15 วันต้องจบ!!! มติ’แพทยสภา’ส่งถึงมือ’สมศักดิ์’ ชี้หากไม่ส่งกลับถือว่ายอมรับ

15 วันต้องจบ!!! มติ'แพทยสภา'ส่งถึงมือ'สมศักดิ์' ชี้หากไม่ส่งกลับถือว่ายอมรับ

15 วันต้องจบ!!! มติ’แพทยสภา’ส่งถึงมือ’สมศักดิ์’ ชี้หากไม่ส่งกลับถือว่ายอมรับ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

มติ”แพทยสภา”ส่งถึงมือ”สมศักดิ์”แต่ผู้เดียว ยืนยันไม่ได้ส่งให้กับแพทย์ที่ถูกลงโทษ ปัดตอบปม 2 หมอ”รพ.ตำรวจ”ร้องขอความเป็นธรรม เผย 15 วันต้องจบ ขยายเวลาไม่ได้

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 68 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผศ.นพ.ต่อพล วัฒนา ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา พร้อมด้วยทีมกฎหมายของแพทยสภา เดินทางนำส่งมติแพทยสภาให้ลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยยื่นให้กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา โดยมี นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า หลังการรับมอบมติในวันนี้แล้วจะมีการลงเลขรับหนังสือ พร้อมส่งให้นายสมศักดิ์ สภานายกพิเศษ พิจารณาเรื่องนี้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2568 เป็นต้นไป โดยจากที่คุยกับทางนายสมศักดิ์ จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อช่วยกันดูมติ รวมถึงเอกสารประกอบจากแพทยสภา จำนวนหลัก 1 พันหน้า รวมถึงกรณีที่มีแพทย์ที่เข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ที่ถูกแพทยสภาสั่งลงโทษและมาร้องขอความเป็นธรรมเมื่อ 1 – 2 วันที่ผ่านมา คือ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นตนได้เปิดเอกสารที่นำมายื่นขอความเป็นธรรมคร่าวๆ แล้ว ในส่วนของ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นั้นมี 1 ข้อ แต่เอกสารเยอะ ส่วน พล.ต.ท.โสภณรัชต์ มี 8 ประเด็น แต่เอกสารมีไม่มาก แต่ทั้งหมดก็ต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ รมว.สาธารณสุข ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งทีมอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ท่านพูดไว้ว่าจะตั้ง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาภายใน 15 วัน และต้องส่งกลับไปที่แพทยสภา ว่า สภานายกพิเศษจะมีความเห็นด้วย หรือจะวีโต้มติของแพทยสภาอย่างไร แล้วทางแพทยสภาก็ลงมติ 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายไม่ได้กำหนดว่า สภานายกพิเศษสามารถขอยืดเวลาในการพิจารณาได้ ถ้าครบ 15 วันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ก็ต้องส่งให้แพทยสภา ว่าจะยืนยันตามมติแพทยสภาหรือจะวีโต้ในประเด็นใด และหากไม่ส่งกลับใน 15 วัน ก็ถือว่าเป็นการยอมรับมติดังกล่าว

ด้าน ผศ.นพ.ต่อพล กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับมอบหมายจากเลขาธิการแพทยสภาให้นำมติของแพทยสภามาส่งถึงสภานายกพิเศษ และยืนยันว่า ทางแพทยสภาส่งมติดังกล่าวให้กับสภานายกพิเศษฯ เท่านั้น ยังไม่ได้มีการส่งมติดังกล่าวให้กับแพทย์ที่ถูกตัดสินลงโทษแต่อย่างใด เพราะถือว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด ดังนั้น การที่มีแพทย์ที่เข้าใจว่าตัวเองถูกตัดสินแล้วมาร้องเรียนนั้น ตนไม่ทราบว่าแพทย์เหล่านั้น ทราบมติของแพทยสภาจากที่ใด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามว่าหนักใจหรือไม่ที่มีทั้งผู้ที่มาร้อง ขอความเป็นธรรมและม็อบมาคัดค้านไม่ให้ รมว.สาธารณสุข แทรกแซงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีมีกระแสว่าทางแพทยสภากำลังรวบรวมเสียงให้ได้ 2 ใน 3 เพื่อรองรับกรณีหากถูกวีโต้นั้น ตนก็ไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามปกติคณะกรรมการแพทยสภา จะมีการประชุมประจำเดือนทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน

‘ช่อ’แรง!ยุคนี้ถอยหลังไป 40 ปีที่มี‘กะหรี่การเมือง’ ปลุกปชช.ประชาทัณฑ์‘สส.งูเห่า’

‘ช่อ’แรง!ยุคนี้ถอยหลังไป 40 ปีที่มี‘กะหรี่การเมือง’ ปลุกปชช.ประชาทัณฑ์‘สส.งูเห่า’

‘ช่อ’แรง!ยุคนี้ถอยหลังไป 40 ปีที่มี‘กะหรี่การเมือง’ ปลุกปชช.ประชาทัณฑ์‘สส.งูเห่า’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.34 น.

‘พรรณิการ์’มอง​พรรคตั้งเป้า​ดูด​สส.‘​งูเห่า’หวังเสียบมท. 1 แทน‘ภูมิใจไทย’เป็นเรื่องเกินจริง​ ลั่น​หวังสูงไป ชี้ประชาชนต้องช่วยกันลงประชาทัณฑ์ให้ถึงที่สุด ฉะแรงยุคนี้ถอยหลังไป 40 ปีที่มี‘กะหรี่การเมือง’

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 15 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ประสงค์จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) รวมถึงกรณีพรรคกธ.ระบุด้วยว่าจะมีสส.ฝ่านค้านย้ายเข้าไปร่วมกับพรรคอีกจำนวนมาก ว่า การโหมว่ามีอีกหลายคนนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะพรรค กธ.โหมมากว่า 2 เดือนแล้ว ตั้งแต่ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อหลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ การพยายามจะเปิดตัวสส.ย้ายมาร่วมกับพรรคก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องของการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ฉะนั้น เราไม่สามารถแยกเรื่องงูเห่ากับ เสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลได้ เพียงแต่ราคาคุยที่บอกว่ามีจำนวน 20 คน หรือ 30 คน ตอนนี้ก็เห็นชัดแล้วว่ามีน.ส.กฤษฎิ์ แม้จะออกไปแบบเต็มตัวไม่ได้

“ขณะนี้พรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมโหลไว้เยอะพร้อมสำหรับดองงูเพื่อส่งเสริมสุราก้าวหน้า ส่วนจะมีงูเห่าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่นั้น ตนไม่สามารถรับรองแทนพรรคหรือ สส.ได้ว่าจะมีอีกมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่พูดคุยกับทีมจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออกก็ยังถือว่าแน่นหนาอยู่” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทราบดีว่าแม้พรรค ปชน.จะมีการกรองคนดีแค่ไหน ซึ่งตนมองว่าพัฒนาจากสมัยพรรคอนาคตใหม่ที่มีงูเห่านับสิบ ตอนนี้มีเพียงแค่ 1 ถือว่ามีพัฒนาการ แต่เมื่อมีกล้วย มีแป้งก็สามารถล่องูโผล่ออกมาจากถ้ำได้ เราก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะมีงูเห่าอีกมาน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าพรรคจะเดินต่อไปได้และประชาชนเข้าใจ เพราะเรื่องงูเห่ามีปัญหาตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่ระบุให้ สส.เมื่อถูกขับออกสามารถย้ายพรรคได้ ถือเป็นการเปิดทางให้มีการซื้องูเห่าโดยเฉพาะ เมื่อรวมถึงเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีการชักเข้าชักออกจะทำให้มีคนคิดว่าหากมีการขยายมุ้งก็อาจจะได้เก้าอี้เพิ่ม ตนทราบข่าวมาว่าเขาอยากได้ถึงตำแหน่ง มท.1 ซึ่งอันนี้หวังสูงไปนิด

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจะซื้องูเห่าให้ได้ถึง 30-40 คนเพื่อมาแทนที่พรรคภูมิใจไทยนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่เกินจริง แต่ที่พรรคกธ.บอกว่าจะได้ สส.ถึง 20 คนนั้น ก็ขอให้รอดูกันต่อว่าจะมาจากไหน ถ้าจะมาจากพรรค ปชน.ถึงหลักสิบ ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้

