จับตา 3 ประสาน‘กงล้อไสยศาสตร์การเมือง’ เดินเกมล้มมติ‘แพทยสภา’

จับตา 3 ประสาน‘กงล้อไสยศาสตร์การเมือง’ เดินเกมล้มมติ‘แพทยสภา’

จับตา 3 ประสาน‘กงล้อไสยศาสตร์การเมือง’ เดินเกมล้มมติ‘แพทยสภา’

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.57 น.

จับตา 3 ประสาน‘กงล้อไสยศาสตร์การเมือง’ เดินเกมล้มมติ‘แพทยสภา’

14 พฤษภาคม 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol หัวข้อ “ขบวนการไสยศาสตร์การเมือง” ระบุว่า…

ขบวนการไสยศาสตร์การเมือง

เริ่มขบวนการอย่างเป็นขั้นตอน สำหรับขบวนการไสยศาสตร์การเมือง ที่พยายามเปลี่ยนวิทยาศาสตร์การแพทย์ของแพทยสภา ที่ไม่เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการป่วยวิกฤตของ ทักษิณ ชินวัตร 

เริ่มด้วย 3 ประสานแห่งกงล้อไสยศาสตร์การเมือง

1.แพทองธาร ชินวัตร

ยอมกลืนน้ำลายตัวเองที่ให้เชื่อผลแพทยสภา กลับออกลูกพริ้วอธิบายดื้อๆด้านๆว่า “พ่อป่วยจริง” เปลี่ยนน้ำหนักประเด็นเหมือนประชาชนกินหญ้าหวานทั้งประเทศ ทั้งที่แพทยสภาพูดเรื่อง ป่วยวิกฤต ที่ราชทัณฑ์และ ร.พ.ตำรวจ อ้างเรื่องนี้มาโดยตลอด

2.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม

บอกว่ายังไม่เคยได้ยิน แพทยสภา พูดเรื่องไม่มีหลักฐานเรื่อง ป่วยวิกฤต อันนี้ หู ของ รมว.ยุติธรรม คงวิกฤตหนักแล้วละ พร้อมทั้งอ้างเรื่องการรักษาตัวนอกเรือนจำเพราะ ร.พ.ราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้  อันนี้ลิ้นพริ้ว พันคอตัวเองมาตลอด

3.กงล้อนี้เริ่มหมุน หลังเงียบไปนาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะ นายกสภาพิเศษ ของแพทยสภา วันนี้ หมอใหญ่ ร.พ.ตำรวจ ก็เริ่มกระบวนการไปยื่นขอความเป็นธรรม ต่อ สมศักดิ์ เทพสุทิน 

นี่จะเป็นเงื่อนไขให้ สมศักดิ์ เทพสุทิน ใช้เป็นข้ออ้าง ในการล้มมติแพทยสภา ในอนาคต

กงล้อไสยศาสตร์การเมืองทั้ง 3 กงล้อ ดิ้นพล่านไม่สนใจวิทยาศาสตร์การแพทย์อะไรทั้งสิ้น น่าหดหู่กับนักการเมืองที่มองเห็นแต่พวกพ้อง แม้จะเหยียบย่ำความถูกต้องก็ตาม

ประชาชนต้องหยุดกงล้อไสยศาสตร์การเมืองนี้ลงให้ได้ 

15 พ.ค.68 เวลา 09.00 น. เจอกัน ก.สาธารณสุข

หยุดไสยศาสตร์การเมืองกันครับ

ย้อนถาม‘แม้ว-อิ๊งค์’!? ใครๆก็ป่วยจริง แต่‘วิกฤติ’ถึงขั้นติดคุกไม่ได้หรือไม่

ย้อนถาม‘แม้ว-อิ๊งค์’!? ใครๆก็ป่วยจริง แต่‘วิกฤติ’ถึงขั้นติดคุกไม่ได้หรือไม่

ย้อนถาม‘แม้ว-อิ๊งค์’!? ใครๆก็ป่วยจริง แต่‘วิกฤติ’ถึงขั้นติดคุกไม่ได้หรือไม่

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.35 น.

ย้อนถาม‘แม้ว-อิ๊งค์’!? ใครๆก็ป่วยจริง แต่‘วิกฤติ’ถึงขั้นติดคุกไม่ได้หรือไม่

14 พฤษภาคม 2568 นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 น อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์เฟซบุ๊กกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ป่วยจริง ระบุว่า…

ใครๆก็ป่วยกันทั้งนั้นแหละครับ แม้แต่เด็กทารกเกิดใหม่ไม่กี่วันก็ยังป่วย อายุขนาดนี้แล้ว มีใครที่ไม่ป่วยบ้าง อย่างน้อยก็มีโรคไขมัน ความดันสูง ข้อเข่า เบาหวานและสารพัดโรคเร้ารุม

สำคัญว่าป่วยนั้นวิกฤติไหม?

ถึงกับนอนติดเตียงไหม?

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการเลือกตั้ง นายก อบจ. ศรีสะเกษ ช่วงเดือนมกราคมก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน ท่านดอกเตอร์ทักษิณกระปรี้กระเปร่า ขึ้นเวทีกล่าวหาเสียง ช่วยลูกพรรคอย่างกระฉับกระเฉง 2-3 เวที ไม่มีอาการใดที่บอกว่า วิกฤติเข้าขั้นจะตายแหล่มิตายแหล่ คนป่วยหนักทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ

ก่อนหน้านี้เห็นว่าไปร้องเพลงคาราโอเกะที่ปากช่อง คนป่วยอะไรร่าเริงจัง แค่ภาพหลักฐาน 2 อย่างนี้ก็บอกได้แล้วว่า “ทักษิณไม่ได้ป่วยขั้นวิกฤติ”

แต่ป่วยอย่างธรรมดากินยาหมอ แล้วไปทำอะไรก็ได้ อย่างผมนี้ทั้งไขมัน ความดันสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม คอเลสเตอรอล เลือดเป็นกรด ไตเริ่มเสื่อม กินยาตามแพทย์สั่งแล้วก็ยังสามารถเริงโรจน์ในสังคม ไปเล่นดนตรี ไปเป็นวิทยากร ไปพบปะสังสรรค์ ชีวิตเป็นปกติ

ที่ลูกสาวบอกว่า “ผ่าตัดด้วย”

ผ่าตัดอะไร? ทำไมไม่บอก?

ทำไมไม่เอาหลักฐานเอกสารมาแสดง การผ่าตัดนั้นมีหลายระดับ ผ่าตัดหูด ตัดสิวก็คือการผ่าตัด ทักษิณผ่าตัดอะไร? ที่เอ็นที่คอที่ส่วนไหน? ทำไมเดินสายหาเสียงได้? ไม่ปวดคอบ้างหรืออย่างไร?

เห็นบางทาสบอกว่า “เอ็นคอเปื่อยยุ่ย” แต่พูดได้เป็นชั่วโมง

นายกรักพ่อก็รู้อยู่ว่ารัก แต่รักด้วยการฝืนความจริง ช่างไม่น่ารัก แพทยสภาก็บอกแล้วว่า “ไม่วิกฤติ” แล้วยัง “เอียงอกเทออกอ้าง” อย่างนี้ได้อย่างไร?

มีใครไม่ป่วยจริง แค่จาม ไอ เป็นไข้หวัดก็ถือว่าป่วยแล้ว แต่ไม่ใช่ป่วยจนติดคุกไม่ได้ ในคุกก็มีแพทย์ มีโรงพยาบาลรักษานะ “ไม่มีหมอคนไหนไม่ดูแล ปล่อยให้ผู้ป่วยนอนตายอย่างหมา” แต่อาจจะมีนายแพทย์ตามที่แพทยสภามีมติลงโทษ

ความเป็นมนุษย์นั้นต้องรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะศักดิ์ศรีของตัวเอง ศักดิ์ศรีใดๆต้องเกิดจาก “การพูดความจริง”

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

แนวหน้าวิเคราะห์ : งบประมาณ’69บททดสอบ‘อิ๊งค์’ นำรัฐนาวาไปต่อหรือถูกคว่ำ?

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

อีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้ เป็นจุดใหญ่ที่จะต้องจับตา ไม่ใช่เพียงแค่มิติด้านตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องทดสอบ“เสถียรภาพทางการเมือง”ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯแพทองธาร ชินวัตร อีกด้วย

แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่การมีเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร เสียง ส.ส.314 จาก 500 แต่เป็นเสียงของรัฐบาลจริง ราว 250 กว่าเสียง ทำให้การผ่านงบประมาณต้องอาศัยความร่วมมือจากพรรคร่วมอย่างราบรื่น แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลผสมชุดนี้ มีเสียงสนับสนุนอย่างไม่มั่นคงโดยมีเสียงในสภาที่พอเพียงต่อการผ่านร่างกฎหมายสำคัญแบบ“เฉียดฉิว”เท่านั้น ดังนั้นในการจะผ่านร่างงบประมาณวาระแรกจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล อย่างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณความระหองระแหงลึกๆภายใน อย่างเช่นพรรคภูมิใจไทยแสดงความไม่พอใจเรื่องคดีฮั้วเลือก ส.ว. และเชื่อว่าได้รับแรงกระทบจากกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาลบางส่วน อาจไม่พอใจการบริหารของแกนนำรุ่นใหม่ ซึ่งอาจทำให้พรรคนี้แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการอภิปรายงบประมาณ หรือ แม้กระทั่งใช้เป็นเวที“ต่อรองทางการเมือง”กับแกนนำรัฐบาล

หากเกิดกรณี”วอล์คเอาต์”หรือ”งดออกเสียง”จากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคหรือหากฝ่ายค้านเลือกเล่นเกมตีรวนในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 69ก็อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะ“ถูกคว่ำร่าง”เป็นทางเลือกหนึ่งแม้จะเป็นโอกาสที่ไม่สูงนัก แต่มีความเป็นไปได้เชิงกลยุทธ์เกมต่อรองทางการเมืองในสถานการณ์ที่ผู้นำอ่อนแอ

เพราะฉะนั้น ประเด็นร้อนต้องเกาะติด ปมคดีฮั้วเลือก ส.ว.ถูกบี้หนักกับ สว.ชุดปัจจุบันโดยพุ่งเป้า สว.สีน้ำเงิน แล้ว อาจลามถึงกระทบเสถียรภาพการบริหารงานของรัฐบาลไปด้วย

จุดแตกหัก ที่น่าจับตามองที่สุด คือ ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

แม้ตลอดที่ผ่านมา แกนนำพรรคเพื่อไทยต่างยืนยัน โดยเฉพาะนายประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย จะไม่โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ69ว่าเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็บอกมาตลอดว่าพร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาลจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมาขวางร่างพ.ร.บ.งบฯที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

นายประเสริฐยังมองว่า“คนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมามีเจตนาทำให้คนในรัฐบาลระแวงกันเอง ส่วนตัวที่ได้ประชุมครม.ได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีแต่ละพรรค ยังไม่เห็นประเด็นขัดแย้งในการทำงาน ทุกคนยังพร้อมให้ความร่วมมือการเดินหน้าภารกิจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯจึงมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะสามารถทำงานแก้วิกฤติต่างๆที่เจอในขณะนี้ได้จนอยู่ครบวาระและเชื่อว่าด้วยความเป็นผู้นำของน.ส.แพทองธาร ที่ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกระดับอย่างดี ทำให้การทำงานราบรื่น”

แม้กระแสความขัดแย้งระหว่าง เพื่อไทย–ภูมิใจไทย อาจไม่ถึงขั้นถอนตัว แต่มีแนวโน้มร้าวลึกแม้ภูมิใจไทยยังอยู่ในรัฐบาลแต่ความรู้สึก“ไม่ไว้ใจ”เริ่มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะปมคดีฮั้วเลือกส.ว.ที่ทั้งกกต.และดีเอสไอ เดินหน้ารุกหนักอย่างต่อเนื่อง อาจยิ่งบานปลายสร้างแผลร้าวลึกกับวุฒิสภาจึงต้องจับตาท่าทีภูมิใจไทยและสว.สีน้ำเงินซึ่งอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

หากพรรคเพื่อไทยไม่มีการเคลียร์ใจกันอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้ความร่วมมือทางการเมืองสั่นคลอน โดยเฉพาะช่วงอภิปรายงบประมาณ ซึ่งภูมิใจไทย อาจใช้เป็นเวทีแสดงจุดยืนหรือต่อรองทางการเมืองได้

เพราะฉะนั้นต้องจับตาการถกงบประมาณปี 69ครั้งนี้จะถือเป็นบททดสอบแรกของ“แพทองธาร”บนเวทีสภาในการพิจารณาร่างงบประมาณปี2569จะไม่ใช่แค่การตรวจสอบตัวเลขวงเงินงบรายจ่ายงบประมาณของแผ่นดินเท่านั้น  แต่เป็นเวทีที่สาธารณชนจะได้ประเมินศักยภาพของ น.ส.แพทองธาร ทั้งในการบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาล การประคองเสียงในสภาและการรับมือกับความขัดแย้งภายในอย่างเป็นรูปธรรม

หากผ่านพ้นไปได้อย่างมั่นคง ราบรื่นก็จะเป็นการส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว และอย่างไรเสีย เชื่อว่าทุกพรรคยังไม่พร้อมที่ไปสู่สนามเลือกตั้งจึงหวังประโยชน์จากเม็ดเงินงบประมาณลงไปเพิ่มศักยภาพในพื้นที่ หวังตุนคะแนนเสียงเอาไว้ให้มาก  แต่หากสะดุดเกิดรอยร้าวหรือ“ถูกคว่ำงบกลางสภา”ก็อาจเป็นสัญญาณความล้มเหลวที่ส่งผลรัฐบาล แพทองธาร อายุสั้นทันที…,,มีทางเลือก ต้องยุบสภา หรือลาออก เท่านั้น

ขยี้‘รธน.60’! ให้เอกสิทธิ์-ลดบทบาทพรรค เปิดช่อง‘สส.งูเห่า-ขายตัว’ ค่าตัวพุ่ง

ขยี้‘รธน.60’! ให้เอกสิทธิ์-ลดบทบาทพรรค เปิดช่อง‘สส.งูเห่า-ขายตัว’ ค่าตัวพุ่ง

ขยี้‘รธน.60’! ให้เอกสิทธิ์-ลดบทบาทพรรค เปิดช่อง‘สส.งูเห่า-ขายตัว’ ค่าตัวพุ่ง

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ขยี้‘รธน.60’! ให้เอกสิทธิ์-ลดบทบาทพรรค เปิดช่อง‘สส.งูเห่า-ขายตัว’ ค่าตัวพุ่ง

14 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “รธน.60 ทำ สส.ขายตัว” ระบุว่า…

รธน.60 ทำ สส.ขายตัว

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 แล้ว ได้มีการเลือกตั้งสส.2ครั้ง คือ เมื่อปี 2562 และปี 2566 จะเห็นได้ว่าสส.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้ง มีความเคลื่อนไหวในการย้ายพรรค ซึ่งต่างกับในอดีตที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง หาก สส.คนใดฝ่าฝืนมติพรรค ทำให้พรรคเสื่อมเสีย พรรคสามารถมีมติขับออกให้พ้นจากสมาชิกพรรคได้ เมื่อพ้นจากสมาชิกพรรคแล้ว จะทำให้สิ้นสภาพสส.ไปในทันที ถ้าสส.คนนั้นเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมได้ ถ้าศาลคุ้มครองก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้

ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เมื่อพรรคการเมืองขับสส. ออกออกจากสมาชิกพรรค สส.ก็ไปหาพรรคสังกัดได้ ไม่ได้สิ้นสมาชิกภาพการเป็นสส.

จะเห็นการย้ายพรรคกัน มีการอุปโลกน์ให้มีการขับออกจากพรรค

จะเห็นว่าเมื่อกลุ่มการเมืองในพรรคไม่พอใจ อยากจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็มีมติขับออกจากพรรค เพื่อไปสังกัดพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่

เมื่อพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ไปไม่รอด ก็ขับออกจากพรรคใหม่กลับมาพรรคเก่า

เคยเกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ สส.ไม่แคร์พรรค ทั้งที่ตอนสมัครรับเลือกตั้ง ได้มาก็เพราะพรรคที่สังกัด

แต่เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นสส.แล้ว คิดจะย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ ถ้าคุยกับคณะกรรมการบริหารพรรคได้ ขอร้องกันให้มีการขับแล้วก็ไปอยู่พรรคการเมืองตามที่ต้องการ จะปรากฏข่าวมีการซื้อขายสส.กัน ตั้งค่าตัวสส.คนละ 30 ล้านบาท 50 ล้านบาท 60 ล้านบาท ไม่ต่างอะไรกับโสเภณีทางการเมือง

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง เป็นสถาบันทางการเมือง ยึดหลักการพรรคเลือก คนประชาชนเลือกพรรค พรรคต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก เมื่อสมาชิกทำผิด ก็ต้องขับออกจากสมาชิกพรรค ทำให้พ้นจากสภาพสส. ถ้าคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถไปอุทธรณ์ต่อศาลยุติธรรมได้ นี่คือหลักการที่ถูกต้อง

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เปิดช่องแบบนี้ จะเห็นการซื้อตัวสส.กัน ซึ่งมันคุ้มกว่าการเลือกตั้ง ที่ให้เงินผู้สมัครไปซื้อเสียงคนละ 50-60 ล้านบาท ไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับเลือกตั้งเป็นสส.หรือไม่ แต่ถ้าซื้อตัวสส.คนละ 50-55 ล้านบาท ได้ตัวสส.ทันทีไม่ต้องเสี่ยง

เราจะเห็นสส.หลายคนคิดเปลี่ยนพรรค ขอร้องให้ขับออกจากพรรค ตกลงกันระหว่างคณะกรรมการ 2 พรรคก็มี จนถึงล่าสุดจากกรณี คุณกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ประกาศยุติการร่วมงานกับพรรคประชาชน ขอให้พรรคประชาชนขับออกจากพรรค เพื่อจะได้ไปสังกัดพรรคกล้าธรรม

นี่คือรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ยิ่งใช้ไปยิ่งพบปัญหา ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่เรื่องไม่เป็น ประชาธิปไตยตามหลักสากล ที่สว.มาจากการแต่งตั้ง มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เรื่องการสรรหาสว. ที่มีการบล็อกโหวต ฮั้วกัน รวมไปถึงการย้ายพรรค ขับออกจากพรรค ซื้อขายเหมือนโสเภณีทางการเมือง

เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไป หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะขอฝากประเด็นนี้ไว้พิจารณาด้วย

นายกฯชี้เสียโอกาส ‘แม้ว’ชวดบินกาตาร์พบ‘ทรัมป์’

นายกฯชี้เสียโอกาส ‘แม้ว’ชวดบินกาตาร์พบ‘ทรัมป์’

นายกฯชี้เสียโอกาส ‘แม้ว’ชวดบินกาตาร์พบ‘ทรัมป์’

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯชี้เสียโอกาส ‘แม้ว’ชวดบินกาตาร์พบ‘ทรัมป์’

“อิ๊งค์”รับเสียโอกาส“ทักษิณ”ชวดบินกาตาร์เจอ“ทรัมป์” ซี้เก่า เผยไทยส่งข้อเสนอไปแล้ว รอวันเจรจาปมภาษี ไม่ทราบปลดล็อกเจ้าหน้าที่ไทยปม“อุยกูร์”หรือยัง ยันตัวเองไม่เคยโดนแบน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีความคืบหน้าการเจรจากำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา เนื่องจากขณะนี้ประเทศจีนได้แซงหน้าไทยไปแล้ว โดยนายกฯถึงกับอุทานว่า โอ้โห ใช้คำว่าจีนแซงหน้าไม่ได้นะ ก่อนกล่าวอีกว่า เราคิดว่า อันนี้มีการคลี่คลายทางเลือกนี้มากกว่า วันนี้ตลาดหุ้นก็บวกอยู่ ที่เราพูดกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรารอเวลาที่เหมาะสมก็คือการนัดเข้าไปคุย ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วมีการส่งข้อเสนอให้สหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว และมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนคุยกันหลายระดับด้วย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) หรือระดับของรัฐมนตรี พวกเรามีการคุยนอกรอบ แต่ข้อเสนอตรงส่งไปเรียบร้อยแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางไปกาตาร์เพื่อพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะทำให้ประเทศเสียโอกาสหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้จะพูดอย่างไรดีล่ะ ถามว่าก็น่าเสียดายโอกาสที่ว่าเราจะสามารถคุยกับคอนเน็กชั่นที่ค่อนข้างใกล้และตรงกับทางประธานาธิบดีได้เลย หรือว่าเป็นตัวแทนประธานาธิบดีเอง มันก็ต้องเสียโอกาสอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสคุยกันเลยตรงๆก็น่าจะง่ายกว่า ทุกวงการถ้าเราได้มีโอกาสคุยกับตัวจริงเลยก็ดีกว่าอยู่แล้ว และอันนี้เป็นโอกาสที่สามารถพูดคุยกันได้“จริงๆไม่ว่าจะเป็นตัวประธานาธิบดี หรือนายทักษิณ เคยรู้จักกันมาอยู่แล้วในอดีตตอนที่ท่านเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกเคยได้พบเจอกันและพูดคุยกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าได้ไปพบเจอหรือถามแนวความคิดมันต้องได้ประโยชน์อยู่แล้วกับประเทศ ก็เสียดาย” น.ส.แพทองธาร กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้สหรัฐฯมีการประกาศนโยบายข้อจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่ไทยจากกรณีอุยกูร์ตอนนี้ได้มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า อ๋อ ในตอนที่เรื่องของอุยกูร์ใช่หรือไม่ ตนไม่แน่ใจขอเช็คอีกที ไม่แน่ใจว่ายกเลิกหรือยัง เดี๋ยวจะถามให้ เพราะจริงๆไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว ปกติก็เข้าไปคุยกันได้หมด ไม่ได้มีการถูกปิดกั้นอะไร เมื่อถามอีกว่าวีซ่านั้นเขาปลดล็อกให้เราแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อันนี้ไม่แน่ใจ เดี๋ยวถามให้อีกทีหนึ่ง เพราะตนไม่ได้โดนอันนี้ด้วย จึงไม่แน่ใจว่าของทีมงานเขาปลดล็อกให้หรือยัง เมื่อถามย้ำอีกว่า ที่ถูกจำกัดวีซ่ามีนายกฯด้วยหรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่า ไม่มีค่ะๆ

เมื่อถามว่า สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานตอนนี้สหรัฐฯเริ่มเปิดเจรจากับหลายเขตพิเศษแล้ว แม้กระทั่งกัมพูชาก็เหมือนจะมีรอบเจรจาแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่ปรากฏชื่อในการเข้าเจรจา นายกฯ กล่าวว่า ค่ะ อันนี้เราก็รออยู่เพราะเพิ่งส่งข้อเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในช่วงก่อนวันหยุดยาวที่ผ่านมา หลังจากนี้ก็อาจจะต้องมีการนัด เราต้องตามเรื่องนี้อยู่แล้ว

แก๊ง‘สจ.กอล์ฟ’อ่วม โดน‘ซ่องโจร’เพิ่มอีก 1 ข้อหา ตำรวจค้านประกันตัวทั้งหมด

แก๊ง‘สจ.กอล์ฟ’อ่วม โดน‘ซ่องโจร’เพิ่มอีก 1 ข้อหา ตำรวจค้านประกันตัวทั้งหมด

แก๊ง‘สจ.กอล์ฟ’อ่วม โดน‘ซ่องโจร’เพิ่มอีก 1 ข้อหา ตำรวจค้านประกันตัวทั้งหมด

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แก๊ง‘สจ.กอล์ฟ’อ่วม โดน‘ซ่องโจร’เพิ่มอีก1ข้อหา ตำรวจค้านประกันตัวทั้งหมด

แก๊ง“สจ.กอล์ฟ”รุมทำร้าย ตชด.คาหน่วยเลือกตั้งอ่วม! โดนแจ้ง“ซ่องโจร”เพิ่มอีก 1 ข้อหา “ผบก.ภ.จว.สงขลา”ยืนยันคัดค้านการประกันตัวทั้งหมด ไม่มีมวยล้ม ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ “บิ๊กอู๊ด” เข้าเยี่ยม“ดาบนิสาธิต” ชื่นชมปฏิบัติหน้าที่เข้มแข็ง ลั่นต้องทำให้พวกทำผิดไม่มีที่ยืนในสังคม

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณี นายสิรดนัย พลายด้วง หรือ สจ.กอล์ฟ สจ.เขต 7 จ.สงขลา ลูกชายนายสมยศ พลายด้วง สส.เขต 3 จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือ โกถึก ส่งลูกน้องไปรุมทำร้าย ด.ต.นิสาธิต คงเทพ ผบ.หมู่ กก.ตชด.43 ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหน่วยเลือกตั้งที่ 7 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา เพราะไม่พอใจที่ถูกห้ามถ่ายรูปในหน่วยเลือกตั้งขณะไปลงคะแนน และวานนี้ สจ.กอล์ฟ ได้เข้ามอบตัวแล้ว ส่วนเพื่อนอีก 6คน ตำรวจตามจับกุมได้หมดแล้ว ผู้ต้องหาทั้ง7คนยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ห้องขังสภ.เมืองสงขลา หลังจากพนักงานสอบสวนได้ทำการควบคุมตัวตามหมายจับทั้ง 7 คนเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา และคัดค้านการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้ทั้งหมดต้องนอนห้องขังของสถานีตำรวจตลอดคืนที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า ทั้งหมดยอมรับสารภาพเนื่องจากจำนนต่อหลักฐาน

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดสงขลาในวันที่ 14 พ.ค. โดยอาจจะมีการนำตัวผู้ต้องหาบางคนออกมาสอบสวนเพิ่มเติมเพราะยังให้การวกวน สวนทางกันอยู่และยังขัดแย้งกับความเป็นจริง และอาจจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม เช่น ซ่องโจร เนื่องจากเป็นการรวมตัวเกิน 5 คนเพื่อกระทำความผิดคดีนี้เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานหนาแน่นทั้งพยานบุคคล ภาพจากกล้องวงจรปิด หลักฐานในโทรศัพท์มือถือของสจ.กอล์ฟที่แชตคุยกับลูกน้องตอนสั่งไปลงมือ เชื่อว่ามัดแน่นดิ้นไม่หลุด และผลจากการเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย 7 จุดเมื่อวานนี้ ทั้งบ้านของสจ.กอล์ฟ และบ้านของลูกทีม เจ้าหน้าที่ยึดหลักฐานเพิ่มเติมได้หลายอย่างจากบ้านผู้ต้องหาบางคน

นอกจากเรื่องของคดีแล้ว ทนายอาร์ม สุวรรณรักษา นักกฎหมายในจังหวัดสงขลา มีกำหนดที่จะเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางจริยธรรมของนายสิรดนัย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งการแสดงท่าที ถามว่าตัวเองเป็นใคร ลูกใคร ไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุคนี้แล้ว อีกทั้งนายสิรดนัย ยังเป็นสมาชิกสภาจังหวัด หากปล่อยผ่านไป นั่นหมายถึงทำให้มาตรฐานจริยธรรมตกต่ำ ดังนั้น การตรวจสอบตามประมวลจริยธรรม จะเป็นการสร้างมาตรฐานของนักการเมืองท้องถิ่นให้สูงขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ และ ไม่จำเป็นต้องรอคดีอาญาสิ้นสุด แต่สภา อบจ.สามารถดำเนินการได้ทันที

วันเดียวกัน พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ผบก.ภ.จว. สงขลา กล่าวถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า ว่า ขณะนี้ตำรวจได้ควบคุมผู้ต้องหาอยู่ในห้องขังของ สภ.เมืองสงขลา ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เมื่อครบวาระก็จะนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดสงขลาต่อไป และในวันนี้ได้ทำการการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 7 คนเพิ่มเติม และยังคงยืนยันว่าจะคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมด จากเหตุผลและตามความเป็นจริง ซึ่งข้อหาที่ตำรวจแจ้งเพิ่มเมื่อวานนี้ หลังการเข้าค้นบ้านพักของ สจ.กอล์ฟ คือ ข้อหาซ่องโจร อีก 1 ข้อหา

ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่หลายคนมองว่าคดีนี้อาจจะเป็นมวยล้ม เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ พล.ต.ต.เสกสันต์ ยืนยันว่า ตำรวจจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย และหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ส่วนกรณีข่าวของการเปิดเว็บพนัน ที่มีการพูดถึง ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะนี้ ก็ได้มีการสืบสวนหาข้อมูลเชิงลึก อย่างเต็มที่

ด้าน พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ตัวแทน พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ ลงพื้นที่ไปยัง รพ.สงขลา เยี่ยมอาการบาดเจ็บของ ด.ต.นิสาธิต ที่ถูกลูกน้องของนายสิรดนัย รุมทำร้าย พร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจและเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่ง พล.ต.อ.สมพงษ์ ได้สอบถามอาการบาดเจ็บ ด.ต.นิสาธิต ที่มีแม่เฝ้าดูแลอยู่ และชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ ด.ต.นิสาธิต ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนว่าทำดีมาตลอด จึงไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

ขณะที่แม่ของ ด.ต.นิสาธิต แสดงความกังวลถึงความไม่ปลอดภัยของลูกชาย เนื่องจากคู่กรณีเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนักการเมืองท้องถิ่นและยื่นหนังสือขอให้ช่วยเหลือในการยื่นคัดค้านการประกันตัวกลุ่มผู้ต้องหา

พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวว่า คดีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ถือว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์ และ ผบ.ตร. ก็สั่งการให้ปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างเด็ดขาด จึงขอให้ครอบครัวไม่ต้องกังวล และคิดว่าคงไม่มีใครช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ ซึ่งผู้ที่กล้ากระทำความผิดแบบนี้ อีกทั้งเป็นตัวแทนประชาชนแล้วยังกล้ากระทำความผิดต่อหน้าประชาชน โดยไม่ยำเกรงต่อศักดิ์ศรีข้าราชการ แบบนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ และต้องไม่มียืนในสังคมให้คนที่ไม่ดี

พล.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ยังรับมอบอำนาจให้ลงพื้นที่ ซึ่งได้มอบหนังสือถึง ผบก.ภ.จว. สงขลา เกี่ยวกับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่เข้าไปก่อเหตุ ภายในหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงยังมีความหวั่นเกรงว่าอาจจะเข้าไปทำลายหลักฐานและข่มขู่พยาน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง จึงได้มอบอำนาจให้มีการคัดค้านการประกันตัวและว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ต้องหา เป็นที่จับตาของประชาชนทั้งประเทศ และยังเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งลูก และพ่อ และครอบครัวยังมีธุรกิจ รับเหมาขนาดใหญ่ในพื้นที่ ภาคใต้ จึงกลายเป็นคดีที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก

ทิ้งไทยสร้างไทย! ‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมเปิดตัว ร่วมงาน’กล้าธรรม’เร็วๆนี้

ทิ้งไทยสร้างไทย! 'อนุดิษฐ์-การุณ'เตรียมเปิดตัว ร่วมงาน'กล้าธรรม'เร็วๆนี้

ทิ้งไทยสร้างไทย! ‘อนุดิษฐ์-การุณ’เตรียมเปิดตัว ร่วมงาน’กล้าธรรม’เร็วๆนี้

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีมีกระแสข่าว สส.จะย้ายเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุจะทยอยเปิดตัว สส.ที่จะย้ายเข้ามาร่วมกับพรรคกล้าธรรม นั้น

ล่าสุ มีรายงานว่า ในเร็วๆ นี้ พรรคกล้าธรรมจะมีการเปิดตัวอดีต สส.กทม. 2 ราย ได้แก่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต สส.กทม. และอดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับนาย การุณ โหสกุล อดีต สส.กทม. ซึ่งทั้ง 2 คน ได้มีการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยแล้ว

โวยแพทยสภาวินิจฉัยข้อมูลไม่ครบถ้วน ‘หมอใหญ่’ร้อง‘สมศักดิ์’ ถูกพักใบอนุญาตคดีชั้น14

โวยแพทยสภาวินิจฉัยข้อมูลไม่ครบถ้วน ‘หมอใหญ่’ร้อง‘สมศักดิ์’ ถูกพักใบอนุญาตคดีชั้น14

โวยแพทยสภาวินิจฉัยข้อมูลไม่ครบถ้วน ‘หมอใหญ่’ร้อง‘สมศักดิ์’ ถูกพักใบอนุญาตคดีชั้น14

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โวยแพทยสภาวินิจฉัยข้อมูลไม่ครบถ้วน ‘หมอใหญ่’ร้อง‘สมศักดิ์’ ถูกพักใบอนุญาตคดีชั้น14 ส่งข้อมูลขอความเป็นธรรม ‘อิ๊งค์’ยืนกรานพ่อป่วยจริง พร้อมขึ้นศาลไต่สวน13มิ.ย.

แพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ส่งทนายยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจาก รมว.สาธารณสุข กรณีถูกแพทยสภาสั่งเชือดข้อหาช่วย “แม้ว” ป่วยทิพย์ โต้ปม “ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีอาการป่วยวิกฤต” อ้างแพทยสภาวิฉัยจากข้อมูลไม่ครบถ้วน ด้าน“ทวี”ยันส่งเทวดาไปชั้น14 ทำถูกต้องตามระเบียบ เพราะป่วยเป็นโรคเฉพาะทาง ฝ่าย’อุ๊งอิ๊งค์’ท่องจำ’พ่อป่วยจริง’

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเนติธร หลินตะกูล ทนายความ ผู้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับ ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข จากกรณีที่ประชุมแพทยสภา มีมติลงโทษ 3 แพทย์ คดีจริยธรรมที่เกี่ยวกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับการรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีแพทย์ 1 คน ถูกว่ากล่าวตักเตือน ส่วนแพทย์อีก 2 คน ถูกพักใช้ใบอนุญาต เนื่องจากพบให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง

นายเนติธร ทนายความ กล่าวว่า ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกสภาพิเศษ เพื่อให้ทบทวนในคำสั่งของแพทยสภา ขอชี้แจงตามรายละเอียดในหนังสือที่ยื่นร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจาก พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เกิดความไม่สบายใจที่ได้เห็นข่าวจากสำนักต่างๆ เลยขอใช้สิทธิ์ในการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งข่าวที่ออกไปกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณของท่าน เคสนี้ท่านมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จึงได้มอบหมายให้ทนายความมายื่นเรื่องแทน

โต้แย้งไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์

ด้าน ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นผู้แทน รมว.สาธารณสุข รับเรื่องร้องทุกข์จากกรณีที่แพทยสภามีความเห็นลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ โดยเอกสารคำร้องมี 2 หน้า ส่วนเอกสารอื่นๆ ตนยังไม่เห็น แต่หลักๆ เป็นการโต้แย้งกรณีที่อุปนายกแพทยสภา คนที่หนึ่ง ระบุว่า ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามีอาการป่วยวิกฤต โดย พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ระบุถึงประเด็นการรักษาที่มีการวินิจฉัยตามเวชระเบียนที่มีอยู่

อ้างไม่ได้พิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด

ว่าที่นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ผู้ป่วยอาจอาการดีขึ้นตามลำดับ จึงมองว่าไม่ได้เป็นการพิจารณาจากข้อมูลการวินิจฉัยในช่วงนั้นทั้งหมด จึงมาขอความเป็นธรรม ส่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษฯ นำไปประกอบการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ท่าน รมว.สาธารณสุข ก็ยังไม่ได้รับหนังสือจากทางแพทยสภา แต่ถ้าได้รับวันไหนก็จะมีกรอบเวลาดำเนินการภายใน 15 วัน ตนก็จะเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาช่วยพิจารณาข้อมูลต่างๆ แต่เป็นคณะทำงานที่ไม่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบกฎหมาย เป็นการตั้งขึ้นมาส่วนตัว รมว.สาธารณสุข เท่านั้น คาดว่าจะได้เห็นรายชื่อคณะทำงานเร็วๆ นี้

“ตนได้รับการติดต่อมาจากทีมงานของ พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ ว่าจะมายื่นเรื่อง ดังนั้น ทนายเป็นผู้รับเอกสารมาให้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดกับทนายความไว้ แต่เป็นการยื่นหนังสือร้องทุกข์ ลงเลขรับเอกสาร แต่พูดคร่าวๆ ได้ว่าท่านรับทราบจากสื่อว่ามีการลงโทษแพทย์ เชื่อว่าท่านจะทราบ เพราะกระบวนการที่จะลงโทษได้ จะต้องมีการไต่สวน ที่จะพอรู้ว่าใครจะถูกไต่สวนบ้าง ดังนั้น ไม่ยากที่เจ้าตัวจะพออนุมานได้ว่าน่าจะเป็นท่านที่จะถูกดำเนินการเรื่องนี้” กล่าวและว่า ประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมมา สืบเนื่องจากอุปนายกแพทสภาแจ้งเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์ เรื่องการรักษาท่านนายกทักษิณ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่อย่างไร เป็นสิ่งที่ท่านมีสิทธิอธิบายต่อสภานายกพิเศษฯ ว่าท่านมีอีกหนึ่งชุดข้อมูล เพื่อใช้ในการพิจารณาว่าท่านจะมีความเห็นชัดเจน ในมุมที่ท่านคิดว่ายังไม่ได้มีการชี้แจ้งต่อแพทยสภาหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่วันนี้มีการยื่นเรื่องเพิ่มเติม

แพทยสภาดูข้อมูลไม่ครบ

มีรายงานจากสำนักข่าวไทย ว่าในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมได้ชี้แจงถึงกรณีที่อุปนายกแพทยสภาท่านหนึ่งแจ้งไว้ในเรื่องของข้อมูลไม่เชิงประจักษ์ ช่วงเวลาที่มีการรักษา มีการวินิจฉัยตามเวชระเบียนที่มีอยู่ว่ามีภาวะช่วงนั้นเป็นช่วงที่วิกฤตหรือไม่วิกฤต แต่กลับไม่ได้นำข้อมูลการวินิจฉัยในช่วงนั้นมาบอกทั้งหมด จึงนำข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่มีการวินิจฉัยโรคมายื่นขอความเป็นธรรม ต่อสภานายกพิเศษ โดยนำข้อมูลในเชิงประจักษ์มาให้รัฐมนตรี เพื่อประกอบการพิจารณาว่าไม่ได้ทำอะไรเกินกรอบ

ผลแพทย์สภายังมาไม่ถึง

ก่อนหน้านี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงผลสอบแพทยสภา ว่า ขณะนี้ยังมาไม่ถึงตน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ และเมื่อผลสอบมาถึงก็จะดำเนินการต่อไป ซึ่งโดยปกติตนจะไม่ยับยั้ง แต่เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน ประกอบกับผูัที่ถูกลงโทษได้ประสานกับผู้ช่วยรัฐมนตรี ขอยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรม ตนก็ต้องพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร ซึ่งตนอาจหาคนมาช่วยอ่านช่วยดูให้ครบถ้วนตามกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับจากวันที่มติแพทยสภามาถึง ซึ่งรวมถึงหนังสือขอความเป็นธรรมด้วย เมื่อถามว่า รู้สึกกดดันหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่กดดัน แต่มีความตั้งใจทำให้ชัดเจนเพื่อตอบประเด็นคำถามต่างๆให้ได้ เมื่อถามว่า ส่วนตัวเป็นรมต.พรรคเพื่อไทย จะมีใบสั่งหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยิ่งต้องละเอียด ยืนยันว่า ตนทำงานด้วยเหตุด้วยผลตลอด ตนอยู่วงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2526 เป็นเวลา 40 กว่าปี อะไรที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลตนไม่กล้าทำ ขอให้สบายใจ และหากอะไรเปิดเผยได้ตนก็พร้อมเปิดเผย “ผมไม่คิดหนัก ตรงไปตรงมา ผมอยู่ตรงกลางต้องชี้แจงให้ได้สองทาง เพราะต้องทำงานร่วมกับแพทยสภา” นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อถามว่า หากมีความเห็นคล้อยตามไปฝั่งผู้ขอความเป็นธรรมเกรงว่าทัวร์จะลงหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเราตรงไปตรงมาอย่าไปกลัว ตนไม่เคยกลัวมาตลอดชีวิตการเป็นนักการเมือง

ทวีย้ำทำตามกฎหมาย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแพทยสภาสั่งลงโทษหมอ 3 คน กรณีส่งตัวนายทักษิณ ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ว่า ตนยังไม่เห็นรายงานมติแพทยสภา แต่คาดเดาว่าแพทย์ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่ขอดูรายละเอียดก่อน ในฐานะเป็น รมว.ยุติธรรม ขอชี้แจงว่า เรื่องของระเบียบกรมราชทัณฑ์ เป็นกฎหมายที่เพิ่งออกมาใหม่ ทั้งนี้การพิจารณากฎหมายใหม่ ต้องดูกฎหมายเก่าประกอบด้วย และมั่นใจว่ากระทรวงยุติธรรมได้ทำตามกฎหมาย และก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งนี้ กรณีผู้ต้องขังป่วยโรคเฉพาะทาง ต้องใช้หลักที่ว่า หากเป็นโรคที่สถานพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการรักษา ก็จะส่งไปรักษาโรงพยาบาลภายนอก ซึ่งในระหว่างที่ส่งไปรักษาตัวนั้น โรงพยาบาลดังกล่าวยังถือเป็นที่คุมขัง สถานที่หนึ่ง คือควบคุมดูแลไม่ให้หลบหนี หรือไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

ยึดตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าหลังจากแพทยสภา มีมติออกมาแล้ว ต้องมีหน่วยงานใดรับผิดชอบหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขอดูเนื้อหารายละเอียดก่อน เมื่อถามย้ำว่า แม้จะไม่ได้ป่วยวิกฤต แต่หากเป็นโรคที่สถานพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้ ก็มีสิทธิ์ส่งไปรักษาตัวภายนอกใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ในมาตรา 53 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า แพทยสภาระบุว่าไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่านายทักษิณ ป่วยวิกฤติ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ยิน และยังไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับตน และคิดว่าแพทยสภาไม่ได้พูดอย่างนั้น เมื่อถามว่า จะมีการยื่นอุทธรณ์ มติแพทยสภาหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ใครที่เห็นว่ามีสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องและชอบธรรม ก็มีช่องทางร้องเรียนได้ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นฯ อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ได้ผ่าน การพิจารณา คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่11 ซึ่งขณะนั้นได้นำบทบัญญัติในมาตรา246 มาเทียบกับมาตรา55ด้วยและเห็นว่าไม่ขัดกัน เมื่อถามถึงกรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองร้อง ป.ป.ช.เอาผิดฐานฝ่าฝืน รธน.ม.234 ว่า มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นายเรืองไกร มีสิทธิ์ไปยื่นร้อง แต่เมื่อเราปฏิบัติตามกฎหมายและพรบ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ซึ่งบังคับใช้ในขณะที่ตนไม่ได้เป็น รมว.ยุติธรรม บางครั้งการเคารพสิทธิเสรีภาพ หรือการเจ็บป่วย รัฐธรรมนูญก็ให้การคุ้มครองผู้ต้องราชทัณฑ์ด้วย เพราะถือเป็นประชาชน

“อิ๊งค์”ยัน’แม้ว’ป่วยจริง

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีแพทยสภามีมติ ลงโทษแพทย์จากกรณี นายทักษิณ ชินวัตร เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ปรากฏการณ์ดังกล่าว มองว่าเป็นการล้อมกรอบพรรคเพื่อไทยว่า ที่จริงแล้ว เรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติว่าเป็นอย่างไรและยังไม่มีแพทยสภาคนใด ที่ออกมาพูดว่านายทักษิณป่วยจริงหรือไม่จริง ยังไม่ได้มีข้อสรุปตรงนี้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ จะแปลว่าอย่างไรก็ไม่ทราบจริงๆส่วนจะเป็นชนชั้นอะไรอย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นผู้สื่อข่าวถามว่า หลังแพทยสภามีมติออกมา จะมีผลอะไรตามมากับนายทักษิณหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มี และคุณพ่อเตรียมที่จะชี้แจง ซึ่งเป็นการชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นนี้สามารถแจงสังคมได้ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า แจงได้ และพูดมาตลอดว่านายทักษิณ อายุมากแล้ว และเคยเป็นโควิดตั้งแต่ ก่อนกลับประเทศไทยตอนอายุ 72 ปี ตนจำได้เพราะไม่สบายหนัก และมีประวัติเรื่องนี้ตั้งแต่การรักษาที่เมืองนอกและเกี่ยวเนื่องกันมา ที่ไม่เรื้อรังก็มี ซึ่งในทางการแพทย์ประวัติการรักษาชี้แจงได้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเด็นนี้ถูกหยิบมาโจมตีนายกฯและพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นการป่วยทิพย์ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราชี้แจงตามข้อเท็จจริง ใครจะคิดอย่างไรไม่สามารถห้ามได้ ส่วนเรื่องผลกระทบต่อตน เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯหลายเดือน ซึ่งชัดเจนด้วยกรอบของเวลา จึงไม่รู้จะชี้แจงอย่างไร

13มิย.ไปศาลไต่สวนแน่

เมื่อถามว่าในวันที่ 13 มิ.ย.นี้นายทักษิณ จะไปขึ้นศาล ตามกระบวนการใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ใช่ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งเจอกันก็บอกแบบนั้น

เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้นายทักษิณ กับนายกฯ อาจจะยังไม่มีผลกระทบแต่คนที่ได้รับผลคือแพทย์ที่ทำการรักษาและได้รับผลกระทบแล้วทั้ง 3 คน นายกฯ กล่าวว่า ต้องชี้แจงกันต่อไป แต่ไม่ใช่ว่าตนไม่มีผลกระทบ เพราะกระทบมาตลอดอยู่แล้ว กระทบมาตั้งแต่มีคำตัดสินให้ติดคุก มาตั้งแต่ตอนนั้น ตรงนี้พูดถึงเรื่องความรู้สึกซึ่งรู้สึกมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำอะไรได้บ้างตอนนี้ คือเรื่องแรกต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ตามหลักฐานและสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องเป็นไปตามนั้น เมื่อถามย้ำว่า นายกฯยืนยันใช่หรือไม่ว่า นายทักษิณ ป่วยจริงตามที่เคยพูดไว้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ ป่วยจริง เหมือนที่พูดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังยืนยันเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่คำแถลงของแพทยสภาดูเหมือนสวนทาง น.ส.แพทองธาร ย้อนว่า แล้วเขาพูดว่าท่านป่วยจริงหรือเปล่า ผู้สื่อข่าวตอบว่าไม่ได้พูดชัดขนาดนั้น แต่มีการระบุว่าแพทย์ทั้ง 3 คนที่ถูกลงโทษมีความบกพร่อง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เขาก็ต้องมีการชี้แจงต่อไป

พท.ยัน’นายใหญ่’มีความสุข

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียกไต่สวนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ทำให้มีการวิเคราะห์อาจจะส่งผลกระทบทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตว่า มีคนพูดไป และบอกว่านายทักษิณมาแทรกแซง แต่จริงๆในพรรคไม่มี ตนเป็นประธานที่ประชุมทุกครั้ง ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากนายทักษิณว่าให้ทำเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย เป็นธรรมดาที่รัฐมนตรีอาจจะปรึกษาหารือกับคนที่มีความรู้ความสามารถ

เมื่อถามว่า ช่วงเวลาที่ศาลจะนัดยังมีคนจับตาเรื่องการงัดคานกันอยู่ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในเรื่องการฮั้วสว. จะทำให้มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า คนทั่วไปก็พูดกัน ในเมื่อมีผู้สมัครที่เป็นสว.สำรอง ไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ามีการฮั้วเช่นนั้นเช่นนี้ หรือแม้กระทั่งการไปร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หาก กกต.และดีเอสไอไม่ทำหน้าที่ก็จะโดนมาตรา157 ซึ่งนี่ไม่ใช่การเมือง เขาทำตามหน้าที่เพราะมีคนไปร้อง ส่วนข้อเท็จจริงอย่างไรก็ไปว่ากันในชั้นศาล ยืนยันว่า นายทักษิณ สบายดี มีสส.ไปรับประทานข้าวด้วยเป็นประจำ

DSIแฉคดี‘ฮั้วสว.’ พบเครือข่ายทั่วปท. 1,200 ราย โยงขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน

DSIแฉคดี‘ฮั้วสว.’ พบเครือข่ายทั่วปท. 1,200 ราย โยงขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน

DSIแฉคดี‘ฮั้วสว.’ พบเครือข่ายทั่วปท. 1,200 ราย โยงขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

DSIแฉคดี‘ฮั้วสว.’

พบเครือข่ายทั่วปท.1,200ราย

โยงขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน

เร่งสอบก่อนออกหมายเรียก

“โฆษกดีเอสไอ”เผยพบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินคดีฮั้ว สว. กว่า 1,200 คนทั่วประเทศ เร่งสอบสวนก่อนพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรก ส่วนกรณี “สว.” หากมีหลักฐานเชื่อมโยงขบวนการอั้งยี่ ส่อมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน“ทวี”เหน็บคนมีเกียรติ ต้องให้เกียรติคนอื่นก่อน หลังสว.อ้างศักดิ์สูงกว่าดีเอสไอ ด้าน สว.นัดปิดวาจา เลี่ยงตอบหมายเรียกกกต. สอบคดีฮั้ว ‘อลงกต’ หลุดปากไปแจงแน่นอน ปัดตอบประธานนัดคุย ยกมือปิดปากไม่พูด

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.67 ว่า สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 รายไปร่วมเป็นเจ้าหน้าที่ในคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกับทาง กกต.นั้น ตนขอเรียนว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เห็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงไปปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ กกต. ในการส่งหนังสือเชิญให้ถ้อยคำเป็นเรื่องของการปฏิบัติภายใต้ภารกิจของ กกต. ที่มีการขอให้ดีเอสไอไปเป็นคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนจึงต้องขอความร่วมมือมายังดีเอสไอเพื่อร่วมปฏิบัติการส่งเอกสารด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีดังกล่าวดีเอสไอรับผิดชอบเพียงที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ต่างจังหวัดจะเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. และตำรวจท้องที่ ทั้งนี้ในส่วนของดีเอสไอที่ต้องมีการร่วมสอบสวนปากคำกับ กกต. ในกฎหมายการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.สว.61) หากดูตามเนื้อหาบุคคลที่ถูกเรียกหรือมีหนังสือให้เข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหา จะต้องทำหนังมืออธิบายรายละเอียด ซึ่งต้องดูว่านอกจากหนังสือแล้วเจ้าตัวจะประสงค์เข้าให้ถ้อยคำประกอบเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 รายที่ไปร่วมเป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะต้องร่วมสอบสวนปากคำด้วย

ส่วนประเด็นที่ดีเอสไอทั้ง 3 รายซึ่งไปร่วมเป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวนกับ กกต. ในความผิดตาม พ.ร.ป.สว.61 หากเป็นประเด็นข้อซักถามของดีเอสไอนั้นก็จะเน้นในส่วนที่เป็นประโยชน์ในรูปคดีของดีเอสไอเอง เพราะทั้ง 3 รายที่ไปร่วมเป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวนก็อยู่ในชุดคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ เช่นเดียวกัน ดังนั้น ท่านจะเห็นข้อมูลอันเป็นประโยชน์ทางคดีในเรื่องของการฟอกเงินและอั้งยี่น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ในคดีได้ ส่วนประเด็นที่ดีเอสไอต้องการนำมาเข้าสำนวนคดีอั้งยี่ฟอกเงินด้วยนั้น ก็ต้องรอดูบันทึกการแจ้งข้อหาของ กกต. ว่ามีการระบุพฤติการณ์ใดบ้าง เนื่องจากเวลาชี้แจง เขาต้องชี้แจงข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์ที่ กกต. แจ้งระบุไป

พ.ต.ต.วรณัน เผยต่อว่า สำหรับพฤติการณ์การสมคบกันอั้งยี่ฟอกเงินนั้น “การอั้งยี่” คือ การกระทำของกลุ่มบุคคลที่มีการปกปิดวิธีการเพื่อกระทำการผิดกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งประเด็นนี้จึงไปเกี่ยวข้องกับภารกิจของ กกต. เพราะเป็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าบริสุทธิ์หรือเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งมีบทบัญญัติความผิดอยู่ อย่างไรก็ดี ส่วนนี้จะมาเกี่ยวข้องกับกฎหมายฟอกเงินด้วย เพราะมาตรา 3(10) ได้กำหนดไว้ว่าคดีมูลฐานอั้งยี่ คือ หนึ่งฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน เมื่อมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องจากการอั้งยี่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องเชื่อมโยงกัน

พ.ต.ต.วรณัน เผยด้วยว่า เรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงิน ดีเอสไอจะดูเรื่องเส้นทางการเงิน การได้มาซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ การทำธุรกรรมทางการเงิน และนิติกรรม ทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการกระทำความผิดอั้งยี่ หรือตั้งแต่การเลือก สว.ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ ฉะนั้น หากมีการเข้าไปใช้เงินสนับสนุนความผิดมูลฐาน ก็จะถูกพิจารณาดำเนินคดีฟอกเงินไปด้วย องค์ประกอบจะอยู่ในกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 จนถึงมาตรา 9

“ตามรายงานการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอที่ตนได้รับข้อมูล ปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มเป้าหมายเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของเส้นทางการเงิน หรือเป็นบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยประมาณ 1,200 ราย โดยทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการ ซึ่งมาจากพยานหลักฐานเรื่องเส้นทางการเงินตามที่พนักงานสอบสวนมีเหตุอันควรสงสัย และมองว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องควรที่จะเข้ามาชี้แจง จึงเล็งเห็นว่าจะต้องมีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงิน ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุคคลที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ได้นำพยานหลักฐานมาชี้แจงว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่มองกับสิ่งที่เขามี มันไม่ใช่ มันไม่ตรงกันอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำไปสู่การพิจารณาสั่งคดีตอนท้าย แต่ในตอนนี้ได้มีการสอบสวนปากคำไปแล้วประมาณ 70 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างทยอยดำเนินการต่อเนื่อง” พ.ต.ต.วรณัน ระบุ

เมื่อถามว่า มีรายงานกระแสข่าวว่าในช่วงสิ้นเดือน พ.ค.นี้ ทางดีเอสไอจะมีการทยอยออกหมายหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรกในคดีอั้งยี่ ฟอกเงิน ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาชี้แจง และเมื่อปัจจุบันนี้ดีเอสไอมีจำนวนกลุ่มเป้าหมาย 1,200 ราย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทั้งหมดจะมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ตนมองว่า 1,200 รายนี้เป็นเรื่องของการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งท้ายสุดอาจจะมีเพียงบางส่วนที่จะถูกพิจารณาว่ามีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน เนื่องจากต้องมาพิจารณาเป็นรายบุคคล และต้องดูเหตุอย่างอื่นประกอบ อย่างไรก็ตาม การทำงานของดีเอสไอ และ กกต. จะมีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเน้นประเด็นในเรื่องของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีเหตุสงสัย จึงเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา และจะได้ส่งให้ศาลพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องของการตัดสิทธิ์ ขณะที่การทำงานของดีเอสไอจะเน้นประเด็นกระบวนการทางคดีอาญา ดังนั้น การที่จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลใด พนักงานสอบสวนจะต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรก่อน

นอกจากนี้ พ.ต.ต.วรณัน สรุปว่า ปัจจุบันคดีฮั้ว สว. ในมือของดีเอสไอ มี 2 ข้อกล่าวหา คือ 1.เป็นการกระทำอั้งยี่หรือไม่ และ 2.เส้นทางการเงินที่พบอยู่ภายใต้ความผิดอั้งยี่หรือไม่ จึงจะเป็นเรื่องกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องดูทั้ง 2 ประเด็น ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงาน ปปง. จะเป็นเรื่องมาตรการการดำเนินการทางทรัพย์สิน ซึ่งดีเอสไออาจจะประสานการปฎิบัติในเรื่องทางแพ่งกับ ปปง. แต่ในทางอาญาการพิสูจน์หาผู้รับโทษดีเอสไอจะเป็นผู้ดำเนินการ

เมื่อถามว่าหากสว.รายใดถูกดำเนินคดีตามกฏหมายพ.ร.ป.สว.61 มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะถูกพิจารณาข้อกล่าวหาในคดีอาญาอย่างอั้งยี่ ฟอกเงิน ที่ดีเอสไอรับผิดชอบด้วย พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ต้องดูตอนสอบสวน หากข้อเท็จจริงไปถึง ก็ต้องนำไปสู่กระบวนการต่อไป ซึ่งในภาพใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามันมี 6 ขั้นตอน คือ 1.การถูกกล่าวหา 2.การรวบรวมพยานหลักฐานตามที่ถูกกล่าวหา และข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหาว่ารับฟังได้หรือไม่ 3.หากรับฟังได้ว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอก็จะนำไปสู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 การกระทำอันเป็นความผิดและใครมีเหตุสมควรถูกแจ้งข้อกล่าวหา 4.เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือให้การชี้แจง ก็จะเป็นขั้นตอนของการออกหมายจับ เพื่อควบคุมตัว 5.เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้นำข้อเท็จจริงมาชี้แจงหักล้าง และ 6.รับฟังคำชี้แจง ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและสั่งคดีตามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ภายในสิ้นเดือน พ.ค. จะเห็นรายชื่อผู้ต้องหากลุ่มแรกในฐานความผิดอั้งยี่ ฟอกเงินหรือไม่ คงต้องให้เวลาพนักงานสอบสวนดำเนินการก่อน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี สว.จะแจ้งข้อหากลับดีเอสไอ จากการทำคดีฮั้ว สว.ว่า ส่วนนี้เป็นเรื่องของกกต. ที่มีข้าราชการของดีเอสไปเป็นอนุกรรมการด้วยยืนยันว่าดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติของ กกต. ซึ่งระเบียบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ อาจจะต่างกับวิธีพิจารณาความอาญาของ กกต. เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสว.บางคนจะไม่ไปให้ปากคำกับดีเอสไอ จะมีผลอะไรหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องดูวิธีการสอบสวนของ กกต. ดีเอสไอจะไม่เกี่ยวข้อง เพราะเราเป็นเพียงหน่วยงานที่ กกต.ตั้งให้ไปร่วมสอบสวน ถือว่าเป็นอนุฯของ กกต.

เมื่อถามว่าเป็นอนุฯของ กกต.แต่ สว.บอกว่ามีฐานะที่ตํ่ากว่าจึงไม่ไปตามหมายเรียก พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนเชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะ คงไม่พูดลักษณะนั้น เพราะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพ รัฐธรรมนูญคุ้มครองอยู่แล้ว ปกติคนที่มีเกียรติ จะต้องให้เกียรติคนอื่นก่อนเมื่อถามว่าการพูดของ สว. เป็นการพูดผ่านสื่อ ไม่ได้พูดส่วนตัว พ.ต.อ.กล่าวว่า ตนไม่ได้ยินกับตัวเอง ต้องขอโทษด้วย

ที่รัฐสภา จากกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะที่ 26 ลงนามออกหนังสือเชิญ สว.ล็อตแรก 54 คน เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ในช่วงวันที่ 19-21 พ.ค. โดย 1 ในนั้นมีชื่อของนายอลงกต วรกีสว. ด้วย

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกรณีดังกล่าว แต่นายอลงกต ปฏิเสธที่จะตอบ โดยกล่าวว่า ตอนนี้ไม่พูดถึงแนวทางแล้ว ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าครั้งนี้เป็นหมายเรียกของกกต. จะเดินทางไปชี้แจงหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า ไปอยู่แล้วระหว่างการพูดคุยนายอลงกต พยายามจะเดินหนีผู้สื่อข่าว โดยพยายามจะเปิดประตูไปด้านนอก แต่ประตูเปิดไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาช่วยนำทาง

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าครั้งนี้กังวลหรือไม่ และได้มีการพูดคุยกับนายมงคล สุรสัจจะ ประธานสว. รวมถึงสมาชิกทั้ง 50 กว่าคนแล้วหรือไม่ นายอลงกต ยังคงไม่ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวจึงย้ำว่ามีการคุยกันให้ปิดวาจาใช่หรือไม่ นายอลกต ตอบว่า“อืม” ก่อนเดินเข้าห้องน้ำจากนั้นไม่นานนายอลงกต ได้เดินออกจากห้องน้ำมาพร้อมกับทำท่าเอามือปิดปากทั้ง 2 ข้าง เดินเข้าไปหยิบของในห้องประชุม เพื่อไปหยิบของและเดินออกจากห้องประชุมทันที

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีความเห็นต่างกัน เหมือนสามีภรรยา อยู่กินด้วยกันก็ต้องมีงอนกันบ้าง โกรธกันบ้าง มีปากเสียงกันบ้าง ลิ้นกับฟันกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยังมั่นใจว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ทำงานจนครบเทอม”

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา