‘กมธ.เกษตรฯ’ไม่ไว้ใจขุนคลังมะกัน เชิญ‘เกษตร-พาณิชย์’แจงแนวทางรับมือ‘ภาษีทรัมป์’

‘กมธ.เกษตรฯ’ไม่ไว้ใจขุนคลังมะกัน เชิญ‘เกษตร-พาณิชย์’แจงแนวทางรับมือ‘ภาษีทรัมป์’

‘กมธ.เกษตรฯ’ไม่ไว้ใจขุนคลังมะกัน เชิญ‘เกษตร-พาณิชย์’แจงแนวทางรับมือ‘ภาษีทรัมป์’

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

‘กมธ.เกษตรฯ’เชิญ‘เกษตร-พาณิชย์’แจงแนวทางรับมือ‘ภาษีทรัมป์’ รับยังไม่วางใจ‘ขุนคลังมะกัน’ ชมข้อเสนอไทยดีมาก ขอรอผลเจรจาก่อน แนะรัฐบาลเร่งวางแผนช่วยเกษตรกร

14 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณรงเดช อุฬารกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยก่อนการประชุมกมธ.ฯ เพื่อพิจารณาความคืบหน้าแนวทางหรือผลเจรจาเกี่ยวกับกำแพงภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งมาตรการรองรับการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรของไทยกับสหรัฐอเมริกา ว่า ในวันนี้กมธ.ฯ มีความกังวลหลังจากได้ติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกร ดังนั้นจึงได้เชิญรมว.พาณิชย์ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ มาชี้แจงถึงมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมไปเจรจากับสหรัฐอเมริกา และมาตรการเตรียมการรับมือต่อเกษตรกรของกระทรวงเกษตรฯ

ส่วนกรณีที่รมว.คลังของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวในการเสวนาที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย ระบุถึงข้อเสนอของประเทศไทยดีมาก จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าข้อตกลงสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไรเนื่องจากต้องรอการเจรจา เพราะเป็นเพียงข้อเสนอของฝั่งไทย แต่ก็ยังมีสิ่งที่กรรมการกังวลคือ ความต้องการของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการเพิ่มปริมาณการส่งสินค้าเกษตรเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งยังไม่ทราบว่าฝ่ายไทยจะตอบรับอย่างไร

นายณรงเดช ยังกล่าวถึงข้อเสนอของกมธ.ฯต่อการเจรจาของรัฐบาลว่า รัฐบาลควรจำเป็นจะต้องรับมือต่อผลกระทบต่อสินค้าเกษตร ทั้งที่ไทยจะส่งออก และสหรัฐจะส่งมา รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่หลังจากนี้อาจจะไม่สามารถส่งไปยังสหรัฐอเมริกาได้ และอาจต้องส่งมายังประเทศไทย รวมถึงรวมถึงผลกระทบต่อเกษตรกร ทั้งจากผลการเจรจาต่าง ๆเพราะปัจจุบันยังไม่มีการพูดถึง จึงกังวลว่า จะกลายเป็นกองทุนลักษณะที่คล้ายกับ FTA ให้เกษตรกรมารับเงินช่วยเหลือโดยไม่มีความชัดเจนว่า จะมีรายละเอียดอย่างไร จนกลายเป็นเงินช่วยเหลือแบบเบี้ยหัวแตก รวมถึงความล่าช้าในการเจรจาที่ผ่านมา 1 เดือนแล้ว แม้สหรัฐอเมริกาได้ขยายการบังคับใช้มาตรการทางภาษีออกไป 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขเวลา ที่จำเป็นจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน โดยอาจต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา จึงไม่แน่ใจว่ากว่าขั้นตอนการเจรจาจะเสร็จสิ้น จะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้เมื่อไหร่ อาจจะไม่ทันกรอบ 90 วัน

“ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาษีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงความไม่ชัดเจนของรัฐบาล ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอน  อย่างไรก็ตามการประชุมกมธ.ฯในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งผู้แทนจากกรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มาชี้แจงต่อกมธ.ฯ แต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ไม่ส่งตัวแทนมา” นายณรงเดช กล่าว

