‘ภูมิธรรม’เผยที่ประชุม UN เห็นพ้องร่วมมือสร้างสันติภาพ ไทยเสนอช่วย‘กู้ระเบิด’

‘ภูมิธรรม’เผยที่ประชุม UN เห็นพ้องร่วมมือสร้างสันติภาพ ไทยเสนอช่วย‘กู้ระเบิด’

‘ภูมิธรรม’เผยที่ประชุม UN เห็นพ้องร่วมมือสร้างสันติภาพ ไทยเสนอช่วย‘กู้ระเบิด’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.03 น.

‘ภูมิธรรม’เผยที่ประชุมรัฐมนตรีในการรักษาสันติภาพ UN เห็นพ้องร่วมมือกันสร้างสันติภาพในอนาคต ไทยให้คำมั่นยินดีสนับสนุนทุกมิติ เสนอช่วยเรื่อง‘กู้ระเบิด’หลังมีประสบการณ์

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 16 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติการรักษาสันติภาพภายใต้กรอบสหประชาชาติ ครั้งที่ 6 ที่ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้ง UN ว่า เป็นการประชุมผู้นำระดับสูง และรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศต่าง ๆ ที่พูดคุยในการวางกรอบสันติภาพในอนาคต โดยทุกฝ่ายยินดีที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยกันประคับประคองที่จะให้เกิดสันติภาพ ซึ่งได้พูดคุยหลายอย่าง และมีการให้คำมั่น โดยประเทศไทยได้ให้คำมั่นไป ว่า ยินดีสนับสนุนช่วยเหลือ เช่น การกู้ระเบิด ที่ไทยมีประสบการณ์ รวมถึงการจัดฝึกอบรม และยินดีให้ความร่วมมือกันทุกภาคส่วน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า โดยรวมการเดินทางไปครั้งนี้ได้เจอรัฐมนตรีกลาโหมหลายประเทศ และที่สำคัญ คือ ได้พบกับรัฐบาลใหม่ของเยอรมนี ที่เพิ่งจัดตั้งรัฐบาลไปเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็ได้พูดคุยกันในหลายเรื่อง

‘รมว.กลาโหม’รอผลสอบปม‘รองผู้พัน ทอ.’ให้ทหารวิ่งไรเดอร์ รับผลประโยชน์ส่วนตัว

‘รมว.กลาโหม’รอผลสอบปม‘รองผู้พัน ทอ.’ให้ทหารวิ่งไรเดอร์ รับผลประโยชน์ส่วนตัว

‘รมว.กลาโหม’รอผลสอบปม‘รองผู้พัน ทอ.’ให้ทหารวิ่งไรเดอร์ รับผลประโยชน์ส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.01 น.

‘รมว.กลาโหม’รอผลสอบปม‘รองผู้พัน ทอ.’ให้ทหารวิ่งไรเดอร์ รับผลประโยชน์ส่วนตัว ลั่นผิดก็ว่าไปตามผิด ชี้เรื่องเกิดเป็นแค่คนส่วนน้อย

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 16 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรองผู้บังคับกองพันนายหนึ่งในสังกัดกองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี ถูกกล่าวหาว่าใช้ทหารกองประจำการจากจังหวัดอุดรธานีไปขับรถรับส่งผู้โดยสาร(แกร็บ) เพื่อประโยชน์ส่วนตน ว่า ตนได้รับรายงานว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็ต้องรอผลการตรวจสอบ

ส่วนจะต้องเน้นย้ำ เรื่องใดอีกหรือไม่เนื่องจาก ช่วงเกณฑ์ทหาร ได้เคยกำชับไม่ให้เกิดเรื่องในลักษณะดังกล่าวขึ้นไปแล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า ตนก็ได้เน้นย้ำไปแล้วและผู้บังคับบัญชา เหล่าทัพต่างๆ ทุกระดับชั้นก็ได้มีการย้ำไป แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องของคนส่วนน้อย บางคนในหมู่คนส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าใจความจริง ที่เกิดขึ้นและก็ต้องไปสอบสวนดูว่าสาเหตุคืออะไร ถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด ตนก็ได้กำชับไปแล้ว 

‘ภูมิธรรม’พลิ้วปม‘กล้าธรรม’สาขา 2 เพื่อไทย บอก 6 พรรคร่วมเหมือน‘พรรคพี่พรรคน้อง’

‘ภูมิธรรม’พลิ้วปม‘กล้าธรรม’สาขา 2 เพื่อไทย บอก 6 พรรคร่วมเหมือน‘พรรคพี่พรรคน้อง’

‘ภูมิธรรม’พลิ้วปม‘กล้าธรรม’สาขา 2 เพื่อไทย บอก 6 พรรคร่วมเหมือน‘พรรคพี่พรรคน้อง’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

‘ภูมิธรรม’ปัดเสนอความเห็น‘กล้าธรรม’เตรียมเปิดตัว 2 อดีตสส.กทม.‘เพื่อไทย’ บอกไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ลั่น 6 พรรคร่วมรัฐบาลเหมือน‘พรรคพี่พรรคน้อง’กันทั้งหมด

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 16 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และผู้บริหารพรรค นัดพูดคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม. วันนี้ ซึ่งทั้งสองถูกมองว่าเป็นคนเก่าของพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคกล้าธรรม ไม่ใช่เรื่องของตน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า มีคนมองว่าพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคที่พรรคน้อง หรือพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็จับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล 6 พรรค ก็เป็นพรรคพี่พรรคน้องกันทั้งหมด

‘ภูมิธรรม’พร้อมคุม‘ดีเอสไอ’ นานาทัศนะมองฮั้ว สว.เป็น‘นิติสงคราม’ ย้ำไม่มีแดง-น้ำเงิน

‘ภูมิธรรม’พร้อมคุม‘ดีเอสไอ’ นานาทัศนะมองฮั้ว สว.เป็น‘นิติสงคราม’ ย้ำไม่มีแดง-น้ำเงิน

‘ภูมิธรรม’พร้อมคุม‘ดีเอสไอ’ นานาทัศนะมองฮั้ว สว.เป็น‘นิติสงคราม’ ย้ำไม่มีแดง-น้ำเงิน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

‘ภูมิธรรม’พร้อมคุม‘ดีเอสไอ’หาก‘นายกฯ’มอบหมาย ยันทำหน้าที่ตามกฎหมาย ยังไม่ได้มองฉากทัศน์ไปถึงผลชี้ขาดเป็นบวกหรือลบ บอกนานาทัศนะหากคนมองคดีฮั้ว สว.เป็น‘นิติสงคราม’ ย้ำไม่มีแดง-น้ำเงิน เผยยังส่งดอกไม้ไปเยี่ยม‘อนุทิน’อยู่เลย

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 16 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่สั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ควบคุมดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่า พ.ต.อ.ทวี กำกับดูแลดีเอสไอ เมื่อถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับดีเอสไอ ในฐานะรองประธานคดีพิเศษ ทราบจากนายกรัฐมนตรีว่าในวันอังคารที่จะถึงนี้จะพิจารณาแต่งตั้งบุคคลมากำกับดูแล

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ในฐานะประธานคดีพิเศษของดีเอสไอ ยืนยันที่จะปฏิบัติ ทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะส่งผลกระทบเกี่ยวข้องกับงานก็เป็นเรื่องที่ไป ส่วนตนเองศาลได้พิจารณาแล้วให้ความเมตตาไม่มีปัญหาอะไรที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าสบายใจขึ้น เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ได้กำกับดูแลคดีและดำเนินดำเนินการไปตามคันรองในฐานะประธานคณะกรรมการที่มีเรื่องเสนอขึ้นมา

เมื่อถามว่าหากนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ไปดูแลดีเอสไอโดยตรง แทนพ.ต.อ.ทวี จะมีความหนักใจหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา หากผู้บังคับบัญชามอบหมายก็ปฏิบัติตามนั้น โดยไม่กังวลว่าจะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพันตำรวจเอกทวี เพราะว่าจะต้องดำเนินไปตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ย้ำว่าทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงมองไปถึงฉากทัศน์ที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบจะมีการเตรียมรับมือหรือไม่  นายภูมิธรรม กล่าวว่าไม่ได้เตรียม ถือว่าให้ทำตามหน้าที่ โดยศาลก็มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของศาลที่จะพิจารณา โดยมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารและหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ส่งให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย

“ผมชี้แจงความเป็นจริงทั้งหมดที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ว่าเป็นประธานคดีพิเศษ เมื่อมีผู้ร้องเข้ามาและ ปฏิบัติ ตามกระบวนการ โดยเลขาธิการ กกต. ทำเรื่องมา เราก็รับมาพิจารณา พอจะเข้าคดีพิเศษก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมายแล้วก็มีการพิจารณากัน โดยโดยรวมวันนั้นได้พิจารณาแล้วแยกคดีอะไรที่เป็นอำนาจ กกต. ก็ให้ว่าไป อะไรที่เป็นอำนาจของคดีพิเศษก็ไปรวบรวมหลักฐานซึ่งยังไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อกล่าวหา และดูที่หลักฐานว่าไปถึงหรือไม่ หากหลักฐานครอบคลุมไปถึงก็ว่าไปตามนั้นหากครอบคลุมไม่ถึงก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามอีกว่า คอการเมืองตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้เป็นนิติสงครามระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นายภูมิธรรมมองว่าเป็นนานาทัศนะ ตนก็ถือว่าตนทำตามหน้าที่

ส่วนที่มีการมองไปถึงขั้นว่าสีแดงกำลังเพลี่ยงพล้ำสีน้ำเงินนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่มีแดงไม่มีน้ำเงินเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าข้อเท็จจริงสะท้อนว่ามีปัญหาก็ว่าไปตามปัญหาที่มี อย่าไปจินตนาการเรื่องขัดแย้งเยอะ ตนก็ยังส่งแจกันดอกไม้ไปเยี่ยมรัฐมนตรีที่ป่วยทุกคน

จี้ล้างบาง‘จิ้งเหลือง’!สังคายนาทรัพย์สิน‘วัด’ แฉเหลือบ‘แก๊งใหญ่’เกาะหากิน

จี้ล้างบาง‘จิ้งเหลือง’!สังคายนาทรัพย์สิน‘วัด’ แฉเหลือบ‘แก๊งใหญ่’เกาะหากิน

จี้ล้างบาง‘จิ้งเหลือง’!สังคายนาทรัพย์สิน‘วัด’ แฉเหลือบ‘แก๊งใหญ่’เกาะหากิน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

จี้ล้างบาง‘จิ้งเหลือง’!สังคายนาทรัพย์สิน‘วัด’ แฉเหลือบ‘แก๊งใหญ่’เกาะผ้าเหลืองหากิน

16 พ.ค.68 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า…

เป็นพระมหาเถระ เป็นถึงเจ้าคณะภาค มีสมณศักดิ์ถึงชั้นพรหม ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลาย ก็ย่อมมีความรักโลภโกรธหลงประจำสันดานอยู่เสมอ

ดังนั้น จึงกล้าทำบาปทำกรรมต่อพระศาสนาและชาวพุทธทั้งหลาย โดยไม่ละอายต่อบาป

ดังนั้น จะไปตำหนิติเตียนแต่เฉพาะพระก็ไม่ถูก

ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่มีการจัดวางระบบทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนา ทรัพย์สินของวัดและทรัพย์สินของพระสงฆ์เป็นส่วนบุคคลให้ชัดเจน

จึงทำให้มั่วมาก และทำให้ทรัพย์สิน ของวัดจากศรัทธาของชาวบ้าน อยู่ในอำนาจจัดการของ คนเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คน ซึ่งกลายเป็นเหยื่อให้กับขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋นและหาประโยชน์

ใน 2 ปีมานี้ก็มีเรื่องแบบนี้ ถึง 2 เรื่อง ที่สะเทือนขวัญชาวพุทธ และกระทบต่อศรัทธาชาวพุทธ อย่างยิ่ง

เรื่องแรกเป็นพระราชาคณะชั้นสูงมาก อมเงินวัดสำคัญเกือบ 500 ล้านบาทไปบำเรอเกย์

รายนี้ก็ร่วม 500 ล้านบาท เอาเงินไปเล่นการพนันโดยมีกลุ่มแก๊งสตรีร่วมขบวนการ

ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลจะได้ จัดระบบเรื่องทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา ทรัพย์สินของวัดและทรัพย์สินของพระสงฆ์อันเป็นเอกชนให้ชัดเจนมีระบบการ จัดการอย่างรัดกุมและมีระบบการบัญชี ที่ถูกต้องและ และระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนรวมที่ชัดเจน ด้วย

ขณะนี้มีวัดทั้งประเทศเกือบ 3 แสนวัด แต่จะมีสักกี่วัดที่ทำบัญชีและงบดุลย์ถูกต้อง และแยกทรัพย์สินของวัดทรัพย์สินของพระ ทรัพย์สินของพระสงฆ์ออกจากกันได้อย่างชัดเจน

ถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้องก็ย่อมมีเรื่องแบบนี้อยู่ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ชาวพุทธก็ต้องจะมีเรื่องเศร้าหมองอยู่ร่ำไป

ขณะนี้ยังมีกรณีจำนวนมากที่แก๊งมิจฉาชีพแบล็คเมล์ข่มขู่พระ โดยหลอกลวง ให้มีการพูดจาติดต่อทาง Line และส่งภาพไม่เหมาะสมบางภาพ ในลักษณะ sex ออนไลน์ จากนั้นก็แบล็คเมล์ ให้พระจ่ายเงินหรือกระทำการบางอย่างที่เสียหายต่อพระพุทธศาสนา โดยไม่เกรงบาปกลัวกรรม

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายที่ถูกแบลคเมล์แบบนี้ จงตั้งใจให้มั่นคงอย่าจ่ายเงินแก่พวกมิจฉาชีพเด็ดขาด รีบไปแจ้งความตำรวจดำเนินคดี จับคนชั่วให้ได้ จะดีที่สุด นอกจากนั้นก็ต้องระมัดระวัง อย่ารับติดต่อกับสีกาทางโซเชียลมีเดียเลยครับ ร้อยทั้งร้อยมิจฉาชีพทั้งนั้น

จับตาเรื่องนี้ให้ดี

ดีไม่ดีตำรวจอาจจะพบแก๊งมิจฉาชีพแก๊งใหญ่สุดที่หากินอยู่กับพระสงฆ์ อีกขบวนหนึ่งก็ได้ และอาจนำไปสู่การล้างบางจิ้งเหลืองครั้งใหญ่ก็ได้ด้วย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน’งูเห่า’หนังชีวิตในการเมืองไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน'งูเห่า'หนังชีวิตในการเมืองไทย

แนวหน้าวิเคราะห์ : ตำนาน’งูเห่า’หนังชีวิตในการเมืองไทย

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ยามที่อุณหภูมิการเมืองไทยร้อนฉ่า  เกิดประเด็นหักเหลี่ยมเฉือนคม  ต้องการขับเคี่ยววัดขุมกำลังระดมคนระหว่างพรรคระหว่างขั้วหรือจะขั้วเดียวกัน  เพื่อเตรียมปฎิบัติการอะไรบางอย่าง “งูเห่า” ในนิทานอีสป  ก็จะโผล่มาให้ได้เห็น   

อย่างที่ตอนนี้กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันหนักเหลือเกิน หลังความเคลื่อนไหวของพรรค  “กล้าธรรม” เต็มสูบตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ถึงการโชว์วิทยายุทธ์  “ดูด”  พรรคสีส้ม  “ประชาชน”  รวมถึงอีกหลายพรรคเข้าสังกัด  ท่ามกลางกระแสสะพัดหวังคว้าตำแหน่ง “เก้าอี้รัฐมนตรี”  เพราะถ้าพรรคกล้าธรรมได้จำนวนสส.เพิ่มขึ้น  ก็จะขยับฐานะเป็นพรรคขนาดใหญ่ขึ้น  อำนาจต่อรองทางการเมืองจะมากขึ้น

คำว่า “งูเห่า” คอการเมืองทราบดีว่าเป็นศัพท์แสง ใช้เรียก สส.ที่ลงมติขัดแย้งมติของพรรคต้นสังกัด ตามที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ จากฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอให้   หรือการโยกย้ายทิ้งพรรคไปตามข้อเสนอจากสังกัดใหม่ในรูปแบบต่างๆ  สรุปคือ เป็นผู้ที่ไม่ปฎิบัติตามหรือเห็นต่างจากมติใดๆของพรรค   

ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย   โอกาสเกิดกลุ่มงูเห่ามากที่สุด  เป็นช่วงรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีเสียงในสภาฯไม่ห่างกันมาก  หรือที่เรียกว่า “เสียงปริ่มน้ำ”    แต่ยุคการเมือง 5G  บริบทหรือเงื่อนไขการเกิด “งูเห่า” น่าเปิดช่องทำได้ง่ายขึ้นหรือไม่  ถึงเห็นการ “ย้ายพรรค” กันอุตลุตฝุ่นตลบ

ที่มาของ “งูเห่า”เกิดขึ้นครั้งแรกโดย  “นายสมัคร   สุนทรเวช”  อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย  ใช้เรียก “ส.ส.กลุ่มปากน้ำ”  นำโดย “นายวัฒนา อัศวเหม”  ที่สังกัดพรรคประชากรไทย แต่กลับยกมือโหวตให้นายชวน  หลีกภัย  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ  ทั้งที่พรรคประชากรไทยมีมติสนับสนุนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ส่งผลให้ “พรรคประชากรไทย” ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านในสภา   “นายสมัคร”  หัวหน้าพรรคประชากรไทย ถึงกับโอดครวญเปรียบตัวเองเป็นเหมือนชาวนาที่ช่วยงูเห่าพ้นลำบาก  แต่กลับถูกงูเห่าแว้งกัด

นับจากวันนั้น  แวดวงการเมืองไทยมีปรากฎการณ์ “งูเห่า”เกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง อาทิ  ใน

ปี 2562  คำเรียก “งูเห่า” ถูกพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง ชัดที่สุด เป็นกรณีส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ 4 คน  ลงมติผ่านพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์  ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์  พ.ศ.2562   สวนทางกับมติพรรคที่ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างกฎหมายดังกล่าว  รวมถึงการลงมติอีกหลายครั้งในสภา ที่สวนมติพรรค สวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน จนถูกขับพ้นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ในที่สุด  จนถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้นปี 2564   เกิดส.ส.งูเห่าขึ้นอีกครั้ง ในพรรคก้าวไกล  เมื่อ  4 ส.ส.ของพรรค  นำโดย นายคารม  พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ โหวตสวนมติฝ่ายค้าน “ไว้วางใจ” นายอนุทิน   ชาญวีรกูล  รมว.สาธารณสุข และโหวตสวนมติพรรคอีกหลายครั้ง   ซึ่งพรรคก้าวไกลมีมาตรการ “แช่แข็ง” 4 สส.ให้อยู่ในพรรคต่อ แต่ไม่ส่งลงสมัครหรือให้ทำกิจกรรมการเมืองอีก เพื่อกดดันให้ทั้งหมดลาออกเอง  จะได้หมดสถานภาพการเป็นสส.

หรืออย่างในพรรคเพื่อไทยกับการเกิดขึ้นของ 7 งูเห่า  ที่ถูกคณะกรรมการจริยธรรมพรรคฯ ลงโทษ เหตุจากโหวตสวนมติพรรค  มี 2 รายลงโทษด้วยยาแรงด้วยการขับออกจากพรรคคือ นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และนางพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี  ส่วนส.ส. 5 คนที่เหลือ มีทั้งถูกภาคทัณฑ์และถูกตักเตือน

ล่าสุด ที่น่าเป็นกระแสปลุก “งูเห่า”มาเป็นประเด็นพูดถึงอีกครั้งคือ การขอยุติบทบาททางการเมืองกับพรรคประชาชน ของ “กฤษฎิ์  ชีวะธรรมานนท์” สส.ชลบุรี  และจะย้ายไปร่วมงานกับ “พรรคกล้าธรรม”  สาเหตุจากทีมงานในพื้นที่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าการทำงาน   และขอให้พรรคขับออกแทนการลาออก แต่ทางหัวหน้าพรรคประชาชนก็บอกชัดเจนว่า เตรียมใช้มาตรการลงโทษโดยการ “ดองงูเห่า”ไว้   ทำให้นอกจากย้ายไปซบพรรคกล้าธรรมไม่ได้แล้ว   ยังจะนำเข้ากรรมการวินัยของพรรค เพื่อตัดสิทธิพึงมีในสถานะสมาชิกพรรคทั้งหมด

ปรากฎการณ์ “งูเห่า”  เป็นหนังชีวิต  ตราบที่การเมืองไทยยังไม่เข้มแข็ง เรื่องการตั้งพรรค การสรรหาตัวบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ “ตัวแทนประชาชน”ถูกตั้งคำถามในเรื่อง“คุณภาพ”มากกว่า“ปริมาณ”  และยังมองเห็นประโยชน์ส่วนตัว ยิ่งใหญ่กว่าการทำหน้าที่เพื่อประชาชน

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’จี้รัฐบาลแจงเคลียร์ๆ 4 คำถามถึง G-Token

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’จี้รัฐบาลแจงเคลียร์ๆ 4 คำถามถึง G-Token

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’จี้รัฐบาลแจงเคลียร์ๆ 4 คำถามถึง G-Token

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.05 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’จี้รัฐบาลแจงเคลียร์ๆ 4 คำถามถึง G-Token

16 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart แสดงความคิดเห็นกรณีกระทรวงการคลังจะกู้หนี้สาธารณะ โดยการออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล หรือ Govemment Token: G-Token ระบุว่า…

G. Token อีกที

คนที่สนใจจะลงทุนกับ G. Token

ต้องถามรัฐบาลอย่างนี้

1. มีกฎหมายอะไรให้อำนาจรัฐบาลออก G. Token

2. เวลาเดือดร้อนจะใช้เงิน สามารถขายคืน G. Token ให้รัฐบาล และรับเงินต้นคืนพร้อมดอกผลได้หรือไม่

3. รัฐออก G. Token เอง รับประกันเองหรือให้เอกชนรายใดเป็นผู้ดำเนินการ เพราะตามข่าวว่า จะซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ หมายความว่า. อาจจะได้เงินมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คนนำเงินไปลงทุนใช่หรือไม่

แปลว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง

ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงเอาเอง ใช่หรือไม่

4. สุดท้าย G. Token ขัดกับ พ.ร.บ.เงินตราของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่

ที่ต้องถามหลายข้อ เพราะไม่คำชี้แจงหรือข้อมูลใดจากรัฐบาล

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคำอธิบายและชี้แจงมากกว่านี้

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อุดมการณ์ทางการเมืองซื้อขายกันไม่ได้ถ้าพรรคไม่มีคุณค่าในตัว คงไม่มีใครให้ความสนใจอยากมาทำงานร่วมกับเรา ดังนั้น การย้ายขั้วทางการเมืองเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ ขออย่าใจแคบ ถ้าย้ายแล้วดูแลพี่น้องในพื้นที่ได้ดีกว่าเดิม ก็ให้เขาย้ายไปเถอะ”

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ

สส.ชัยภูมิ เขต 7 และโฆษกพรรคกล้าธรรม

ปูด‘ตระกูลชินฯ’ หาคนออกแบบบ่อนคลองเตยไว้แล้ว

ปูด‘ตระกูลชินฯ’  หาคนออกแบบบ่อนคลองเตยไว้แล้ว

ปูด‘ตระกูลชินฯ’ หาคนออกแบบบ่อนคลองเตยไว้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กมธ.ฯสว.เปิดเวทีชำแหละพิรุธ“ร่างก.ม.เอ็นเตอร์เทนเมนท์ฯ” อ.เจิมศักดิ์ ซัดครม.กาสิโน ไม่ยอมทำประชามติ ชี้ส่อขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา-เปิดทาง“ทุนเทา”เบ่งบาน ด้าน“แก้วสรร”ปูด“ตระกูลชิน”หาคนออกแบบ“บ่อนคลองเตย”ไว้แล้ว อ.จรัญชี้เปิดบ่อนพนันออนไลน์ กระทบเครดิต-ศก.ประเทศไทยทุกด้านโดยเฉพาะหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล

เมื่อวันที่ 15พฤษภาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา โดยนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาแนวคิดร่างกฎหมายและรายละเอียดของการมีเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในประเทศ โดยเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาชี้แจง แต่นายกฯส่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์รมช.คลัง เข้าชี้แจง แต่นายจุลพันธ์ติดราชการที่เวียดนาม ทำให้ที่ประชุมเปิดเวทีให้ กมธ.ฯ ที่มีบทบาทเป็นฝ่ายวิชาการ อภิปรายเสนอมุมมองการวิเคราะห์

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. อภิปรายตอนหนึ่งว่ารัฐบาลมีพิรุธในการเปิดบ่อนถูกกฎหมาย ออกพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ… เพื่อให้รัฐสภามอบอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในพื้นที่เอ็นเทอร์เทนเมนต์ และบ่อน ให้กรรมการนโยบาย ที่มีนายกฯ เป็นประธาน โดยตนขอเรียนกว่าเป็น ครม.กาสิโน

ทั้งนี้การขออำนาจรัฐสภากำหนดจำนวนและที่ตั้ง กาสิโน จะกำหนดค่าตอบแทนอย่างไร เพราะกฎหมายเขียนไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ทั้งที่การเขียนกฎหมายนั้นต้องระบุว่ารัฐต้องได้ผลตอบแทนไม่น้อย 5,000 ล้านบาทคำถามคือ คนที่จะได้สัมปทานนี้เกิดขึ้นโดยครม.กาสิโน ไม่มีการเสนอการแข่งขันและมีการยกเว้นกฎหมายต่างๆ ให้เป็นเหมือนเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยครม.กาสิโน เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ ไม่มีการรับฟังความเห็น ประเมินผลกระทบทั้งที่ควรทำประชามติเฉพาะเขต

นายเจิมศักดิ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลยืนยันจะเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายขนาดใหญ่ มีข่าวหนาหูที่ต้องถามคือ ในพื้นที่กทม. จะทำที่คลองเตยพื้นที่ 3,800 ไร่ เตรียมแก้พ.ร.บ.การท่าเรือ เอาพื้นที่ให้ทำได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีมูลค่าตารางวา 1.2ล้านบาท หากใช้ 10% ทำกาสิโน เท่ากับจะใช้เงิน 1 แสนล้านบาท แต่คนลงทุนจ่ายค่า 1,100 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น นอกจากนั้น จ.เชียงใหม่ ทำที่อ.สันกำแพง จ.ชลบุรี ทำที่ อู่ตะเภา ทั้งนี้การออกกฎหมายให้สัมปทาน 30 ปี แต่หากมีผลกระทบต้องยกเลิก เป็นภาระของลูกหลานที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกรณีอื่น ที่เคยมีปัญหา เช่น โฮปเวลล์ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม

นายเจิมศักดิ์กล่าวอีกว่า พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคไม่เคยสัญญากับประชาชนเมื่อได้อำนาจรัฐจะเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายในเมือง แต่เมื่อได้รับอำนาจแล้ว กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ได้สัญญากับประชาชน ถือว่าทำผิดหรือไม่ และจากที่ฟังรัฐบาลบอกว่าไม่ยินดีทำประชามติ ทั้งที่การออกกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสังคม รัฐบาลควรจัดทำประชามติเพื่อฟังความเห็นประชาชนก่อน ที่น่าสนใจต่อการทำร่างกฎหมายเอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่อาจมีประเด็นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในอนุกรรมาธิการผลกระทบกับสังคมต้องพิจารณา

ขณะที่นายแก้วสรร อติโพธิกมธฯ.กล่าวว่า แนวคิดรัฐบาลที่ต้องการให้มีสถานบันเทิงที่มีบ่อนกาสิโน ซึ่งเสนอร่างกฎหมายต่อสภาฯ ตนมองว่าเป็นความต้องการที่เปิดให้ทุนข้ามชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ในการศึกษาของกมธ. จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชุมชนและสังคม ทั้งนี้ที่ทราบมาว่าเขาจะตั้ง 5-10 ที่ขับรถไปถึงภายใน 3 ชั่วโมง ดังนั้นที่ตั้ง ขนาด และจำนวนเป็นประเด็นต้องพิจารณาซักถามรายละเอียดจากรัฐมนตรี

“อย่างไรก็ตาม ผมพบพิรุธในโครงการที่จะทำคือ มีคนในตระกูลชินวัตร จัดหาผู้ออกแบบได้แล้วในโครงการที่จะทำที่ท่าเรือคลองเตย แต่ส่วนที่เหลือผมไม่ทราบ” นายแก้วสรรกล่าวและว่า ในการพิจารณาของกมธ. ต้องคำนึงถึงการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอาชญากรรม ยาเสพติด การค้าประเวณี ผู้มีอิทธิพลตามจังหวัดต่างๆ เพราะหากเกิดกรณีมีจีนเทามาสุมในพื้นที่เปิดสถานบันเทิงที่มีบ่อนการพนัน อาจเกิดกรณีทุนเทาเต็มสภาฯ จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 อย่างไรก็ดีการเขียนกฎหมายของรัฐบาล หากตนเป็นสว. จะทำให้ถึงศาล เพราะเท่ากับเป็นการยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติให้องค์กรอื่น และมีเนื้อหาเท่ากับยกสิทธินอกอาณาเขตให้คนอื่น

“ขอให้พิจารณาในประเด็นสำคัญต่อประเด็นการหารายได้ให้ประเทศในภาวะที่มีปัญหาศูนย์เหรียญเกิดขึ้น ดูดเงินออกจากประเทศไทยไปต่างชาติ นอกจากนั้นจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจและธุรกิจเดิมในพื้นที่เช่น กรณีที่จะตั้งที่คลองเตย การท่องเที่ยวย่านสีลมจะรอดหรือไม่ จำเป็นต้องจัดการให้ดีสุด ผมไม่ดัดจริตว่าไม่เอา แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้ได้” นายแก้วสรร กล่าว

ขณะที่นายจรัญภักดีธนากุล กมธ.ฯกล่าวว่า คนร่างและเสนอกฎหมายเข้ามาสภาฯนั้น แปลง ครม. ให้เป็นกรรมการนโยบาย ทั้งที่เป็นอำนาจครม. ในฐานะฝ่ายบริหาร แม้ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกันแต่สถานะไม่เหมือนกัน เพราะกรรมการนโยบายไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาฯ จากประเด็นของการเสนอกฎหมายนั้นตนมองว่าเป็นเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา เริ่มจาก มาตรา 115 มาตรา 3 มาตรา 65

“การเปิดให้มีบ่อนพนันออนไลน์ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ ในเชิงเศรษฐศาสตร์จะทำให้เครดิตของประเทศไทยทุกด้าน รวมถึงการลงทุนถูกกระทบ และต้องใช้หลักธรรมาภิบาล ที่ต้องมีหลักนิติธรรม เพราะหากไม่มีจะขัดแย้งกับรัฐธรมนูญ มาตรา 65 ผมไม่คิดว่าเสียงเอกฉันท์ของสว. จะยับยั้งโครงการนี้ถาวร เพราะรัฐบาลจากพรรคที่กุมเสียงข้างมากในสภาฯได้เบ็ดเสร็จ สามารถโต้แย้งได้ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องอ้างรัฐธรรมนูญและเชื่อว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าการทำเรื่องดังกล่าว ขัดแย้งกับสำนึกในศีลธรรมอันดีของคนไทย ธรรมาภิบาลยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดให้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง” นายจรัญ กล่าว

‘อิ๊งค์’ปากแข็งไม่ยกเลิก เดินหน้าแจก1หมื่นวัยโจ๋

‘อิ๊งค์’ปากแข็งไม่ยกเลิก  เดินหน้าแจก1หมื่นวัยโจ๋

‘อิ๊งค์’ปากแข็งไม่ยกเลิก เดินหน้าแจก1หมื่นวัยโจ๋

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯคอนเฟิร์มเงินหมื่นดิจิทัล เฟส 3 ยังไม่เลิกแจก ขอทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ รับฟังความเห็นให้รอบด้าน เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่วงอายุ หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ท่าอากาศ2 กองบิน6 (บน.6 ) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการแจกเงินดิจิทัล เฟส 3 ตกลงจะได้หรือไม่ เนื่องจากนายกฯได้ระบุไว้ว่าจะมีการทบทวน ว่า “ใช่ค่ะ เพราะมีความเห็นเข้ามาเรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกา ที่มันเป็นสถานการณ์ทั่วโลก และถือเป็นปัจจัยใหม่ๆ อันนี้ต้องฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ได้ข้อสรุปอย่างไร จะรีบบอก”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเข้าใจกันไปแล้วว่าอาจจะมีการยกเลิก ก็เลยใจเสียไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า เรากำลังหาวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลมากที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันยังไม่ได้ข้อสรุปอะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวรอฟังความเห็นให้ครบ ความจริงเรากำลังพยายามผลักดันทุกแง่มุม

เมื่อถามว่าจะสามารถปรับเป็นรูปแบบโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอันที่ต้องช่วยกันหลายด้าน ซึ่งตอนนี้มันเป็นเศรษฐกิจที่กระทบทั่วโลก ฉะนั้นเราคงต้องใช้ทั้งเม็ดเงิน ใช้ทั้งนโยบายต่างๆที่จะกระตุ้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่ช่วงอายุใดอายุหนึ่ง แต่ต้องเป็นทั้งหมด เพราะแผนเดิมเราแบ่งเป็นช่วงอายุ แต่อันนี้มันต้องทั้งหมด

ต่อข้อถามว่าสรุปว่ายังมีหรือจะปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นายกฯตอบว่า ขอรอฟังความคิดเห็นก่อนว่ายังไงบ้าง แต่ว่าจริงๆ เรายังไม่ได้ยกเลิกอะไร เมื่อถามต่อว่า ทบทวนเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายกฯหยุดยืนฟัง แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินเข้าไปภายในอาคาร เพื่อออกเดินทางไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมประชุมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ(เจซีอาร์)ไทย –เวียดนามครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคมนี้