คดีฮั้วสว.ไม่สะดุด DSIลุยต่อแม้‘ทวี’หยุดทำหน้าที่ ‘อิ๊งค์’รอครม.เคาะคนคุมแทน

คดีฮั้วสว.ไม่สะดุด  DSIลุยต่อแม้‘ทวี’หยุดทำหน้าที่  ‘อิ๊งค์’รอครม.เคาะคนคุมแทน

คดีฮั้วสว.ไม่สะดุด DSIลุยต่อแม้‘ทวี’หยุดทำหน้าที่ ‘อิ๊งค์’รอครม.เคาะคนคุมแทน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คดีฮั้วสว.ไม่สะดุด DSIลุยต่อแม้‘ทวี’หยุดทำหน้าที่ ‘อิ๊งค์’รอครม.เคาะคนคุมแทน ‘ฉัตรวรรษ’นัดถกเพื่อนสว. ก่อนเข้าชี้แจงกกต.19พ.ค.นี้ กกต.เผยคดีคืบหน้ากว่า50%

นายกฯให้รอครม.เคาะคนกำกับดูแลดีเอสไอแทน “ทวี” ที่ถูกศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ โฆษกดีเอสไอยันเดินหน้าทำคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ กรณีฮั้วสว.ต่อไป ชี้การบริหารกับคดีเป็นคนละส่วนกัน ยืนยันไม่กังวลหาก สว.จะดำเนินคดีกลับ ขณะที่“สว.ฉัตรวรรษ” กลับลำขอโทษกกต.ใช้คำก้าวร้าว ยันไม่คิดเป็นการสัมภาษณ์สื่อ คิดแค่คุยธรรมดา เตรียมนัดคุยเพื่อน สว.ที่ถูกหมายเรียกเข้าชี้แจงในวันที่ 19พฤษภาคม ส่วน“กมธ.ป.ป.ช.”เผยกกต.แจงคดีฮั้ว สว.คืบหน้ากว่า50% ชี้ต้องรอบคอบ หวั่นสุกเอาเผากิน อาจต้องถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 15พฤษภาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่สั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะให้ใครทำหน้าที่ดูแลแทน โดย น.ส.แพทองธาร หันไปสอบถาม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนตอบคำถามว่า เรื่องนี้ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเมื่อถามอีกว่านายกฯจะดูแลเองหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คงต้องมอบหมายให้ใครดูต่อ

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบการทำงานหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คงต้องให้ พ.ต.อ.ทวี คุยว่าจะส่งงานที่ค้างอยู่อย่างไร ไม่เป็นไรเดี๋ยวคุยกันในที่ประชุม ครม.แต่ก็จะหาคนแทนได้

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนกำกับดูแลดีเอสไอ จากกรณีคดีฮั้วเลือก สว.67 โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าว เราดูจากเนื้อหาข่าวที่ออกมา เป็นเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจของรัฐมนตรีใน 2 หมวก คือ หมวกการบริหาร ในฐานะกำกับดูแล และหมวกที่ 2 คือ รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ซึ่งในกระบวนการสืบสวนสอบสวนเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ดำเนินการ ไม่ได้เกี่ยวโยงกับรัฐมนตรี ส่วนจะมีผลต่อการทำงานของดีเอสไอหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าไม่มีผล เพราะพยานหลักฐานยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามปกติหลักการทำงานของดีเอสไอ คือ ฟังความทั้งสองฝ่าย ดีเอสไอต้องการให้ได้ข้อเท็จจริงที่นิ่งที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนจะผิดหรือไม่ และมีใครผิดค่อยว่ากันอีกครั้ง

ส่วนที่ฝั่ง สว. เริ่มเดินเกมกลับอย่างต่อเนื่องในการเอาผิดดีเอสไอนั้น มันเป็นเรื่องที่ทุกคนตรวจสอบกันได้ ย้ำว่าต้องแยกเรื่องบริหารในการกำกับดูแลกับเรื่องคดีเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งไม่กังวลว่าจะถูกดำเนินคดี ส่วนฐานความผิดในคดีฟอกเงินและอั้งยี่ที่ดีเอสไอกำกับดูแลเป็นภารกิจประจำตามกฎหมาย ส่วนจะมีความคืบหน้าอย่างไรต้องรอคณะทำงานแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง เมื่อถามว่า ดีเอสไอต้องลดบทบาทตัวเองลงหรือไม่เพราะ สว. มองว่าดีเอสไอเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของ กกต.พ.ต.ต.วรณัน ยืนยันว่า วันนี้เรายังใช้กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ที่รัฐสภา พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. แถลงชี้แจงกรณีที่ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลธรรมนูญ มีมติสั่งพ.ต.อ.ทวี หยุดปฎิบัติหน้าที่กำกับดูแลดีเอสไอ ว่า จากข่าวที่ถูกนำเสนอเหมือนการใช้คำรุนแรงนั้น ถือเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์กับสื่อมวลชนกันธรรมดา เป็นพี่เป็นน้องอาจใช้คำพูดในลักษณะหนึ่ง ที่มีนักข่าวผู้หญิงโทรศัพท์ หาตนซึ่งเพิ่งลงจากเครื่อง และสื่อไม่ได้บอกว่าจะขอเป็นข่าว ส่วนการแถลงข่าวคือการแถลงข่าว ต่อสาธารณะในรูปแบบหนึ่ง สิ่งที่เห็นว่าไม่สมควรคือการพูดคุยไม่น่าไปอัดคลิป และนำไปออกข่าวนำเสนอ ถ้าบอกก่อนว่าจะอัดคลิป ไปเสนอข่าวจะใช้คำพูดอีกแบบ แต่ถ้าพูดคุยกันธรรมดา จะพูดคุยตามประสาวันนี้จึงอยากมาชี้แจงและขอโทษโดยเฉพาะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทุกเรื่องพร้อมที่จะพิสูจน์ สว.ทุกคนก็พร้อม เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายทำด้วยความสุจริตและโปร่งใสเราพร้อมหมด แม้กระทั่งการไปชี้แจงต่ออนุกรรมการ กกต. หรือในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“ในฐานะเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ การเชิญกลุ่มคนมาให้ถ้อยคำหรือเป็นพยานต้องชี้แจงประเด็นว่าจะ สอบประเด็นใดบ้าง ไม่ใช่แจ้งข้อหาผิด เกี่ยวกับการกระทำ เท่าที่ได้อ่านเอกสารดู ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปตอบประเด็นใด ทั้งนี้อยากย้อนกลับไปยังผู้ตั้งคำถามที่กล่าวหา ว่ามีประเด็นที่จะให้ตอบหรือไม่อย่างไร และในเอกสารระบุว่าจะไปให้ถ้อยคำหรือไม่ไปก็ได้ พร้อมให้มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดติดตามไปด้วยก็ได้ 1 คน ซึ่งถ้าสอบกันโดยเที่ยงธรรมก็ต้องสอบทั้ง 200 คน ไม่ใช่จะเอากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดแล้วไปตั้งสีนั้นสีนี้ ตนไม่เข้าใจ ไปแล้วไม่สามารถไปตอบคำถามท่านได้ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องดูเหตุและผล โดยจะหารือกับสมาชิกวุฒิสภาทุกคน ที่ถูกเรียกหรือที่จะต้องถูกเรียกในอนาคตให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ยังมีเวลาอยู่ก่อนจะถึงวันที่ 19 พ.ค.” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังประชุมเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการฮั้วตั้ง สว.โดยได้เชิญผู้ร้องเรียน ตัวแทน กกต.และ สว.สำรอง ผู้ร้อง มาให้ข้อมูล ว่า หลังจากประชุม 3 ชั่วโมงเศษ ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นถึงกรณีที่มีความล่าช้าในการพิจารณาตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่ง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต.ซึ่งเป็นคณะที่ร่วมงานกับเอสเอสไอในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ชี้แจงว่า เหตุที่ล่าช้าในการดำเนินคดีฮั้ว สว.เพราะต้องใช้กระบวนการหลายกระบวนการ มีหลายคณะ แต่ขณะนี้ก็ถือว่าคดีคืบหน้าไปมากแล้ว ซึ่งเดิมที่เคยมีกรอบเวลาวินิจฉัยภายใน 1 ปีนั้น ตามกฎหมายใหม่ ไม่ได้มีกำหนดเวลา แต่ยืนยันว่าใช้เวลาอีกไม่นาน