ยังข้องใจตึก สตง.ถล่ม! ‘กมธ.ป.ป.ช.’เชิญ’กรมบัญชีกลาง-สรรพากร-ผู้ออกแบบ’แจง

ยังข้องใจตึก สตง.ถล่ม! 'กมธ.ป.ป.ช.'เชิญ'กรมบัญชีกลาง-สรรพากร-ผู้ออกแบบ'แจง

ยังข้องใจตึก สตง.ถล่ม! ‘กมธ.ป.ป.ช.’เชิญ’กรมบัญชีกลาง-สรรพากร-ผู้ออกแบบ’แจง

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”เชิญ”กรมบัญชีกลาง-สรรพากร-ผู้ออกแบบ สตง.ชี้แจง ข้อข้องใจเหตุตึกถล่ม ส่อทุจริตเหล็ก-ปูน ขาดความน่าเชื่อถือในบริษัทที่ก่อสร้าง เตรียมเชิญ”อดีตผู้ว่า สตง.”แจงข้อสงสัย เหตุเป็นผู้บริหารสัญญาตั้งแต่แรก

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ว่า เป็นการประชุมต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว โดยวันนี้ได้มีการเชิญกรมบัญชีกลาง ที่มีหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้าง ถูกต้องเป็นธรรมและเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นการฮั้วกัน และได้เชิญกรมสรรพากร มาชี้แจงเกี่ยวกับการต่อภาษี ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งเชิญ นายพิมล เจริญยิ่ง ผู้รับรองแบบอาคาร สตง.ที่มีอายุ 85 ปี และวิศวกรผู้ควบคุมงาน

นายฉลาด กล่าวต่อว่า กมธ.ฯ จะหาข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพราะทราบจากเจ้าหน้าที่ สตง.ว่าบุคคลเหล่านี้ยังทำงานอยู่ที่บริษัทเดิมอยู่ ซึ่งจะมาให้ข้อเท็จจริงกับกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณา

สำหรับเรื่องเหล็ก เป็นเรื่องกระบวนการของกระทรวงอุตสาหกรรม เบื้องต้นการนำเหล็กและปูนไปทดสอบนั้น ขณะทดสอบผ่านแน่นอน เพราะเอาวัสดุที่มีคุณภาพไปตรวจสอบ แต่ขณะก่อสร้าง ไม่แน่ใจว่าเอาเหล็กกลุ่มที่ผ่านการทดสอบไปก่อสร้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ส่อว่า มีการลดราคา 300 ล้านบาท มีการควบคุมงานและเอาจริงเอาจังหรือไม่ การควบคุมคุณภาพการประกอบมีคุณภาพหรือไม่ ซึ่งความเชื่อถือของบริษัทที่ก่อสร้างมีข่าวจากต่างประเทศว่า การก่อสร้างไม่มั่นคง ไม่น่าเชื่อถือต่อต่างชาติ ฉะนั้นคนไทย จะเชื่อถือได้อย่างไร เป็นสิ่งที่น่าห่วง

นายฉลาด กล่าวด้วยว่า ผู้ว่า สตง.คนปัจจุบัน บังเอิญเป็นผู้มารับช่วงต่อหลังจากที่ประกวดราคาแล้ว แต่ผู้ว่า สตง.ที่ทำการประกวดราคา ยังไม่พูดเรื่องนี้สักคำเพราะเป็นผู้มีหน้าที่บริหารสัญญาเป็นงวดๆ ให้เขา เบิกเงินไปได้อย่างไร มีการควบคุมเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ และมีการรับรองจากวิศวกรที่ควบคุมงานหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ ทาง กมธ.จึงกำลังติดต่อให้มาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

‘กมธ.ป.ป.ช.’จ่อถกปม’ฮั้ว’ ‘ฉลาด’เผย’สว.สำรอง’ผู้ร้องมาให้ข้อมูลเพียบ

'กมธ.ป.ป.ช.'จ่อถกปม'ฮั้ว' 'ฉลาด'เผย'สว.สำรอง'ผู้ร้องมาให้ข้อมูลเพียบ

‘กมธ.ป.ป.ช.’จ่อถกปม’ฮั้ว’ ‘ฉลาด’เผย’สว.สำรอง’ผู้ร้องมาให้ข้อมูลเพียบ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ.ฯ ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ ว่า จะมีการพิจารณาเรื่องฮั้วเลือก สว.เนื่องจาก สว.สำรอง มาร้องกับ กมธ.ฯ นานแล้ว เมื่อรับเรื่องแล้ว ซึ่งทาง กมธ.ฯ ก็ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เดินหน้าในการสอบสวนไป และในส่วนของ กมธ.ฯ ก็ได้เชิญผู้ร้อง คือ สว.สำรอง มาให้ข้อมูล ซึ่งทราบว่า สว.สำรอง จะมากันจำนวนมาก โดยทาง กมธ.ฯ จะฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่ปรากฏตามสื่อ และผู้ร้องทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังถูกข่มขู่และฮั้วว่า มีข้อเท็จจริงอย่างไร รวมทั้งรองเลขาธิการ กกต.ที่ทำหนังสือเชิญ สว.จะเดินทางมาให้ข้อเท็จจริงด้วย

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง’อัจฉริยะ’ คดีหมิ่น’จุรินทร์’ปมกักตุนหน้ากากอนามัย

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง'อัจฉริยะ' คดีหมิ่น'จุรินทร์'ปมกักตุนหน้ากากอนามัย

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง’อัจฉริยะ’ คดีหมิ่น’จุรินทร์’ปมกักตุนหน้ากากอนามัย

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง”อัจฉริยะ” ไลฟ์สดใส่ความ”จุรินทร์”อดีต รมว.พานิชย์ ปมกักตุนหน้ากากอนามัย ช่วงโควิด-19 ระบาด ชี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.2727/2563 ที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.พาณิชย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

โจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 มีนาคม – 1 เมษายนย2563 นายอัจฉริยะ จำเลย ได้ไลพ์สดผ่านเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ทำนองว่า นายจุรินทร์ โจทก์ ได้กักตุนหน้ากากอนามัย และขายหน้ากากอนามัยเกินราคา ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 เห็นว่า จำเลยทำหน้าที่ในการตรวจสอบโจทก์ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในขณะนั้น ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

นายจุรินทร์ โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยด้วย

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ยกฟ้อง

‘ธนกร’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาตั๋วแพง-มาเฟียขูดรีดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

'ธนกร'จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาตั๋วแพง-มาเฟียขูดรีดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

‘ธนกร’จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาตั๋วแพง-มาเฟียขูดรีดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘ธนกร’ฝากรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาตั๋วแพง-มาเฟียขูดรีดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ชี้ต้นตอทำทัวร์ขยาดไม่กล้ามา จี้รื้อทั้งระบบฟันจนท.รัฐเอี่ยวเรียกรับส่วย แนะคนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี เตือนถ้าไม่รีบปรับส่อวิกฤตแน่

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า จากที่ตนได้ลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทั้งใน จ.ภูเก็ต และใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพักผ่อนท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนยังได้รับข้อมูลเรื่องมาเฟียชาวต่างชาติที่ปักหลักประกอบธุรกิจในพื้นที่แย่งงานคนไทย มีพฤติกรรมขูดรีด และเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความประทับใจที่มีต่อประเทศไทยอย่างมาก ขณะเดียวกันยังพบว่าผู้ประกอบการเช่ารถ ที่พัก และร้านอาหารหลายแห่ง ที่เป็นคนไทยก็มีพฤติกรรมขูดรีด และเอาเปรียบนักท่องเที่ยวเรื่องเงื่อนไข และเรียกราคาการเข้าใช้บริการที่แพงเกินควร  จึงขอฝากประชาชนผู้ประกอบการคนไทย ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เพื่อจะสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวจะได้กลับเข้ามาท่องเที่ยวบ้านเราต่อไป 

ทั้งนี้ เมื่อตนลงพื้นที่ก็ต้องยอมรับว่า นักท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาไทย มีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากข้อมูลสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอดต้า) เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ผ่านเอเย่นต์จีนปีนี้ มีจำนวนลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ตัวเลขสถิติในภาพใหญ่ มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางกับสมาชิกแอตต้าในเดือน ม.ค.-เม.ย. 2568 ลดลงถึง 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่สถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในภาพรวมลดลงตั้งแต่เดือน ก.พ. ลดลง 45% และเดือน มี.ค. ลดลง 48% เทียบกับปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีเที่ยวบินจากจีนมาไทยประมาณ 136 เที่ยวบินต่อวัน หากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงเรื่อยๆ แนวโน้มครึ่งหลังของปี 2568 เที่ยวบินอาจถูกยกเลิกไปประมาณ 68% ของเที่ยวบินทั้งหมด

“หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เรื่องราคาตั๋วเครื่องบินราคาที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน  ปัญหามาเฟียคนไทยและมาเฟียต่างชาติเอาเปรียบขูดรีดนักท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ปล่อยปละละเลยไม่จัดการแก้ปัญหาจริงจัง หรืออาจรู้เห็นเป็นใจเรียกรับส่วยด้วยหรือไม่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบหนักต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้นักท่องเที่ยวกังวลและเปลี่ยนใจไม่มาเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ   รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องเร่งประสานทางการจีนเพื่อชี้แจงและสร้างความมั่นใจ เร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว ซึ่งต้องรื้อทั้งระบบทั้งแก้ปัญหาควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ๆเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา  หากไม่เร่งทำวันนี้ ในอนาคตประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤตแน่ เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก ในการสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้ของประเทศ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีต้องเร่งเครื่องแก้ปัญหาอย่างจริงจังทันที” นายธนกร กล่าว

เปิดกำหนดการ นายกฯ แพทองธาร เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

เปิดกำหนดการ นายกฯ แพทองธาร เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

เปิดกำหนดการ นายกฯ แพทองธาร เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

เปิดกำหนดการ นายกฯ แพทองธาร เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พรุ่งนี้ พร้อมประชุมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี (JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 เน้นการเชื่อมโยงและพัฒนาในทุกมิติของภูมิภาคอาเซียน
 
เมื่อวันที 14 พฤษภาคม 2568  นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ 15-16 พฤษภาคม 2568 ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ซึ่งจะเป็นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตามคำเชิญของนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยในการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ และการสานสัมพันธ์ไมตรีในหมู่มิตรประเทศประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
       
สำหรับกำหนดการสำคัญ มีดังนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีจะเดินทางถึงกรุงฮานอย เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่ง เวลาที่เวียดนามเท่ากับประเทศไทย จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะ จะพบหารือกับหอการค้าไทยในเวียดนาม (ThaiCham) และภาคเอกชนเวียดนาม อาทิ กลุ่มบริษัท SOVICO (สายการบิน Vietjet) และบริษัท FPT ก่อนเข้าเยี่ยมคารวะผู้นำระดับสูงของเวียดนามในช่วงเย็น พร้อมทั้งพิธีให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติโดยรัฐบาลเวียดนามต่อคณะนายกรัฐมนตรีของไทย
 
นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับในวันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2568 ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีได้รับเกียรติในพิธีวางพวงมาลา ณ สุสานอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน จากนั้นจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือระดับนายกรัฐมนตรี กับนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมถึงการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นเวทีหารือระดับสูงเฉพาะที่เวียดนามจัดขึ้นร่วมกับไทยเท่านั้น 

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะกล่าวเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนาม (Thailand-Vietnam Business Forum) ร่วมกับผู้นำเวียดนาม พร้อมเข้าเยี่ยมคารวะผู้นำระดับสูงของรัฐบาลเวียดนาม ก่อนเดินทางกลับไทย โดยจะเดินทางถึงไทยช่วงเย็นในวันเดียวกัน
 
“การเดินทางเยือนเวียดนามและการประชุม JCR ครั้งที่ 4 เป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม ให้ก้าวสู่ระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในระดับสูง รวมทั้งเปิดโอกาสใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่เอื้อต่อการลงทุนร่วมระหว่างภาคเอกชน การพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ของประชาชนร่วมกันทั้งสองประเทศในระยะยาว

     “โดยคณะของนายกรัฐมนตรีประกอบไปด้วย  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายชัย วัชรงค์ ผู้แทนการค้าไทย” นายจิรายุ กล่าว

อนึ่ง การประชุม JCR จัดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2547 และครั้งล่าสุดในปี 2555 ในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  สำหรับครั้งนี้ จะเป็นการประชุม JCR เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 20 ปี โดยนางสาวแพทอง ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานร่วมการประชุม 

นายกฯสั่งรับมือ เปิดเทอม ลดภาระผู้ปกครอง ‘ออมสิน’ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

นายกฯสั่งรับมือ เปิดเทอม ลดภาระผู้ปกครอง 'ออมสิน'ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

นายกฯสั่งรับมือ เปิดเทอม ลดภาระผู้ปกครอง ‘ออมสิน’ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

นายกฯสั่งรับมือช่วง’เปิดเทอม’ลดภาระผู้ปกครอง เมินเงินกู้นอกระบบ ‘ออมสิน’ให้กู้สูงสุด 1 หมื่นบาทดอกต่ำแค่ 0.6% ผ่อนยาว 12 เดือน ยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้–31ก.ค.2568

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ใกล้วันเปิดเทอม ปีการศึกษา 2568 (16 พฤษภาคม 2568) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงผู้ปกครอง ที่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายก่อนวันเปิดภาคเรียน ได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการต่าง ๆ เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าว

ล่าสุด กระทรวงการคลัง สั่งการไปยังธนาคารออมสิน ให้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะ กลุ่มผู้ปกครองที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ผ่านมาตรการ สินเชื่อธนาคารประชาชนต้อนรับเปิดเทอม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

นายคารมกล่าวว่า ธนาคารออมสิน ให้วงเงินกู้ตามความจำเป็นสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่เพียง 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระไม่เกิน 1 ปี (12 งวด) ผ่อนชำระประมาณ 894 บาทต่อเดือน (รวมเงินต้นและดอกเบี้ย) ทั้งนี้ เป็นผู้มีอาชีพ รายได้ และที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถยื่นขอสินเชื่อโดยไม่ต้องมีหลักประกัน ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo หรือติดต่อธนาคารออมสิน เพื่อขอคำแนะนำในการสมัครสินเชื่อ ได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม–31 กรกฎาคม 2568

“รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินและอำนวยความสะดวกในช่วงเปิดภาคการศึกษา 1/2568 เน้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ผ่อนได้นาน เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากการกู้เงินนอกระบบ ที่เรียกเก็บดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด” นายคารมระบุ 

เตะหมูเข้าปากหมา! ‘นิพิฏฐ์’เปิดอีกมุมปมชั้น 14 น่ากังวลกว่ายับยั้ง‘มติแพทยสภา’

เตะหมูเข้าปากหมา! ‘นิพิฏฐ์’เปิดอีกมุมปมชั้น 14 น่ากังวลกว่ายับยั้ง‘มติแพทยสภา’

เตะหมูเข้าปากหมา! ‘นิพิฏฐ์’เปิดอีกมุมปมชั้น 14 น่ากังวลกว่ายับยั้ง‘มติแพทยสภา’

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

เตะหมูเข้าปากหมา! ‘นิพิฏฐ์’เปิดอีกมุมปมชั้น 14 น่ากังวลกว่ายับยั้ง‘มติแพทยสภา’   

14 พฤษภาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “หรือจะกลายเป็นเตะหมูเข้าปากหมา” ระบุว่า…

หรือจะกลายเป็นเตะหมูเข้าปากหมา

หลายคนติดตาม และกังวลใจว่า สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา (รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข) จะยับยั้งมติของแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์จำนวน 3 คน กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจหรือไม่

ลืมไปได้เลยครับ ยับยั้งก็ช่าง ไม่ยับยั้งก็ช่าง เราจะไปสนใจทำไม

เพราะการยับยั้งหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมติของแพทยสภา พูดตามภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ ก็เปรียบเหมือนการลงโทษทางวินัยของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาจยกเว้นโทษ หรือ เห็นด้วยกับการลงโทษทางวินัยตามมติของแพทยสภา ก็ได้

ที่สำคัญ คือ มิได้ยกเลิก“ข้อเท็จจริง” ตามมติของแพทยสภา ที่มีมติว่า แพทย์บางคนมีความเห็นให้ส่งคุณทักษิณไปรพ.ตำรวจ ก่อนที่จะตรวจร่างกายคุณทักษิณ ส่วนแพทย์บางคนก็มีความเห็นโดยไม่มีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่าคุณทักษิณป่วยวิกฤติ ถึงขนาดต้องนอนรพ.ตำรวจ 180 วัน

อย่างไรเสีย ข้อเท็จจริงว่าคุณทักษิณ “ป่วยทิพย์” ยังคงมีอยู่ตามมติของแพทยสภา

ที่ผมชวนให้ติดตามต่อ คือ

1.หนี หรือ ยอมติดคุก

2.ถ้ายอมติดคุก อย่าลืมว่ามีระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ปี 2566 ให้คุมขังนอกเรือนจำได้ อาจกลายเป็นว่า ให้คุมขังคุณทักษิณ ไว้ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เป็นเวลา 180 วัน

ที่ต่อสู้กันมาก็กลายเป็น เตะหมูเข้าปากหมา ไปซะอีก

เฮ้อ!!!! นี่แหละประเทศไทยของคุณ

(โปรดระวังการแสดงความเห็น)

‘หมอวรงค์’เตือนแพทยสภาเตรียมรับมือเกมยับยั้งมติ

'หมอวรงค์'เตือนแพทยสภาเตรียมรับมือเกมยับยั้งมติ

‘หมอวรงค์’เตือนแพทยสภาเตรียมรับมือเกมยับยั้งมติ

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

‘หมอวรงค์’เตือนแพทยสภาเตรียมรับมือเกมยับยั้งมติ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เกมยับยั้งมติแพทยสภาเริ่มต้นขึ้นแล้วหรือไม่” ระบุว่า ตามข่าวทนายความของแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ไปยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีแพทยสภาจะสั่งพักใบอนุญาต ข้อมูลที่ยื่นนี้ เป็นข้อมูลเพิ่มใหม่ มีอีกหนึ่งชุดข้อมูล ในมุมที่คิดว่ายังไม่ได้มีการชี้แจงต่อแพทยสภา

ประเด็นที่น่าสนใจ

1.อนุกรรมการสอบสวน เปิดโอกาสให้แพทย์ใหญ่ ส่งเอกสารทั้งหมดถึง 2รอบ รอบแรกเดือนมกราคม 2568 และรอบสองช่วงปลายเดือนมีนาคม2568 จนแพทยสภาถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทำไมแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ จึงส่งเอกสาร และข้อมูลให้อนุสอบสวนไม่หมด ทั้งๆที่ให้โอกาสแล้ว

2.การร้องขอความเป็นธรรม ต่อรัฐมนตรีสาธารณสุข ในข้อมูลเพิ่มใหม่ ย่อมถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่า แพทย์ใหญ่จงใจปกปิดข้อมูลหรือไม่ มีพฤติกรรมที่ไม่สุจริตในการส่งข้อมูลให้อนุสอบสวนหรือไม่

3.ข้อมูลใหม่ที่ร้องต่อ รมว.สาธารณสุข จะเชื่อถือได้อย่างไรว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และ รมว.สาธารณสุข สมควรรับข้อมูลนี้พิจารณาไหม ในเมื่ออนุสอบสวน เปิดโอกาสให้ยื่นเอกสาร ชี้แจงแล้ว แต่ยื่นไม่หมดเอง

4.ภาพที่เกิดขึ้น ต้องระมัดระวังว่า เป็นการใช้อำนาจเพื่อช่วยเหลือพวกเดียวกัน

5.พฤติกรรมที่เกิดขึ้น ย่อมถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่า พวกท่านกำลังสร้างเงื่อนไข ให้เกิดความสับสนว่า แพทยสภาตัดสินบนฐานข้อมูลที่ไม่ครบ (ทั้งๆที่ให้โอกาสท่านยื่นแล้ว) เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้รัฐมนตรีสาธารณสุข ใช้สิทธิ์ยับยั้งมติแพทยสภาหรือไม่

เรื่องนี้คือเกียรติและศักศรีดิ์ของแพทยสภา เพราะถ้ามีการยับยั้งมติ จะเป็นครั้งแรกที่ รัฐมนตรีสาธารณสุขใช้สิทธิ์ยับยั้งความจริง โดยอ้างข้อมูลใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลใหม่ไม่น่าเชื่อถือ แต่อาจสร้างความปั่นป่วนขึ้นได้ แพทยสภาต้องเตรียมตั้งรับให้ดี

ปลุกจับตา G-Token!‘อดีตสว.สมชาย’หวั่นรัฐบาลระดมกู้เงิน เดินตามรอยเวเนซูเอลา

ปลุกจับตา G-Token!‘อดีตสว.สมชาย’หวั่นรัฐบาลระดมกู้เงิน เดินตามรอยเวเนซูเอลา

ปลุกจับตา G-Token!‘อดีตสว.สมชาย’หวั่นรัฐบาลระดมกู้เงิน เดินตามรอยเวเนซูเอลา

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

ปลุกจับตา G-Token!‘อดีตสว.สมชาย’หวั่นรัฐบาลระดมกู้เงิน เดินตามรอยเวเนซูเอลา

14 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก Somchai Swangkarn กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 พ.ค.68 อนุมัติวิธีกู้เงิน โดยการออก “G-Token” หวังระดมทุนชดเชยการขาดดุลงบประมาณ “ล็อตแรก” 5,000 ล้านบาท ระบุว่า

รัฐบาลไทยกำลังเดินตามรอยเวเนซูเอลา?

มติครม.วันที่13พ.ค.68 เรื่องครม.อนุมัติวิธีกู้เงิน โดยการออก ‘G-Token’ หวังระดมทุนชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ‘ล็อตแรก’ 5,000 ล้านบาท

โดยอนุมัติวิธีการกู้เงินโดยการออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Governance Tokens หรือ G-Token) ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

โดยการผลักดันโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล ให้เป็นเครื่องมือการระดมทุนรูปแบบใหม่ของกระทรวงการคลัง โดยอ้างว่าช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบดิจิทัล และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลในอนาคต โดยรัฐบาลเน้นย้ำในเรื่องของระบบ และกระบวนการที่มีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นไปตามกฎหมาย และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนนั้น

ผู้คนอาจไม่สังเกตความผิดปกตินี้ เพราะสื่อและสังคมถูกดึงให้ไขว้เขวจากข่าวสารที่ถาโถม และเศรษฐกิจปากท้องที่วิกฤตสุด 

ขอฝากเรื่องนี้ให้ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินการธนาคาร ศิษย์ผู้พิทักษ์กองทุนทองคำหลวงตามหาบัว และประชาชนผู้รักชาติ ได้พิจารณาข้อสังเกตนี้โดยด่วนและหากจะเกิดภัยร้ายแรงต่อการเงินการคลังของชาติ ตามที่สันนิษฐานนี้

โปรดลุกขึ้นสู้ด้วยกัน อย่าปล่อยวางให้ชาติไทยล่มสลาย เพราะนักโกงเมืองเวลานี้ครับ

Step 1 แจกเงินดิจิทัล

Step 2 ออกG-token 5,000ล้าน

Step 3 เตรียมแยก บช. หนี้สาธารณะออกเป็น 2 ประเภท

ตัดอำนาจแบงก์ชาติ แบ่งอำนาจให้การเมืองผ่านก.คลังคุมแทน

ออกกฎหมายสร้าง stable coin

ออกกฎหมายเปิดบ่อน ฟอกเงิน สร้างอาณาจักรทุนเทา

และคงเป็นไปตามที่อุ๊งอิ๊งบอกว่า ถ้าทำสำเร็จต่างชาติต้องตะลึง

ประเทศไทยจะดังสุดๆไปทั่วโลก

ประเทศเวเนซุเอลาที่ล้มคงจะเด็กๆไปเลย

อย่าปล่อยชาติไทยล่มสลายคามือนักโกงเมือง?

ดร.สมชาย แสวงการ

14พ.ค.68