‘ประเสริฐ’ฉะคนปล่อยข่าว‘ภท.’คว่ำงบ69 มุ่งเสี้ยมรัฐบาลระแวงกันเอง

‘ประเสริฐ’ฉะคนปล่อยข่าว‘ภท.’คว่ำงบ69 มุ่งเสี้ยมรัฐบาลระแวงกันเอง

‘ประเสริฐ’ฉะคนปล่อยข่าว‘ภท.’คว่ำงบ69 มุ่งเสี้ยมรัฐบาลระแวงกันเอง

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ประเสริฐ’ฉะคนปล่อยข่าว‘ภท.’คว่ำงบ69 มุ่งเสี้ยมรัฐบาลระแวงกันเอง

12 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะไม่โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า ทางพรรคภูมิใจไทย ออกมาชี้แจงแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็บอกมาตลอดว่าพร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาขวางร่างพ.ร.บ.งบฯ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนมองว่าคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมามีเจตนาทำให้คนในรัฐบาลระแวงกันเอง แต่ส่วนตัวที่ได้ประชุมครม.ได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีแต่ละพรรค ยังไม่เห็นประเด็นขัดแย้งในการทำงาน ทุกคนยังพร้อมให้ความร่วมมือการเดินหน้าภารกิจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จึงมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะสามารถทำงานแก้วิกฤติต่างๆที่เจอในขณะนี้ได้จนอยู่ครบวาระ และเชื่อว่าด้วยความเป็นผู้นำของน.ส.แพทองธาร ที่ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกระดับอย่างดี ทำให้การทำงานราบรื่น

“แม้จะมีคนพยายามปล่อยข่าวทำนองนี้มาหลายครั้งแต่เวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่เป็นความจริง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ขอให้ความมั่นใจประชาชนได้เลยว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำงานแก้วิกฤติและพัฒนาประเทศได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน” นายประเสริฐ กล่าว

‘อนุสรณ์’ชี้ไม่มีเหตุที่พรรคไหน จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทำประเทศเสียโอกาส

‘อนุสรณ์’ชี้ไม่มีเหตุที่พรรคไหน จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทำประเทศเสียโอกาส

‘อนุสรณ์’ชี้ไม่มีเหตุที่พรรคไหน จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทำประเทศเสียโอกาส

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

‘อนุสรณ์’ชี้ไม่มีเหตุที่พรรคไหน จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทำประเทศเสียโอกาส

12 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่บางพรรคการเมืองอาจไม่สนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ไม่มีเหตุผลที่พรรคการเมืองใดจะนำร่างงบประมาณ มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกันทางการเมือง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การเดินหน้าพัฒนาประเทศ งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันและนำพาประเทศพัฒนาไปข้างหน้า พรรคการเมืองที่ถูกโยงว่าอยู่เบื้องหลังการเตรียมการโหวตคว่ำร่างพ.ร.บ. งบประมาณ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าไม่เคยคิดและไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติมีปัญหาหลายด้าน ทุกภาคส่วนควรร่วมด้วยช่วยกัน นำพาประเทศชาติและประชาชนออกจากวิกฤต คิดเรื่องการเมืองให้น้อยคิดเรื่องบ้านเมืองให้มาก ร่างงบฯ ปี 69 ไม่ใช่เครื่องต่อรองทางอำนาจ แต่เป็นกุญแจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส สร้างรายได้ให้ชุมชน และฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

ทั้งนี้ งบประมาณฉบับนี้ พิจารณาจัดทำด้วยระบบวิธีงบประมาณ เป็นผลจากกระบวนการที่เปิดกว้าง รอบคอบ มีการพิจารณาอย่างเป็นระบบจากทุกฝ่าย ไม่ใช่งบของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นงบ ในการพัฒนาประเทศในทุกมิติของประชาชนทุกคน หากจะมีการคว่ำงบประมาณต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโครงการสำคัญและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนาเชิงโครงสร้าง

“ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตหลายด้าน ร่างงบฯ ปี 69 คือโอกาสวางรากฐานอนาคตประเทศ หากการเมืองยังเป็นอุปสรรค ก็เท่ากับปิดโอกาสของ ประเทศชาติและประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘อนุสรณ์’ขอบคุณชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ หนุน‘อัศนี’เพื่อไทยเป็นนายกฯอีกสมัย

‘อนุสรณ์’ขอบคุณชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ หนุน‘อัศนี’เพื่อไทยเป็นนายกฯอีกสมัย

‘อนุสรณ์’ขอบคุณชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ หนุน‘อัศนี’เพื่อไทยเป็นนายกฯอีกสมัย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘อนุสรณ์’ขอบคุณชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ หนุน‘อัศนี’เพื่อไทยเป็นนายกฯอีกสมัย

12 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่พี่น้องประชาชนยังคงไว้วางใจเลือกนายอัศนี บูรณุปกรณ์ จากพรรคเพื่อไทย ให้เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย ว่า นี่คือบทพิสูจน์ในพลังของพี่น้อง ประชาชน ที่มองเห็นความตั้งใจจริง เห็นคุณค่าในความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างต่อเนื่องของการทำงาน และเชื่อมั่นในแนวนโยบายที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทย นอกจากนายอัศนี จะได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนนที่ชัดเจน สท. ทีมพรรคเพื่อไทย ยังได้รับการเลือกตั้งจำนวนสูงถึง 20 คนจากจำนวน สท.ทั้งหมด 24 คน ผลจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันในความนิยมในตัวบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงความศรัทธาที่มีต่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ร่วมกันส่งสัญญาณแห่งความหวังและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกครั้ง นายอัศนีถือเป็นนายกเทศมนตรีที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งด้านการบริหารเมือง การดูแลโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบริหารจัดการเมืองอย่างเป็นระบบและรับฟังเสียงประชาชนทุกระดับ

“ชัยชนะในครั้งนี้คือชัยชนะของพี่น้องประชาชนชาวเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่เชื่อมั่นว่าเมืองเชียงใหม่จะยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างมั่นคงต่อไป ภายใต้การนำของผู้ที่เข้าใจพื้นที่ เข้าใจประชาชน และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ติงหลังรู้ผลเลือกตั้งเทศบาล อย่าแดกดันคนในพื้นที่เป็นเมือง‘ทานหญ้าบุรี’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ติงหลังรู้ผลเลือกตั้งเทศบาล อย่าแดกดันคนในพื้นที่เป็นเมือง‘ทานหญ้าบุรี’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ติงหลังรู้ผลเลือกตั้งเทศบาล อย่าแดกดันคนในพื้นที่เป็นเมือง‘ทานหญ้าบุรี’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ติงหลังรู้ผลเลือกตั้งเทศบาล อย่าแดกดันคนในพื้นที่เป็นเมือง‘ทานหญ้าบุรี’

12 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) ระบุว่า…

ต้องรู้จักแพ้

การเลือกตั้งเทศบาลที่เพิ่งผ่านไป

ผลเลือกตั้งอาจไม่ได้ดั่งใจเรา

คนที่อยากให้แพ้กลับชนะ

แต่ต้องไม่แดกดันคนในพื้นที่

กลายเป็นเมืองทานหญ้าบุรี

บรรดากองเชียร์กองแช่ง

ต้องเข้าใจบริบทการเมืองของแต่ละพื้นที่

ไม่ได้ชอบคนที่เลือกเท่าไร

ไม่กาบัตร no vote

แต่เลือกเพื่อไม่ให้อีกคนชนะต่างหาก

การตราหน้าคนพื้นที่ว่าทานหญ้า

ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ผู้ใช้สิทธิไม่ได้โง่ แต่มีเหตุผลของเขา

หาคนดีคนเก่งมาให้เขาเลือกสิ

จับตา‘3 ดีล’สำคัญ เชื่อมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชี้ชะตา‘รัฐบาลอิ๊งค์-ทักษิณ’ไปต่อหรือจบเห่

จับตา‘3 ดีล’สำคัญ เชื่อมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชี้ชะตา‘รัฐบาลอิ๊งค์-ทักษิณ’ไปต่อหรือจบเห่

จับตา‘3 ดีล’สำคัญ เชื่อมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชี้ชะตา‘รัฐบาลอิ๊งค์-ทักษิณ’ไปต่อหรือจบเห่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

จับตา‘3 ดีล’สำคัญ เชื่อมฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชี้ชะตา‘รัฐบาลอิ๊งค์-ทักษิณ’ไปต่อหรือจบเห่

12 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ผลสอบแพทยสภา กระทบต่อรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง” ระบุว่า…

ผลสอบแพทยสภา กระทบต่อรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง

หลังจากคณะกรรมการแพทยสภา ได้แถลงผลการสอบ กรณีนายทักษิณ ชินวัตรป่วยรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งพบว่าไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่านายทักษิณป่วยวิกฤติ ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงอนาคตของนายทักษิณว่า ผลการสอบของคณะกรรมการแพทยสภา น่าจะเป็นสารตั้งต้น ที่นำไปสู่การไต่สวนของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้นายทักษิณต้องถูกบังคับโทษ ตามหมายศาลฎีกา คือไปรับโทษใหม่ตามที่ได้รับพระราชทานลดโทษจำคุกเหลือ1ปี

ซึ่งทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนทำให้แกนนำของพรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาปฏิเสธว่า ผลการสอบของแพทยสภา จะไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า นายทักษิณคือผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลชุดนี้ เป็นผู้กำหนด เป็นผู้กำกับ เป็นผู้ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่สำคัญผ่านรัฐบาลชุดนี้

ถ้าหากนายทักษิณถูกบังคับโทษให้ไปจำคุก ตามหมายศาลฎีกาฯ จะไม่สามารถควบคุม หรือบงการรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมานายทักษิณเป็นคนกำหนดนโยบาย เป็นคนมอนิเตอร์พรรคร่วมรัฐบาล ขันน๊อตการทำงานของรัฐมนตรีทุกคน เมื่อกลับไปอยู่ในเรือนจำ อาจทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน เว้นแต่รัฐบาลชุดนี้เปิดดีลต่อ หรือต่อดีลลับที่มีอยู่แล้ว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไฟเขียวให้ต่อดีลออกไปอีก ซึ่งดีลเดิม ยังทำไม่สำเร็จเลยแม้แต่ข้อเดียว คือ

1.พรรคเพื่อไทย ต้องเอาชนะพรรคก้าวไกลเดิม หรือพรรคประชาชนให้ได้ ซึ่งวันนี้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่สามารถเอาชนะพรรคประชาชนได้

2.ต้องการให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ แต่ตอนนี้บริหารประเทศมาครึ่งเทอม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ไม่เป็นไปตามราคาคุย หรือที่ให้ไว้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม

3.จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อให้คนในชาติรักสามัคคีกัน บ้านเมืองสงบไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองแต่ตอนนี้ความขัดแย้งทางการเมืองยังมีอยู่ และเป็นความขัดแย้งที่มาจากตัวนายทักษิณเอง

ดีล 3 ข้อนี้ยังทำไม่สำเร็จ ถ้ารัฐบาลชุดนี้หรือนายทักษิณเปิดดีลต่อกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ อาจทำให้รัฐบาลชุดนี้เดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าหากฝ่ายอนุรักษ์นิยม หักดีล ปิดดีล ล้มดีลไป รัฐบาลชุดนี้ก็ถึงจุดจบทางการเมือง

ขอให้จับตาดูว่า สถานการณ์ทางการเมือง ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และรัฐบาลชุดนี้ จะต่อดีลเดิม หรือเปิดดีลใหม่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้หรือไม่

รัฐบาลเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสข้าราชการ‘กังฉิน’ ผ่านรายการ‘เสียงจากใจฯ’

รัฐบาลเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสข้าราชการ‘กังฉิน’ ผ่านรายการ‘เสียงจากใจฯ’

รัฐบาลเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสข้าราชการ‘กังฉิน’ ผ่านรายการ‘เสียงจากใจฯ’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

รัฐบาลเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสโดยตรง เจอข้าราชการ‘กังฉิน’รับส่วยส่อทุจริต แจ้งผ่านรายการ‘เสียงจากใจฯเลขที่1’ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ 10300 หรืออีเมล์ ยืนยันข้อมูลเป็น‘ว.5’ผู้แจ้งปลอดภัย

12 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันพบว่า ร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งกลุ่มมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ให้ดำเนินคดีผู้นำเข้า ผู้ขาย และหน่วยงานราชการที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยให้เร่งขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขุดรากถอนขบวนการลักลอบค้าบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไป มุ่งผลคือการป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน” 

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่าพี่น้องประชาชนที่พบเห็นว่ามีการค้าขายบุหรี่ไฟฟ้า สามารถส่งจดหมายแจ้งเบาะแส ร้องเรียนเรื่องดังกล่าว มาถึงตนได้โดยตรง โดยจ่าหน้าซองถึง “รายการเสียงจากใจไทยคู่ฟ้า เลขที่1 ทําเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร1 0300 หรืออีเมล์ที่ jirayu9000@gmail.com และผู้แจ้งเบาะแส ไม่ต้องกังวลใจ เพราะไม่ต้องใส่ข้อมูลส่วนตัว เพียงแค่แจ้งพิกัดสถานที่ ว่าอยู่ตรงไหน เรื่องอะไร ของประเทศ ก็จะส่งต่อให้ทีมงานเฉพาะกิจลงพื้นที่ไปจัดการปัญหาทันที หรือ หากใช้โทรศัพท์มือถือสามารถดาวน์โหลดแอป “ทางรัฐ” แล้วแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การที่ต้องดำเนินการปราบปรามปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องนั้น เพราะบุหรี่ไฟฟ้าบางตัว ถูกพัฒนาให้ใส่สารเสพติดลงไปได้ และพบว่าหลายคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์เสพยาเสพติด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเสพของเด็กและเยาวชน อีกทั้งเรื่องดังกล่าว อยู่ในความสนใจของประชาชน วัดได้จากผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายรัฐบาล ประจำเดือนมี.ค. 2568 ของ Line Today ที่ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 1 – 24 มี.ค. 2568 พบว่าประชาชนกว่า 26.69% โหวตให้การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นอันดับที่ 1 โดยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถดำเนินการกวาดล้าง จนสามารถจับกุมได้ มากกว่าสองพันคดี ยึดของกลางได้จำนวน 1,608,445 ชิ้น มูลค่ารวม 295,686,734 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดการจับกุมและการยึดของกลางที่สูงมากที่สุดตั้งแต่มีมา

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า อีกไม่กี่วัน ใกล้จะเปิดเทอม ปี 2568 แล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนการสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในสถานศึกษา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญมาก จึงขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษา ให้ช่วยกันตรวจตราดูแลปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียน ทั้งนี้ หากมีการตรวจพบ หรือมีการร้องเรียน หรือมีข้อสงสัยว่าข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการทางวินัยทันที

“ยืนยันว่า ปัญหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเรื่องที่รัฐบาลยอมไม่ได้ และจะลงไปดำเนินการจัดการปัญหาด้วยตนเอง พร้อมกับทีมเฉพาะกิจ เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ มารายงานความคืบหน้าให้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ รวมทั้งสังคมไทยก็จะได้ทราบไปพร้อมกัน” นายจิรายุกล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะปัญหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาทุกอย่างของประเทศไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รับส่วย เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ยาเสพติดหรือเรื่องอื่นใดที่อยู่เหนือกฎหมายสามารถแจ้งได้ทันที โดยพี่น้องประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันขัดเกลาสังคมไทยให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทิฐิมาก! ‘อ.ไชยันต์’ยกธรรมะฟันเปรี้ยงความเมตตา ใช้ไม่ได้กับ‘ทักษิณ’

ทิฐิมาก! ‘อ.ไชยันต์’ยกธรรมะฟันเปรี้ยงความเมตตา ใช้ไม่ได้กับ‘ทักษิณ’

ทิฐิมาก! ‘อ.ไชยันต์’ยกธรรมะฟันเปรี้ยงความเมตตา ใช้ไม่ได้กับ‘ทักษิณ’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.51 น.

ทิฐิมาก! ‘อ.ไชยันต์’ยกธรรมะฟันเปรี้ยงความเมตตา ใช้ไม่ได้กับ‘ทักษิณ’

12 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn หัวข้อ “ความเมตตา กับคุณทักษิณ” ระบุว่า…

ความเมตตา กับ คุณทักษิณ

ช่วงนี้ มีคนมากกว่าหนึ่งคนออกมาขอให้สังคมมีความเมตตาต่อคุณทักษิณ

ผมเลยไปหาความรู้เกี่ยวกับความเมตตา

เพราะก่อนจะเมตตา น่าจะต้องมีปัญญากำกับ

เลยได้ความมาดังนี้ครับ

“เมตตาเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน”

……

ท่านเคยเปรียบเทียบเหมือนคนเลี้ยงม้า ท่านไปสอนคนเลี้ยงม้า บอกม้าบางตัวนิสัยมันดี ว่าง่ายสอนง่าย เขาก็ให้มันกินอาหารพอดีๆ พามันออกกำลังกาย พามันฝึก

บางตัวมันดื้อเขาก็ทรมานมันต่างๆ นานาเพื่อปราบพยศมัน

บางตัวสอนไม่ได้ฝึกไม่ได้ พระพุทธเจ้าถามว่า ถ้าเจอม้าเกเรฝึกไม่ได้จะทำอย่างไร เขาบอกเขาก็ฆ่าทิ้ง

พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าท่านก็ทำแบบเดียวกัน ตัวไหนดีท่านก็อบรมอย่างเรียบร้อย ไม่ดุเดือดอะไร พวกที่หยาบหน่อยก็สั่งสอนแบบดุเดือดหน่อย พวกสั่งสอนไม่ได้ท่านฆ่าทิ้ง

ฆ่าทิ้งคือไม่สอน

ถ้าจิตใจเรากระด้างจนครูบาอาจารย์ไม่สอน รู้เลยเราเป็นม้าระดับถูกฆ่าทิ้ง ฉะนั้นถ้าครูบาอาจารย์ยังดุด่าว่ากล่าวอยู่ แสดงว่ายังเป็นม้าชนิดฝึกได้อยู่

ความเมตตา ไม่ใช่ว่าเมตตาแล้วปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน

อย่าเข้าใจผิดว่าถ้ามีความเมตตาแล้ว เราปฏิบัติกับคนดีคนชั่วเสมอกัน

คนหยาบคนละเอียดเสมอกันอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ๆ

ถึงเราเมตตาเท่าเทียมกันกับคนทุกคน แต่การปฏิบัติ ปฏิบัติให้สมควรแก่คนๆ นั้นที่เขาจะได้ประโยชน์สูงสุด

เราอยู่ในบริษัท ลูกน้องเราเยอะ เราเมตตาทุกคน เรารู้ว่าแต่ละคนมีความทุกข์ทั้งนั้น เราเมตตาทุกคน คนไหนมีฝีมือนิสัยดีก็โปรโมต ให้เขาเติบโตไป ให้โอกาสเขาทำงาน

คนซึ่งแย่ลงมาคุณสมบัติบกพร่องตรงนั้นตรงนี้ ก็สั่งสอน สั่งสอนแล้ว ให้โอกาสปรับตัว ให้โอกาสทำงาน

ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้ออก ให้ออกก็คือเหมือนเราฆ่าทิ้ง ถามว่าฆ่าทิ้งด้วยความโหดร้ายทารุณไหม ไม่ใช่ เมตตามาก่อนแล้ว สุดท้ายก็ลงที่อุเบกขา

สัตว์โลกแต่ละตัวๆ มันมีอัธยาศัยใจคอแตกต่างกัน บางตัวยังหยาบเกินไป ก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างหนึ่ง” (ดูแหล่งอ้างอิงในคอมเมนต์)

ศ.ดร.ไชยันต์ ยังได้เขียนในคอมเมนต์ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า “ท่านได้รับความเมตตา อภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปีมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้น เชื่อว่าคนไทยเราก็เตรียมใจให้อภัยและมีเมตตาให้ท่าน หากท่านสำนึกน้อมรับการจำคุก ที่จริงคนระดับท่านถูกจำคุกจริงๆ ไม่ต้องถึงปี ดีไม่ดี คนไทยขี้สงสารใจอ่อน ท่านจะออกมาใส่กำไลอีเอ็มกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ก็คงไม่มีใครว่า รังแต่จะมีความเมตตาเห็นใจท่าน แต่ท่านไม่เข้าใจความเมตตาของคนไทยที่พร้อมจะให้ท่าน ท่านกลับคิดถึงแต่ตัวท่านเอง และยังมีทิฐิอยู่มาก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.ไชยันต์ ยกคำสอนดังกล่าวมาจากเว็บไซต์ธรรมะเพื่อความพ้นทุกข์ โดยธรรมเทศนาของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

‘สุดารัตน์’แนะรัฐทบทวนการใช้งบปี69 จี้ลดรายจ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย

‘สุดารัตน์’แนะรัฐทบทวนการใช้งบปี69 จี้ลดรายจ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย

‘สุดารัตน์’แนะรัฐทบทวนการใช้งบปี69 จี้ลดรายจ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

‘สุดารัตน์’ห่วงเศรษฐกิจทรุดหนัก แนะรัฐทบทวนการใช้งบปี 69 เตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ชี้สถานการณ์โลกผันผวน-ประชาชนรายได้ลด-หนี้เพิ่ม จี้ลดรายจ่ายภาครัฐที่ฟุ่มเฟือย พร้อมจี้นายกปราบโกงจริงจัง กล้าสร้างการเมืองสุจริต

12 พฤษภาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยหลังลงพื้นที่ พบปะพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วประเทศ โดยระบุว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย กำลังประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่สถานการณ์โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา สงครามการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า รายงานจาก IMF และธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตเพียงร้อยละ 1 กว่าๆ เท่านั้น ขณะที่ Moody’s Investors Service ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินชั้นนำของโลก ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนร่างงบประมาณปี 2569 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยเสนอให้ “รัดเข็มขัด” ลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น งบก่อสร้างอาคาร อย่างบที่จะเอาไปซ่อมอาคารสภาใช้งานมาเพียงห้าปี  งบก่อสร้างถนน งบจัดซื้อครุภัณฑ์ รถประจำตำแหน่ง และงบศึกษาดูงาน ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเลย ปีนี้คือปีแห่งความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุด

คุณหญิงสุดารัตน์ ยกตัวอย่าง รายงาน ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ACT) ประเทศไทย ที่ออกมาชี้ว่าการใช้งบลงทุนในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 900,000 ล้านบาท แต่มีการประเมินจากภาคเอกชนที่รับงานภาครัฐว่า ต้องจ่ายใต้โต๊ะ หรือมีการคอร์รัปชันสูงถึงร้อยละ 30 คิดเป็นเงินถึง 300,000 ล้านบาท หรือหนึ่งในสามงบประมาณ ที่สูญหายไปเข้ากระเป๋านักการเมือง และข้าราชการขี้โกง ซึ่งควรจะเป็นงบที่นำไปพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และสร้างอาชีพให้กับคนไทย

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ยังเน้นย้ำว่า ปีนี้เป็นปีแห่งความไม่แน่นอนจึงต้องสำรองงบประมาณไว้มากที่สุด เพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ สงครามการค้า หรือภัยธรรมชาติต่างๆ

พร้อมทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนจริงจังในการปราบปรามการทุจริต เพราะ “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” หากผู้นำไม่จริงใจ ในการปราบโกง การทุจริตก็จะยังคงอยู่ต่อไป และที่สำคัญจะต้อง ร่วมกัน“สร้างการเมืองสุจริต”ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังเตือนด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้งบประมาณปี 2569 ด้วยการกู้เงินสูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น “ทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน และเป็นภาระหนี้ที่ต้องจ่ายกันชั่วลูกชั่วหลาน” รัฐบาลจึงต้องใช้งบอย่างคุ้มค่าและซื่อสัตย์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

‘ส้ม’แพ้เรียบ! 15 ผู้สมัคร‘พรรคประชาชน’ไร้ชัยชนะพื้นที่‘เทศบาลนคร’

‘ส้ม’แพ้เรียบ! 15 ผู้สมัคร‘พรรคประชาชน’ไร้ชัยชนะพื้นที่‘เทศบาลนคร’

‘ส้ม’แพ้เรียบ! 15 ผู้สมัคร‘พรรคประชาชน’ไร้ชัยชนะพื้นที่‘เทศบาลนคร’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

‘ส้ม’แพ้เรียบ! 15 ผู้สมัคร‘พรรคประชาชน’ไร้ชัยชนะพื้นที่‘เทศบาลนคร’

12 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล (สท.) อย่างไม่เป็นทางการในหลายพื้นที่

ผลปรากฏว่าคะแนนออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว สอดคล้องกับที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาแถลงข่าวยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่า ได้มาเพียง 5 เทศบาลเมือง กับอีก 9 เทศบาลตำบล

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าระดับเทศบาลที่ใหญ่ที่สุด คือ “เทศบาลนคร” ซึ่งพรรคประชาชนส่งผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 15 คน ปรากฏว่าพ่ายแพ้ทุกพื้นที่

พ่ายยับ!‘เท้ง’แถลงผลเลือกตั้ง ‘ปชน.’ได้มา 3 เทศบาลเมือง 7 เทศบาลตำบล

พ่ายยับ!‘เท้ง’แถลงผลเลือกตั้ง ‘ปชน.’ได้มา 3 เทศบาลเมือง 7 เทศบาลตำบล

พ่ายยับ!‘เท้ง’แถลงผลเลือกตั้ง ‘ปชน.’ได้มา 3 เทศบาลเมือง 7 เทศบาลตำบล

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

พ่ายยับ!‘เท้ง’แถลงผลเลือกตั้ง ‘ปชน.’ได้มา 3 เทศบาลเมือง 7 เทศบาลตำบล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.68 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งเทศบาลอย่างไม่เป็นทางการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รวบรวมคะแนนอย่างไม่เป็นทางการมาแถลงข่าว โดยยังต้องลุ้นผลอีก 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ และเทศบาลนครนนทบุรี ซึ่งทั้ง 3 แห่งยังมีคะแนนสูสีกัน และยังนับคะแนนไม่เสร็จ 100%

สำหรับสนามเลือกตั้งเทศบาลเมืองที่มีผลชัดเจนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลเมืองนนทบุรี 2 แห่ง และเทศบาลเมืองในสมุทรปราการ 1 แห่ง ส่วนเทศบาลตำบลมี 7 แห่ง ขอขอบคุณผู้สมัครรับเลือกตั้งและประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเทศบาลนครเชียงใหม่ หรือเทศบาลนครนครปฐม ซึ่งทีมงานได้รณรงค์หาเสียงอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเทศบาลนครปฐมที่ผลคะแนนห่างกันเพียงหลักร้อย เชื่อว่าพรรคทำเต็มที่แล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเตรียมนำนโยบายหลายอย่างที่เคยดำเนินการใน อบจ.ลำพูน เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะได้ง่ายขึ้น ไปต่อยอดในพื้นที่อื่น ๆ และขอสรุปผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเพียงเท่านี้ในขณะนี้

เมื่อถามว่าทำไมผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงได้เทศบาลตำบลถึง 7 แห่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะได้เทศบาลเมืองหรือเทศบาลนครมากกว่า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้แพ้ชนะในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน อย่างเช่นกรณีของนครปฐมที่แพ้เพียงไม่กี่ร้อยคะแนน สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการรณรงค์ที่เข้มข้นขึ้น และการแสดงผลงานให้ประชาชนเห็นชัดเจน

“เชื่อว่าสนามที่เราชนะอย่างแน่ชัดคือเทศบาลเมือง 3 แห่ง และเทศบาลตำบล 7 แห่ง ซึ่งจะเป็นเวทีให้เราได้ผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงความพึงพอใจในภาพรวม นายณัฐพงษ์ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ หลายสนามเลือกตั้งที่ชนะเป็นภารกิจที่ต้องเดินหน้าทำงานต่อ พร้อมรับใช้ประชาชนที่ไว้วางใจพรรค

เมื่อถามว่าโมเดลที่ใช้ในแต่ละเทศบาลจะแตกต่างกันอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน พรรคพร้อมส่งทีมนโยบายจากส่วนกลางไปทำงานร่วมกับท้องถิ่น พร้อมต่อยอดจากประสบการณ์ใน อบจ.ลำพูน ทั้งเรื่องน้ำประปาสะอาด ขนส่งสาธารณะ การศึกษา ระบบสาธารณสุข และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

ส่วนกรณี จ.เชียงใหม่ ที่ไม่ได้รับชัยชนะ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ และในตอนนี้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ชัดเจน เนื่องจากผลคะแนนยังไม่เป็นทางการ แต่เชื่อว่าคะแนนสนับสนุนพรรคในเชียงใหม่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอบคุณทีมงานที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าจะยื่นขอนับคะแนนใหม่หรือไม่ในพื้นที่ที่แพ้แบบฉิวเฉียด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องรอฟังข้อมูลจากทีมในพื้นที่ก่อน หากพบเหตุผิดปกติที่ทำให้การนับคะแนนไม่โปร่งใส พรรคก็พร้อมใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ตอนนี้การนับคะแนนยังไม่เสร็จในหลายพื้นที่ และต้องรอความชัดเจนอีก 1-2 วัน

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่พรรคคาดหวังเป็นพิเศษ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกสนามที่พรรคส่งผู้สมัครมีความหวัง และเชื่อว่าการรณรงค์อย่างแข่งขัน การเสนอนโยบายที่ดี และการคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ส่วนผลแพ้ชนะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

เมื่อถามว่ากรณีพื้นที่ที่มีบ้านใหญ่ชนะเลือกตั้ง แม้คะแนนจะไม่ทิ้งห่าง เช่น ธัญบุรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งคือเสียงของประชาชน ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพราะปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ สิ่งสำคัญคือการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ และระบบเลือกตั้งที่เอื้อต่อการใช้สิทธิ์ของประชาชน พรรคการเมืองทุกพรรคต้องปรับปรุงระบบให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้สะดวกที่สุด