นายฉลาด กล่าวต่อว่า กกต.แจงว่าขณะนี้มีความคืบหน้าไปเกิน 50% แต่ยืนยันว่าจะต้องทำด้วยความรอบคอบ หากทำแบบสุกเอาเผาเผากิน กกต.คงไม่มีที่อยู่ อาจถูกดำเนินคดีในภายหลังได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบ บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงต้องขอเวลา ซึ่ง กมธ.ฯ จะได้ติดตามความคืบหน้าต่อไป และตนขอย้ำว่าหากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ส่งให้มาให้ กมธ.ฯ ได้ เพื่อส่งต่อไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต.ดำเนินการต่อ และยืนยันว่าในการประชุมวันนี้ไม่มีเรื่องการเมือง เราประชุมด้วยการทำหน้าที่เป็นกลาง เพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ร้องก็มีความพอใจในระดับหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายฉลาดได้หันไปจับมือกับกลุ่ม สว.สำรอง พร้อมกับบอกว่า สว.สำรอง จะได้นอนหลับแล้ว พร้อมกับหัวเราะ

ที่รัฐสภา ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ซึ่งเป็นคณะที่ร่วมงานกับเอสเอสไอในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการปราบปรามการประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ถึงกระบวนการไต่สวนสอบสวน หลังจากที่ สว. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ว่า รอให้มีการรับทราบข้อกล่าวหาก่อน ยืนยันว่ากระบวนการไต่สวนในเรื่องนี้ไม่ได้ล่าช้า

ส่งมติแพทยสภาเชือด3หมอ ถึงมือ‘สมศักดิ์’ ขีดเส้น15วันพิจารณาเสร็จ

ส่งมติแพทยสภาเชือด3หมอ  ถึงมือ‘สมศักดิ์’  ขีดเส้น15วันพิจารณาเสร็จ

ส่งมติแพทยสภาเชือด3หมอ ถึงมือ‘สมศักดิ์’ ขีดเส้น15วันพิจารณาเสร็จ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งมติแพทยสภาเชือด3หมอ ถึงมือ‘สมศักดิ์’ ขีดเส้น15วันพิจารณาเสร็จ คปท.ยกพลบุกสาธารณสุข เตือนรัฐมนตรีอย่าคัดค้าน จี้เพิ่มโทษหมอรักษา‘แม้ว’

มติแพทยสภาฯส่งถึงมือ“สมศักดิ์”ไม่ส่งให้แพทย์ที่ถูกลงโทษ เผย 15 วัน ต้องพิจารณาจบ ด้าน“คปท.” บุกกระทรวงสาธารณสุข เตือนรัฐมนตรีอย่าคัดค้าน จี้เพิ่มโทษหมอรักษาเทวดาให้มากกว่าเดิม ด้าน “หมอวรงค์”พาทัวร์ชั้น14รพ.ตำรวจ บังเอิญเจอ’เสรีพิศุทธ์’รับเป็นไกด์ เผยภาพ-เล่ายิบ วันมาเยี่ยม

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.68 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผศ.นพ.ต่อพล วัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา พร้อมด้วยทีมกฎหมายของแพทยสภา เดินทางนำส่งมติแพทยสภาให้ลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยยื่นให้กับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา โดยมีนาย กองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วย รมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า หลังการรับมอบมติในวันนี้แล้วจะมีการลงเลขรับหนังสือ พร้อมส่งให้นายสมศักดิ์ สภานายกพิเศษพิจารณาเรื่องนี้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2568 เป็นต้นไป โดยจากที่คุยกับทางนายสมศักดิ์ จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อช่วยกันดูมติ รวมถึงเอกสารประกอบจากแพทยสภา จำนวนหลัก 1 พันหน้า รวมถึงกรณีที่มีแพทย์ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ที่ถูกแพทยสภาสั่งลงโทษและมาร้องขอความเป็นธรรมเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา คือ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท. ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นตนได้เปิดเอกสารที่นำมายื่นขอความเป็นธรรมคร่าวๆแล้ว ในส่วนของ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นั้นมี 1 ข้อ แต่เอกสารเยอะ ส่วนพล.ต.ท.โสภณรัชต์ มี 8 ประเด็น แต่เอกสารมีไม่มาก แต่ทั้งหมดก็ต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้รมว.สาธารณสุข ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งทีมอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ท่านพูดไว้ว่าจะตั้ง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาภายใน 15 วัน และต้องส่งกลับไปที่แพทยสภาว่า สภานายกพิเศษจะมีความเห็นด้วย หรือจะวีโต้มติของแพทยสภาอย่างไร แล้วทางแพทยสภาก็ลงมติ 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายไม่ได้กำหนดว่า สภานายกพิเศษสามารถขอยืดเวลาในการพิจารณาได้ ถ้าครบ 15 วันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ก็ต้องส่งให้แพทยสภา ว่าจะยืนยันตามมติแพทยสภาหรือจะวีโต้ในประเด็นใด และหากไม่ส่งกลับใน 15 วัน ก็ถือว่าเป็นการยอมรับมติดังกล่าว

ด้าน ผศ.นพ.ต่อพล กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายจากเลขาธิการแพทยสภาให้นำมติของแพทยสภามาส่งถึงสภานายกพิเศษ และยืน ยันว่าทางแพทยสภาส่งมติดังกล่าวให้กับสภานายกพิเศษฯเท่านั้น ยังไม่ได้มีการส่งมติดังกล่าวให้กับแพทย์ที่ถูกตัดสินลงโทษแต่อย่างใด เพราะถือว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น การที่มีแพทย์ที่เข้าใจว่าตัวเองถูกตัดสินแล้วมาร้องเรียนนั้น ตนไม่ทราบว่าแพทย์เหล่านั้น ทราบมติของแพทยสภาจากที่ใด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามว่าหนักใจหรือไม่ที่มีทั้งผู้ที่มาร้อง ขอความเป็นธรรมและม็อบมาคัดค้านไม่ให้รมว.สาธารณสุข แทรกแซงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีมีกระแสว่าทางแพทยสภากำลังรวบรวมเสียงให้ได้ 2 ใน 3 เพื่อรองรับกรณีหากถูกวีโต้นั้น ตนก็ไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าต่อมา เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยมวลชน จำนวนหนึ่ง ชุมนุมและยื่นหนังสือเรียกร้องไม่ให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข แทรกแซงมติของแพทยสภา กรณีสั่งลงโทษ แพทย์ที่อยู่ในกระบวนการส่งตัว และรักษานายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยมีนายกองตรี ดร.ธนกฤต เป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้มีบรรดาแกนนำและผู้ชุมนำสลับกันขึ้นเวทีปราศรัยอย่างต่อเนื่อง

นายพิชิต กล่าวว่า การมาวันนี้มีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ไม่ต้องการให้ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซง หรือ เปลี่ยนข้อเท็จจริงทางการแพทย์ใดๆ ของผลการไต่สวนของแพทยสภา ในกรณีการอ้างว่าป่วยวิกฤตของนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจาก ป่วยวิกฤต หรือ ไม่วิกฤต มาตรฐานการวินิจฉัยของแพทย์ย่อมรู้ดีว่าเป็นเช่นไร และที่สำคัญย่อมมีเวชระเบียนเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีอยู่แล้ว รวมทั้งขั้นตอนการดำเนินการของผู้ป่วยวิกฤตตั้งแต่การขนย้าย การรับตัวแรกรับ และการทำการรักษา ตลอด 180 วัน ก็ย่อมมีมาตรฐานในการดำเนินการตามหลักทางการแพทย์เป็นอย่างดี

2.หาก รมว.สธ.จะใช้อำนาจสภานายกพิเศษก็ขอให้มีการลงโทษแพทย์ที่รักษานายทักษิณ มองว่า เบาเกินไป ควรลงโทษหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ และรัฐมนตรีว่าการสธ. ควรใช้อำนาจในการลงโทษคนที่ทำผิดจรรยาบรรณแพทย์ให้เหมาะสม ให้มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ เนื่องจากไม่เชื่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นจะมีเพียงแค่แพทย์ 3คนเท่านั้น อยากให้ยืนตามมติแพทยสภาที่ออกมาวันที่ 8 พ.ค.2568 ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง อยากให้ข้อเท็จจริงประจักษ์ต่อสังคม

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า วันนี้ที่ทาง คปท. มายื่นหนังสือ หลักๆ เกิดจากความเห็นที่ไม่เข้าใจ โดยเขาเข้าใจว่า รมว.สาธารณสุข เข้าไปยับยั้ง แทรกแซงกระบวนการของแพทยสภา ตนได้อธิบายเรื่องนี้ไปแล้วว่า กฎหมายระบุว่า รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา มีหน้าที่วินิจฉัยมติของแพทยสภา ถ้าเราไม่ให้ท่านเข้าไปทำหน้าที่ ก็เท่ากับว่าไปขัดขวางไม่ให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของแพทยสภา ส่วนการที่ท่านจะมีความเห็นอย่างไรนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ส่วนที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เดินทางมาในวันนี้ ก็เพราะท่านมีความกังวลใจ กรณีที่มีนายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ เข้ามายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม โดยมองว่าเป็นกระบวนทางการเมือง ซึ่งตนยืนยันว่า ตนมีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ก็เหมือนกับที่คณะ คปท. มายื่นในวันนี้ ส่วนกรณีที่มีการขอความเป็นธรรมจากมติของแพทยสภานั้น ขณะนี้ รมว.สาธารณสุข กำลังจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาดูรายละเอียด คาดว่าคณะกรรมการเกือบ 10 คน มีทั้งนักกฎหมาย และอาจมีแพทย์ด้วยเพราะเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า ที่เรามายื่นหนังสือกันวันนี้ เรื่องแรกเพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงมติแพทยสภา กรณีลงโทษแพทย์ 3 คน ประการที่สองอยากให้รมว.สาธารณสุข ยึดความถูกต้อง กรณีการตรวจสอบแพทย์ ทั้งนี้ นายกองตรีดร.ธนกฤต ได้คุยกับเราคร่าวๆ ว่า ตอนนี้มีแพทย์หลายคนที่เกี่ยว้อง ทั้งแพทย์จากรพ.ราชทัณฑ์ และรพ.ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ มายื่นเรื่องผ่านนายกองตรีดร.ธนกฤต ซึ่งเป็นเหมือนหัวหน้าฝ่ายร้องเรียนของกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม ตนได้แจ้งกลับไปว่า รมว.สาธารณสุข ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตัดสินของแพทยสภา ส่วนแพทย์หากว่าจะวีโต้ต้องไปร้องศาลปกครองเอง เราในฐานะประชาชน คปท. และกองทัพธรรมจึงมาวันนี้เพื่อยืนยันสิ่งที่ถูกต้อง ต่อให้แพทย์มีความผิด ไม่รักษาจรรยาบรรณ และพยายามแก้ตัวอย่างไร แต่ใน 2 ปีที่ผ่านมา มันปอกเปลือกการกระทำหมดแล้ว จากการป่วยของนายทักษิณ และนี่เป็นแค่การเริ่มต้นกระบวนการลงโทษเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่อง และเรายังต้องทำหลายอย่าง เราจึงมายืนยันภารกิจเรา ใครจะจัดฉากร้องต่อรมว.สาธารณสุขอย่างไร เราไม่สนใจ แต่ในข้อเท็จจริง เรากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม

‘นายกฯอิ๊งค์’ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-เวียดนาม พร้อมเชิญร่วมชมซีเกมส์ในไทย

'นายกฯอิ๊งค์'ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-เวียดนาม พร้อมเชิญร่วมชมซีเกมส์ในไทย

‘นายกฯอิ๊งค์’ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-เวียดนาม พร้อมเชิญร่วมชมซีเกมส์ในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.12 น.

”นายกฯอิ๊งค์“ เชิญเวียดนามดูซีเกมส์ที่ไทย

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 19.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ มีนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นเจ้าภาพ โดยน.ส.แพทองธาร ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ แสดงความยินดีและขอบคุณรัฐบาลเวียดนาม ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

โดยกล่าวว่า นายกฯเวียดนามเป็นผู้นำคนแรกที่ได้โทรศัพท์แสดงความยินดี ต้องขอบคุณอีกครั้ง การประชุม JCR ที่จะมีขึ้น เป็นโอกาสครบรอบ 20 ปีของกลไกพิเศษที่ไทยมีเฉพาะกับเวียดนาม และเวียดนามก็มีกลไกนี้เฉพาะกับไทยเท่านั้น อีกทั้งยังแสดงความยินดีที่ไทยและเวียดนามจะยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” และขอเชิญนายกฯนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ และคณะรัฐมนตรีเวียดนามเยือนไทย เพื่อร่วมชมการแข่งขันนัดชิงเหรียญทองฟุตบอลชาย หากไทยและเวียดนามพบกันในรอบชิงชนะเลิศ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพช่วงปลายปีนี้ 

 

‘วราวุธ’ ขึ้นเวที TEPCoT ปาฐกถาพิเศษ สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่

'วราวุธ' ขึ้นเวที TEPCoT ปาฐกถาพิเศษ สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่

‘วราวุธ’ ขึ้นเวที TEPCoT ปาฐกถาพิเศษ สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.51 น.


“วราวุธ” ขึ้นเวที TEPCoT ปาฐกถาพิเศษ “สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่” ย้ำ วิกฤตประชากร-ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ สังคมไทยต้องปรับตัว

วันที่ 15 พ.ค.68 ที่ ม.หอการค้าไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่” ให้กับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคธุรกิจเอกชนที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ ( Top Executive Program in Commerce and Trade – TEPCoT) รุ่นที่ 17 จัดโดยสถาบันวิทยาการการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

นายวราวุธ กล่าวว่า “สังคมไทยกับการค้ายุคใหม่” ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยและคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) , การค้าข้ามพรมแดน , การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตประชากร ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าปรับตัวได้เร็วเท่ากับรอด และเชื่อว่า “ต้นทุนมนุษย์” สำคัญที่สุด เพราะเรากำลังอยู่ในโลกที่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย อาทิ นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ที่ส่งผลให้เกิดการกีดกันทางการค้าและการลงทุน และมีการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ส่วนจะส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่ เป็นบวกหรือลบ คงต้องวิเคราะห์ในทุกมิติ ประกอบกับการวิเคราะห์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และหลายสถาบันวิจัย คาดการณ์ว่า ประมาณการ GDP ของโลกโดยรวม จะหดตัวลง รวมถึงไทย ซึ่งไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางอุตสาหกรรมของไทย รวมถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรและภาคบริการของไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคม หากใช้ไม่ถูกต้องและควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งกระทบต่อทุกคนอย่างมาก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการ หรือแม้แต่ตลาดหุ้นที่หันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งไทยมีความเสี่ยงลำดับที่ 30 ในด้านภัยแล้ง น้ำท่วม และดินโคลนถล่ม เป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อภาคการผลิต บริการ (การท่องเที่ยว) และการส่งออก 

ขณะนี้ไทยมีความท้าทายในเรื่องวิกฤตประชากร การค้าและการลงทุนจากนี้เป็นต้นไปจะเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ เนื่องจากโครงสร้างแรงงานจะเปลี่ยนไป ทำให้การทำธุรกิจรูปแบบเดิมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากนั้น ไม่เหมาะสมอีกต่อไป ในขณะที่โครงสร้างตลาดและการบริโภคของประชาชนก็จะเปลี่ยนไปมากด้วย เนื่องจากประชากรสูงอายุจะมีมากขึ้นถึง 20% เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ภายใน 10 ปี โดยไทยมีอัตราเร่งกว่าหลายประเทศ เป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค และของโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2583 ทุกๆ 1 ใน 3 ของคนไทย จะเป็นผู้สูงวัย และจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง เหลือเพียงประมาณ 5 แสนรายต่อปี และน้อยกว่าจำนวนการตาย ทำให้เด็กและเยาวชนจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีคุณภาพ และมีความพร้อมในการปรับตัวที่มากพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย 

