‘กมธ.มั่นคงฯ’ยกข้อมูลกมธ.ไอซีทีสว.ชุดก่อน พบ‘ประธานกสทช.’คนปัจจุบันขาดคุณสมบัติจริง

‘กมธ.มั่นคงฯ’ยกข้อมูลกมธ.ไอซีทีสว.ชุดก่อน พบ‘ประธานกสทช.’คนปัจจุบันขาดคุณสมบัติจริง

‘กมธ.มั่นคงฯ’ยกข้อมูลกมธ.ไอซีทีสว.ชุดก่อน พบ‘ประธานกสทช.’คนปัจจุบันขาดคุณสมบัติจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

‘กมธ.มั่นคงฯ’ยกข้อมูล‘กมธ.ไอซีที’สว.ชุดก่อน พบ‘ประธาน กสทช.’คนปัจจุบันขาดคุณสมบัติจริง จ่อ เชิญ‘นายกฯ’เข้าแจง พร้อมเตรียมหารือดำเนินการแจ้งหน่วยงานด้านกฎหมายต่อ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกมธ.ฯ ว่า กมธ.ความมั่นคงฯ ได้รับข้อมูลรายงานศึกษาจากกมธ.ไอซีทีของวุฒิสภาชุดที่แล้ว ซึ่งมีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และชี้ชัดในลักษณะว่าประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คนปัจจุบันขาดคุณสมบัติจริง

ทั้งนี้ เท่าที่พิจารณาก็พบว่าไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องนี้ และเมื่อไม่มีข้อโต้แย้งก็ถือข้อเท็จจริงตามที่รายงานของกมธ.ไอซีที วุฒิสภาฯ ชุดที่แล้วพิจารณา โดยกระบวนการของสว.ชุดที่แล้วผ่านกมธ.ฯ จนแล้วเสร็จแล้ว เหลือเพียงการดำเนินการส่งขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงประธานกสทช. แต่กระบวนการนั้นยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากวุฒิสภาชุดที่แล้วได้หมดวาระลงไปก่อน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กมธ.ความมั่นคงฯ หารือกันว่าจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาชี้แจงในฐานะเป็นผู้เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเบื้องต้นได้รับทราบจากที่ปรึกษากมธ.ว่าปัญหาเรื่องประธานกสทช.เคยมีประชาชนร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้รับข้อมูล และทางตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ไม่ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร เพราะเวลาล่วงเลยและอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศ

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า สัปดาห์หน้า กมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยมีทางเลือกคือ ร้องไปยังหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานภายนอกที่ดำเนินการเพื่อรักษากฎหมายต่อไป โดยคาดว่าในสัปดาห์หน้าน่าจะได้ข้อยุติ

‘ธรรมนัส-นฤมล’นัดสื่อ 16 พ.ค.กินข้าวร่วม‘อนุดิษฐ์-การุณ’หลังดึงร่วม‘กล้าธรรม’

‘ธรรมนัส-นฤมล’นัดสื่อ 16 พ.ค.กินข้าวร่วม‘อนุดิษฐ์-การุณ’หลังดึงร่วม‘กล้าธรรม’

‘ธรรมนัส-นฤมล’นัดสื่อ 16 พ.ค.กินข้าวร่วม‘อนุดิษฐ์-การุณ’หลังดึงร่วม‘กล้าธรรม’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

‘ธรรมนัส-นฤมล’นัดสื่อ 16 พ.ค.กินข้าวร่วม‘อนุดิษฐ์-การุณ’หลังดึงร่วม‘กล้าธรรม’

15 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ระบุจะมีการนัดคุยกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม. และอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กับนายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม. ถึงการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น

ล่าสุดพรรคกล้าธรรมได้แจ้งกำหนดการแก่สื่อมวลชน ว่า ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมวเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะนัดพบกับ น.อ.อนุดิษฐ์ และนายการุณ และร่วมทานข้าวกันในวันที่ 16 พฤษภาคม เวลา 18.30 น. ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน เขตห้วยขวาง กทม.

