สั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ดูแลDSI-เซ่นคดีฮั้วสว. ศาลรธน.เชือด’ทวี’ เหตุสงสัยแทรกแซงปมคดีฮั้ว

สั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ดูแลDSI-เซ่นคดีฮั้วสว. ศาลรธน.เชือด'ทวี' เหตุสงสัยแทรกแซงปมคดีฮั้ว

สั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ดูแลDSI-เซ่นคดีฮั้วสว. ศาลรธน.เชือด’ทวี’ เหตุสงสัยแทรกแซงปมคดีฮั้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ดูแลDSI-เซ่นคดีฮั้วสว. ศาลรธน.เชือด’ทวี’ เหตุสงสัยแทรกแซงปมคดีฮั้ว ‘ภูมิธรรม’รอดได้ลุยงานต่อ ‘ชูศักดิ์’ชี้คดียังเดินหน้าต่อได้ ‘อิ๊งค์’คุยมีรมต.ดูแลแทน มติศาลรัฐธรรมนูญ เอกฉันท์ สั่ง“ทวี สอดส่อง”หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแล DSI และรองปธ.บอร์ดคดี เศษ หลังถูก สว.เข้า ชื่อร้องสอบคดีฮั้วสว.โดยมิชอบ เหตุสงสัยว่าแทรกแซงรับสอบฮั้วเลือก สว. พร้อมให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง ส่งข้อมูลเพิ่มใน 15 วัน ส่วน“ภูมิธรรม”ยังรอด “นายกฯอิ๊งค์”บอก มีรมต.ดูแล’ดีเอสไอ’หลัง’ทวี’ถูกศาลร ธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม เผย‘ทวี’ไม่ตกใจศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติ‘วันนอร์’ชิ่งตอบ! ศาลรธน.สั่ง‘ทวี’หยุดปฏิบัติหน้าที่ โยนเป็นเรื่องฝ่ายบริหาร

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผู้ถูกร้องที่ 1 และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

จากกรณีผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการ ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ และฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ซึ่งต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ 7 พ.ค.68 วันที่ 13พ.ค.68 และวันที่ 14 พ.ค.68

ศาลรธน.สั่ง’ทวี’หยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลมีรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป สำหรับกรณีปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้องเพิ่มเติมของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 14 พ.ค.68 พร้อมเอกสารประกอบ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด

ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่านายภูมิธรรม ผู้ถูกร้องที่1 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้องที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดปฏิบัติหน้าที่

ส่วนพันตำรวจเอกทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม มีหน้าที่และอำนาจ ในการสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการกระทรวงยุติธรรม อันรวมไปถึงกรมสอบสวน คดีพิเศษ ตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า พันตำรวจเอกทวี ผู้ถูกร้องที่ 2 มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงสั่งให้พันตำรวจเอกทวีผู้ถูกร้องที่ 2หยุดปฏิบัติหน้าที่รมว.ยุติธรรมเฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวน คดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัย

‘อิ๊งค์’บอกมีรมต.ดูแล’ดีเอสไอ’

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะให้ใครมารับหน้าที่กำกับดูแลแทน ว่า”ก็จะมีรัฐมนตรีมารับผิดชอบในเรื่องนี้”

เมื่อถามว่าจะให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าไปดูแลใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “เดี๋ยวขอคุยกันนิดนึงคะ” เมื่อถามว่าคดีฮั้ว สว.จะเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันอยู่ในกระบวนการ มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของดิฉัน มันอยู่ในอำนาจของดีเอสไอ ก็ต้องดูว่าเขาจะเอายังไงต่อ

‘ทวี’ไม่ตกใจศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติ

ขณะที่ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอว่าไม่มีอะไร งานในส่วนของดีเอสไอ รัฐมนตรี ก็จะไม่สั่งการ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเสนองานในส่วนของดีเอสไอ โดยขณะนี้ ตัวรัฐมนตรีทราบคำสั่งแล้ว และไม่ได้ตกใจอะไร

“ต้องติดตามต่อไปว่า เมื่อศาลสั่งแบบนี้ แนวโน้มต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะไม่คาดคิดว่าศาลจะสั่งเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อเขาร้องมา ตอนหลังเรายังไม่ได้ชี้แจงกลับไป” นายสมบูรณ์ กล่าว

‘วันนอร์’โยนเป็นเรื่องฝ่ายบริหาร

ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระหว่างพิจารณาคดีรับสอบฮั้วเลือก สว.เป็นคดีพิเศษ ว่า ตนไม่ทราบ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ไม่ทราบเรื่องนี้

เมื่อถามว่า อยู่พรรคเดียวกันมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ยังไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่มีเรื่องก็ตามข่าวเท่านั้น ทุกอย่างต้องโปร่งใส ดีเอสไอก็ต้องโปร่งใส คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องโปร่งใส เพราะประชาชนตรวจสอบ เมื่อถามว่า มีเรื่อง สว.เกี่ยวข้องด้วย ในฐานะประมุขนิติบัญญัติจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

‘สว.ฉัตรวรรษ’ลั่นคิดบัญชีแน่

ด้านพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะตัวแทน สว.ที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลธรรมนูญมีมติสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมที่กำกับดูแลกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษว่าก็คงเห็นว่าการออกมาแหกปากให้สังคม เขาเกลียดชังสว. มันคงไม่ชอบ ถ้ามีของจริง ไม่ต้องไปแหกปากหรอก เดี๋ยว เจอคิดบัญชีแน่

ส่วนมองว่าการสู้คดีของ สว.จะมีผลใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษตอบว่าตนเองไม่ได้สู้คดี แต่รักษาความเป็นธรรมให้กับองค์กรวุฒิสภา ไม่ใช่ใครอยากจะออกมาแถลงอะไรก็แถลงกันให้เสียหาย ตนเองมาปกป้องตามหลักกฏหมาย ไม่ได้ไปนอกเหนือกฎหมาย ตนเองมีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่จิตใจชั่วร้าย คนจิตใจชั่วร้ายคิดทำอะไรมันก็ชั่วร้ายไปหมด แค่นี้ก็พอแล้ว

