ด่วน!! ‘จอน อึ๊งภากรณ์’เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี

ด่วน!! 'จอน อึ๊งภากรณ์'เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี

ด่วน!! ‘จอน อึ๊งภากรณ์’เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.12 น.

ด่วน!! ‘จอน อึ๊งภากรณ์’เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 77 ปี

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568  เพจเฟซบุ๊ก “ประชาไท”  รายงานข่าวว่า  ได้รับแจ้งว่า จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)​ ​ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw และผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวประชาไทเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักในวัย 77 ปี

จอน อึ๊งภากรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2490 เป็นบุตรชายคนโตของป๋วย อึ๊งภากรณ์ และมาการ์เร็ต อึ๊งภากรณ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Sussex ประเทศอังกฤษ

หลังจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จอน อึ๊งภากรณ์ ได้มาเป็นอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ให้กับนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ 5 ปี ซึ่งนับเป็นอาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงที่สนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาอย่างดียิ่ง

ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 บรรยากาศในสังคมการเมืองไทยเข้าสู่ช่วงอึมครึมที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาต้องไปอยู่ประเทศอังกฤษกับบิดา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และในช่วงนั้นเองตัวเขา บิดา น้องชาย และคนไทยในอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ได้ทำหนังสือ “มิตรไทย” เพื่อเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ในประเทศไทยให้กับคนไทยในต่างแดนและประชาคมโลก รวมทั้งให้การติดต่อช่วยเหลือกับนักศึกษาที่หลบหนีภัยการเมือง

หลังจากนั้นชีวิตของเขาได้หวนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) คนแรก ในสมัยเดียวกับที่ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองผู้อำนวยการ และใช้เวลาในมอส.เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมทำงานกับชุมชนและชนบทเป็นเวลากว่า 10 ปี

ก่อนจะผันตัวเองมาทำงานในโครงการเข้าถึงเอดส์ (ACCESS) เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ และให้สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อในสังคมไทย เนื่องจากในยุคแรกๆ ที่สังคมไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์เอดส์นั้น ผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน พนักงานให้บริการทางเพศ ที่ได้รับเชื้อถูกประณามและตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทั่งมีความพยายามที่จะละเมิดสิทธิ์ผู้ติดเชื้อด้วยการกักบริเวณ ทำให้จอนและเอ็นจีโอจำนวนมากประท้วงแนวคิดดังกล่าว และยกเรื่องเอดส์กับปัญหาสิทธิมนุษยชน เป็นจุดยืนในการทำงานเรื่อยมา และต่อมาเขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ในปี 2534 – 2543

ในปี 2543 จอนเคยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เป็นสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพและดำรงตำแหน่งอยู่ถึงปี 2549

ต่อมาในปี 2547 เขาและกลุ่มเพื่อนได้ร่วมกันก่อตั้งหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ประชาไท ต่อมายังร่วมก่อตั้งองค์กรภาคประชาสังคมอีกหลายองค์กรเช่น iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ในปี 2552

“ความคิดเรื่องการทำหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นนานแล้ว ถ้าถามว่ามีเหตุการณ์อะไรที่เป็นแรงผลักดันให้สนใจที่จะทำสื่อ เป็นเหตุการณ์ชัดๆคงไม่มี แต่เป็นความรู้สึกจากสถานการณ์ภาพรวมว่าสื่อมวลชนบ้านเราไม่เป็นอิสระ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ บรรยากาศของสื่อมันกลับไปคล้ายยุคเผด็จการทหาร

ในปี 2548 จอนได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ ประจำปี 2548

ในปี 2550 จอนเคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการออกกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร คมช. เพราะเห็นว่าการเร่งรีบเกินกว่าเหตุและกฎหมายหลายฉบับที่ได้มีความพยายามผลักดันในเวลานั้นเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายต่างๆ และทำให้เขาถูกดำเนินคดีตามมาร่วมกับบุคคลอื่นๆ ที่รู้จักกันว่าคือ “คดีปีนสภา”

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ประชาไท Prachatai.com

สมุทรสาครป่วน! จ่อแจกใบแดงซื้อเสียง เลือกตั้งนายกเล็ก

สมุทรสาครป่วน! จ่อแจกใบแดงซื้อเสียง เลือกตั้งนายกเล็ก

สมุทรสาครป่วน! จ่อแจกใบแดงซื้อเสียง เลือกตั้งนายกเล็ก

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.46 น.

มีหนาวแน่ !! กกต.เตรียมแจกใบแดงดับฝัน เลือกตั้งนายกเล็กสมุทรสาคร มีหลักฐานชัดแจกเงินซื้อเสียง

13 พฤษภาคม 2568 นายนิติพัฒน์ ชูกล้ากสิกรณ์ พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ กลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเลือกตั้งเสร็จไปแล้วแต่งานของ กกต.ยังไม่จบ ทางกกต.ประจำจังหวัดสมุทรสาคร มีพยานหลักฐานว่าการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล ในองค์กรปกครองท้องถิ่นของจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการแจกเงินเพื่อซื้อสิทธิขายเสียง

นายนิติพัฒน์ได้พูดถึงในรายละเอียดว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า มีหัวคะแนนมาแจกเงินเพื่อซื้อเสียงให้ไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล โดยแนบแผ่นพับของผู้สมัครมาด้วยพร้อมกับ นำหลักฐานรูปถ่ายเงินสดจำนวนมากพร้อมกับหลักฐานที่แสดงถึงการซื้อเสียงมามอบให้กับทางสำนักงาน กกต.จังหวัดสมุทรสาคร

โดยทางผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรสาคร จะสั่งให้ดำเนินการสืบสวนและไต่สวนบุคคลที่เป็นตัวการและตัวแทน(หัวคะแนน) ผู้ที่ถูกกล่าวหามาให้ปากคำ ทั้งนี้หากมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ตามมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ต้องมีการแจกใบส้มใบแดง พร้อมเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ชดใช้ค่าใช้จ่ายในครั้งที่เป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่

ทางผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมว่า มีการร้องเรียนหลายเทศบาลหรือไม่ ทางนายนิติพัฒน์บอกว่า มีการร้องเรียนมาหลายที่และจากพยานหลักฐานที่เรามีอยู่คงต้องมีการแจกใบส้มคือ กกต.จะพิจารณาก่อนประกาศรับรองผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกไว้ก่อนชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี และใบแดงคือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและมีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แน่นอนพร้อมกับฝากให้ประชาชนว่า ผู้ใดมีเบาะแสเพิ่มเติมในการทุจริตการเลือกตั้งซื้อสิทธิขายเสียง ให้รีบมาแจ้งกับทางกกต.จะมีเงินสินบนรางวัลให้

ไปอีก 2!‘อุตตม-สนธิรัตน์’ลา‘บิ๊กป้อม’ไขก๊อกสมาชิกพรรค‘พปชร.’

ไปอีก 2!‘อุตตม-สนธิรัตน์’ลา‘บิ๊กป้อม’ไขก๊อกสมาชิกพรรค‘พปชร.’

ไปอีก 2!‘อุตตม-สนธิรัตน์’ลา‘บิ๊กป้อม’ไขก๊อกสมาชิกพรรค‘พปชร.’

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

ไปอีก 2!‘อุตตม-สนธิรัตน์’ลา‘บิ๊กป้อม’ไขก๊อกสมาชิกพรรค‘พปชร.’ คาดมองการเมืองไม่แน่นอน หวั่น แนวทางทำงานของพรรคในอนาคต

13 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พาณิชย์ และพลังงาน ได้ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรค พปชร. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าเหตุผลสำคัญคือสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน และความกังวลถึงแนวทางการทำงานของพรรคต่อจากนี้ โดยทั้งนายอุตตม และสนธิรัตน์ ได้เข้าไปลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. แล้ว พร้อมกับอวยพรขอให้ทั้ง 2 คนโชคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ ถือเป็นหัวหน้าและเลขาฯ พรรค พปชร. คู่แรกในการนำพรรคลงเลือกตั้ง เมื่อปี 62 และได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทั้งนี้ ตำแหน่งสุดท้ายของนายอุตตม ในพรรค พปชร. คือ รองหัวหน้าพรรค และประธานกรรมการนโยบาย ส่วนนายสนธิรัตน์ เป็นรองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการพรรค

‘สุชาติ’ชี้เป็นเอกสิทธิ์สส.ย้ายพรรค ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง

'สุชาติ'ชี้เป็นเอกสิทธิ์สส.ย้ายพรรค ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง

‘สุชาติ’ชี้เป็นเอกสิทธิ์สส.ย้ายพรรค ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.29 น.

‘สุชาติ’ชี้เป็นเอกสิทธิ์สส.ย้ายพรรค ส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วง ส่วนปมย้ายพรรค ไม่ปิดประตูขอดูสถานการณ์ 

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เตรียมย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ว่า ได้ติดตามจากสื่อมวลชนว่ามีการเคลื่อนไหวของผู้แทนบางท่าน จริงๆ เป็นเอกสิทธิ์ของสส.ที่จะขยับขยาย การที่อยู่แล้วมีความสุขหรือไม่มีความสุข ตรงนั้นเราไม่สามารถไปตัดสินใจแทนได้ จึงไม่อยากก้าวล่วง และต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้อยู่พรรคเดียวกัน

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่ามีพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ จีบสส.พรรคประชาชนให้มาร่วมงานด้วย ส่วนตัวได้จีบบ้างหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนไปจีบหรือไปเจรจา เพราะตนมีมารยาททางการเมือง ซึ่งใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้แทน ถ้ามีความต้องการที่จะร่วมงานกับเราในวันข้างหน้า เราก็ยินดีต้อนรับทุกคน แต่ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวนายสุชาติจะย้ายพรรค ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็ยอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้เรายังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ แต่วันข้างหน้าไม่สามารถบอกได้ เพราะเราดูสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตนก็ย้ายมาทุกพรรคแล้ว ตั้งแต่ปี 2554 ก็พรรคหนึ่ง ปี 2562 ก็พรรคหนึ่ง ปี 2566 ก็อีกพรรคหนึ่ง เราไม่สามารถบอกได้ เพราะจะเป็นคำพูดที่มัดตัวเรา เราต้องยอมรับว่า เราไปอยู่ตรงไหนที่คิดว่าเราทำงาน และมีความสุขก็ไปอยู่ตรงนั้น

‘อนุทิน’โพสต์ขอบคุณ’พีระพันธุ์’เยี่ยมไข้ เผยคุยกันนานจนพยาบาลต้องจับแยก

'อนุทิน'โพสต์ขอบคุณ'พีระพันธุ์'เยี่ยมไข้ เผยคุยกันนานจนพยาบาลต้องจับแยก

‘อนุทิน’โพสต์ขอบคุณ’พีระพันธุ์’เยี่ยมไข้ เผยคุยกันนานจนพยาบาลต้องจับแยก

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.21 น.

‘อนุทิน’โพสต์ขอบคุณ’พีระพันธุ์’เยี่ยมไข้ เผยคุยกันนานจนพยาบาลต้องจับแยก

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2568- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความ และภาพผ่านเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” โดยระบุว่า “กราบขอบพระคุณท่านพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ที่กรุณามาเยี่ยมไข้ในวันนี้ แถมยังมีเวลานั่งคุยเสวนาหารือถึงเรื่องราวต่างๆหลายชั่วโมง จนคุณพยาบาลมาจับแยก”

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Anutin Charnvirakul

จับตา‘แดง-น้ำเงิน’! เปิดเกมต่อรองการเมือง ระวัง‘ข่าวจริง’ที่มาก่อนเวลา

จับตา‘แดง-น้ำเงิน’! เปิดเกมต่อรองการเมือง ระวัง‘ข่าวจริง’ที่มาก่อนเวลา

จับตา‘แดง-น้ำเงิน’! เปิดเกมต่อรองการเมือง ระวัง‘ข่าวจริง’ที่มาก่อนเวลา

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.28 น.

จับตา‘แดง-น้ำเงิน’! เปิดเกมต่อรองการเมือง ระวัง‘ข่าวจริง’ที่มาก่อนเวลา

13 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ปล่อยข่าวคว่ำพรบ.งบประมาณ คือเกมต่อรองทางการเมือง” ระบุว่า…

ปล่อยข่าวคว่ำพรบ.งบประมาณ คือเกมต่อรองทางการเมือง

หลังจากมีปฏิบัติการของกกต. ร่วมมือกับดีเอสไอออกหมายเรียกสว. สายสีน้ำเงินเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา คดีฮั้วสว.  และแนวโน้มว่า จะมีการเร่งรัดติดตามคดีโดยเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มสว. สีน้ำเงิน ซึ่งมีคอนเน็คชั่นและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคภูมิใจไทยโดยตรง มีการวิเคราะห์กันว่า เป็นปฏิบัติการของกลุ่มสีแดงไล่ล่ากลุ่มสีน้ำเงิน ทำให้มีการปล่อยกระแสข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะเอาคืนพรรคเพื่อไทย โดยใช้วิธีการโหวตไม่รับร่างพรบ.งบประมาณฯประจำปี 2569

หลังจากนั้นทำให้แกนนำของพรรคเพื่อไทย ต้องออกมาแสดงท่าทีในลักษณะประนีประนอมว่า การโหวตไม่รับร่างพรบ.งบประมาณฯเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นเนื้อเดียวกัน อยู่อย่างร่วมรัฐบาลกันได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไรและมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม

ต่อจากนั้นคุณแนน น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาปฏิเสธข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะสนับสนุนร่างพรบ.งบประมาณฯประจำปี 2569 เพราะเป็นกฎหมายสำคัญและเป็นประโยชน์กับประชาชน

ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์กันต่อไปว่า นี่เป็นกระบวนการเอาคืนทางการเมือง หรือต่อรองทางการเมืองหรือไม่ และเป็นเรื่องจริงหรือไม่

เพราะถ้าหากพรรคร่วมรัฐบาลเกิดความแตกแยก โหวตคว่ำไม่รับร่างพรบ.งบประมาณฯ ซึ่งเป็นกฎหมายการเงินสำคัญของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีทางออกเพียง 2 ทางคือ ถ้าไม่ยุบสภา นายกรัฐมนตรีก็ต้องลาออกเท่านั้น

วันมีการวิเคราะห์ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลชุดนี้ยังคงกอดคอกันไป แบบหวานอมขมกลืน เพื่อให้เป็นรัฐบาล ตลอดรอดฝั่ง อยู่ครบเทอม แต่เชื่อว่ากระแสข่าวหรือข่าวลือที่ออกมาว่า พรรคภูมิใจไทยจะโหวตคว่ำพรบ.งบประมาณฯ เป็นการปล่อยข่าวหยั่งเชิง เพื่อต่อรองอำนาจทางการเมืองมากกว่า ต้องการสกัดการดำเนินคดีต่อสว.สายสีน้ำเงิน

ถ้าหากดีเอสไอจับมือกับกกต.รุกไล่เอาผิดคดีฮั้วสว. ซึ่งทำให้สว. ต้องถูกดำเนินคดีและหลุดจากตำแหน่งไป ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ จำเป็นต้องปล่อยข่าวสกัดออกมา หวังให้เกิดการเจรจาต่อรอง ฮั้วอำนาจทางการเมืองกัน ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย และถ้าผลประโยชน์ไม่ลงตัว ต่อรองกันไม่จบ ก็อาจจะมีมาตรการตอบโต้ทางการเมืองกัน

การมีกระแสข่าวลือว่า พรรคภูมิใจไทยจะโหวตคว่ำร่างพรบ.งบประมาณฯ แม้ว่าตอนนี้อาจจะบอกว่าเป็นข่าวลือก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทย ข่าวลือมักจะเป็นข่าวจริงเสมอ และข่าวลือที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกๆครั้ง

นั่นก็คือ ข่าวจริงที่มาก่อนเวลาครับ

เปิดเกมรุมกินโต๊ะ! ปูดเบื้องลึก‘สส.กฤษฎิ์’ทิ้ง‘ปชน.’ แฉ‘ส้มตะวันออก’ระส่ำ

เปิดเกมรุมกินโต๊ะ! ปูดเบื้องลึก‘สส.กฤษฎิ์’ทิ้ง‘ปชน.’ แฉ‘ส้มตะวันออก’ระส่ำ

เปิดเกมรุมกินโต๊ะ! ปูดเบื้องลึก‘สส.กฤษฎิ์’ทิ้ง‘ปชน.’ แฉ‘ส้มตะวันออก’ระส่ำ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

เปิดเบื้องลึก‘สส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์’ทิ้ง‘พรรคประชาชน’เผ่นร่วม‘กล้าธรรม’ เหตุทัศนคติไปด้วยกันไม่ได้ เจ้าตัวทำหนังสือขอยุติบทบาท-ร่วมกิจกรรมกับพรรคแล้ว

จากกรณีนายยอดชาย พึ่งพร สส.พรรคประชาชน เขต 9 (พัทยา-หนองปรือ) จ.ชลบุรี ได้กล่าวในระหว่างการเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายนิยม เที่ยงธรรม ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงกรณีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งยื่นข้อเสนอให้เงิน 55 ล้านบาท พร้อมเงินเดือนเพิ่มอีกเดือนละ 250,000 บาท รถตู้ยี่ห้อหรูอีก 1 คัน เพื่อให้ย้ายไปอยู่ในสังกัดพรรคตัวเองนั้น ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างความสำคัญให้ตัวเองเกินความเป็นจริง และอาจส่งผลให้ สส. พรรคประชาชนในพื้นที่ จ.ชลบุรี เกิดความเสียหาย และเรียกร้องให้นายยอดชาย ออกมาชี้แจงนั้น

รายงานข่าวจากพรรคประชาชน แจ้งว่า ขณะนี้เกิดความระส่ำระสายขึ้นกับ สส.โซนภาคตะวันออกของพรรคประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่มีพรรคมี สส. 7 คน จากจำนวน สส.ชลบุรีทั้งหมด 10 คน โดยเริ่มมีพรรคการเมืองซีกรัฐบาลหลายพรรคติดต่อทาบทาม สส.ชลบุรี พรรคประชาชนให้ไปร่วมงานด้วยเพื่อเติมเสียงต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงเวลาที่มีกระแสข่าวปรับ ครม.ในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ 

ในส่วนของ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ค่อนข้างชัดเจนว่าจะไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาส่วนตัว โดยทัศนคติเข้ากับพรรคและสส.ของพรรคไม่ได้ จุดแตกหักคือ น.ส.กฤษฎิ์ได้ยื่นขอหารือบางประเด็นในสภา  ซึ่งพรรคมองว่าไม่เหมาะสม และมีการเรียกเข้าห้องเย็นไปพูดคุยทำความเข้าใจ จึงทำให้ น.ส.กฤษฎิ์ไม่พอใจ

ล่าสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ พรรคจึงขอให้มาร่วมรณรงค์หาเสียงด้วย แต่เจ้าตัวมีปัญหาปัญหาขัดแย้งกับกับทีมงานพรรค จ.ชลบุรี และแกนนำพรรคประชาชนได้ขอให้ สส.โทรศัพท์พูดคุยปรับความเข้าใจกัน

รายงานข่าวฯ ระบุต่อว่า แต่สุดท้าย น.ส.กฤษฎิ์ได้ทำหนังสือถึงพรรคประชาชนว่า ขอยุติบทบาทการเมืองกับพรรคประชาชน และไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่แจ้งติดต่อเกี่ยวกับการประชุมใดๆ ของพรรค เพราะจะไม่เข้าร่วมประชุมหรือร่วมกิจกรรมกับพรรคอีกต่อไปแล้ว  ซึ่งนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ขอร้องว่าอย่าเพิ่งเปิดตัวร่วมกับพรรคการเมืองอื่น เพราะจะกระทบกับการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคประชาชน

อย่างไรก็ตามนอกจากพรรคกล้าธรรมแล้วยังมีตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยติดต่อเจรจาให้ น.ส.กฤษฎิ์ร่วมงานกับพรรค และในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี รมช.รายหนึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จ.ชลบุรี ก็มีการติดต่อดึงตัวด้วย  พร้อมให้เหตุผลว่าหากจะไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น ควรมาอยู่กับคนเมืองชลด้วยกันจะดีกว่า จะได้ไม่ถูกมองเป็นงูเห่าในสายตาคนชลบุรี ซึ่งเรื่องนี้น.ส.กฤษฎิ์ให้ ตัวแทนของ รมช.คนดังกล่าวไปเจรจากับพรรคกล้าธรรมเอง เพราะเบื้องต้นได้ตกลงร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมแล้ว

นอกจากนี้ยังมี สส.ชลบุรี พรรคประชาชนอีก 2-3  รายที่อาจจะไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น ขณะที่ในส่วนของนายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.ชลบุรี เขต 8 พรรคประชาชน  ซึ่งเป็น สส.มาแล้ว 2 สมัยตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ จะไม่ลงเลือกตั้งในสมัยหน้าเพราะอิ่มตัวทางการเมือง ส่วนนายยอดชายที่เป็นคนเปิดประเด็นการดูด สส.ยังยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคต่อไป

รายงานข่าว ระบุอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาชนในเวลานี้เหมือนเป็นแผนการรุมกินโต๊ะทำลายพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมของซีกรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยในโซนภาคตะวันออกพรรคประชาชนมี สส. 17 คน จากจำนวน 29 เก้าอี้ทั่วทั้งภาค  เป็น สส.ฉะเชิงเทรา 1 คน สส.ชลบุรี 7 คน ชนะยกจังหวัดคือ ระยอง 5 คน จันทบุรี 3 คน และตราด 1 คน

ในพื้นที่ จ.ชลบุรี พรรคเพื่อไทยยกให้พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคกล้าธรรมจับมือแบ่งพื้นที่กัน พร้อมขอความร่วมมือจากบ้านใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ในการเจาะพื้นที่ จ.ระยอง ขณะที่พรรคเพื่อไทยพุ่งเป้าที่ จ.สมุทรปราการ ที่พรรคประชาชนชนะยกจังหวัดเช่นกัน

+ อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แตกหัก‘พรรคส้ม’ ‘สส.กฤษฎิ์’ปชน.ไขก๊อก โดดซบ‘กล้าธรรม’ 

‘เพื่อไทย’สยบรอยร้าว‘ภูมิใจไทย’ โว รบ.อย่ครบเทอม

‘เพื่อไทย’สยบรอยร้าว‘ภูมิใจไทย’ โว รบ.อย่ครบเทอม

‘เพื่อไทย’สยบรอยร้าว‘ภูมิใจไทย’ โว รบ.อย่ครบเทอม

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.49 น.

‘เพื่อไทย’สยบรอยร้าว‘ภูมิใจไทย’ โวรบ.อย่ครบเทอม ‘ประเสริฐ’ยันไม่มีคว่ำงบ อ้างทำประเทศเสียโอกาส อ.ไชยันต์ชี้มีเมตตาธรรม ใช้กับ‘เทวดาทักษิณ’ไม่ได้

“ประเสริฐ”แกนนำ“เพื่อไทย”ฉะคนปล่อยข่าว“ภูมิใจไทย”จ่อ คว่ำงบ’69 มุ่งเสี้ยมรัฐบาลระแวงกันเอง เผย นายกฯอิ๊งค์ ให้เกียรติคนทำงาน มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบเทอม ฝ่าย“อนุสรณ์”ย้ำไม่มีเหตุที่พรรคไหน จะคว่ำร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ทำประเทศเสียโอกาส ด้าน“สส.กฤษฎิ์” พรรคส้มซบกล้าธรรม“อ.ไชยันต์”ยกธรรมะฟันเปรี้ยงความเมตตาใช้ไม่ได้กับ“ทักษิณ”

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกฯและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจะไม่โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯว่า ทางพรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็บอกมาตลอดว่าพร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาขวางร่างพ.ร.บ.งบฯ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

ชี้แค่ข่าวปล่อยเสี้ยม รบ.

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า ตนมองว่าคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมามีเจตนาทำให้คนในรัฐบาลระแวงกันเอง แต่ส่วนตัวที่ได้ประชุมครม.ได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีแต่ละพรรค ยังไม่เห็นประเด็นขัดแย้งในการทำงาน ทุกคนยังพร้อมให้ความร่วมมือการเดินหน้าภารกิจของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯจึงมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะสามารถทำงานแก้วิกฤติต่างๆที่เจอในขณะนี้ได้จนอยู่ครบวาระ และเชื่อว่าด้วยความเป็นผู้นำของน.ส.แพทองธาร ที่ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกระดับอย่างดี ทำให้การทำงานราบรื่น แม้จะมีคนพยายามปล่อยข่าวทำนองนี้มาหลายครั้งแต่เวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่เป็นความจริง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ขอให้ความมั่นใจประชาชนได้เลยว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำงานแก้วิกฤติและพัฒนาประเทศได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน

ไม่มีพรรคไหนคว่ำงบ

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่บางพรรคการเมืองอาจไม่สนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ไม่มีเหตุผลที่พรรคการเมืองใดจะนำร่างงบประมาณ มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกันทางการเมือง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การเดินหน้าพัฒนาประเทศ งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันและนำพาประเทศพัฒนาไปข้างหน้า พรรคการเมืองที่ถูกโยงว่าอยู่เบื้องหลังการเตรียมการโหวตคว่ำร่างพ.ร.บ. งบประมาณ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่เคยคิดและไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติมีปัญหาหลายด้าน ทุกภาคส่วนควรร่วมด้วยช่วยกัน นำพาประเทศชาติและประชาชนออกจากวิกฤต คิดเรื่องการเมืองให้น้อยคิดเรื่องบ้านเมืองให้มาก ร่างงบฯ ปี 69 ไม่ใช่เครื่องต่อรองทางอำนาจ แต่เป็นกุญแจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส สร้างรายได้ให้ชุมชน และฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ งบประมาณฉบับนี้ พิจารณาจัดทำด้วยระบบวิธีงบประมาณ เป็นผลจากกระบวนการที่เปิดกว้าง รอบคอบ มีการพิจารณาอย่างเป็นระบบจากทุกฝ่าย ไม่ใช่งบของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นงบ ในการพัฒนาประเทศในทุกมิติของประชาชนทุกคน หากจะมีการคว่ำงบประมาณต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโครงการสำคัญและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาเชิงโครงสร้าง

“ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตหลายด้าน ร่างงบฯ ปี 69 คือโอกาสวางรากฐานอนาคตประเทศ หากการเมืองยังเป็นอุปสรรค ก็เท่ากับปิดโอกาสของ ประเทศชาติและประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

รทสช.พร้อมชำแหละงบ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า หัวหน้าและเลขาธิการพรรค ได้กำชับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคนเร่งศึกษาข้อมูลและทำการบ้านเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2569

. เนื่องด้วยเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา สส.ได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ทางพรรคก็จะมีการนัดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนพรรคเข้าไปอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ทั้งนี้สิ่งที่หัวหน้าและเลขาธิการพรรค เน้นย้ำกับ สส.พรรค ก็คือการตรวจสอบและปรับลดงบประมาณที่เกินความจำเป็นในแต่ละกระทรวง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรว่างบประมาณต้องใช้เฉพาะกับโครงการหรือสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น สิ่งใดไม่จำเป็นก็ให้เสนอปรับลดงบประมาณลงทันที

ทบทวนการใช้งบปี 69

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยหลังลงพื้นที่ พบปะพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วประเทศ โดยระบุว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย กำลังประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่สถานการณ์โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา สงครามการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า รายงานจาก IMF และธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 1 กว่าๆ เท่านั้น ขณะที่ Moody’s Investors Service ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินชั้นนำของโลก ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนร่างงบประมาณปี 2569 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเสนอให้ “รัดเข็มขัด” ลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น งบก่อสร้างอาคาร อย่างบที่จะเอาไปซ่อมอาคารสภาใช้งานมาเพียงห้าปี งบก่อสร้างถนน งบจัดซื้อครุภัณฑ์ รถประจำตำแหน่ง และงบศึกษาดูงาน ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเลย ปีนี้คือปีแห่งความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด

เผยจ่ายใต้โต๊ะยังพุ่ง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยกตัวอย่าง รายงาน ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ACT) ประเทศไทย ที่ออกมาชี้ว่าการใช้งบลงทุนในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 900,000 ล้านบาท แต่มีการประเมินจากภาคเอกชนที่รับงานภาครัฐว่า ต้องจ่ายใต้โต๊ะ หรือมีการคอร์รัปชันสูงถึงร้อยละ 30 คิดเป็นเงินถึง 300,000 ล้านบาท หรือหนึ่งในสามงบประมาณ ที่สูญหายไปเข้ากระเป๋านักการเมือง และข้าราชการขี้โกง ซึ่งควรจะเป็นงบที่นำไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสร้างอาชีพให้กับคนไทย

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ยังเน้นย้ำว่า ปีนี้เป็นปีแห่งความไม่แน่นอนจึงต้องสำรองงบประมาณไว้มากที่สุด เพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ สงครามการค้า หรือภัยธรรมชาติต่างๆ

พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนจริงจังในการปราบปรามการทุจริต เพราะ “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” หากผู้นำไม่จริงใจ ในการปราบโกง การทุจริตก็จะยังคงอยู่ต่อไป และที่สำคัญจะต้อง ร่วมกัน“สร้างการเมืองสุจริต”ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังเตือนด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้งบประมาณปี 2569 ด้วยการกู้เงินสูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น “ทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน และเป็นภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกันชั่วลูกชั่วหลาน” รัฐบาลจึงต้องใช้งบอย่างคุ้มค่าและซื่อสัตย์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

เทพไท จับตา‘3 ดีล’สำคัญ

นายเทพไท เสนพงษ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ผลสอบแพทยสภา กระทบต่อรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง” ระบุว่า…หลังจากคณะกรรมการแพทยสภา ได้แถลงผลการสอบ กรณีนายทักษิณ ชินวัตรป่วยรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพบว่าไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่านายทักษิณป่วยวิกฤติ ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงอนาคตของนายทักษิณว่า ผลการสอบของคณะกรรมการแพทยสภา น่าจะเป็นสารตั้งต้น ที่นำไปสู่การไต่สวนของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้นายทักษิณต้องถูกบังคับโทษ ตามหมายศาลฎีกา คือไปรับโทษใหม่ตามที่ได้รับพระราชทานลดโทษจำคุกเหลือ1ปี

ซึ่งทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนทำให้แกนนำของพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาปฏิเสธว่า ผลการสอบของแพทยสภา จะไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า นายทักษิณคือผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดนี้ เป็นผู้กำหนด เป็นผู้กำกับ เป็นผู้ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่สำคัญผ่านรัฐบาลชุดนี้

บังคับโทษแม้วรบ.ระส่ำ

ถ้าหากนายทักษิณถูกบังคับโทษให้ไปจำคุก ตามหมายศาลฎีกาฯ จะไม่สามารถควบคุม หรือบงการรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมานายทักษิณเป็นคนกำหนดนโยบาย เป็นคนมอนิเตอร์พรรคร่วมรัฐบาล ขันน๊อตการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน เมื่อกลับไปอยู่ในเรือนจำ อาจทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลชุดนี้เปิดดีลต่อ หรือ ต่อดีลลับที่มีอยู่แล้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไฟเขียวให้ต่อดีลออกไปอีก ซึ่งดีลเดิม ยังทำไม่สำเร็จเลยแม้แต่ข้อเดียว คือ

1.พรรคเพื่อไทย ต้องเอาชนะพรรคก้าวไกลเดิม หรือพรรคประชาชนให้ได้ ซึ่งวันนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาชนได้ 2.ต้องการให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ แต่ตอนนี้บริหารประเทศมาครึ่งเทอม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ไม่เป็นไปตามราคาคุย หรือที่ให้ไว้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม 3.จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อให้คนในชาติรักสามัคคีกัน บ้านเมืองสงบไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองแต่ตอนนี้ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ และเป็นความขัดแย้งที่มาจากตัวนายทักษิณเอง

“ดีล 3 ข้อนี้ยังทำไม่สำเร็จ ถ้ารัฐบาลชุดนี้หรือนายทักษิณเปิดดีลต่อกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ อาจทำให้รัฐบาลชุดนี้เดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าหากฝ่ายอนุรักษ์นิยม หักดีล ปิดดีล ล้มดีลไป รัฐบาลชุดนี้ก็ถึงจุดจบทางการเมือง ขอให้จับตาดูว่า สถานการณ์ทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และรัฐบาลชุดนี้ จะต่อดีลเดิม หรือเปิดดีลใหม่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้หรือไม่”นายเทพไท ย้ำทิ้งท้าย

มีเมตตาใช้ไม่ได้กับแม้ว

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn หัวข้อ “ความเมตตา กับคุณทักษิณ” ระบุว่า…ช่วงนี้ มีคนมากกว่าหนึ่งคนออกมาขอให้สังคมมีความเมตตาต่อคุณทักษิณ ผมเลยไปหาความรู้เกี่ยวกับความเมตตา เพราะก่อนจะเมตตา น่าจะต้องมีปัญญากำกับ เลยได้ความมาดังนี้ครับ “เมตตาเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน”

ท่านเคยเปรียบเทียบเหมือนคนเลี้ยงม้า ท่านไปสอนคนเลี้ยงม้า บอกม้าบางตัวนิสัยมันดี ว่าง่ายสอนง่าย เขาก็ให้มันกินอาหารพอดีๆ พามันออกกำลังกาย พามันฝึก บางตัวมันดื้อเขาก็ทรมานมันต่างๆ นานาเพื่อปราบพยศมัน บางตัวสอนไม่ได้ฝึกไม่ได้ พระพุทธเจ้าถามว่า ถ้าเจอม้าเกเรฝึกไม่ได้จะทำอย่างไร เขาบอกเขาก็ฆ่าทิ้ง พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าท่านก็ทำแบบเดียวกัน ตัวไหนดีท่านก็อบรมอย่างเรียบร้อย ไม่ดุเดือดอะไร พวกที่หยาบหน่อยก็สั่งสอนแบบดุเดือดหน่อย พวกสั่งสอนไม่ได้ท่านฆ่าทิ้ง ฆ่าทิ้ง คือ ไม่สอน

ถ้าจิตใจเรากระด้างจนครูบาอาจารย์ไม่สอน รู้เลยเราเป็นม้าระดับถูกฆ่าทิ้ง ฉะนั้นถ้าครูบาอาจารย์ยังดุด่าว่ากล่าวอยู่ แสดงว่ายังเป็นม้าชนิดฝึกได้อยู่ ความเมตตา ไม่ใช่ว่าเมตตาแล้วปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน อย่าเข้าใจผิดว่าถ้ามีความเมตตาแล้ว เราปฏิบัติกับคนดีคนชั่วเสมอกัน คนหยาบคนละเอียดเสมอกันอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ๆ

ถึงเราเมตตาเท่าเทียมกันกับคนทุกคน แต่การปฏิบัติ ปฏิบัติให้สมควรแก่คนๆ นั้นที่เขาจะได้ประโยชน์สูงสุด

เราอยู่ในบริษัท ลูกน้องเราเยอะ เราเมตตาทุกคน เรารู้ว่าแต่ละคนมีความทุกข์ทั้งนั้น เราเมตตาทุกคน คนไหนมีฝีมือนิสัยดีก็โปรโมต ให้เขาเติบโตไป ให้โอกาสเขาทำงาน

คนซึ่งแย่ลงมาคุณสมบัติบกพร่องตรงนั้นตรงนี้ ก็สั่งสอน สั่งสอนแล้ว ให้โอกาสปรับตัว ให้โอกาสทำงาน

ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ออก ให้ออกก็คือเหมือนเราฆ่าทิ้ง ถามว่าฆ่าทิ้งด้วยความโหดร้ายทารุณไหม ไม่ใช่ เมตตามาก่อนแล้ว สุดท้ายก็ลงที่อุเบกขา สัตว์โลกแต่ละตัวๆ มันมีอัธยาศัยใจคอแตกต่างกัน บางตัวยังหยาบเกินไป ก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างหนึ่ง”

ศ.ดร.ไชยันต์ ยังได้เขียนในคอมเมนต์ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า “ท่านได้รับความเมตตา อภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้น เชื่อว่าคนไทยเราก็เตรียมใจให้อภัยและมีเมตตาให้ท่าน หากท่านสำนึกน้อมรับการจำคุก ที่จริงคนระดับท่านถูกจำคุกจริงๆ ไม่ต้องถึงปี ดีไม่ดี คนไทยขี้สงสารใจอ่อน ท่านจะออกมาใส่กำไลอีเอ็มกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ก็คงไม่มีใครว่า รังแต่จะมีความเมตตาเห็นใจท่าน แต่ท่านไม่เข้าใจความเมตตาของคนไทยที่พร้อมจะให้ท่าน ท่านกลับคิดถึงแต่ตัวท่านเอง และยังมีทิฐิอยู่มาก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.ไชยันต์ ยกคำสอนดังกล่าวมาจากเว็บไซต์ธรรมะเพื่อความพ้นทุกข์ โดยธรรมเทศนาของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

หมายเรียกสว.ไม่ใช่หมายจับ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…กรณี หมายเรียก 60 สว. 1. เป็นหมายเรียกจาก ที่ออกโดยฝ่ายสืบสวน ของ กกต. ลงนามโดยรองเลขาธิการ กกต. ที่คุมงานด้านการสืบสวน สอบสวน 2. การออกข่าว ติดหมายเรียกหน้าบ้าน เชิญผู้สื่อข่าวไปทำข่าว เป็นการเล่นใหญ่เกินเบอร์ เพราะปกติ ฝ่ายสืบสวนก็เคยมีหมายเรียกแบบนี้ เป็นพัน เป็นหมื่นราย ก็ใช้ส่ง จม. ลงทะเบียนถึงผู้ถูกเรียกเท่านั้น 3. ไม่มีการเปลี่ยนสภาพ หมายเรียก เป็นหมายจับ เหมือนหมายเรียกของตำรวจ เพราะเป็นแค่หมายเรียกของ กกต. 4. ผู้ถูกหมายเรียก จะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ถ้าไม่ไป เพราะกับยอมรับการเสี ยสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในฟากของตัวเอง 5. ผมแนะนำว่า ควรไป อย่างน้อยที่สุดได้รับทราบข้อกล่าวหา และ ได้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีฝ่ายตน

อย่ามัวคิดเรื่องศักดิ์ที่สูงกว่าเลย ศักดิ์กินไม่ได้ แต่ถูกใบแดง คืนเงินเดือน ต้องโทษอาญา และถูกตัดสิทธิทางการเมือง นั่นของจริง

สส.กฤษฎ์ย้ายซบกล้าธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีที่มีข่าวการย้ายพรรคของ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ที่จะย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม เนื่องจากอุดมการณ์ไม่ตรงกับพรรคประชาชน โดยทำหนังสือถึงพรรคประชาชนว่า ขอยุติบทบาทการเมืองกับพรรคประชาชนแล้วนั้นล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปที่ น.ส.กฤษฎิ์ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง แต่เนื่องจากมีสื่อมวลชนสนใจเป็นจำนวนมาก และตนยังไม่สะดวกให้ข้อมูล จึงขอนัดหมายแถลงยุติบทบาทการทำงานกับพรรคประชาชน หลังจากส่งหนังสือแจ้งให้กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และกรรมการบริหารพรรครับทราบแล้ว ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยจะแถลงในวันพรุ่งนี้ทีเดียว เวลา 10.00 น. ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งจะเปิดใจถึงเหตุผล จุดแตกหักนำมาซึ่งการตัดสินใจแยกทางกับพรรคประชาชน

ทั้งนี้จะมีการเปิดเผยหนังสือที่ส่งถึงหัวหน้าพรรคประชาชน มีความยาว 2 หน้ากระดาษถึงเหตุผลและปัญหาในการทำหน้าที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย

วาทะเด็ด : 13 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 13 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 13 พฤษภาคม 2568

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“แม้การทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะมีความเห็นต่างบ้างในบางประเด็น แต่ก็ไม่หนักหนาถึงขั้นที่จะพูดคุยกันไม่ได้ และเมื่อมีความเห็นต่าง ก็เชื่อว่าหัวหน้าพรรคจะสามารถพูดคุยกันได้”

นายดนุพร ปุณณกันต์
สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย

ผุด‘มินิ ครม.เพื่อไทย’ จัดคิว‘รองนายกฯ-รมต.’สลับลงพื้นที่ลุยนโยบายรัฐ

ผุด‘มินิ ครม.เพื่อไทย’ จัดคิว‘รองนายกฯ-รมต.’สลับลงพื้นที่ลุยนโยบายรัฐ

ผุด‘มินิ ครม.เพื่อไทย’ จัดคิว‘รองนายกฯ-รมต.’สลับลงพื้นที่ลุยนโยบายรัฐ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นายกฯอิ๊งค์”เตรียมลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา พบเกษตรกรผลไม้ 17 พ.ค.นี้ ผุด”มินิ ครม.เพื่อไทย” จัดคิว”รองนายกฯ-รมต.”สลับลงพื้นที่ลุยนโยบายรัฐ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่กรุงฮานอย อย่างเป็นทางการครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค.นี้ นายกฯ จะลงพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ในวันที่ 17 พ.ค.เพื่อติดตามแก้ปัญหาราคาผลไม้ไทยตกต่ำ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ขณะเดียวกัน ภายหลังนายกฯ ได้กำชับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่ โดยรองนายกฯ และรัฐมนตรีของพรรค จะร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงพื้นที่ ในรูปแบบ “มินิ ครม.เพื่อไทย” เพื่อติดตามขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล อาทิ การท่องเที่ยว โครงการ ODOS หรือ หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการ SMEs ผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ รวมถึงรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในทุกสัปดาห์ โดยร่วมกับ สส.ของพรรค โดยเฉพาะในช่วงปิดสมัยประชุมสภา

โดยครั้งแรก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง พร้อม น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ร่วมกับ สส.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐ (ระยะที่ 2)

ส่วนครั้งที่ 2 วันที่ 14 พ.ค.นี้ นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนายสุรศักดิ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม ร่วมลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการพัฒนาและยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามรอยศรัทธา จ.เชียงใหม่ และการยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมขนส่ง และส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ขณะที่ นิมิ ครม.เพื่อไทย ครั้งต่อไป จะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น , จ.ชลบุรี , จ.อุดรธานี , จ.อุบลราชธานี และ จ.ภูเก็ต