บ้านใหญ่คว้าชัย เลือกตั้งเทศบาล-นายกเล็ก โคราชชาติพัฒนายกทีม

บ้านใหญ่คว้าชัย เลือกตั้งเทศบาล-นายกเล็ก โคราชชาติพัฒนายกทีม

บ้านใหญ่คว้าชัย เลือกตั้งเทศบาล-นายกเล็ก โคราชชาติพัฒนายกทีม

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บ้านใหญ่คว้าชัย เลือกตั้งเทศบาล-นายกเล็ก โคราชชาติพัฒนายกทีม บุรีรัมย์‘บิ๊กเนม’ยึดหมด ปชน.15ผู้สมัครแพ้เรียบ กกต.ประกาศผลใน30วัน

กกต.คาดประกาศผลเลือกตั้ง“นายกเทศมนตรี-สมาชิกสภาเทศบาล”ภายใน 10 มิถุนายนนี้ เบื้องต้นพบฉีกบัตร 5 จังหวัด ปชน.แพ้เรียบ! 15 ผู้สมัคร ไร้ชัยชนะพื้นที่“เทศบาลนคร” ขณะที่ บ้านใหญ่แชมป์เก่าต่างตบเท้าคว้าชัยชนะ โคราชชาติพัฒนาแลนด์สไลด์ เลือกตั้งเทศบาลนครราชสีมา‘หมอวรรณรัตน์’ชนะ ‘ทักษิณ’ยกหูยินดี‘สุวัจน์’ ส่วนเลือกตั้งเทศบาลบุรีรัมย์ ‘บิ๊กเนม’พาเหรด ยึดเก้าอี้นายกเทศมนตรี

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยภายหลังปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีทั่วประเทศการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีในวานนี้ (11 พฤษภาคม 2568)ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นและปิดการลงคะแนนครบทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อเวลา 17.00น.ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร)ปิดการลงคะแนนอย่างเรียบร้อย

ทั้งนี้เมื่อเวลา 17.00 น.เทศบาลจำนวน 2,463 แห่ง และหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 34,818หน่วย ได้ปิดการลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว ไม่มีหน่วยเลือกตั้งใดที่ประกาศงดการลงคะแนน และคงจะทราบผลคะแนนในลำดับต่อไป กกต.ได้รับรายงานการฉีกบัตรเลือกตั้งจำนวน 5 จังหวัด 6 ราย ดังนี้ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย , จ.บุรีรัมย์ จำนวน 1 ราย, จ.สระแก้ว จำนวน 1 ราย, จ.อ่างทอง จำนวน 1 ราย, จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 ราย

ประกาศผลเลือกตั้งภายใน10มิ.ย.

การประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีนั้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกตั้งนั้นภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง(วันสุดท้าย คือ วันที่ 10 มิถุนายน 2568)

แต่ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษหรือไม่ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ สืบสวนหรือไต่สวนให้แล้วเสร็จ และประกาศผลการเลือกตั้ง หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือดำเนินการอื่นที่จำเป็นแล้วแต่กรณี โดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง (วันสุดท้ายคือวันที่ 10 กรกฎาคม 2568)

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะดำเนินการตรวจสอบรายงานผลการเลือกตั้งจากทุกหน่วยเลือกตั้งโดยละเอียด เพื่อให้การประกาศผลการเลือกตั้งเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

‘เลือกตั้งเทศบาล’แชมป์เก่าคว้าชัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งทศบาลทั้งหมด 2,463 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 33 แห่ง เทศบาลเมือง 213 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,217 แห่ง ส่วนจำนวนนายกเทศมนตรี ทั้งหมด 2,128 แห่ง พบว่ามีผู้สมัครทั้งหมด 4,558 คน และสมาชิกสภาเทศบาล 2,462 แห่ง ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา โดยเฉพาะนายกเทศมนตรีหลายพื้นที่ อดีตนายกเทศมนตรียังคงรักษาแชมป์ไว้ได้ อาทิ

บ้านใหญ่ต่างตบเท้าคว้าชัยชนะ

เทศบาลนครเชียงใหม่ นายอัศนี บูรณุปกรณ์ บ้านใหญ่จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเอง ก็ยังสามารถเอาชนะ นายธีรวุฒิ แก้วฟอง จากพรรคประชาชน (ปชน.)

เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายวิชัย บรรดาศักดิ์ อดีตนายก ชนะ นายภาสกร ธิติธนาวนิช พรรคประชาชน ,เทศบาลนครนนทบุรี นายสมนึก ธนเดชากุล อดีตนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี 9 สมัย ซึ่งมีสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย ชนะ นายธีรวงศ์ สรรค์พิพัฒน์ จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครนครราชสีมา นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ทีมโคราชชาติพัฒนา ชนะ นายพงษ์ยุทธ สุภัทรวณิชย์ จากพรรคประชาชน,เทศบาลนครระยอง นายวิชัย ศรีชลา อดีตนายกเทศมนตรี ชนะ นายเสรี สุวรรณวิจิตร ส่วน นายภูษิต ไชยฉ่ำ อดีตรองนายก ที่ลงสมัครในนามพรรคประชาชน รั้งที่ 3

เมียนายกฯเบี้ยวชนะทต.ธัญบุรี

เทศบาลตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี นางยุพเยาว์ หลีนวรัตน์ ทีมธัญญะก้าวหน้า ภรรยา นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว ชนะ นายสมชาติ ค้าธัญเจริญ กลุ่มครอบครัวคนรักปทุม Next ,ธัญบุรี ที่มี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี คอยสนับสนุน ขณะที่ นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือ “น้องลูกพีช” ก็ได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลธัญบุรี ,เทศบาลนครรังสิต จ.ปทุมธานี ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง ชนะ นายเดชา กลิ่นกุสุม

‘วันชัย’ชนะนายกนครเชียงราย

เทศบาลนครเชียงราย นายวันชัย จงสุทธนามณี แชมป์เก่า เอาชนะ นายศราวุธ สุตะวงศ์ จากพรรคประชาชน , เทศบาลนครนครสวรรค์ นายจิตเกษมณ์ นิโรธธนรัฐ อดีตนายก 5 สมัย ชนะ นายวรวุฒิ ตันวิสุทธิ์จากพรรคประชาชน, เทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายกณพ เกตุชาติ อดีตนายก ยังรักษาแชมป์ ชนะ นายเดชสิทธิ์ ลี่ดำรงวัฒนากุล

เทศบาลนครนครปฐม นายสมโชค พงษ์ขวัญ กลุ่มสันติธรรม อดีตนายก มีคะแนนนำ นายสัตวแพทย์ ชัชวาล นันทะสาร จากพรรคประชาชน,เทศบาลนครขอนแก่น นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย จากกลุ่มมหานครขอนแก่น และเป็นอดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น ชนะ น.ส.เบญจมาภรณ์ ศรีละบุตร จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครพิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ จากคณะพัฒนานคร มีคะแนนนำ นางเปรมฤดี ชามพูนุช อดีตนายกเทศมนตรี ส่วน นายธนากร กิ่นผกา จากพรรคประชาชน รั้งที่ 3

