ต้องใช้อย่างคุ้มค่า! รทสช.เตรียมชำแหละงบ 69 ลดงบไม่จำเป็น

ต้องใช้อย่างคุ้มค่า! รทสช.เตรียมชำแหละงบ 69 ลดงบไม่จำเป็น

ต้องใช้อย่างคุ้มค่า! รทสช.เตรียมชำแหละงบ 69 ลดงบไม่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

“โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ”เผยเตรียมชำแหละงบ 2569 ลดงบไม่จำเป็น ย้ำงบประมาณต้องใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กำชับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคน เร่งศึกษาข้อมูลและทำการบ้านเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เนื่องด้วยเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา สส.ได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ทางพรรคก็จะมีการนัดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนพรรคเข้าไปอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ เน้นย้ำกับ สส.พรรค ก็คือการตรวจสอบและปรับลดงบประมาณที่เกินความจำเป็นในแต่ละกระทรวง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรว่างบประมาณต้องใช้เฉพาะกับโครงการหรือสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น สิ่งใดไม่จำเป็นก็ให้เสนอปรับลดงบประมาณลงทันที

“สิ่งสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ งบประมาณทุกอย่างต้องถูกใช้ไปกับสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น หากงบใดหรือโครงการใดที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถชี้แจงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือดูแล้วไม่เหมาะสม ก็ให้ สส.พรรคเสนอปรับลดงบประมาณลง เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต้องช่วยแก้ไขปัญหาของพ่อแม่พี่น้องทุกคนได้อย่างแท้จริง” นายอัครเดช กล่าว

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่าจะดำเนินการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด

‘ภูมิธรรม’ถึงเยอรมนี ร่วมประชุม UN จับตาเจรจา’เครื่องยนต์เรือดำน้ำ’หรือไม่

'ภูมิธรรม'ถึงเยอรมนี ร่วมประชุม UN จับตาเจรจา'เครื่องยนต์เรือดำน้ำ'หรือไม่

‘ภูมิธรรม’ถึงเยอรมนี ร่วมประชุม UN จับตาเจรจา’เครื่องยนต์เรือดำน้ำ’หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม , พล.อ.อ.ธัชชัย อัจฉริยาการุณที่ปรึกษา รมว.กห.และคณะ เดินทางถึงกรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติการรักษาสันติภาพภายใต้กรอบสหประชาชาติ ครั้งที่ 6 (United Nations Peacekeeping Ministerial : UNPKM 2025) ระหว่างวันที่ 13 – 14 พ.ค.68

การประชุมนี้จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 80 ปี UN และ 1 ทศวรรษการประชุมสุดยอดผู้นำว่าด้วยการรักษาสันติภาพ ไทยย้ำแนวคิดสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเน้นความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม (โดยเฉพาะสตรี) และทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อให้ภารกิจรักษาสันติภาพตอบสนองต่อสถานการณ์โลกได้ทันท่วงที

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางพัฒนาการรักษาสันติภาพในอนาคต (Future of Peacekeeping) รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือ การฝึกอบรม และการยกระดับขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติภารกิจ โดยไทยได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนีและเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะร่วมกับผู้แทนจากนานาประเทศ

ในวันที่ 13 พ.ค.68 เวลา 10.25 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเยอรมนี ที่กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (ห้อง Stesemann-Zimmer) โดยจะมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงในภูมิภาค และบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมระดับสูง ที่ห้อง Weltsaal กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งประกอบด้วยการหารือในหัวข้อ “การรักษาสันติภาพในอนาคต” (Future of Peacekeeping) และตามหัวข้อ “การปฏิรูปการรักษาสันติภาพเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” (Peacekeeping Reform : More Effective and Safer Peacekeeping) และการประชุมในหัวข้อ “มุมมองระดับโลกเกี่ยวกับการรักษาสันติภาพในอนาคต” (Global Perspectives on The Future of Peacekeeping) ภายหลังการหารือ คณะได้รับเกียรติร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ กระทรวงกลาโหมเยอรมนี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ในวันที่ 14 พ.ค.68 เวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมเต็มคณะเพื่อให้คำมั่น ในหัวข้อ “การฝึกอบรมและการเสริมสร้างขีดความสามารถ ความเป็นหุ้นส่วน และประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง” (Training and Capacity Building, Partnerships, Cross-Cutting Issues) ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของไทยในเวทีความมั่นคงโลก ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย ประชุมในหัวข้อ “ขีดความสามารถสำหรับรูปแบบภารกิจในปัจจุบันและอนาคต” (capabilities for Current and New Mission Models) โดยเป็นการจัดหารือกลุ่มย่อยแบบคู่ขนาน

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางพัฒนาการรักษาสันติภาพในอนาคต (Future of Peacekeeping) รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือ การฝึกอบรม และการยกระดับขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติภารกิจ โดยไทยได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมยนี และเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะร่วมกับผู้แทนจากนานาประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเดินทางไปประเทศเยอรมันในครั้งนี้ นายภูมิธรรมจะมีการพูดคุยถึงปัญหาเครื่องยนต์เรือดำน้ำ ของกองทัพเรือไทย ขึ้นมาหารือกับประเทศเยอรมัน หรือไม่ เนื่องจากนายภูมิธรรมได้เคยให้สัมภาษณ์ว่าได้พูดคุยกับผู้ช่วยทูตทหารเยอรมัน ประจำประเทศไทย เรื่องให้ประสานกับทางรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมเยอรมัน เรื่องที่ไทยจะขอซื้อเครื่องยนต์ MTU 396 มาใส่ในเรือดำน้ำ กองทัพเรือไทย เอง

– 006

‘สัมพันธ์’ขอบคุณชาวนราฯ โหวต’ทีมกล้าทำ’เป็นนายกเล็ก-สท.หลายพื้นที่

'สัมพันธ์'ขอบคุณชาวนราฯ โหวต'ทีมกล้าทำ'เป็นนายกเล็ก-สท.หลายพื้นที่

‘สัมพันธ์’ขอบคุณชาวนราฯ โหวต’ทีมกล้าทำ’เป็นนายกเล็ก-สท.หลายพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.59 น.

‘สัมพันธ์’ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากชาวนราธิวาสที่มอบให้’ทีมกล้าทำ’เป็นนายกเทศมนตรี-สมาชิก สท.หลายเทศบาล ลั่นจะตอบแทนความไว้ใจด้วยการทำงาน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2568 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีว่า ตนขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทุกท่านไว้วางใจเลือกผู้สมัครจากทีมกล้าทำ โดยและสมาชิก สท. ทุกท่าน โดยขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกเทศมนตรี สมาชิก สท. ในพื้นที่เทศบาลเมืองสุไหงโกลก, เทศบาลเมืองตากใบ, เทศบาลเมืองตะลุบัน, เทศบาลเมืองสะเตงนอก, เทศบาลตำบลปาเสมัส, เทศบาลตำบลปะลุรู, เทศบาลตำบลแว้ง, เทศบาลตำบลบูเก๊ะตา, เทศบาลตำบลตันหยงมัส และเทศบาลตำบลมะรือโบตก

“ทุกคะแนนเสียงคือกำลังใจ และการสนับสนุนของพี่น้องมอบให้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือ ความไว้วางใจที่มีคุณค่า ที่สำคัญทุกเสียงนั้นมาจากความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง หวังที่จะเห็นบ้านเมืองดีขึ้น และหวังว่าจะมีคนที่กล้าลงมือทำเพื่อประชาชนจริง ๆ หลังจากนี้นราธิวาสจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมแน่นอน” นายสัมพันธ์ กล่าว

นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า ตน และทีมกล้าทำขอใช้แรงกาย และแรงใจตอบแทนทุกเสียงของประชาชน ด้วยการทำงานอย่างเต็มที่ จริงใจ และไม่ทอดทิ้งพื้นที่ เพราะทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน เราจะกล้าทำต่อไป ด้วยความรัก ความหวัง และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่อวันนี้ประชาชนมอบความวางไว้วางใจให้ เราจะไม่ใช่แค่ขอบคุณ แต่จะตอบแทนทุกคะแนนด้วยการทำงานที่พี่น้องเห็น และรู้สึกได้

‘โฆษก ปชป.’ย้ำกรณี’สจ.กอล์ฟ’ ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม

'โฆษก ปชป.'ย้ำกรณี'สจ.กอล์ฟ' ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม

‘โฆษก ปชป.’ย้ำกรณี’สจ.กอล์ฟ’ ปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

“โฆษกประชาธิปัตย์”ชี้กรณี”สจ.กอล์ฟ”เป็นเรื่องส่วนบุคคล-ไม่เกี่ยวกับพรรค ย้ำให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมส่งกำลังใจถึง ตชด.ผู้บาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับ นายสิรดนัย พลายด้วง ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในหน่วยเลือกตั้ง ที่ จ.สงขลา ว่า จากข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ และส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับพรรค ขณะนี้ได้รับทราบเพียงจากรายงานข่าว และมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายแล้ว แต่ตนยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุย สอบถามกับนายสมยศ จึงยังไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจนได้ในขณะนี้

“ดิฉันขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยัง ด.ต.นิสาธิต คงเทพ เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ดูแลความปลอดภัยประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้ได้รับบาดเจ็บ และขอให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

แตกหัก‘พรรคส้ม’ ‘สส.กฤษฎิ์’ปชน.ไขก๊อก โดดซบ‘กล้าธรรม’

แตกหัก‘พรรคส้ม’ ‘สส.กฤษฎิ์’ปชน.ไขก๊อก โดดซบ‘กล้าธรรม’

แตกหัก‘พรรคส้ม’ ‘สส.กฤษฎิ์’ปชน.ไขก๊อก โดดซบ‘กล้าธรรม’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

ลาก่อน!!! “สส.กฤษฎิ์”ปชน.แถลงแยกทาง”พรรคส้ม”พรุ่งนี้ 10 โมง ที่รัฐสภา พร้อมเปิดหนังสือที่ส่งถึง”เท้ง” บรรยายความในใจความยาว 2 หน้ากระดาษ

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวจะย้ายไปพรรคกล้าธรรม (กธ.) ว่า ได้เตรียมแถลงข่าวที่รัฐสภา ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.เพื่อยุติบทบาทการทำงานกับพรรคประชาชน หลังได้ส่งหนังสือแจ้งให้กับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และกรรมการบริหารพรรค แล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดย น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวว่า แกนนำพรรคประชาชนก็ยังคงเจรจาให้ทำงานอยู่กับพรรค ส่วนเหตุผลจุดแตกหักที่นำมาซึ่งการตัดสินใจยุติบทบาทกับพรรคประชาชนนั้น เนื่องด้วยเหตุผลการทำงานกับทีมจังหวัดในพื้นที่ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่เห็นคุณค่าในการทำงานของตน โดยเฉพาะการทำงานที่ไม่สอดประสานกัน

อย่างไรก็ตาม จะมีการเปิดเผยหนังสือที่ส่งถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีความยาว 2 หน้ากระดาษ ถึงเหตุผลและปัญหาในการทำหน้าที่ สส.ชลบุรี เขต 6 ในพรรคประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมา

ทั้งนี้ น.ส.กฤษฎิ์ ยอมรับว่า จะไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แล้ว

นอกจากนี้ น.ส.กฤษฎิ์ ยังได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรุ่งนี้ 13 พ.ค.2568 10.00 น. สส.กฤษฏิ์ แถลงข่าวที่รัฐสภา ตอบทุกประเด็นคำถาม”

‘นายกฯอุ๊งอิ๊งค์’ให้กำลังใจคนทำงาน คุมเพลิงโดยรอบได้แล้วไฟไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์

'นายกฯอุ๊งอิ๊งค์'ให้กำลังใจคนทำงาน คุมเพลิงโดยรอบได้แล้วไฟไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์

‘นายกฯอุ๊งอิ๊งค์’ให้กำลังใจคนทำงาน คุมเพลิงโดยรอบได้แล้วไฟไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

“นายกฯอุ๊งอิ๊งค์” เผยคุมเพลิงโดยรอบได้แล้ว ไฟไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ย่านลาดกระบัง ส่งกำลังใจให้คนทำงานทุกคน 

12 พ.ค.68 เวลา 11.46 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ทวีตข้อความผ่าน X เกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ โรงงานเฟอร์นิเจอร์ย่านลาดกระบังว่า “จากกรณีไฟไหม้ โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ที่เขตลาดกระบัง ตั้งแต่เมื่อวานเย็นที่ผ่านมา ดิฉันได้รับรายงานจากทาง กทม.​ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช. กระทรวงมหาดไทย ว่าได้เข้าไปดูแลการควบคุมเพลิง ณ จุดเกิดเหตุ โดยล่าสุดควบคุมเพลิงโดยรอบได้แล้ว แต่ยังมีบางจุดของโรงงานที่ยังมีไฟไหม้อยู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดูแลและควบคุมเพลิงอย่างเต็มกำลัง และได้ประสาน ปภ. สาธารณสุข และ กรมควบคุมมลพิษ ตรวจสอบค่ามลพิษในอากาศ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนี้ ทั้งเจ้าหน้าที่จากภาครัฐและอาสาสมัครทุกท่าน ที่เสียสละเข้าไปช่วยเหลือและดูแลสถานการณ์

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกของการก่อสร้างยุคใหม่ “ช่างฝีมือแรงงาน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ลงมือสร้างบ้านหรือซ่อมแซมอาคาร แต่คือผู้สร้างรากฐานของประเทศ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA คือ ผู้นำเบอร์หนึ่งในวงการสีและวัสดุปกป้องพื้นผิวครบวงจร เดินหน้าสนับสนุนเส้นทางอาชีพของนักเรียนสายช่าง ให้ไปถึงเป้าหมายสู่การเป็น “เถ้าแก่เจ้าของธุรกิจ SME รุ่นใหม่” หรือ “ผู้รับเหมามืออาชีพ” ที่ประสบความสำเร็จ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมูลนิธิพระดาบส จัดทำหลักสูตรวิชาชีพช่างมืออาชีพให้แก่นักเรียนสายช่าง    ทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพในสาขาต่างๆ ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมางานสี ฝ้าเพดาน  ช่างกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ ฯลฯ อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ: วิสัยทัศน์แห่งโอกาสเพื่ออนาคตช่างไทย

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA เผยว่า กว่า 60 ปี ในวงการวัสดุก่อสร้าง ผมมองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสของนักเรียนสายช่าง นั่นคือ ทักษะด้านฝีมือแรงงานและประสบการณ์วิชาชีพที่ได้เปรียบกว่าใคร ซึ่งนักเรียนสายช่างมักมองข้ามและเข้าใจผิดว่าการจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

แต่ในความเป็นจริง นักเรียนสายช่างอาชีวะมีโอกาสก้าวสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่า สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้รวดเร็ว เพราะเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพที่ตลาดต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจรีโนเวทบ้านและอาคารเก่ากำลังเติบโต ทว่ายังขาดแคลนช่างผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก นี่คือโอกาสมูลค่ามหาศาลที่รออยู่ หากเยาวชนสายช่างตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง

ความได้เปรียบของนักเรียนสายช่างไม่ได้อยู่แค่ความรู้ภาคทฤษฎี แต่อยู่ที่การได้ลงมือปฏิบัติจริง สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เส้นทางความก้าวหน้าของช่างฝีมือไทยสามารถพัฒนาจากการรับงานเล็กๆ สู่การเป็นผู้รับเหมา และต่อยอดเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ได้ในอนาคต

โอกาสไกลถึงต่างประเทศ – สร้างรายได้สูง กลับมาพัฒนาประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองของแรงงานไทยในตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศในเอเชียตะวันออกที่ต้องการช่างฝีมือไทยมาก เพราะมีชื่อเสียงด้านความขยัน ความซื่อสัตย์ และฝีมือที่โดดเด่น ดังนั้น เมื่อช่างฝีมือไทยได้ผ่านการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และสร้างรายได้ในต่างประเทศ พวกเขาสามารถนำความรู้และเงินทุนกลับมาสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานรุ่นใหม่

ชี้แนวทางสู่ความสำเร็จ: เริ่มจากเล็ก ฝึกให้ลึก ค่อยก้าวสู่ใหญ่

เจ้าส้วประจักษ์ แนะแนวทางสู่ความสำเร็จว่า ควรเริ่มต้นจากการฝึกทำงานในบริษัทมืออาชีพ 5-10 ปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์จริง จากนั้นค่อยเริ่มต้นรับงานเล็กๆ เฉพาะทางที่ตนเองถนัด อาทิ ช่างสี – งานฝ้า ช่างไฟฟ้า – แอร์ – ประปา ช่างปูกระเบื้อง ทำระบบกันซึม – สุขภัณฑ์ เพื่อสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้า ก่อนเติบโตเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ หรือก้าวขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจSMEได้ในที่สุด

“เราต้องการเห็นนักเรียนสายช่างรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของธุรกิจ มีทักษะความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง และรักในอาชีพ ขยัน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และไม่ยอมแพ้ ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้” เจ้าสัวประจักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มะลิลา” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.  มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย  มีลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็ก สูงประมาณ 1 – 3 เมตร  จะออกดอกตลอดปี (ออกดอกน้อยช่วงฤดูหนาว)  ดอกจะหอมมากในช่วงเช้าและเย็น)  ขยายพันธุ์โดยการปักชำ (กิ่งยอด) การตอน (กิ่งขนาดใหญ่) การทับกิ่ง (บริเวณที่มีข้อปล้อง)

ด้วยจุดเด่นของมะลิลาที่ออกดอกบ่อย (ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นจะออกดอกน้อย) ดอกมีกลิ่นหอมแรง และทยอยออกดอกสม่ำเสมอ อีกทั้งต้นพันธุ์มีราคาถูก ปลูกและดูแลรักษาง่ายกว่าพันธุ์ไม้หอมอีกหลายชนิด จึงเหมาะนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย และเป็นการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่การนำไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ดำเนินโครงการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัดเพื่อการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบจากน้ำมันหอมระเหยของพืชสมุนไพรไทย ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา” สำหรับนวดร่างกายหรือแต้มบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการ เพื่อช่วยในการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบ

ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลาสดที่สกัดโดยใช้เทคนิค Green Technology (Phytonic Extraction) ทำให้ได้น้ำมันดอกมะลิลาที่มีความบริสุทธิ์และคุณภาพสูง

น้ำมันดอกมะลิลาและผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและประเมินความปลอดภัยในสัตว์ทดลองพบว่า มีความปลอดภัยและสามารถช่วยในการผ่อนคลายได้ดี เมื่อได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะเข้าไปจับกับตัวรับ (receptor) บนเยื่อบุจมูก และแปรสัญญาณเป็นสื่อระบบประสาทในสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความรู้สึก การสัมผัส อารมณ์ มีผลกระตุ้นหรือระงับระบบประสาทและสมอง ดังนั้นจึงสามารถช่วยในการปรับสมดุลของอารมณ์และจิตใจทำให้ช่วยในการผ่อนคลายได้

โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ 1.ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาสด มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งหากเป็นน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์จะไม่มีผลในการบำบัดรักษา 2.ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปแบบเจล ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน พกพาติดตัวได้ง่าย และ 3.ผู้ใช้สามารถใช้เจลน้ำมันดอกมะลิลาได้แบบเฉพาะบุคคล โดยแต้มหรือทานวดตามส่วนของร่างกายเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย หากเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์รูปแบบสเปรย์หรือก้านไม้หอม จะกระจายกลิ่นหอมได้บริเวณกว้าง อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นดอกมะลิ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

11 พ.ค.68 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีความสำคัญคือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542

ภายในงานได้มีกิจกรรมตักบาตรพระ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ภาคบ่ายเป็นพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 10 รูป โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.9, ราชบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ณ อุโบสถวัดพระธรรมกาย ต่อด้วยภาคค่ำ พิธีจุดวิสาขประทีป แปรอักษรภาพ “ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน” โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เป็นประธานสงฆ์ ต่อด้วยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ร่วมกันเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ และฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 7,357,000,000 จบ และเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันสำคัญดังกล่าว

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

'ประธานองคมนตรี'เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 20 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดย รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวรายงานการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองกิจกรรมวันวิสาขบูชาโลก  และมี พระพรหมบัณฑิต ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก สังฆนายก ประมุขสงฆ์และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ  รวมทั้งประชาชนทั่วไปร่วมกิจกรรม


สำหรับกิจกรรมวันวิสาขบูชาโลกประจำปีนี้จัดขึ้นที่ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2568 และที่ประชุมได้มีปฎิญญาโฮจิมินห์ 7 ข้อ คือ 1. พัฒนาที่ยั่งยืนต้องมี่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและครอบคลุม 2. สันติสุขภายในคือรากฐานของสันติภาพโลก 3. การให้อภัยคือหัวใจของความยุติธรรมและสันติภาพถาวร 4. เศรษฐกิจพอเพียงควรยึดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากกว่ากำไร 5.การศึกษาจริยธรรมควรบรรจุในทุกระดับการศึกษา 6.ผู้นำพุทธควรสนับสนุนสันติภาพและการสนทนาข้ามศาสนา และ 7. สนับสนุนประเทศจีนเป็นเจ้าภาพงานวิสาขบูชาโลก


แต่เนื่องจากวันวิสาขบูชาโลกเป็นวันที่ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ให้การรับรองวันวิสาขบูชาของชาวพุทธ ให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก (United Nation Day of Vesak) เมื่อปีพุทธศักราช 2542  ประเทศเวียดนามไม่มีศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก จึงมีมติทุกปีให้กลับมาเฉลิมฉลองที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง