‘หมอวรงค์’สอนมวย’นพดล’ หยุดถูไถ!ก้มหน้าก้มตาปกป้อง’คนชั้น 14′

'หมอวรงค์'สอนมวย'นพดล' หยุดถูไถ!ก้มหน้าก้มตาปกป้อง'คนชั้น 14'

‘หมอวรงค์’สอนมวย’นพดล’ หยุดถูไถ!ก้มหน้าก้มตาปกป้อง’คนชั้น 14′

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #นพดลควรหยุดถูไถ

“นพดล ปัทมะ” อ้างปมชั้น 14 ต้องดูความเป็นมาทั้งหมด หลังรัฐประหาร 49 ตั้ง คตส.ที่เป็นปฏิปักษ์ มาสอบสวนคดี

ต้องฝากนายนพดลว่า คนทุจริต โกงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าประเทศไหน การปกครองระบอบอะไร เขาลงโทษหนักทุกคน

ยิ่งกรณีนักโทษชั้น14 ต้องอย่าลืมว่า ในพระบรมราชโองการมีการยอมรับผิด สำนึกผิด ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมแล้วด้วย จึงมีพระราชทานอภัยลดโทษ จาก8 ปี เหลือ1ปี ดังนั้นต้องอย่าแถ

ปัญหาชั้น14 จึงเกิดจาก การใช้อำนาจไม่ชอบ ทำกันเป็นขบวนการ เพื่อช่วยเหลือนักโทษไม่ยอมติดคุก ขัดต่อพระบรมราชโองการ เพียงเพราะเหลิงในอำนาจ จึงทำให้ประชาชนสงสัย

มีการใช้การแพทย์เป็นเครื่องมือ และได้รับการพิสูจน์ จากแพทยสภาว่า มีแพทย์ออกเอกสารทางการแพทย์ไม่ตรงกับความจริง เพื่อช่วยเหลือนักโทษให้อยู่สบายๆที่ชั้น14 ห้อง vvip ทั้งๆที่ไม่ป่วยวิกฤติ

นายนพดลควรทำใจให้กว้าง ที่จะศึกษาความจริง คนมีความรู้ มีการศึกษาอย่างคุณ ควรที่จะช่วยกันปกป้องกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ไม่ใช้ก้มหน้าก้มตาปกป้องคนโกง

‘พิพัฒน์’ขับเคลื่อนความร่วมมือแรงงานอาเซียน พบ’รมว.เกาหลี–มาเลเซีย’ เตรียมยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล

'พิพัฒน์'ขับเคลื่อนความร่วมมือแรงงานอาเซียน พบ'รมว.เกาหลี–มาเลเซีย' เตรียมยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล

‘พิพัฒน์’ขับเคลื่อนความร่วมมือแรงงานอาเซียน พบ’รมว.เกาหลี–มาเลเซีย’ เตรียมยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

“พิพัฒน์”ขับเคลื่อนความร่วมมือแรงงานอาเซียน พบ”รมว.เกาหลี-มาเลเซีย” เตรียมยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล ก่อนเปิดฉาก APEC 2025

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ที่เมืองเชจู สาธารณรัฐเกาหลี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้าภารกิจสร้างความร่วมมือด้านแรงงานในระดับนานาชาติ ด้วยการหารือนอกรอบ กับนาย มิน-ซอค คิม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน สาธารณรัฐเกาหลี และ นาย สตีเว่น ซิม ซี เคียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์แห่งมาเลเซียรัฐมนตรี ก่อนการประชุมรัฐมนตรี APEC ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (APEC HRDMM 2025) ซึ่งจะเปิดฉากในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ พร้อมด้วยนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นางศิริรัตน์ ศรีชาติ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ร่วมด้วย

ในการหารือกับ นายมิน-ซอค คิม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน สาธารณรัฐเกาหลี ทั้งสองฝ่ายย้ำความร่วมมือในการส่งเสริมแรงงานถูกกฎหมาย และขยายโอกาสแรงงานไทยในภาคบริการ ร้านอาหาร โรงแรม และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นภาคที่เกาหลีกำลังขาดแคลนแรงงาน

นายมิน-ซอค คิม เปิดเผยว่า การหารือทวิภาคีระหว่างไทยและเกาหลีใต้ครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยในการยกระดับแรงงานสู่มาตรฐานสากล โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งการส่งแรงงานอย่างถูกกฎหมาย การพัฒนาทักษะฝีมือ และการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในเกาหลีใต้

ซึ่งขณะนี้มีแผนขยายการรับแรงงานต่างชาติในภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม งานภาคบริการ และงานภาคบริบาลดูแล ผู้สูงอายุ โดยในเกาหลีเป็นแรงงานหญิงในกลุ่มอายุ 50 – 65 ปี แต่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจขยายโอกาสแรงงานฝีมือไทยในสาขา ภาคบริบาล พร้อมยืนยันว่าแรงงานไทยมีวินัย ตั้งใจทำงาน และได้รับความไว้วางใจจากนายจ้างเกาหลี

นายพิพัฒน์ เผยว่า ในด้านการจัดการแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งแรงงานไทยในเกาหลีมีอยู่ถึง 19.2% ไทยเสนอแนวทางแก้ไขในเชิงระบบ เช่น การขึ้นทะเบียนแรงงานเพื่อนบ้านในไทยให้ถูกกฎหมาย พร้อมการปราบปรามนายหน้าเถื่อน และการรณรงค์ให้แรงงานเข้าสู่ระบบ EPS เพื่อเข้าถึงค่าจ้างที่เป็นธรรมและสวัสดิการที่มั่นคง

พร้อมยังเสนอความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานสู่เศรษฐกิจอนาคต โดยเฉพาะด้าน AI, Automation และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ พร้อมย้ำว่าไทยจะติดตามคุณภาพชีวิตแรงงานในเกาหลีอย่างใกล้ชิด การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายแรงงานต่างประเทศของไทย ที่ไม่เพียงเน้นการจัดส่งแรงงานอย่างถูกต้อง แต่ยังมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้านคุณภาพชีวิต และความมั่นคงให้แรงงานไทยบนเวทีโลก

ในเวลาต่อว่า นายพิพัฒน์ ยังได้พบกับ นายสตีเว่น ซิม ซี เคียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์แห่งมาเลเซีย โดยเห็นพ้องร่วมกันว่าทั้งสองประเทศควรเป็นผู้นำด้านการพัฒนาแรงงานในอาเซียน โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และแรงงานอิสระ (Gig Workers) โดย ไทยเสนอแนวคิด “One Destination two Cities” เพื่อสร้างงานจากการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เมืองต่างๆในประเทศอาเซียนได้

โดย นายสตีเว่น ซิม ซี เคียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์แห่งมาเลเซียรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางมาเลเซียเตรียมเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า แรงงานคือรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค

นายพิพัฒน์ กล่าวว่าปิดท้ายว่า การหารือวันนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของไทย ที่ต้องการให้แรงงานไทยมีคุณภาพ มีทักษะสากล และไม่ตกขบวนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเน้นว่า แรงงานไทยต้องได้รับการยอมรับในเวทีอาเซียนและระดับโลก โดยกระทรวงแรงงานพร้อมเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง สร้างรากฐานแรงงานไทยทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

‘ลูกพีช’ได้เป็น‘สท.’ ‘นายกเบี้ยว’ประกาศลั่น!ธัญญก้าวหน้าชนะยกทีม

‘ลูกพีช’ได้เป็น‘สท.’ ‘นายกเบี้ยว’ประกาศลั่น!ธัญญก้าวหน้าชนะยกทีม

‘ลูกพีช’ได้เป็น‘สท.’ ‘นายกเบี้ยว’ประกาศลั่น!ธัญญก้าวหน้าชนะยกทีม

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.24 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 หลังการปิดหีบเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งพื้นที่นี้มีผู้สมัครที่น่าสนใจคือ นางยุพเยาว์ หลีนวรัตน์ หรือ น้ำอ้อย ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี หัวหน้าทีมธัญญก้าวหน้า เบอร์ 4 แข่งกับ นายสมชาย ค้าทันเจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี เบอร์ 2

โดยเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.ที่ผ่านมา นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว ได้กล่าวภายหลังการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเสร็จสิ้น ว่า “คนดี คนดีของศรีสังคม พวกพี่คนไม่ดี แต่ชนะ คนดีแพ้ คนดีไม่ซื้อเสียง ไม่ยิง ยิงยิ่งกว่าลูกกระสุนอีก ยิ่งกว่าเอ็ม 16 อีก ยังแพ้เลย” จากนั้น นายกเบี้ยว ยังประกาศว่า “สท.ยกทีมครับ คนธัญบุรีกินหญ้าหวาน”

ขณะที่ภายในที่ทำการของทีมธัญญก้าวหน้า ทีมงานเริ่มมีเสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ หากผลการเลือกตั้งออกมาตามที่นายกเบี้ยวประกาศ จะทำให้ นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือ ลูกพีช ผู้สมัคร สท.ทีมธัญญก้าวหน้า ได้รับชัยชนะไปด้วย

– 006

ปิดหีบเลือกตั้งเทศบาล!! ‘กกต.’เผยพบฉีกบัตร 6 ราย ‘นนทบุรี’งามหน้า จับหัวคะแนนพร้อมโพย

ปิดหีบเลือกตั้งเทศบาล!! 'กกต.'เผยพบฉีกบัตร 6 ราย ‘นนทบุรี’งามหน้า จับหัวคะแนนพร้อมโพย

ปิดหีบเลือกตั้งเทศบาล!! ‘กกต.’เผยพบฉีกบัตร 6 ราย ‘นนทบุรี’งามหน้า จับหัวคะแนนพร้อมโพย

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘กกต.’เผยหลังปิดหีบเลือกตั้งเทศบาล พบฉีกบัตร 6 ราย ใน 5 จังหวัด ‘นนทบุรี’ งามหน้า เจ้าหน้าที่จับหัวคะแนนพร้อมโพย ชี้เป็นปรากฏลุยสอบเอาผิด

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พ.ค.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการกกต. แถลงข่าวหลังปิดหีบเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี ว่า จากที่ได้รับรายงานการลงคะแนน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น. ทุกหน่วยเลือกตั้งทั้ง 76 จังหวัด ได้ลงคะแนนทุกแห่งไม่มีการงดลงคะแนน แม้ระหว่างนั้นมีรายงานเหตุพายุฝนฟ้าคะนองหลายแห่งแต่ยังสามารถจะดำเนินการลงคะแนนได้ตามปกติ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบางจังหวัด

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้หลังปิดการลงคะแนนขณะนี้อยู่ระหว่างการนับคะแนน หลังจากนั้นจะต้องประกาศผลการนับคะแนนที่หน่วยการเลือกตั้งแล้วนำผลคะแนนไปรายงานต่อเทศบาลที่ตัวเองได้รับหน้าที่มา ซึ่งมีหน่วยเลือกตั้งบางแห่งมีประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่เยอะ และส่งรายงานผลไปที่เทศบาลแล้ว และจะเริ่มรายงานผลตามลิงค์ของเทศบาลใหญ่ๆ โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการหลัง 22.00 น.

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็มีเรื่องการกระทำความผิดที่หน่วยเลือกตั้ง เช่น การทำให้บัตรเสียหาย มีผู้ฉีกบัตรเลือกตั้ง จำนวน 6 ราย ใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย ศรีสะเกษ 2 ราย บุรีรัมย์ 1 รายสระแก้ว 1 ราย อ่างทอง 1 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 1 ราย นอกจากนี้ยังได้รับรายงานเรื่องร้องเรียนจนถึงขณะนี้มีทั้งหมด 358 เรื่อง อยู่ในการดำเนินการของชุดสืบสวนไต่สวน ส่วนใหญ่เป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 65

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งเทศบาล 2,463 แห่ง มีจำนวนผู้สมัครนายกเทศบาลเท่ากับจำนวนที่พึงมีในแต่ละเขตเลือกตั้ง ทั้งหมด 429 แห่ง แบ่งเป็นที่มีผู้สมัครนายกเทศมนตรีเพียงคนเดียว ประกอบด้วยเทศบาลนคร 4 แห่ง และผู้สมัครสมาชิกเทศบาลเท่ากับจำนวนพึงมี (เขตละ 6 คน) จำนวน 166 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 2 แห่งใน 4 เขตเลือกตั้ง เทศบาลเมือง 21 แห่ง ซึ่งมีอยู่ 44 เขต และเทศศบาลตำบล 143 แห่ง 241 เขตเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าผู้ที่จะได้รับเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น และต้องมากกว่า จำนวนคะแนนที่ไม่เลือกผู้สมัครรายใด