‘รองเลขา กกต.’ยันสอบคดี‘ฮั้ว สว.’ไม่ล่าช้า เร่งดำเนินการอยู่

‘รองเลขา กกต.’ยันสอบคดี‘ฮั้ว สว.’ไม่ล่าช้า เร่งดำเนินการอยู่

‘รองเลขา กกต.’ยันสอบคดี‘ฮั้ว สว.’ไม่ล่าช้า เร่งดำเนินการอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

‘รองเลขา กกต.’ยันสอบคดี‘ฮั้ว สว.’ไม่ล่าช้า เร่งดำเนินการอยู่ ปัดตอบกรอบกระบวนการกรอบไต่สวน โยนถาม‘ประธานฯ-เลขาฯ’เอง

15 พ.ค.68 ที่รัฐสภา ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ซึ่งเป็นคณะที่ร่วมงานกับเอสเอสไอในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการปราบปรามการประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ถึงกระบวนการไต่สวนสอบสวน หลังจากที่ สว. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ว่า รอให้มีการรับทราบข้อกล่าวหาก่อน ยืนยันว่ากระบวนการไต่สวนในเรื่องนี้ไม่ได้ล่าช้า

เมื่อถามว่า กระบวนการสอบสวนไต่สวนในเรื่องนี้ จะเสร็จสิ้นภายในปี 2568 หรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมายไม่มีกรอบเวลา ร.ต.อ. ชนินทร์ กล่าวว่า ขอให้ไปสอบถามต่อประธาน กกต. และเลขาธิการ กกต. ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่าหลังจากนี้จะกลับไปทำงาน และขอย้ำว่าตอนนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนอยู่

‘สุกเอาเผากิน’อาจไร้ที่อยู่! ‘กมธ.ป.ป.ช.’เผย‘คดีฮั้ว สว.’คืบหน้ากว่า 50% ชี้ต้องรอบคอบ

'สุกเอาเผากิน'อาจไร้ที่อยู่! ‘กมธ.ป.ป.ช.’เผย‘คดีฮั้ว สว.’คืบหน้ากว่า 50% ชี้ต้องรอบคอบ

‘สุกเอาเผากิน’อาจไร้ที่อยู่! ‘กมธ.ป.ป.ช.’เผย‘คดีฮั้ว สว.’คืบหน้ากว่า 50% ชี้ต้องรอบคอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”เผย”คดีฮั้ว สว.”คืบหน้ากว่า 50% ชี้ต้องรอบคอบ หวั่นสุกเอาเผากิน อาจไร้ที่อยู่ ต้องถูกดำเนินคดี ด้าน”สว.สำรอง”ขอให้”กกต.”ตั้งโฆษกแจงความคืบหน้า

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังประชุมเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการฮั้วตั้ง สว.โดยได้เชิญผู้ร้องเรียน ตัวแทน กกต.และ สว.สำรอง ผู้ร้อง มาให้ข้อมูล ว่า หลังจากประชุม 3 ชั่วโมงเศษ ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นถึงกรณีที่มีความล่าช้าในการพิจารณาตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว.ซึ่ง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต.ซึ่งเป็นคณะที่ร่วมงานกับเอสเอสไอในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ชี้แจงว่า เหตุที่ล่าช้าในการดำเนินคดีฮั้ว สว.เพราะต้องใช้กระบวนการหลายกระบวนการ มีหลายคณะ แต่ขณะนี้ก็ถือว่าคดีคืบหน้าไปมากแล้ว ซึ่งเดิมที่เคยมีกรอบเวลาวินิจฉัยภายใน 1 ปีนั้น ตามกฎหมายใหม่ ไม่ได้มีกำหนดเวลา แต่ยืนยันว่าใช้เวลาอีกไม่นาน

นายฉลาด กล่าวต่อว่า กกต.แจงว่าขณะนี้มีความคืบหน้าไปเกิน 50% แต่ยืนยันว่าจะต้องทำด้วยความรอบคอบ หากทำแบบสุกเอาเผาเผากิน กกต.คงไม่มีที่อยู่ อาจถูกดำเนินคดีในภายหลังได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบ บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงต้องขอเวลา ซึ่ง กมธ.ฯ จะได้ติดตามความคืบหน้าต่อไป และตนขอย้ำว่าหากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ส่งให้มาให้ กมธ.ฯ ได้ เพื่อส่งต่อไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต.ดำเนินการต่อ และยืนยันว่าในการประชุมวันนี้ไม่มีเรื่องการเมือง เราประชุมด้วยการทำหน้าที่เป็นกลาง เพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ร้องก็มีความพอใจในระดับหนึ่ง

“มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในการสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งผมก็ได้ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลจะตรงกันหรือไม่ และหากดีเอสไอ หรือ กกต.ไม่มี ก็จะส่งให้เพิ่มเติม ทราบว่าข้อมูลซ้ำกัน แต่ก็ได้เปิดทางกับผู้ร้องว่า ถ้ามีข้อมูลพิเศษเพิ่มเติมก็ส่งมาที่ กมธ.ฯ ได้ ผมจะส่งต่อให้ เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ และจะเร่งรัดตามกระบวนการที่มีอำนาจ และขอสื่อมวลชนช่วยกันติดตาม เชื่อว่าหนังเรื่องนี้ไม่ยาว ใกล้จะจบแล้ว แต่จะจบอย่างไร ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ซึ่ง กกต.ก็ย้ำว่าต้องมีที่อยู่ หากไม่รอบคอบก็จะถูกดำเนินคดี” นายฉลาด กล่าว

นายฉลาด กล่าวด้วยว่า วันนี้มี กมธ.ฯ ที่มีชื่อถูกพาดพิงมาด้วย ซึ่งคนที่มาชี้แจงก็มาจาก จ.อำนาจเจริญ ตนจึงให้พูดในหลักการ ส่วนรายละเอียดที่มีเรื่องหลักฐานโทรศัพท์ มีการอัดเทปนั้น อยู่ในสำนวนของดีเอสไอแล้ว แต่เราไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เป็นความลับในสำนวนที่ดีเอสไอต้องดำเนินการต่อไป ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรระหว่าง นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับผู้ที่ให้การพาดพิงถึง ก็อยู่ในสำนวนแล้ว ซึ่งตนก็พยายามให้คุยกันด้วยเหตุด้วยผล

ด้าน พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต ผู้ช่วย ผบ.ตร.)ในฐานะผู้สมัคร สว.และ สว.สำรอง กล่าวภายหลังการชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ.ฯ ว่า ตนขอขอบคุณ กมธ.ฯ ที่ทำให้ผู้ร้อง และ กกต.ได้มาพบกันซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่ผ่านมา ตนพยายามขอพบผู้บริหาร กกต.หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาส ทำให้ในวันนี้ ได้มีการสื่อสารกัน และได้รับความกระจ่างในระดับหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการต่างๆ เกิดความล่าช้า กกต.ก็ได้อธิบายแต่ ร.ต.อ.ชนินทร์ ก็รับปากจะดำเนินการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ไม่ได้ระบุกรอบเวลาการสืบสวน พวกตนก็กังวล จึงได้ขอให้ กกต.ตั้งโฆษก หรือสื่อสารความคืบหน้า เพื่อให้สังคมรับทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น นายฉลาดได้หันไปจับมือกับกลุ่ม สว.สำรอง พร้อมกับบอกว่า สว.สำรอง จะได้นอนหลับแล้ว พร้อมกับหัวเราะ

‘นิกร’ประเมิน’ศาลรธน.’ ชี้ขาดประชามติแก้รธน.3 ครั้ง แนะรัฐเตรียมพร้อม

'นิกร'ประเมิน'ศาลรธน.' ชี้ขาดประชามติแก้รธน.3 ครั้ง แนะรัฐเตรียมพร้อม

‘นิกร’ประเมิน’ศาลรธน.’ ชี้ขาดประชามติแก้รธน.3 ครั้ง แนะรัฐเตรียมพร้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

“นิกร”ประเมิน”ศาลรธน.” ชี้ขาดประชามติแก้รธน.3 ครั้ง แนะให้รัฐบาลเตรียมพร้อม ถอนร่างแก้ไขรธน.ที่มีปัญหาออกไป ปรับปรุงเป็นฉบับพรรคร่วม พร้อมกางปฏิทิน ตั้งไข่ สสร.ได้ แต่”รัฐบาล”อยู่ไม่ถึง ระบุหาก”ยุบสภา”ต้องเซ็ตซีโร่กันใหม่

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ฐานะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 แถลงที่รัฐสภา ต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกให้พยานผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นต่อประเด็นการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ว่า ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในกรณีดังกล่าวและมีคำวินิจฉัยที่ไม่ช้าไปกว่าการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือน ก.ค.นี้ ทั้งนี้ ตนประเมินในความเป็นไปได้ของคำวินิจจฉัยอาจเกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ซึ่งมีผลให้สภาฯ สามารถเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ที่เสนอต่อรัฐสภาได้ โดยปัจจุบันมี 2 ฉบับ เสนอโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน อย่างไรก็ดีตนมองว่าแนวทางนี้จะเป็นไปได้น้อย ขณะที่ 2.ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง ดังนั้น ในกระบวนการอาจต้องรอให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับแก้ไข ให้มีผลบังคับใช้ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ก่อน

นายนิกร กล่าวย้ำว่า ในมุมส่วนตัวมองว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อสภาฯ จะเป็นประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ เพราะเนื้อหานั้นมีปัญหา ดังนั้นตนขอเสนอให้ถอนร่างแก้ไขเพื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลร่วมแสดงความเห็น ปรับปรุง และแสดงความสามัคคีก่อนเสนอต่อรัฐสภาอีกครั้ง

“ผมเชื่อว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ทำประชามติ 3 ครั้ง มีโอกาสเป็นไปได้ 60% หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฉบับ ต้องถอนออกโดยอัตโนมัติ ผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะแก้ไขเนื้อหาของมาตรา 256 ให้เป็นที่ยอมรับร่วมกันและเขียนรายละเอียดให้มี สสร.เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าได้ต่อไป แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะอยู่ไม่ถึงการได้มาของ สสร.เพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นายนิกร กล่าว

เมื่อถามถึงการประเมินกรอบเวลาของกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นายนิกร กล่าวว่า ประเมินตามนี้ว่ากฎหมายประชามติ ออกเดือน ก.ย.หลังจากนั้นจะมีกระบวนการ 90 วัน ดังนั้นเดือน ม.ค.2569 ทำได้ครั้งแรก และเชื่อว่าจะผ่านเพราะใช้เสียงตัดสินแบบข้างมากธรรมดา หลังจากนั้นต้องเป็นกระบวนการยื่นแก้ไขมาตรา 256 คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณา 3 เดือน ก่อนจะเข้าวาระสอง จากนั้นทำประชามติ และเข้าวาระสาม และนำไปประชามติอีกครั้ง เบื้องต้นตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตา 256 จะมีผลและบังคับใช้ได้ทันในเดือน พ.ค.2570

เมื่อถามว่า หากเกิดกรณียุบสภาฯ ร่างกฎหมายประชามติจะเป็นอย่างไร นายนิกร กล่าวว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นทั้งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เพราะขณะนี้การเมืองสภาฯ อยู่มาครบ 2 ปีแล้ว ทั้งนี้การเกิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งนี้ มีประเด็นที่คาบเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569

“การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ควรเตรียมให้พร้อม หากยุบสภา เรื่องแก้รัฐธรรมนูญต้องกลับไปรณรงค์กันใหม่ในการเลือกตั้งหน้า ทั้งนี้ ผมอยู่ในฝ่ายที่มีความหวัง น่าจะประคองกันไปได้ จนถึงเวลา และหวังว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ เพราะปัญหาที่เกิดปัจจุบันล้วนมาจากเนื้อในของรัฐธรรมนูญ หากไม่แก้ปัญหาจะถูกซ้ำเติมและไปไม่ได้ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะลดแรงกดดันของสังคมได้” นายนิกร กล่าว

‘ทนายอั๋น’พาพยานสวมไอ้โม่ง พร้อมหลักฐานรับเงิน ก่อนเลือก สว.แจง กมธ.ป.ป.ช.

‘ทนายอั๋น’พาพยานสวมไอ้โม่ง พร้อมหลักฐานรับเงิน ก่อนเลือก สว.แจง กมธ.ป.ป.ช.

‘ทนายอั๋น’พาพยานสวมไอ้โม่ง พร้อมหลักฐานรับเงิน ก่อนเลือก สว.แจง กมธ.ป.ป.ช.

