2,592 คดี ยึดของกลางกว่า 554 ล้าน

'จิราพร'ถก'บุหรี่ไฟฟ้า' เผยดำเนินคดีแล้ว 2,592 คดี ยึดของกลางกว่า 554 ล้าน

‘จิราพร’ถก’บุหรี่ไฟฟ้า’ เผยดำเนินคดีแล้ว 2,592 คดี ยึดของกลางกว่า 554 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

‘จิราพร’ประชุมติดตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ตามคำสั่งนายกฯ ดำเนินคดีแล้ว  2,592 คดี  ยึดของกลางมูลค่ากว่า 554 ล้าน พบประชาชนแจ้งเบาะแสกว่าหมื่นคดี 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือติดตามมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเป็นการติดตามความก้าวหน้าการทำงาน ในเรื่องการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บริเวณชายแดน ร้านค้า และการจำหน่ายทางออนไลน์ รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ที่มีกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อประชาสัมพันธ์ได้รับทราบถึงมาตราการ ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี    

โดยได้มีการรายงานในทึ่ประชุมถึงสถิติของการจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่ 26 ก.พ.2568 ถึงวันที่ 15 พ.ค.2568 มีการจับกุมแล้ว 2,592 คดี ของกลาง 1,697,550 ชิ้น มูลค่ากว่า 554 ล้านบาท  

การแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ช่วงแรกระหว่างวันที่  19 มี.ค.2568 – 15 เม.ย. จำนวน 8,480 เคส  จับกุมแล้ว  19 คดี ไม่พบการกระทำความผิด 1,335 คดี อยู่ระหว่างดำเนินการ 4,338 คดี และช่วงที่สองตั้งแต่ 16 เม.ย.2568 ถึง 14  พ.ค.2568 รับแจ้ง 5,951 คดี อยู่ระหว่างการดำเนินการ รวมทั้งหมด 14,431 คดี

ข้องใจ!‘นายกฯอิ๊งค์’รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน จับตาตั้งใครคุม‘ดีเอสไอ’แทนทวี

ข้องใจ!‘นายกฯอิ๊งค์’รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน จับตาตั้งใครคุม‘ดีเอสไอ’แทนทวี

ข้องใจ!‘นายกฯอิ๊งค์’รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน จับตาตั้งใครคุม‘ดีเอสไอ’แทนทวี

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

ข้องใจ!‘นายกฯอิ๊งค์’รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน จับตาตั้งใครคุม‘ดีเอสไอ’แทนทวี

16 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

อุ๊งอิ๊ง รู้หลักบริหารประเทศแค่ไหน???

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีนักข่าวไปถามนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าจะให้ใครมากำกับดูแลดีเอสไอแทนพ.ต.อ.ทวี ซึ่งนางสาวแพทองธารไม่ตอบ แต่หันไปซุบซิบพูดคุยกับนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จนถึงล่าสุดก่อนเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนาม มีนักข่าวไปดักถามอีกว่า ท่านนายกฯจะให้ใครมากำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ซึ่งนางสาวแพทองธารบอกว่า ”เดี๋ยวต้องเสนอครม.” นักข่าวถามต่อ หรือว่าท่านจะดูเอง นางสาวแพทองธารตอบว่า ”อ๋อ คงมอบหมาย“

การที่ผู้สื่อข่าวถามเรื่องนี้2ครั้ง 2วัน แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากปากของนางสาวแพทองธาร นั่นก็หมายความว่านางสาวแพทองธาร ยังไม่รู้ว่าจะมอบหมายใครมาดูแลแทน อาจเพราะไม่ทราบถึงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ความรู้รอบตัวน้อย ขาดประสบการณ์ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารราชการบ้านเมืองเลย จึงไม่รู้ขั้นตอนระบบของราชการ

ทั้งที่มติคณะรัฐมนตรี มีการแบ่งงานของรัฐมนตรีอยู่แล้ว คนที่ควบคุมรับผิดชอบดูแลกระทรวงยุติธรรม คือนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือบอร์ดดีเอสไอ จะเป็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