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งเสร็จ สำนักงานกกต.จะรวบรวมผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเสร็จไม่เกินวันที่ 14 พ.ค. จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมกกต.เพื่อพิจารณามาตรา 17 วรรคแรก ของพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นฯ ถ้าไม่มีเรื่องร้องเรียนก็จะมีการประกาศผลภายใน 30 วัน ส่วนถ้าที่มีเรียกร้องเรียน ก็จะดำเนินการสอบสวนให้เสร็จภายใน 60 วัน รวมถึงกรณีบางเขตได้ผู้สมัครไม่ครบ หรือมีบัตรเขย่ง ซึ่งอาจเข้าเกณฑ์ที่กกต.จะมีคำสั่งให้ลงคะแนนใหม่ ก็จะมีคำสั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

ส่วนถ้าการสอบสวนเรื่องร้องเรียนดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ กกต.ก็จะประกาศรับรองผลไปก่อน แต่ก็ไม่ตัดอำนาจกกตที่จะดำเนินการสืบสวนไปสวนตามกฎหมายในระยะเวลาที่เหลืออยู่ต่อไป ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ยังสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน หลังการเลือกตั้ง เพื่อไมให้ถูกจำกัดสิทธิ์ โดยสามารถแจ้งได้ด้วยตนเอง ไปรษณีย์ หรือแจ้ง ผ่าน application smart vot

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานกรณีจับกุมการซื้อเสียงหัวละ 300 บาท ที่ จ.นนทบุรีหรือไม่ พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า ทาง จ.นนทบุรี ได้รายงานให้ทราบแล้วว่าได้จับกุมผู้ให้ รับว่าแจกเงินพร้อมโพยรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.นนทบุรี โดยได้ให้ฝ่ายสืบสวนของ จ.นนทบุรี เข้าร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานไปที่กกต.จังหวัด และได้รายงานต่อเลขาธิการกกต.แล้ว ขณะนี้ถือว่าจังหวัดรับเป็นความปรากฏเพื่อจะดำเนินการสืบสวนไต่สวนและรายงานให้สำนักงานกกต. ทราบเพื่อพิจารณาต่อไป
 

‘วิรังรอง’ฟาด’ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ที่ปรึกษาเป็นโหล-เปลืองงบฯ แต่’ไร้ประสิทธิภาพ’

'วิรังรอง'ฟาด'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' ที่ปรึกษาเป็นโหล-เปลืองงบฯ แต่'ไร้ประสิทธิภาพ'

‘วิรังรอง’ฟาด’ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ที่ปรึกษาเป็นโหล-เปลืองงบฯ แต่’ไร้ประสิทธิภาพ’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า จำเป็นไหมที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องมีที่ปรึกษามากมายขนาดนี้ มีที่ปรึกษามากมาย แต่ทำไมไม่มีผลงาน เปิดงบประมาณ สนง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของบฯ ปี พ.ศ.2567 ไปเกือบ 1 พันล้านบาท

ปี พ.ศ.2567 และ 2568 ได้รับจัดสรรปีละเกือบ 5 ร้อยล้านบาท ซึ่งประมาณ 70% คือเงินเดือน ค่าจ้าง บุคลากร เบี้ยประชุม

ดิฉันพบว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน มีที่ปรึกษาเป็นโหล นอกจากมีที่ปรึกษาประจำเป็นหลักที่ได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาทต่อคน แล้ว ยังมีที่ปรึกษารายครั้งอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ปรึกษารายครั้งนี้แต่งตั้งได้ไม่จำกัด โดยที่ปรึกษารายครั้งแต่ละคนสามารถมาให้คำปรึกษาได้เดือนละไม่เกินสี่ครั้ง มีค่าตอบแทนครั้งละ ห้าพันบาท ถ้ามา 4 ครั้งต่อเดือน ก็จะได้รับเดือนละ 20,000 บาท ต่อคนแบบนี้ทุกเดือน

ผู้ตรวจการแผ่นดินมี 3 ท่าน สามารถหมุนเวียนเชิญที่ปรึกษาพิเศษมาได้ไม่จำกัด เนื่องจากเรื่องที่รับร้องเรียนมีมาก ลองคำนวณดูว่าถ้าใน 1 อาทิตย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่ละท่าน เชิญที่ปรึกษาพิเศษมา ท่านละ 10 คน ค่าตอบแทนจะเป็นเท่าใด มิน่าที่มีผู้ที่ต้องการที่จะเป็นที่ปรึกษามีเป็นจำนวนมาก

ดิฉันได้นำเอกสารงบประมาณรายจ่าย ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปี พ.ศ.2568 มาให้ประชาชนได้มีโอกาสเห็น รวมทั้งส่วนหนึ่งของเอกสารแต่งตั้งที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน

นอกจากนี้ ดิฉัน ยังพบว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดการประชุมสัมมนาวิชาการงานสถาปนาสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ครบรอบ 25 ปี โดยจ้าง organizer ให้จัดงานเป็นจำนวนเงินถึงกว่า 1 ล้านบาท และยังมีค่าประชาสัมพันธ์โฆษณาตามสื่ออีกกว่า 100,000 บาท โดยที่ดิฉันเองซึ่งเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่เป็นประจำก็ไม่ได้รับข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมนี้เลย เมื่อเข้าไปดูในเว็บไซต์ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงได้พบว่าเป็นงานที่จัดกันเอง ดูกันเอง ฟังกันเอง ไม่มีคนมาฟังสัมมนา จนถึงขนาดต้องเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่ในสำนักงานมานั่งฟัง

การที่ดิฉันได้นำเรื่องนี้มาแสดงให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ ยอมรับว่าเป็นการติเตียน แต่ดิฉันมีเจตนาติเพื่อก่อ ไม่ใช่ทำลาย หวังว่าเสียงนี้จะดังไปถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน และใคร่ครวญก่อนใช้งบประมาณ เพราะเงินเดือนหลายแสนของท่าน และทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านใช้งบประมาณไป ได้มาจากหยาดเหงื่อของประชาชน

วิรังรอง ทัพพะรังสี
11 พ.ค.2568

ใหญ่คับพื้นที่!! สจ.กร่างสั่งลูกน้อง 7 คนรุมตื้บ ตร.หน่วยเลือกตั้ง หลังถูกเตือนถ่ายภาพในคูหา

ใหญ่คับพื้นที่!! สจ.กร่างสั่งลูกน้อง 7 คนรุมตื้บ ตร.หน่วยเลือกตั้ง หลังถูกเตือนถ่ายภาพในคูหา

ใหญ่คับพื้นที่!! สจ.กร่างสั่งลูกน้อง 7 คนรุมตื้บ ตร.หน่วยเลือกตั้ง หลังถูกเตือนถ่ายภาพในคูหา

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.40 น.

สจ.กร่างสุดฤทธิ์!! สั่งลูกน้อง 7 คน รุมทำร้าย ตร.ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลหน่วยเลือกตั้งต่อหน้าชาวบ้าน หลังถูกเตือนห้ามถ่ายภาพในหน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ 2 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา เผยเป็นลูกนักการเมืองดัง

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2568 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ 2 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี สจ.คนหนึ่ง ได้เข้ามาใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วย ซึ่งได้ปฏิบัติตามที่เจ้าหน้าที่แจ้งปกติ แต่ในขณะที่จะหย่อนบัตรลงหีบ สจ. คนดังกล่าว ได้ให้ลูกน้องเข้าไปถ่ายรูปในหน่วย ซึ่งผิดกฎการเลือกตั้ง ทำให้ ด.ต.นิสาธิต คงเทพ ได้เข้าไปตักเตือนด้วยถ้อยคำสุภาพ ว่าถ่ายไม่ได้ ทำให้ทางด้าน สจ.คนดังกล่าว ไม่พอใจ และถาม ด.ต.นิสาธิต ว่า “มึงรู้หรือไม่ว่ากูเป็นใคร” และได้โวยวายด่าทอเจ้าหน้าที่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขับรถออกจากหน่วยเลือกตั้งไป

จากนั้น สจ.คนดังกล่าว ได้ขับรถผ่านหน่วยเลือกตั้งที่ 7 และได้ลดกระจกลง โดยได้ชี้เป้าให้ลูกน้องที่มาด้วยกันรู้ว่าใครคนไหนที่มีปัญหากับตน หลังจากนั้นสักพักได้มีกลุ่มชายชกรรจ์ จำนวน 5-7 คน ได้เข้ามาที่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 และได้มารุมทำร้าย ด.ต.นิสาธิต ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลหน่วยเลือกตั้ง ต่อหน้าต่อตาชาวบ้านที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และอ้างว่าลูกพี่กูใหญ่ไม่มีใครกล้าทำอะไร จนทำให้ ด.ต.นิสาธิต ได้รับบาดเจ็บ

