‘วิรังรอง’งัดมติแพทยสภา โต้แย้ง‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ปล่อยผี‘ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ’ปมชั้น14

‘วิรังรอง’งัดมติแพทยสภา โต้แย้ง‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ปล่อยผี‘ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ’ปมชั้น14

‘วิรังรอง’งัดมติแพทยสภา โต้แย้ง‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ปล่อยผี‘ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ’ปมชั้น14

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

‘วิรังรอง’งัดมติแพทยสภา โต้แย้ง‘ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ปล่อยผี‘ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ’ปมชั้น14

12 พฤษภาคม 2568 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ดิฉันได้ส่งหนังสือร้องเรียนโต้แย้งคำวินิจฉัยที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยวินิจฉัยไว้ว่า กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว โดยขอให้นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน นำมติของแพทยสภามาประกอบการพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งว่า จะยังคงรับรองว่าแพทย์เจ้าหน้าที่รัฐทั้งสองหน่วยงานได้ปฏิบัติโดยชอบด้วยโดยกฎหมายหรือไม่

องค์กรอิสระ จะต้องไม่เอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง ไม่เอาใจใคร และควรทำให้รอบคอบ  เลิกเอารายงานของหน่วยงานต่าง ๆ มาลอกพิมพ์ส่งให้ผู้ร้องเรียนเหมือนเป็นบุรุษไปรษณีย์

ดิฉันขอถามนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าจะแก้ไขกรณีดังกล่าวอย่างไร?

เมื่อคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ขัดต่อมติของแพทยสภา ซึ่งเรื่องคำวินิจฉัยที่ขัดกันนี้ ดิฉันเคยเตือนไว้นานแล้ว

ที่  ๑๒ พฤษภาคมพ.ศ. ๒๕๖๘

เรื่อง โต้แย้งคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินที่ว่ากรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว

เรียน นายทรงศัก สายเชื้อ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน

สิ่งที่ส่งมาด้วย  ๑. สำเนาหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ยธ ๐๗๘๑.๒/๒๗๐ ลง วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ จำนวน ๒ หน้า

๒. สำเนาคลิปพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว. กระทรวงยุติธรรม ยืนยันกับกมธ.ความมั่นคงฯ ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยุติเรื่องร้องเรียนเนื่องจาก “กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย” จำนวน ๒ คลิป จาก The Reporters

 ตามที่กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือตอบนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยธ ๐๗๘๑.๒/๒๗๐ ลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ขอเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ มีพฤติการณ์ช่วยเหลือ จำเลยคดีอาญามาตรา ๑๑๒ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ต้องเข้ารับการจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และเรือนจำพิเศษฯ ไม่นำตัวจำเลยดังกล่าวจำคุกที่เรือนจำ อันเป็นการฝ่าฝืนพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษที่ให้จำคุก ๑ ปี 

ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้ปฏิเสธการส่งหลักฐานทั้งหมดที่นายทรงศัก สายเชื้อ ได้ขอไป ด้วยเหตุผลว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เคยแจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัยยุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว  

ประกอบกับคำพูดของพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รมว. กระทรวงยุติธรรม ที่ได้ยืนยันชัดเจนกับกมธ. ความมั่นคงฯ ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ “สอบละเอียดยิบ” และยุติเรื่องร้องเรียนเนื่องจาก “กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย” (สิ่งที่ส่งมาด้วย #๒)

ดิฉันจึงขอโต้แย้งคำวินิจฉัยของนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากบัดนี้ได้ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ ที่ส่งผลให้คำวินิจฉัยของนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว

ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่แพทยสภา โดยที่ประชุมแพทย์องค์คณะใหญ่ ประกอบด้วยอาจารย์แพทย์ผู้มีความรู้มีความเชี่ยวชาญ ๖๐ ท่าน ประชุมและพิจารณาวินิจฉัยเอกสารหลักฐานทางการแพทย์มากมายร่วมกันแล้ว ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ผู้ต้องขังรายนี้มีภาวะวิกฤตตามที่มีการแถลงข่าว” มีผลให้แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ๑ ราย และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ๒ ราย

เนื่องจากแพทย์สภามีมติดังที่กล่าวมาข้างบนนี้ ในฐานะที่ดิฉันเคยร้องเรียนเกี่ยวกับการเข้ารักษาตัว ณ ชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจของนายทักษิณ ชินวัตร จำเลยในคดีอาญา ม. ๑๑๒ ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดิฉันขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายทรงศัก สายเชื้อ พิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยที่เกี่ยวกับกรณี นายทักษิณ ชินวัตรได้เข้ารับการรักษาตัว ณ ชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจใหม่อีกครั้งหนึ่ง ว่าแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยนำผลวินิจฉัยของแพทยสภามาประกอบการพิจารณาคำวินิจฉัยเดิมที่นายทรงศัก สายเชื้อ เคยรับรองว่าหน่วยงานของรัฐปฏิบัติโดยชอบโดยกฎหมายแล้ว หากผลการวินิจฉัยตรงกับมติของแพทยสภา ขอให้นายทรงศัก สายเชื้อ กลับคำวินิจฉัยเดิม และให้ดำเนินการทางกฎหมายตลอดจนทางวินัย กับผู้ที่เกี่ยวข้อง และแจ้งผลการวินิจฉัย และการดำเนินการให้ข้าพเจ้าทราบด้วย

สุดท้ายนี้ ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งรัดการวินิจฉัยให้เสร็จก่อนวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นวันที่ ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์ ศาลฎีกาฯ อาจจะเรียกคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินมาประกอบการพิจารณา ข้าพเจ้าหวังว่านายทรงศักดิ์ สายเชื้อ จะสามารถสรุปคำวินิจฉัยได้ภายในเวลาดังกล่าว เนื่องจากเรื่องชั้น ๑๔ นี้มีผู้ร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ หลายคำร้อง ซึ่งล้วนได้ยุติคำวินิจฉัยแล้ว สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจึงควรมีข้อมูลทั้งหมดพร้อม ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเพื่อแสวงหาข้อมูลทั้งหมดใหม่อีก

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เกี่ยวข้องกระบวนการยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ตั้งแต่จำเลยในคดีอาญา ม. ๑๑๒ นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ดิฉันและประชาชนคนไทยผู้เสียภาษี มีความเดือดร้อนใจเนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร ยังมิได้ติดคุกตามที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษให้เหลือ ๑ ปี แม้แต่วันเดียว จึงเป็นการขัดพระบรมราชโองการ

ทั้งยังพำนักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น ๑๔ โรงพยาบาลตำรวจโดยใช้งบประมาณรัฐเป็นเวลานานกว่า ๑๐๐ วันโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่ามีภาวะวิกฤต นอกจากจะมีการกระทำผิดจริยธรรมตามมติแพทยสภาแล้ว ยังผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง และระเบียบ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นี้ยังไม่นับรวมถึงความไม่เป็นธรรมแก่นักโทษอื่น ๆ  

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’…ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’...ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ประชามติ’…ทางออกข้อถกเถียง‘กาสิโน’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เป็นประเด็นที่สังคมไทยยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับนโยบายผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือ สถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งรวมธุรกิจบันเทิงและกาสิโนถูกกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน

โดยฝ่ายที่ให้การสนับสนุน ยกข้อดีคือ นโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงบวก ได้แก่ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท, เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง, สร้างงาน ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนไทย และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลจากภาษีกาสิโน-ภาษีมูลค่าเพิ่ม-ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมในการเข้าใช้บริการ

อีกทั้งเชื่อว่า กาสิโนถูกกฎหมายจะช่วยลดปัญหาการพนันผิดกฎหมายและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้

พร้อมกันนี้ ยังชี้แจงถึงสัดส่วนของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ว่า 90% จะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร สวนน้ำ สนามกีฬา ฮอลล์คอนเสิร์ตระดับโลก สถานที่จัดแสดง OTOP ศิลปะและวัฒนธรรม ส่วนกาสิโน มีไม่เกิน 10%

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านการพนันถูกกฎหมาย แสดงถึงความกังวลที่จะส่งผลเสียต่อสังคม หลายประการ อาทิ ธุรกิจการพนันเป็นเพียงการโยกย้ายเงินจากส่วนหนึ่งของสังคมไปยังอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้สร้างรายได้ใหม่ให้กับเศรษฐกิจ และอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจรายย่อยในพื้นที่ใกล้เคียง, เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น เนื่องจากรายได้จากธุรกิจการพนันจะมาจากคนจนมากกว่าคนรวย, อาจทำให้รัฐบาลเกิดการเสพติดรายได้จากธุรกิจการพนันถูกกฎหมาย มีการขยายธุรกิจออกไปเรื่อยๆ, ทำให้ผู้คนเข้าถึงการพนันได้ง่ายและมีโอกาสติดการพนันได้ง่ายขึ้น ผลที่อาจจะตามมาก็คือการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรม อาทิ การลักขโมยเงินทอง ทรัพย์สินมาเล่นการพนัน รวมทั้งอาจเป็นการเปิดช่องให้ทุนสีเทาเข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างสบายใจด้วย

และยังมองว่า แม้จะมีกาสิโนถูกกฎหมายเกิดขึ้นมาได้สำเร็จ ก็ไม่อาจทำให้บ่อนเถื่อนหมดไป เนื่องจากผู้ที่มีเงินไม่เพียงพอก็จะเข้าไปเล่นพนันในกาสิโนถูกกฎหมาย ก็จะหันไปใช้บริการบ่อนเถื่อนอยู่ดี

จะเห็นได้ว่าแรงต้านกาสิโนถูกกฎหมายเป็นกระแสที่แรงมาก หลายองค์กรออกมาเปิดหน้าคัดค้านอย่างชัดเจน รวมทั้งกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านอย่างเต็มที่ จนพรรคแกนนำรัฐบาลต้องยอมแตะเบรกโครงการนี้เอาไว้ก่อน

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อ นายกฯ ผลักดันแล้วในฐานะนโยบายรัฐบาล ถ้าคุณเป็น ครม. แล้วมันเป็นไปตามกฎหมาย ต้องช่วยกันสนับสนุน แต่ว่ามันไม่ได้จบตรงนี้ จะเข้าไปที่สภา ก็ต้องพิจารณาตามขั้นตอน วาระต่างๆ มีการอภิปราย มีการตั้ง กมธ. และไปแปรญัตติ ซึ่งต้องใช้ข้อมูล ความเห็น สรุปว่ายังมีอีกหลายขั้น และที่สำคัญที่สุด คือ ฟังเสียงประชาชน ถ้าดีที่สุดควรทำประชามติ ให้ประชาชนตัดสินใจ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ฟังแล้วดี ก็ถามประชาชนเลย พรรคภูมิใจไทย สนับสนุนทางนี้ เคยเสนอท่านนายกฯ ไปแล้ว และท่านก็รับฟัง ถ้ามีประชามติ ทุกคนสบายใจ