แต่อาจจะเป็นเพราะว่าไม่เข้าใจระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่กล้าตอบนักข่าว ในทางปฏิบัติจะมอบให้ใครกำกับดูแล แล้วค่อยแจ้งให้ครม.รับทราบก็ได้ ซึ่งสามารถบอกกับผู้สื่อข่าวได้ว่า โดยตามมติครม.อยู่ในการกำกับของนายภูมิธรรม และจะนำเรื่องนี้ขอความเห็นชอบหรือเสนอต่อครม.เพื่อรับทราบก็จบ

ซึ่งถ้านายภูมิธรรมมากำกับดูแล จะทำให้งานของดีเอสไอ เดินต่อไปได้ไม่ต้องสะดุด เพราะคดีฮั้วสว.นั้น สังคมรอคอยอยู่ว่า จะมีข้อยุติหรือไม่ ความจริงจะปรากฏอย่างไร ซึ่งประชาชนได้ตั้งความหวังไว้ใน 3 ส่วน คือ

1.กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ  สังคมอยากรู้ว่าดีเอสไอสามารถสอบสวนเอาผิดกับขบวนการฮั้วส.ส.ได้หรือไม่ เพราะเคยบอกว่า มีข้อมูลชัดเจน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร สถานที่ โพยฮั้ว เส้นทางการเงิน และนำระบบ AI มาสอบสวนด้วย อยากจะพิสูจน์ว่าเป็นแค่ราคาคุยของดีเอสไอ ที่โฆษณาโอ้อวดเรื่องพยานหลักฐานว่า สามารถเอาผิดได้แน่นอน

2.คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ขาดความเชื่อถือทางสังคม เรื่องจับทุจริตการเลือกตั้งมาโดยตลอด ครั้งนี้สามารถเรียกศรัทธาคืนมาได้หรือไม่ เมื่อได้ร่วมมือกับดีเอสไอ ถ้าทำได้เอาผิดได้ ล้มกระดานได้ ยกเลิกการสรรหาส.ว.ชุดนี้ไป จัดสรรหาส.ว.ชุดใหม่ ให้สุจริตเที่ยงธรรม ก็สามารถเรียกศรัทธากลับคืนมาได้

3.ในภาคประชาสังคม ซึ่งสังคมโดยทั่วไปผู้คนในสังคมเชื่อว่าส.ว. ชุดนี้ทุจริต ฮั้วกัน บล็อกโหวต มีการจ่ายเงินกัน ไม่สุจริต คนทุกคนในสังคมรับรู้ แต่ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่คนอยู่ดาวอังคารยังมองเห็นว่าการสรรหาส.ว.ชุดนี้ทุจริต แต่ผู้รับผิดชอบไม่สามารถเอาผิดได้

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เมื่อดีเอสไอกับกกต.จับมือกัน เดินเครื่องต่อไปให้สุดซอย เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ให้สังคมผิดหวัง

‘นายกฯ’ร่วมพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์

'นายกฯ'ร่วมพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์

‘นายกฯ’ร่วมพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.44 น.

‘นายกฯ’ร่วมพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ เน้นย้ำไทยให้ความสำคัญประวัติศาสตร์และมิตรภาพกับเวียดนาม

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ  อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของนักปฏิวัติผู้เสียสละชีวิต เมื่อปี ค.ศ.1940 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของขบวนการต่อสู้ของเวียดนามภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ โดยตั้งอยู่บนถนนบั๊กเซิน (Bạch Sơn Street) ในพื้นที่ใกล้กับจัตุรัสบาดิ่งห์ โดยออกแบบในสไตล์ศิลปะสังคมนิยม ที่ประกอบด้วยกลุ่มรูปปั้นนักรบปฏิวัติ แสดงถึงความกล้าหาญ และความสามัคคีของนักต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนาม

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังสุสานโฮจิมินห์ ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิ่งห์ สถานที่ซึ่งอดีตผู้นำโฮจิมินห์เคยอ่านคำประกาศเอกราชของเวียดนามในปี ค.ศ.1945 ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมทรงอนุสรณ์สถาน โดยใช้หินอ่อนและหินแกรนิตคุณภาพสูง ผสมผสานระหว่างศิลปะสังคมนิยม กับเอกลักษณ์เวียดนาม โดยโฮจิมินห์เป็นบุคคลสำคัญของเวียดนาม ผู้ได้รับการยกย่องในฐานะ “บิดาแห่งชาติ” ที่นำพาประเทศสู่การประกาศเอกราช และเป็นผู้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ทั้งนี้ การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ สถานที่สำคัญของเวียดนามครั้งนี้ แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และเวียดนาม ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ และการเมืองของประเทศพันธมิตรที่สำคัญของไทยอย่างเวียดนาม

จากนั้น เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรี และคณะจะเข้าร่วมประชุมหารือทวิภาคีกลุ่มเล็ก กับนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ทำเนียบรัฐบาล

‘อลงกรณ์’วิเคราะห์งบฯ69 ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวกแต่กังวลงบลงทุนหดมากกว่า

'อลงกรณ์'วิเคราะห์งบฯ69 ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวกแต่กังวลงบลงทุนหดมากกว่า

‘อลงกรณ์’วิเคราะห์งบฯ69 ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวกแต่กังวลงบลงทุนหดมากกว่า

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

‘อลงกรณ์’วิเคราะห์งบประมาณ 2569 ชี้งบประจำลดลงส่งสัญญาณบวกแต่กังวลงบลงทุนหดมากกว่า ห่วงผลกระทบ’ทรัมป์2.0’ทำรายได้ประเทศลด แนะทำแผนงบสมดุลควรเริ่มระบบงบประมาณฐานศูนย์ปี2570

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ และอดีตกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 : งบประมาณในภาวะผันผวน“

บทวิเคราะห์นี้จะกล่าวถึงโครงสร้างของงบประมาณปี2569ในด้านงบประจำงบลงทุนงบชำระหนี้เงินกู้กับการเตรียมงบประมาณรับมือนโยบาย“ทรัมป์ 2.0”และปัจจัยเสี่ยงโดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ไทม์ไลน์ของกระบวนการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีกำหนดที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 20 พ.ค  2568 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรวาระที่ 1 วันที่ 28–30 พ.ค. 2568 และวาระที่ 2-3 วันที่ 13–15 ส.ค. 68 (เป็นกำหนดการเท่าที่ยืนยันขณะนี้)

ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 มีดังนี้

1. โครงสร้างและวงเงินงบประมาณวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
  1.1รายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท (ลดลง 1%)  
  1.2รายจ่ายลงทุน 864,077 ล้านบาท (ลดลง 7.3%)  
  1.3รายจ่ายชำระคืนเงินกู้ 151,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.7%)   
  1.4งบขาดดุล 860,000 ล้านบาท

ภายใต้โครงสร้างงบประมาณเช่นนี้มีข้อสังเกตที่ควรไตร่ตรอง

1.การลดรายจ่ายลงทุนอาจกระทบโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต   

2.การเพิ่มวงเงินชำระหนี้สะท้อนภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นซึ่งต้องจับตาการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบความมั่นคงทางการคลังระยะยาว  

3.การเตรียมงบประมาณรับมือวิกฤต เศรษฐกิจจากผลกระทบของนโยบาย “ทรัมป์ 2.0”

จากกรณีสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% ส่งผลให้ภาคส่งออกและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหนัก โดยคาดว่า GDP จะปรับลดเหลือ 2.1% หรือต่ำกว่า 2.0%ทั้งนี้ขึ้นกับผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯในเร็วๆนี้
ซึ่งเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณปี2569ของสภาฯ ปรับโอนงบประมาณจากรายการไม่จำเป็นเข้างบกลาง 25,000 ล้านบาท(ตามที่ปรากฏเป็นข่าว)เพื่อรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ 
อย่างไรก็ตามการไม่ปรับแก้ในชั้น ครม. อาจทำให้ขาดรายละเอียดแผนรองรับที่ชัดเจน เช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่างบกลางที่เพิ่มขึ้น25,000 ล้านบาทจะเป็นการ “ตีเช็คเปล่า“ไม่มีแผนและรายละเอียดในการตรวจสอบโดยรัฐสภาระหว่างการพิจารณางบประมาณซึ่งรัฐบาลและสำนักงบประมาณควรสร้างความชัดเจนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 เป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐเป็นงบประมาณในภาวะผันผวนซึ่งมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะได้แก่  

1.งบกลาง
การจัดสรรงบกลางเพื่อรับมือวิกฤตยังคลุมเครือสามารถแก้ไขได้โดยเพิ่มความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณแบบ Real-time ผ่านแพลตฟอร์ม Open Data 

2. งบประจำ
รายจ่ายงบประจำลดลงแม้เพียง1%ก็ถือเป็นสัญญาณบวกควรดำเนินการต่อในปีงบประมาณถัดไปอย่างต่อเนื่อง

3.งบลงทุน
การลดลงของงบลงทุนอาจกระทบการเติบโตระยะยาว  

4.งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าควรชะลอไว้ก่อน

ได้แก่โครงการลงทุนที่ไม่เร่งด่วน เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันทีหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจเพื่อรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อน และโครงการที่ยังไม่มีแผนรองรับการใช้งานอย่างชัดเจน หรือโครงการที่ใช้งบประมาณสูงแต่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ  

5.หนี้สาธารณะ 
หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2564 มีสัดส่วน62.44% ของ GDP และปี 2569 จะเพิ่มใกล้แตะเพดาน 70 % ของ GDP   ทั้งนี้หนี้สาธารณะรวมเมื่อถึงปี 2569 คาดว่าจะสูงถึง 13.6 ล้านล้านบาท  เป็นภาระหนักของประเทศเสมือนโคลนติดล้อ

6.ความเสี่ยงของประเทศ
ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกเช่น ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิอาการเปลี่ยนแปลง และภูมิเศรษฐศาสตร์ เช่นสงครามการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนผันแปรเร็วและแรงมากขึ้นอาจทำให้รายได้ประเทศจากภาษีและการพาณิชย์ลดลงและกดดันให้ต้องกู้หนี้สาธารณะเพิ่มจึงควรเตรียมงบประมาณให้พร้อมสำหรับการรับมือและปรับตัว

7.ความยั่งยืนของงบประมาณและการคลัง 
7.1ควรมีแนวทางการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลในคำแถลงนโยบายงบประมาณต่อสภาฯ.
7.2ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่า
7.3ปรับลดงบประจำและเพิ่มงบลงทุน
7.4ควรเริ่มเตรียมแผนการการปฏิรูประบบงบประมาณแบบใหม่โดยจัดทำงบประมาณฐานศูนย์(Zero based budgeting)ถ้ามีความพร้อมควรเริ่มในปีงบประมาณ 2570

หากรัฐบาลสามารถบริหารงบประมาณในภาวะผันผวนด้วยความโปร่งใส ใช้เทคโนโลยีและเพิ่มการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าภาษีของประชาชนมากขึ้น”

‘อ.คมสัน’เลคเชอร์ 6 ข้อ‘ทักษิณ’ต้องกลับไปติดคุก ถ้าศาลชี้ไม่ปฏิบัติตาม ม.246

‘อ.คมสัน’เลคเชอร์ 6 ข้อ‘ทักษิณ’ต้องกลับไปติดคุก ถ้าศาลชี้ไม่ปฏิบัติตาม ม.246

‘อ.คมสัน’เลคเชอร์ 6 ข้อ‘ทักษิณ’ต้องกลับไปติดคุก ถ้าศาลชี้ไม่ปฏิบัติตาม ม.246

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.32 น.

‘อ.คมสัน’เลคเชอร์ 6 ข้อ‘ทักษิณ’ต้องกลับไปติดคุก ถ้าศาลชี้ไม่ปฏิบัติตาม ม.246

16 พฤษภาคม 2568 นายคมสัน โพธิ์คง นักกฎหมายมหาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เรามาทำความเข้าใจว่าทักษิณต้องกลับไปจำคุก ถ้าศาลชี้ว่าการไปอยู่ของทักษิณไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิฯอาญา มาตรา246 จะอ้างว่าได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วไม่ได้

1. การอภัยโทษที่ผ่านมา เป็นเพียงหลักเกณฑ์นักโทษคนใดเข้าเกณฑ์จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไม่ใช่การอภัยโทษเป็นรายบุคคล และเป็นการตราตามวาระพิเศษต่างๆ ไม่สามารถใช้ได้ตลอดกาล

2. คนได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษฯ ต้องได้รับโทษมาแล้วและได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป แต่ทักษิณกำลังจะถูกชี้ว่า ได้รับการจำคุกตามหมายจำคุกของซาลหรือไม่ ถ้าศาลชี้ว่าการที่เรือนจำส่งไปชั้น14 ขัดกับ ป.วิฯอาญา มาตรา246 เท่ากับยังไม่ได้รับโทษจำคุก

3. ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ฯ กำหนดให้นักโทษใหม่เป็นนักโทษชั้นกลาง ซึ่งพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษฯ กำหนดไว้ว่าจะไม่ได้รับการอภัยโทษ

4. เมื่อยังไม่ได้รับโทษจำคุกจึงยังไม่ได้เป็นนักโทษชั้นใดเลย การเลื่อนชั้นนักโทษไม่มีเหตุเจ็บป่วยให้เลื่อนชั้น

5. เมื่อไม่ได้เป็นนักโทษชั้นใดเลยต้องไปรับโทษก่อนเพื่อได้รับสถานะนักโทษชั้นกลางก่อน ซึ่งไม่อาจได้รับพระราชทานอภัยโทษได้

6. การอภัยโทษที่ราชทัณฑ์ทำให้ทักษิณไปจึงเป็นการอภัยโทษที่ไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นการอภัยโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อเป็นการอภัยโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องกลับไปรับโทษเสียก่อนตามเงื่อนไข 1ปี และไปรอการรับพระราชทานอภัยโทษครั้งใหม่ ซึ่งต้องมีพระราชกฤษฎีกาฯออกมาใหม่ตามวาระพิเศษต่างๆ

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

คมสัน โพธิ์คง 16 พ.ค.68

‘ชวลิต’ร่ายยาวเหตุผลไม่คิดทิ้ง’หญิงหน่อย’ พร้อมยกเป็น’นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

'ชวลิต'ร่ายยาวเหตุผลไม่คิดทิ้ง'หญิงหน่อย' พร้อมยกเป็น'นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย'

‘ชวลิต’ร่ายยาวเหตุผลไม่คิดทิ้ง’หญิงหน่อย’ พร้อมยกเป็น’นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

‘ชวลิต’รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ร่ายยาวเหตุผลไม่คิดทิ้ง’หญิงหน่อย’ พร้อมยกเป็น’นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการย้ายพรรคในช่วงนี้หลายคนหลายพรรคว่า สถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า มีความพยายามหา สส. และหาสมาชิกสำคัญๆ เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมือง โดยเฉพาะหากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อมี สส.มากขึ้น สัดส่วนการเพิ่มรัฐมนตรีก็มากขึ้น 

โดยส่วนตัว ตนก็ถูกเพื่อน ๆ จำนวนมากถามว่า ไม่คิดย้ายพรรคบ้างหรือ ซึ่งก็ตอบไปว่า ตนทำงานอย่างมีความสุขที่พรรคไทยสร้างไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ

1. หัวหน้าพรรค คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ท่านเป็นนักต่อสู้ในแนวทางประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานเป็นเวลากว่า 30 ปี ปัจจุบันท่านก็ยังยืนหยัดในแนวทางนี้อย่างมั่นคง นับว่าเป็นตัวอย่างอันดีที่นักการเมืองรุ่นหลังควรนำเป็นเยี่ยงอย่าง ที่สำคัญท่านมีจิตใจที่แข็งแกร่ง มีความมุ่งมั่นที่อยากเห็นประเทศไทยดีขึ้นกว่านี้ แม้มีอุปสรรคมากมาย ท่านก็ไม่เคยย่อท้อยังคงยึดมั่นอุดมการณ์ ไม่ทรยศต่อประชาชน

2. คณะผู้บริหารพรรค นอกจากมีคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นหลักแล้ว ก็ยังมี ดร.โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง รอบรู้งานการเมือง และงานด้านกฎหมายอย่างมืออาชีพ  ตลอดจนมีเพื่อน ๆ ร่วม อุดมการณ์หลายคนที่ทำงานกันอย่างเป็นทีม จึงมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ 

3. พรรคยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ ร่วมกันสร้าง “การเมืองสุจริต” โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคจะใช้ยุทธศาสตร์ “การเมืองสุจริต” เป็นนโยบายสำคัญในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองที่หมักหมมมาช้านาน โดยจะดำเนินนโยบายควบคู่ไปกับการปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เด็ดขาด และเด็ดเดี่ยว

ทุกวันนี้ มีแต่ข่าวการทุจริตคอรัปชั่นงบประมาณของทางราชการและท้องถิ่น ตลอดจนการทุจริตในการเลือกตั้งทุกระดับ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น จนแทบจะไม่มีข่าวที่จะสร้างความหวังให้ประชาชนได้ชื่นใจว่าจะมีพรรคการเมืองใดที่ห่วงใยประชาชนอย่างจริงใจ ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยขอยืนยันว่าไม่ทิ้งประชาชนแน่นอน

4. ประการสุดท้าย ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรค ไม่เข้มแข็ง คุมลูกพรรคไม่อยู่ ขอเรียนว่า ความเห็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง แท้จริงแล้วคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นผู้ที่มีความเข็มแข็ง เห็นได้จากการเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อบริหารชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง คือ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคยมีมลทินใด ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์สูง ได้รับการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมีคุณธรรม และจริยธรรม กำกับทั้งการทำงาน และความประพฤติ ใจบุญสุนทาน มีเมตตา กรุณาสูง จนน้องๆ ลูกๆ เรียกว่า “แม่” บ้าง “แม่พระ” บ้าง

อย่างไรก็ดี ไม่ว่า “แม่” ก็ดี “แม่พระ” ก็ดี ก็มีความเด็ดขาด หาก สส.ในสังกัดพรรคกระทำการขัดมติพรรค ไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ กับพรรคเลย ทั้ง ๆ ที่พรรคทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ กว่าจะได้ สส.มาด้วยความยากลำบาก  แต่กลับไม่สนใจกับกิจกรรมใดๆ ของพรรค ซึ่งคณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรคได้ประชุมพิจารณาแล้วลงมติว่า สส. เหล่านั้นกระทำการขัดต่อข้อบังคับพรรค พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และขัดรัฐธรรมนูญ 

ดังนั้น หัวหน้าพรรคที่ใคร ๆ เรียกว่า “แม่” ก็ไม่ลังเลที่จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมเพื่อลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองในการขจัด “งูเห่า” ให้สูญพันธุ์ ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา

นายชวลิต กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารพรรค สาขาพรรค และสมาชิกพรรคได้รวมพลังที่จะร่วมกันสร้าง “การเมืองสุจริต” ให้กำลังใจพรรค สนับสนุนพรรค
ให้ยืนหยัดเป็นทางเลือกของประชาชน ซึ่งพรรคก็จะมีการปรับปรุงโครงสร้างของพรรคเพื่อรองรับคนดีมีความรู้ ความสามารถและมีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน

ส่วนกรณีที่มีคนออก ก็มีคนเข้า แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผย พรรคไทยสร้างไทยจะเลือกคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ร่วมกันสร้าง “การเมืองสุจริต” เพื่อนำพาประเทศชาติและประชาชนพ้นจากวังวนของ “การเมืองทุจริต” เพื่อร่วมกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ที่สำคัญเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดสิ้นไปในยุคสมัยเรา

กางข้อบังคับ‘แพทยสภา’ เตือน‘สมศักดิ์’ต้องอ่าน ถ้าไม่อยากติดคุก

กางข้อบังคับ‘แพทยสภา’ เตือน‘สมศักดิ์’ต้องอ่าน ถ้าไม่อยากติดคุก

กางข้อบังคับ‘แพทยสภา’ เตือน‘สมศักดิ์’ต้องอ่าน ถ้าไม่อยากติดคุก

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.11 น.

กางข้อบังคับ‘แพทยสภา’ เตือน‘สมศักดิ์’ต้องอ่าน ถ้าไม่อยากติดคุก

16 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า…

#คุณสมศักดิ์ต้องอ่านถ้าไม่อยากติดคุก

ผมอยากให้คุณสมศักดิ์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ไปอ่าน “ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยวิธีพิจารณาจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2563” ข้อที่ 42 ถึง 46

คุณจะได้รู้ว่า การที่มีแพทย์ 2 คน ไปร้องขอความเป็นธรรม และปล่อยให้ผช.รัฐมนตรีไปรับ หนังสือ เพื่อนำมาพิจารณาเรื่องความเป็นธรรม

จะทำให้คุณมีโอกาสติดคุก

เนื่องจากการที่แพทยสภามีมติกรรมการแพทยสภา(8พ.ค.2568) เพื่อลงโทษจริยธรรมแพทย์  ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการ เพื่อให้คุณลงนามเห็นชอบหรือยับยั้งมติ ดังนั้นคำสั่งแพทยสภายังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องถาม เขาเอาหลักฐานอะไรมาร้องคุณ เพราะคำสั่งราชการยังไม่เกิดขึ้น

ที่สำคัญถ้าคุณอ่านข้อบังคับให้เข้าใจ คุณมีอำนาจแค่เห็นชอบหรือยับยั้ง มติของแพทยสภาเท่านั้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ เนื่องจากมันจบขั้นตอนนั้นไปแล้ว อนุสอบสวนให้โอกาสเต็มที่แล้ว และไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคุณตามขั้นตอน

ที่สำคัญคือ เมื่อคำสั่งแพทยสภาออกมา แพทย์ที่คิดว่า ตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถไปร้องต่อศาลปกครองได้ ไม่ใช่เอาอะไรก็ไม่รู้มาร้องต่อรัฐมนตรี เพราะใครๆก็รู้ว่า คุณคือพวกเดียวกัน คุณต้องการช่วยนายคุณ และบริวาร

การที่ปล่อยให้ผู้ช่วยฯ ไปรับเอกสารที่ไม่ใช่คำสั่งแพทยสภา ซึ่งเป็นเอกสารจากสื่อหรือข้อมูลใหม่ เท่ากับว่าคุณกำลังร่วมกันแทรกแซง การดำเนินงานของแพทยสภา คุณถูกฟ้องมาตรา157 แน่นอน

ดังนั้นให้คุณอ่านข้อบังคับฯ และดำเนินการตาม ขั้นตอน ที่ข้อบังคับฯกำหนด อย่าเอาที่แพทย์ร้องเรียนมาทำให้ไขว้เขว อย่าตั้งคณะทำงานพิจารณาให้ความเป็นธรรม ตัดสินใจตามข้อมูล ที่ส่งมาจากนายกแพทยสภา…คุณรอด

แต่ถ้าอยากติดคุก เชิญตามสบาย

‘สมศักดิ์’ขยับ! ตั้ง 10 ขุนพล ถก‘มติแพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอรักษา‘ทักษิณ’

‘สมศักดิ์’ขยับ! ตั้ง 10 ขุนพล ถก‘มติแพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอรักษา‘ทักษิณ’