‘ส้ม’แพ้เรียบ!15ผู้สมัคร

ผู้สื่อข่าวรายงานผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) อย่างไม่เป็นทางการในหลายพื้นที่ ผลปรากฏว่าคะแนนออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว สอดคล้องกับที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาแถลงข่าวยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่า ได้มาเพียง 5 เทศบาลเมือง กับอีก 9 เทศบาลตำบล อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าระดับเทศบาลที่ใหญ่ที่สุด คือ “เทศบาลนคร” ซึ่งพรรคประชาชนส่งผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 15 คน ปรากฏว่าพ่ายแพ้ทุกพื้นที่

หมอวรรณรัตน์ชนะยกทีมโคราช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกต.ประจำเทศบาลนครนครราชสีมา ได้ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาครบ 100 % ทั้ง 185 หน่วยเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ดังนี้

ลำดับที่ 1. นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล จากกลุ่มโคราชชาติพัฒนา ได้ 21,043 คะแนน(ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา )จากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ 47,368 คน คิดเป็น 51.49% บัตรดี จำนวน 43,241 บัตร คิดเป็น 91.29% ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอย่างท่วมท้น ลำดับที่ 2.นายพงษ์ยุทธ สุภัทรวณิชย์ จากพรรคประชาชน ได้ 10,236 คะแนน ลำดับที่ 3. นายอดุลย์ อยู่ยืน จากกลุ่มพลังเทศบาล ได้ 7,917 คะแนน

ส่วนผลการนับคะแนนสมาชิกสภาเทศบาล ผู้สมัครจากกลุ่มโคราชชาติพัฒนาชนะแบบยกทีมทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง จำนวน 24 คน

ขึ้นรถแห่ขอบคุณชาวโคราช

ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมด้วยนายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา , นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และคณะทีมว่าที่สมาชิกสภาเทศบาลนครนครราชสีมา ทั้ง 24 คน ร่วมกันสวมใส่เสื้อยืดคอปกสีเหลือง คอปกสีน้ำเงิน (เสื้อหาเสียง) ที่บริเวณหน้าอกซ้ายมีโลโก้พรรคชาติพัฒนาได้ร่วมกันยืนชูมือถ่ายรูปหมู่หน้าอนุสรณ์สถาน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ผู้ก่อตั้งพรรคและหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาคนแรก

พร้อมทั้งกล่าวพร้อมเพียงกันว่า “โคราชชาติพัฒนา” ก่อนขึ้นรถขยายเสียงแห่รอบเมืองออกตระเวนขอบคุณคุณพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาตามถนนสายต่างๆ ตามชุมชนทั้ง 4 เขต โดยสองข้างทางมีพี่น้องประชาชนโบกไม้โบกมือแสดงความยินดีกันอบอุ่นเป็นจำนวนมาก

น.พ.วรรณรัตน์ กล่าวว่าขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่มอบความไว้วางใจให้กับตนเองได้มีโอกาสมารับใช้ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ตนและทีมงานโคราชชาติพัฒนา ผู้สมัคร สท.ทั้ง 24 คนพร้อมที่จะทำงานรับใช้พี่น้องชาวโคราชอย่างเต็มความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะทำงานทันทีหลังได้รับการรับรองจาก กกต.

‘ทักษิณ’ยกหูยินดี‘สุวัจน์’

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาและเช้าวันนี้(12พ.ค.)นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนาได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีและพูดให้กำลังใจตนและทีมงานทุกคน พร้อมกำชับให้เรารีบดำเนินการและเตรียมความพร้อมในการรับหน้าที่กรณีการรับรองจากกกต.อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาบ้างหรือไม่ นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวว่า ท่านไม่ได้โทรหาตนโดยตรง ท่านโทรไปทางท่านสุวัจน์ฯ โทรไปแสดงความยินดีผ่านนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มา

เทศบาลบุรีรัมย์‘บิ๊กเนม’ยึด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งเทศบาลใน จ.บุรีรัมย์ ทั้ง61แห่ง เป็นการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี(นายกฯ) และสมาชิกสภาเทศบาล(สท.) จำนวน 55 แห่ง และเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล(สท.) จำนวน 61 แห่ง ใน 23 อำเภอ ของ จ.บุรีรัมย์ อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่าบุคคลมีชื่อเสียง เป็นเครือญาตินักการเมือง ต่างพาเหรดคว้าเก้าอี้นายกเทศมนตรีตามคาดหมาย

เริ่มที่ เทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย นายเพิ่มพูน ทองศรี อดีต สส.บุรีรัมย์ และอดีต สว.บุรีรัมย์ พี่ชาย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ที่หวนคืนสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการลงสมัครนายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย ได้คะแนน 4,709 คะแนน ชนะ นายวรณัฐ ศรีสุริยชัย อดีตนายกเทศมนตรีตำบลประโคนชัย สมัยที่ผ่านมา ได้คะแนน 1,964 คะแนน และ นายจำรัส เวียงสงค์ อดีต สส.บุรีรัมย์ ได้คะแนน 1,545 คะแนน ส่งผลให้ นายเพิ่มพูน ทองศรี คว้านายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย คนแรก หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองประโคนชัย

‘เมียโสภณ’นั่งนายกลำปลายมาศ

เทศบาลเมืองชุมเห็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ ร.ต.ต.สมชาย ภิรมชาติ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ด สมัยที่ผ่านมา หัวหน้าทีม “กลุ่มภูมิใจพลังชุมเห็ด”ได้คะแนน 5,884 คะแนน ชนะ นายพยุงรัฐ ชาเรืองเดช อดีตรองประธานสภา อบจ.บุรีรัมย์ หัวหน้าทีม “กลุ่มชุมเห็ดบ้านเรา” ได้คะแนน 3,897 คะแนน ซึ่งคะแนน ห่างกัน 1,987 คะแนน ทำให้ ร.ต.ต.สมชาย ภิรมย์ชาติ ได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ดต่ออีกสมัย พร้อมสมาชิกสภาเทศบาล(สท.) “กลุ่มภูมิใจพลังชุมเห็ด” ชนะยกทีมทั้ง 3 เขต

เทศบาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ มีผู้สมัครนายกเทศมนตรี เพียงคนเดียว คือ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ สมัยที่ผ่านมา เป็นภรรยา นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าทีม “กลุ่มรักศรัทธา” ได้คะแนน 5,919 คะแนน ซึ่งได้คะแนนมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาล ได้นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีเมืองลำปลายมาศ ต่ออีกสมัย ส่วนสมาชิกสภาเทศบาล(สท.) “กลุ่มรักศรัทธา” ชนะยกทีมทั้ง 3 เขต

ส่วนที่เทศบาลตำบลโกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ นายเฉลิม วาวิลัย อดีตนายกเทศมนตรีตำบลโกรกแก้ว สมัยที่ผ่านมา ได้คะแนน 1,535 คะแนน ชนะ นายบุญล้อม วงษ์สุวรรณ ผู้สมัครในนาม พรรคประชาชน ได้คะแนน 817 คะแนน ส่วนผลเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล(สท.) ทั้ง 61 เทศบาล ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง จะยู่ในกลุ่มทีมงานของผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เกือบทั้งหมด

ตำรวจล็อกตัว-ใส่กุญแจมือ ค้นบ้าน‘สจ.กอล์ฟ’ ลูกนักการเมืองดังสงขลา

ตำรวจล็อกตัว-ใส่กุญแจมือ ค้นบ้าน‘สจ.กอล์ฟ’ ลูกนักการเมืองดังสงขลา

ตำรวจล็อกตัว-ใส่กุญแจมือ ค้นบ้าน‘สจ.กอล์ฟ’ ลูกนักการเมืองดังสงขลา

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตำรวจล็อกตัว-ใส่กุญแจมือ ค้นบ้าน‘สจ.กอล์ฟ’ ลูกนักการเมืองดังสงขลา หลังถูกออกหมายจับ7ราย คดีทำร้ายตร.คาหน่วยลต. คอตกเข้าห้องขังแล้ว5ราย

ผบ.ตร.สั่งเด็ดขาด ดำเนินคดีกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายตำรวจ ขณะปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยเลือกตั้งสงขลา พร้อมส่งทีมปราบผู้มีอิทธิพลทำตัวเหนือกฎหมาย ศาลออกหมายจับ “สจ.กอล์ฟ”-ลูกสมุน รวม 7 ราย สุดกร่าง ก่อเหตุในหน่วยเลือกตั้ง โดนข้อหาหนัก ถูกจับกุม-ส่งเข้าห้องขังแล้ว 5 ราย ด้าน“สส.สมยศ”พา“สจ.กอล์ฟ”ผู้เป็นลูกชาย ที่โดนหมายจับคดีสั่งทำร้ายตำรวจ เข้าพบ ตร.สงขลา ขณะที่ กกต.ประณามเหตุใช้ความรุนแรง “อิทธิพร”โทร.สายตรงให้กำลังใจ ด.ต.ที่ถูกทำร้าย พร้อมสั่ง ผอ.กกต.สงขลา เข้าเยี่ยม และมอบเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจด้วย “โฆษก ปชป.”ชี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรค ย้ำให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ด.ต.นิสาธิด คงเทพ สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ 2 ต.ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีตำบลพะวง

สืบเนื่องจาก ต.ต.นิสาธิตได้เข้าไปตักเตือนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทราบภายหลังว่า เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) คนหนึ่งของสงขลา ที่มีผู้ติดตามพยายามเข้ามาถ่ายรูปภายในหน่วยเลือกตั้งโดยแจ้งว่าไม่สามารถถ่ายรูปขณะเข้ามาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทำให้เกิดความไม่พอใจ ต่อมาได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ จำนวน 5-7 คน เข้ามาก่อเหตุรุมทำร้าย ด.ต.นิสาธิต จนได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตวงตาและข้อมือ อย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและหลบหนีไป ล่าสุด ด.ต.นิสาธิต รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา

โดย ผบ.ตร.กล่าวว่า การกระทำนี้ เป็นการกระทำที่อุกอาจ ผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเบื้องต้น ได้สั่งการให้ผู้ บังคับบัญชาเยี่ยมให้กำลังใจกับตำรวจผู้ถูกกระทำที่ได้รับบาดเจ็บ และให้ผู้บังดับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาลงไปกำกับการปฏิบัติเรื่องนี้ด้วยตนเอง รวมถึงเร่งรัดการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด พร้อมให้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษปฏิบัติการกับกลุ่มผู้มีอิทธิทธิพลที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายและต้องจับกุมมาดำเนินคดีให้หมดทุกราย อีกทั้งให้สอบสวนขยายผลว่าผู้กระทำผิดมีความเกี่ยวพันกับการกระทำผิดอื่นอีกหรือไม่

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ประฌามการกระทำที่อยู่เหนือกฎหมายเช่นนี้ และได้สั่งการให้สืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีในทุกข้อหาโดยเร็วที่สุด จะมีใครทำตัวเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจเหนือกฎหมายไม่ได้ ทุกคนต้องเคารพและอยู่ภายใต้กฏ กติกา กฎหมายของบ้านเมือง หากทำผิดต้องรับโทษตามกฎหมาย

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ได้โพสต์ข้อความว่า “สภ.เมืองสงขลา และ ตชด. ภ.4 ยืนยัน เราจะดำเนินคดีกรณีนี้ให้ถึงที่สุดครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. บินด่วนลงพื้นที่ สงขลา บัญชาการกวาดล้าง แก๊งทำร้ายตำรวจในหน่วยเลือกตั้งสงขลา

พล.ต.อ.ธนายุตม์ กล่าวว่าในเรื่องนี้ผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษตามประมวลกฎหมายของบ้านเมืองอย่างเด็ดขาดเบื้องต้นได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาลงไปกำกับการปฏิบัติเรื่องนี้ด้วยตนเอง และเข้าเยี่ยมให้กำลังใจกับตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งให้จัดกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษปฏิบัติการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายและต้องจับกุมมาดำเนินคดีให้หมดทุกราย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็ว หากผลการสอบสวนขยายผลว่าผู้กระทำผิดมีความเกี่ยวพันกับการกระทำผิดอื่นให้ดำเนินคดีทุกความผิดอย่างเข้มข้น เพราะจะต้องไม่มีกลุ่มผู้มีอำนาจเหนือกฎหมาย ทุกคนต้องเคารพและอยู่ภายใต้กฎตามกฎกติกา เคารพกฎหมายของบ้านเมือง หากทำผิดต้องรับโทษ อย่างเด็ดขาด

ช่วงเช้าวันที่ 12 พ.ค.2568 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา , พ.ต.อ.จำลอง สุวลักษณ์ ผกก.สภ.เมืองสงขลา เดินทางมายัง สภ.เมืองสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อเช้านี้ศาลจังหวัดสงขลาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุแล้วรวม 7 คน ประกอบด้วย 1.นายสิรดนัย พลายด้วง อายุ 28 ปี ในฐานะผู้ใช้จ้างวาน ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.307/2568 (2.นายพงษ์เทพ วาดวิไล หรือ “หนึ่ง ฟรีด้อม” อายุ 41 ปี ในฐานรับคำสั่งจากนายสิรดนัย แล้วสั่งการให้นายหนุ่มเสก ทองศรี กับพวกรวม5 คน ทำร้ายร่างกาย ด.ต.นิสาธิต ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.308/2568 (3.นายหนุ่มเสก ทองศรี อายุ 34 ปี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.309/2568 (4.นายรพีพงศ์ สวัสดิ์ชูแก้ว อายุ 40 ปี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.310/2568 (5.นายจักรพงษ์ เทพชุม อายุ 45 ปี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.311/2568 (6.นายยศศรัณย์ สง่าบ้านโคก อายุ 38 ปี หมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.312/2568 และ (7.นายสรายุทธ หนูชัยแก้ว อายุ 32ปี ตามหมายจับ ศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.313/2568

โดยนายสิรดนัย ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้อาวุธ, ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำการตามหน้าที่ โดยเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา

ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือ ถูกแจ้งข้อหาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยใช้อาวุธ, ร่วมกันทำร้ายร่างการเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่ ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลา

ผบช.ภ.9 ระบุว่า นอกจากข้อหาตามหมายจับแล้ว ทั้ง 7 คน จะถูกแจ้งข้อหาฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน เนื่องจากเข้าไปก่อเหตุในหน่วยเลือกตั้ง และในจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกต้องออกหมายจับทั้ง 7 คน ทางตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองสงขลา ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และชุดสืบสวนภาค 9 สามารถติดตามจับกุมได้แล้ว 5 คน เหลือเพียง 2 คน ที่ยังติดตามจับกุมอยู่ ซึ่งชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามจับกุม โดยพฤติกรรมของ นายสิรดนัย และลูกน้องไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมตัวบุคคล

ต่อมา เวลา 12.30 น. มีรายงานว่านายสิรดนัย เดินทางมาที่ สภ.เมืองสงขลา พร้อมด้วย นายสมยศ พลายด้วง สส.เขต 3 จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือโกถึก เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน โดย สจ.กอล์ฟ มีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการกังวล และเดินเข้าห้องสอบสวนเพียงคนเดียว ขณะที่ สส.สมยศ พูดกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า “พาลูกชายมามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ”

ต่อมา เจ้าที่ตำรวจ สภ. เมืองสงขลาได้นำผู้ต้องหา 5 คน นำตัวเข้าห้องขังประกอบด้วย 1.นายพงษ์เทพ หรือหนึ่งฟรีดอม วาดวิไล 2.นายรพีพงศ์ หรืออ้น สวัสดิ์ชูแก้ว 3.นายหนุ่มเสก หรือขาว ทองศรี 4. นายจักรพงษ์ หรือจักร เทพชุม 5.นายสรายุทธ หรือน็อต หนูชัยแก้ว

ทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แสดงความห่วงใย และเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการเลือกตั้ง สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งอย่างรับผิดชอบ และแข็งขัน และจะดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวเมื่อได้รับรายงาน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ได้โทรศัพท์ไปพูดคุย เพื่อแสดงความห่วงใย และให้กำลังใจแก่ ด.ต.นิสาธิต ด้วย

พร้อมกันนี้ นายอิทธิพร ยังได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.สมนึก กุลมณี ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสงขลา และคณะ เป็นผู้แทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปมอบกระเช้าผลไม้ และเงินบำรุงขวัญ จำนวน 5,000 บาท พร้อมด้วยเงินสมทบของพนักงานสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสงขลา จำนวน 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่ ด.ต.นิสาธิต และจะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาตามระเบียบดังกล่าว และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าสำนักงาน กกต.จะไม่เพิกเฉย ต่อความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่ปราศจากความรุนแรง

น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับ นายสิรดนัย พลายด้วง ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในหน่วยเลือกตั้ง ที่ จ.สงขลา ว่า จากข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ และส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับพรรค ขณะนี้ได้รับทราบเพียงจากรายงานข่าว และมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายแล้ว แต่ตนยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุย สอบถามกับนายสมยศ จึงยังไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจนได้ในขณะนี้

“ดิฉันขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยัง ด.ต.นิสาธิต คงเทพ เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ดูแลความปลอดภัยประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้ได้รับบาดเจ็บ และขอให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

‘วิโรจน์’ลุยชายแดนสังขละบุรี ถกปัญหา’ที่ดิน’ระหว่าง’กองทัพบก-ปชช.’

'วิโรจน์'ลุยชายแดนสังขละบุรี ถกปัญหา'ที่ดิน'ระหว่าง'กองทัพบก-ปชช.'

‘วิโรจน์’ลุยชายแดนสังขละบุรี ถกปัญหา’ที่ดิน’ระหว่าง’กองทัพบก-ปชช.’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมหารือ เพื่อติดตามการดำเนินการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของทหารกับประชาชนในพื้นที่บ้านพระเจดีย์สามองค์

โดยมี นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคก้าวไกล เขต 6 รองประธานกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร , นายพนม โพธิ์แก้ว สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เขต 5 ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ , นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ , นายภูวนาถ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี , นายภูวพล รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองลู , เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี , เจ้าหน้าที่หทารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรบริหารส่วนตำบล และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม

หลังจากประชุมแล้วเสร็จ คณะทั้งหมดได้เดินทางลงพื้นที่หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ที่มีชายแดนติดกับ อ.พญาตองซู ประเทศเมียนมา โดยเบื้องต้นไปกเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ ที่บริเวณจุดตรวจจุดสกัดเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกชนิด รวมถึงเป็นจุดตรวจด้านความมั่นคง ที่เรียกว่า “จุดตรวจหกพันไร่” ซึ่งบริเวณดังกล่าวนั้นมีชายแดนตัดกับ อ.พญาตองซู ประเทศเมียนมา ด้วยเช่นกัน

จากนั้น คณะของนายวิโรจน์ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณชายแดนเจดีย์สามองค์ บ้านพระเจดีย์สามองค์ เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว รวมถึงเดินสำรวจช่องทางต่างๆ เพื่อเก็บเอาไว้เป็นข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของทหารกับประชาชน ในพื้นที่บ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ทั้งนี้ นายวิโรจน์ เปิดเผยภายหลังว่า พื้นที่ตรงตรงนี้กำลังรอการจัดสรรให้ชัดเจนก่อน เพราะเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2524 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้พื้นที่บริเวณนี้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านป้องกันตนเองตามแนวชายแดน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2529 ได้มีการอนุมัติให้เช่าพื้นที่ 6,000 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้เป็นหมู่บ้านป้องกันชายแดน จนกระทั่งปี 2559 สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลง พื้นที่ 6,000 ไร่ จึงกลายเป็นสุญญากาศมาจนถึงปัจจุบันนี้

ซึ่งทางกองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสห์ ยืนยันมาแล้วว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณนี้ แต่ทางกองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ ต้องการกันพื้นที่บางส่วนเอาไว้ใช้ในด้านความมั่นคง ในส่วยขององค์กรปกครงส่วนท้องถิ่น เอง ก็ต้องการกันพื้นที่บางส่วนเอาไว้ด้วยเช่นกัน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยที่อาศัยทำมาหากินกันอยู่บริเวณนี้ แต่ตอนนี้ขาดเพียงแค่ จ.กาญจนบุรี เข้ามาเป็นตัวกลางเท่านั้นเอง

ด้าน นายพนม โพธิ์แก้ว กล่าวว่า ก่อนที่สัญญาเช่าระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีในสมัยอดีตจะหมดสัญญาเช่ากับกรมป่าไม้ เมื่อปี พ.ศ.2559 สมัยนั้นพื้นที่บริเวณนี้เป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีการค้าขายระหว่างชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่ฝั่งไทยมีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมโดยใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งในแต่ละปีเราสามารถจัดเก็บภาษีได้จำนวนหลายร้อยล้านบาท หรืออาจะจะเป็นพันล้านบาท แต่ในเมื่อหนังสือสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว ทางผู้นำท้องที่จึงร้องเรียนไปยัง ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือ หลังจากได้รับการร้องเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาประชุมหารือพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน เนื่องจากทางกองทัพบกเองมองว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงปัญหาเรื่องขนยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย ทางกองทัพบบกมีความเป็นห่วง จึงขอใช้พื้นที่เอาไว้เพื่อใช้ในด้านความมั่นคง แต่ผู้นำมองว่าพื้นที่ชายแดนควรจะนำไปใช้ทางด้านเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของประชาชนในพื้นที่ได้ด้วย ทางประธาน กมธ.การทหาร รวมถึงถัวผมเอง จึงได้มีการพูดคุยกับทางกองทัพบก และกรมป่าไม้ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

และจากการพูดคุย ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า หนังสือที่กรมป่าไม้เตรียมที่จะอนุญาตให้กองทัพบกเข้าใช้พื้นที่ให้ชะลอออกไปก่อน จากนั้นทางกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จะออกหนังสือไปถึงกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และกองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ นั้น มาประชุมตกลงกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ว่าพื้นที่ตรงไหนสมควรที่จะต้องกันอาไว้เป็นพื้นที่ด้านความมั่นคง และพื้นที่ตรงไหนควรที่จะกันเอาไว้ให้กับชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านการเกษตร สวนยางพารา และสวนป่าที่ชาวบ้านทำเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งในที่สุดต้องมาหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้กองทัพบกและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือไม่ได้รับผลกระทบเลยทั้งสองฝ่าย

– 006

‘อิศรา’แพร่บทความ การสรรหา‘เลขาฯพระปกเกล้า’ ระวังซ้ำรอย‘คดีฮั้ว สว.’

‘อิศรา’แพร่บทความ การสรรหา‘เลขาฯพระปกเกล้า’ ระวังซ้ำรอย‘คดีฮั้ว สว.’

‘อิศรา’แพร่บทความ การสรรหา‘เลขาฯพระปกเกล้า’ ระวังซ้ำรอย‘คดีฮั้ว สว.’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง การสรรหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระวังซ้ำรอย ‘คดีฮั้ว สว.’ โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ มีเนื้อหาดังนี้

“…ประเด็นของประกาศดังกล่าว ที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นการ ‘ล็อกสเปค’ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติและความรู้ความสามารถเหมาะสมไม่สามารถยื่นสมัครเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการฯ ได้ด้วยตัวเองหรือให้องค์กรอื่นๆ เสนอชื่อได้ แต่ให้กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งมีจำนวน 16  คนเป็นผู้เสนอชื่อได้เท่านั้น และ กรรมการสภาสภาฯ แต่ละคนเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น…”

ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าซึ่งมีจำนวน 3 คนเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา

การสรรหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแทนนายวิทวัส ชัยภาคภูมิ (จะพ้นตำแหน่งในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ) ในครั้งนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะ มีการกล่าวหาว่า ประกาศคณะกรรมการสรรหาเรื่องการเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ที่ออกโดยที่ประชุมสภาสถาบันพระปกเกล้า มีการ ‘ล็อกสเปค’ ให้กับคนใกล้ชิดของกรรมการ สภาสถาบันพระปกเกล้าบางกลุ่มหรือคนที่อิทธิพลในแวดวงการเมือง

ประเด็นของประกาศดังกล่าว ที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นการ ‘ล็อกสเปค’ เพราะผู้ที่มีคุณสมบัติและความรู้ความสามารถเหมาะสมไม่สามารถยื่นสมัครเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการฯ ได้ด้วยตัวเองหรือให้องค์กรอื่นๆ เสนอชื่อได้ แต่ให้กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งมีจำนวน 16  คนเป็นผู้เสนอชื่อได้เท่านั้น และ กรรมการสภาสภาฯ แต่ละคนเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น

ทั้งนี้ ประกาศ ข้อ 1.ระบุว่า “กรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้ามีสิทธิในการเสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โดยสามารถเสนอชื่อได้เพียง 1 คนเท่านั้น”

จากประกาศดังกล่าว ถ้ากรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าทุกคนเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมคนละ 1 ชื่อเพื่อชิงตำแหน่งเลขาธิการฯ ก็จะมีบุคคลให้คัดเลือกจำนวน 16 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่มาก หรือน้อยเกินไป

แต่ในความเป็นจริงแล้วมีผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการฯ รายหนึ่ง ต้องการตัดคู่แข่งให้เหลือน้อยที่สุดจึงใช้วิธีวิ่งเต้นให้กรรมการสภาสถาบันฯ หลายคนเซ็นรับรองเสนอชื่อตนเอง โดยที่กรรมการสภาสถาบันฯ ต่างไม่ทราบว่า บุคคลผู้นี้ได้ให้กรรมการสภาสถาบันฯ รายอื่น เซ็นรับรองไปแล้ว ทำให้ผู้สมัครรายนี้เพียงคนเดียวมีกรรมการสภาสถาบันฯ เซ็นเสนอชื่อเกือบ 10 คน

ทำให้กรรมการสภาสถาบันฯ เหล่านี้ไม่สามารถเซ็นเสนอชื่อบุคคลอื่นๆ ได้อีก

“กรรมการ สภาสถาบันฯ หลายคนไม่รู้จักผู้สมัครรายนี้ แต่ที่เซ็นรับรองเสนอชื่อให้ก็เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ในแวดวงการเมืองที่ขอร้องมา” กรรมการสภาสถาบันฯ รายหนึ่งกล่าว

นอกจากประเด็นการใช้เล่ห์กล ในการตัดคู่แข่งข้างต้นแล้ว

นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง ยังตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดให้ผู้สมัครฯจะต้องให้กรรมการสภาสถาบันฯเเซ็นรับรองเพื่อเสนอชื่อนั้น เป็นการปิดกั้นผู้มีความรู้ความสามารถหรือผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมอื่นๆ เพราะบุคคลเหล่านั้นอาจจะไม่รู้จักกรรมการสภาสถาบันฯ จึงไม่สามารถ หรือไม่กล้าให้ไปเซ็นรับรอง

ขณะที่กรรมการสภาสถาบันฯก็ไม่รู้จักผู้ที่ต้องการสมัครฯก็ไม่กล้าเซ็นรับรองเช่นกัน เพราะอาจเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลังได้

นอกจากนั้นกรรมการสภาสถาบัฯอาจจะกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้ง หากจะเสนอผู้สมัครฯคนอื่นไปแข่งกับกรรมการสภาสถาบันฯคนอื่น จึงอาจจะปฏิเสธการลงชื่อรับรองผู้ต้องการสมัคร

“อาจจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มตกลงกันภายในเพื่อสนับสนุนผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง อาจจะกลายเป็นการล็อกสเปค” นายธีรภัทร์ กล่าว

เมื่อพิจารณาจาก ปรากฏการณ์เกิดขึ้นจะเห็นว่าข้อสังเกตของนายธีรภัทร์ เกิดขึ้นจริงโดยเฉพาะประเด็นที่มีผู้สมัครรายหนึ่งวิ่งเต้นให้กรรมการสภาสถาบันฯ หลายคนเซ็นรับรองเสนอชื่อตนเองเข้าสมัคร เพื่อตัดคู่แข่งให้เหลือน้อยที่สุด

ที่สำคัญคือ ถ้าผู้สมัครรายนี้ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการสภาสถาบันฯ

คำถามคือกรรมการสภาสถาบันฯ ที่เซ็นรับรองเสนอชื่อผู้สมัครรายนี้ จะยกมือไม่ให้ความเห็นชอบหรือไม่เพราะเป็นผู้เซ็นรับรองเสนอชื่อเอง

ถ้าผู้เซ็นรับรองเสนอชื่อไม่ยกมือให้ความเห็นชอบก็เท่ากับการเซ็นรับรอง ที่ผ่านมาเป็นการเซ็นส่งเดชไปเท่านั้น

ดังนั้น การกำหนดให้กรรมการสภาสถาบันฯเป็นผู้เซ็นรับรองเสนอชื่อผู้สมัครในลักษณะดังกล่าวข้างต้น เท่ากับเป็นการ ‘ล็อกสเปค’ ล่วงหน้าหรือไม่

ขณะเดียวกันเป็นการจำกัดผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้าสมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นองค์กรที่มีความสำคัญด้านวิชาการและการพัฒนาบุคลากรให้กับแวดวงการเมือง และสังคมมานานเกือบ 30 ปี

การจำกัดมิให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อาจทำให้ ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งดังกล่าวมีคุณภาพและศักยภาพด้อยกว่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเลขาธิการฯในอดีต เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายวุฒิสาร ตันไชย

เมื่อกระบวนการสรรหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ มีจุดด่างพร้อยและมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่ามีการ “ล็อกสเปค” แล้ว ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่กรรมการสภาสถาบันฯ คณะกรรมการสรรหาฯ ควรยกเลิกการสรรหาครั้งนี้และแก้ไขประกาศให้มีการเปิดกว้างให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสมัครชิงตำแหน่งได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ถ้าหากยังดื้อดึงเดินหน้าต่อไประวังจะซ้ำรอย ‘คดีฮั้วเลือก ส.ว.’ จนทำลายความน่าเชื่อถือและนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันพระปกเกล้าอีกด้วย

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

ขอบคุณที่มาจาก : https://www.isranews.org/article/isranews-article/137914-prasong-4.html

‘สนธิรัตน์’เบิกเนตร! ประเทศไทยติดหล่ม…ใครจะช่วยดัน?

'สนธิรัตน์'เบิกเนตร! ประเทศไทยติดหล่ม...ใครจะช่วยดัน?

‘สนธิรัตน์’เบิกเนตร! ประเทศไทยติดหล่ม…ใครจะช่วยดัน?

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.36 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ประเทศไทยติดหล่ม…ใครจะช่วยดัน

ทุกวันนี้ เราเห็นเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนามหรือมาเลเซีย เขาก้าวหน้าไปไกล แต่ไทยยังวนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ GDP โตช้า งานใหม่ ๆ น้อยลง นวัตกรรมก็สู้ใครไม่ได้

ไทยเคยเติบโตแบบก้าวกระโดด สมัยช่วงปี 2530-2540 เราได้ชื่อว่าเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ของเอเชีย แต่เดี๋ยวนี้…เหมือนรถติดอยู่กลางทาง ไฟแดงก็ไม่เปลี่ยนสักที GDP เราเคยโตปีละ 7-8% สมัยนี้เหลือแค่ 2-3% แถมยังส่งออกแต่ของเดิม ๆ ในขณะที่เวียดนาม เขาก็แซงเราไปแล้วในหลายอุตสาหกรรม

ปัญหาคืออะไร? ถ้าให้ผมคิดไว ๆ และคงสอดคล้องกับหลาย ๆ ท่าน คงเป็นเรื่องบ้านเรากฎหมายเยอะแต่ไม่ช่วยอำนวยความสะดวกเท่าไหร่ เพราะเอกชนต้องใช้เวลาไปกับการขออนุญาตต่าง ๆ เยอะมาก แทนที่จะคิดค้นสินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ต้องมาเสียเวลากับเรื่องใบอนุญาตต่าง ๆ

เอกชนไทยจึงเลี่ยงที่จะคิดหรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ โดยเลือกที่จะนำเข้าสินค้ามาขาย ลักษณะแบบนี้เราเห็นได้ทั่วไป ผู้ประกอบการไทยเลยกลายเป็นเพียงคนกลางขายของครับ ซึ่งจะโทษกันก็ไม่ได้ในเมื่อการคิดริเริ่มเองดันมีต้นทุนสูง แถมทำออกมารัฐก็ไม่ช่วย ขายแพงก็แข่งไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดตัว

วันนี้โลกเปลี่ยน การค้าออนไลน์แข่งกันรุนแรง ที่สำคัญคนผลิตจากจีนเอาสินค้าราคาทุนมาขายแข่งกับพ่อค้าแม่ค้าปลีกชาวไทย สุดท้ายประกอบการคนกลางก็อยู่ไม่ได้ แถมรัฐก็ทำอะไรไม่ได้มาก กลายเป็นวิกฤตที่ยังแก้ไม่ตก

ผมคิดว่าวันนี้ต้องหันมาจริงจังกับเรื่องเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้มากขึ้น ตัดขั้นตอนและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชนไทย เหมือนที่หลายประเทศเขาทำกันครับ อย่างในเกาหลีใต้ หรือเวียดนาม ที่ในช่วงไม่กี่ปีเขาตัดและรวมกฎหมายได้มากกว่า การทำธุรกิจก็ง่ายขึ้น คนก็อยากเข้าไปลงทุน

ปัญหาที่ตามเมื่อผู้ประกอบการเราน้อยก็คือการผูกขาด ซึ่งจะไปโทษรายใหญ่ก็ไม่ได้อีก เพราะโครงสร้างตลาดบ้านเราไม่เอื้อให้ SME เติบโต พอการแข่งขันมีน้อย บริษัทใหญ่ ๆ ก็ไม่อยากลงทุนพัฒนานวัตกรรม สุดท้ายประเทศก็ไม่ไปไหน เพราะไม่มีอะไรใหม่ให้ขาย กลายเป็นปัญหาทับซ้อนเข้าไปอีก

วันนี้ผมคิดว่าเราต้องจริงจังกับเรื่องพวกนี้กันได้แล้วละครับ ถึงจะเป็นเรื่องเก่า แต่เรายังไม่ก้าวหน้าในเรื่องนี้

การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงทำให้การพึ่งพาภายนอกอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ แต่เราต้องการการส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ เพื่อเป็นความหวังให้คนรุ่นใหม่ ที่เขามีฝัน อยากทำสตาร์ทอัพ

สิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำและผมคิดว่านักวิชาการหลายท่านก็พยายามผลักดันกันอยู่คือเรื่อง การลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน เพื่อให้เอกชนสามารถจดจ่อกับการวิจัยและพัฒนาได้มากขึ้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับการวิ่งเข้าหาบรรดาข้าราชการ กระทรวง กรมต่าง ๆ เพื่อขอใบอนุญาต

เราต้องจริงจัง เรื่องส่งเสริมระบบนิเวศน์ที่เอื้อให้เกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาด เพราะมีงานวิชาการที่ผมเคยอ่านผ่านตาไว ๆ บอกว่า ถ้าภาคธุรกิจไหนมีการแข่งขันกันสูงระดับหนึ่ง ผู้ประกอบการจะแข่งกันพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาพรวมของประเทศครับ

เรื่องสุดท้ายผมคิดว่าเราต้องชัดเจนว่าอยากชูการพัฒนาอุตสาหกรรมอะไร เพราะบทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดแล้วครับว่า ยิ่งจำกัดเป้าหมายการส่งเสริมได้ชัดเท่าไหร่ โอกาสความสำเร็จมีสูงมาก และสุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้นำในเรื่องนั้น ๆ จนประเทศอื่น ๆ ก็แข่งกับเราไม่ได้

ที่ผมใช้คำว่า “เรา” แทนคำว่า “รัฐบาล” เพราะ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของรัฐบาลหรือภาคเอกชน แต่เป็นปัญหาของเราทุกคนครับ เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ไปข้างหน้า เราทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้นี่แหละครับที่ต้องลงไปแก้ไขตอนหลัง

ถึงหลายคนจะบอกว่าประเทศไทยเข้าใกล้รัฐล้มเหลว แต่ผมว่ามันยังไม่ใช่ขนาดนั้นครับ ผมยังเห็นนักกิจกรรม นักวิชาการ รวมไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยมากมายออกมาเปล่งเสียงดังบ้าง เบาบ้าง แต่มันก็สะท้อนว่าทุกคนอยากเปลี่ยน และทุกคนอยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนเราอย่างรุนแรง ฉะนั้นเราต้องเร่งปรับตัวเองให้ทันหรือนำปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นครับ เพราะมันไม่มีเส้นทางข้างหลังให้เราถอยได้อีกแล้วครับ

#สนธิรัตน์

‘ไทกร’เปิดลับ 3 กลุ่ม โผล่บงการ’ทักษิณ’หนีนอกประเทศ ปูแผน’ลูก’ยุบสภา?

'ไทกร'เปิดลับ 3 กลุ่ม โผล่บงการ'ทักษิณ'หนีนอกประเทศ ปูแผน'ลูก'ยุบสภา?

‘ไทกร’เปิดลับ 3 กลุ่ม โผล่บงการ’ทักษิณ’หนีนอกประเทศ ปูแผน’ลูก’ยุบสภา?

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ทักษิณจะหนีออกจากประเทศไทยได้หรือไม่?” พร้อมโพสต์คลิปวีดีโอรายการ “เรื่องนี้ต้องเคลียร์” ทางช่องยูทูป TOP NEWS LIVE ดำเนินรายการโดย “วรเทพ สุวัฒนพิมพ์” ในหัวข้อ อึ้ง”ไทกร”เปิดลับ 3 ซุ้ม โผล่บงการ”ทักษิณ”หนีนอกประเทศ ปูแผน”ลูก”ยุบสภา เลือกตั้งหน้าจับมือพรรคส้ม?” (ชมคลิปด้านล่าง)

– 006

‘สุวัจน์-เทวัญ’ขอบคุณชาวโคราช ไว้วางใจเลือก’หมอวรรณรัตน์’เป็นนายกเทศมนตรี

'สุวัจน์-เทวัญ'ขอบคุณชาวโคราช ไว้วางใจเลือก'หมอวรรณรัตน์'เป็นนายกเทศมนตรี

‘สุวัจน์-เทวัญ’ขอบคุณชาวโคราช ไว้วางใจเลือก’หมอวรรณรัตน์’เป็นนายกเทศมนตรี

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

‘สุวัจน์-เทวัญ’ขอบคุณชาวโคราช ไว้วางใจ’โคราชชาติพัฒนา’เลือก’หมอวรรณรัตน์’เป็นนายกเทศมนตรี มั่นใจสานต่อนโยบายรัฐให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของโคราช 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2568 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา ได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาเมื่อวานที่ผ่านมา ว่า ตน และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาตืพัฒนา ต้องขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนชาวโคราช ที่ให้ความไว้วางใจ เลือกนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และเลือกสมาชิกสภาเทศบาล จากทีมโคราชชาติพัฒนาแบบยกทีมทุกเขตรวม 24 คน

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นว่า นพ.วรรณรัตน์ จะนำประสบการณ์ในชีวิตทางการเมืองกว่า 30 ปี ทั้งจากการเป็นอดีตรัฐมนตรีพลังงาน และอดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม และอดีตสส.หลายสมัย มาบริหารงานของเทศบาลนครนครราชสีมา และเป็นผู้นำทีมสท.ทั้งหมด ทำงานให้เกิดความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการพัฒนาเมือง การพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างเทศบาลนครนครราชสีมาให้สวยงามเปรียบเสมือนเป็นห้องรับแขกของเมืองโคราช ต้อนรับผู้มาเยือนทั้งนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว

รวมทั้งเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ต่างๆ ของเมืองตามที่ได้หาเสียงกับพี่น้องประชาชนชาวโคราชเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำประปา  เรื่องขยะโดยเร่งด่วนด้วย และสานต่องานที่อดีตนายกเทศมนตรี นายประเสริฐ บุญชัยสุข ได้ทำเอาไว้ด้วย

”ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่ ช่วยกันทำงานประสานงานและสานต่อเชื่อมโยงกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการพัฒนาท้องถิ่น  การดูแลชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากภาวะวเศรษฐกิจในปัจจุบัน และช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้.“ นายสุวัจน์ กล่าว

‘เจิมศักดิ์’แนะยกเลิกฟรีวีซ่า ให้แต่เฉพาะ’คนจีนสีขาว’เข้าไทย

'เจิมศักดิ์'แนะยกเลิกฟรีวีซ่า ให้แต่เฉพาะ'คนจีนสีขาว'เข้าไทย

‘เจิมศักดิ์’แนะยกเลิกฟรีวีซ่า ให้แต่เฉพาะ’คนจีนสีขาว’เข้าไทย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.41 น.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ดูคลิปนี้แล้ว อายไหมครับ ประเทศไทยใช้นโยบายฟรีวีซ่า จีนอยากมาไม่ต้องกลั่นกรองโดยสถานทูตไทย ไม่ต้องจ่ายเงินค่าวีซ่า แต่ประเทศจีน กลั่นกรองคนของเค้า ไม่ให้มาไทยง่ายๆ เกรงจะถูกคนไทยหลอก ยกเลิกฟรีวีซ่า กลับไปให้สถานทูตไทยกลั่นกรองเก็บเงินค่าธรรมเนียม ให้แต่เฉพาะคนจีนสีขาวเข้าไทย ดีไหมครับ https://vt.tiktok.com/ZShfVfbkN/” (ชมคลิปด้านล่าง)

‘พท.’ยันไม่ยุบสภาฯ ย้ำทุกพรรคยังทำงานร่วมกันได้ ชี้เป็นธรรมดามีเกมการเมือง

‘พท.’ยันไม่ยุบสภาฯ ย้ำทุกพรรคยังทำงานร่วมกันได้ ชี้เป็นธรรมดามีเกมการเมือง

‘พท.’ยันไม่ยุบสภาฯ ย้ำทุกพรรคยังทำงานร่วมกันได้ ชี้เป็นธรรมดามีเกมการเมือง

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

‘เพื่อไทย’ยันไม่ยุบสภาฯ แน่นอน ย้ำทุกพรรคยังทำงานร่วมกันได้ ชี้เป็นธรรมดามีเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพราะเกี่ยวข้องกับคดีการฮั้ว สว. ว่า ตนไม่อยากให้สังคมคล้อยตามข่าวเช่นนี้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่างก็ทำตามอำนาจหน้าที่ที่เขามี และข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้มีการระบุว่าพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลัง

ซึ่งจากที่มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคต่างก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับ พท.ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้ เป็นอย่างดี ฉะนั้น ย้ำว่าไม่อยากให้ข่าวเช่นนี้ออกมาแล้วทำให้สังคมเกิดความไขว้เขว ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล

เมื่อถามว่า ยังยืนยันว่า พท.สามารถคุยกับ ภท. และพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ถูกต้อง ทุกพรรคยังร่วมมือทำงานให้ประชาชนได้ และ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ใช่เป็นงบประมาณของพรรค พท.อย่างเดียว แต่พรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้น งบประมาณของทุกกระทรวงต่างก็อยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ แน่นอนว่าหากงบประมาณฉบับนี้ไม่ผ่านจริงๆ รัฐบาลมีสองทางเลือกคือนายกฯ ต้องลาออก หรือยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ตนจึงไม่อยากให้ข่าวที่ออกมาโจมตี ภท.เช่นนี้ สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้รัฐบาล

เมื่อถามว่า ยังมั่นใจในเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ใช่ เพราะผู้ใหญ่ในพรรคหรือแม้กระทั่งนายกฯ เองก็บอกเสมอว่าได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมาตลอด หรือบางครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะมีการเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง และทุกคนก็ยังยืนยันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณ และกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะเข้าสู่สภา

เมื่อถามว่า มองว่ากระแสข่าวที่ออกมาในช่วงก่อนที่งบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ มีนัยยะอะไรหรือเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า ทุกครั้งที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเข้าสู่สภาฯ ก็จะมีข่าวเช่นนี้ออกมาทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอยากให้มีการปรับ ครม.หรือไม่ หรือบางคนอาจจะอยากถูกเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือบางพรรคที่ได้เสียงแล้วไม่มีการเชิญให้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็อาจจะอยากให้ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปได้

นายดนุพร กล่าวต่อว่า นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมืองก่อนที่จะมีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภา ถือเป็นสองครั้งที่จะสามารถล้มรัฐบาลได้คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และงบประมาณที่เมื่อไม่ผ่าน รัฐบาลต้องไป ฉะนั้นเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปเรียบร้อย และนายกรัฐมนตรีได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น สามารถอยู่ต่อได้ จะมีอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลเกิดการสั่นคลอนนั่นก็คือเรื่องงบประมาณ

“ทำให้ต้องมีการตีข่าวว่ารัฐบาลไปต่อไม่ได้แล้ว พรรคนั้นพรรคนี้ไม่โหวตให้ เพื่อที่จะเขย่าให้รัฐบาลลาออก เป็นเกมการเมือง แต่เรายังเชื่อมั่นในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่าเรายังสามารถร่วมกันได้ดี” นายดนุพร กล่าว

เมื่อถามว่า ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ยุบสภาฯ ใช่หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า แน่นอน แม้การทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะมีความเห็นต่างบ้างใน บางประเด็น แต่ก็ไม่หนักหนาถึงขั้นที่จะพูดคุยกันไม่ได้ และเมื่อมีความเห็นต่างตนก็เชื่อว่าหัวหน้าพรรคจะสามารถพูดคุยกันได้

‘กกต.’ประณามเหตุใช้ความรุนแรง สจ.กร่างสั่งลูกน้องรุมตื้บตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง

'กกต.'ประณามเหตุใช้ความรุนแรง สจ.กร่างสั่งลูกน้องรุมตื้บตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง

‘กกต.’ประณามเหตุใช้ความรุนแรง สจ.กร่างสั่งลูกน้องรุมตื้บตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

‘กกต.’ประณามเหตุใช้ความรุนแรง สจ.กร่างสั่งลูกน้องรุมตื้บตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง ‘อิทธิพร’สายตรง สั่ง ผอ.เข้าให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2567 จากเหตุกรณี ด.ต.นิสาธิต คงเทพ  สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรีตำบลพะวง หน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ที่ 2 ต.พะวง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เมื่อวานนี้ ได้ถูกกลุ่มบุคคลทำร้ายร่างกาย เนื่องจากได้ห้าม และชี้แจงไม่ให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งเข้ามาภายในหน่วยเลือกตั้ง ทำให้เกิดความไม่พอใจ และต่อมามีกลุ่มคนเข้ามาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บในขณะปฏิบัติหน้าที่ และเข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาลสงขลา 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอแสดงความห่วงใย และเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการเลือกตั้ง สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งอย่างรับผิดชอบ และแข็งขัน และจะดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่   

ซึ่งในเรื่องดังกล่าวเมื่อได้รับรายงาน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ได้โทรศัพท์ไปพูดคุย เพื่อแสดงความห่วงใย และให้กำลังใจแก่ ด.ต.นิสาธิต คงเทพ ด้วย

พร้อมกันนี้ยังได้มอบหมายให้   ร.ต.อ.สมนึก กุลมณี  ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสงขลา และคณะ เป็นผู้แทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไปมอบกระเช้าผลไม้ และเงินบำรุงขวัญ จำนวน 5,000 บาท พร้อมด้วยเงินสมทบของพนักงานสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสงขลา จำนวน 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้นแก่ ด.ต.นิสาธิต คงเทพ และจะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาตามระเบียบดังกล่าว และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าสำนักงาน กกต.จะไม่เพิกเฉย  ต่อความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่ปราศจากความรุนแรง   

สำนักงาน กกต. มีระเบียบว่าด้วยเงินชดเชยผู้ประสบภัยเนื่องจากการปฏิบัติงานเลือกตั้ง พ.ศ. 2555 กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ มีสิทธิได้รับเงินบำรุงขวัญและเงินชดเชยให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ  คือ  เงินบำรุงขวัญ กรณีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส รายละ 10,000  บาท หรือกรณีที่ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส รายละ 5,000  บาท  และเงินชดเชยกรณีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรังจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่เกินรายละ 100,000  บาท