‘นายกฯ’มั่นใจ’ทีมไทยแลนด์’พร้อม ‘สหรัฐฯ’ชื่นชมริเริ่มข้อเสนอน่าประทับใจ

'นายกฯ'มั่นใจ'ทีมไทยแลนด์'พร้อม 'สหรัฐฯ'ชื่นชมริเริ่มข้อเสนอน่าประทับใจ

‘นายกฯ’มั่นใจ’ทีมไทยแลนด์’พร้อม ‘สหรัฐฯ’ชื่นชมริเริ่มข้อเสนอน่าประทับใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

“นายกฯ”มั่นใจ”ทีมไทยแลนด์”พร้อม หลังสัญญาณ”สหรัฐฯ”ตอบรับดีเยี่ยม “รมว.คลังสหรัฐฯ”ชื่นชมไทยริเริ่มข้อเสนอน่าประทับใจในการเจรจา มั่นใจเราเดินมาถูกทางแล้วในการวางกรอบการเจรจาในเวลาที่เหมาะสม เชื่อการเจรจาจะเป็นผลดีกับประเทศ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนการเดินทางไปประชุมที่เวียดนามเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้คณะทำงาน ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจากำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาพิจารณาข้อมูลที่เตรียมการไว้ รวมทั้งให้ติดตามสาระสำคัญ ที่มีการพูดถึงการเจรจาของแต่ละประเทศในเวทีการประชุมการลงทุนซาอุดีฯ – สหรัฐฯ ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Mr. Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงหลายประเทศในยุโรป และเอเชีย ที่ได้มีการส่งข้อเสนอเพื่อขอเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งการเจรจากับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศในเอเชีย เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิผล

โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงประเทศไทย ว่า การพูดคุยกับประเทศไทยนั้น ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี พร้อมชื่นชมว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้นำเสนอแนวคิดริเริ่มที่โดดเด่น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังย้ำว่า การเจรจาการค้าที่มีพัฒนาการร่วมกับญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน พร้อมชื่นชมไทย ต่อการริเริ่มข้อเสนอที่น่าประทับใจ ซึ่งคาดว่าน่าจะนำไปสู่การเจรจาที่มีประสิทธิผล

“นับเป็นสัญญาณบวกของประเทศไทย จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของทีมไทยแลนด์ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐฯ ที่ให้เน้นความรอบคอบ ครบถ้วน และจังหวะเวลาที่ถูกเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนการค้า ส่งเสริมการลงทุนไทยในสหรัฐฯ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันสมัย แข่งขันได้และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น”

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า การทำงานของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เตรียมการมาตั้งแต่ต้นปี ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าสาบานตนรับตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประสานและผลักดันการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ โดยนายกรัฐมนตรี ได้ติดตามทุกประเด็นในการเตรียมความพร้อม และให้ทีมศึกษาข้อเสนอแนะของประเทศต่างๆ รวมไปถึงการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับ ประเทศต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้วางกรอบการเจรจา 5 แนวทาง ดังนี้

1) การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและสินค้าเกษตร โดยวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าสินค้าใดที่ไทยขาดแคลนวัตถุดิบ และสามารถนำเข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตได้ในลักษณะ win-win

2) การทบทวนภาษีนำเข้าของสินค้าปัจจุบัน โดยรัฐบาลจะพิจารณาการผ่อนคลายเงื่อนไขบางประการและบริหารโควต้าให้เหมาะสม โดยต้องไม่กระทบกับภาคการผลิตในประเทศ

3) การปรับปรุงกลไกภายในประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนทางกฎระเบียบและขั้นตอนนำเข้าสินค้า โดยมุ่งแก้ไขอุปสรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี (Non-Tariff Barriers) พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพระบบภายในประเทศ ลดภาระของผู้ประกอบการ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม

4) ใช้มาตรการคัดกรองสินค้านำเข้าอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด และดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศที่สามใช้ไทยเป็นฐานหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีจากสหรัฐฯ

5) ปรับโครงสร้างการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีที่ไทยเริ่มขาดแคลนวัตถุดิบและทรัพยากร และส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะทีมที่ปรึกษา รวมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้ง ภาคเอกชน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้หารือพูดคุยเพื่อให้ไทยมีข้อเสนอที่ดีที่สุด และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ซึ่งการที่ใช้ จังหวะเวลา และข้อมูลที่เหมาะสม จะทำให้การเจรจาเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมของประเทศไทยในการส่งออกทุกประเภทอย่างแน่นอน

‘นายกฯอิ๊งค์’ให้รอ ครม.เคาะคนดูดีเอสไอแทน‘ทวี’

‘นายกฯอิ๊งค์’ให้รอ ครม.เคาะคนดูดีเอสไอแทน‘ทวี’

‘นายกฯอิ๊งค์’ให้รอ ครม.เคาะคนดูดีเอสไอแทน‘ทวี’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.24 น.

‘นายกฯอิ๊งค์’ให้รอ ครม.เคาะคนดูดีเอสไอแทน‘ทวี’

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 15 พ.ค.68 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่สั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะให้ใครทำหน้าที่ดูแลแทน โดย น.ส.แพทองธาร หันไปสอบถาม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนตอบคำถามว่า เรื่องนี้ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

เมื่อถามอีกว่านายกฯจะดูแลเองหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คงต้องมอบหมายให้ใครดูต่อ

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะกระทบการทำงานหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า คงต้องให้ พ.ต.อ.ทวี คุยว่าจะส่งงานที่ค้างอยู่อย่างไร ไม่เป็นไรเดี๋ยวคุยกันในที่ประชุม ครม. แต่ก็จะหาคนแทนได้

‘อิ๊งค์’คอนเฟิร์ม! ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ยังไม่เลิกแจก ขอทบทวนแผนศก.คลุมทุกช่วงอายุ

‘อิ๊งค์’คอนเฟิร์ม! ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ยังไม่เลิกแจก ขอทบทวนแผนศก.คลุมทุกช่วงอายุ

‘อิ๊งค์’คอนเฟิร์ม! ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ยังไม่เลิกแจก ขอทบทวนแผนศก.คลุมทุกช่วงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.02 น.

‘อิ๊งค์’คอนเฟิร์ม! ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ยังไม่เลิกแจก ขอทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ครอบคลุมทุกช่วงอายุ หลังโดนวิกฤติ‘ภาษีทรัมป์’

เมื่อเวลา 09.20 น.วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่ท่าอากาศ 2 กองบิน 6 (บน.6 ) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการแจกเงินดิจิทัล เฟส 3 ตกลงจะได้หรือไม่ เนื่องจากนายกฯได้ระบุจะมีการทบทวน ว่า “ใช่คะ เพราะมีความเห็นเข้ามาของเรื่องภาษีของสหรัฐอเมริกา ที่มันเป็นสถานการณ์ทั่วโลก และถือเป็นปัจจัยใหม่ๆ อันนี้ต้องฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ได้ข้อสรุปอย่างไร จะรีบบอก”

เมื่อถามว่า มีการเข้าใจกันไปแล้วว่าอาจจะมีการยกเลิก ก็เลยใจเสียไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า เรากำลังหาวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลมากที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันยังไม่ได้ข้อสรุป อะไรทั้งสิ้น เดี๋ยวรอฟังความเห็นให้ครบ ความจริงเรากำลังพยายามผลักดันทุกแง่มุม

เมื่อถามว่า จะสามารถปรับเป็นรูปแบบโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอัน ที่ต้องช่วยกันหลายด้าน ซึ่งตอนนี้มันเป็นเศรษฐกิจที่กระทบทั่วโลก ฉะนั้นเราคงต้องใช้ทั้งเม็ดเงิน ใช้ทั้งนโยบายต่างๆที่จะกระตุ้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่ช่วงอายุใดอายุหนึ่ง แต่ต้องเป็นทั้งหมด เพราะแผนเดิมเราแบ่งเป็นช่วงอายุ แต่อันนี้มันต้องทั้งหมด

เมื่อถามย้ำว่า สรุปว่ายังมี หรือจะปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นายกฯตอบว่า ขอรอฟังความคิดเห็นก่อนว่ายังไงบ้าง แต่ว่าจริงๆ เรายังไม่ได้ยกเลิกอะไร

เมื่อถามต่อไปว่าทบทวนเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตจะส่งผลกระทบต่อเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายกฯได้หยุดยืนฟัง แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อออก เดินทางไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมประชุมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ(เจซีอาร์)ไทย -เวียดนามครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค.

‘กรณ์’ยก 6 ข้อ ไทยเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ Art of the Deal คือ ต้องมี deal

‘กรณ์’ยก 6 ข้อ ไทยเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ Art of the Deal คือ ต้องมี deal

‘กรณ์’ยก 6 ข้อ ไทยเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ Art of the Deal คือ ต้องมี deal

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.47 น.

‘กรณ์’ยก 6 ข้อ ไทยเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ Art of the Deal คือ ต้องมี deal

15 พฤษภาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” โดยแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์เจรจาเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ของรัฐบาล ระบุว่า…

ผมมองว่าการที่อเมริกาคุยกับเราช้าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับเรา

1. สมมุติฐานสำคัญคือ กำแพงภาษีที่ประกาศวัน liberation day เป็นอัตราที่กำหนดไว้เพื่อเผื่อต่อรอง ยิ่งเวลาผ่านไปความพร้อมในการต่อรองปรับลดยิ่งน่าจะมีมากขึ้น

2. การเจรจาตกลงกับประเทศที่ใหญ่กว่าเราจะทำให้อเมริกาลดความจำเป็นต้องมีท่าที  “โชว์แกร่ง”

3. ทีมเจรจาเรามีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น และมีเวลาศึกษาแนวเจรจาของอเมริกากับประเทศอื่นๆ

4. ภาคธุรกิจเรามีเวลาเตรียมแผนการทำธุรกิจและลงทุนในอเมริกามากขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาลประสานกับภาคธุรกิจของเราได้ดี

5. เรามีเวลาเตรียมแผนเยียวยา/สร้างโอกาสใหม่ ให้คนไทยเราที่อาจจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงกับอเมริกา – เช่นชาวไร่ข้าวโพด (หากเรานำเข้าข้าวโพดจากอเมริกามากขึ้น) – อันนี้อย่ามองข้ามครับ

6. เรามีเวลาปรึกษาแนวทางการเจรจากับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่ม ASEAN มากขึ้น

ขอเป็นกำลังใจให้ทีมเจรจาทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศเราต่อไปครับ

ยังไงๆผมก็เชื่อว่าเราคุยกับเขาทัน เพราะระหว่างนี้ทีมเราก็มีการพูดคุยกับเขาอยู่ในฉากหลัง และเอาเข้าจริง ทรัมป์ ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน วันเดียวยังได้ เขาเองก็ต้องการโชว์ผลงาน

สำคัญที่สุดใน Art of the Deal คือ การต้องมี deal

หนาวทั้งบาง! ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้หากราชทัณฑ์ไร้หลักฐานปมชั้น 14 คาดคนผิดรับโทษเพียบ

หนาวทั้งบาง! ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้หากราชทัณฑ์ไร้หลักฐานปมชั้น 14 คาดคนผิดรับโทษเพียบ

หนาวทั้งบาง! ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้หากราชทัณฑ์ไร้หลักฐานปมชั้น 14 คาดคนผิดรับโทษเพียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

หนาวทั้งบาง! ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้หากราชทัณฑ์ไร้หลักฐานปมชั้น 14 คาดคนผิดรับโทษเพียบ

15 พฤษภาคม 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

หากราชทัณฑ์ไม่สามารถอธิบายให้ศาลเห็นด้วยประจักษ์พยานที่มีอยู่ ว่าเป็นการปฏิบัติตาม ม.55 พรบ.ราชทัณฑ์โดยถูกต้องได้แล้ว ก็จะมีคนผิดต้องรับโทษหลายคนต่างกรรมต่างวาระรวมไปถึงคุณทักษิณด้วย สุดจะคาดเดา…

“อาการป่วยที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะด้านคืออาการอะไร(โรคทางจิตหรือโรคติดต่อ?)ซึ่งการรักษาที่ รพ.ราชทัณฑ์จะไม่ทุเลาดีขึ้น โดยต้องส่งตัวไปอยู่ที่ชั้น14รพ.ตร.ให้สามารถรักษาอาการป่วยดังกล่าวให้ทุเลาดีขึ้นได้อย่างไรและเมื่ออาการดีขึ้นแล้วทำไมไม่ส่งกลับ รพ.ราชทัณฑ์?”

เปิด‘ความลับ’ชั้น14! ‘หมอวรงค์’ชี้‘จุดน่าสนใจ’ห้องพิเศษชั้นดี

เปิด‘ความลับ’ชั้น14! ‘หมอวรงค์’ชี้‘จุดน่าสนใจ’ห้องพิเศษชั้นดี

เปิด‘ความลับ’ชั้น14! ‘หมอวรงค์’ชี้‘จุดน่าสนใจ’ห้องพิเศษชั้นดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.04 น.

เปิด‘ความลับ’ชั้น14! ‘หมอวรงค์’ชี้‘จุดน่าสนใจ’ห้องพิเศษชั้นดี

15 พฤษภาคม 2568 หลังจากเผยแพร่คลิปบรรยากาศภายในห้อง VVIP ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ที่เคยใช้เป็นที่รักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นระยะเวลาถึง 180 วันไปแล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หมอวรงค์’ พาทัวร์ห้อง VVIP ชั้น 14 หรูหราอลังการ-ไม่ได้สะท้อนภาพของผู้ป่วยวิกฤติ (คลิป))

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

#ความลับที่น่าสนใจห้อง1404ชั้น14รพตำรวจ

ความโชคดีที่ผมมาเยี่ยมผู้ป่วยชั้น14 และได้พบท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส โดยบังเอิญ ท่านจึงได้พาผม มาดูจุดที่น่าสนใจของห้อง1404 ที่ท่านเสรีพิศุทธ์เคยขึ้นมา

บรรยากาศในห้อง 1404 และทุกห้องในชั้นนี้จะเหมือนกัน คือ มีโถงใหญ่ไว้รับแขก มีห้องผู้ติดตาม มีห้องน้ำสำหรับแขกที่โถงใหญ่ ส่วนห้องนอนผู้ป่วย มีประตู คล้าย connecting room ของโรงแรมสุดหรูเชื่อม

ซึ่งจะมีเตียงคนไข้ เตียงนอนเฝ้าคนไข้ด้านข้าง และมีห้องน้ำภายในอีกห้อง สภาพเตียงคนไข้ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วย สภาพอาการไม่ป่วยหนักมาก

เพราะห้องคนไข้ 1404 จะอยู่มุมสุดห้อง ถือว่าไกล station ของพยาบาลมาก ผู้ป่วยที่มีอันตราย กว่าพยาบาลจะมาดูแล ถ้าอันตรายมาก อาจจะเสียชีวิตก่อนที่ พยาบาลจะเดินมาถึง

ที่เตียงคนไข้ ไม่ได้มีอุปกรณ์กู้ชีพ มีเสาน้ำเกลือและจอวัดความดัน ชีพจร อุณหภูมิเท่านั้น ผู้ป่วยห้องแบบนี้ จึงไม่เหมาะผู้ป่วยหนักหรือวิกฤติ ควรต้องช่วยตัวเองได้บ้าง ยิ่งนอนติดเตียง เป็นอันตรายต่อชีวิต ยิ่งไม่เหมาะมานอนที่นี่

ท่านเสรีบอกผมว่า ตอนนั้นไม่สามารถขึ้นลิฟท์มาชั้นนี้ได้แบบวันนี้ เพราะต้องมีคนพาขึ้นลิฟท์  และออกมาที่ชั้นอื่นก่อน และต้องเดินผ่านประตูหนีไฟ จึงมาที่ห้อง 1404นี้ได้

บังเอิญห้อง1404 จะอยู่ฝั่งตรงข้าม 1403 เมื่อเปิดประตูห้อง1404 จะเจอห้อง1403 และซอกข้างห้อง1403 กว้างสักประมาณสองเมตร ก็สามารถขึ้นลง ทางประตูหนีไฟ ไม่มีใครเห็น

ท่านเสรีบอกผมว่า มาเป็นแขกที่นี่ครั้งแรก นักโทษใช้ห้องรับรองห้อง โถงใหญ่1403 รับรอง นักโทษมาพบที่ห้อง1403 เมื่อออกจากประตูหนีไฟจึงเข้ามาที่ห้อง1403 ส่วนห้อง1404จะตรงข้ามห้อง1403 และตรงข้ามกับประตูหนีไฟ

แต่มาพบนักโทษครั้งที่สองที่ชั้นนี้ เขาใช้ห้องรับรองโถงใหญ่ของห้อง1404ดูแล  ได้กินข้าวเหนียวมะม่วงที่ห้อง1404 เนื่องจากนักโทษเปิดใช้ ทั้ง1403 และ1404 แต่1403เอาไว้รับแขก ส่วนนักโทษจะนอนที่ 1404  ส่วนจะแวบไปตอนไหนหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะประตูหนีไฟค่อนข้างสะดวกและมิดชิด

สรุปแล้ว สภาพห้องนี้ จึงเป็นห้องพิเศษแบบ VVIP มีคำว่า ROYAL SUITE ติดที่ป้ายห้อง1404ด้วย จึงไม่ใช่ห้องควบคุมตัวพิเศษ “ไม่เหมาะที่จะให้นักโทษมาพักรักษา” ตามกฎกระทรวงที่ส่งตัวนักโทษรักษาตัวนอกเรือนจำ

เพราะนี่คือห้องพิเศษชั้นดี

ซึ่งผิดกฎกระทรวง

‘ทวี’หยุด ‘ดีเอสไอ’ต้องไม่หยุดลุยคดี‘ฮั้วสว.’

‘ทวี’หยุด ‘ดีเอสไอ’ต้องไม่หยุดลุยคดี‘ฮั้วสว.’

‘ทวี’หยุด ‘ดีเอสไอ’ต้องไม่หยุดลุยคดี‘ฮั้วสว.’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.43 น.

‘ทวี’หยุด ‘ดีเอสไอ’ต้องไม่หยุดลุยคดี‘ฮั้วสว.’

15 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ศาลรธน.สั่ง ทวี หยุดกำกับดีเอสไอ แต่ดีเอสไอต้องไม่หยุดลุยคดีฮั้วส.ว.” ระบุว่า…

ศาลรธน.สั่ง ทวี หยุดกำกับดีเอสไอ

แต่ดีเอสไอต้องไม่หยุดลุยคดีฮั้วส.ว.

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมไปจนกว่าศาลจะวินิจฉัยคำร้องของส.ว. ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์คดีฮั้วส.ว. ซึ่งดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม มีพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นผู้กำกับดูแล

เรื่องนี้ทำให้มีข้อพิพาทกันระหว่างส.ว. สีน้ำเงินกลุ่มหนึ่งกับดีเอสไอ ที่เดินหน้าดำเนินคดีเร่งทำความจริงให้ปรากฏ จับมือกับกกต.เดินหน้าสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐาน เพื่อเอาความผิดกับส.ว. สายสีน้ำเงินให้ได้ โดยการออกหมายเรียกมาแก้ข้อกล่าวหา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลดีเอสไอแล้ว ทำให้กลุ่มส.ว.ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหรือคู่กรณีต่างแสดงความดีใจกันอย่างเห็นได้ชัด

จากการแสดงออกของพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ส.ว. ในฐานะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลธรรมนูญมีมติสั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกำกับดูแลกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า “เขาคงเห็นว่าการออกมาแหกปากให้สังคมเกลียดชัง ส.ว. มันไม่ชอบ ถ้ามีของจริง ไม่ต้องไปแหกปากหรอก เดี๋ยวเจอคิดบัญชีแน่” รวมไปถึงการกล่าวพาดพิงว่า เป็นการกระทำของคนที่จิตใจชั่วร้ายคิดทำอะไรก็ชั่วร้ายไปหมด ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพ.ต.อ.ทวีและดีเอสไอ

เมื่อพ.ต.อ.ทวี ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลดีเอสไอ คงไม่ส่งผลต่อคดีฮั้วส.ว. เพราะดีเอสไอเป็นหน่วยงานราชการ เป็นกลไกของรัฐ แม้ว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จะไม่ได้กำกับ แต่ยังมีรัฐมนตรีคนอื่นมากำกับแทน ซึ่งสามารถทำหน้าที่ตามบทบาท อำนาจหน้าที่ตามกฏหมายได้ และเชื่อว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่บั่นทอนจิตใจผู้ปฏิบัติงานกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะสังคมคาดหวังว่า คดีฮั้วส.ว.ดีเอสไอและกกต.คงจะทำความจริงให้ปรากฏขึ้นมาได้

ซึ่งก่อนหน้านี้สังคมต่างผิดหวังกับการทำหน้าที่ของกกต.มาแล้ว แต่เมื่อกกต.จับมือกับดีเอสไอทำคดีฮั้วส.ว.แล้ว ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น และเชื่อว่าความจริงจะปรากฏว่า การสรรหาส.ว.ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา สังคมรับรู้ว่ามีการบล็อกโหวต มีการจ้างวาน มีการให้สินบน มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเชื่อว่าการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของพ.ต.อ.ทวีไม่ใช่อุปสรรคในการหน้าที่ของดีเอสไอ ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างได้ข้อยุติ  ไม่ควรที่จะถอนคันเร่ง หรือชะลอปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจจะเกิดผลเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินคดีได้

ขอให้กำลังใจและเชื่อว่าสังคมอยากให้ทุกฝ่ายได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา  ทั้งกกต.และดีเอสไอต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กลุ่มส.ว.ผู้ถูกกล่าวหา ต้องหาพยานหลักฐานมาแก้ต่าง ถ้าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ความจริงก็ปรากฏขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

นอนรพ. = จำคุก! ต่อไป‘คำพิพากษาศาล’ไร้ความหมาย คนมีอำนาจคงอยู่จนพ้นโทษ

นอนรพ. = จำคุก! ต่อไป‘คำพิพากษาศาล’ไร้ความหมาย คนมีอำนาจคงอยู่จนพ้นโทษ

นอนรพ. = จำคุก! ต่อไป‘คำพิพากษาศาล’ไร้ความหมาย คนมีอำนาจคงอยู่จนพ้นโทษ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.12 น.

นอนรพ. = จำคุก! ต่อไป‘คำพิพากษาศาล’ไร้ความหมาย คนมีอำนาจคงอยู่จนพ้นโทษ

15 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

นอนรพ.เท่ากับจำคุก

ถ้าการไปนอนโรงพยาบาลของทักษิณ 6 เดือน เท่ากับจำคุกแล้วตามหมายจำคุกของศาล

ต่อไปนี้ คำพิพากษาของศาลไม่มีความหมาย

คนมีอำนาจ นักการเมือง คนรวยติดคุก ได้นอนโรงพยาบาลจนพ้นโทษแน่นอน

13 มิถุนายนนี้ จะชัดเจนกันเสียที

ระเบียบคุกจะสูงกว่า กฎหมาย ป.วิอาญา และคำพิพากษาของศาล

คปท.บุกสถานทูตมาเลย์จี้‘อันวาร์’ ปลด‘เทวดาทักษิณ’ พ้นเก้าอี้ที่ปรึกษาประธานอาเซียน

คปท.บุกสถานทูตมาเลย์จี้‘อันวาร์’ ปลด‘เทวดาทักษิณ’ พ้นเก้าอี้ที่ปรึกษาประธานอาเซียน

คปท.บุกสถานทูตมาเลย์จี้‘อันวาร์’ ปลด‘เทวดาทักษิณ’ พ้นเก้าอี้ที่ปรึกษาประธานอาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คปท.บุกสถานทูตมาเลย์จี้‘อันวาร์’ ปลด‘เทวดาทักษิณ’ พ้นเก้าอี้ที่ปรึกษาประธานอาเซียน มีคดีม.112ติดตัว/รอไต่สวนชั้น14 ‘ผู้ช่วยผบ.ตร.’ค้านมติ‘แพทยสภา’ ไม่เคยเซ็นเอกสารรับรอง‘แม้ว’ป่วย

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) บุกสถานทูตมาเลเซีย จี้ “อันวาร์ อิบราฮิม” ปลดเทวดาทักษิณ พ้นประธานที่ปรึกษาอาเซียน ชี้มีคดี 112 ติดตัว และถูกไต่สวนกรณีชั้น 14 ด้านผู้ช่วย ผบ.ตร.อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ 1 ใน 3 ที่ถูกแพทย์สภาเชือด ร้องขอความเป็นธรรม รมว.สาธารณสุข ยันไม่เคยเซ็นรับรองเอกสารเทวดาป่วย

เมื่อ ที่ 14 พ.ค.68 ที่กรมอนามัย นายสุรินทร์ สู่สวัสดิ์ นำทีมทนายความที่ได้รับมอบจาก พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ กรณีแพทย์สภามีมติลงโทษแพทย์ที่ทำการรักษานายทักษิณ ชินวัตร รี จำนวน 3 คน โดยมีนายกองตรี ดร. ธนกฤต จิตอารีรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับมอบหนังสือ

โดยนายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากทางนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่ติดต่อมาโดยตรง และได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งตนได้กราบเรียนนายสมศักดิ์ ทราบแล้ว หลักๆ มี 8 ประเด็นที่ท่านมีความไม่สบายใจและขัดข้องใจ แม้ว่ายังไม่ได้รับหนังสือจากแพทยสภา แต่ทราบจากสื่อ และเป็นข้อมูลเดิม ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ยื่นคำชี้แจง และได้รับการไต่สวนโดยแพทย สภา จึงเข้าใจโดยปริยายว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกลงโทษ ทั้งนี้ ที่ท่านบอกว่าเป็นความอึดอัดใจ

ยันไม่ได้วินิจฉัยโรคแม้ว

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ท่านเป็นเพียงแค่ผู้บังคับบัญชา และเป็นคนที่ไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยโรคด้วย ดังนั้น สิ่งที่ท่านได้รับคือความเห็นของผู้บริหารแพทยสภา ท่านให้ข่าวกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าวเรื่องราวทั้งหลายทำให้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งพูดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่เริ่มต้นรับตัวมาดูจากผลวินิจฉัยโรค ผลทะเบียนประวัติที่ส่งมาตั้งแต่อดีตนายกทักษิณเข้ารับการรักษาตัวจากต่างประเทศ และตรวจสุขภาพต่างๆ ซึ่งพบถึงรอยโรคที่เกิดขึ้น ย้ำว่าตนในฐานะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีมีข้อห้ามตามกฎหมาย PDPA ห้ามเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วย แม้เจ้าตัวยินยอม แต่ทางราชทัณฑ์ก็ต้องยินยอมด้วย โดยเฉพาะข้อมูลคนไข้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ผ่านมาคนไม่ค่อยให้ข้อมูลการป่วย เพราะบางคนเป็นโรคที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงไม่แปลกที่จะให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือให้ข้อมูลได้เฉพาะเท่าที่ผู้ป่วยอนุญาต

บอกเหมือนโดนโทษประหาร

ดังนั้น ความไม่สบายใจนี้และส่งผลให้ท่านได้รับโทษ เหมือนเป็นการประหารชีวิตการทำงานราชการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีตลอดชีวิตราชการ จึงรวบรวมพยานเอกสารหลักฐาน ซึ่งตนยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ในเนื้อหาของแพทยสภาด้วยหรือไม่ ย้ำว่าตนไม่ได้มาพูดแทน ส่วนคนอื่นๆจะมายื่นด้วยหรือไม่ ตนไม่ทราบ ยังไม่มีการติดต่อมา จริงๆ มีคนที่ถูกสอบ 4 คน และมี 3 คนที่ได้รับโทษ

เมื่อถามว่าหลักฐานหลักๆ คือ เวชระเบียนหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า เมื่อวานนี้อีกคนพูดถึงข้อมูลเชิงประจักษ์ วันนี้พูดถึงการที่ท่านไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยโรค แต่นำเสนอข้อมูลที่สื่อติดตามสอบถาม ขณะที่ไทม์ไลน์ในการรักษาเป็นคนละห้วงเวลาที่มีการพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต้องนำข้อมูลจากผู้ร้องทั้ง 2 คนมาดู และดูว่าแพทยสภากล่าวหาใคร อย่างไร ตรงกับตรงนี้หรือไม่ หรือมีการสรุปสำนวนคดีมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่ โดยเอามาประกอบการพิจารณาของสภานายกพิเศษ หลายคนสงสัยว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้นายกสภาพิเศษให้ไปทบทวนหรือไม่ แต่กฎหมายไม่ได้ให้ทำเช่นนั้น แต่ให้สรุปความเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เป็นด้วยกับมติของแพทยสภา โดยตอบกลับไปภายใน 15 วัน

เตรียมฟ้องศาลปกครองด้วย

เมื่อถามว่าได้รับข้อมูลยืนยันหรือไม่ หรือได้รับทราบจากที่ใดที่ทำให้มั่นใจว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกแพทยสภาลงโทษ นายสุรินทร์ สู่สวัสดิ์ ทนายความ กล่าวว่า ทราบข้อมูลจากสื่อมวลชนที่การนำเสนอชัดเจนว่าท่านถูกลงโทษ ส่วนตัวท่านเองนั้นก็ทราบจากสื่อเช่นเดียวกันว่าเป็นแพทย์ที่ถูกลงโทษอยู่ที่รพ.ตำรวจ จำนวน 2 คน ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็มีแพทย์ใหญ่คนปัจจุบันกับ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ ทั้งนี้ การยื่นขอความเป็นธรรมจะต้องมายื่นก่อนที่สภานายกพิเศษจะพิจารณามติของแพทย สภาใน 15 วัน หากหลัง 15 วันแล้ว สภานายกพิเศษไม่มีความเห็นไป แพทยสภาก็ใช้คำสั่งเดียว แล้วเราจะทำได้อย่างเดียวคือฟ้องศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบว่าหลังแพทยสภามีมติออกไปนั้น ตนไม่ทราบว่า พล.ต.ท. โสภณรัตช์ กับพล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ติดต่อไปหรือไม่ แต่ตนไม่ได้ติดต่อไปแน่นอน

“มีผู้ถูกกล่าวหา 4 คน จากรพ.ราชทัณฑ์ 2 คน จากรพ.ตำรวจ 2 คน ดังนั้น มันเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะที่รพ.ตำรวจมี 2 คนเท่านั้น” นายสุรินทร์ กล่าว และว่า พล.ต.ท. โสภณรัตช์ เป็นแพทย์ผู้บริหาร ไม่ใช่แพทย์ที่ทำการรักษา ซึ่งในวันที่ 2 ส.ค. ซึ่งมีการมารักษาตัวนั้น ท่านยังเป็นแพทย์ใหญ่ หลังจากนั้นจึงขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ไม่เคยพูดเรื่องป่วยวิกฤต

เมื่อถามว่าทางนายความได้ให้คำแนะนำหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ใช่ เพราะเห็นว่ามติที่ออกมาไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม เพราะท่านไม่ได้เป็นแพทย์ที่รักษา แต่ให้ความเห็นต่อสื่อที่ไปสัมภาษณ์ โดยให้ข้อมูลว่ามีอาการที่ท่านรู้จากแพทย์ที่รักษาว่าอาการเป็นอย่างไรก็ให้ไปตามนั้น แล้วท่านก็มาถูกลงโทษจากการให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ตรงความจริง ซึ่งไม่เป็นเป็นธรรม

เมื่อถามว่าแพทยสภาแถลงว่ามติที่ออกมามีการพิจารณาจากเอกสาร ซึ่งไม่สอดคล้องอาการวิกฤติ นายสุรินทร์ กล่าวว่า คำว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤตต้องเป็นแพทย์ที่ทำการรักษาเป็นคนดูไม่ใช่คนนอกไปดู และนพ.โสภณรัตช์ ไม่เคยบอกว่าวิกฤตและท่านไม่ได้เป็นคนรักษา แต่พูดตามแพทย์ที่รักษาบอกมา ซึ่งที่จำได้ มีการพูด 2 ครั้งคือวันที่ 23 ส.ค.และ วันที่ 25 ส.ค. เท่านั้น

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าเอกสารที่ส่งให้แพทยสภาไม่เป็นความจริงหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบและไม่เคยเห็นรายงาน จึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าจริงหรือไม่จริง

ไม่เคยเซ็นเอกสารรับรองแม้ว

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การเป็นนายแพทย์ใหญ่ต้องมีการเซ็นเอกสารรับรองทุกอย่างทำให้เป็นที่มาของการถูกลงโทษ นายสุรินทร์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้คุยกัน พล.ต.ท.โสภณรัตช์ ไม่ได้เซ็นเอกสารแม้แต่ใบเดียว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเมื่อนายแพทย์ใหญ่ยืนยันว่าไม่ได้เซ็นเอกสารแม้แต่ใบเดียว ขณะที่แพทยสภาพิจารณาจากเอกสารก่อนมติออกมา แปลว่าจะโต้แย้งประเด็นว่า เอกสารที่แพทยสภาพิจารณาเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า คำถามนี้เหมือนเอา 2 คน มารวมเป็นหนึ่งคำถาม ซึ่งต้องแยกส่วนกัน เราต้องดูเอกสารจากแพทยสภาว่ากล่าวหาใคร ประเด็นใด แล้วค่อยมาดูว่าผู้ร้องว่าถูกกล่าวหาที่ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามานั้นตรงกับแพทย สภาหรือไม่ ที่สำคัญใช้ข้อมูลที่เค้าให้และข้อมูลที่เราแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน เมื่อจำกัดความวิกฤติหรือวิกฤติไม่รู้ว่าใครเป็นผู้พิจารณา หรือคนที่พูดออกมานั้นพูดเองหรือไม่ หลังจากที่ตนได้ฟังทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยพูดคำว่าวิกฤติเลย ซึ่งต้องเก็บเป็นข้อมูลในสาระสำคัญที่พูดถึงคำนี้คือใครพูด คำว่าวิกฤติจากตนได้สอบถามแพทย์จะเห็นว่าวิกฤตหรือไม่ ยกตัวอย่าง รพ.ราชทัณฑ์จะส่งคนรักษาที่รพ.ตำรวจ สาระสำคัญโรงพยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนั้นได้จึงต้องมีการส่งต่อ แต่การทำหัตถการเล็กหรือใหญ่ ถือว่ามีความเสี่ยงทุกครั้งที่มีการรักษาหรือผ่าตัด เพราะสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนในการรักษาได้

และว่า หากการพิจารณาสุดท้ายแล้วออกมาเป็นโทษ เราก็ต้องแสวงหาความยุติธรรมต่อไป โดยการพึ่งศาลปกครอง

ยังไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ในอดีตก็เคยมีที่แพทยสภามีวินิจฉัยออกมาแล้ว รมว.สาธารณ สุขวินิจฉัยตามแพทยสภาด้วย แต่พอไปถึงศาลปกครอง ศาลปก ครองกลับคำพิพากษาทั้งหมดว่าสิ่งที่แพทยสภาทำนั้นไม่ถูกต้อง ผิด และต้องชดใช้เงิน โดยเอาเงินรัฐที่มาจากภาษีประชาชน ก็เหมือนกันทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ มาถึงยุคท่านสมศักดิ์ ที่มีคณะทำงานที่เป็นนักกฎหมาย และมีผมอยู่ด้วยก็ต้องดูให้ละเอียดที่สุด อย่างน้อยที่สุดให้เกิดความเสียหายน้อยสุด หรือไม่เสียหายเลย ดังนั้น อยากให้สบายใจได้ ไม่กดดันเลย ยังกินอิ่มนอนหลับตามปกติ ใครถามมาก็ตอบ

จี้”อันวาร์”ปลด”ทักษิณ

วันเดียวกัน ที่อาคารโครนอส สาทร ทาวเวอร์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ พร้อมด้วย นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ตัวแทนศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และนายใจเพชร กล้าจน ตัวแทนกองทัพธรรม ยื่นหนังสือถึงนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย ในฐานะประธานอาเซียน ให้ทบทวนการแต่งตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวประธานอาเซียน ผ่านสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดยมีตัวแทนสถานทูตมาเลเซียลงมารับหนังสือ

สำหรับเหตุผลที่คปท.ต้องการให้นายอันวาปลดนายทักษิณ คือ นายทักษิณ เป็นจำเลยคดีความผิดอาญา มาตรา 112 ในประเทศไทย ขณะเดียวกันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังมีคำสั่งไต่สวนนายทักษิณว่าเกี่ยวกับคดีชั้น 14 อีกด้วย

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol หัวข้อ “ขบวนการไสยศาสตร์การเมือง”นัดชุมนุมที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 15 พค.เวลา 9.00 น.

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เคยบอกชัดเจนว่า ท่านไม่เอากาสิโน และพวกเราในพรรคก็เห็นด้วย เรายืนยันตรงจุดนี้ ถ้าไปร่วมรัฐบาลด้วยแล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อพลังประชารัฐ ไม่เอากาสิโน เราจะตอบประชาชนอย่างไร”

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