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้มีท่าทีเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนเองไม่ติดขัดในประเด็นนี้ แต่ต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และอย่างไร เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ แล้วจะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที จะต้องพิจารณากลไกทางกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาในการร่างกฎหมายหรือเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ รัฐบาลได้ดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลนั้น คงต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า หากจะทำประชามติ ครม.จะต้องมีมติ เพราะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ซึ่งทำครั้งหนึ่งประมาณ 3 – 4 พันล้านบาท และยืนยันว่า จากการที่ สส.เพื่อไทยลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ก็มีเสียงตอบรับที่โอเค เพียงแต่ว่ามันมีความเข้าใจผิดในเชิงว่า เป็นเรื่องของกาสิโนเพียงอย่างเดียว แต่พออธิบายแล้วเขาก็เข้าใจ เราก็ไปฟังกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว ถ้าจะทำประชามติโดยคิดว่าทำแล้วมันจะจบ แต่สมมติว่าประชาชน 70% เห็นด้วยแล้วคุณคิดว่า ประชาชนอีก 30% เขายังโวยอยู่หรือไม่ เขาก็ยังปั่นอยู่

ส่วน นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แสดงความไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ต่อไปหากใครเสนอกฎหมายอะไร แล้วมีการเรียกร้องให้ทำประชามติ รอบละ 3,000 ล้านบาทไหวหรือไม่ เดือนนึงถ้าออกกฎหมาย 3 ฉบับ และทำประชามติทั้ง 3 ฉบับมันก็ไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้น สส.คือตัวแทน ถ้ารัฐธรรมนูญทำประชามติอันนั้นเห็นด้วย แต่เรื่องอื่นให้อธิบายความกันก่อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และเมื่อเข้าใจแล้วเราค่อยมาว่ากัน ซึ่งมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน ก็ไม่เร่งด่วนอะไรเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องทำไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศ ในเมื่อมีประเด็นขัดแย้ง ซึ่งยังหาทางออกหรือบทสรุปไม่ได้ การเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแสวงหาข้อยุติได้ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าสุดท้ายจะเลือกทางนี้กันหรือไม่

ทีมข่าวแนวหน้า

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ประกาศวางมือทางการเมือง เซ่นพ่ายศึกเลือกตั้งนายกเล็กนครปฐม

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ประกาศวางมือทางการเมือง เซ่นพ่ายศึกเลือกตั้งนายกเล็กนครปฐม

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ประกาศวางมือทางการเมือง เซ่นพ่ายศึกเลือกตั้งนายกเล็กนครปฐม

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ประกาศวางมือทางการเมือง เซ่นพ่ายศึกเลือกตั้งนายกเล็กนครปฐม

12 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครปฐม อย่างไม่เป็นทางการ ภายหลังนับคะแนนเสร็จสิ้น 100% ปรากฏว่า นายสมโชค พงษ์ขวัญ จากกลุ่มสันติธรรม ได้ 14,588 คะแนน เบียดชนะ นายชัชวาล นันทะสาร จากพรรคประชาชน ที่ได้ 13,462 คะแนน ห่างกัน 1,126 คะแนน

ขณะที่เวลา 20.00 น.วันที่ 11 พ.ค.68 ก่อนการนับคะแนนเสร็จสิ้น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กและ X พร้อมกับนายชัชวาล นันทะสาร ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครปฐม หลังทราบว่าพรรคประชาชนไม่สามารถคว้าชัยชนะได้

นางอมรัตน์ กล่าวว่า เราคาดหวังว่าเราจะสามารถคว้าชัยชนะมาให้พรรคประชาชนได้ ผลออกมาหลังนับไป 95% เราคะแนนตามอยู่ 900 คะแนน เรื่องผลออกมาไม่ว่าแพ้นะเราก็ยอมรับได้ ไม่โทษอะไรทั้งนั้น ปีนี้มีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลงกว่าปี 2564 ที่คนไปใช้สิทธิ 61% แต่วันนี้มีคนไปใช้สิทธิ 51% ลดลง 10% ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผิดหวังมากๆ เราพยายามรณรงค์ทุกช่องทางแล้ว แต่ไม่สามารถทำให้คนหันมาสนใจการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ ต้องฝากเรื่องนี้ไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

“เจี๊ยบ อมรัตน์ จะวางมือจากการเมืองทั้งหมด ตามที่พูดไป แต่จะยังเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ยังพบกันได้ที่ช่องทางออนไลน์ ไม่เสียใจ แค่ผิดหวังจำนวนผู้ใช้สิทธิเท่านั้น” นางอมรัตน์ กล่าว

‘13มิถุนา’ชี้ชะตา‘ทักษิณ’ ศาลรับไต่สวนคดี‘ชั้น14’

‘13มิถุนา’ชี้ชะตา‘ทักษิณ’ ศาลรับไต่สวนคดี‘ชั้น14’

‘13มิถุนา’ชี้ชะตา‘ทักษิณ’ ศาลรับไต่สวนคดี‘ชั้น14’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.50 น.

เอ่ยถึง “การเมืองไทย” ในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกจับตามองอย่างมาก กรณีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ที่แม้ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะไม่รับคำร้องที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นขอให้ไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องโทษจำคุก 1 ปี ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงจะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาชี้แจง โดยจะเริ่มการไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ทำให้มีการคาดเดาในหลายเรื่อง เช่น เมื่อถึงวันดังกล่าว อดีตนายกฯ ทักษิณ จะไปชี้แจงที่ศาลด้วยตนเองหรือไม่ , อาการป่วยของนายทักษิณที่คนรอบข้างย้ำกันมาเสมอว่าเข้าขั้นวิกฤตเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ , สุดท้ายแล้วศาลจะสั่งให้นายทักษิณต้องกลับไปรับโทษในเรือนจำหรือไม่ เป็นต้น

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายความ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากดูตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาล ไม่มีคำสั่งที่บอกว่าจะให้ใครไปศาลบ้างในวันนั้น เพียงแต่บอกว่าให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีตามคำร้อง

คือมีการสำเนาคำร้องให้ว่าที่ร้องมาเป็นแบบนี้แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ให้ชี้แจงมาที่ศาลภายใน 30 วัน แต่ที่ศาลขยักไว้ในท่อนสุดท้าย ศาลมีคำสั่งให้นัดพร้อม หรือนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 09.30 น. ซึ่งก่อนจะสั่งนัดพร้อม จริงๆ แล้วศาลต้องมีคำสั่งก่อนหน้านี้ว่าให้ใครมาศาล เช่น โจทก์ จำเลย แต่ไม่มี ตนจึงมองว่าเป็นการนัดพร้อมเพื่อดูคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ศาลสั่งให้ทำคำชี้แจงมาภายใน 30 วัน

โดยศาลก็จะดูประเด็นว่า ที่มีการร้องเข้ามา เช่น ไมได้ถูกจำคุกจริง ไม่ได้ป่วยจริง เดินทางไปนอนอยู่สบายที่ชั้น 14 ไม่ต้องด้วยตัวบทกฎหมาย ศาลมีอำนาจที่จะเพิกถอนหรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่ง 3 หน่วยงานข้างต้นที่ศาลสั่งให้ชี้แจง มีความเกี่ยวข้องกับการบังคับโทษของนายทักษิณ และการให้เหตุผลว่าทำไมจึงให้นายทักษิณไปอยู่ที่ชั้น 14 รพ. ตำรวจ แล้วศาลก็จะมาประมวลว่ามีประเด็นใดที่ต้องไต่สวน หากดูตามนี้บุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งข้างต้นไม่จำเป็นต้องไปศาลก็ได้ แต่หากศาลสั่งให้ไป ศาลจะสั่งหมายเรียกให้มาศาลในวันนัดพร้อม

ส่วนที่มีคำถามเรื่องคำว่า “หรือนัดไต่สวน” ในรายงาน เป็นศัพท์ทางเทคนิคของศาลซึ่งจะต้องใส่ไว้ เผื่อว่าในวันนั้นศาลจะได้ชี้ได้เลยว่าจะไต่สวนหรือไม่ เช่น หากศาลดูข้อเท็จจริงทั้งจากคำร้องและจากคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าไม่ต้องเรียกบุคคลใดมาไต่สวนเพิ่มเติมอีก ศาลก็อาจทำคำสั่งในวันนั้น เหมือนกับว่าได้ไต่สวนเอกสารแล้วทำคำสั่งเลยก็ได้ จึงขยักคำว่านัดพร้อมหรือนัดไต่สวนไว้

โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจรับฟังหรือไม่รับฟังประเด็นไหนก็ได้ หรือจะเรียกพยานหลักฐานที่ยังเป็นข้อสงสัยมาไต่สวนให้สิ้นกระแสความก็ได้ ซึ่งประเด็นที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ประกอบด้วย 1.เรื่องข้อกฎหมาย การส่งตัวนายทักษิณจากเรือนจำไป รพ.ตำรวจ ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ กับ 2.เรื่องข้อเท็จจริง นายทักษิณนั้นป่วยจริงหรือไม่

“ผมเชื่อว่าในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ศาลก็คงจะเอาข้อเท็จจริงแล้วก็มากำหนดประเด็น แล้วหลังจากนั้นศาลน่าจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ต้นก็คือ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ รวมทั้งแพทย์ที่ทำการรักษา รวมทั้งพยานอื่น จะฟังแพทย์ที่ทำการรักษาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องชี้แจงว่าเขามีเหตุผล มีการป่วยจริง มีการตรวจรักษาจริง มีการให้ยา มีการผ่าตัดจริงอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ศาลคงจะฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็ต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานกลาง” นายเชาว์ กล่าว

ทนายเชาว์ อธิบายเพิ่มเติมว่า พยานกลางก็คือผู้เชี่ยวชาญ ในที่นี้หมายถึงแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพและเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องโรคนี้ โดยศาลจะเป็นผู้กำหนดซึ่งจะดูจากรายชื่อแพทย์ ดูประวัติความเชี่ยวชาญและไม่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ให้มาศาลแล้วศาลจะสอบถามว่าถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่ อาการป่วยแบบนี้เข้าขั้นวิกฤติหรือไม่ หากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีจะถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่

อนึ่ง ในคดีที่นายทักษิณถูกตัดสินจำคุกรวม 8 ปี แล้วได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี มี 2 หน่วยงานเป็นผู้ฟ้อง คือสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้ง 2 หน่วยงานจึงมีสถานะเป็นโจทก์ ซึ่งศาลก็สำเนาคำสั่งให้ทำคำชี้แจงด้วยเช่นกัน ประเด็นนี้ตนเรียกร้องมาตลอดว่านี่คือผู้เสียหายหรือผุ้มีส่วนได้ – ส่วนเสียโดยตรงตามกฎหมาย เพราะเป็นกล่าวหาว่านายทักษิณทุจริต ดังนั้นทั้งอัยการและ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่ ต้องคัดค้านพยานของฝ่ายที่ตรวจรักษานายทักษิณ

แต่คดีนี้ตนมองว่าฟังได้แล้วว่ามีการช่วยเหลือกันจริง โดยปกติทั่วไปของบุคคลเท่าที่เราทราบกันมา ไม่มีใครที่ออกเดินตั้งแต่เช้าแล้วมายกมือที่ดอนเมือง โบกมือทักทายประชาชน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วคืนวันนั้นหากมีอาการวิกฤติต้องนำส่งห้อง ICU ในสถานที่ที่รักษาผู้ป่วยวิกฤติ และต้องมีรายงานจากแพทย์ให้เห็นในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น เช่น มีเส้นเลือดแตก ต้องทำการผ่าตัดสมอง ผ่าตัดบายพาสหัวใจ ฯลฯ แต่กลับไม่มีรายงานดังกล่าว

และหากศาลชี้ว่าอาการป่วยของนายทักษิณไม่ถึงขั้นวิกฤติในระดับที่ต้องไปรักษาและพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นั่นหมายถึงรายงานหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่ผ่านมาไม่น่าเชื่อถือ ในเบื้องต้นศาลไม่มีอำนาจสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนายทักษิณ โดยศาลจะทำได้เพียงให้ข้อเท็จจริงว่าศาลไม่เชื่อว่านายทักษิณป่วยถึงขั้นต้องไปนอนโรงพยาบาล ถือว่ามีเจตนานำจำเลยไปชั้น 14 รพ.ตำรวจ  โดยไม่ต้องให้จำคุกในเรือนจำ ซึ่งก็จะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการเอาผิด

ส่วนคำถามว่า หากศาลชี้ว่ากระบวนการไม่เป็นไปตามกฎหมายและนายทักษิณไมได้ป่วยจริง ศาลจะมีคำสั่งให้นายทักษิณกลับไปรับโทษจำคุกหรือไม่ เรื่องนี้ตนมองว่าเป็นปัญหาที่จะต้องตีความกันอย่างละเอียด และศาลกล้าที่จะใช้อำนาจหรือไม่เพราะเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กล่าวคือ การบังคับใช้กฎหมายภายหลังศาลมีคำพิพากษา ไม่เคยมีนักโทษคนใดที่กรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือแพทย์ที่ทำการตรวจวินิจฉัยโรคสำหรับผู้ต้องขังตามคำพิพากษาของศาล ตามหมายจำคุกของศาล ไม่เคยมีการวินิจฉัยแบบไม่โปรงใสแบบนี้

“คืนนั้นถ้าตามรายงานของการส่งตัว ก็คือ 00.20 น. ไปอยู่ในเรือนจำประมาณ 4 – 5 ชั่วโมงแล้วก็ออกไป ที่จริงการออกจากเรือนจำไป รพ.ตำรวจ มันเป็นการข้ามขั้นตอน ง่ายๆ ก็คือวันนั้นถ้าจะออกกันจริงๆ ในอีก 1 – 2 วันก็ค่อยว่ากัน จะต้องไปที่โรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ก่อน ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลกลาง มีหน้าที่รักษาผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะป่วยวิกฤติอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือหรือแพทย์มีความเชี่ยวชาญทัดเทียมกับโรงพยาบาลทั่วไป อาจจะด้อยกว่าก็ไม่มาก เพราะถือเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากทั่วประเทศอยู่แล้ว” นายเชาว์ ระบุ

นายเชาว์ ยังกล่าวอีกว่า ถึงที่สุดแล้วศาลอาจสั่งให้นายทักษิณกลับเข้าเรือนจำก็ได้ โดยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 เรื่องการขอทุเลาโทษ ที่เมื่อผู้ต้องขังเจ็บป่วย เป็นหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บัญชาการเรือนจำ โจทก์ จำเลย หรือผู้เกี่ยวข้องกับคดี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทุเลาโทษ หมายถึงหยุดการบังคับโทษไว้ชั่วคราว หรือในมาตรา 89/2 เป็นกรณีที่เมื่อผู้ต้องขังคนใดรับโทษมาแล้วเกิน 1 ใน 3 ผู้เกี่ยวข้องข้างต้นสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งขังในสถานที่อื่นก็ได้

ซึ่งจากกฎหมายทั้ง 2 มาตราดังกล่าว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและออกหมายจำคุกแล้ว จะไปบอกว่าเป็นหน้าที่ของราชทัณฑ์ไม่เกี่ยวกับศาลแล้วไม่ได้ เพราะตาม ป.วิอาญา ก็ยังมีบางส่วนให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง และแม้กระทั่งเมื่อถึงวันปล่อยตัวผู้ต้องขัง เช่น ได้รับพระราชทานอภัยโทษ หรือรับโทษจนครบกำหนด ก็ยังต้องขอศาลให้ออกหมายปล่อย ไม่ใช่อำนาจของราชทัณฑ์

ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 1 พ.ค. 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็ได้มาให้สัมภาษณ์กับทางรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ในประเด็นนี้เช่นกัน โดยอดีต สว.สมชาย กล่าวว่า กำหนด 30 วัน จะไปครบในวันที่ 29 พ.ค. 2568  เวลาหลังจากนั้นอีก 15 วัน ศาลก็จะอ่านเอกสารที่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ส่งมา กรณีที่ศาลยังไม่เรียกบุคคลมาชี้แจงในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 แต่อ่านเอกสารแล้วสงสัย ศาลก็อาจเรียกบุคคลมาชี้แจงในภายหลังก็ได้ อาจเป็นอีก 2 สัปดาห์ให้หลัง หรือในวันที่ 20 มิ.ย. 2568 เป็นต้น

แต่หากฝ่ายผู้เกี่ยวข้องแจ้งว่ามีพยานอื่นอีก ศาลก็จะพิจารณาว่ามีพยานกี่ปากแล้วจะให้ใช้ได้กี่ปาก หรืออาจนับรวมรายงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานสมัยที่ตนเป็นกรรมาธิการไปด้วย หรือคำให้การของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รวมถึงอาจต้องให้แพทย์และพยาบาลที่ทำการรักษานายทักษิณมาชี้แจง แบบนี้ศาลก็จะไต่สวนเพิ่มเติม ก็จะขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 – 2 เดือน หรือหากศาลอ่านเอกสารแล้วประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอก็สามารถวินิจฉัยได้

“กรณีนี้ถ้ามีหน่วยราชการหรือตัวข้าราชการคนใดคนหนึ่งไปละเมิดการบังคับคดีที่ศาลมีคำพิพากษา 8 ปี แล้วมีพระราชทานอภัยโทษลดเหลือ 1 ปี เราต้องนับตรง 1 ปี จาก 1 ปี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลดโทษแล้ว ก่อนตัวจำเลยจะไปเข้าเรือนจำ จำเลยได้ถูกนำตัวมาศาล คือศาลฎีกา ก่อนไปเรือนจำตอนบ่าย ความโมฆะก็ต้องเริ่มกลับไปที่ 22 ส.ค. 2566 คุณทักษิณก็ต้องถอยกลับไปที่เรือนจำแล้วนับ 1 ปีใหม่” นายสมชาย กล่าว

อดีต สว.สมชาย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนที่ 2 บุคคลที่ทำให้เกิดการไม่บังคับโทษมีเจตนาทุจริตหรือไม่ หากมีศาลก็จะสั่งจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล และคำตัดสินของศาลฎีกาอาจมีคนนำไปร้องต่อศาลทุจริตด้วย หรือในระหว่างนี้ที่ ป.ป.ช. กำลังสอบสวนอยู่ หากเห็นว่ามีข้าราชการหรือนักการเมืองเข้าไปทำให้คดีบิดเบี้ยว ป.ป.ช. สามารถรายงานศาล และศาลก็สามารถสั่งดำเนินคดีได้เลย

ส่วนคำถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องรับโทษด้วยหรือไม่ ขณะนี้ยัง โดย ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะขึ้นมาสอบสวนแล้วระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง 12 คน ซึ่งยังไม่มีชื่อของ รมว.ยุติธรรม แต่หากไปพบความเกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นนักการเมืองคนใดก็จะไปโดนคดีในภายหลัง ส่วนคำถามว่า ในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 นายทักษิณจะไปศาลหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจสั่งจำคุกในทันทีกรณีมีความชัดเจนว่าที่ผ่านมาไม่ได้ติดคุกจริง เรื่องนี้บีบหัวใจและต้องเรียกว่าวัดใจ

“สมมติศาลออกหมายแค่ให้ทำคำชี้แจง ไม่ได้สั่งให้มาศาล คุณทักษิณก็ส่งทนายไปพร้อมเอกสาร แต่ถ้าสั่งให้มาคุณส่งผู้แทนไปได้หรือไม่อันนี้มีคำถาม ถ้าศาลไม่ได้สั่งให้ใช้ผู้แทนต้องมาศาล แต่ถามว่าโอกาสที่จะพิจารณาคดีต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์ไหมความเห็นผมว่าอีกหลายสัปดาห์ แต่ว่าไม่น่าจะเกินกรกฎา แต่ก็เกิดได้ วัดใจว่าศาลดูข้อมูลเสร็จแล้วศาลตัดสินเลยก็ได้ อันนี้ต้องวัดใจคุณทักษิณแล้ว” นายสมชาย ระบุ

นายสมชาย ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่นายทักษิณจะตัดสินใจหลบหนีอีกครั้ง เรื่องนี้จุดเริ่มต้นคือนายทักษิณขอกลับประเทศเพื่อมาเลี้ยงหลาน มีการทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้ได้รับการลดโทษจำคุกจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แต่นายทักษิณไม่ยอมเข้าเรือนจำ ทั้งที่มีการเตรียมห้องระดับ VVIP ให้ มีการทุบห้องขัง 5 ห้อง ติดแอร์ให้ด้วย รพ.ราชทัณฑ์ก็เตรียมเตียงไว้ให้เรียบร้อย และมีอดีตรัฐมนตรีที่เคยเป็นทีมงานของนายทักษิณก็เคยเข้าไป หลายคนก็ออกมาแล้ว หากนายทักษิณเลือกทางนี้เชื่อว่าสังคมรับได้

ดังนั้นหากนายทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี ไปอยู่ใน รพ.ราชทัณฑ์ ซึ่งมีขัดความสามารถในการรักษา อย่างโรคปอดติดเชื้อจากโควิด ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกซึ่งเป็นตามปกติของคนอายุมาก โรคเส้นเลือดหัวใจ การทำบอลลูนก็ทำได้ หรือหากทำไม่ได้ก็ส่งออกไปทำบอลลูน 24 ชั่วโมงแล้วก็กลับเข้ามา หากนายทักษิณเข้าเรือนจำตั้งแต่ต้น วันนี้ก็จะไม่มีคำถามไปศาลฎีกา ซึ่งหากถามว่านายทักษิณอยากกลับเข้าเรือนจำหรือไม่คงไม่อยากและต้องสู้เต็มที่ และหากศาลตัดสินให้ติดคุกนายทักษิณจะยอมหรือไม่ ตนก็เดาว่าคงไม่ยอมเหมือนเดิม ก็ต้องหนี

“ผมอยากให้คุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการ ยอมเสียตามที่เขียนคำของพระราชทานอภัยโทษ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับกระบวนการยุติธรรม ยอมสำนึกผิดแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าไปในเรือนจำ 1 ปี แม้แต่หลายคนที่เป็นแกนนำ นปช. พันธมิตร กปปส. ก็ยอมรับกระบวนการ อดีตรัฐมนตรี อดีตอธิบดีที่ไปรับใช้การเมืองก็ยอมติดคุก แล้วทำไมไม่ทำตัวให้ ถ้าอยากเป็นเนลสัน แมนเดลา เนลสัน แมนเดลา ติดตั้ง 28 ปีนะ อยากเป็นอองซานซูจีก็ติดในบ้านพักตั้ง 21 ปี คุณทักษิณทำได้ ปีเดียวเอง” นายสมชาย กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246” ระบุว่า เมื่อจำเลย สามีภริยา ญาติของจำเลย พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุกไว้ก่อนจนกว่าเหตุอันควรทุเลาจะหมดไป ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อจำเลยวิกลจริต (2) เมื่อเกรงว่าจำเลยจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก (3) ถ้าจำเลยมีครรภ์ (4) ถ้าจำเลยคลอดบุตรแล้วยังไม่ถึงสามปีและจำเลยต้องเลี้ยงดูบุตรนั้น ,

ในระหว่างทุเลาการบังคับอยู่นั้น ศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในความควบคุมในสถานที่อันควรนอกจากเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายจำคุกก็ได้ และให้ศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่ง , ลักษณะของสถานที่อันควรตามวรรคสองให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องกำหนดวิธีการควบคุมและบำบัดรักษาที่เหมาะสมกับสภาพของจำเลย และมาตรการเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย ,

เมื่อศาลมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งแล้ว หากภายหลังจำเลยไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือมาตรการตามวรรคสาม หรือพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ให้ศาลมีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือให้ดำเนินการตามหมายจำคุกได้ , ให้หักจำนวนวันที่จำเลยอยู่ในความควบคุมตามมาตรานี้ออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา

ส่วน “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89/2” ระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เมื่อพนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้จำคุกผู้ซึ่งต้องจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดที่ได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกำหนดโทษตามที่ระบุไว้ในหมายศาลที่ออกตามคำพิพากษานั้น หรือไม่น้อยกว่าสิบปีในกรณีต้องโทษจำคุกเกินสามสิบปีขึ้นไป หรือจำคุกตลอดชีวิต โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ก็ได้

(1) ให้จำคุกไว้ในสถานที่อื่นตามที่บุคคลดังกล่าวร้องขอหรือตามที่ศาลเห็นสมควรนอกจากเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายจำคุก ทั้งนี้ลักษณะของสถานที่ดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องกำหนดวิธีการควบคุมและมาตรการเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นด้วย (2) ให้จำคุกไว้ในเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายจำคุกหรือสถานที่อื่นตาม (1) เฉพาะวันที่กำหนดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (3) ให้จำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตของผู้นั้นได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ,

ในการพิจารณาของศาลตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลคำนึงถึงฐานความผิด ความประพฤติสวัสดิภาพของผู้ซึ่งต้องจำคุก ตลอดจนสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคมด้วย ทั้งนี้ ให้ศาลดำเนินการไต่สวนหรืสอบถามผู้เสียหาย เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องตามหมายจำคุก พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่นั้น หรือผู้ซึ่งศาลเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง , คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลกำหนดให้เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่และรับผิดชอบในการดำเนินการตามคำสั่ง และให้นำความในมาตรา 89/1 วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

แม่ทัพ4ซัดโจรใต้ ก่อเหตุเลือกเป้าหมายกลุ่มอ่อนแอ

แม่ทัพ4ซัดโจรใต้  ก่อเหตุเลือกเป้าหมายกลุ่มอ่อนแอ

แม่ทัพ4ซัดโจรใต้ ก่อเหตุเลือกเป้าหมายกลุ่มอ่อนแอ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม่ทัพ4ซัดโจรใต้ ก่อเหตุเลือกเป้าหมายกลุ่มอ่อนแอ คาดเป็นการส่งสัญญาณ ขบวนการขัดแย้งกันเอง รู้เบาะแสขอให้แจ้งจนท. ต้องไม่ทำนอกกฎหมาย

แม่ทัพภาค 4 มองความรุนแรงชายแดนใต้ระลอกล่าสุด ผู้ก่อเหตุเลือกเป้าหมายกลุ่มอ่อนแอ ส่งสัญญาณขัดแย้งกันเองภายในขบวนการ ใครรู้เบาะแสขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ต้องไม่ทำนอกกฎหมาย

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2568 ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาค 4 กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ล่าสุด ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องพบการก่อเหตุโดยเลือกเป้าหมายอ่อนแอมากขึ้น ว่า ในวันที่ 18 เม.ย. 2568 มีเหตุลอบยิงอุสตาซ หรือครูสอนศาสนาอิสลาม ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จากนั้นในวันที่ 20 เม.ย. 2568 เกิดเหตุลอบวางระเบิดบริเวณริมกำแพงหลังแฟลตตำรวจ สภ.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส มีเจ้าหน้าที่และนักเรียนที่กำลังเดินทางไปเรียนด้านศาสนาได้รับบาดเจ็บ

ตามด้วยช่วงค่ำของวันเดียวกัน มีเหตุกราดยิงประชาชนกลุ่มไทยพุทธ ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส, วันที่ 22 เม.ย. 2568 เกิดเหตุกราดยิงสามเณรที่ออกมาบิณฑบาต ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา , วันที่ 24 เม.ย. 2568 มีเหตุลอบยิงชาวบ้านกลุ่มไทยพุทธในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส, วันที่ 2 พ.ค. 2568 มีเหตุกราดยิงชาวบ้านกลุ่มไทยพุทธ ที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และยังมีอีกหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน

ซึ่งก่อนหน้านั้นฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ก่อเหตุโจมตีลักษณะนี้ แต่จะกระทำเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถืออาวุธ เช่น ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง โดยยึดหลักสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง (Right to Self Determination หรือ RSD) ที่ประกอบด้วย 4 เงื่อนไข คือ 1.การขัดแย้งกันด้วยอาวุธ 2.การเคยเป็นอาณานิคม 3.สิทธิมนุษยชน และ 4.อัตลักษณ์ ส่วนข้อกังวลว่าการก่อเหตุลักษณะนี้จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ในฐานะหน่วยงานรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนทุกฝ่าย จะต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงในพื้นที่

การต่อสู้ทางภาคประชาสังคมหรือทางการเมืองอาจยอมรับได้ แต่การโจมตีพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายอ่อนแอผู้ไม่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งที่เป็นห่วงคือการตอบโต้กัน ตนได้ให้นโยบายไปแล้วว่าหากใครรู้เบาะแสผู้ก่อเหตุขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งในอดีตอย่างช่วงปี 2547 เกิดเหตุแล้วต่างคนต่างรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็อาจมีการไปตอบโต้กัน แต่ ณ ปัจจุบันปี 2568 ผ่านมา 21 กว่าปีแล้ว เรารู้แล้วว่าใครเป็นกลุ่มไหน จะต้องไม่มีการทำนอกเหนือกฎหมาย ที่ผ่านมาตนก็พยายามพูดคุยกับผู้นำศาสนาในเรื่องการแก้ปัญหา

“ท่านผู้นำศาสนาเข้าใจดีแล้วก็ร่วมมือกันอย่างดีในการร่วมกันแก้ปัญหาในพื้นที่ เพราะทุกท่านก็เห็นแล้วว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมา 21 ปี เรามีแต่การสูญเสีย เราควรมาร่วมมือกันแล้วก็นำไปสู่การพัฒนาบ้านเรามากกว่า ผู้นำศาสนาท่านทราบดีว่ามีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นมา นำไปสู่เรื่องการที่ประชาชนไม่มีความสุข การพัฒนาประเทศเราด้อยกว่าเรื่องเศรษฐกิจหรือการศึกษา” พล.ท.ไพศาล กล่าว

พล.ท.ไพศาล กล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อสังเกตว่าการใช้ความรุนแรงกับกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ สะท้อนความขัดแย้งกันเองในฝ่ายขบวนการหรือไม่ ระหว่างปีกการเมืองที่เน้นการพูดคุยกับปีกการทหารที่เน้นปฏิบัติการทางการทหารโดยไม่ให้น้ำหนักกับการพูดคุย จากข้อมูลด้านการข่าว ทราบว่าโครงสร้างของฝ่ายขบวนการมีความเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝ่ายทหาร เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่าที่ยึดหลัก RSD กับรุ่นใหม่ที่ใช้ความรุนแรง

และในส่วนของขบวนการก็มีข้อมูลว่าต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เพราะหากนับตั้งแต่เหตุปล้นปืนเมื่อปี 2547 ตามด้วยเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ หรือในปี 2548 ที่มีเหตุการณ์ตากใบ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่อยู่ในความทรงจำของคนรุ่นใหม่ จึงต้องการให้มีเหตุรุนแรงขึ้นเพื่อให้เป็นที่จดจำต่อไปของมวลชนในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ฝ่ายขบวนการออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ แม้จากการตรวจสอบหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายจะพบว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุมาจากการชิงไปจากฝ่ายเจ้าหน้าที่

ประเด็นนี้ต้องอธิบายว่า เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จะมีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปเก็บหลักฐาน เช่น การเก็บ DNA เก็บปลอกกระสุน หัวกระสุน เศษวัตถุระเบิด ฯลฯ ซึ่งหลายครั้งเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อเก็บหลักฐานมาตรวจสอบก็พบว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุเคยถูกนำไปใช้ในการก่อเหตุครั้งอื่นๆ ก่อนหน้า นำไปสู่การออกหมายจับผู้ครอบครองอาวุธ ก็จะรู้ข้อมูลบางส่วนว่าที่ผ่านมาเคยออกหมายจับใครไว้ อาวุธที่ถูกนำกลับมาใช้อาจมีการเปลี่ยนมือหรือไม่แต่ก็รู้ว่าเป็นกลุ่มไหน

ส่วนที่เหตุความรุนแรงบางครั้งพบมีการใช้วัสดุอุปกรณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ใช้ถังก๊าซดัดแปลงเป็นระเบิด เรื่องนี้รู้ได้เพราะถังก๊าซของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน รวมถึงส่วนประกอบวงจรจุดระเบิดก็ตรวจสอบได้ว่ามาจากที่ใด อนึ่ง สำหรับตนก็ไม่เคยเห็นว่ามีเหตุการณ์ใดที่ฝ่ายขบวนการออกมาแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งการออกมาประกาศว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ น่าจะเกิดจากถูกประณามจากหลายฝ่าย

แต่หากมองย้อนกลับไปดูการออกแถลงการณ์ของฝ่ายขบวนการ เช่น แถลงการณ์โดยโฆษกกลุ่ม BRN จะแสดงให้เห็นว่าต้องการสื่ออะไร อย่างเมื่อ 2 ปีก่อน มีแถลงการณ์ออกมาเรื่องการปกป้องทรัพยากรในพื้นที่ นำไปสู่การก่อเหตุโดยพุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้าชีวมวล หรือจุดที่มีการนำทรัพยากรในพื้นที่มาแปรรูปแล้วส่งไปที่อื่น แถลงการณ์นั้นก็อาจสื่อถึงขบวนการซึ่งอาจมีหลายกลุ่มในพื้นที่

“อันนี้เช่นเดียวกัน อันนี้ต้องการว่าในการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ ในกลุ่มขบวนการก็มีหลายกลุ่ม อย่างเช่นมีความขัดแย้งกันในกลุ่มของขบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำฝ่ายทหารคนเก่า – คนใหม่ แล้วก็ผมมองว่าเหตุรุนแรงที่ถูกประณามต่างๆ ขบวนการต้องการสื่อถึงใคร สื่อถึงขบวนการว่าให้หยุดก่อเหตุรุนแรงที่เขาไม่สามารถควบคุมได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วขบวนการโดยข้อเท็จจริงเขาก็ไม่เคยรับว่าเกิดเหตุ” แม่ทัพภาค 4 ระบุ

พล.ท.ไพศาล ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่มีคำถามว่า การก่อเหตุรุนแรงโดยเน้นเป้าหมายอ่อนแอจะลดลงหรือไม่ภายหลังมีการออกแถลงการณ์โดยฝ่ายขบวนการว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว ต้องเข้าใจแนวทางการต่อสู้ของขบวนการ เกิดจากการมีองค์กรต่างๆ มาแนะนำ อย่างหลัก RSD ก็มีองค์กรจากทางยุโรปมาแนะนำ และน่าจะรวมถึงคำแนะนำเรื่องการพูดคุย การเขียนข้อตกลงต่างๆ ดังนั้นก็ต้องถูกกดดันจากองค์กรเหล่านี้เช่นกัน จึงอาจเป็นเหตุผลที่ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องกลับมาทบทวนว่าเป้าหมายการต่อสู้ของตนเองคืออะไร

เพราะในการพูดคุยกันที่ผ่านมาก็ใช้แนวทางสันติร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งการที่ฝ่ายขบวนการไปร่วมลงนามกับองค์กรที่มีข้อห้ามประการหนึ่งคือห้ามทำร้ายเป้าหมายอ่อนแอ แต่กลับไปลงมือก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวก็อาจนำไปสู่การตัดการสนับสนุนขององค์กรต่างประเทศด้วย โดยฝ่ายขบวนการพยายามทำให้เงื่อนไขครบทั้ง 4 ข้อ อย่างเรื่องการเคยเป็นอาณานิคม มีการสร้างวาทกรรมเรื่องปาตานี ส่วนการขัดแย้งกันด้วยอาวุธก็จะเน้นก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ซึ่งถืออาวุธ หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนก็สร้างมาก่อนหน้านั้นแล้ว เรื่องอัตลักษณ์ก็พยายามสร้างมาตลอด

แต่เมื่อเกิดเหตุทำร้ายเป้าหมายอ่อนแอขึ้น องค์กรต่างๆ ที่แนะนำเรื่องการต่อสู้และการพูดคุยให้กับขบวนการก็จะต้องกดดันขบวนการ ส่วนคำถามว่ามองอย่างไรกับเรื่องการพูดคุยสันติสุขที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 ที่มีองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาประสานให้ เกิดเป็นการพูดคุยในกรอบแผนความเข้าใจร่วมกันที่นำไปสู่การสร้างสันติภาพ (Joint Comprehensive Plan Towards Peace หรือ JCPP) ซึ่งฝ่ายความมั่นคงเองก็ต้องปรับแนวทางการปฏิบัติด้วย ก็ต้องมาทบทวนกรอบข้อตกลงต่างๆ

โดยการพูดคุยเป็นการทดสอบความจริงใจ ทางรัฐก็พยายามลดเรื่องด่านตรวจหรือมาตรการต่างๆ ตามที่ได้มีการพุดคุยกัน และเมื่อมีการพูดคุยกัน ที่ผ่านมาแม้ฝ่ายตรงข้ามจะยังไม่หยุดบ่มเพาะหรือฝึกคนรุ่นใหม่ขึ้นมา แต่เจ้าหน้าที่ก็มองว่าสถานการณ์ดีขึ้น ก็อาจลดกำลังบางส่วนลงไป แต่เมื่อลดกำลังแล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้น ในบางพื้นที่กำลังที่ดูแลพื้นที่อาจเบาบางลง ก็ต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการว่าเมื่อเราวางไว้แน่นอย่างในอดีตตั้งแต่ปี 2547 ที่มีกำลังจากภายนอกพื้นที่เข้ามา จนเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็นำไปสู่การถอนกำลังบางส่วน

โดยเน้นการใช้กำลังในพื้นที่ เพิ่มในส่วนของตำรวจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อาสารักษาดินแดน (อส.) ประสิทธิภาพและข้อจำกัดเป็นอย่างไรก็ต้องมาทบทวนกัน มีช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามก่อเหตุได้ในห้วงที่ผ่านมา รวมถึงนายกรัฐมนตรีได้เรียกผู้บัญชาการทหารบก ตำรวจและมหาดไทย พูดคุยสอบถามว่ายังขาดเครื่องมืออะไรในการปฏิบัติหน้าที่บ้างหรือไม่ หรือเรื่องการประสานงานกัน แต่ในส่วนของกองทัพภาค 4 ซึ่งดูแลพื้นที่ ตนก็มองว่าตำรวจกับฝ่ายปกครองร่วมมือกันได้ด้วยดี และนำภาคประชาสังคมมาร่วมด้วย

แต่ในส่วนของเครื่องมือก็ให้แต่ละส่วนไปทบสวนว่าขาดแคลนอะไร ซึ่งที่ผ่านมามีการวางแผนกันว่าเมื่อสถานการณ์ลดลง งบประมาณและกำลังคนก็จะลดลง เพราะเข้าใจว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็ใช้งบประมาณไปมากกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็อาจต้องลดลง แต่อาจเพิ่มเครื่องมือที่จำเป็น หรือเข้มงวดมาตรการควบคุมชายแดนเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามใช้ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่เตรียมตัวก่อเหตุหรือหลบซ่อน

ส่วนคำถามกรณีนายกรัฐมนตรีกำชับเรื่องการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ สะท้อนถึงปัญหาอะไรหรือไม่ ตนในฐานะผู้รับผิดชอบในพื้นที่ มองดูแล้วก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเรื่องการบูรณาการ ซึ่งจริงๆ แล้วการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ขึ้นอยู่กับพื้นที่ภาคใต้อย่างเดียว ยังมีในส่วนของระดับนโยบายและระดับการนำนโยบายไปปฏิบัติด้วย เช่น ข้อจำกัดของชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จะแก้ไขอย่างไร

โดยที่ผ่านมามีการวางยุทธศาสตร์ไว้ว่าในอนาคต ปี 2570 จะใช้กลไกปกติ เช่น ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง ดังนั้นเรื่องใดที่เป็นข้อจำกัดที่เห็นว่าเกินอำนาจของหน่วยงานในพื้นที่ก็ต้องมาแก้ไข เช่น การจัดปลัดอำเภอเข้ามามากขึ้นเพื่อให้มาอยู่กับชุดคุ้มครองตำบล หรือปัจจุบันที่มีผู้หญิงเป็นปลัดอำเภอมากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงเรียนหนังสือเก่งและสอบได้มากกว่า กลายเป็นว่าผู้หญิงต้องมาคุมกำลังชุดคุ้มครองตำบล ก็มีเรื่องของประสิทธิภาพ

“ส่วนของปลัดต้องไปฝึกวิชาทหาร ซึ่งจริงๆ เรามีหลักสูตรผู้บังคับหมวด ฝึกกันที่ศูนย์ฝึกกำลังสำรองของกองทัพบก ที่เอาปลัดอำเภอที่ดูแลความมั่นคงมาฝึก แต่ว่าเมื่อเรามีปลัด นายอำเภอหลายนายที่ต้องมาดูแล ชคต. ต้องเปิดหลักสูตรพิเศษไหม? ที่ไปเรียนให้มากขึ้น คงไม่ได้มาแค่อำเภอละ 1 คน ที่เป็นปลัดที่ดูแลงานความมั่นคง นั่นเป็นการแก้ปัญหาที่ระดับบนต้องมาช่วย มาแก้ปัญหา” พล.ท.ไพศาล กล่าว

ยืนกรานเสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก ‘พท.’โต้ยุบสภา เดินหน้าพิจารณางบฯปี’69 ‘ภูมิใจไทย’พร้อมหนุนงบ

ยืนกรานเสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก  ‘พท.’โต้ยุบสภา  เดินหน้าพิจารณางบฯปี’69  ‘ภูมิใจไทย’พร้อมหนุนงบ

ยืนกรานเสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก ‘พท.’โต้ยุบสภา เดินหน้าพิจารณางบฯปี’69 ‘ภูมิใจไทย’พร้อมหนุนงบ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยืนกรานเสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก ‘พท.’โต้ยุบสภา เดินหน้าพิจารณางบฯปี’69 ‘ภูมิใจไทย’พร้อมหนุนงบ ย้ำไม่มีเหตุไม่สนับสนุน ‘อิทธิพร’ปัดDSIบีบฟันสว.

โฆษกเพื่อไทย ยืนยันรัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่ยุบสภา พร้อมเดินหน้าผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี’69 งง ข่าวภูมิใจไทยจะคัดค้าน ด้านภูมิใจไทยการันตีพร้อมสนับสนุนงบปี’69 “อิทธิพร” ยันคดีฮั้วเลือกสว.ทำตามขั้นตอน ไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้ถูก “ดีเอสไอ” บีบไม่กังวลหากถูกมองเป็นการเมือง

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการประชุมวิปรัฐบาลในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ช่วงวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ จะมีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ออกโดยรัฐบาลอีกสองฉบับ รวมถึงอาจจะมีเรื่องตั๋วร่วมด้วย แต่ทั้งนี้ต้องดูวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ก่อนว่าสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของวิปรัฐบาลได้ทั้งหมดกี่ฉบับ เมื่อถามถึงกรณีที่กระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี’69 นั้น นายวิสุทธิ์กล่าวว่า คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพรรค ภท.ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยมารยาทเขาก็ต้องโหวตให้ อย่าเอาไปโยงเรื่องของวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำมาพันกับเรื่องงบประมาณแผ่นดิน เพราะหากช้าก็จะมีปัญหาในเรื่องงบประมาณที่จะออกมา หน่วยงานราชการต่างๆ เขาก็ต้องการใช้งบประมาณ ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาพันกันเพราะเป็นคนละประเด็น เมื่อถามว่า ยังมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์กล่าวว่า “ก็ต้องมั่นใจสิ”

เชื่องบ69ผ่านฉลุย

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวการวางแผนเตรียมการคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และความเป็นไปได้ในการยุบสภาฯว่า กระแสข่าวที่ออกมาอาจเป็นเพียงความพยายามในการที่จะปั่นกระแสทางการเมืองให้เกิดความวุ่นวาย ขอยืนยันว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ เสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นหนา ไม่มีเงื่อนไขใดนำไปสู่การยุบสภาฯ ในเวลานี้ เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น เพราะต่างตระหนักดีว่าหน้าที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ดูแลค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม

รัฐบาลกำลังเดินหน้าลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส แก้หนี้ และปราบปรามยาเสพติด ทุกนโยบายต้องขับเคลื่อนด้วยงบประมาณเป็นเครื่องมือ หากร่างงบประมาณถูกคว่ำ ประชาชนจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง

ใช้ขับเคลื่อนประเทศ

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ร่าง พรบ.งบประมาณฯปี2569 คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ รัฐบาลไม่เล่นเกมการเมือง ไม่เอาอนาคตของประเทศชาติและประชาชนไปเสี่ยง ทุกฝ่ายควรร่วมกันมองไปข้างหน้า ไม่ปล่อยให้ข่าวลือหรือความพยายามดิสเครดิตรัฐบาลมากลบเสียงของความเดือดร้อนที่แท้จริง สำหรับกรณีการเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระที่ตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว.นั้น เป็นกระบวนการตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาล และไม่ควรนำมาโยงกับการพิจารณางบประมาณ หรือสร้างความสับสนต่อเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร รัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อทำงาน ไม่ใช่เพื่อมาเล่นเกม งบประมาณคือเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศ เดินหน้านโยบายให้ถึงมือประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แก้หนี้ และปราบยาเสพติดอย่างเป็นระบบ รัฐบาลยังมั่นคง ยังทำงานได้เต็มที่ และจะเดินหน้าครบวาระ 4 ปีตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้

พท.งงภูมิใจไทยขู่คว่ำงบ

นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะโหวตคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพราะเกี่ยวข้องกับคดีการฮั้ว ส.ว. ว่า ตนไม่อยากให้สังคมคล้อยตามข่าวเช่นนี้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่างก็ทำตามอำนาจหน้าที่ที่เขามี และข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้มีการระบุว่าพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจากที่มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคต่างก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพรรค พท.ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28-30 พฤษภาคมนี้ เป็นอย่างดี ฉะนั้น ย้ำว่าไม่อยากให้ข่าวเช่นนี้ออกมาแล้วทำให้สังคมเกิดความไขว้เขว ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล

เมื่อถามว่า ยังยืนยันว่า พรรค พท.สามารถคุยกับพรรค ภท. และพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า ถูกต้อง ทุกพรรคยังร่วมมือทำงานให้ประชาชนได้ และ พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ใช่เป็นงบประมาณของพรรค พท.อย่างเดียว แต่พรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้น งบประมาณของทุกกระทรวงต่างก็อยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉบับนี้ แน่นอนว่าหากงบประมาณฉบับนี้ไม่ผ่านจริงๆ รัฐบาลมีสองทางเลือกคือนายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ตนจึงไม่อยากให้ข่าวที่ออกมาโจมตีพรรค ภท.เช่นนี้ สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้รัฐบาล

ยืนยันไม่ยุบสภา

เมื่อถามว่า ยังมั่นใจในเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า ใช่ เพราะผู้ใหญ่ในพรรคหรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองก็บอกเสมอว่าได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างใกล้ชิดมาตลอด หรือบางครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะมีการเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง และทุกคนก็ยังยืนยันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณและกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะเข้าสู่สภา

เมื่อถามว่า มองว่ากระแสข่าวที่ออกมาในช่วงก่อนที่งบประมาณจะเข้าสู่การพิจารณาในสภา มีนัยยะอะไรหรือเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า ทุกครั้งที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ จะเข้าสู่สภา ก็จะมีข่าวเช่นนี้ออกมาทุกครั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอยากให้มีการปรับ ครม.หรือไม่ หรือบางคนอาจจะอยากถูกเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือบางพรรคที่ได้เสียงแล้วไม่มีการเชิญให้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็อาจจะอยากให้ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปได้

นายดนุพรกล่าวต่อว่า นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมืองก่อนที่จะมีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เข้าสู่การพิจารณาของสภา ถือเป็นสองครั้งที่จะสามารถล้มรัฐบาลได้คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และงบประมาณที่เมื่อไม่ผ่าน รัฐบาลต้องไป ฉะนั้นเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไปเรียบร้อย และนายกรัฐมนตรีได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น สามารถอยู่ต่อได้ จะมีอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลเกิดการสั่นคลอนนั่นก็คือเรื่องงบประมาณ

“ทำให้จึงต้องมีการตีข่าวว่ารัฐบาลไปต่อไม่ได้แล้ว พรรคนั้นพรรคนี้ไม่โหวตให้ เพื่อที่จะเขย่าให้รัฐบาลลาออก เป็นเกมการเมือง แต่เรายังเชื่อมั่นในพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่าเรายังสามารถร่วมกันได้ดี“ นายดนุพรกล่าว

เมื่อถามว่า ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ยุบสภาใช่หรือไม่ นายดนุพรกล่าวว่า “แน่นอนครับ แม้การทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะมีความเห็นต่างบ้างใน บางประเด็น แต่ก็ไม่หนักหนาถึงขั้นที่จะพูดคุยกันไม่ได้ และเมื่อมีความเห็นต่างผมก็เชื่อว่าหัวหน้าพรรคจะสามารถพูดคุยกันได้“

ภูมิใจไทยปัดคว่ำงบ69

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยส่อคว่ำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569ว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนจึงขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว อย่างสิ้นเชิงว่าไม่เป็นความจริง

“พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มีรัฐมนตรีที่กำกับดูกระทรวงซึ่งมีส่วนร่วมจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณไม่มีเหตุที่จะไม่สนับสนุน การจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อน เพื่อพัฒนา และแก้ปัญหาประเทศ” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

อิทธิพลย้ำฮั้วสว.ทำตามขั้นตอน

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงคดีฮั้วการเลือก สว.ที่มีการตั้งประเด็นว่า กกต.ทำเกินไป ในการออกหมายเรียกโดยที่ไม่มีการแจ้งทางไปรษณีย์ตามขั้นตอน หรือไม่ว่า การปิดหมาย การส่งหมายแจ้งนัดตามระเบียบ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ของ กกต. ที่ได้ตั้งขึ้นมา มี 25 ชุดและบวก 1 หรือคณะพิเศษ ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้ดุลย์พินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องร้องหลายเรื่องเหตุใดจึงหยิบเรื่อง หารฮั้วเลือก สว.ออกมาก่อน นายอิทธิพร ระบุว่า ไม่ได้หยิบแต่เป็นกระบวนการ ที่ทราบว่าตั้งแต่มีการเลือก สว.ได้แจ้งมาตลอดว่ามีคำร้องกี่เรื่องแล้วแจ้งมาตลอด ส่วนที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรา 77(1) ซึ่งเกี่ยวพันกันกับเรื่องฮั้ว เพราะมีการทำเป็นกระบวนการซึ่งก็มีการดำเนินการอยู่และได้แจ้งถึงความคืบหน้าเป็นระยะ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยจำนวนเท่าไหร่ ทุกอย่างมีความคืบหน้ามาโดยตลอด ไม่ได้เร่งตามเวลา เพราะเรากำหนดเวลาไว้ว่าจะต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จในสำนวน

นายอิทธิพรกล่าวต่อว่า ดีเอสไอไม่ได้บีบ กกต. โดยย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ขอให้ดีเอสไอแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่มีมีความรู้และประสบ การณ์และความสามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนทำงานร่วมกัน ชุดที่ 26 โดยไม่ได้มีใครบีบใคร

ทุกอย่างยึดตามกฎหมาย

ถามว่าหากถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองกังวลหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะ กกต. ดำเนินการทุกอย่างต้องยึดขั้นตอนตามกฏหมาย และทราบดีถึงแรงกดดันภายนอก คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมายมากที่สุด ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า กกต. ดำเนินการไม่ได้เห็นด้วยเหตุผลอย่างอื่นเพราะต้องทำตาม กฏหมายอย่างเดียว

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตการดำเนินคดีฮั้วเลือกส.ว.เป็นเกมการเมือง ว่า จะมองเป็นเกมการเมืองได้อย่างไร เพราะสังคมไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือคนในประเทศก็เห็นกันหมดว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร มีการฮั้วส.ว.เกิดขึ้น มีการรวมตัวกันที่ไหน โรงแรมอะไร มีเส้นทางการเงินอย่างไร

ไม่ได้เป็นเรื่องการเมือง

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มีการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะมีคนไปร้อง ถ้าไม่ทำจะถูกดำเนินคดีมาตรา 157 ทั้งนี้ ส.ว.ก็มีความสำคัญเพราะมีหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ ทุกคนยอมไม่ได้ การบังคับใช้กฎหมายไม่ต้องมีพรรคมีพวก ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้สังคมจะอยู่ไม่ได้ เพราะหากสังคมไม่ยอมรับการเลือกองค์กรอิสระก็จะเกิดปัญหา บ้านเมืองไหนไม่เกิดการยุติธรรม สังคมก็จะอยู่ไม่ได้

“ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง ถ้าไม่ทำให้เกิดความเชื่อถือ กระบวนการยุติธรรมก็จะเสื่อม เป็นหน้าที่กกต. และดีเอสไอต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมือง เราต้องให้กำลังใจกกต. และดีเอสไอด้วยซ้ำว่าให้ไปทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ให้ถูกต้อง เราต้องให้กำลังใจอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสที่สุด เพราะเรื่องนี้คนจับตา เขากลัวอย่างเดียวอย่าให้มีมวยล้มต้มคนดูเท่านั้น” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลว่าจะกระทบกฎหมายของรัฐบาลหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เราต้องแยกแยะว่ากฎหมายไหนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมีที่มาที่ไปถูกต้อง เราต้องว่าตามนั้น เชื่อว่าสว.ในส่วนที่เหลือจะพิจารณาไปตามสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม กฎหมายไหนหากมีความเห็นต่างก็มีกลไกอยู่ เหมือนกฎหมายประชามติที่ต้องยับยั้งไว้ 180 วัน หากเป็นกฎหมายการเงินก็ทำตามกระบวนการเช่นเดียวกัน แต่ยับยั้งไว้ 10 วัน ’เราไม่ต้องกลัวไปขนาดนั้นว่าจะโหวตให้หรือไม่โหวตให้ แต่เรื่องที่ไปที่มาต้องว่าให้ถูกต้อง เพราะไม่ใช่รัฐบาลดำเนินการ กกต.เป็นองค์กรอิสระ ดีเอสไอก็ทำหน้าที่ ต้องทำให้ถูกต้อง เชื่อว่าคนทั้งประเทศติดตามเขาพอใจการทำหน้าที่ ย้ำว่าเรื่องพิจารณากฎหมายเป็นคนละประเด็นกับที่มาสว. เพราะสว.ก็ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย หากสุดท้ายแล้วเรื่องนี้มีปัญหาก็จะมีการเลื่อนลำดับสว.ขึ้นมา แม้อาจจะช้าเรื่องการทำหน้าที่ในช่วงแรกๆ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ขอให้กำลังใจและเชื่อทุกคนมองเป็นปัญหา” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ราชทัณฑ์ไม่แย้งมติแพทยสภา ปัดร้องศาลปค. อ้างรอความเห็น‘สมศักดิ์’

ราชทัณฑ์ไม่แย้งมติแพทยสภา  ปัดร้องศาลปค.  อ้างรอความเห็น‘สมศักดิ์’

ราชทัณฑ์ไม่แย้งมติแพทยสภา ปัดร้องศาลปค. อ้างรอความเห็น‘สมศักดิ์’

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชทัณฑ์ไม่แย้งมติแพทยสภา ปัดร้องศาลปค. อ้างรอความเห็น‘สมศักดิ์’ พท.วอนอย่ากดดันคดีชั้น14 ‘เทพไท’จี้‘อิ๊งค์’รับผิดชอบ

กรมราชทัณฑ์ ปฏิเสธข่าวร้องศาลปกครองเพิกถอนมติแพทยสภา อ้างยังมีอีกหลายขั้น รวมทั้งรอความเห็นจากรมว.สาธารณสุข ด้านเพื่อไทย ยันไม่กระทบรัฐบาล วอนอย่าฉวยโอกาสปลุกม็อบ

เมื่อวันที่ 11พ.ค. 2568 ทางกรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจง ว่าจากกรณีที่มีสื่อมวลชนได้มีการเผยแพร่ข่าว และพาดหัวกล่าวว่า “รพ.ราชทัณฑ์ เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติแพทยสภา” อันเกิดจากมีมติลงโทษแพทย์ 3ราย จากกรณีการรักษาพยาบาลนายทักษิณ ชินวัตร ณ โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 นั้น

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า เบื้องต้นขณะนี้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้รับทราบ ข่าวสารเกี่ยวกับมติที่ประชุมแพทยสภา ในการพิจารณากรณีจริยธรรมของแพทย์ในการส่งนายทักษิณฯ ออกรักษาตัว ณ โรงพยาบาลตำรวจ ผ่านการเผยแพร่จากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยของกระทรวงสาธารณสุข โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ซึ่งข้อมูลที่สื่อมวลชนนำออกมาเผยแพร่นั้น อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมและอาจส่งผลกระทบระหว่างหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง บุคลากรทางการแพทย์ ในสังกัดกรมราชทัณฑ์ ยังคงยึดหลักปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2559 เสมอมา ดังนั้นจากกรณีดังกล่าวกรมราชทัณฑ์ ยังอยู่ในระหว่างรอคำวินิจฉัยต่อไป

ยัน’อุ๋งอิ๊งค์’ไม่เสียสมาธิ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ว่า เป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจและกระบวนการพิจารณาของแพทยสภา ไม่ควรถูกนำไปโยงเป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้สร้างวาทกรรมโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นคนละเรื่องกับการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน เหตุการณ์และข้อพิจารณาของแพทยสภาเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้รับตำแหน่งหลังจากนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวแล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง และไม่ควรมีใครพยายามสร้างกระแสเบี่ยงเบนหรือทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวิชาชีพเฉพาะด้าน ซึ่งมีคณะกรรมการแพทยสภากำกับดูแลอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงได้ และการที่สังคมมีการตรวจสอบอย่างเปิดเผยคือหลักฐานว่าประเทศไทยมีระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่เคยเข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยว ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เสียสมาธิจากการทำงานเพื่อประชาชน นายกรัฐมนตรีมีขวัญกำลังใจที่ดี และยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน และการลดความเหลื่อมล้ำ ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประชาชนตอบรับอย่างอบอุ่น ยิ่งตอกย้ำว่าคนจำนวนมากไม่ได้สนใจแต่เรื่องการเมือง แต่คาดหวังผลลัพธ์จากนโยบายที่จับต้องได้ของรัฐบาล อาจมีความพยายามของคนบางกลุ่มพยายามฉวยโอกาสปลุกกระแสจากประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน รัฐบาลมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้

“ไม่ควรนำเรื่องแพทยสภา มาโยงกับรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี เพราะไม่มีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน รัฐบาลมีสมาธิ นายกรัฐมนตรีมีขวัญกำลังใจที่ดี พร้อมเดินหน้า ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่” นายอนุสรณ์ กล่าว

บอกไม่ควรใช้อารมณ์

นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีชั้น 14 ที่พาดพิงถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม แต่ตนอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้เปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ตัดสินไปล่วงหน้าและไม่อยากเห็นการกดดันกระบวนการยุติธรรม ตนเห็นว่าแม้เราจะชอบหรือไม่ชอบใครก็ตาม แต่ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ตนอยากเห็นสังคมไทยมีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน และพิจารณาเหตุการณ์ความเป็นมาของเรื่องนี้ โดยดูความเป็นมาทั้งหมด ไม่ตัดตอนในบางช่วง นอกจากนั้นการสอบสวนหรือการดำเนินการใดๆ ตามกฏหมายนั้น ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ ไม่ควรไปสร้างแรงกดดันให้กับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้

นายนพดล กล่าวต่อว่า จำได้ว่าหลังรัฐประหารในปี 2549 ตนเคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้อดีตนายกฯ หลังรัฐประหารมีการตั้งบุคคลที่มีความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกฯมาสืบสวนคดีต่างๆ ที่เรียกว่า คตส.ซึ่งตนเคยให้สัมภาษณ์และตั้งคำถามไปว่าการตั้งบุคคลที่มีความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน มาสืบสวนเรื่องของผู้ถูกยึดอำนาจ อาจขัดกับหลักนิติธรรมหรือไม่ ตนจึงอยากเห็นการประมวลเหตุการณ์ความเป็นมาทั้งหมดให้ครบถ้วน และขอมีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน วิจารณ์โดยไม่ใช้อคติ “การใช้หลักนิติธรรมนั้นจะต้องใช้สม่ำเสมอกับทุกกรณี ปมเชื่อมั่นในการไต่สวนและกระบวนการยุติธรรม ว่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้”นายนพดล กล่าว

เทพไทจี้อุ๊งอิ๊งค์รับผิดชอบชั้น14

นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “คดีชั้น14 อุ๊งอิ๊ง รู้เรื่องดี ต้องรับผิดชอบ!!!” ระบุว่า คดีชั้น14อุ๊งอิ๊ง รู้เรื่องดี ต้องรับผิดชอบหลังจากพระราชพิธีพืชมงคล ที่ท้องสนามหลวง มีผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับผลการสอบของแพทยสภา แต่ นางสาวแพทองธาร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยอ้างว่าอยู่ในการแต่งกายชุดปกติขาว ซึ่งไม่เหมาะสมกับการให้สัมภาษณ์ ทั้งที่การแต่งชุดปกติขาวให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องปกติ ที่สามารถตอบคำถามของผู้สื่อข่าวได้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ชุดปกติขาวถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรี หน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ทำมือแบบมินิฮาร์ท ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกันอย่างกว้างขวาง

ปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

แต่ในกรณีการอ้างถึงการแต่งชุดขาวของนางสาวแพทองธาร และปฏิเสธตอบคำถามของผู้สื่อข่าว น่าจะเป็นการแก้เกี้ยว ไม่อยากตอบคำถามของสื่อมวลชนมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆนางสาวแพทองธาร หลีกเลี่ยง ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีชั้น 14 ของนายทักษิณอยู่หลายครั้ง ทั้งที่นางสาวแพทองธารเป็นผู้รู้เรื่องดี และมีข้อมูลครบถ้วนมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะ 1.เป็นลูกสาวคนโปรดของนายทักษิณ ที่เคยประกาศว่า เป็นDNAโดยตรง และนางสาวแพทองธารก็ยอมรับว่า เป็นลูกรักของพ่อ 2.เป็น 1 ใน 10 ของผู้มีรายชื่อเข้าเยี่ยม นายทักษิณ และได้เข้าเยี่ยมบ่อยที่สุด ย่อมรู้ดีว่าป่วยจริงหรือป่วยทิพย์ 3.เคยได้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เกี่ยวกับอาการป่วยของทักษิณ ว่าอาการหลังจากทำการผ่าตัดแล้ว อยู่ระยะพักฟื้น 4.เคยลงภาพของนายทักษิณ ใน Instagram ภาพนั่งริมสระว่ายน้ำแบบชิลๆ และภาพที่ยกดัมเบล เล่นน้ำกับหลานๆ แบบคนปกติเหมือนไม่เคยผ่านอาการป่วยวิกฤติมาก่อน 5.เคยยืนยันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าป่วยจริง ขอให้รอผลการสอบของแพทยสภา 6.เคยแถลงข่าวที่รัฐบาลยืนยันว่า นายทักษิณป่วยจริง เมื่อพูดไป คนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แต่วันนี้เมื่อผลการสอบของแพทย์สภาออกมาแล้วว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤต สังคมก็อยากทราบความเห็น และท่าทีของนางสาวแพทองธารว่า มีความคิดเห็นต่อผลการสอบของแพทยสภา ที่เคยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับอย่างไรบ้าง และต่อกรณีคดีชั้น 14 นางสาวแพทองธาร ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องดีที่สุด จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

ซื้อหัวละ3พันบาท ชิงเก้าอี้เทศบาลที่กาฬสินธุ์ กกต.ส่งจนท.ลุยตรวจสอบ

ซื้อหัวละ3พันบาท  ชิงเก้าอี้เทศบาลที่กาฬสินธุ์  กกต.ส่งจนท.ลุยตรวจสอบ

ซื้อหัวละ3พันบาท ชิงเก้าอี้เทศบาลที่กาฬสินธุ์ กกต.ส่งจนท.ลุยตรวจสอบ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กกต.” เตือนผู้สมัคร-ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง“เทศบาล” อย่าทำผิดกฎหมาย ชี้มีโทษทางอาญา-โทษทางการเมือง สั่งกกต.ทั้งประเทศเช็คสภาพอากาศดูแลเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลุกออกมาใช้สิทธิ์70% เร่งสอบกาฬสินธุ์ซื้อเสียงหัวละ3พันบาท

เมื่อวันที่ 11พฤษภาคม2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังทั่วประเทศเปิดหน่วยเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาลว่า จากเมื่อวานนี้ (10พ.ค.) ที่ให้ข้อมูลว่า คำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีทั้งหมด 338เรื่อง ขณะนี้มีรายงานเพิ่มเติมอีก14เรื่อง รวมเป็น 352 เรื่องแล้ว แต่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนมีมากถึง 1,743เรื่อง ซึ่ง กกต.ไม่ต้องการให้เพิ่มขึ้นและพยายามทุกวิถีทางในการป้องกันป้องปราม ปลูกฝังค่านิยมอย่าซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนช่วง3วันสุดท้ายโดยเฉพาะเมื่อคืน (10 พ.ค.) จนถึงขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน บางจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธร ร่วมมือกับ กกต.รวมถึงกำลังทหารสนธิกำลังตั้งด่านตรวจเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งได้รับความร่วมมือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง สถานการณ์ปกติดี ไม่มีข่าวการซื้อเสียงมาก เพราะยังอยู่ในขั้นรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งหากปรากฏพยานหลักฐานในภายหลังก็จะมีการฟ้องร้องคดีต่อไป ส่วนกรณีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงรายรับท้องถิ่นนั้น ไม่ได้ต้องการให้มีการซื้อสิทธิ์ในทุกระดับการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานของการเมือง ประเทศจะเจริญได้เพราะท้องถิ่นเข้มแข็ง พร้อมขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกรณีการรับเงินถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมาย ผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ นอกจากรับโทษทางอาญาแล้วยังต้องรับโทษทางการเมือง ชี้ว่าไม่คุ้มกับการเสี่ยง

ประธาน กกต.ยังกล่าวถึงสภาพอากาศในวันเลือกตั้งว่า ในการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีหนังสือแจ้งไปยัง กกต.จังหวัด ให้ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศทุกครั้ง เพราะบางครั้งอาจอยู่ในช่วงฤดูฝน มรสุมเข้า ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลสถานที่เลือกตั้ง เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่วนในพื้นที่เลือกตั้งในวันนี้มีการเตรียมพร้อมรองรับทุกสถานการณ์ไว้แล้ว

นายอิทธิพร กล่าวถึงการตั้งเป้าหมายออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในภาพรวมทั่วประเทศร้อยละ 70 โดยอ้างอิงตัวเลขการใช้สิทธิ์ในปี2564 อยู่ที่ร้อยละ66.8 โดยหวังว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเลือกตั้งที่ใกล้ตัวมากที่สุดมากกว่าการเลือกตั้ง สส.ในแง่ที่ว่าท้องถิ่นเป็นผู้จัดการทุกอย่าง พร้อมเชิญชวนหากต้องการสร้าง สรรค์ประเทศไทยต้องพร้อมใจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส่วนผลการเลือกตั้งในวันนี้ขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่ เช่นกรณีที่ผู้สมัครเพียงหนึ่งคน เชื่อว่าไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็จะรู้ผลการนับคะแนนผ่านหน่อย คาดว่าอย่างเร็วช่วงเวลา 20.00 น. อย่างช้าไม่น่าจะเกิน 22.00 น. ซึ่งการเลือกตั้งครั้งก่อนบางหน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้นในเวลา 21.00 น. ซึ่งประชาชนสามารถดูรายงานผลการเลือกตั้งในเฟซบุ๊กของเทศบาลแต่ละแห่ง หรือแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวต

ด้าน พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการ กกต.แถลงข่าวการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ประเด็น“สถานการณ์การเปิดหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีทั่วประเทศ” ซึ่งจากการตรวจสอบสถานการณ์เกี่ยวกับการเปิดหน่วยลงคะแนน 76 จังหวัดจำนวน 34,818 หน่วย จากจำนวนเทศบาลที่มีการเลือกตั้ง2,463แห่งทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพ มหานคร ได้รับรายงานจาก กกต.จังหวัดว่า การเปิดเหตุเลือกตั้งทั่วประเทศดำเนินการเปิดหีบได้ตั้งแต่เวลา 08.00น.เรียบร้อยครบทุกแห่ง แม้ว่าบางแห่งจะมีพายุฝนฟ้าคะนองตั้งแต่เมื่อวาน(10พ.ค.) แต่วันนี้สามารถเปิดหน่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเข้าไปลงคะแนนได้ตามปกติ

เมื่อถามถึงการซื้อเสียงหัวละ3,000บาท ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า สำนักงานได้รับข้อมูลจากสำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์รายงานเบื้องต้นเข้ามา ปรากฏภาพตามสื่อที่มีการเผยแพร่เรื่องของการแจกเงินและจากการตรวจสอบไปที่สำนักงานการเลือกตั้งกาฬสินธุ์แล้วว่าได้ส่งชุดสืบสวนไต่สวนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นผู้ใดที่นำเงินมาแจกและผู้ใดได้รับไปและได้ให้ชุดสืบสวนและชุดหาข่าวลงพื้นที่เพื่อดำเนินการ หากมีความปรากฏก็จะมีการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานครออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งซึ่งถือเป็นการแสดงพลังของประชาชน เพื่อกำหนดการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองเป็นหลักฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สุจริตและเที่ยงธรรม ชอบด้วยกฎหมาย เชิญชวนประชาชนติดตามการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งในช่องทางต่างๆ หรือสอบถามสายด่วน 1444

ขณะที่ นายนิติพัฒน์ ชูกล้ากสิกรณ์ พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ กลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมืองหัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็ว ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า มีการขนคนไปลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมมีการส่งรูปและหลักฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งมาให้เป็นจำนวนมาก แจ้งถึงพิกัดหน่วยเลือกตั้งที่มีการขนคนไปลงคะแนน นายนิติพัฒน์ หัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ 6 นาย รีบรุดไปตรวจสอบตามที่รับแจ้ง พบมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่า จะมีการทำเป็นระบบ ใช้มอเตอร์ไซด์รับจ้างในการขนคนไปลงคะแนน แต่ไม่มีการเก็บค่ารถแต่อย่างใด โดยมีหัวคะแนนคอยดูอยู่ ชุดเคลื่อนที่เร็วได้มีการตรวจค้นคนขับรถมอเตอร์ไชด์ พร้อมกับมีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเอาไว้อย่างละเอียด

นายนิติพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่ได้รับแจ้งจากประชาชนมาพบเบาะแสว่า มีการทำเป็นขบวนการมีการวางหัวคะแนนไว้ในหลายหน่วยเลือกตั้งกระจายไปในพื้นที่โดยจะใช้มอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ในการขนคนมาลงคะแนน วิ่งกันเป็นเที่ยวแต่เช้า มีการแจกติ้วไว้เพื่อให้มาขึ้นเงินในภายหลัง โดยพบว่ามีการเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุ โดยจะวิ่งรถไปรับมาจากหน้าบ้านเพื่อให้มาลงคะแนนตามโพยที่แจ้งไว้ เมื่อลงคะแนนเสร็จรอรับส่งกลับบ้านให้ด้วย ความคืบหน้าจะมีการนำเสนอให้ทราบต่อไป

ปักหมุด 13 พ.ค.นี้ ‘เพื่อไทย’เปิดตัวโครงการใหม่‘Pheu Thai YPP’

ปักหมุด 13 พ.ค.นี้ ‘เพื่อไทย’เปิดตัวโครงการใหม่‘Pheu Thai YPP’

ปักหมุด 13 พ.ค.นี้ ‘เพื่อไทย’เปิดตัวโครงการใหม่‘Pheu Thai YPP’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

“พรรคเพื่อไทย”เปิดตัวโครงการใหม่”Pheu Thai YPP (Young Professionals Program) – Fill the Gap, Make the Growth” 13 พ.ค.นี้

พรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมจัดงานเปิดตัวโครงการใหม่ “Pheu Thai YPP (Young Professionals Program) – Fill the Gap, Make the Growth” ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย โดยเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมรับฟังแนวคิดและวิสัยทัศน์สำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการขับเคลื่อนพรรคและประเทศ

โครงการนี้ถือกำเนิดจากวิสัยทัศน์ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เล็งเห็นว่าพรรคยังมีหลายด้านที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมองว่านี่คือ “ช่องว่าง” (Gap) ที่ต้องการการเติมเต็ม และย้ำว่าการอุดช่องว่างเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้องสร้าง “การเติบโต” (Growth) เพื่อให้พรรคกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งของประเทศได้อีกครั้ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้ง PTP Academy ขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี 3 เดือน โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนแบบ Goal-driven One Stop Service ที่สนับสนุนทั้งงานภายในพรรคและงานด้านรัฐสภาอย่างครบวงจร

ในปีนี้ PTP Academy เปิดตัวโครงการเรือธงอย่าง “Pheu Thai YPP” ซึ่งไม่ใช่แค่หลักสูตรฝึกอบรมทั่วไป แต่เป็นพื้นที่บ่มเพาะความคิด แปลงแนวคิดเป็นการปฏิบัติจริง และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ศักยภาพ ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่จริง ลงมือทำจริง ภายใต้การแนะนำจากนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล, คุณสุทิน คลังแสง, คุณมนพร เจริญศรี และทีมงานมืออาชีพอีกมากมาย

พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าว่าโครงการนี้จะไม่เพียงเติมเต็มช่องว่าง แต่จะปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ สร้างการเติบโตของพรรคและการมีส่วนร่วมระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน โดยเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ภาคประชาชน และสื่อมวลชน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ และร่วมรับฟังวิสัยทัศน์จากนายกรัฐมนตรีและทีม PTP Academy ได้ภายในงาน ตั้งแต่เวลา 15.00 – 17.00 น.

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : https://linktr.ee/PTPAcademy

– 006

เช็คผลที่นี่!!! ‘เลือกตั้งเทศบาล’ส่วนใหญ่แชมป์เก่าคว้าชัย

เช็คผลที่นี่!!! 'เลือกตั้งเทศบาล'ส่วนใหญ่แชมป์เก่าคว้าชัย

เช็คผลที่นี่!!! ‘เลือกตั้งเทศบาล’ส่วนใหญ่แชมป์เก่าคว้าชัย

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.47 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งทศบาลทั้งหมด 2,463 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 33 แห่ง เทศบาลเมือง 213 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,217 แห่ง ส่วนจำนวนนายกเทศมนตรี ทั้งหมด 2,128 แห่ง พบว่ามีผู้สมัครทั้งหมด 4,558 คน และสมาชิกสภาเทศบาล 2,462 แห่ง ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ออกมา โดยเฉพาะนายกเทศมนตรีหลายพื้นที่ อดีตนายกเทศมนตรียังคงรักษาแชมป์ไว้ได้ อาทิ

เทศบาลนครเชียงใหม่ นายอัศนี บูรณุปกรณ์ บ้านใหญ่จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงเอง ก็ยังสามารถเอาชนะ นายธีรวุฒิ แก้วฟอง จากพรรคประชาชน (ปชน.)

เทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายวิชัย บรรดาศักดิ์ อดีตนายก ชนะ นายภาสกร ธิติธนาวนิช พรรคประชาชน

เทศบาลนครนนทบุรี นายสมนึก ธนเดชากุล อดีตนายกเทศมนตรีนครนนทบุรี 9 สมัย ซึ่งมีสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย ชนะ นายธีรวงศ์ สรรค์พิพัฒน์ จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครนครราชสีมา นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ทีมโคราชชาติพัฒนา ชนะ นายพงษ์ยุทธ สุภัทรวณิชย์ จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครระยอง นายวิชัย ศรีชลา อดีตนายกเทศมนตรี ชนะ นายเสรี สุวรรณวิจิตร ส่วน นายภูษิต ไชยฉ่ำ อดีตรองนายก ที่ลงสมัครในนามพรรคประชาชน รั้งที่ 3

เทศบาลตำบลธัญบุรี จ.ปทุมธานี นางยุพเยาว์ หลีนวรัตน์ ทีมธัญญะก้าวหน้า ภรรยา นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว ชนะ นายสมชาติ ค้าธัญเจริญ กลุ่มครอบครัวคนรักปทุม Next ,ธัญบุรี ที่มี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี คอยสนับสนุน ขณะที่ นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือ “น้องลูกพีช” ก็ได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลธัญบุรี

เทศบาลนครรังสิต จ.ปทุมธานี ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง ชนะ นายเดชา กลิ่นกุสุม

เทศบาลนครเชียงราย นายวันชัย จงสุทธนามณี แชมป์เก่า เอาชนะ นายศราวุธ สุตะวงศ์ จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครนครสวรรค์ นายจิตเกษมณ์ นิโรธธนรัฐ อดีตนายก 5 สมัย ชนะ นายวรวุฒิ ตันวิสุทธิ์จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายกณพ เกตุชาติ อดีตนายก ยังรักษาแชมป์ ชนะ นายเดชสิทธิ์ ลี่ดำรงวัฒนากุล

เทศบาลนครนครปฐม นายสมโชค พงษ์ขวัญ กลุ่มสันติธรรม อดีตนายก มีคะแนนนำ นายสัตวแพทย์ ชัชวาล นันทะสาร จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครขอนแก่น นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย จากกลุ่มมหานครขอนแก่น และเป็นอดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น ชนะ น.ส.เบญจมาภรณ์ ศรีละบุตร จากพรรคประชาชน

เทศบาลนครพิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ จากคณะพัฒนานคร มีคะแนนนำ นางเปรมฤดี ชามพูนุช อดีตนายกเทศมนตรี ส่วน นายธนากร กิ่นผกา จากพรรคประชาชน รั้งที่ 3