ท้าเสนอ กกต.ใหญ่สอยเลย

ส่วนจะเชื่อมโยงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกกต.เรียกสว.ไปชี้แจงหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่าก็เป็นส่วนที่กกต.เรียก ตนเองก็ถามว่ากกต.ไหน ชุดใหญ่ หรือ อนุ กกต. กเฬวราก กกต.ชุดใหญ่มีหลักในการพิจารณา แต่อนุกกต.อยู่ภายใต้การกำกับของดีเอสไอ หรือเอาสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่เป็นธรรม ไปเอาเข้ามาแล้วมาเรียก สว.มันชอบทำ เป็นกลาง หรือเลือกปฏิบัติหรือไม่ จิตใจบริสุทธิ์พอที่จะเรียกหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่า จะไปชี้แจงตามหมายเรียกหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวว่า ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ไปขอหมายศาลที่ไหนออกหมายจับตนเอง ถ้าแน่จริงก็สอยมาสิ ไม่ได้ว่าอะไรสักคำก็เสนอ กกต.ชุดใหญ่ ไม่ใช่ใช้อำนาจอนุ กตต. มาเรียกพวกตน และก็ไม่เห็นแปลกที่มีชื่อของตนเอง ซึ่งตนเองจะไปก็ได้ เป็นเรื่องของตนเองสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แน่จริงก็ไต่สวนมาก็จบ ตนเองไม่ได้ง้อเลย แต่ทำอะไรให้มันชอบธรรมมีความเป็นกลาง เสมอภาค สว. 200 คนทำเหมือนกันหรือไม่ มีไม่รู้กี่กลุ่ม แต่ทำกลุ่มเดียว จะเลือกปฏิบัติหรือไม่ เป็นกลางหรือไม่ โปร่งใส หรือมีอคติจิตใจชั่วร้าย ก็ไปคิดเอาเอง

‘บิ๊กเกรียง’พร้อมแจงกกต.19พ.ค.

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 กล่าวถึงกรณีได้รับหมายเรียกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือกสว. ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ว่า พร้อมเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กกต.ในวันดังกล่าว ภายหลังจากที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง กกต. ออกหนังสือเชิญสว. 55 คน ไปรับทราบข้อกล่าวหา ยืนยันจะไปตามวันเวลา จะต่อสู้ตามข้อเท็จจริง ไม่กังวลใจใดๆ ส่วนกรณีที่น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. เรียกร้องให้สว.ที่ถูกหมายเรียกแสดงสปิริตหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวนั้น ความเห็นส่วนตัว เป็นกฎหมายหรือไม่ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ปัดตอบ‘เกมล้างสายสีน้ำเงิน’

เมื่อถามถึงการถูกตั้งข้อกล่าวหาสัญญาว่าจะให้ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า รู้มาจากไหน หนังสือเอกสารลับออกมาได้อย่างไร ใครนำไปเปิดเผยยุ่งเลย กรณีตนไม่ได้ติดหมายหน้าบ้าน แต่ได้รับหนังสือหมายเรียกแล้ว มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิด เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นกังวลใจกับภาพลักษณ์ สว.หรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่กังวลใจ ใครเป็นคนสร้างภาพลักษณ์ ต้องถามสื่อ

เมื่อถามว่า มองกรณีถูกออกหมายเรียกเป็นประเด็นการเมืองหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่ทราบ เมื่อถูกถามว่า เป็นการล้างสว.สีน้ำเงินหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร ไม่ตอบคำถาม และรีบเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

กกต.สรุปสำนวนทุจริตเลือกสว.194เรื่อง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สรุปความคืบหน้าการพิจารณาคำร้อง และสำนวนเรื่องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่าข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ค.2568 มีคำร้อง/ความปรากฏ สำนวนเรื่องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนทั้งสิ้น 585 เรื่อง แบ่งเป็น 1.ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 391 เรื่อง ประกอบด้วย พิจารณาคำร้องแล้ว จำนวน 240 เรื่อง แยกเป็นสั่งไม่รับ รวบรวมเป็นข้อมูลจำนวน 109 เรื่อง สั่งยกคำร้อง สั่งยุติเรื่อง 129 เรื่อง สั่งนับคะแนนใหม่ 2 เรื่อง

ดำเนินคดีอาญา-ร้องศาล22สำนวน

ส่วนที่วินิจฉัยชี้ขาดสำนวนแล้วจำนวน 151 สำนวน แยกเป็น ยกคำร้อง 127 สำนวน ระงับสิทธิ 2 สำนวน ดำเนินคดีอาญา 10 สำนวน ยื่นคำร้องต่อศาล 12 สํานวน และที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 194 เรื่อง แยกเป็น สืบสวน/ไต่สวน 3 สำนวน สำนักงาน กกต. เสนอสั่งไม่รับ/รายงานตรวจสอบ/รายงานตรวจมูล 10 เรื่อง สำนักงาน กกต. สรุปสำนวน/จัดทำความเห็น เลขาธิการ กกต.49 สำนวน สำนักงาน กกต. เสนอสำนวนต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ฯ 53 สำนวน สำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างเสนอสำนวน เข้าวาระการประชุม กกต. 79 สำนวน

สำหรับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวน และไต่สวน คณะที่ 26 ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต. และเจ้าหน้าที่ของ DSI ร่วมกันดำเนินการไต่สวน กรณีมีการกล่าวหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา อยู่ระหว่างการดำเนินการ และมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหา โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหาตามวันเวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 นัดหมาย ซึ่งเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566

‘อนุดิษฐ์’ร่ายยาว! เผยที่มาร่วมงานพรรคกล้าธรรม ยันอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน

'อนุดิษฐ์'ร่ายยาว! เผยที่มาร่วมงานพรรคกล้าธรรม ยันอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน

‘อนุดิษฐ์’ร่ายยาว! เผยที่มาร่วมงานพรรคกล้าธรรม ยันอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม. และอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สวัสดีครับ พี่น้องทุกท่าน รวมถึงพี่น้องสื่อมวลชนที่รัก ก่อนอื่นต้องขออภัยที่อาจจะไม่ได้รับสาย หรือยังไม่สามารถตอบข้อความแชท หรือติดต่อกลับพี่น้องทุกๆ ท่านได้ ทั้งด้วยมารยาททางการเมือง และเพื่อให้ทุกอย่างตกผลึกมีความชัดเจน โดยไม่ต้องการขยายความให้เกิดความสับสน

ทุกท่านคงได้เห็นข่าวที่ระบุว่า ผม และน้องชาย เก่ง การุณ จะไปร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม และการให้สัมภาษณ์จากน้องไผ่ สส. ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ออกมายืนยันกระแสข่าวว่า เป็นความจริง ทั้งยังให้เกียรติ ”พี่เก่ง-พี่ป๊อป“ ในทุกถ้อยคำที่กล่าวถึง

ผมขอใช้พื้นที่นี้เล่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้ที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจในวงกว้างข่าวหนึ่งในวันนี้ แล้วทำให้คนว่างงาน 2 คน รู้สึกเหมือนได้กลับมาเป็น “หนุ่มฮ็อต” อีกครั้ง

อย่างที่ทราบกันครับ ผม เก่ง และ สส.ไผ่ มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมานาน ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัว และในการทำงานการเมือง ตั้งแต่พรรคเพื่อไทย มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันตลอด

ซึ่งผมก็ยอมรับครับว่า สส.ไผ่ ได้ชักชวนให้ไปร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม จริง โดยก่อนจะเอ่ยปากชวนนั้น ก็ได้ถามถึง “แพสชั่น” (Passion) แรงผลักดัน ในการทำงานทางการเมือง และโอกาสที่จะมาร่วมงานกัน ซึ่งทั้งผมและ สส.เก่ง ก็ยืนยันว่า ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจเช่นเดิม หรือมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ รอเพียง“ไทม์มิ่ง“หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม

ต้องเล่าย้อนไปด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ผม และ เก่ง ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่เป็นทั้งพี่สาว และคุณแม่ผู้หยิบยื่นโอกาสในการทำงานการเมืองให้เราทั้งคู่ เพื่อขอยุติบทบาทการทำหน้าที่กรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย มาเป็นเวลาปีเศษแล้ว เหลือแต่การคงสมาชิกภาพไว้เท่านั้น

ปีเศษที่ผ่านมา ก็เป็นช่วงที่เราทั้ง 2 คน ได้ทบทวน และหารือวางแนวทางการทำงานการเมืองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน และอนาคต จึงไม่เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพวกเราเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงขณะนี้ เราก็ยังไม่ได้เข้าสังกัด พรรคกล้าธรรม หรือพรรคการเมืองอื่นแต่อย่างใด

หลายคนคงอยากว่า คุณอนุดิษฐ์ คุณการุณ ทำงานการเมืองมาตั้งนาน เป็น สส.ตั้งหลายสมัย รัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว คิดยังไงจะไปอยู่กับพรรคการเมืองใหม่ เพิ่งตั้งมาไม่กี่เดือน ชื่อก็ยังไม่คุ้น ตั้งมาเฉพาะกิจหรือเปล่าก็ไม่รู้

ผมขออนุญาตพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับทุกคนไปพร้อมกับผม จะได้เข้าใจตรงกันครับ

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในฐานะนักการเมือง ผมทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้ประชาชน และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติ เช่นเดียวกับ 2 ปีที่ผ่านมาที่แม้ส่วนตัวจะไม่มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในสภาฯ อย่างที่ตั้งใจ ก็ยังมีพี่น้องประชาชนแวะเวียนมาเยี่ยมเยือน บ้างก็มาทักทาย บ้างก็มาหารือ แต่ส่วนใหญ่มักปัญหาความเดือดร้อนมาเล่าสู่เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขโดยตลอด ในแง่ปริมาณอาจจะมากกว่าช่วงที่มีตำแหน่งทางการเมืองด้วยซ้ำ ซึ่งผมก็พยายามแสวงหาหนทางในการบรรเทาแก้ไขทุกๆ ปัญหา ให้กับพ่อแม่พี่น้องอย่างสุดความสามารถ

ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า การตัดสินใจหันหลังจากชีวิตราชการในกองทัพอากาศ อาสาเข้ามาทำงานการเมือง เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น ไม่ได้เพราะอำนาจ-อิทธิพล-ลาภยศ แต่หวังจะมาเป็นที่พึ่งพิงยามที่พ่อแม่พี่ป้าน้าอาทุกข์ยากเดือดร้อน

ทว่า ด้วยสถานะทางการเมืองปัจจุบัน ก็ทำให้ผมต้องเผชิญ “ความจริงที่เจ็บปวด” เมื่อการประสานงานขอความร่วมมือ โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐ ดูจะติดขัด มีข้อจำกัด ไม่ว่าเรื่องใหญ่-เล็ก ทั้งที่สมัยมีตำแหน่ง ส.ส. ทุกอย่างดูราบรื่นไปเสียหมด

ตรงนี้เองที่ เลขาฯไผ่ ซึ่งวันนี้กลายเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ไปแล้ว ยกขึ้นมาพูดคุยกับ ผม และ สส.เก่ง โดย “อวด” แนวทางการทำงานของ พรรคกล้าธรรม ที่ อาจารย์แหม่ม-ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าพรรค และ ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรค วางไว้เป็นหลักปฏิบัติในเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนว่า ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีรัฐบาล ไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่หน้าที่ของผู้แทนราษฎร หน้าที่ของฝ่ายการเมือง ที่ต้องร่วมกันทำงาน มีประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และผลสัมฤทธิ์เพื่อส่วนรวม

ยังไม่ทันจบหัวข้อสนทนา ผม กับ สส.เก่ง เหมือนโดนยิงตรงเป้าเข้าใจดำ ยอมรับว่า เราทั้งคู่โดนน้องชายจากเมืองกำแพง “ตก” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่แค่เราพี่น้อง 3 คนมานั่งเออออตกลงกันเอง ต้องดูท่าทีถามใจ “เจ้าบ้าน” เขาด้วย

ส่วนตัวผมรู้จัก และติดตามการทำงานของ อาจารย์แหม่ม ตั้งแต่สมัยสภาฯที่แล้ว รู้สึกถึงความตั้งใจในการทำงาน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังการอภิปรายด้วยน้ำเสียงฉะฉานน่าฟัง ใช้เวลากับเหตุผลสาระความรู้ ไม่ตีฝีปากยกโวหารให้เสียขบวน จนยากจะเชื่อว่าเป็น สส.สมัยแรก และรู้ได้ทันทีว่า เมืองไทยได้ นักการเมืองหญิงคุณภาพมาประดับวงการอีกคนแล้ว ด้วยความรู้ความสามารถ ที่มาพร้อมจิตวิญญาณนักสู้ หลังทำหน้าที่ สส.ไม่นาน อาจารย์แหม่ม ก็โดดไปโลดแล่นในฝ่ายบริหาร เติบโตบนเส้นทางการเมืองอย่างรวดเร็วอย่างที่เราเห็นกัน

ส่วน ผู้กองธรรมนัส ก่อนจะมาเป็นนักการเมืองคนดังแห่งยุค เราเคยกระทบไหล่กันสมัยเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ที่รุ่นใกล้ๆกัน และหลายปีต่อมาก็กลับมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอีกครั้งที่ พรรคเพื่อไทย ยุครัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์

กระทั่งหลังเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งผมได้รับเลือกเป็น สส.กทม เขตสายไหม และมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านสมัยนั้น ก็มักได้ยินกิตติศัพท์ และได้เห็นความมีน้ำใจของ ผู้กองธรรมนัส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนั้น รับผิดชอบขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง ที่ดินทำกิน ที่มีความก้าวหน้ามากๆ เหตุเพราะไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สนว่าเป็นพื้นที่ของพรรคไหน ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล รวมถึงการประสานความร่วมมือต่างๆ ที่แม้จะอยู่คนละพรรค คนละฝ่าย ก็ตาม

หากผมตัดสินใจร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ก็คงเป็น ”พันธุกรรม-บุคลิก“ การทำงานถึงลูกถึงคน น้ำใจกว้างขวาง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ที่รับถ่ายทอดมาจาก หัวหน้าพรรค-ประธานที่ปรึกษา ผสมผสานกันเป็น “ตัวตน“ ที่ “แตกต่าง-ชัดเจน” ยากจะเลียนแบบ

ท้ายที่สุดไม่ว่า พรรคกล้าธรรม จะมี ผม และ สส.เก่ง ร่วมเดินทางไปด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็เชื่อแน่ว่า อีกไม่นาน พรรคการเมืองน้องใหม่พรรคนี้ จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเมืองไทย ตลอดจนมีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า สร้างโอกาส-อนาคตที่ดีให้กับประชาชนได้อย่างแน่นอน

“ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ได้ให้ความสนใจและสอบถามกันมาในทุกช่อง ผมเป็นคนตรงไปตรงมาครับ เพราะฉะนั้นหากมีความคืบหน้า ในการตัดสินใจเดินหน้าการเมืองของผม ผมจะขอใช้ช่องทางนี้ในการชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบต่อไป”

ขอบคุณครับ

‘หมอวรงค์’ พาทัวร์ห้อง VVIP ชั้น 14 หรูหราอลังการ-ไม่ได้สะท้อนภาพของผู้ป่วยวิกฤติ (คลิป)

'หมอวรงค์' พาทัวร์ห้อง VVIP ชั้น 14 หรูหราอลังการ-ไม่ได้สะท้อนภาพของผู้ป่วยวิกฤติ (คลิป)

‘หมอวรงค์’ พาทัวร์ห้อง VVIP ชั้น 14 หรูหราอลังการ-ไม่ได้สะท้อนภาพของผู้ป่วยวิกฤติ (คลิป)

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.56 น.

14 พ.ค. 68 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุแคปชั่นว่า “#พาชมห้องVVIPชั้น14โรงพยาบาลตำรวจ เป็นห้องvvipสุดหรู ที่ไม่ได้บ่งบอกว่า จะใช้ดูแลผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยวิกฤติ แต่ใช้ดูแลผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองได้ และไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต ไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็อยากอยู่ที่นี่นานๆ”

โดยในคลิปหมอวรงค์ถ่ายคลิปให้เห็นบรรยากาศภายในห้อง VVIP ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ที่เคยใช้เป็นที่รักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นระยะเวลาถึง 180 วัน โดยอ้างว่ามีอาการป่วยในระดับวิกฤติ หรือ ผู้ป่วยวิกฤติ เมื่อบรรยากาศภายในห้องของผู้ป่วยวิกฤติหรูหราอลังการ ภายในห้องมีทั้งโต๊ะรับแขก โซฟา ห้องเยี่ยม ห้องพักรับรอง อุปกรณ์ทางการแพทย์น้อยนักที่จะได้เห็น เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ที่บ่งชี้ไว้ใช้สำหรับผู้ป่วยวิกฤติแต่อย่างใด 

‘นักเขียนซีไรต์’โพสต์แทงใจดำ! ใครคือคนพา’บุ้ง’ไปตาย

'นักเขียนซีไรต์'โพสต์แทงใจดำ! ใครคือคนพา'บุ้ง'ไปตาย

‘นักเขียนซีไรต์’โพสต์แทงใจดำ! ใครคือคนพา’บุ้ง’ไปตาย

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.46 น.

‘วิมล ไทรนิ่มนวล’นักเขียนรางวัลซีไรต์โพสต์แทงใจดำ!  มือที่ชู 3 นิ้ว มือที่ชูกำปั้น ส่งเสียงเชียร์กันในโลกออนไลน์นั่นแหละ คือมือที่ผลักให้บุ้งทำผิดกฎหมายและเข้าคุก  คนเหล่านั้นแหละคือฆาตกรตัวจริง

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า  มือที่ชู 3 นิ้ว มือที่ชูกำปั้น ส่งเสียงเชียร์กันในโลกออนไลน์นั่นแหละ คือมือที่ผลักให้เธอทำผิดกฎหมายและเข้าคุก  ทั้งที่กฎหมายก็อยู่ของมันมาก่อนนานแล้ว

มือของคนเหล่านั้นแหละคือฆาตกรตัวจริง พวกฆาตกรที่ยังลอยหน้ากันอยู่ทุกวันนี้ ยังเสือกเที่ยวโทษคนอื่น  (คำที่คนในพรรคส้มบอกว่าไม่หยาบ ตอนที่พวกแม่งด่าคนอื่น สัx!)

‘วุฒิสภา’ ปิดรับสมัคร ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ รวม 6 คน รักษเกชา-อดีตทูต-อดีตผู้ว่าฯ’ตบเท้าสมัคร

‘วุฒิสภา’ ปิดรับสมัคร ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ รวม 6 คน รักษเกชา-อดีตทูต-อดีตผู้ว่าฯ’ตบเท้าสมัคร

‘วุฒิสภา’ ปิดรับสมัคร ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ รวม 6 คน รักษเกชา-อดีตทูต-อดีตผู้ว่าฯ’ตบเท้าสมัคร

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

‘วุฒิสภา’ ปิดรับสมัคร ‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ สมัครรวม 6 คน  ‘รักษเกชา – อดีตทูต – อดีตผู้ว่าฯ’ ตบเท้าสมัคร 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน (แทนตำแหน่งที่ว่าง) ระหว่างวันที่ 21 เม.ย.- 14 พ.ค. 68 โดยผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ในวันและเวลาราชการ ณ จุดรับสมัคร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ห้องศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) เขตดุสิต กรุงเทพฯ นั้น สรุปผลการรับสมัคร มีรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหา รวมจำนวน 6 คน ดังนี้ 1.พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย อายุ 60 ปี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 2.นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์ อายุ 62 ปี อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 7 3.นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ อายุ 63 ปี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี 4.นายรักษเกชา แฉ่ฉาย อายุ 65 อดีตเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 5.นายทรงพล สุขจันทร์ อายุ 64 ปี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา 6.นายชัยยศปัญจบุตรชัย อายุ 66 ปี อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญามีนบุรี

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 รวมทั้งตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้สมัครแล้วรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าว พร้อมทั้งรายชื่อผู้สมัคร แบบใบสมัคร รวมทั้งเอกสารหลักฐานประกอบการสมัครต่อคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากนั้น จะเชิญผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือสัมภาษณ์ผู้สมัครต่อไป
        
ทั้งนี้ ขอเชิญส่งข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้สมัครมายังคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ที่ ตู้ ปณ.9 ปณฝ. รัฐสภา กรุงเทพฯ 10305 และทางเว็บไซต์ http://www.senate.go.th ภายในวันที่ 29 พ.ค.2568

‘ทวี’เปิดใจ! หลังศาล รธน. สั่งหยุดกำกับ DSI ยันกระบวนการสอบ’คดีฮั้ว สว.’ไม่สะดุด

'ทวี'เปิดใจ! หลังศาล รธน. สั่งหยุดกำกับ DSI ยันกระบวนการสอบ'คดีฮั้ว สว.'ไม่สะดุด

‘ทวี’เปิดใจ! หลังศาล รธน. สั่งหยุดกำกับ DSI ยันกระบวนการสอบ’คดีฮั้ว สว.’ไม่สะดุด

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

‘ทวี’เปิดความในใจหลังศาลรธน.สั่ง หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนเกี่ยวกับ DSI และ รองประธานบอร์ดคดีพิเศษ ระบุส่งผลทางบวก เพราะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจในเรื่องกระบวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว. 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนเฉพาะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษ จากกรณีที่ประธานวุฒิสภา ยื่นเรื่องการทำคดีพิเศษว่าด้วยการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว. ว่า เราต้องเคารพในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญและขอสงวนไม่พูดในรายละเอียด โดยส่วนตัวมองว่าคำสั่งดังกล่าวส่งผลในทางบวก เพราะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจในเรื่องกระบวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว. รวมทั้งมองว่ายิ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านนิติธรรมและความโปร่งใส

พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่า โดยปกติแล้วรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะแทรกแซงกระบวนการสอบสวนคดีได้อยู่แล้ว ซึ่งคดีจะเดินหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรี เพราะกระบวนการเป็นไปตามกฎหมายและพนักงานสอบสวนก็มีความเป็นอิสระ ส่วนตัวก็ไม่เคยคุยกับ กกต. และไม่เคยเข้ามาแทรกแซงอะไรในกระบวนการสอบสวนคดีนี้ ซึ่งหลังจากนี้ตนก็เตรียมทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนเองยังไม่เห็นในรายละเอียดและประเด็นที่มีการร้องเรียนตน และส่วนตัวมองว่าศาลไม่ได้สั่งอะไรให้เกิดความเสียหายกับตน เชื่อว่าตนเองสามารถชี้แจงศาลได้อยู่แล้ว และคงจะไม่ทำหนังสือยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะในทางปฏิบัติรัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวในทางคดีได้อยู่แล้ว

สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้กระบวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ต้องหยุดชะงักลงหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่กระทบกระเทือนต่อกระบวนการสอบสวน ยังสามารถทำคดีได้ตามกฎหมาย ขออย่านำประเด็นดังกล่าวไปเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ศาล

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งก็ได้มีสมาชิกวุฒิสภาออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีและกระบวนการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในเชิงลบว่า “กเฬวราก” พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ตนเองยังไม่ได้ยินการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว แต่มองว่าขณะนี้สังคมตื่นรู้แล้ว ใครมีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีผู้เข้ามารักษาการในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ คาดว่าน่าจะเป็นนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่เบื้องต้นตนเองยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหรือบุคคลใดในคณะรัฐมนตรีและส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลว่าจะมีผลต่อการปรับคณะรัฐมนตรีที่อาจจะมีในเร็ววันนี้

ผู้สื่อข่าวสอบถามอีกว่า จากกรณีดังกล่าวถือเป็นความพ่ายแพ้ทาง การเมืองที่ฝ่ายสีน้ำเงินชนะสีแดงในคดีฮั้ว สว. หรือไม่นั้น พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยว่า การทำงานของกระทรวงยุติธรรมอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักนิติธรรม ไม่ควรนำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยว ข้องกับกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถนำกฎหมายไปทำในเรื่องที่มิชอบไม่ได้

‘จี-โทเคน’ กำไรต่ำ-ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม นักวิชาการ มธ. ถามหาเงินค้ำประกัน ปชช.

'จี-โทเคน' กำไรต่ำ-ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม นักวิชาการ มธ. ถามหาเงินค้ำประกัน ปชช.

‘จี-โทเคน’ กำไรต่ำ-ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม นักวิชาการ มธ. ถามหาเงินค้ำประกัน ปชช.

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.29 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์” ตั้งคำถามรัฐบาล ออก ‘จี-โทเคน’ มีเงินบาท 5,000 ล้านแบ็คอัพค้ำประกันให้ประชาชนหรือไม่ ระบุผลกำไรจาก ‘จี-โทเคน’ มีแค่ดอกเบี้ย 1-2% ซัดเอาเข้าลิสต์ศูนย์ Exchange ขายฝันประชาชน จี้ให้ข้อมูลเพิ่ม ”ก.ล.ต.-ICO Portal“ รับรองแล้วหรือไม่

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ผู้อำนวยการโครงการปริญญาโททางการเงิน และอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลยังให้ข้อมูลเรื่องการออกสินทรัพย์ดิจิทัลโทเคน (Token) หรือ G Token (จี-โทเคน) ที่รัฐบาลคาดหวังให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ทดแทนการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการหนุนหลังจี-โทเคนด้วยสินทรัพย์ (ABS) ซึ่งก็คือเงินบาทในจำนวนที่เท่ากับมูลค่าของโทเคน เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อใดที่ผู้ถือครองจี-โทเคนต้องการขาย เขาก็จะได้รับเงินบาทกลับคืนมาในทันที

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า ตามข้อมูลที่รัฐบาลให้มาคือ จี-โทเคนถูกสำรองหรือแบ็คอัพหรือ ABS โดยเงินบาท โดยจะนำร่องด้วยงบประมาณ 5,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าก็จะต้องมีเงินบาทจำนวน 5,000 ล้านบาทหนุนหลังเอาไว้ ซึ่งตามหลักการที่ควรจะเป็นจะต้องมีหน่วยงานกลาง คือบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) ที่รับฝากเงินบาทเหล่านั้นไว้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าตราบใดที่ประชาชนยังถือจี-โทเคนอยู่จะยังคงมีเงินบาทในสัดส่วนที่เท่ากันเป็นหลักประกันอยู่เสมอ

“ประเด็นคือรัฐบาลยังไม่เคยพูดถึงเรื่อง Custodian เลย ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญที่การันตีว่าเงินของประชาชนจะมีความมั่นคงปลอดภัย มากไปกว่านั้นก็คือ ตามเจตจำนงของรัฐบาลคือต้องการนำเงินจี-โทเคนไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือไปลงทุนภาครัฐในมิติอื่นๆ นั่นสะท้อนว่าจะไม่มีการสำรองเงินหรือแบ็คอัพจี-โทเคน ด้วยเงินบาทหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ยังเป็นคำถามและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมจากรัฐบาล” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การที่รัฐบาลระบุว่าจะนำจี-โทเคนเข้าไปอยู่ในลิสต์ของศูนย์ Exchange นั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลทำแบบนั้นด้วยเหตุผลใด ส่วนตัวมองไม่ออกว่าจี-โทเคนจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพราะนี่เป็นการนำเงินไปฝากเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนต่างๆ ฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนหรือผู้ถือครองจี-โทเคนได้รับในกรณีที่ถือครองครบเวลากำหนด อาจเป็นเพียงกำไรจากดอกเบี้ย 1 – 2 % เท่านั้น

“ผลกำไรจากจี-โทเคนเป็นสิ่งที่ตายตัวและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่การลงทุนในธุรกิจภาคเอกชนที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างผลกำไรจากการลงทุนได้ ดังนั้นจึงมองว่าการกระทำเช่นนี้คือการขายฝันประชาชนให้รู้สึกว่านี่เป็นของใหม่ ให้ผู้ลงทุนที่ไม่มีความรู้นำมาเก็งกำไร-ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งรัฐบาลไม่ควรฝึกให้ประชาชนทำเช่นนี้” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า หากยึดตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 การที่รัฐบาลออกจี-โทเคนในลักษณะเช่นนี้ จะถือว่าเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เพราะเป็นโทเคนดิจิทัลที่ให้สิทธิในการร่วมลงทุนในโครงการและได้รับผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะดำเนินการได้อย่างถูกต้องก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจะต้องนำเสนอผ่านผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ออกใหม่ (ICO Portal) เสียก่อน ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เห็นรายละเอียดเหล่านี้จากรัฐบาล แต่กลับมีการทำโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์ออกไปมากมายว่าเป็นเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ตรงนี้รัฐบาลต้องให้ข้อมูลเพิ่ม

“ตอนแรกที่เห็นการโฆษณาก็เข้าใจว่าจะมีใครมาหลอกลวงประชาชนอีกหรือไม่ เพราะปกติแล้วเหรียญที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะต้องมีรายละเอียดว่าจะกระจายหรือขายอย่างไร จะเอาเงินไปทำอะไร และผู้ลงทุนจะได้อะไรบ้าง แต่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เลย เข้าใจรัฐบาลอยู่ว่า ในเเง่มุมดีของโครงการนี้ เขาก็พยายามที่จะผลักดันให้มันกลายเป็นนวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งอันนี้ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วย เเต่ว่ามันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรายละเอียดต่างๆที่ได้อธิบายไปข้างต้น ยังเป็นสิ่งที่อยากให้รัฐบาลพิจารณา“ ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

‘ธรรมนัส’เผยนัดคุย’อนุดิษฐ์-เก่ง การุณ’ศุกร์นี้ ลั่น!ไม่ได้โม้ ยังมีตามมาอีก

'ธรรมนัส'เผยนัดคุย'อนุดิษฐ์-เก่ง การุณ'ศุกร์นี้ ลั่น!ไม่ได้โม้ ยังมีตามมาอีก

‘ธรรมนัส’เผยนัดคุย’อนุดิษฐ์-เก่ง การุณ’ศุกร์นี้ ลั่น!ไม่ได้โม้ ยังมีตามมาอีก

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

“ธรรมนัส”เผยนัดคุย”อนุดิษฐ์-เก่ง การุณ”ศุกร์นี้ ลั่น!ไม่ได้โม้ ยังมีตามมาอีก แนะถ้าไม่เข้าใจกันควรต่างคนต่างไป ไม่งั้นพรรคจะเน่าไปเรื่อยๆ ซัดใครจะโง่เสียเงินดูด สส.มากขนาดนั้น

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม.อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ กับ นายการุณ โหสกุล อดีต สส.กทม.จะย้ายมาพรรคกล้าธรรม หลังลาออกจากสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ว่า ผมเป็นคนตรงไปตรงมา ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก็ไม่เคยอ้อมค้อม ทั้ง 2 ท่านได้มีการมาพบและพูดคุยกัน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรมแล้ว โดยตนเชื่อว่า นางนฤมลยังจะเฟ้นหาบุคคลที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน และมีความคิดที่ดี เป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเข้ามางานกับพรรคอีก

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนศรัทธาในตัวของ น.อ.อนุดิษฐ์ อยู่แล้ว ส่วน เก่ง การุณ ก็ถือว่าเป็นน้องรัก ถ้าถามว่าทั้ง 2 ท่าน จะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ ตนก็ไม่ปฏิเสธ โดยจะนัดคุยกันกับท่านหัวหน้าในวันศุกร์ น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นทหารรุ่นพี่ ตนรักและเคารพมาตลอด ทั้งในช่วงที่อยู่ในสภาด้วยกัน ท่านเป็นฝ่ายค้าน ผมเป็นฝ่ายรัฐบาล และก็ประสานงานกันมาตลอด รวมถึงหลายเรื่องหลายประเด็นที่ น.อ.อนุดิษฐ์ แนะนำตนในฐานะรุ่นพี่ ดังนั้น บทบาทของทั้ง 2 ท่าน ที่จะเข้ามาช่วยครอบครัวกล้าธรรม ก็คงจะเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคว่าจะวางจุดยืนตรงไหน

“ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้โม้ จะมีอีกหลายคนที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม แต่ผมและอาจารย์แหม่มยืนยันว่า ไม่เคยใช้ตัวเลขทางคณิตศาสตร์มาต่อรองตำแหน่งทางการเมือง พวกผมพอใจที่รับผิดชอบดูแลกระทรวงเกษตรฯ ไม่คิดที่จะต่อรองอะไร แต่เป้าหมายเราคือ ต้องการสร้างครอบครัวกล้าธรรมให้เข้มแข็ง ผมจะลดบทบาทตัวเองให้อาจารย์แหม่มในฐานะหัวหน้าพรรค และพี่ๆ คนอื่นๆ ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคมีบทบาทมากขึ้น โดยผมก็จะเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ปัจจุบันพรรคกล้าธรรมมีจำนวน สส.อย่างเป็นทางการ 26 คน และที่เคยพูดไปว่ามีแบบที่ไม่เป็นทางการอีก เป็นความจริงและก็จะมีมาเพิ่มเรื่อยๆ แต่ขอยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมไม่ว่าจะเป็นตนอาจารย์แหม่ม หรือกรรมการบริหารพรรคทุกท่าน ไม่เคยไปเสนอกับทรัพย์สินให้ใคร คนที่ออกมาพูดนี่ถือว่าโง่ เพราะจะมีความผิดด้วย ถือว่าความผิดสำเร็จไปแล้ว คุณรับรู้ แต่ไม่ดำเนินการใดๆ แต่กลับมาให้ข่าวแบบคลุมเครือ สร้างประเด็นให้สังคม จะทำอะไรก็ให้เหมือนกับ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี ให้ชัดเจนไปเลย ตนกับ น.ส.กฤษฎิ์ สนิทกันในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการ ในเรื่องความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่ในเขตที่เขาดูแลอยู่ ซึ่งตนมองว่า เขามีความพร้อมทั้งทางฐานะและความใส่ใจประชาชนในพื้นที่ ถือว่าเป็น สส.น้ำดี ส่วนอุดมการณ์เขาจะมาร่วมกับพรรคกล้าธรรมหรือไม่นั้น ก็ต้องให้เขาพูดคุยกับหัวหน้าพรรค

“ผมว่าวาทกรรมคำว่างูเห่า ควรที่จะเลิกพูดกันไปได้แล้ว คนเป็นนักการเมือง เป็น สส.ต้องถามตัวเองว่า คุณทำอะไรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่บ้าง ถ้าเค้าทำความดี ผมว่าเขาไม่ใช่งูเห่า แต่เค้ารักประชาชนจริงๆ การอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่เข้าใจกันมันก็ยิ่งทำให้พรรคนั้นเน่าไปเรื่อยๆ สำหรับพรรคกล้าธรรม ถ้าไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กันได้ เชิญเลย คุณจะไปไหนก็ไป” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคการเมืองบ้างพรรคให้เงิน 55 ล้าน เพื่อดูด สส.นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตรรกะแบบนี้คิดง่ายๆ ไม่ต้องไปคิดมาก เหลือระยะเวลาเปิดสภาฯ อีกเพียงแค่ปีกว่า คนโง่ที่ไหนเค้าจะไปเสียเงินแบบนั้น ไม่มีหรอกครับ การทำแบบนั้นคือการเมืองระบบเก่า เราจะเดินไปข้างหน้า สร้างการเมืองใหม่ๆ ตนคิดว่า ตอนนี้พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคที่ใหม่กว่าใคร เราคิดใหม่ทำใหม่ โดยจุดยืนของเราชัดเจน ยึดพี่น้องประชาชน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

“ผมขอฝากไปถึงพวกที่ชอบด่าผม ที่ได้ไปกินข้าวเย็นที่พะเยามาเยอะแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีการอะลุ่มอล่วย เพราะตอนนี้ผมถอยตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาพรรค ไม่มีตำแหน่งอะไรแล้ว ดังนั้น พวกปะฉะดะ ธรรมนัสชอบอยู่แล้ว ระวังจะไปติดคุกที่พะเยา อยากให้ทุกคนเข้าใจด้วยว่า ผมไม่ได้ไปเสาะแสวงหาคนมาร่วมงานกับผม แต่สิ่งที่พวกผมทำ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์แหม่ม ท่านอิทธิ หรือท่านอัครา มันตอบโจทย์ประชาชน ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ ไปย้อนดูว่า ทำไม สส.ฝ่ายค้าน ถึงมาเดินตามผม เพราะเขาเห็นผมทำงานถึงลูกถึงคน ใจถึงพึ่งได้ คุณจะใช้โซเชียลมาด่าผมอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ชาวบ้านด่าผม แล้วคุณจะทำอย่างไรละ”

‘บ้านพิษณุโลก’คึกคัก! ‘รมต.พท.’ประชุม‘กุนซืออิ๊งค์’ปรับแผนท่องเที่ยว

‘บ้านพิษณุโลก’คึกคัก! ‘รมต.พท.’ประชุม‘กุนซืออิ๊งค์’ปรับแผนท่องเที่ยว

‘บ้านพิษณุโลก’คึกคัก! ‘รมต.พท.’ประชุม‘กุนซืออิ๊งค์’ปรับแผนท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

“บ้านพิษณุโลก”คึกคัก! “รมต.เพื่อไทย”ประชุมที่ปรึกษานโยบายนายกฯ ปรับแผนท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่น ดึงนักท่องเที่ยวกลับ หลังตัวเลขลดลง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวที่บ้านพิษณุโลก มีรัฐมนตรีทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมและหารือเรื่องการท่องเที่ยว ร่วมกับ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานคณะที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม , นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข , นายสรวงศ์ เทียน รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา , นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง (ททท.) และผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) , น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT ร่วมด้วย

จากนั้นเวลา 10.43 น.นายสมศักดิ์ ได้เดินทางออกจากบ้านพิษณุโลก ขณะที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เดินทางเข้าบ้านพิษณุโลกในภายหลัง เนื่องจากติดภารกิจเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ซับคอนไทยแลนด์” ควบคู่กับงานอินเตอร์แมค – พลาสติกแอนด์รับเบอร์ ไทยแลนด์ 2025 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

โดย นายสรวงศ์ เปิดเผยภายหลังเข้าประชุมหารือ ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการบูรณาการการท่องเที่ยว เพื่อปรับแผนการท่องเที่ยวไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งภาพรวมการท่องเที่ยวขณะนี้ แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง 1% จากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป แต่รายได้การท่องเที่ยวไทยขณะนี้เพิ่มขึ้น 5% จากนักท่องเที่ยวยุโรปที่มาอยู่ประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งตรงกับโจทย์ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเรื่องนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ

นายสรวงศ์ กล่าวต่อว่า โดยที่ประชุมรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ข้อมูลที่อยู่ในความรับผิดชอบ เช่น นายสุริยะ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากเมืองหลักไปเมืองรอง และเมืองรองมาเมืองหลัก ขณะที่นายพิชัย เป็นข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการทางภาษีที่จะใช้สนับสนุนการท่องเที่ยว รวมถึงนายสมศักดิ์ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการด้านสุขภาพ (เวลเนส) ที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่ ผบช.สตม.รายงานถึงปัญหาการตรวจคนเข้าเมืองออนไลน์จะต้องมีการพัฒนาอะไรเพิ่มเติมหรือไม่หลังจากได้ใช้ไป 1 เดือน

“การหารือในวันนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการพิจารณาเรื่องของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าจะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาอย่างไร โดยผลการหารือในวันนี้ นพ.พรหมินทร์ จะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป” นายสรวงศ์ กล่าว

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษาด้านนโยบายนายกฯ ที่เข้าร่วมประชุมด้วย เปิดเผยว่า เป็นการประชุมประจำสัปดาห์ โดยในที่ประชุมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์การท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ เพื่อดูปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น นำปัญหามากางคุยกัน และประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น

– 006

‘ณัฐวุฒิ’รับไม่เคยเห็น ศาลสั่ง รมว.ให้เป็นอัมพฤกษ์ ชี้ที่ผ่านมามีแต่อัมพาต หยุดทั้งตำแหน่ง

'ณัฐวุฒิ'รับไม่เคยเห็น ศาลสั่ง รมว.ให้เป็นอัมพฤกษ์ ชี้ที่ผ่านมามีแต่อัมพาต หยุดทั้งตำแหน่ง

‘ณัฐวุฒิ’รับไม่เคยเห็น ศาลสั่ง รมว.ให้เป็นอัมพฤกษ์ ชี้ที่ผ่านมามีแต่อัมพาต หยุดทั้งตำแหน่ง

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยุติปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ตามคำร้องที่ส.ว.เข้าชื่อเสนอ 

โดยระบุว่า ผมไม่เคยเห็นกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นส่วนๆ (ถ้าจำคลาดเคลื่อนต้องขออภัย) ที่ผ่านมาถ้าสั่งหยุดก็หยุดเลย แต่วันนี้สั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ยุติปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ตามคำร้องที่ส.ว.เข้าชื่อเสนอ

พูดบ้านๆคือที่แล้วมาสั่งให้เป็นอัมพาต หยุดเต็มตัวเต็มตำแหน่ง แต่คราวนี้สั่งรมว.ยุติธรรมให้เป็นอัมพฤกษ์ เคลื่อนไหวไม่ได้เป็นบางส่วน  ข้อกล่าวหาคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม กับพ.ต.อ.ทวี ใช้อำนาจแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยใช้ DSI เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
DSI มีอำนาจทำคดีนี้ด้วยมติคณะกรรมการคดีพิเศษ ศาลยกคำร้องกรณีนายภูมิธรรมซึ่งทำหน้าที่ประธาน แต่สั่งรองประธานหยุดทำหน้าที่  แปลกแน่ๆ แต่ก็ต้องตามนั้น เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

ในฐานะรมว.ยุติธรรม แม้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ DSI แต่การทำคดีเลือกส.ว.ดำเนินการคู่ขนานกับกกต. ซึ่งทางกกต.ก็ตั้ง DSI เป็นผู้ช่วย ไม่ได้แสดงออกว่าจะถูกแทรกแซงครอบงำใดๆ ทุกขั้นตอนจนถึงขณะนี้มีแต่คณะส.ว.บางส่วนที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม แต่คนทั่วไปชอบให้ทำ เพราะเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญประชาชน 

ผมยืนยันอีกครั้งว่าคดีเลือกส.ว.ไม่ได้มีความหมายเพียงสงครามการเมืองเรื่องสี แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องระบบรัฐสภา ถ้าเรื่องนี้จบลงโดยไม่มีใครผิด จะกลายเป็นประเทศไทยผิดที่ประกาศในรัฐธรรมนูญว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แม้มีเส้นทางอีกยาวไกลอีกหลายเงื่อนไขให้ต้องต่อสู้ แต่ถ้าไม่สู้เรื่องนี้ที่ชัดเจนเต็มตาแบบนี้ สังคมจะเดินหน้าอย่างไร

ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ เมื่อศาลวินิจฉัยและสั่งรัฐมนตรียุติการทำหน้าที่เฉพาะเรื่อง จะมีผลกดดันข้าราชการคนทำงานหรือไม่ อาจมีคนอาศัยช่องนี้ฟ้องดำเนินคดี 157 กับเจ้าหน้าที่ ทำให้คดีที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม กลายเป็นเข้ารกเข้าพงไปหรือไม่ 

ขอส่งกำลังใจไปยังผู้กำลังปฏิบัติงานทุกคน อย่ายอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสีไหน แต่จงตระหนักว่าท่านเป็นความหวังของประชาชน 

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพอยู่แล้วล่ะ  ข้อกล่าวหาคือ นายภูมิธรรม เวชยชัย และพ.ต.อ.ทวี ใช้อำนาจแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการเลือกตั้ง โดยใช้ DSI เป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พูดบ้านๆคือที่แล้วมาสั่งให้เป็นอัมพาต หยุดเต็มตัวเต็มตำแหน่ง แต่คราวนี้สั่งรมว.ยุติธรรมให้เป็นอัมพฤกษ์ เคลื่อนไหวไม่ได้เป็นบางส่วน  แปลกแน่ๆ แต่ก็ต้องตามนั้น เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

DSI มีอำนาจทำคดีนี้ด้วยมติคณะกรรมการคดีพิเศษ ศาลยกคำร้องกรณีนายภูมิธรรมซึ่งทำหน้าที่ประธาน แต่สั่งรองประธานหยุดทำหน้าที่  ในฐานะรมว.ยุติธรรม แม้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ DSI แต่การทำคดีเลือกส.ว.ดำเนินการคู่ขนานกับกกต. ซึ่งทางกกต.ก็ตั้ง DSI เป็นผู้ช่วย ไม่ได้แสดงออกว่าจะถูกแทรกแซงครอบงำใดๆ ทุกขั้นตอนจนถึงขณะนี้มีแต่คณะส.ว.บางส่วนที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม แต่คนทั่วไปชอบให้ทำ เพราะเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญประชาชน 

ผมยืนยันอีกครั้งว่าคดีเลือกส.ว.ไม่ได้มีความหมายเพียงสงครามการเมืองเรื่องสี แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องระบบรัฐสภา ถ้าเรื่องนี้จบลงโดยไม่มีใครผิด จะกลายเป็นประเทศไทยผิดที่ประกาศในรัฐธรรมนูญว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตย แม้มีเส้นทางอีกยาวไกลอีกหลายเงื่อนไขให้ต้องต่อสู้ แต่ถ้าไม่สู้เรื่องนี้ที่ชัดเจนเต็มตาแบบนี้ สังคมจะเดินหน้าอย่างไร

ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ เมื่อศาลวินิจฉัยและสั่งรัฐมนตรียุติการทำหน้าที่เฉพาะเรื่อง จะมีผลกดดันข้าราชการคนทำงานหรือไม่ อาจมีคนอาศัยช่องนี้ฟ้องดำเนินคดี 157 กับเจ้าหน้าที่ ทำให้คดีที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม กลายเป็นเข้ารกเข้าพงไปหรือไม่ 

ขอส่งกำลังใจไปยังผู้กำลังปฏิบัติงานทุกคน อย่ายอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสีไหน แต่จงตระหนักว่าท่านเป็นความหวังของประชาชน 

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพอยู่แล้วล่ะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วนที่สุด!!! ศาลรธน.สั่ง‘ทวี สอดส่อง’หยุดปฏิบัติหน้าที่ดูแล‘ดีเอสไอ’ เซ่นรับสอบ‘ฮั้วสว.’