เมื่อถามว่า มองการเมืองลักษณะนี้เป็นอย่างไร น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า การเมืองถอยหลังไปกว่า 40 ปีได้ ตั้งแต่ยังมีคำหยาบที่เรียกว่ากะหรี่การเมือง ย้ายพรรคไปย้ายพรรคมา ซึ่งตนมองว่าสิ่งที่ประชาชนต้องช่วยกันประชาทัณฑ์คือเมื่อเราพูดถึงงูเห่าที่หมายถึงคนทรยศ และไม่ได้หมายถึงทรยศต่อพรรคการเมือง แต่หมายถึงทรยศต่อประชาชนที่เลือกมา เพราะกรณีน.ส.กฤษฎิ์ก็ชัดเจนแล้วว่าประชาชนเลือกมา เพราะเป็นพรรคก้าวไกล ประชาชนเลือกมาเพราะพรรค แต่เมื่อถึงเวลากลับบอกว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกัน และขอให้พรรคขับออกเพื่อให้ไปอยู่พรรค กธ.

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า น.ส.กฤษฎิ์มีอยู่สองทางเลือกคือ อยู่ให้จบครบเทอม แล้วครั้งหน้าลงเลือกตั้งในนามพรรค กธ. หรือหากอดทนไม่ได้ ร้อนรนไปหมด ก็ขอให้ลาออก ซึ่งก็แฟร์ทั้งคู่ พรรค ปชน.ก็ส่งคนในนามของพรรคปชน.ต่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจตัดสินใจอีกครั้ง แพ้คือแพ้ ชนะคือชนะ แต่ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่า น.ส.กฤษฎิ์ไม่ต้องการลาออก เพราะไม่ต้องการเสียสิทธิ์ในการเป็นสส.

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าการที่พรรค กธ.ดึงสส.งูเห่าเช่นนี้ถือเป็นการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า คงไม่ซื้องูเห่า แต่เอาไปดูเล่น เพราะงูเห่าไม่ได้น่ารักอะไร และอีกมุมหนึ่งก็เปลืองแต่แน่นอนแล้วว่าวันนี้ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตอนนี้ก็เหมือนละครหลังข่าว ซึ่งถือเป็นละครตบจูบ แต่ช่วงหลังเหมือนจะตบแรงแล้วไม่มีจูบ โดยภายใต้สถานการณ์แบบนี้ก็เล็งเห็นอยู่แล้วว่าพรรคไหน ถ้าหาเสียงสนับสนุนเสถียรภาพของรัฐบาลก็จะมีอำนาจในการต่อรองมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าในยุคนี้มีการซื้องูเห่าเป็นไปอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วสมัยของพรรคอนาคตใหม่การซื้องูเห่า ก่อนหน้านี้ก็ถูกซื้อโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก แต่นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เคยออกมาพูดแบบตรงๆ มีแต่บอกแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าเขามาเอง

“แต่ในยุคนี้หัวหน้าพรรคกล้าธรรมกลับยกมือตัวเองขึ้นมาดมแล้วบอกว่าเนื้อหอม แสดงให้เห็นว่าใครต่อใครก็อยากย้ายเข้ามา ซึ่งดิฉันมองว่าประชาชนไม่ได้ทานหญ้า ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวานหรือหญ้าอะไรก็ตาม ว่าในการย้ายพรรคกลางเทอมเช่นนี้ แล้วไปพรรคกล้าธรรม ที่ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่านโยบายและแนวทางพรรคเป็นอย่างไร ประชาชนคงทราบกันดีอยู่แล้ว” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่พรรค กธ.ระบุว่า เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งปี 2570 นั้น น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า ตนมองว่าตลก เพราะทุกคนก็รู้กันดีว่างูเห่าไม่ว่าจะสีส้มหรือสีแดงสอบตกเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยสถิติก็บอกแล้วว่าหากคาดหวังการเลือกตั้งครั้งต่อไป งูเห่าไม่สามารถที่จะกลับมาชนะการเลือกตั้งได้ เพราะประชาชนจะลงทัณฑ์อย่างถึงที่สุด

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ’ตั้งลำสอบ‘ฮั้ว สว.’เชิญ‘27ผู้ร้อง-กกต.’ให้ข้อมูล ยันไม่ใช่เกมการเมือง

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ’ตั้งลำสอบ‘ฮั้ว สว.’เชิญ‘27ผู้ร้อง-กกต.’ให้ข้อมูล ยันไม่ใช่เกมการเมือง

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ’ตั้งลำสอบ‘ฮั้ว สว.’เชิญ‘27ผู้ร้อง-กกต.’ให้ข้อมูล ยันไม่ใช่เกมการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.26 น.

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตั้งลำสอบปม‘ฮั้ว สว.’เชิญ‘27ผู้ร้อง-รองเลขาฯ กกต.’ให้ข้อมูล ปัดสอบโยงการเมือง-ไม่มีปั้นแต่งข้อมูล ยันทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ เผยผู้ร้องอ้างถูกข่มขู่จากหน่วยงานรัฐ ชี้ถูกผิดเป็นอำนาจหน้าที่ศาล

15 พ.ค.2568 ที่รัฐสภานาย ฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมกมธ.ฯ ที่มีการพิจารณาเรื่องขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) โดยเชิญผู้ร้องเรียน และร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เข้าชี้แจงว่าสืบเนื่องจาก สว.สำรอง ได้ยื่นร้องต่อกรรมาธิการ ป.ป.ช. และคำร้องนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนคดีของ กกต. กับดีเอสไอ โดยกรรมาธิการมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติไม่ชอบหรือไม่

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ คือมีบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง เป็นส่วนราชการ หรือนักการเมืองไปเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือเป็นกระบวนการตามปกติ โดยจะรับฟังคำชี้แจงจากผู้ร้องทั้งหมด ทั้งที่อ้างว่าถูกข่มขู่จากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย สภาฯจะต้องมีความโปร่งใส ทั้งการเลือกตั้ง สส. และสภาสูงที่เป็นสภากลั่นกรองจะต้องมีความสง่างาม

“ไม่ได้หมายความว่าท่านทุจริตมา แต่เมื่อสังคมเกิดความสงสัย ทุกองค์กรมีหน้าที่ตรวจสอบ ท่านมาด้วยความสง่างามพวกเราก็ชื่นชม กรรมาธิการไม่ได้ใส่ร้าย ไม่มีข้อมูลปั้นแต่งขึ้นมา เกิดจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผู้ร้องส่วนหนึ่งก็มีข้อมูลจริงหรือเท็จ ก็จะได้พิจารณากัน ส่วนอำนาจการสอบสวนอยู่ที่ดีเอสไอ และ กกต. ที่จะให้ให้คุณให้โทษ ส่วนกรรมาธิการจะหาข้อมูลข้อเท็จจริงและรายงานให้สภาทราบ“ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าว

เมื่อถามว่า กรรมาธิการหยิบเรื่องนี้มาสอบ จะไม่ถูกมองเป็นเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ นายฉลาด กล่าวว่า เรื่องนี้มีการยื่นร้องมาก่อน จากนั้นให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลว่ามีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ เพราะวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรทำงานร่วมกัน เป็นพี่น้องกัน และยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นสส.มา 10 สมัยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่ ไม่ทำไม่ได้ จนถูกร้องกรรมการจริยธรรมว่าทำงานล่าช้า หน่วยเหนียวคำร้อง เพราะมีเรื่องอยู่ 400 เรื่อง ยืนยันว่าทำตามกระบวนการพิจารณาส่วนการชี้ถูกชี้ผิดเป็นเรื่องของศาล หลังจากสอบเสร็จสิ้นก็จะรวบรวมข้อมูลยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ต่อไป

สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้าห้องประชุมกรรมาธิการวันนี้แปลกตากว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจำนวนหลาย 10 คนมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการประชุม เนื่องด้วยผู้ร้องในวันนี้มีมากถึง 27 คน

‘โรม’ยก​ 3​ บาป​ ซัดการเมืองสร้างระบบจูงใจดูด‘งูเห่า’​ ลั่น​!มันเลวร้ายมาก​

‘โรม’ยก​ 3​ บาป​ ซัดการเมืองสร้างระบบจูงใจดูด‘งูเห่า’​ ลั่น​!มันเลวร้ายมาก​

‘โรม’ยก​ 3​ บาป​ ซัดการเมืองสร้างระบบจูงใจดูด‘งูเห่า’​ ลั่น​!มันเลวร้ายมาก​

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.24 น.

“โรม”ยก​ 3​ บาป​ ซัดการเมืองสร้างระบบจูงใจดูด”งูเห่า”​ ลั่น!มันเลวร้ายมาก​ ​ชัดประชาชนไม่เอาแบบนี้​ จี้ถาม​”นายกฯ”ปล่อยพรรคร่วมฯทำแบบนี้ได้อย่างไร​ ทั้งที่​”เพื่อไทย”ควรเข้าใจมากที่สุด​

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรค ปชน.​เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคกล้า​ธรรม (กธ.)​ ว่า การเมืองมันเลวร้าย คนที่ทรยศต่อประชาชนร้ายหมด​ ในการเลือกตั้งกระแสความนิยมของพรรค​ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ประชาชนไว้วางใจจึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ดังนั้น​ หากจะเปลี่ยน​ไม่สังกัดพรรคเดิม สิ่งที่ควรทำ​คือ​ต้องถามประชาชนใหม่​ นี่คือบาปที่ 1​

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า บาปที่ 2​ คือการปล่อยการเมือง​ให้เป็นเหมือนการเดินไปตลาดแล้วจับจ่ายซื้อ​ สส.​ราวกับซื้อของสด​ ถือเป็นความเลวร้ายเช่นเดียวกัน​ นักการเมืองไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด​ ไม่ควรทรยศต่อประชาชน​ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสร้างกลไกหรือวิธีการ​เพื่อจูงใจให้​ สส.ทรยศประชาชนด้วย​ ดังนั้น​ วันนี้เราได้เห็นกระบวนการที่ทำลาย​ และสร้างความบิดเบี้ยวต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองอย่างมาก

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ส่วนบาปที่ 3 หากพรรค กธ.​ทำแบบนี้จริงๆ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นในการเมือง คือ พรรค กธ.สังกัดพรรคร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร​ สรุปแล้วรัฐบาลจะใช้วิธีการเติมเสียงด้วยการจูงใจ ให้​ สส.ไม่ว่าจะฝ่ายไหนไปสังกัดฝ่ายตน ด้วยอามิส​สินจ้าง​หรืออะไรก็ตาม แต่ไม่ว่าจะด้วยอะไร​ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

“พรรคเพื่อไทย​ควรจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี​ แต่ทำไมในฐานะแกนนำหลักของพรรคร่วมรัฐบาล จึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ สุดท้ายกลไกทางการเมือง แบบนี้จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก จึงฝากสื่อมวลชนตั้งคำถามว่าระบบการเมืองที่เป็นงูเห่าแบบนี้ดีต่อสังคมไทย ดีต่อประเทศจริงหรือ โดยไม่ต้องมาดูถึงอุดมการณ์หรือจุดยืนของพรรคนั้น การเปลี่ยนจุดยืนแบบนี้​ ดีต่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือไม่” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่พรรค กธ.​เปิดเผยว่า​จะมี​ สส.ไหลเข้าพรรคอีกจำนวนหนึ่งนั้น​ นายรังสิมันต์​​ กล่าวว่า เขาพูดเช่นนั้น​มาหลายครั้งแล้ว อาจจะเป็นเรื่องของการบรัฟ​ การสร้างเครดิตให้กับตัวเอง​ แต่วันนี้ผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาชน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่โหวตเตอร์ไปเลือกตั้งในคูหา แต่มีความเข้มแข็ง​ เขาไม่อยากเห็นการเมืองที่มีลักษณะเป็นงูเห่า ซึ่งบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วชัดเจน​ ว่า​ งูเห่าไม่ได้กลับมาสักคน เรื่องนี้ประชาชนเห็น ประชาชนรู้ ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ และในฐานะพรรคการเมือง​ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ ย้ำว่าตนไม่อยากให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ขึ้น

เมื่อถามว่า น.ส.กฤษฎิ์​ อ้างถึงความอึดอัดภายในพรรค​ จึงทำให้อยากย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ นายรังสิมันต์​​ กล่าวว่า​ คนที่จะย้ายก็ต้องหาเหตุผลต่างๆ นานา​ว่าทำไมจึงย้าย แต่ตนมองว่า​ต้องพูดคุยกันให้เป็นรูปธรรม ซึ่งภายในพรรค ปชน.​หาก สส.คนใดรู้สึกไม่ดี ก็ต้องพูดคุยกัน และเข้าใจว่ามันเป็นงาน ไม่มีอะไรที่จะเห็นพ้องต้องกันร้อยเปอร์เซ็นต์​ แต่เรามีกลไกที่จะพูดคุยและสร้างความกระจ่าง จึงค่อนข้างมั่นใจว่า​ ภายในพรรค พยายามพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และไม่คิดว่าจะมีปัญหา

‘ปธ.กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ปัดตั้งธงเชิญแต่ขั้วตรงข้าม ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

‘ปธ.กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ปัดตั้งธงเชิญแต่ขั้วตรงข้าม ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

‘ปธ.กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’ปัดตั้งธงเชิญแต่ขั้วตรงข้าม ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.21 น.

“ปธ.กมธ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ”เผย”นายกฯ”มอบ”คลัง”แจงปมร้อน”กาสิโน” แต่”จุลพันธ์”ติดราชการวันนี้ ขอเลื่อนเป็น 5 มิ.ย.แทน ด้าน”อภิสิทธิ์”รับปากแจงวันเดียวกัน ปัดตั้งธงเชิญแต่ขั้วตรงข้าม ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ฯ ในวันนี้ ว่า ภายหลังการประชุมในสัปดาห์ที่แล้ว เราได้มีการรีบทำหนังสือตรงไปทันที แต่มีวันหยุดเยอะมากราชการเปิดทำการในวันอังคารที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีด้วย (ครม.) เพราะเรามีการส่งหนังสือที่ค่อนข้างกระชั้น เมื่อนายกฯ ได้รับหนังสือ ก็มีการตอบรับในทันที โดยมอบหมายให้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายพิชัย ก็มอบหมายให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง มาแทน ทราบว่า นายจุลพันธ์ตั้งใจจะมา แต่ปรากฏว่าวันนี้มีการเดินทางไปราชการที่ประเทศเวียดนาม จึงได้ขอเลื่อน และมีการรับปากว่าจะมาชี้แจงในวันที่ 5 มิ.ย.

นายวีระพันธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้จะเข้าวาระวิชาการ ได้เชิญ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และนายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการด้านกฎหมาย เป็นผู้ชี้แจง ส่วนด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อวางแนวทาง มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการฯ ดำเนินการให้ตรงกับ กมธ.ฯ ชุดใหญ่ของเรา

เมื่อถามถึงกรณีที่จะเชิญอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวีระพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีบางท่านตอบรับมาแล้ว อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ตอบรับมา ในวันที่ 5 มิ.ย.เช่นเดียวกับนายจุลพันธ์ แต่จะเข้ากันคนละวาระ ไม่ได้ให้เจอกัน เพราะไม่ใช่การดีเบต นอกจากนี้ ยังมี นายวีระ ธีรภัทร พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ ตอบรับมาในวันที่ 19 มิ.ย.ขณะที่คนอื่นๆ ก็มีการติดต่อไปแล้ว เช่น นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาฯ แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะมาในวันไหน

“ยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งธงจะเชิญบุคคลที่มีจุดยืนต่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ คนละฝ่ายกับรัฐบาลเท่านั้น อย่างนายวีระ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร เพราะเราก็อยากเชิญ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ด้วย ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกคน” นายวีระพันธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวันนี้ มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมด้วย

อุดมการณ์ซื้อขายไม่ได้! ‘กล้าธรรม’แย้ม! สส.อีกหลายพรรคแห่ซบ

อุดมการณ์ซื้อขายไม่ได้! 'กล้าธรรม'แย้ม! สส.อีกหลายพรรคแห่ซบ

อุดมการณ์ซื้อขายไม่ได้! ‘กล้าธรรม’แย้ม! สส.อีกหลายพรรคแห่ซบ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

“โฆษกพรรคกล้าธรรม”ลั่น! อุดมการณ์ทางการเมืองซื้อขายกันไม่ได้ เผยไม่ได้มีแค่พรรคประชาชนขอย้ายเข้าสังกัดกล้าธรรม ย้ำการย้ายขั้วทางการเมืองเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ ขออย่าใจแคบ ถ้าย้ายขั้วแล้วดูแลพี่น้องในพื้นที่ได้ดีกว่าเดิม ก็ให้เขาย้ายไปเถอะ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ เขต 7 ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีการย้ายสังกัดเข้าพรรคการเมือง ว่า ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่างมีเอกสิทธิ์เลือกเข้าสังกัดพรรค ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่ สส.ดูแลรับผิดชอบ

นายอัครแสนคีรี ยังเปิดเผยอีกว่า พรรคกล้าธรรมเราเป็นสถาบันการเมืองที่เปิดกว้าง ไม่ได้มีแค่ สส.พรรคประชาชน เท่านั้น ที่ขอย้ายเข้ามาสังกัด แต่ยังมี สส.อีกหลายพรรค ที่สนใจเดินไปทิศทางเดียวกับพรรค

“ผมขอย้ำว่า อุดมการณ์ทางการเมือง ซื้อขายกันไม่ได้ ถ้าพรรคไม่มีคุณค่าในตัว คงไม่มีใครให้ความสนใจอยากมาทำงานร่วมกับเรา ดังนั้น การย้ายขั้วทางการเมือง เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ ขออย่าใจแคบ ถ้าย้ายขั้วแล้วดูแลพี่น้องในพื้นที่ได้ดีกว่าเดิม ก็ให้เขาย้ายไปเถอะ” นายอัครแสนคีรี กล่าวย้ำ

รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีแจง‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ มั่นใจพิจารณางบ69 ไร้ปัญหา

รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีแจง‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ มั่นใจพิจารณางบ69 ไร้ปัญหา

รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีแจง‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ มั่นใจพิจารณางบ69 ไร้ปัญหา

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘สมคิด’เผยรัฐบาลพร้อมเปิดเวทีแจงโครงการ‘อี-คอมเพล็กซ์’ มั่นใจพิจารณางบประมาณ 69 ไร้ปัญหา ลั่น‘พรรคร่วมรัฐบาล’จับมือแน่น

15 พฤษภาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 28-30 พฤษภาคมที่จะถึง สภาผู้แทนราษฎร จะเปิดให้สมาชิกสภา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 1 มั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะในภาพรวมงบประมาณตามกรอบวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยและยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร แม้ในการทำงานร่วมกันระหว่างทางอาจจะมีปัญหาระหว่างกันบ้าง  มีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่เมื่อมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันทุกอย่างก็หมดปัญหา ยืนยันว่าไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะทุกพรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันเหนียวแน่น ดังนั้นในการพิจารณางบประมาณในวาระแรกไม่มีปัญหาผ่านการพิจารณาของสภาแน่

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์  หรือสถานบันเทิงครบวงจร ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ที่น่าประหลาดใจคือบรรดากลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ปิดหูปิดตา พูดถึงแต่คาสิโนที่มีไม่ถึงร้อยละ 10 ของทั้งโครงการ ในขณะที่ทั้งโครงการล้วนเกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รวมไปถึงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับหลายแสนล้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศและรายได้ประชาชนเติบโตขึ้นกลับไม่มีการพูดถึง ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดเวทีพูดคุย ชี้แจงรายละเอียดโครงการ กับพี่น้องประชาชน รวมทั้งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน  นายสมคิด กล่าว

‘โฆษกไทยสร้างไทย’แจง‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมย้ายพรรค ไม่กระทบงานฝ่ายค้าน

‘โฆษกไทยสร้างไทย’แจง‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมย้ายพรรค ไม่กระทบงานฝ่ายค้าน

‘โฆษกไทยสร้างไทย’แจง‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมย้ายพรรค ไม่กระทบงานฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

‘โฆษกไทยสร้างไทย’แจงกรณี‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมย้ายพรรค ยันไม่มีผลต่อการขับเคลื่อนงานในฐานะ‘ฝ่ายค้าน’

15 พฤษภาคม 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏข่าวว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และนายการุณ โหสกุล สมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เตรียมย้ายสังกัดไปพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า ขณะนี้ทางพรรคยังไม่ได้รับการแจ้งลาออกอย่างเป็นทางการจากทั้งสองท่าน และการให้ข่าวสารผ่านทางโซเชียลของท่านก็ยังไม่ระบุว่าจะมีการลาออกตอนไหนอย่างไร จึงอยากให้สื่อมวลชนสอบถามไปยังเจ้าตัวเพื่อความชัดเจน

“พรรคไทยสร้างไทยไม่มีความกังวลหรือได้รับผลกระทบในการขับเคลื่อนพรรค เพราะทั้งสองท่านได้ขยับออกจากการทำงานของพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว การขับเคลื่อนงานของพรรคในปัจจุบันดำเนินไปด้วยพลังของทีมงานรุ่นใหม่และสมาชิกพรรคที่ยังยืนหยัดอยู่ ในอุดมการณ์ที่ได้เคยสัญญากับประชาชนไว้” นายปริเยศ กล่าว

นายปริเยศ กล่าวด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “สร้างการเมืองสุจริต” และทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็ง สร้างสรรค์ และตรวจสอบรัฐบาลโดยมีเหตุผล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

นายปริเยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างการเมืองสุจริตไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทยเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง วันนี้การเมืองไทย ต้องการฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ ซึ่งไทยสร้างไทยพยายามทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ เพราะการเมืองที่มีแต่ความสกปรกและการทุจริตจะเป็นบ่อนทำลายศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย  ไทยสร้างไทย ขอเป็นความหวังของประชาชน ในการสร้างการเมืองใหม่

‘พีระพันธุ์’เยือนลาว เจรจาลงทุนพลังงาน จับโป๊ะ ป.ป.ช.ส่งหมายเรียกผิด

‘พีระพันธุ์’เยือนลาว เจรจาลงทุนพลังงาน จับโป๊ะ ป.ป.ช.ส่งหมายเรียกผิด

‘พีระพันธุ์’เยือนลาว เจรจาลงทุนพลังงาน จับโป๊ะ ป.ป.ช.ส่งหมายเรียกผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

“พีระพันธุ์”เยือนลาว เจรจาแนวทางลงทุนพลังงานไฟฟ้าระหว่างภาครัฐ ตัดทอนตัวกลางภาคเอกชน ช่วยลดต้นทุนพลังงานสะอาด จับโป๊ะ ป.ป.ช.ส่งหมายเรียกผิด

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามคำเชิญของ นายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 14 – 16 พฤษภาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทย และ สปป.ลาว ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ราคาพลังงานที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ของสองประเทศ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และจะมีการพบปะกับ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ด้วย

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ได้พบหารือกับ นายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ และคณะ เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างไทยและ สปป.ลาว รวมทั้งร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางในการลงทุนของบริษัท EGATi หรือ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะเน้นลงทุนใน สปป.ลาว จากเดิมที่ลงทุนหลากหลายประเทศและหลายธุรกิจ เนื่องจากประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว อยู่แล้ว ซึ่งหากมีการลงทุนร่วมกันระหว่าง กฟผ.และ สปป.ลาว โดยตรง แทนที่จะซื้อจากเอกชนก็จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และทำให้ประเทศไทยได้ไฟฟ้าสะอาดและราคาต้นทุนที่ถูกลง เพราะเป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจของไทยเอง และเหมือนซื้อไฟฟ้าจากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเยือน สปป.ลาว ของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียกไปรับข้อกล่าวหาของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ตามที่สื่อหลายสำนักได้นำเสนอแต่อย่างใด โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า หมายเรียกของ ป.ป.ช.แท้ที่จริงแล้วไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เองก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการส่งหมายเรียกไปยังนายพีระพันธุ์ จึงต้องถือว่ายังไม่มีหมายเรียก

– 006

จับตาเคาะ 15,000 ล้าน! ‘คลัง’จ่อชง ครม.ออกซอฟท์โลน 3 จว.ชายแดนใต้

จับตาเคาะ 15,000 ล้าน! 'คลัง'จ่อชง ครม.ออกซอฟท์โลน 3 จว.ชายแดนใต้

จับตาเคาะ 15,000 ล้าน! ‘คลัง’จ่อชง ครม.ออกซอฟท์โลน 3 จว.ชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อผู้ประกอบการในการดำเนินกิจการและการลงทุนในพื้นที่ ดังนั้น และเพื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาตใต้ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับปรุงเงื่อนไข พร้อมต่ออายุโครงการซอฟท์โลนภาคใต้ ที่จะสิ้นสุดโครงการในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2570

โดยในการดำเนินโครงการซอฟท์โลนภาคใต้ ธนาคารออมสิน ได้เตรียมวงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยซอฟท์โลนให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เพื่อให้นำไปปล่อยสินเชื่อต่อให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) รวมถึง 4 อำเภอใน จ.สงขลา (เทพา จะนะ นาทวี และ สะบ้าย้อย) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งผู้ที่สามารถขอสินเชื่อประกอบด้วยผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยได้รับสินเชื่อจากโครงการก่อนหน้านี้ และผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องหรือเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาท

รมช.คลัง ได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความห่วงใยกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับฟื้นฟูกิจการให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจด้วยต้นทุนต่ำ ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงทำให้เกิดความมั่นใจในการประกอบกิจการและมีการลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ต่อขยายตัวทางการเงินการลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่