ในขณะที่วัยแรงงานลดลงจะส่งผลต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งเราสามารถใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาทดแทนได้ แต่ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมจะสามารถรองรับได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งแรงงานเองต้องมีการลงทุนในเรื่องอัพสกิล และ รีสกิล ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยในภาพรวม รวมถึงกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรง 

การที่ไทยสามารถรักษาบทบาทเป็นกลางได้ ทำให้กลุ่มประเทศที่มีขั้วเศรษฐกิจต่างกัน  มีการพึ่งพาการค้าระหว่างกันลดลง จะหันมาพึ่งพาประเทศที่มีบทบาทเป็นกลาง โดยไทยต้องใช้ของดีที่มีอยู่ในการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน นั่นคือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อการพัฒนาคนไทยทุกกลุ่มให้มีคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นทางรอดของสังคมไทย 

ในส่วนของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการขับเคลื่อนโยบายในการดูแลสังคมไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ นโยบายเร่งด่วนข้อที่ 5 ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก มุ่งเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 10 มุ่งส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและการจัดสวัสดิการสังคม สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ ให้กับกลุ่มเปราะบาง ในขณะที่ กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับคนไทยทุกกลุ่ม โดยได้ขับเคลื่อน นโยบาย “5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร” ด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 25 มาตรการหลัก ได้แก่ เสริมพลังวัยทำงาน ,  เพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน , สร้างพลังผู้สูงอายุ ,  เพิ่มโอกาสและเสริมสร้างคุณค่าคนพิการ และสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว 

“ขอเน้นว่า เราอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ แต่ที่ผ่านมาสังคมไทยคุ้นเคยกับการแสวงหาผลประโยชน์และเยียวยา ซึ่งกลายเป็นการส่งเสริมให้คนทำแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างระบบแรงจูงใจที่ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเร่งปรับตัวกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยทุกฝ่ายต้องตระหนักร่วมกัน และทำด้วยกัน เพราะไม่มีใครที่ทำเหมือนเดิมแล้วจะอยู่รอดได้ เพราะการปรับตัวได้เท่ากับอยู่รอด” นายวราวุธ กล่าว

อย่ามาใส่ร้าย! ‘อนุทิน’ไม่เกี่ยวฮั้วเลือก สว. ‘สส.สุขสมรวย’ จ่อฟ้อง ‘กุสุมาลวตี’

อย่ามาใส่ร้าย! 'อนุทิน'ไม่เกี่ยวฮั้วเลือก สว. 'สส.สุขสมรวย' จ่อฟ้อง 'กุสุมาลวตี'

อย่ามาใส่ร้าย! ‘อนุทิน’ไม่เกี่ยวฮั้วเลือก สว. ‘สส.สุขสมรวย’ จ่อฟ้อง ‘กุสุมาลวตี’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.43 น.

‘สุขสำรวย’ โต้ ‘สว.สำรอง’ ยันไร้เอี่ยวคดีฮั้วและลามใส่ร้าย ‘อนุทิน –  ภท.’ โยง เล็งแจ้งความเอาผิดกลับ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 น.ส.นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวชี้แจงกรณีที่ น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง พาดพิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเลือก สว. ว่า สิ่งที่ น.ส.กุสุมาลวตี พูดทั้งในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ และที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขอยืนยันว่า ไม่จริงทั้งหมด และความจริงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่า น.ส.กุสุมาลวตี มาดักรอพบนายอนุทินที่สภาฯ เรื่อง สว. จึงบอกว่าไม่รู้เรื่อง แต่น.ส.กุสุมาลวตี พยายามจะพบและพูดคุยให้ได้ และด้วยความเป็นผู้ใหญ่ไม่อยากเสียมารยาท เลยให้โทรหาตนแทน ซึ่งเมื่อโทรมา ตนก็แจ้งย้ำอีกครั้งว่า หัวหน้าพรรค รวมถึงพรรคเรา ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเลือก สว. และไม่สามารถเกี่ยวข้องได้ และที่สำคัญหัวหน้าพรรคได้เคยออกประกาศพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 เรื่อง ห้ามกระทำการโดยวิธีการใดๆ ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งคนภูมิใจไทยได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ข้อเท็จจริง จึงไม่เป็นอย่างที่ น.ส.กุสุมาลวตี ใส่ร้ายหัวหน้าพรรค และพรรคภูมิใจไทย

นางสุขสมรวย กล่าวต่อว่า ตนยังมีความไม่สบายใจ และสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ว่าเหตุใดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันนี้ ที่นำโดยนายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ มีการนำบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้ามากล่าวพาดพิงบุคคลที่สาม ให้ได้รับความเสียหาย โดยมีการระบุชื่ออย่างชัดเจนเนื่องจากตามระเบียบวาระจริงๆ มีประเด็นหนังสือร้องเรียน 2 ประเด็น คือ 1.การร้อง กกต. เลขา กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2. ขอให้กรรมาธิการฯ เร่งรัดตรวจสอบ กกต.เลขา กกต. ให้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบ สืบสวนสอบสวนโดยเร่งด่วน ดำเนินการตามกฎหมาย …เท่านั้น และการพูดในห้องประชุมกรรมาธิการ ของน.ส.กุสุมาลวตี ไม่ใช่วาระที่กรรมาธิการฯ เชิญมาชี้แจง จึงส่อว่ามีเจตนาพิเศษ มาใส่ร้ายหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

 “ดิฉันเรียนให้ทราบว่า ดิฉันได้เปิดไมค์ชี้แจงในสิ่งที่คุณกุสุมาลวตี ได้บิดเบือนในที่ประชุมฯ วันนี้อย่างทันที และได้ขอบันทึกรายงานการประชุม ต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อจะแจ้งความเอาผิดทั้ง คุณกุสุมาลวตี ศิริโกมุท และคุณจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี ตามกฎหมาย เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวดิฉัน และโดยเฉพาะท่านหัวหน้าและพรรคภูมิใจไทยต่อไป” นางสุขสมรวย กล่าว

คืบหน้า​ตึก​ สตง.ถล่ม! ‘กมธ.ติดตามงบ​ฯ’เรียก‘ผู้ว่า​ สตง.-อธิบดีโยธาฯ’แจง

คืบหน้า​ตึก​ สตง.ถล่ม! ‘กมธ.ติดตามงบ​ฯ’เรียก‘ผู้ว่า​ สตง.-อธิบดีโยธาฯ’แจง

คืบหน้า​ตึก​ สตง.ถล่ม! ‘กมธ.ติดตามงบ​ฯ’เรียก‘ผู้ว่า​ สตง.-อธิบดีโยธาฯ’แจง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

“กมธ.ติดตามงบ​ฯ”เรียก”ผู้ว่า​ สตง.-อธิบดีโยธาฯ”แจงคืบหน้าสอบ​ตึก​ สตง.ถล่ม​ ด้าน”มณเฑียร”เผย​เตรียมให้ตำรวจอายัดที่ดินเป็นของกลางจนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ ระบุให้ผู้รับเหมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด​ พร้อมประกาศทวงเงินเยียวยาจากบริษัทประกัน​ 900 ล้าน​คืนให้รัฐ​ ด้าน”พงษ์นรา”ชี้​การออกแบบไม่เป็นไปตามกฎหมาย​​ แต่จะใช่สาเหตุถล่มหรือไม่​ รอผลจำลองจากโมเดลก่อน​ คาดใช้เวลา​ 90 วัน ขณะที่​”วิศวกรรมสถาน​”เผยชั้น 3​ แตกก่อน แต่สงสัยชั้น​ 19 ปรับแบบหรือไม่​ เชื่อ​เหล็กไม่ใช่สาเหตุหลัก​ของการถล่ม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ​ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะเป็นประธาน กมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงการใช้งบประมาณในการก่อสร้าง​ตึก​ สตง.ที่ถล่ม​จากเหตุแผ่นดินไหว​ ซึ่ง นายมณเฑียร เจริญผล​ ผู้ว่า​การการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) , นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง​ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง​ มาชี้แจงด้วยตนเอง​

โดย​ กมธ.ฯ เริ่มสอบถามถึง ขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างและความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของโครงการซึ่ง​ ผู้ว่า​ สตง.ชี้แจง​ ชี้แจงว่า​ สตง.ได้ส่งเอกสารสำคัญไปให้​ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่รัฐบาลตั้งขึ้น​และดีเอสไอแล้ว​ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ​แล้วด้วย​ และได้ประสานบริษัทประกันทั้ง 4 บริษัท​ มาพูดคุย เพราะผู้รับจ้างได้ทำประกันความเสียหายไว้ หากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง​ พิสูจน์สาเหตุของความเสียหายได้แล้ว บริษัทประกันควรเป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้เสียหาย​ เพราะรัฐจ่ายเงินในส่วนนี้ไปกว่า 900 ล้านบาท​ และเรายืนยันว่า​ “เราเป็นผู้เสียหาย จึงควรคืนเงินจำนวนนี้มา​ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปทั้งหมด​” ส่วนค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน ผู้ว่า สตง.ชี้แจง​ว่า ได้ประสานไปยังผู้รับจ้าง ให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างการรื้อถอน​ ขณะที่ข้อกฎหมายที่จะต้องดำเนินการหลังจากนี้ ไม่ว่า​จะเป็นข้อกฎหมายตามสัญญา หรือข้อกฎหมายอื่นๆ เราจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง​ ซึ่งส่งหนังสือไปถามสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว​ ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป​ ซึ่งตอนนี้รอตอบกลับมา​

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า สำหรับการส่งมอบพื้นที่นั้น สตง.ได้ทำหนังสือแจ้งตำรวจ ให้อายัดพื้นที่ไว้ก่อน จนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ ซึ่งทางตำรวจจะเข้ามาอายัดพื้นที่ หลังจากที่​ กทม.ส่งมอบพื้นที่อย่างเป็นทางการแล้ว และตนเองได้เซ็นหนังสือไปยังผู้รับจ้าง ให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ทั้งหมดด้วย​ ทั้งนี้ยืนยัน​ ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการสร้างตึกใหม่​ เพราะต้องให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียชีวิต และการสอบสวนหาสาเหตุของตึกถล่ม​ก่อน​

จากนั้น​ ประธาน กมธ.ได้สอบถามความคืบหน้า​ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง​ ว่า​ ภายใน 90 วัน​ จะตอบอะไรได้บ้าง​ โดย นายพงษ์นรา ชี้แจง​ว่า​ จะได้รับคำตอบ​ ตึก​ สตง.ที่ถล่มเกิดจากความผิดพลาดตรงไหน​ รัฐบาลได้มอบหมายให้ 6 สถาบันรวมถึงกรมโยธาธิการและผังเมืองรวมเป็น​ 7 หน่วยงาน ทำแบบโมเดลอาคารถล่ม​ หลังจากได้แบบแต่ละสถาบันมาแล้วจะนำมาวิเคราะห์ แบบจำลองทางภูมิศาสตร์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งขนาดของแรงแผ่นดินไหว​ ที่จะนำไปใช้กับ แบบจำลองคณิตศาสตร์ จะใช้ขนาดของแรงสั่นสะเทือนที่ตึกกรมโยธาธิการและผังเมืองบนถนนพระราม​ 6​ เป็นค่าตั้ง มาเป็นข้อมูลในการสร้างแบบโมเดล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะได้คำตอบว่าสาเหตุการพังถล่มเกิดจากการออกแบบที่ไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่​

อธิบดีกรมโยธาฯ ยังกล่าวถึงการเก็บตัวอย่างวัสดุการก่อสร้างจากตึก​ สตง.ที่พังถล่ม โดยการเก็บ เหล็กเส้น ซึ่งตามหลักแล้วไม่สามารถเก็บจากเหล็กที่โผล่มาจากปูนได้ เนื่องจากไปแปรสภาพไปแล้ว ซึ่งจะต้องเก็บเหล็กที่อยู่ในโครงสร้างและต้องกระเทาะเนื้อ คอนกรีตออกมา โดยขณะนี้ได้เก็บตัวอย่างออกมาได้แล้ว โดยในช่วงของการเก็บตัวอย่างมีการกำหนดโซน โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 โซน โดยแต่ละครั้งที่เข้าไปเก็บตัวอย่างนั้นได้เดินเข้าไปพร้อมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ​ (ดีเอสไอ) พร้อมตำรวจพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่​ สตง. โดยกรมโยธาธิการ​ ทำหน้าที่ในการกำหนดโซน และการเข้าไปเก็บ ก็พบอุปสรรคว่าตัวอาคาร นั้นถล่ม 100% ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ว่าสิ่งก่อสร้างนั้นเป็นการก่อสร้างอะไร

นายพงษ์นรา กล่าวต่อว่า โดยตัวอย่างที่เก็บมาได้นั้นแบ่งออกเป็น เหล็กประมาณ 300 – 400​ ชิ้น และคอนกรีตประมาณ 300 ตัวอย่าง ส่วนการเก็บตัวอย่างคอลิฟท์ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสาเหตุของการพังถล่ม แต่จากการลงพื้นที่ พบว่า​ ฐานคอลิฟท์พังทลายไปหมด เหลือแค่พื้นฐานล่างที่เชื่อมกัน​ แต่ตัวคอกำแพงพังทลายไปหมดแล้ว

อธิบดีกรมโยธาฯ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาการออกแบบนั้น ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย​ แต่ตามหลักการก่อสร้างนั้น​ จะมีเซฟตี้แฟคเตอร์ ซึ่งเป็นหลักการคำนวณเพื่อป้องกันการพังถล่ม ดังนั้น​ การออกแบบที่ไม่เป็นไปตามกฏหมาย อาจจะไม่ใช่สาเหตุของการพังถล่ม​ ซึ่งจะต้องไปรอดูผลของการจำลอง แบบคณิตศาสตร์ เพื่อดูว่าการออกแบบนั้นเป็นสาเหตุหรือไม่ แต่เบื้องต้นถือว่า​ เป็นการทำผิดกฎหมาย แต่จะพังหรือไม่พังขอให้ดูผลการจำลองเสียก่อน

อธิบดีกรมโยธาธิการฯ​ กล่าวด้วยว่า​ การจำลองโมเดล จะอ้างอิงข้อมูลจากแบบเป็นหลัก เพื่อนำมาคำนวณความแข็งแรงของตึก เพราะตัวอย่างวัสดุอุปกรณ์ที่เก็บมาจากหน้างาน ไม่ถือว่าเป็นตัวอย่าง​ที่ดี​ ในการหาความแข็งแรงของตึก​ แต่สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในการหาคำตอบว่าการก่อสร้างเป็นไปตามแบบหรือไม่ได้​

ด้าน นายทศพร ศรีเอี่ยม ผอ.สถาบันแบบจำลองสารสนเทศอาคาร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอวิดีโอ ขณะที่ตึก สตง.ถล่ม ผนังที่แตกไม่ใช่ชั้นล่างสุด แต่เป็นชั้น 3 ซึ่งแตกก่อนเสาด้านหน้า ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ถล่ม ที่ชั้นบนร่วงลงมาใส่ชั้นล่าง แต่ สตง.จะเห็นว่า มีการพังทลายของชั้นบน ซึ่งในแบบจะเห็นว่ามีอะไรอยู่ชั้นที่ 19 แต่ตรงนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเพราะแบบผิด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่แน่ว่ามาจากแบบแรก หรือมีใครสั่งให้เปลี่ยนแปลง เพราะผู้รับผิดชอบจะไม่เหมือนกัน

นายทศพร กล่าวว่า ตึก สตง.ไม่ใช่วิศวกรรมที่ดีหลายจุด เพราะเหล็กเยอะ และคอนกรีตที่หุ้มเหล็ก ผลจากการถล่มทำให้ยากต่อการนำไปตรวจสอบ แต่ก็คิดว่า​ ไม่ใช่สาเหตุหลัก สิ่งที่กังวลที่สุดในตอนนี้คือ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหล็กข้ออ้อยกับเหล็กตัวที ที่มีการใช้งานตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการวางมาตรฐานการผลิตเหล็กในประเทศที่ละเอียดมาก เหล็กที่ผลิตออกมาจะต้องผ่านวุฒิวิศวกรเข้าไปตรวจสอบด้วย จึงต้องย้อนกลับไปย้ำว่า​ การออกแบบตึก สตง.ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวง โดยเฉพาะชั้น 19 แต่บอกไม่ได้ว่า​ การออกแบบเป็นอย่างนั้​นมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ เพราะเมื่อขอดูข้อมูลจากตำรวจและดีเอสไอ บอกว่า​ เป็นหลักฐานไม่สามารถเปิดเผยได้

– 006

จับ’เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง’ ‘กมธ.กาสิโน’จี้’นายกฯ’จัดการ-ปล่อยไม่ได้

จับ'เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง' 'กมธ.กาสิโน'จี้'นายกฯ'จัดการ-ปล่อยไม่ได้

จับ’เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง’ ‘กมธ.กาสิโน’จี้’นายกฯ’จัดการ-ปล่อยไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

“กมธ.กาสิโน”ชี้ข้อมูลที่ได้ยังไม่มี”ข้อดี” ยกเคสข่าวใหญ่”เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง”ถูกจับเล่นพนันออนไลน์ จี้”นายกฯ”แอคชั่นปล่อยไม่ได้ จ่อเชิญ”อดีตนายกฯ-อดีตประธานสภา หรือวุฒิสภา-และนักวิชาการ”ให้ความเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งกาสิโน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา แถลงผลการประชุม ว่า ได้มีการพิจารณากำหนดประเด็นคำถามในภาพรวมเพื่อนำไปศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร นำเสนอแนวคิดจากกรรมาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ปรึกษา กมธ.และ นายแก้วสรร อติโพธิ กมธ.ซึ่งข้อเสนอแนะของทั้ง 2 คน กมธ.ได้ส่งมอบให้คณะอนุ กมธ.ทั้ง 2 คณะ ไปศึกษาในรายละเอียดต่อไป

ส่วนเรื่องการเชิญบุคคลสำคัญมาให้ข้อมูลและข้อคิดเห็น แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลว่าสมัยที่ดำรงตำแหน่งนั้นมีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโนหรือไม่ และคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายนี้อย่างไร 2.อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา เพื่อสะท้อนมุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติด้านข้อกฎหมายและมุมมองเกี่ยวกับการใช้อำนาจควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน 3.นักวิชาการหรือผู้แทนองค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากมีการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงแบบครบวงจรได้อย่างถูกกฎหมายภายในประเทศ

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะอนุ กมธ.วิสามัญ จำนวน 2 คณะ คือ 1.คณะอนุ กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบทางด้านสังคมและกฎหมายของการมีสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโนและการพนันออนไลน์ 2.คณะอนุ กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ของการมีสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโนและการพนันออนไลน์ สำหรับการประชุมครั้งหน้า วันที่ 29 พ.ค.นี้ จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิใน กมธ.มาให้ข้อเสนอแนะ คือ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ , นายวุฒิสาร ตันไชย , นายจรัญ ภักดีธนากุล

“วันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องการพนันออนไลน์ สังคมไทย จะมีข้อมูลในข้อเสียมากที่สุด ส่วนข้อดีไม่มีใครพูดถึง แม้แต่นักวิชาการเวลาพูดถึงกฎหมายนี้ก็ยกตัวอย่างถึงข้อเสียทั้งหมด ส่วนข้อดี ดีจริงหรือไม่เรายังขาดข้อมูลตรงนี้ ดังนั้น การศึกษาของกรรมาธิการต้องเชิญฝั่งที่เห็นถึงข้อดีมาชี้แจง ซึ่งทุกอย่างต้องมี 2 ด้าน เพราะฉะนั้นอย่ากลัวว่ากรรมาธิการชุดนี้จะมีธงว่าไม่เอา เพราะเราไม่ใช่ผู้ตัดสิน จึงต้องเอาข้อมูลทุกด้านไปเผยแพร่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินแ และเราจะเห็นว่าบ้านเมืองเราเต็มไปด้วยบ่อนการพนันทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะปราบปรามเพราะมีตำรวจและมีกฎหมาย แต่เรื่องเค่นี้เรายังทำไม่ได้และเราจะมีบ่อนการพนันใหญ่โต ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่แห่งถ้าเกิดขึ้นได้เราจะป้องกันอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมอยากรู้แต่รัฐบาลไม่เคยพูด พูดอย่างเดียวว่าได้ทำความเข้าใจกับสังคมแล้ว” นายไชยยงค์ กล่าว

ด้าน น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ในฐานะรองประธาน กมธ.กล่าวว่า ในเบื้องต้นเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ หากมีจะมีที่ไหน ที่กำหนดว่าจะมีที่คลองเตย เหมาะสมหรือไม่ยังไม่มีการฟันธง ต้องศึกษารายละเอียด ความคุ้มค่าและเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ส่วนเรื่องอื่นกรณีกาสิโน หรือศูนย์สุขภาพแทน เป็นเรื่องที่หารือใน กมธ.และหารือถึงความคุ้มได้ คุ้มเสีย ในการประเมินกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายที่เกี่ยวเนื่อง โดย กมธ.จะต้องศึกษาในรายละเอียดและมาทำเป็นเอกสารทางวิชาการต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพูดคุยกันหลายเรื่อง เช่น จะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีข้อมูลว่าจะมีการไป เช่น จ.ภูเก็ต ต้องทำประชามติในจังหวัดหรือไม่ ซึ่งการทำประชาพิจารณ์กับประชามติมีความแตกต่างกัน ดังนั้น จะต้องพิจารณาในรายละเอียด

“วันนี้มีข่าวใหญ่ จับเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงที่ไปเล่นบาคาร่าออนไลน์ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ใครต้องเป็นคนดูแล ซึ่งก็คือรัฐบาล นายกรัฐมนตรีที่กำกับตำรวจทั้งหมด ต้องมาแอคชั่นในเรื่องนี้ จะปล่อยปละละเลยไม่ได้” น.ต.วุฒิพงศ์

‘นพดล กรรณิกา’วิเคราะห์คำสั่งศาล รธน. ต่อ’ทวี’ สะเทือนวงการเมืองไทย!

'นพดล กรรณิกา'วิเคราะห์คำสั่งศาล รธน. ต่อ'ทวี' สะเทือนวงการเมืองไทย!

‘นพดล กรรณิกา’วิเคราะห์คำสั่งศาล รธน. ต่อ’ทวี’ สะเทือนวงการเมืองไทย!

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

‘นพดล กรรณิกา’วิเคราะห์คำสั่งศาล รธน. ต่อ’ทวี’ สะเทือนวงการเมืองไทย!

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2568 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กับ สัญญาณสะเทือนวงการเมืองไทย และผลสะท้อนต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยมีเนื้อหาระบุว่า 

ข้อเท็จจริง

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเฉพาะในส่วนที่กำกับดูแล กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำแหน่ง รองประธานกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) นับตั้งแต่ 14 พฤษภาคม 2568 นั้น เป็นคำสั่งชั่วคราวที่สะท้อนถึงหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญไทย ได้แก่ หลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และหลัก นิติธรรม (Rule of Law)

การที่ศาลจำกัดให้หยุดเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ DSI และ กคพ. แสดงให้เห็นว่าศาลได้รักษาดุลยภาพระหว่าง “การใช้อำนาจยับยั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการตรวจสอบ” กับ “การไม่ลิดรอนสิทธิรัฐมนตรีเกินสมควร” นับเป็น “มาตรการป้องกันความเสียหายเชิงระบบ” ที่เกิดขึ้นจากข้อร้องเรียนว่า มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา กรณีนี้ ไม่ใช่การปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการระงับบางบทบาทเพื่อรอผลวินิจฉัยถึงที่สุดจากศาล เป็นการใช้อำนาจอย่างรอบคอบขององค์กรตุลาการภายใต้หลักรัฐธรรมนูญ

สังเคราะห์สัญญาณทางการเมือง

สะท้อนความเปราะบางของดุลอำนาจคดีนี้เป็นภาพสะท้อนของการแข่งขันอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ยังคงแฝงความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวอ้างว่าอำนาจของกระทรวงยุติธรรมถูกใช้เพื่อ “แทรกแซง” การทำงานของวุฒิสภา

สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล แม้รองนายกฯ ภูมิธรรมจะยังคงทำหน้าที่ต่อได้ แต่การที่รัฐมนตรีระดับสูงอีกคนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลในสายตาประชาชนและนักลงทุนต่างชาติเกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความมั่นคงภายใน

ผลกระทบจากมุมมองโพลและความเชื่อมั่นของประชาชน

จากประสบการณ์การทำโพลในประเด็นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและรัฐบาล พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับ “ความโปร่งใส” และ “การไม่แทรกแซงกลไกอิสระ” เป็นอันดับต้น ๆ เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่                    “การตั้งคำถามต่อความเป็นกลางขององค์กรรัฐ” และ “ความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบถ่วงดุล” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของการเมืองยุคใหม่ ข้อมูลจากการวัดดัชนีความไว้วางใจทางการเมือง (Political Trust Index) ชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เหตุการณ์เช่นนี้อาจส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นต่อทั้งสภาและรัฐบาลถดถอยลงในระยะกลาง

ในระบอบประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถือเป็นรากฐานสำคัญที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีการเมืองหรือการใช้อำนาจของรัฐ การดำเนินงานของหน่วยงานด้านการสอบสวน เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงต้องมีความน่าเชื่อถือ ปราศจากอคติ และอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองหรือองค์กรอิสระมักตกอยู่ภายใต้ความสงสัยของสาธารณะถึงความเป็นอิสระและความโปร่งใสของกลไกที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างจึงจำเป็นต้องถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับการสอบสวนคดีพิเศษในบริบทที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง

จากการศึกษาวิเคราะห์ครั้งนี้ จึงสามารถเสนอข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การทบทวนกลไกกำกับการใช้อำนาจของ DSI การกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในคดีการเมือง และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ ดังนี้

1. ทบทวนกลไกกำกับการใช้อำนาจ DSI

ต้องมีการวางโครงสร้างกำกับดูแล DSI ให้เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารในกรณีที่ DSI สอบสวนเรื่องที่เกี่ยวกับนักการเมืองหรือองค์กรอิสระ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest)

2. กำหนดแนวทางปฏิบัติในคดีการเมือง

ประเทศไทยควรมีระเบียบหรือมาตรการที่ชัดเจนว่าเมื่อใดจึงควรให้คดีเกี่ยวกับการเมือง หรือการเลือกตั้ง เป็น “คดีพิเศษ” เพื่อไม่ให้การดำเนินคดีกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

3. ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ

ในระยะยาว จำเป็นต้องสร้างกระบวนการสื่อสารที่โปร่งใสระหว่างรัฐบาล หน่วยงานสอบสวน และองค์กรอิสระ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า “กฎหมาย” ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผลกระทบทางการเมือง

– ต่อรัฐบาล ผลกระทบทางการเมืองที่ตามมาคือ การสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพรัฐบาล โดยเฉพาะในฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ถูกร้อง เพราะอาจถูกมองว่ามีความพยายามใช้กลไกรัฐเพื่อควบคุมกลไกตรวจสอบ ในระยะสั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการบริหารกระทรวงยุติธรรม

– ต่อฝ่ายค้านและสาธารณะ ซึ่งกรณีนี้เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านหรือภาคประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการใช้อำนาจรัฐ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารเชิงรุกและให้ข้อมูลอย่างรัดกุม

– ต่อระบบการเมืองไทย เป็นกรณีศึกษาที่น่าศึกษาอย่างยิ่งในแง่ของการออกแบบอำนาจรัฐที่สมดุล (Checks and Balances) และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปบทบาท DSI ให้ห่างไกลจากการเมืองในอนาคต

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการต่อรัฐบาล

รัฐบาลควรปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารเป็น “เชิงรุกอย่างมีกลยุทธ์” (Strategic Proactive Communication) โดยเน้น 3 แนวทางหลัก คือ

1. แถลงการณ์เชิงลึกจากผู้มีอำนาจโดยตรง ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น โฆษกรัฐบาล หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ออกมา แถลงข่าวอย่างมีโครงสร้าง ชี้แจงเจตนา เหตุผล ขอบเขตอำนาจ และขั้นตอนการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่า ไม่มีการก้าวล่วงองค์กรอิสระ ตัวอย่าง การแถลงแบบมีสไลด์อธิบาย เช่น เหตุใดจึงมีมติให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ 5 ประเด็นที่ประชาชนควรรู้ ใช้คำพูดที่สร้างความเชื่อมั่น เช่น รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ และจะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

2. เปิดเวทีเสวนา หรือ จัดเวที ถาม-ตอบ กับสื่อมวลชน/ภาคประชาชน จัดเวที “ถาม-ตอบ” กับนักวิชาการ หรือเปิดห้อง Clubhouse / Facebook Live กับโฆษก หรือผู้แทน DSI เพื่อฟังเสียงประชาชนโดยตรง ตัวอย่าง เวที “รัฐบาลพบประชาชน: เจาะลึกคดีพิเศษกับ DSI” ถ่ายทอดสดผ่านช่องทางโซเชียลของรัฐบาล และ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกฝ่ายร่วมอธิบายข้อกฎหมาย ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมือง

3. สร้างระบบฐานข้อมูลเปิด (Open Data) ในเรื่องที่เป็นข้อกังวลสาธารณะ ประชาชนควรสามารถเข้าถึงเอกสาร ข้อมูลสถิติ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีพิเศษผ่านเว็บไซต์กลาง เพื่อให้เห็นว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ตัวอย่าง เว็บไซต์ dsi.go.th เปิดหน้าใหม่ “ความโปร่งใสคดีพิเศษ” ที่รวมคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ สถิติคดี และมาตรการถ่วงดุลภายในหน่วยงาน

คดีนี้ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยว่ารัฐมนตรีผิดหรือไม่ แต่สะท้อนว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังปกป้องระบบประชาธิปไตยจากความเสี่ยงที่จะเกิดการใช้อำนาจในทางมิชอบ ดังนั้น ในมุมมองของผู้ที่อยู่กับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนจึงเห็นว่า เรื่องนี้เป็นโอกาสให้เราทุกฝ่ายทั้งรัฐ นักการเมือง องค์กรอิสระ และประชาชนได้หันมาทบทวนว่า เราจะใช้ กลไกของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความยุติธรรม มากกว่าการใช้ กฎหมายเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

การนิ่งเฉย หรือ สื่อสารแบบ “ปิด” ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ทางรอดของรัฐบาลอีกต่อไป เพราะสังคมต้องการคำอธิบายที่มีเหตุผลมากกว่าคำสั่งที่ขาดการมีส่วนร่วม รัฐบาลที่สามารถ อธิบายก่อนถูกตั้งคำถาม และ รับฟังมากพอๆ กับการพูด จะเป็นรัฐบาลที่รักษาความชอบธรรม และเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้อย่างยั่งยืน

ประชาชนไทยกำลังจับตาเหตุการณ์นี้ในฐานะบทพิสูจน์ของกลไกการถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะจากอำนาจนิยมที่อาจแฝงมาในรูปแบบใหม่ได้หรือไม่ ในฐานะนักวิจัย ผมขอสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเคารพคำวินิจฉัยของศาลอย่างมีวุฒิภาวะ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจเชิงนโยบายเสมอ

‘นายกฯ’เปิดห้องจับเข่าคุยกับนักธุรกิจไทยในเวียดนาม ชูเอกชนเป็นพันธมิตรหลักของภาครัฐ

'นายกฯ'เปิดห้องจับเข่าคุยกับนักธุรกิจไทยในเวียดนาม ชูเอกชนเป็นพันธมิตรหลักของภาครัฐ

‘นายกฯ’เปิดห้องจับเข่าคุยกับนักธุรกิจไทยในเวียดนาม ชูเอกชนเป็นพันธมิตรหลักของภาครัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

‘นายกฯ’เปิดห้องจับเข่าคุยกับนักธุรกิจไทยในเวียดนามหารือหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม รับฟังแนวทางเตรียมเป็นข้อมูล ชูเอกชนเป็นพันธมิตรหลักของภาครัฐ พร้อมสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนไทยในทุกประเทศทั่วโลก 

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2568 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือ กับภาคเอกชนของไทยที่มาลงทุนอยู่ในประเทศเวียดนาม  ที่โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย โดยผู้บริหารหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (Thai Chamber of Commerce and Industry: ThaiCham) ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 140 บริษัท เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม 

สำหรับผู้บริหารภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ที่ร่วมหารือ อาทิ นายประวีณ วิโรจน์พันธุ์ ประธาน ThaiCham และผู้จัดการทั่วไป SCG Vietnam และบริษัทไทยที่มีบทบาทสำคัญในเวียดนาม อาทิ SCG, AMATA, WHA, KASIKORNBANK, EXIM Bank, CP Group, Super Energy, Central Retail, ThaiBev และ Siam Piwat เป็นต้น 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม ThaiCham ที่เป็นหอการค้าไทยในต่างประเทศที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่ง และกล่าวถึงการเยือนครั้งนี้ ว่าเป็นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการในรอบ 10 ปี ในระดับนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งจะได้นำคณะรัฐมนตรีของไทยเข้าร่วมการประชุม Joint Cabinet Retreat ไทย – เวียดนาม ในวันพรุ่งนี้ด้วย  โดยจะหารือประเด็นความร่วมมือและประเด็นในการเจรจาต่างๆ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยง รวมถึงผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับทวิภาคีและในกรอบประชาคมเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ หรือ อาเซียน เพื่อร่วมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆที่มาจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสาระสำคัญ ของการเยือนครั้งนี้ คือ การประกาศยกระดับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน หรือ Comprehensive Strategic Partnership ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เวียดนาม มีกับไม่กี่ประเทศ และจะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างสองประเทศให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายของประเทศไทย ในแง่การดึงดูดการค้าและการลงทุน ในขณะเดียวกันเป็นโอกาสใหม่สำหรับประเทศไทยเช่นกัน จึงขอรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักลงทุนไทยที่ได้เข้ามาขยายการลงทุนธุรกิจในประเทศเวียดนาม  เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการจัดทำนโยบายของไทยที่เกี่ยวข้อง อาทิแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยเฉพาะจุดแข็งและแนวปฏิบัติของเวียดนาม ในการผลักดันการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  ผลกระทบและแนวทางของเวียดนามต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการขยายโอกาสด้านการค้าการลงทุนของไทย และการขยายร่วมมือกับเวียดนามในอนาคต 

โอกาสนี้ผู้แทนภาคเอกชนไทย ในเวียดนามได้ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม และบทเรียนที่ประสบความสำเร็จของเวียดนาม  เช่น การสร้างระบบนิเวศเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การสร้างความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ที่มีต้นทุนการผลิต ต่ำ รวมถึงการมีสัดส่วนประชากรในวัยทำงานสูงที่ช่วยส่งเสริมการบริโภค เป็นต้น  

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ในระดับประชาชนและเศรษฐกิจ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศ และรับข้อเสนอที่ได้รับ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยบนเวทีโลก และชื่นชมที่ ThaiCham เป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามในระดับภาคเอกชน 

เข้าร่องแข้ง!‘สว.สำรอง’แฉหลักฐาน‘ภาพ-เสียง’ หญิงอำนาจเจริญเอี่ยว‘ฮั้วสว.’

เข้าร่องแข้ง!‘สว.สำรอง’แฉหลักฐาน‘ภาพ-เสียง’ หญิงอำนาจเจริญเอี่ยว‘ฮั้วสว.’

เข้าร่องแข้ง!‘สว.สำรอง’แฉหลักฐาน‘ภาพ-เสียง’ หญิงอำนาจเจริญเอี่ยว‘ฮั้วสว.’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

เข้าร่องแข้ง!‘สว.สำรอง’แฉมีหลักฐาน‘ภาพ-เสียง’ เคส‘อำนาจเจริญ’เอี่ยว‘ฮั้ว สว.’ หลัง‘หัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่ง’แนะให้ติดต่อขอคะแนน

15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง พร้อมคณะ เปิดเผยในการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนได้เดินทางมาที่สภาผู้แทนราษฎร ก่อนวันเลือก สว. เพื่อเจอหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ทุกคนรู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ ซึ่งหัวหน้าพรรคคนดังกล่าว รวมถึงอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนหนึ่ง ได้พูดคุยกับตน โดยถามว่า สส.แมวมาทำไม ตนจึงบอกไปว่าเป็นผู้สมัคร สว. และมีน้อง ๆมาสมัครด้วย วันนี้จึงมาพบผู้ใหญ่เพื่อขอความเมตตา และขอคะแนน เขาจึงถามว่า ทำไมมาขอคะแนน ทีละคะแนน เขามีเป็น 1,000 คะแนน

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีช่วยคนดังกล่าวก็ได้พาตนไปสวัสดีกับหัวหน้าพรรค และให้แลกไลน์กับเลขานุการเอาไว้ รวมถึงโทรไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นคนสำคัญที่ทำโพยทุกโพย ตนจึงได้โทรไปหาผู้หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเขาตอบมาว่าหัวหน้าได้บอกมาแล้ว พร้อมถามตนต่อว่าอยู่กลุ่มไหน แต่เมื่อตนบอกว่าอยู่กลุ่ม 14 ผู้หญิงคนนั้น กลับตอบว่าเต็มแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีการเลือกในขณะนั้น แต่บอกว่า สว.10 คนเต็มแล้วแสดงว่ามีการจัดโผกันเสร็จแล้ว

น.ส.กุสุมาลวตี กล่าวต่อว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวยังถามอีกว่า จะเป็น สว. ตัวจริงหรือจะเป็นโหวตเตอร์ ตนจึงตอบว่าตนเป็น สส.มา 3-4 สมัย มีศักดิ์ศรี ขอไม่เป็นโหวตเตอร์ ผู้หญิงคนนั้นจึงกล่าวต่อว่า สว.หนึ่งคน ใช้โหวตเตอร์ 400 คนซึ่งวันนั้นตนไม่เข้าใจ แต่วันนี้เข้าใจแล้วว่า โหวตเตอร์ 400 คนใช้กับสว.หนึ่งคน และมีโหวตเตอร์เป็น 10,000 คนกว่าจะได้ สว. ซึ่งเป็นกระบวนการในการเลือกสว. ที่ตรงกับหลายฝ่ายชี้แจง รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริงแล้ว เพราะได้คุยจริง ซึ่งวันนี้ในที่ประชุม ตนก็จะถามผู้หญิงคนดังกล่าวด้วยว่าจำได้หรือไม่ ถ้าเขาโกหก จะบอกว่า “คนที่โกหกย่อมกระทำความชั่วทุกอย่างได้” ทั้งนี้ตนมีเสียงพูดคุยกับผู้หญิงคนดังกล่าว เนื่องจากโทรศัพท์ตนได้บันทึกเสียงไว้โดยอัตโนมัติ

น.ส.กุสุมาลวตี กล่าวว่า  ที่ตนกล้าพูดเพราะในโทรศัพท์มีเสียงผู้หญิงคนดังกล่าวและมีรูปถ่ายกับหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงอยากนำข้อมูลเหล่านี้ไปชี้แจงที่ศาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้เข้าไปชี้แจงกับ กกต. อัยการ และ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ แล้วจึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่ตนพูดเป็นความจริง เพราะมีวันเวลา และสถานที่ รวมถึงมีไลน์ที่ติดต่อกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงแสดงให้เห็นว่าคนบางคน บางพรรคเป็นคนกำหนดเกมตั้งแต่แรก เพราะก่อนการเลือก สว. บอกได้ว่าสว. กลุ่มไหนเต็มหรือไม่เต็ม อีกทั้งยังตรงกับที่สว. 140 คนที่มี จึงอยากจะขอให้สื่อช่วยกันตรวจสอบให้ประชาชนเห็นว่ามันสกปรกแค่ไหน เพียงใด