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

‘ทนายอั๋น’พาพยานสวมไอ้โม่ง พร้อมหลักฐานรับเงิน ก่อนเลือก สว. เข้าแจง กมธ.ป.ป.ช. จี้ ปลาซิวปลาสร้อยออกมาให้ข้อมูลก่อนโดนคดีอั้งยี่ ซ่องโจร เตรียมถาม ความรับผิดชอบ “สส.ภูมิใจไทย” ปม ผู้ว่าฯส่งหนังสือถึงปลัดมหาดไทย

15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” พาบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นพยานในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 67 สวมหมวกไอ้โม่งใส่แว่นตาดำ พร้อมนำเอกหลักฐานการเป็นภาพซองเงินที่จ่ายให้โหวตเตอร์ก่อนการเลือก สว. มาแถลงข่าวก่อนการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร

ทนายอั๋น กล่าวว่า สองวันที่ผ่านมามีผู้กล้าจากจังหวัดทางภาคใต้มากกว่าสามคน ไปให้การต่อ กกต.และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ซึ่งให้การกว่า 8 ชั่วโมง  แม้ที่ผ่านมานายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.จะบอกว่า การนำโพยไปในห้องเลือกสว.ไม่ผิด เว้นแต่จะมีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมาเรื่องเส้นเงินเปิดเผยไม่ได้เพราะอยู่ในสำนวนการสืบสวนไต่สวน แต่เมื่อมีการประกาศว่ารอบหน้า จะมีการออกหมายเรียกของ กกต. เป็นเรื่องของปลาซิวปลาสร้อยรอบประเทศที่โหวต 0 ให้กับตัวเองและมาเป็นผู้ช่วยคณะทำงานของสว. เป็นการต่างตอบแทนกัน

“ซึ่งคนกลุ่มนี้ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่ง ได้รับเงินโดยมีการเรียกไปเก็บตัวในที่ต่าง ๆ และภาพซองและเงินที่นำมาแถลงในวันนี้คือการได้มาจากการเก็บตัวที่โรงแรมอัศวิน กรุงเทพฯ และ มีการนำเสนอจากสื่อว่ามีการโอนเงินโดยผู้ควบคุม ที่รับเงินมาจากสีอะไรก็ไม่รู้และนำมาแจกจ่ายให้กับผู้สมัครสว.ว่ากันว่ารายละ 200,000 บาทแต่ได้รับจริงแค่ 20,000 บาท ทำให้มีเรื่องออกมา ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ได้ให้ DSI ไปแล้ว และที่บุคคลเหล่านี้กล้าออกมาเป็นพยานเพราะเขาต้องการบอกว่า พวกปลาซิว ปลาสร้อย แล้วคนที่ถูกหลอกให้ออกมา เป็นพยานให้มากกว่านี้ ถ้าไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหา ร่วมกับขบวนการอั้งยี่ซ่องโจร” ทนายอั๋นกล่าว

ทนายอั๋น กล่าวต่อว่า การที่ได้มารับเชิญชี้แจงต่อกมธ. ตนไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนเพราะคนเยอะ แต่ตนจะถามนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษก กมธ.ป.ป.ช.  ใน 2 ประเด็น คือ 1. เหตุการณ์ที่ผ่านมามีหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดส่งมาถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย กมธ.ทำอะไรบ้าง 2. ถ้านางสุขสมรวย มีหมายเรียกจากกกต.และ DSI จะรับผิดชอบอย่างไร เช่น ลาออกจาก กมธ. หรือ จะรับผิดชอบอย่างอื่นในฐานเป็นผู้แทนราษฎร

‘DSI’ยันเดินหน้าคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ กรณีฮั้ว สว. แม้’ทวี’ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

'DSI'ยันเดินหน้าคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ กรณีฮั้ว สว. แม้'ทวี'ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

‘DSI’ยันเดินหน้าคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ กรณีฮั้ว สว. แม้’ทวี’ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

“โฆษก DSI”ยันเดินหน้าคดีฟอกเงิน-อั้งยี่ กรณีฮั้ว สว. แม้”ทวี”ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญหยุดคุม”DSI”ชั่วคราว ระบุการบริหารกับคดีเป็นคนละส่วน ยืนยันไม่กังวลหาก สว.จะดำเนินคดีกลับ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ในส่วนกำกับดูแลดีเอสไอ จากกรณีคดีฮั้วเลือก สว.67 โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวเราดูจากเนื้อหาข่าวที่ออกมา เป็นเรื่องการหยุดปฎิบัติหน้าที่ในภารกิจของรัฐมนตรีใน 2 หมวก คือ หมวกการบริหาร ในฐานะกำกับดูแล และหมวกที่ 2 คือ รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ซึ่งในกระบวนการสืบสวนสอบสวนเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ดำเนินการ ไม่ได้เกี่ยวโยงกับรัฐมนตรี ส่วนจะมีผลต่อการทำงานของดีเอสไอหรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าไม่มีผล เพราะพยานหลักฐานยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ทุกอย่างก็ต้องเดินไปตามปกติ

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า หลักการทำงานของดีเอสไอ คือ ฟังความทั้งสองฝ่าย ดีเอสไอต้องการให้ได้ข้อเท็จจริงที่นิ่งที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนจะผิดหรือไม่ และมีใครผิดค่อยว่ากันอีกครั้ง ส่วนที่ฝั่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.เริ่มเดินเกมกลับอย่างต่อเนื่องในการเอาผิดดีเอสไอนั้น มันเป็นเรื่องที่ทุกคนตรวจสอบกันได้ ย้ำว่าต้องแยกเรื่องบริหารในการกำกับดูแลกับเรื่องคดีเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งไม่กังวลว่าจะถูกดำเนินคดี ส่วนฐานความผิดในคดีฟอกเงินและอั้งยี่ที่ดีเอสไอกำกับดูแลเป็นภารกิจประจำตามกฎหมาย ส่วนจะมีความคืบหน้าอย่างไรต้องรอคณะทำงานแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง เมื่อถามว่า ดีเอสไอต้องลดบทบาทตัวเองลงหรือไม่ เพราะ สว.มองว่าดีเอสไอเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.ต.วรณัน ยืนยันว่า วันนี้เรายังใช้กระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ชำแหละยับ‘กม.เอ็นเตอร์เทนฯ’ ปูด‘คนตระกูลชิน’หาคนออกแบบ‘บ่อนคลองเตย’ไว้แล้ว

ชำแหละยับ‘กม.เอ็นเตอร์เทนฯ’ ปูด‘คนตระกูลชิน’หาคนออกแบบ‘บ่อนคลองเตย’ไว้แล้ว

ชำแหละยับ‘กม.เอ็นเตอร์เทนฯ’ ปูด‘คนตระกูลชิน’หาคนออกแบบ‘บ่อนคลองเตย’ไว้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.46 น.

‘กมธ.ฯ สว.’เปิดแผลพิรุธ‘ร่างกฎหมายเอ็นเทอร์เทนเมนต์ฯ’ ส่อขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา-เปิดทาง‘ทุนเทา’เบ่งบาน ด้าน‘แก้วสรร’ปูด‘ตระกูลชิน’หาคนออกแบบ‘บ่อนคลองเตย’ไว้แล้ว

15 พ.ค.68 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ที่มีนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาแนวคิดการออกแบบกฎหมายและรายละเอียดของการมีเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในประเทศ โดยเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาชี้แจง

ทั้งนี้ นายกฯ ได้ส่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์รมช.คลัง เข้าชี้แจง แต่นายจุลพันธ์ได้ติดราชการที่ประเทศเวียดนาม ทำให้ที่ประชุมเปิดเวทีให้ กมธ.ฯ ที่มีบทบาทเป็นฝ่ายวิชาการ อภิปรายเสนอมุมมองการวิเคราะห์

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะที่ปรึกษา กมธ. ได้อภิปรายต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่ารัฐบาลมีพิรุธในการเปิดบ่อนถูกกฎหมาย ออกพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ… เพื่อให้รัฐสภา มอบอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในพื้นที่เอ็นเทอร์เทนเมนต์ และบ่อน ให้กับกรรมการนโยบาย ที่มี นายกฯ เป็นประธาน โดยตนขอเรียนกว่าเป็น ครม.กาสิโน 

ทั้งนี้การขออำนาจรัฐสภากำหนดจำนวน และที่ตั้ง กาสิโน จะกำหนดค่าตอบแทนอย่างไร เพราะกฎหมายเขียนไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ทั้งที่การเขียนกฎหมายนั้นต้องระบุว่ารัฐต้องได้ผลตอบแทนไม่น้อย 5,000 ล้านบาทคำถามคือ คนที่จะได้สัมปทานนี้เกิดขึ้นโดย ครม.กาสิโน ไม่มีการเสนอการแข่งขันและมีการยกเว้นกฎหมายต่างๆ ให้เป็นเหมือนเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย ครม.กาสิโน เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ ไม่มีการรับฟังความเห็น ประเมินผลกระทบทั้งที่ควรทำประชามติเฉพาะเขต

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันจะเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายขนาดใหญ่ มีข่าวหนาหูที่ต้องถามคือ ในพื้นที่กทม. จะทำที่คลองเตย พื้นที่ 3,800 ไร่ เตรียมแก้ไข พ.ร.บ.การท่าเรือ เอาพื้นที่ให้ทำได้   ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีมูลค่าตารางวา 1.2ล้านบาท หากใช้ 10% ทำกาสิโน เท่ากับจะใช้เงิน 1 แสนล้านบาท แต่คนลงทุนจ่ายค่า 1,100 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น นอกจากนั้น จ.เชียงใหม่ ทำที่ อ.สันกำแพง จ.ชลบุรี ทำที่ อู่ตะเภา  ทั้งนี้การออกกฎหมายให้สัมปทาน 30 ปี แต่หากมีผลกระทบต้องยกเลิก เป็นภาระของลูกหลานที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกรณีอื่นๆ ที่เคยมีปัญหา เช่น โฮปเวลล์ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม

นายเจิมศักดิ์ กล่าวต่อว่า พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคไม่เคยสัญญากับประชาชนเมื่อได้อำนาจรัฐจะเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายในเมือง แต่เมื่อได้รับอำนาจแล้ว กลับไปทำในสิ่งที่ไม่ได้สัญญากับประชาชน ถือว่าทำผิดหรือไม่ และจากที่ฟังรัฐบาลบอกว่าไม่ยินดีทำประชามติ ทั้งที่การออกกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสังคม รัฐบาลควรจัดให้มีการทำประชามติเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนก่อน ทั้งนี้มีความน่าสนใจต่อการทำร่างกฎหมายเอ็นเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่อาจมีประเด็นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในอนุกรรมาธิการผลกระทบกับสังคมต้องพิจารณา

ขณะที่นายแก้วสรร อติโพธิ กมธฯ. กล่าวว่า แนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการให้มีสถานบันเทิงที่มีบ่อนกาสิโน ซึ่งรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายต่อสภาฯ ซึ่งตนมองว่าเป็นความต้องการที่เปิดให้ทุนข้ามชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ในการศึกษาของกมธ. จำเป็นต้องพิจารณาในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชุมชนและสังคม ทั้งนี้ที่ทราบมาว่าเขาจะตั้ง 5-10 ที่ขับรถไปถึงภายใน 3 ชั่วโมง ดังนั้นที่ตั้ง ขนาด และจำนวนเป็นประเด็นต้องพิจารณาซักถามรายละเอียดจากรัฐมนตรี

“ผมพบพิรุธในโครงการที่จะทำคือ มีคนในตระกูลชินวัตร จัดหาผู้ออกแบบได้แล้วในโครงการที่จะทำที่ท่าเรือคลองเตย แต่ส่วนที่เหลือนั้นผมไม่ทราบ” นายแก้วสรร กล่าว

นายแก้วสรร กล่าวด้วยว่า ในการพิจารณาของกมธ. ต้องคำนึงถึงการตรวจสอบด้วย การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอาชญากรรม ยาเสพติด การค้าประเวณี ผู้มีอิทธิพลตามจังหวัดต่างๆ เพราะหากเกิดกรณีมีจีนเทามาสุมในพื้นที่เปิดสถานบันเทิงที่มีบ่อนการพนัน อาจเกิดกรณีทุนเทาเต็มสภาฯ จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5  อย่างไรก็ดีการเขียนกฎหมายของรัฐบาล หากตนเป็นสว. จะทำให้ถึงศาล เพราะเท่ากับเป็นการยกอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับองค์กรอื่น และมีเนื้อหาเท่ากับการยกสิทธินอกอาณาเขตให้คนอื่น

“ขอให้พิจารณาในประเด็นสำคัญต่อประเด็นการหารายได้ให้กับประเทศในภาวะที่มีปัญหาศูนย์เหรียญเกิดขึ้น ดูดเงินออกจากประเทศไทยไปต่างชาติ นอกจากนั้นแล้วจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจและธุรกิจเดิมในพื้นที่เช่น กรณีที่จะตั้งที่ คลองเตย การท่องเที่ยวย่านสีลมจะรอดหรือไม่ ทั้งนี้จำเป็นต้องจัดการให้ดีสุด ผมไม่ดัดจริตว่าไม่เอา แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้ได้” นายแก้วสรร กล่าว

ขณะที่นายจรัญ ภักดีธนากุล กมธ.ฯ กล่าวว่า คนร่างและเสนอกฎหมายเข้ามาต่อสภาฯ นั้น แปลง ครม. ให้เป็นกรรมการนโยบาย ทั้งที่เป็นอำนาจของ ครม.  ในฐานะฝ่ายบริหารของประชาชน  แม้ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกันแต่สถานะไม่เหมือนกัน เพราะกรรมการนโยบายไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาฯ จากประเด็นของการเสนอกฎหมายนั้นตนมองว่าเป็นเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา เริ่มจาก มาตรา 115  มาตรา 3 มาตรา 65

“การเปิดให้มีบ่อนพนันออนไลน์ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ การวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์จะทำให้เครดิตของประเทศไทยทุกด้าน รวมถึงการลงทุนถูกกระทบ และต้องใช้หลักธรรมาภิบาล ที่ต้องมีหลักนิติธรรม เพราะหากไม่มีจะขัดแย้งกับรัฐธรมนูญ มาตรา 65 ผมไม่คิดว่าเสียงเอกฉันท์ของสว. จะยับยั้งโครงการนี้ถาวร เพราะรัฐบาลจากพรรคที่กุมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้เบ็ดเสร็จ สามารถโต้แย้งได้ ผมเห็นว่าจำเป็นต้องอ้างรัฐธรรมนูญและเชื่อว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าการทำเรื่องดังกล่าว ขัดแย้งกับสำนึกในศีลธรรมอันดีของคนไทย ธรรมาภิบาลยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดให้ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง” นายจรัญ กล่าว

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

'กรมชลประทาน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ'

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

กรมชลประทาน เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 15–16 พฤษภาคม 2568

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายไพฑูรย์ ศรีมุก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และนายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ณ เรือนรับรองที่ประทับ สำนักงานชลประทานที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

'ชูศักดิ์'สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด'เจ้าคุณแย้ม' เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

“ชูศักดิ์” สั่งผอ.พศ. ประสานเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปลดเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พร้อมตั้ง คกก.ตรวจสอบเงินวัด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 เข้าพบตำรวจ หลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานทุจริตยักยอกเงินวัดจำนวน 300 ล้านบาทว่า เมื่อช่วงเช้าทันทีที่ตนได้รับทราบข่าว ก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนา(พศ.) ประสานสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เนื่องจากพระธรรมวชิรานุวัตรเป็นเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางปกครอง โดยจะต้องให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 โดยจะมีการตั้งพระสงฆ์รูปอื่นมารักษาการแทน พร้อมตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นอาจจะต้องดำเนินการทางวินัย แต่ที่ทำขณะนี้คือให้พ้นจากอำนาจหน้าที่ในการเป็นเจ้าอาวาสไปก่อน ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีท่านก็เห็นชอบว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนตามที่เสนอไป

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องเงินวัด ตนได้แนะนำไปว่า จะต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดโดยเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาคนที่ดูแลทรัพย์สินเงินทองก็คือเจ้าอาวาส เมื่อกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นให้เป็นอำนาจหน้าที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีตามที่ท่านเห็นสมควร

เมื่อถามว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นต้องมีการตรวจสอบวัดทั่วประเทศทั้งหมดเลยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้มีนโยบายสำคัญ 8-9 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นตนได้ประชุมกับผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ ขอให้สอดส่องดูแลป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนา โดยตนเน้นย้ำว่า อย่าไปดูเฉพาะพฤติการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอให้ดูด้วยว่าการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นพระลูกวัด เจ้าอาวาส ถ้ามีลักษณะทำลายพระพุทธศาสนาขอให้มีมาตรการดำเนินการ 

“ผมได้เร่งรัดในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการรายงานมาโดยตลอด อย่างถ้ามีข่าวตรงนั้นตรงนี้ หรือไม่มีข่าว แต่มีพฤติกรรมก็จะมุ่งเน้นการประพฤติผิด การกระทำผิดพระธรรมวินัย การนำความเชื่อต่างๆ ที่ไม่ใช่หลักศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความงมงายไม่น่าเชื่อ ก็ถือว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาได้ ทั้งนี้การเบิกจ่ายภายในวัดมีระเบียบอยู่แล้ว มีการตรวจตราพอสมควร แต่ก็อย่างว่า ถ้าผู้บริหารทำผิดซะเองบางทีก็ตรวจสอบยาก พอเป็นข่าว เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแล จึงแนะนำไปว่าให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดจะได้โปร่งใส”