‘สมศักดิ์’ขยับ! ตั้ง 10 ขุนพล ถก‘มติแพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอรักษา‘ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

‘สมศักดิ์’ขยับ! ตั้ง 10 ขุนพล ถก‘มติแพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอรักษา‘ทักษิณ’ ก่อนตอบกลับใน 15 วัน ขณะที่’หมอราชทัณฑ์’ดอดยื่นหนังสือขอความยุติธรรมแล้ว

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 807/2568 วันที่ 15 พ.ค.2568 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตาม มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ระบุว่า สืบเนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดลงโทษผู้ประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568  รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ จึงเห็นควรที่จะแต่งตั้งคณะบุคคลจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา สั่งการตามอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รมว.สาธารณสุข จึงมีคำสั่งไว้ แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ นายชัยนันท์ งามขจรกุลกิจ เป็นประธานฯ นายชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล นายพิทักษ์ ฉันทประยูร นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ และนายวชิระ ปากดีสี เป็นกรรมการและเลขานุการ คนที่ 1 นายวิทยา พลสีลา เป็นกรรมการและเลขานุ การ คนที่ 2 และ นายปิยะวัฒน์ ศิลปรัศมี เป็นกรรมการและเลขานุ การ คนที่ 3

มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1. เสนอควานเห็นต่อรมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ 2525 และ 2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย 3.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่าเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา แพทยสภาได้ส่งมติถึงมือ รมว.สาธารณสุข และเริ่มนับ 15 วันในวันที่ 16 พ.ค. และเมื่อวันที่ 15 พ.ค.เช่นเดียวกันมีรายงานข่าวแจ้งว่าแพทย์จาก รพ.ราชทัณฑ์ ได้เดินทางเข้ามายื่นหนังสือ ร้องขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ กรณีถูกแพทย์สภาสั่งลงโทษด้วยการตักเตือน โดยมีนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับมอบหนังสือ

‘รทสช.’พร้อมโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้ปชช.

'รทสช.'พร้อมโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้ปชช.

‘รทสช.’พร้อมโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้ปชช.

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

‘รทสช.’พร้อมโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 หนุนรัฐบาลแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน พร้อมร่วมปรับลดงบที่เกินจำเป็นออกในวาระ 2 

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่จะมีการพิจารณาระหว่างวันที่ 29-31 พ.ค.นี้ ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมลงมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมีงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินและใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่สำคัญ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้ มีการพิจารณากลั่นกรองของหลายหน่วยงานที่พิจารณาอย่างรอบคอบ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้แล้วเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569

รวมทั้งจากการลงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติยังพบว่า พี่น้องประชาชนต่างสนับสนุนให้ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้งบประมาณเหล่านี้ในการพัฒนาประเทศและให้ส่วนราชการได้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งรัฐบาลยังสามารถใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอีกด้วย ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 ไม่ผ่านจะส่งผลกระทบกับทั้งการบริหารราชการแผ่นดินในภาวะเช่นนี้ รวมทั้งไม่ส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน การลงมติไม่เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 จึงไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนอย่างสิ้นเชิง 

ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมลงมติรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569  ทั้ง 36 เสียง เพื่อให้สามารถใช้ได้ในวันที่ 1 ต.ค.2568 ให้รัฐบาลได้บริหารประเทศชาติอย่างราบรื่นแต่อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาในวาระที่ 2 ตัวแทนของพรรครวมไทยสร้างชาติในตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณจะพิจารณางบประมาณอย่างละเอียดรอบคอบ และพร้อมจะปรับลดงบประมาณในส่วนที่เห็นว่าโครงการใดที่ไม่เป็นประโยชน์ ออกจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 

“ผมเชื่อว่าในการลงมติในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถผ่านในวาระที่ 1 รับหลักการ เพื่อให้กรรมาธิการงบประมาณพิจารณาในวาระ 2 ต่อไปได้” นายอัครเดช กล่าว