ขณะที่ทางเพจเฟซบุ๊กของ สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ได้โพสต์ข้อความบอกว่า “เรื่องที่เกิดขึ้น ทางผู้บังคับบัญชา จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ หลังจากรวบรวมข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นครับ” โดยมีชาวโซเชียลต่างเข้าไปทวงถามถึงความยุติธรรมเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด ร.ต.อ.สมนึก กุลมณี ผู้อำนวยการสำนักงานการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น พร้อมเปิดเผยว่า หลังจากได้รับรายงาน ทราบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ์คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกนักการเมืองคนดัง และมีผู้ติดตามเข้าไปถ่ายรูป จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปห้ามปรามเนื่องจากผิดกฎหมายเลือกตั้งก็สร้างความไม่พอใจให้กับตัวผู้มาใช้สิทธิ์เท่านั้น และต่อว่าเจ้าหน้าที่ และโวยวาย  จากนั้นประธานหน่วยฯ จึงได้ห้ามปราม คนดังซึ่งเป็นลูกชายของนักการเมืองใหญ่ได้เข้ามาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบริเวณหน่วยเลือกตั้งที่ 7 หมู่ 2 ต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา

ซึ่งขณะมีการใช้สิทธิ์ได้ให้คนสนิทเข้ามาถ่ายภาพภายในคูหาเลือกตั้ง แต่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามปรามเนื่องจากผิดกฎหมายเลือกตั้ง หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที มีกลุ่มวัยรุ่นใช้รถกระบะประมาณ 3 คัน มีผู้ก่อเหตุจำนวน  7 ราย เข้ามารุมทำร้ายตำรวจ ตชด. คู่กรณีได้รับบาดเจ็บโดยได้รับรายงานว่า ไม่มีอาวุธ และใช้เก้าอี้ในการชกต่อยทุบตีตำรวจคู่กรณีจนบาดเจ็บบริเวณดวงตา และที่ข้อมือ

นอกจากนี้ผู้อำนวยการประจำสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัดสงขลายังเปิดเผยอีกว่าโดยเบื้องต้น ทราบกลุ่มผู้กระทำความผิด และอยู่ระหว่างประสานงานติดต่อมอบตัว และขณะนี้ได้ทำการตั้งข้อหา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ตชด.อยู่ระหว่างปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งจะแจ้งข้อกล่าวหาทันทีคือทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งก็มีโทษสูง

อย่างไรก็ตาม  สำหรับพื้นที่ จ.สงขลา มีรับรายงานเรื่องร้องเรียนอื่นๆ อีก 2 กรณี มีการร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงหนึ่งกรณี และอีกกรณีคือการทำลายบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนี้ก็จะขยายผลจากพยานหลักฐานและติดตามสืบสวนต่อไป

จี้จุด’ทักษิณ’ ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้คนไทยให้อภัยได้ ถ้ารับผิด-ติดคุกจริง

จี้จุด'ทักษิณ' 'ดิเรกฤทธิ์'ชี้คนไทยให้อภัยได้ ถ้ารับผิด-ติดคุกจริง

จี้จุด’ทักษิณ’ ‘ดิเรกฤทธิ์’ชี้คนไทยให้อภัยได้ ถ้ารับผิด-ติดคุกจริง

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “คนไทยให้อภัยได้ถ้ารับผิดและติดคุกจริง แต่ ณ วันนี้ยังมีขบวนการปกปิดความจริงที่สำคัญไว้”

1.มีการเข้ารายงานตัวลงทะเบียนเปลี่ยนชุดและเหยียบพื้นเรือนจำแล้วหรือยัง ตรงไหน (ขอดูกล้องวงจรปิดของเรือนจำ)

2.เดินทางไปชั้น 14 รพ.ตร.ด้วยวิธีการใด โดยใคร และพาหนะอะไร (ขอดูกล้องวงจรปิดทั้งเรือนจำ และ รพ.ตำรวจ)

3.มี จนท.ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวนักโทษผู้ป่วยที่ชั้น 14 ตลอดเวลา 180 วันอย่างไร (ขอดูกล้องวงจรปิดที่ชั้น 14 ทั้ง 180 วัน)

4.ความจริงอาจหนีไปนอนบ้าน ไม่ได้นอนที่ชั้น 14 รพ.ตร.ด้วยหรือไม่ (ขอดูกล้องวงจรปิดที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ในช่วงเวลา 180 วันนั้นด้วย)

ถ้าหลักฐานเหล่านี้ไม่มี วันที่ 13 มิย.68 ศาลฯ อาจมีหมายเรียกให้ต้องแสดงต่อศาลก็ได้ (ป่วยจริงแต่ไม่มีเวชระเบียน ถูกคุมขังที่ชั้น 14 จริง แต่ไม่มีภาพกล้องวงจรปิด แอบไปนอนบ้านก็ได้เพราะไม่ให้ใครดูกล้องวงจรปิด ศาลอาจพบพิรุธได้)

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ซ้ำดาบฮั้ว สว.! เรียก‘กกต.-ผู้ร้อง’ให้ข้อมูลอุดช่องโหว่-สาวขบวนการ

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ซ้ำดาบฮั้ว สว.! เรียก‘กกต.-ผู้ร้อง’ให้ข้อมูลอุดช่องโหว่-สาวขบวนการ

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ซ้ำดาบฮั้ว สว.! เรียก‘กกต.-ผู้ร้อง’ให้ข้อมูลอุดช่องโหว่-สาวขบวนการ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

สาวขบวนการยึดสภาสูง! ‘กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ’ ลุยสอบ ‘ฮั้ว สว.’ เรียก ‘ผู้ร้อง-กกต.’ ให้ข้อมูลปมร้อน 15พ.ค.นี้ พ่วงหาทางอุดช่องโหว่ในอนาคต

วันที่11พ.ค.2568 นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมกมธ.ฯ วันที่15พ.ค.นี้ จะมีวาระการพิจารณาตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ปี 2567 ที่ส่อไปในทางทุจริต หรือกรณีฮั้วเลือก สว. ที่แม้ขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรก ให้มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่ในชั้น กมธ.ป.ป.ช.ซึ่งได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติการเลือก สว. ปี 2567 เข้ามา ก็จะเดินหน้าตรวจสอบต่อ โดยได้เชิญผู้ร้องในพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ จ.อำนาจเจริญ รวมไปถึง กกต. มาให้ข้อมูล เพื่อดูว่ากระบวนการขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายมีช่องโหว่อย่างไร จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางทุจริต เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขปิดช่องว่างเหล่านั้น เพราะสร้างความเสื่อมเสียโดยตรงต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และประชาธิปไตย ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือ ยิ่งหากข้อสันนิษฐานที่ว่า มีความพยายามยึดวุฒิสภา โดยส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็น สว. จำนวนมาก ใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจผลประโยชน์ทางการเมือง ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และปล่อยให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้เด็ดขาด

“ในส่วนของดีเอสไอ เป็นการดำเนินคดีนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่ในชั้น กมธ.ป.ป.ช.จะเป็นการตรวจสอบกระบวนการต่างๆในการเลือก สว. มีข้อบกพร่อง หรือช่องโหว่หรือไม่อย่างไรถึงมีคนบงการ และทำกันเป็นขบวนการเข้ามายึดวุฒิสภา เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายเช่นนี้” ประธานกมธ.ป.ป.ช. กล่าว

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตีธงสอบ 2 ประเด็นร้อน เชิญ’กรมบัญชีกลาง’ขึงพืดปม’ตึก สตง.’ถล่ม

'กมธ.ป.ป.ช.'ตีธงสอบ 2 ประเด็นร้อน เชิญ'กรมบัญชีกลาง'ขึงพืดปม'ตึก สตง.'ถล่ม

‘กมธ.ป.ป.ช.’ตีธงสอบ 2 ประเด็นร้อน เชิญ’กรมบัญชีกลาง’ขึงพืดปม’ตึก สตง.’ถล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

“กมธ.ป.ป.ช.”ตีธงสอบ 2 ประเด็นร้อน เชิญ”กรมบัญชีกลาง”ขึงพืดปม”ตึก สตง.”ถล่ม หลังคำตอบ”ผู้ว่าการฯ-ผู้บริหาร”ไม่เคลียร์ เล็งตามมาซักอีก

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า แม้จะยังเป็นช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา แต่ กมธ.ป.ป.ช.ก็ยังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจ โดยในการประชุมวันพุธที่ 14 พ.ค.68 มีวาระการติดตามตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ย่านจตุจักร กทม.มูลค่างบประมาณมากกว่า 2.1 พันล้านบาท ที่เกิดโศกนาฏกรรมถล่มลงจนมีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายนับร้อยคน ซึ่งการประชุมครั้งที่ผ่านมา กมธ.ป.ป.ช.ได้เชิญผู้ว่าการ สตง.และผู้บริหาร สตง.มาให้ข้อมูลไปแล้ว แต่ยังคงมีประเด็นที่ กมธ.ป.ป.ช.ยังคงติดใจ และยังไม่ได้คำตอบจาก สตง.อาทิ กระบวนการเลือกบริษัทรับเหมา , การออกแบบอาคาร ที่มีข้อสังเกตว่า พยายามเลี่ยงข้อกำหนดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง , การตั้งงบประมาณสำหรับอุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน รวมถึงพื้นที่สันทนาการ ที่ไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า และความจำเป็น ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐอื่นๆ ตลอดจนความรับผิดชอบของวิศวกรควบคุมงานและผู้บริหารโครงการ

“การประชุมสัปดาห์นี้ (14 พ.ค.68) ได้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาร่วมทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อตรวจสอบ สตง.ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบสูงสุดของประเทศ ในส่วนของผู้ว่าการ หรือผู้บริหาร สตง.คงต้องเชิญมาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ป.ป.ช.อีกอย่างแน่นอน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือตามกระแสสังคม แต่เป็นการแสวงหาความจริง เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน” นายฉลาด ระบุ

‘มาดามหยก’ปลื้มปชช.นับหมื่นคน พร้อมใจเดินขึ้นดอยสุเทพฯ ร่วมถวายเครื่องสักการะ และสรงน้ำพระบรมธาตุฯ

'มาดามหยก'ปลื้มปชช.นับหมื่นคน พร้อมใจเดินขึ้นดอยสุเทพฯ ร่วมถวายเครื่องสักการะ และสรงน้ำพระบรมธาตุฯ

‘มาดามหยก’ปลื้มปชช.นับหมื่นคน พร้อมใจเดินขึ้นดอยสุเทพฯ ร่วมถวายเครื่องสักการะ และสรงน้ำพระบรมธาตุฯ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.16 น.

‘มาดามหยก’ปลื้มพุทธศาสนิกชนนับหมื่นคน พร้อมใจเดินขึ้นดอยสุเทพฯ ร่วมถวายเครื่องสักการะ และสรงน้ำพระบรมธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2568

ค่ำวานนี้ (10 พ.ค.2568) นางสาวกชพร  เวโรจน์  หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (indy party) ประธานชมรม Change Together & Indy Team และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมสตรีดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ สภาสตรีดีเด่นแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วม”งานประเพณีเตียวขึ้นดอย ตวยฮอยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ศรัทธาสู่สากล“ ประจำปี 2568 เนื่องโอกาสในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นงานสำคัญของ
จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้มีการจัดขึ้น โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนจำนวนมากนับหมื่นคน เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สมโภชน้ำสรงพระราชทาน ที่อาคารศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งถวายเป็นพุทธบูชาในประเพณีไหว้สาปารมีพระบรมธาตุดอยสุเทพ เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ประจำปี 2568

ในพิธีได้อัญเชิญน้ำสรง และพานดอกประคองขึ้นนั่งบนหลังช้างพลายสันติสุข และพลายสยาม นำขบวนแห่เครื่องสักการะแบบล้านนา ออกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปยังลานอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เพื่อประกอบพิธีเปิดงาน “ประเพณีเตียวขึ้นดอย ตวยฮอยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ศรัทธาสู่สากล“ ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ และได้อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบกจากลานครูบาศรีวิชัย แล้วเคลื่อนขบวนต่อขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เพื่ออัญเชิญน้ำสรงพระราชทานขึ้นไปประดิษฐาน ณ โต๊ะหมู่บูชา เพื่อรอประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา  โดยมีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนต่างทยอยเดินขึ้นสู่ดอยสุเทพกันอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน

ทั้งนี้ นางสาวกชพร กล่าวว่า ทุกวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 8 เหนือ หรือคืนก่อนวันวิสาขบูชา 1 วัน ประชาชนชาวล้านนาไทย และพุทธศาสนิกชน รวมถึงนักท่องเที่ยว จะพร้อมใจกันเดินขึ้นดอยสุเทพเพื่อไปร่วมถวายเครื่องสักการะและสรงน้ำพระบรมธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ในวันวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี และได้ปฏิบัติติดต่อกันมาช้านานจนเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่ง“งานประเพณีเตียวขึ้นดอย“ถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทุกปีจะมีพลังศรัทธาจากประชาชนมาร่วมสืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอยเป็นจำนวนมาก โดยเริ่มตั้งแต่ลานครูบาศรีวิชัยขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร