นายกฯ มอบเงินเยียวยาทายาทเหยื่อแผ่นดินไหว รายละ 3 แสน

นายกฯ มอบเงินเยียวยาทายาทเหยื่อแผ่นดินไหว รายละ 3 แสน

นายกฯ มอบเงินเยียวยาทายาทเหยื่อแผ่นดินไหว รายละ 3 แสน

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

นายกฯ มอบเงินเยียวยาทายาทเหยื่อแผ่นดินไหว รายละ 3 แสน รับเสียใจอย่างสุดซึ้งเป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิด พร้อมให้กำลังใจกลับมายืนได้อย่างเข้มแข็ง 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมอบให้ทายาทและผู้แทนผู้ประสบภัยที่เสียชีวิต จำนวน 32 ราย รายละ 300,000 บาท รวม 9,600,000 บาท โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วม  

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ดิฉันมาในนามของรัฐบาลอย่างที่กล่าวไปกับทุกท่านว่าขอแสดงความเสียใจด้วยอย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด และเป็นเดือนที่เราก็ไม่ทราบมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ที่ตัวดิฉันเองในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็รู้สึกเห็นใจและพร้อมจะช่วยสนับสนุนให้เต็มที่ได้มากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้  ทั้งนี้ ทราบดีว่าผู้เสียชีวิตทุกท่านบางท่านเป็นสามี เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นคนที่เรารักแน่นอนว่าไม่ว่าจำนวนเงินเท่าไหร่ก็คงไม่สามารถแทนคนที่เรารักได้ แต่ดิฉันก็ขอส่งความปรารถนาดีไปให้ในรูปแบบเงินเยียวยาและความจริงใจให้กับทุกท่าน ขอให้ต่อจากนี้ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง และมีแรง มีกำลังในการสู้ต่อถือว่าเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านมีกำลังใจทำงานต่อไป มีความหวังในหัวใจเสมอ ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น ก็ขอให้กำลังใจทุกท่านอย่างจากใจจริง

“วันนี้อาจจะหนักหน่อยในเรื่องของการสูญเสีย แต่ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะกลับมายืนได้อย่างเข้มแข็ง รัฐบาลขอส่งกำลังใจให้อย่างแท้จริงและที่สำคัญต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งกทม.เป็นส่วนหน้าทำงานอย่างเต็มที่ในเรื่องการค้นหาผู้สูญหายและในที่สุดได้เคลียร์ไซด์งานที่เกิดเหตุไปได้ ถือว่าทำอย่างเต็มที่ ก็ขอกำลังใจ ชื่นชมและขอบคุณทีมงานที่ทำงานกันอย่างเข้มข้นตลอดเวลาทุกวัน“ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นเราได้มีการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต 32 รายจำนวน 9,600,000 บาท เป็นล็อตแรกที่เอกสารครบถ้วน ถ้ามีการเตรียมเอกสารครบถ้วนอีก เรื่องเยียวยายังไปต่อให้กับคนอื่นๆอีก ที่ยังอยู่ในช่วงของการเตรียมเอกสารอยู่ อย่างไรก็ฝากสื่อสารด้วยว่ารัฐบาลยังกันเงินส่วนนี้ไว้ เพื่อช่วยเหลือทุกคน สุดท้ายขอส่งความปรารถนาดีให้ทุกท่านมีกำลังใจและเข้มแข็งและขอให้ทุกท่านโชคดีทำงานอย่างเต็มที่สุขภาพแข็งแรง

จากนั้นนายกฯเดินพบปะให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิต โดยญาติบางส่วนร้องไห้ด้วยความตื้นตัน

.-008 

‘ชูศักดิ์’ชี้คดีฮั้ว สว.ยังเดินหน้าต่อได้ ขออย่ามองเป็นการเมือง’แดง’เพลี่ยงพล้ำ’น้ำเงิน’

'ชูศักดิ์'ชี้คดีฮั้ว สว.ยังเดินหน้าต่อได้ ขออย่ามองเป็นการเมือง'แดง'เพลี่ยงพล้ำ'น้ำเงิน'

‘ชูศักดิ์’ชี้คดีฮั้ว สว.ยังเดินหน้าต่อได้ ขออย่ามองเป็นการเมือง’แดง’เพลี่ยงพล้ำ’น้ำเงิน’

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

“ชูศักดิ์”เผยเป็นอำนาจ”นายกฯ”ตั้งคนคุม”ดีเอสไอ”แทน”ทวี” ชี้คดีฮั้ว สว.ยังเดินหน้าต่อได้ ขออย่ามองเป็นการเมือง”แดงเพลี่ยงพล้ำน้ำเงิน” บอกทำใจให้สบายเป็นกระบวนการศาล

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใครจะกำกับดูแลแทน ว่า ปกติดีเอสไอขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล ซึ่งหลังจากนี้ต้องดูว่านายกรัฐมนตรีจะมีนโยบายเช่นใด จะตั้งรัฐมนตรีท่านอื่นมาทำหน้าที่แทนหรือไม่ หรือนายกฯจะกำกับดูแลเอง ซึ่งกรณีนี้ถือว่าแตกต่าง เพราะเดิมศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด แต่ครั้งนี้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะดีเอสไอ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อถามว่า ในทางการเมืองคดีที่ดีเอสไอกำลังทำเรื่องฮั้ว สว.จะต้องหยุดจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยเรื่องนี้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของดีเอสไอเขาทำอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกัน เพราะศาลสั่งแค่ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดีเอสไอไว้ก่อน คดีทั้งหลายทั้งปวงว่าไปตามปกติ และหากมีรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลแทน พ.ต.อ.ทวี ก็สามารถดำเนินการเรื่องนี้ต่อได้เลย และมาทำหน้าที่รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ส่งผลกระทบทางการเมืองหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อมีคำร้องเข้าไป ศาลมองว่าอาจจะเป็นไปตามคำร้อง ซึ่งก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นเรื่องในอนาคต

เมื่อถามว่า หากมองในมิติการเมืองขณะนี้สีแดงเพลี่ยงพล้ำน้ำเงินหรือไม่ นายชูศักดิ์ หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “ตนไม่อยากจะมองเรื่องแดงหรือน้ำเงินอะไรหรอก แต่อยากให้มองด้วยใจสบายๆ ว่าเป็นเรื่องกระบวนการของศาล เมื่อมีคำร้องเข้าไป ศาลก็วินิจฉัย ส่วนรัฐบาลลองตัดสินใจดู จะแต่งตั้งใครไปปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ในช่วงที่ พ.ต.อ.ทวี หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าใจว่าหากจะแต่งตั้งใครต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติ เพื่อไม่ให้ราชการเสียหาย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ในฐานะที่ตนกำกับฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ”

เมื่อถามว่า เบื้องต้นรัฐมนตรีคนไหนเหมาะสม หรือให้นายกฯ ดูแลไปเลย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย ยังไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร”

‘ธีรัจชัย’ถามหาสปิริต’ผู้ว่า สตง.’​ รับผิดชอบตึกถล่ม จี้ลาออก

'ธีรัจชัย'ถามหาสปิริต'ผู้ว่า สตง.'​ รับผิดชอบตึกถล่ม จี้ลาออก

‘ธีรัจชัย’ถามหาสปิริต’ผู้ว่า สตง.’​ รับผิดชอบตึกถล่ม จี้ลาออก

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

 ”ธีรัจชัย“ ถามหาสปิริต ”ผู้ว่าสตง.“​ รับผิดชอบ จี้ ลาออก อย่ากอดเก้าอี้ไว้เลย เพื่อเปิดทางตรวจสอบอย่างจริงจัง 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.10 น.  ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎรแถลงภายหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ว่า จากการที่เชิญบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบตึก คือ บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด และนายพิมล เจริญยิ่ง ผู้รับรองแบบอาคารสตง.ที่มีอายุ 85 ปี และวิศวกรผู้ควบคุมงาน จากที่เป็นข่าวว่านายพิมลไม่รู้เรื่อง แต่วันนี้กลับชี้แจงต่อกมธ.ว่า เป็นผู้ลงนามรับรองแบบ แต่ไม่ได้ออกแบบ ส่วนกรมบัญชีกลางและกรมสรรพากร ชี้แจงกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง และการเสียภาษี อย่างไรก็ตาม แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินในต่างประเทศ หัวหน้าหน่วยงานที่เกิดเหตุต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ในประเทศไทยก็ควรจะมีการแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง 

ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกมธ. กล่าวว่า จากที่ได้เชิญบริษัทผู้ออกแบบ กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร มาให้ข้อเท็จจริง สิ่งที่เห็นชัดคือในกรณีของบริษัทผู้ออกแบบที่มีบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งการเข้าไปทำสัญญาของทั้ง2 เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้ว ซึ่งการประชุมของกมธ.ครั้งที่แล้ว ได้สอบถามผู้ว่าสตง. ที่บอกว่ามีการแก้แบบทั้งหมด 9 ครั้ง ซึ่งตนได้สอบถามผู้ออกแบบ ก็ยอมรับว่ามีการขอแก้ไป 9 ครั้ง แต่ไม่ได้เป็นการแก้แบบ แต่เป็นการแก้ไขข้อขัดข้องในระหว่างที่มีการก่อสร้าง โดยทางผู้บริหารโครงการได้เสนอว่าควรจะมีการแก้ไข และที่เกี่ยวกับโครงสร้างมีทั้งหมด 2 จุด ซึ่งการแก้ไขแบบจะส่งมาให้ทั้ง 2 บริษัท ซึ่งเป็นสัญญาร่วมทุน ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบ ไม่ใช่ต้องรับผิดชอบเหมือนห้างหุ้นส่วนจำกัด เมื่อทำแบบมาก็ให้ความเห็น บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง เขาก็ไม่ขัดข้องและทำตามแบบแก้ไขเชิงโครงสร้างปล่องลิฟท์ที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลง และความสูงต่ำลง เมื่อเป็นอย่างนี้ ในการแก้ไขข้อขัดข้องยืนยันว่า ไม่ใช่การแก้ไขแบบ เป็นการทำให้สะเทือนโครงสร้างหรือไม่ แล้วใครมีอำนาจที่จะอนุมัติตรงนี้

นายธีรัจชัย กล่าวต่อว่า เขายืนยันว่า ไม่ได้แก้ไขแบบ แต่เป็นการแก้ไขข้อขัดข้องและสัญญา แต่การจะแก้ไขสัญญาได้ต้องมีความเห็นของผู้ออกแบบที่ไม่ขัดข้องแล้ว มีผู้รับเหมาก่ออสร้าง ผู้ควบคุมงาน มีคณะกรรมการตรวจรับการสร้าง ที่ตั้งโดยผู้ว่าสตง. ดังนั้น ผู้ว่าสตง.จะปฏิเสธรับผิดชอบ ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าสตง.ไม่เคยรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้ชัดเจนแล้วว่า การที่จะแก้ไขสัญญาที่มีการแก้ไขรูปแบบการก่อสร้างเดิม ที่ไม่เหมือนกับแบบเดิม ในส่วนนี้ผู้ว่าสตง.ต้องรับผิดชอบ ส่วนการควบคุมงาน ได้สอบถามจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งต้องมีผู้ควบคุมงาน กรรมการตรวจรับ ซึ่งตั้งโดยผู้ว่าสตง. และไม่ว่าเรื่องพัสดุอุปกรณ์ที่นำมาก่อสร้าง ซึ่งจากการสอบถามคณะกรรมการผู้ตรวจการจ้างครั้งที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้ไปคุมหน้างานเอง แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างผู้แต่งตั้งคือผู้ว่าสตง. ไม่ลงไปดูที่หน้างาน ดูแต่เอกสาร

“สิ่งเหล่านี้ผู้ว่าสตง.จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ที่ผ่านมาได้ฟังแต่การบอกว่าผู้ควบคุมงานรับผิดชอบ ผู้จ้างงานรับผิดชอบ ผู้ออกแบบรับผิดชอบ แต่ไม่เคยเห็นความรับผิดชอบของผู้ว่าสตง. แต่ข้อเท็จจริงคือตึกพัง มีคนเสียชีวิต แต่การแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิต สตง.ไม่เคยแสดงอย่างความจริงใจในฐานะที่เป็นผู้ว่าสตง. จะบอกว่าเพิ่งมาเป็นปีเศษก็ไม่ใช่ ควรจะแสดงด้วยใจจริง ดังนั้น ผมขอเรียกร้องให้ผู้ว่าสตง.รับผิดชอบมากกว่านี้ ท่านอย่ารักษาเก้าอี้เลย ทางที่ดีอยากให้ผู้ว่าสตง.ออกจากตำแหน่ง แล้วให้รักษาการดำเนินการแทน จะได้ตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เพราะหากผู้ว่าสตง.ยังอยู่ในตำแหน่งผมเชื่อว่า การตรวจสอบจะไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น ท่านอย่ากอดเก้าอี้ไว้เลย ขอให้แสดงความรับผิดชอบออกมาให้ประชาชนได้เห็น อย่าโยนไปโยนมาแล้วตัวเองลอยตัว ผมคิดว่าไม่สง่างาม  ถึงวันนี้แม้ข้อเท็จจริงจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซนต์แต่มีการออกหมายเรียกและมีความผิดพลาดเยอะแยะ ท่านหนีไม่ได้ ” นายธีรัจชัย กล่าว

นายกสมาคมทนาย ชี้’ทักษิณ’รักษาตัวชั้น 14 เจ้าตัวถูกจำคุกตามหมายศาลเเล้ว

นายกสมาคมทนาย ชี้'ทักษิณ'รักษาตัวชั้น 14 เจ้าตัวถูกจำคุกตามหมายศาลเเล้ว

นายกสมาคมทนาย ชี้’ทักษิณ’รักษาตัวชั้น 14 เจ้าตัวถูกจำคุกตามหมายศาลเเล้ว

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568  นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นผ่านเพจสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกคำร้องที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวน กรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 8 ปี แต่ได้รับการลดโทษเหลือ 1 ปี ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เข้ารับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และศาลเตรียมเป็นผู้ไต่สวนเองโดยนัดไต่สวนพร้อมคู่ความในวันที่ 13 มิถุนายน ว่า บันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นส่วนต่อท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ความว่า “ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2478 เป็นต้นไป” จึงมีฐานะหรือศักดิ์ทางกฎหมายเท่ากันกับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ทุกประการ การที่นักกฎหมายหลายท่านแสดงความเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีศักดิ์ฐานะที่ใหญ่กว่าพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 จึงคลาดเคลื่อน

ในกรณีที่ผู้ต้องขังป่วยต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้าน หรือถ้ายังคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 ให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำส่งตัวผู้ต้องขังไปยังสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคนั้นโดยเฉพาะ การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำดังกล่าว ผู้บัญชาการเรือนจำสามารถใช้อำนาจของตนตามมาตรา 55 ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 246 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ฐานะเท่ากันที่ออกมาในภายหลัง

ส่วนการที่มีบุคคลนำความไปร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอันเป็นศาลที่ออกหมายจำคุกอดีตนายกทักษิณว่า การส่งตัวอดีตนายกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ได้ขออนุญาตศาลตาม มาตรา 246 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงต้องมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่ใช่บุคคลตามมาตรา 246 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องตามมาตราดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันการที่ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนในกรณีดังกล่าว เพราะศาลเห็นว่าความปรากฏแก่ศาลเองตามที่มีผู้ร้องว่า อดีตนายกไม่ได้ถูกจำคุกตามหมายจำคุกของศาลจึงต้องมีการไต่สวน

ดังนั้น การที่ศาลใช้อำนาจไต่สวนกรณีการส่งตัวอดีตนายกทักษิณไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจจึงไม่ได้เป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 246 หากแต่เป็นการใช้อำนาจของศาลเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 89 ความว่า 

“หมายขังหรือหมายจำคุก ต้องจัดการให้เป็นไปตามนั้นในเขตของศาลซึ่งออกหมาย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น”

เมื่อความปรากฏตามที่มีผู้ร้องว่าอดีตนายกมิได้ถูกจำคุกตามหมายจำคุกของศาล จึงต้องมีการไต่สวน หากการไต่สวนได้ความว่าการใช้อำนาจของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในการส่งตัวอดีตนายกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ และการที่แพทย์ของโรงพยาบาลดังกล่าว มีความเห็นให้อดีตนายกทักษิณพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นไปโดยชอบด้วยมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ก็ถือได้ว่าอดีตนายกได้ถูกจัดการตามหมายจำคุกแล้ว โดยถูกจำคุกตามหมายจำคุกของศาลที่โรงพยาบาลตำรวจตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 55 ของกฎหมายราชทัณฑ์ อันเป็นกฎหมายอื่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 89 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วทุกประการ

‘วันนอร์’เชื่อถกงบฯ ปี69 ไร้มีปัญหา แจงงบ‘ปรับปรุงสภาฯ ตรวจสอบได้

‘วันนอร์’เชื่อถกงบฯ ปี69 ไร้มีปัญหา แจงงบ‘ปรับปรุงสภาฯ ตรวจสอบได้

‘วันนอร์’เชื่อถกงบฯ ปี69 ไร้มีปัญหา แจงงบ‘ปรับปรุงสภาฯ ตรวจสอบได้

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

‘วันนอร์’เชื่อถกงบฯ ปี69 ไร้มีปัญหา แจงงบ‘ปรับปรุงสภาฯ ตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจากประกันเป็นงบประมาณ 2569 ว่า ได้มอบหมายให้นายพิเเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นผู้ประสานไปยังรัฐบาล และวิปทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อกำหนดวัน และกรอบเวลาในการพิจารณา ส่วนที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล และอาจมีการคว่ำร่างพระราชบัญญัตงบประมาณฯ นั้น ตนไม่ทราบ เพียงแต่สั่งการได้เตรียมพร้อมสำหรับการพิจารณา

ส่วนเรื่องความขัดแย้งถือเป็นเรื่องธรรมดาของสภาฯ เพราะเป็นที่ถกเถียงกันในเรื่องปัญหากฎหมายปัญหา ปัญหางบประมาณ และปัญหาการบริหารงาน ส่วนเรื่องของรัฐบาลก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เรื่องของฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน แต่สภาฯ เป็นที่ประชุมร่วมกัน ซึ่งคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยได้

เมื่อถามว่า เป็นกังวลหรือไม่ว่าจะไปถึงจุดที่คว่ำร่าง และนำไปสู่การยุบสภาฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในฐานะประธานไม่สามารถกังวลได้ เพราะเรื่องกังวลหรือไม่กังวลก็ผ่านมาหมดแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะโดยปกติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตงบประมาณที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ซึ่งการบริหารงานของรัฐบาล และการบริหารงานของส่วนต่าง ๆ ก็ต้องใช้งบประมาณ ส่วนจะถกเถียงกันว่าควรจะตัดมากน้อยแค่ไหน หรือควรจะไปปรับปรุงอย่างไร ถือเป็นเรื่องของสภาฯ แต่ในที่สุดแล้วงบประมาณต้องออก ถ้าไม่มีงบประมาณ การบริหารงานก็จะเดินหน้าไม่ได้ จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาถึงขั้นงบประมาณจะตกไป

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการของบประมาณปรับปรุงรัฐสภาในรายการงบประมาณรายจ่ายปี2569 นั้น เป็นหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญฯ จะพิจารณา หากไม่จำเป็นก็ตัดออก หรือให้ตามความจำเป็น และเวลาสภาจะทำงานจริงๆ ต้องกำหนดทีโออาร์ มีการตั้งกรรมการประกวดราคา ตรวจสอบงาน สภาสามารถตรวจสอบได้มากกว่างานอื่นๆ เพราะมีสส. กรรมาธิการติดตามงบประมาณ เพื่อให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขณะนี้รายการต่างๆ ที่ขอมาเป็นเพียงคำขอเท่านั้น เมื่อแบบเสร็จต้องมาตรวจสอบเหมาะสมหรือไม่  เช่น ห้องประชุม มีความจุ 1,500 คนนั้น มีห้องประชุมจริง แต่ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีเวที เครื่องเสียง ต้องเพิ่มเติมให้ครบ มิเช่นนั้น จะอยู่ 6 ปีแล้วไม่ได้ใช้ แต่คำขออาจจะมากไป

ดังนั้น อย่าดูคำขอ ให้ดูตอนอนุมัติ และตอนที่กรรมาธิการพิจารณา จะดูให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือศาลาแก้ว ไม่รู้ว่าตอนสร้างใช้งบเท่าใด แต่ไม่ได้ใช้งาน หากจะใช้จริงก็ต้องมาออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้ตึกรัฐสภา ต้องทำให้โปร่งใส สมศักดิ์ศรีสถาบันนิติบัญญัติ ต่อไปจะมีอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 มีพิธีสำคัญต่างๆศาลาแก้วจึงต้องปรับปรุงให้เหมาะสม อย่าคิดว่ามีแล้วปรับปรุงไม่ได้ มีแล้วต้องทำให้ดีขึ้น ทุกอย่างต้องมีเหตุผล มีประโยชน์

‘นายกฯ’รับทบทวน’เงินหมื่นดิจิทัล’ พร้อมปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

'นายกฯ'รับทบทวน'เงินหมื่นดิจิทัล' พร้อมปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘นายกฯ’รับทบทวน’เงินหมื่นดิจิทัล’ พร้อมปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่าจะประชุมเมื่อไหร่ โดย นายกฯ กล่าวว่า ประชุมอยู่แล้วเรื่อยๆ เมื่อถามอีกว่า จะมีการทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นายกฯ “ใช่คะ กำลังจะมีการทบทวนหลายเรื่อง และบางเรื่องก็มีการปรับไปแล้ว” เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต นายกฯ กล่าวว่า “อันนี้ก็ต้องเอามาทบทวนด้วย”

‘อิ๊งค์’บอกมีรมต.ดูแล’ดีเอสไอ’ หลัง’ทวี’ถูกศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

'อิ๊งค์'บอกมีรมต.ดูแล'ดีเอสไอ' หลัง'ทวี'ถูกศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

‘อิ๊งค์’บอกมีรมต.ดูแล’ดีเอสไอ’ หลัง’ทวี’ถูกศาลรธน.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะให้ใครมารับหน้าที่กำกับดูแลแทน ว่า “ก็จะมีรัฐมนตรีมารับผิดชอบในเรื่องนี้”

เมื่อถามว่า จะให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้าไปดูแลใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “เดี๋ยวขอคุยกันนิดนึงคะ” เมื่อถามว่า คดีฮั้ว สว.จะเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันอยู่ในกระบวนการ มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของดิฉัน มันอยู่ในอำนาจของดีเอสไอ ก็ต้องดูว่าเขาจะเอายังไงต่อ

ประธาน กมธ.ที่ดิน จี้รัฐบาลเร่งแก้สารหนูในแม่น้ำกกไหลมาจากเพื่อนบ้าน

ประธาน กมธ.ที่ดิน จี้รัฐบาลเร่งแก้สารหนูในแม่น้ำกกไหลมาจากเพื่อนบ้าน

ประธาน กมธ.ที่ดิน จี้รัฐบาลเร่งแก้สารหนูในแม่น้ำกกไหลมาจากเพื่อนบ้าน

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

สารหนูไหลมาจากเพื่อนบ้าน! ‘ประธานกมธ.ที่ดิน’ จี้‘รัฐบาล’เป็นผู้นำเร่งแก้สารหนูในแม่น้ำกกไหลข้ามพรมแดนทำปชช.เดือดร้อน แนะจัดทำข้อตกลงร่วมกันก่อนพัฒนาเป็นกม.

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร  และ นายสมดุลย์ อุตเจริญ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ร่วมแถลงผลการประชุมคณะ กมธ. ในการพิจารณาประเด็นปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบริเวณแม่น้ำกก จ.เชียงใหม่ จากกรณีมลพิษข้ามพรมแดน โดยเชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล อาทิ หน่วยงานด้านความมั่นคง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมประมง กรมอนามัย 

นายพูนศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า มีการตรวจพบสารหนู หรือโลหะหนักในแม่น้ำกกจริง โดยได้รับการยืนยันว่าที่มาของมลพิษนั้น มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวต้องแก้ปัญหาเชิงรุก ขั้นตอนต่าง ๆ ต้องใช้ระยะเวลา และต้องใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน เพราะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านแบบไม่สร้างมลพิษ ชี้ให้เห็นอันตรายจากมลพิษที่เกิดขึ้น และต้องไม่ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ต้องร่วมมือกันในภูมิภาค

 “ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นผู้นำในการแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นในเชิงรุก โดยจัดทำข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นกฎหมายให้เป็นมาตรฐานในการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน ส่วนการแก้ปัญหาในปัจจุบันเป็นแบบเชิงรับที่หน่วยงานได้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อรายงานผลเท่านั้น”นายพูนศักดิ์ กล่าว

นายสมดุลย์ กล่าวว่า ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังมลพิษข้ามพรมแดนกันอย่างมาก ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ยังขาดการแก้ไขจากรัฐบาล และรอคอยให้รัฐบาลออกมาแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไร เมื่อไรและมีทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างไร

‘อดีต นพ.ใหญ่ รพ.ตำรวจ ‘ส่งทนายยื่นร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนมติแพทยสภา

'อดีต นพ.ใหญ่ รพ.ตำรวจ 'ส่งทนายยื่นร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนมติแพทยสภา

‘อดีต นพ.ใหญ่ รพ.ตำรวจ ‘ส่งทนายยื่นร้องขอความเป็นธรรม ทบทวนมติแพทยสภา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

‘ทีมทนาย’หอบเอกสารร้องขอความเป็นธรรมให้’อดีตนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ’เชื่อเป็น 1 ในรายชื่อถูกแพทยสภาเชือด ปมรักษา ‘ทักษิณ’ ยืนยันไม่เซ็นเอกสารแม้แต่ใบเดียว ด้าน’ผู้ช่วยรมว.สธ.’ ระบุในอดีตแพทยสภาเคยวินิจฉัยผิดพลาด ศาลปกครองสั่งชดใช้ จนต้องนำภาษีมาจ่าย    

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่กรมอนามัย นายสุรินทร์ สู่สวัสดิ์ นำทีมทนายความที่ได้รับมอบจาก พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ กรณีแพทย์สภามีมติลงโทษแพทย์ที่ทำการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 3 คน โดยมีนายกองตรี ดร. ธนกฤต จิตอารีรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับมอบหนังสือ โดยนายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากทางนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่ติดต่อมาโดยตรง และได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งตนได้กราบเรียนนายสมศักดิ์ ทราบแล้ว หลักๆ มี 8 ประเด็นที่ท่านมีความไม่สบายใจและขัดข้องใจ แม้ว่ายังไม่ได้รับหนังสือจากแพทยสภา แต่ทราบจากสื่อ และเป็นข้อมูลเดิม ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ยื่นคำชี้แจง และได้รับการไต่สวนโดยแพทย สภา จึงเข้าใจโดยปริยายว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกลงโทษ ทั้งนี้ ที่ท่านบอกว่าเป็นความอึดอัดใจ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวต่อว่า ท่านเป็นเพียงแค่ผู้บังคับบัญชา และเป็นคนที่ไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยโรคด้วย ดังนั้น สิ่งที่ท่านได้รับคือความเห็นของผู้บริหารแพทยสภา ท่านให้ข่าวกับสื่อมวลชนในการแถลงข่าวเรื่องราวทั้งหลายทำให้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งพูดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่เริ่มต้นรับตัวมาดูจากผลวินิจฉัยโรค ผลทะเบียนประวัติที่ส่งมาตั้งแต่อดีตนายกทักษิณเข้ารับการรักษาตัวจากต่างประเทศ และตรวจสุขภาพต่างๆ ซึ่งพบถึงรอยโรคที่เกิดขึ้น ย้ำว่าตนในฐานะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีมีข้อห้ามตามกฎหมาย PDPA ห้ามเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วย แม้เจ้าตัวยินยอม แต่ทางราชทัณฑ์ก็ต้องยินยอมด้วย โดยเฉพาะข้อมูลคนไข้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ผ่านมาคนไม่ค่อยให้ข้อมูลการป่วย เพราะบางคนเป็นโรคที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงไม่แปลกที่จะให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือให้ข้อมูลได้เฉพาะเท่าที่ผู้ป่วยอนุญาต ดังนั้น ความไม่สบายใจนี้และส่งผลให้ท่านได้รับโทษ เหมือนเป็นการประหารชีวิตการทำงานราชการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีตลอดชีวิตราชการ จึงรวบรวมพยานเอกสารหลักฐาน ซึ่งตนยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ในเนื้อหาของแพทยสภาด้วยหรือไม่ ย้ำว่าตนไม่ได้มาพูดแทน ส่วนคนอื่นๆจะมายื่นด้วยหรือไม่ ตนไม่ทราบ ยังไม่มีการติดต่อมา จริงๆ มีคนที่ถูกสอบ 4 คน และมี 3 คนที่ได้รับโทษ 

เมื่อถามว่าหลักฐานหลักๆ คือ เวชระเบียนหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า เมื่อวานนี้อีกคนพูดถึงข้อมูลเชิงประจักษ์  วันนี้พูดถึงการที่ท่านไม่ได้เป็นผู้วินิจฉัยโรค แต่นำเสนอข้อมูลที่สื่อติดตามสอบถาม ขณะที่ไทม์ไลน์ในการรักษาเป็นคนละห้วงเวลาที่มีการพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต้องนำข้อมูลจากผู้ร้องทั้ง 2 คนมาดู และดูว่าแพทยสภากล่าวหาใคร อย่างไร ตรงกับตรงนี้หรือไม่ หรือมีการสรุปสำนวนคดีมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญหรือไม่ โดยเอามาประกอบการพิจารณาของสภานายกพิเศษ หลายคนสงสัยว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้นายกสภาพิเศษให้ไปทบทวนหรือไม่ แต่กฎหมายไม่ได้ให้ทำเช่นนั้น แต่ให้สรุปความเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เป็นด้วยกับมติของแพทยสภา โดยตอบกลับไปภายใน 15 วัน  

เมื่อถามว่าได้รับข้อมูลยืนยันหรือไม่ หรือได้รับทราบจากที่ใดที่ทำให้มั่นใจว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกแพทยสภาลงโทษ  นายสุรินทร์ สู่สวัสดิ์ ทนายความ กล่าวว่า ทราบข้อมูลจากสื่อมวลชนที่การนำเสนอชัดเจนว่าท่านถูกลงโทษ ส่วนตัวท่านเองนั้นก็ทราบจากสื่อเช่นเดียวกันว่าเป็นแพทย์ที่ถูกลงโทษอยู่ที่รพ.ตำรวจ จำนวน 2 คน ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็มีแพทย์ใหญ่คนปัจจุบันกับ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ ทั้งนี้ การยื่นขอความเป็นธรรมจะต้องมายื่นก่อนที่สภานายกพิเศษจะพิจารณามติของแพทย สภาใน 15 วัน หากหลัง 15 วันแล้ว สภานายกพิเศษไม่มีความเห็นไป แพทยสภาก็ใช้คำสั่งเดียว แล้วเราจะทำได้อย่างเดียวคือฟ้องศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบว่าหลังแพทยสภามีมติออกไปนั้น ตนไม่ทราบว่า พล.ต.ท. โสภณรัตช์ กับพล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ติดต่อไปหรือไม่ แต่ตนไม่ได้ติดต่อไปแน่นอน

“มีผู้ถูกกล่าวหา 4 คน จากรพ.ราชทัณฑ์ 2 คน จากรพ.ตำรวจ 2 คน ดังนั้น มันเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะที่รพ.ตำรวจมี 2 คนเท่านั้น” นายสุรินทร์ กล่าว และว่า พล.ต.ท. โสภณรัตช์ เป็นแพทย์ผู้บริหาร ไม่ใช่แพทย์ที่ทำการรักษา ซึ่งในวันที่ 2 ส.ค. ซึ่งมีการมารักษาตัวนั้น ท่านยังเป็นแพทย์ใหญ่ หลังจากนั้นจึงขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

เมื่อถามว่าทางนายความได้ให้คำแนะนำหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ใช่ เพราะเห็นว่ามติที่ออกมาไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม เพราะท่านไม่ได้เป็นแพทย์ที่รักษา แต่ให้ความเห็นต่อสื่อที่ไปสัมภาษณ์ โดยให้ข้อมูลว่ามีอาการที่ท่านรู้จากแพทย์ที่รักษาว่าอาการเป็นอย่างไรก็ให้ไปตามนั้น แล้วท่านก็มาถูกลงโทษจากการให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ตรงความจริง ซึ่งไม่เป็นเป็นธรรม 

เมื่อถามว่าแพทยสภาแถลงว่ามติที่ออกมามีการพิจารณาจากเอกสาร ซึ่งไม่สอดคล้องอาการวิกฤติ นายสุรินทร์ กล่าวว่า คำว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤตต้องเป็นแพทย์ที่ทำการรักษาเป็นคนดูไม่ใช่คนนอกไปดู และนพ.โสภณรัตช์ ไม่เคยบอกว่าวิกฤตและท่านไม่ได้เป็นคนรักษา แต่พูดตามแพทย์ที่รักษาบอกมา ซึ่งที่จำได้ มีการพูด 2 ครั้งคือวันที่ 23 ส.ค.และ วันที่ 25 ส.ค. เท่านั้น

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าเอกสารที่ส่งให้แพทยสภาไม่เป็นความจริงหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบและไม่เคยเห็นรายงาน จึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าจริงหรือไม่จริง

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การเป็นนายแพทย์ใหญ่ต้องมีการเซ็นเอกสารรับรองทุกอย่างทำให้เป็นที่มาของการถูกลงโทษ นายสุรินทร์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้คุยกัน พล.ต.ท.โสภณรัตช์ ไม่ได้เซ็นเอกสารแม้แต่ใบเดียว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเมื่อนายแพทย์ใหญ่ยืนยันว่าไม่ได้เซ็นเอกสารแม้แต่ใบเดียว ขณะที่แพทยสภาพิจารณาจากเอกสารก่อนมติออกมา แปลว่าจะโต้แย้งประเด็นว่า เอกสารที่แพทยสภาพิจารณาเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า คำถามนี้เหมือนเอา 2 คน มารวมเป็นหนึ่งคำถาม ซึ่งต้องแยกส่วนกัน เราต้องดูเอกสารจากแพทยสภาว่ากล่าวหาใคร ประเด็นใด แล้วค่อยมาดูว่าผู้ร้องว่าถูกกล่าวหาที่ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามานั้นตรงกับแพทย สภาหรือไม่ ที่สำคัญใช้ข้อมูลที่เค้าให้และข้อมูลที่เราแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน เมื่อจำกัดความวิกฤติหรือวิกฤติไม่รู้ว่าใครเป็นผู้พิจารณา หรือคนที่พูดออกมานั้นพูดเองหรือไม่ หลังจากที่ตนได้ฟังทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยพูดคำว่าวิกฤติเลย ซึ่งต้องเก็บเป็นข้อมูลในสาระสำคัญที่พูดถึงคำนี้คือใครพูด คำว่าวิกฤติจากตนได้สอบถามแพทย์จะเห็นว่าวิกฤตหรือไม่ ยกตัวอย่าง รพ.ราชทัณฑ์จะส่งคนรักษาที่รพ.ตำรวจ สาระสำคัญโรงพยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนั้นได้จึงต้องมีการส่งต่อ แต่การทำหัตถการเล็กหรือใหญ่ ถือว่ามีความเสี่ยงทุกครั้งที่มีการรักษาหรือผ่าตัด เพราะสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนในการรักษาได้ 

เมื่อถามว่า เอกสารที่ประกอบการยื่นขอความเป็นธรรมนั้นเป็นเอกสารใหม่ หรือเป็นข้อมูลอย่างไร เท่าที่พอที่เปิดเผยได้ นายสุรินทร์ กล่าวว่า มันเป็นข้อเท็จจริง ที่ปรากฏ และข้อกฎหมาย เมื่อถามย้ำว่า เป็นเอกสารที่แพทยสภาเรียกไปตั้งแต่แรกด้วยหรือไม่ นายสุรินทร์ กล่าวว่า อันนี้ตนไม่ทราบจริงๆ ตอบไม่ได้  ทั้งนี้หากการพิจารณาสุดท้ายแล้วออกมาเป็นโทษ เราก็ต้องแสวงหาความยุติธรรมต่อไป โดยการพึ่งศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้สังคมจับจ้อง เมื่อเรื่องมาถึงขั้นที่แพทยสภามีมติ ขณะที่รมว.สาธารณสุข อยู่ในรัฐบาลที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และยังเป็นลูกสาวของนายทักษิณด้วย จึงยิ่งมีการจับตามากนั้น นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ส่วนตัวแล้ว อย่างไรอยู่ในรัฐบาล รัฐบาลก็ 4 ปี หมดแล้วยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้หากตนทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วตนจะเดินหน้าอยู่ในสังคมได้อย่างไร ตนก็มีวิชาชีพเช่นเดียวกับทนายความ พ้นจากตรงนี้ก็ไปเป็นทนายความ ความน่าเชื่อถือก็อยู่ที่ผลงาน หากไม่ให้ความเห็นธรรม ไม่ยึดหลักกฎหมาย แล้วจะเป็นนักกฎหมายทำไม ตนทำงานมาพูดอะไรก็รักษาคำพูด ถ้าอะไรที่ไม่ถูกต้อง ตนก็ต้องคัดค้าน อะไรที่ไม่ถูกต้องตนก็ต้องบอกกับสังคม เรื่องนี้เขาไม่ได้พิจารณาเรื่องอดีตนายกฯ แต่พิจารณาเกี่ยวกับแพทย์ ดังนั้น จะเป็นพรรคการเมืองหรือใครจะมากดดัน ตนคิดว่าท่านก็รู้ว่าจะทำอย่างไร ส่วนตัวบอกได้เลยว่ามากดดันตนไม่ได้ เพราะต้องทำหน้าที่ ยืนยันใช้กฎหมายเป็นที่ตั้งว่าใช้เรื่องของอคติ หรือการกดดัน  

“ในอดีตก็เคยมีที่แพทยสภามีวินิจฉัยออกมาแล้ว รมว.สาธารณ สุขวินิจฉัยตามแพทยสภาด้วย แต่พอไปถึงศาลปกครอง ศาลปก ครองกลับคำพิพากษาทั้งหมดว่าสิ่งที่แพทยสภาทำนั้นไม่ถูกต้อง ผิด และต้องชดใช้เงิน โดยเอาเงินรัฐที่มาจากภาษีประชาชน ก็เหมือนกันทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ มาถึงยุคท่านสมศักดิ์ ที่มีคณะทำงานที่เป็นนักกฎหมาย และมีผมอยู่ด้วยก็ต้องดูให้ละเอียดที่สุด อย่างน้อยที่สุดให้เกิดความเสียหายน้อยสุด หรือไม่เสียหายเลย ดังนั้น อยากให้สบายใจได้ ไม่กดดันเลย ยังกินอิ่มนอนหลับตามปกติ ใครถามมาก็ตอบ” นายกองตรีดร.ธนกฤต กล่าว

‘อิ๊งค์’สวมบทแม่ค้าขายของโชว์ผลไม้ไทย เตรียมจัด Thai Fruits Festival กระตุ้นบริโภคในประเทศ

'อิ๊งค์'สวมบทแม่ค้าขายของโชว์ผลไม้ไทย เตรียมจัด Thai Fruits Festival กระตุ้นบริโภคในประเทศ

‘อิ๊งค์’สวมบทแม่ค้าขายของโชว์ผลไม้ไทย เตรียมจัด Thai Fruits Festival กระตุ้นบริโภคในประเทศ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

‘อิ๊งค์’สวมบทขายของโชว์ผลไม้ไทย ชวนอุดหนุนกันเยอะๆ หลังผลผลิตปีนี้เพิ่มขึ้น 15% เตรียมจัด Thai Fruits Festival กระตุ้นบริโภคภายในประเทศ ย้ำเร่งเจรจา FTA ผลักดันส่งออก 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปวิดีโอผ่าน Tiktok นั่งอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า บนโต๊ะมีผลไม้ มังคุด ทุเรียนหมอนทอง เงาะ และมะม่วงสุกปอกพร้อมรับประทาน พร้อมกล่าวเชิญชวนอุดหนุนผลไม้ไทย ตอนหนึ่งว่า นี่เป็นคลิปแรกที่อยากจะมาขายของ เป็นแม่ค้า 1 วัน ผลไม้ไทยมีเยอะมากที่อร่อยๆ ขอเชิญชวนทุกคนทานผลไม้ไทย ซึ่งประมาณ 2 ปีที่แล้วข้าวเหนียวมะม่วงดังไปทั่วโลก อยากบอกว่ามะม่วงของเราอร่อยจริงๆ ไปเจอที่เมืองนอกแพงด้วย แต่ที่เมืองไทยราคาดีมาก เพราะฉะนั้นอุดหนุนผลไม้ไทยกัน อร่อยด้วย ราคาดีด้วย ถ้าไปอยู่เมืองนอกนานๆซื้อที่เมืองนอกราคาแพง ตอนนี้ผลไม้ทุกอย่างราคาดี และแถมอากาศปีนี้ดีด้วย ผลไม้ค่อนข้างหวาน หาซื้อได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นอุดหนุนผลไม้ไทยกันเยอะๆ

ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังโพสต์ภาพ และข้อความผ่านเฟซบุ๊ก และทวิตผ่าน X ด้วยว่า หน้าผลไม้แล้ว ปีนี้ผลไม้ไทยผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากปีที่ผ่านมา เพราะจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในช่วงติดดอก เลยเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะช่วยกันส่งเสริมผลไม้ไทย ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นค่ะ ปีนี้รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรม Thai Fruits Festival กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ หลายอย่าง เช่น การประกวดเมนูอาหารจากผลไม้, ช่องทางการขายออนไลน์ การนำผลไม้ไทยไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนการแปรรูปอย่างมีคุณภาพ

“ในต่างประเทศ เราก็เร่งเจรจา FTA เพื่อผลักดันการส่งออก พร้อมนำผลไม้ไทยไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ ขยายตลาดและสร้างโอกาสให้เกษตรกร ผลไม้ไทยมีคุณภาพดี มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากเราได้ร่วมมือกันสนับสนุน ขอเชิญชวนทุกท่านนะคะ ร่วมกันอุดหนุนผลไม้ไทยในฤดูกาลนี้ เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่เราทุกคนสามารถช่วยกันสนับสนุนเกษตรกรไทยได้ค่ะ” นายกฯ ระบุ