เปล่าคว่ำงบฯปี69! ‘ภท.’ ยันไร้เหตุไม่หนุนประโยชน์ประชาชน-พัฒนาชาติ

เปล่าคว่ำงบฯปี69! ‘ภท.’ ยันไร้เหตุไม่หนุนประโยชน์ประชาชน-พัฒนาชาติ

เปล่าคว่ำงบฯปี69! ‘ภท.’ ยันไร้เหตุไม่หนุนประโยชน์ประชาชน-พัฒนาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘ภูมิใจไทย’ ปัดคว่ำ ‘ร่างพ.ร.บ.งบฯ69’ ยันไม่มีเหตุที่จะไม่หนุนกฎหมายสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน-การพัฒนาประเทศ

วันที่11พ.ค.2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยส่อคว่ำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569ว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ และแก้ปัญหาประชาชนจึงขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว อย่างสิ้นเชิงว่าไม่เป็นความจริง

“พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล มีรัฐมนตรีที่กำกับดูกระทรวง ซึ่งมีส่วนร่วมจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ไม่มีเหตุที่จะไม่สนับสนุน การจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อน เพื่อพัฒนา และแก้ปัญหาประเทศ”  โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

กม.ไม่ได้ปล่อย‘ผี’ นักวิชาการ มธ.จี้รัฐเคลียร์ให้ชัด‘ขายเหล้าวันพระใหญ่’

กม.ไม่ได้ปล่อย‘ผี’ นักวิชาการ มธ.จี้รัฐเคลียร์ให้ชัด‘ขายเหล้าวันพระใหญ่’

กม.ไม่ได้ปล่อย‘ผี’ นักวิชาการ มธ.จี้รัฐเคลียร์ให้ชัด‘ขายเหล้าวันพระใหญ่’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

หวั่น ปชช.มั่วขายเหล้าวันพระใหญ่ นักวิชาการ มธ.จี้รัฐอธิบายรายละเอียด ย้ำ กม.ไม่ได้ปล่อยผีให้ขายได้ทุกสถานที่

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”ห่วงเกิดความสับสนขายเหล้า-เบียร์”วันพระใหญ่” ปชช.ทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เหตุประกาศสำนักนายกฯ เป็นภาษากฎหมาย-รัฐสื่อสารน้อย หวั่นเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าขายได้ทุกสถานที่-ทุกกรณี แนะเร่งอธิบายให้ชัด พร้อมเสนอตั้ง กก.ร่วม 3 กระทรวงกำหนดโซนพื้นที่ชัดเจน ป้องกันกฎหมายขัดแย้งกันเอง

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รู้สึกกังวลต่อการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 ที่อนุญาตให้สถานที่ 5 รูปแบบ สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ได้ โดยประเด็นที่กังวลคือ อาจเกิดความสับสนและเข้าใจผิดแก่ประชาชนว่ากฎหมายอนุญาตให้สถานที่ทุกประเภทขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างเสรีทุกกรณี ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่

“ในวันวิสาขบูชานี้ กังวลว่าอาจมีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนหนึ่ง เปิดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ทำผิดกฎหมายด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์” รศ.ดร.อัจฉรา กล่าว

รศ.ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ในบางข้อเป็นภาษาทางกฎหมายที่อาจนำมาสู่การตีความอันกำกวมได้ เช่น การขายในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่คล้ายกับสถานบริการและตั้งอยู่ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยว ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับประชาชนในการทำความเข้าใจ

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาครัฐควรเร่งดำเนินการสื่อสารทางสังคมให้ประชาชนเกิดความกระจ่าง ซึ่งส่วนตัวมองว่า ที่ผ่านมาภาครัฐยังดำเนินการเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไป

ทั้งนี้ อาจจะทำประเด็นคำถามที่คนมักจะสับสนและสงสัย นำมาทำให้เกิดความเข้าใจ โดยโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ หรือสื่อทีวีที่มีคนติดตามเยอะอย่างรายการเล่าข่าว นำคำถามที่คนสงสัยมาทำให้กระจ่าง เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวทุกที่ขายได้มั้ย ? หรือร้านอาหารกับสถานบริการต่างกันอย่างไร? หรือวันพระกับวันสำคัญทางศาสนาเหมือนกันหรือไม่ ขายได้แตกต่างกันอย่างไร? หรือในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้สื่อท้องถิ่นช่วยประชาสัมพันธ์ เช่น เสียงตามสายในชุมชน หรือสื่อสารไปยังผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เข้าไปทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่ได้ติดตามข่าวสาร และฟังการบอกเล่ามาจากคนอื่น

นอกจากนี้ ภาครัฐควรจะต้องกลับไปทบทวนด้วยว่า ประกาศฉบับดังกล่าว ขัดแย้งกันเองกับกฎหมายฉบับอื่นๆ หรือไม่ เช่น บางพื้นที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ขณะที่มีคำสั่งห้ามจากกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในระหว่างทางการบังคับใช้

“ขอเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด โดยทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อดำเนินการศึกษาประเด็นพื้นที่ว่าตรงไหนที่มีความเหมาะสมในการประกาศอนุญาตให้มีการจำหน่ายได้ เพราะบางพื้นที่แม้จะอยู่ในขอบข่ายของเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เช่น บางสถานบริการซึ่งอยู่ในโซนพื้นที่ท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวก็ยังอยู่ใกล้แหล่งสถานศึกษาหรือโรงเรียน ซึ่งมีข้อบังคับห้ามจากกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง การมีคณะกรรมการจะช่วยแก้ไขปัญหาและคลี่คลายประเด็นที่ทับซ้อนเหล่านี้” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

กระตุ้นคนตายเพิ่ม?! คำถามตัวโตๆถึง‘รัฐบาล’ ขายน้ำเมา ‘วันพระใหญ่’

กระตุ้นคนตายเพิ่ม?! คำถามตัวโตๆถึง‘รัฐบาล’ ขายน้ำเมา 'วันพระใหญ่’

กระตุ้นคนตายเพิ่ม?! คำถามตัวโตๆถึง‘รัฐบาล’ ขายน้ำเมา ‘วันพระใหญ่’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

เริ่มแล้ววันแรก  ‘นายกฯ’ สั่งขายเหล้า –  เบียร์ในวันสำคัญทางศาสนา – สนามบิน – แหล่งทำกิจกรรมพิเศษ ได้ ‘ด้านเลขาฯมูลนิธิเมาไม่ขับ’  ถามแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ ‘คนตาย’ จับตา ‘คนบริสุทธ์’ สูญเสียจาก ‘คนเมา’ ใครจะรับผิดชอบ    ด้าน ‘ประธานกมธ.สาธารณสุข สว.’  เตือนระวังบุคลากรเจอภาระเพิ่ม – ผิดศีล5 แนะหน่วยเกี่ยวข้องควรเสนอทบทวน 

วันที่11พ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(11พ.ค.) ซึ่งตรงกับวันวิสาหบูชา  เป็นวันพระใหญ่แรก  ที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถขายเหล้า- เบียร์ ได้ ประกอบไปด้วย วันมาฆบูชา วันวิสาขบา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา หลังวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศของ  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พ.ค.  เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 แต่เปิดช่องให้ขายได้ในบริเวณ สนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ , สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ  ,สถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ตามที่รมว.สาธารณสุขกำหนดโดยคำแนะนำของรมว.มหาดไทย ,  โรงแรม และ สถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ  และมีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกัน ตามที่รมว.สาธารณสุขกำหนด โดยการแนะนำของรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ด้านนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ  กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า  จากสถิติช่วงเปิดผับตี 4ที่ผ่านมา  พบว่า มีอุบัติเหตุจากเมาไม่ขับเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการรองรับและรับผิดชอบอย่างเพียงพอ  และต่อมายิ่งมาเปิดโอกาสให้จำหน่ายเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ในวันพระใหญ่  เพิ่มมาอีก   อยากถามว่าคืนนี้หากพบว่ามีอุบัติเกิดขึ้น และเป็นผู้บริสุทธิ์ จากคนที่เมาสุรารัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะ ที่ผ่านมาจากสถิติพบว่าในวันพระใหญ่ พบว่าจำนวนคนดื่มน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญหากเทียบ กับวันที่ให้จำหน่ายสุราได้ ในขณะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เพราะมีคนนับถือมากกว่าร้อยละ 90 และศีลข้อ 5 ก็ระบุว่า ละเว้นจากการดื่มสุราเมรัยและของมึนเมา แต่กลับส่งเสริมเช่นนี้  อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหมอ ตำรวจ ศิลปินดารา ซึ่งเมาแล้วขับ  แล้วเกิดอุบัติเหตุยังควบคุมได้ไม่ดีเลย  ทั้งที่จริงๆควรจะต้องควบคุม ให้เข้มงวดขึ้นเสียก่อน

นพ.แท้จริง กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเคยเสนอมาตรการต่างๆควบคุมอย่างเข็มงวด  อาทิ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ  ที่คนบาดเจ็บ ล้มตาย จะต้องให้ตรวจแอลกอฮอล์ทุกกรณี มิให้ใช่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่  หรือ อุบัติเหตุทำให้คนตาย จะต้องติดคุกอย่างเดียว แต่รัฐบาลก็ไม่ทำ  และคนผิดก็แค่รอลงอาญา  ไม่กลัวต่อความผิด   ฉะนั้นรัฐบาล  ทำไมไม่ออกกฎหมายส่งเสริมการดื่มสุรา แทนกฎหมายควบคุมไปเลย   ทั้งนี้เชื่อว่า นอกจากวันพระใหญ่แล้ว ต่อไป วันก่อนเลือกตั้งก็อาจจะอนุญาตให้ขายเหล้าได้ด้วยใช่หรือไม่

เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ  กล่าวด้วยว่า รัฐบาลอ้างกระตุ้นเศรฐกิจ และการท่องเที่ยว  ขอตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจของใคร ใช้ของคนผลิต คนจำหน่าย เครื่องดื่ม ที่มีผลประโยชน์มหาศาลหรือไม่ และรัฐบาลได้คำนึงถึงอีกด้านหรือไม่ว่า จะไม่เป็นการกระตุ้นให้คนตายเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ เพราะที่ส่วนใหญ่คนตายกันก็ไม่ใช่คนเมา  แต่เป็นคนที่ใช้รถใช้ถนนและไม่ดื่ม แถมยังเป็นหัวหน้าครอบครัวอีกด้วย อยากถามว่าหากเกิดเรื่องเหล่านี้อีกใครจะรับผิดชอบอย่างไร 

ขณะที่นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข  วุฒิสภา  กล่าวว่า  กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ที่ใช้มานาน และไม่อนุญาตไม่ให้ขายสุราในวันพระใหญ่  เป็นการรักษาศีล 5 ซึ่งประชาชนก็คุ้นชินมานานแล้ว แต่เมื่อประกาศสำนักนายกฯออกมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และออกมาแบบโดดๆไม่มีขีดจำกัด และ มาตรการควบคุมรองรับ อาจทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา เพราะจะกระตุ้นให้เดินทางไปข้างนอกบ้านเพื่อดื่มสุราและเกิดอุบัติที่เหตุได้จากการขับรถ ที่ผ่านมาบุคลากรทางการแพทย์ และ สาธารณสุขก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ และ สงกรานต์ ก็หวังจะให้วันพระใหญ่เป็นวันหยุด  หรือทำงานน้อยลง  ก็จะทำไม่ได้อีกต่อไป

“ในเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องมาดูสถิติ ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือเพียงเล็กน้อย หากเทียบกับชีวิต และ ทรัพย์สินของประชาชน ที่สูญเสียว่าจะคุ้มค่าหรือไม่  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ เช่น กระทรวงสาธาณสุข กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ ฯลฯ ต้องทำข้อมูลเปรียบเทียบ  หากเห็นว่าไม่คุ้มค่าก็อาจจะเสนอให้รัฐบาลทบทวนทันที” นพ.ประพนธ์ กล่าว

โยนภาระออกจากตัว? ‘สกลธี’ร่ายยาว! ว่าด้วยเรื่อง‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว…กับการหาเสียง’

โยนภาระออกจากตัว? ‘สกลธี’ร่ายยาว! ว่าด้วยเรื่อง‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว...กับการหาเสียง’

โยนภาระออกจากตัว? ‘สกลธี’ร่ายยาว! ว่าด้วยเรื่อง‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว…กับการหาเสียง’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sakoltee Phattiyakul ระบุว่า ว่าด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว กับการหาเสียง !!!

เห็นข่าวผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดนี้ มีความคิดจะคืนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาลโดยอ้างเหตุผลว่ารับการขาดทุนสะสมไม่ไหวก็เพลียใจครับ

เหมือนมีของดีอยู่ในมือแล้วเอาไปยกให้คนอื่นซะอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มีหลายวิธีให้บริหารแก้ไขภาวะการขาดทุนสะสม ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับเจ้าเดิมหรือเปิดประมูลใหม่ให้รวบทุกเส้นทางเข้าด้วยกันโดยให้เอกชนแข่งกันอย่างเป็นธรรมและถือโอกาสคุยเรื่องลดราคาตั๋วไปให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมไปในทีเดียวกลับไม่ทำ

เรื่องลดราคาตั๋วรถไฟฟ้าก็ยังเป็นมหากาพย์ ตอนหาเสียงบอกจะลดเหลือ 20-25 บาท คนฟังเข้าใจว่าจะลดตลอดสาย ถึงเวลากลับบอกว่าราคานี้จะได้แค่คนที่โดยสารเป็นช่วงไม่กี่สถานี (น่าจะ 6-8 สถานี) ล่าสุด กทม.ก็น่าจะหวัง พรบ.ตั๋วร่วมของรัฐบาลให้ราคาลดลงตอนนั้น เท่ากับว่า 3 ปีกว่าๆ เรื่องราคาตั๋วแทบจะไม่ขยับไปไหน

ผลประโยชน์อย่างอื่นนอกจากค่าตั๋วโดยสารแล้วสายสีเขียวยังมีช่องทางหาเงินซ่อนอยู่ในตัวอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขอใช้พื้นที่ทำกิจกรรม หรือว่าจะเป็นค่าขออนุญาตเชื่อมทางเดินเข้าพื้นที่เอกชน เชียงใหม่ในส่วนนี้ทำดีๆ ปีหนึ่งได้เงินเยอะครับ

รถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็นรถไฟฟ้าเส้นหลักที่น่าจะทำเงินให้กับผู้ถือสัมปทานได้ดีที่สุดกว่าทุกสายอยู่แล้ว โดยมีผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาเคยแตะ 1,000,000 เที่ยวคนต่อวัน ผู้โดยสารใช้บริการเยอะเพราะเป็นเส้นทางผ่าหลักใจกลางเมือง

ถ้าการที่จะแก้ปัญหาโดยดูแค่ว่าอะไรขาดทุน แล้วจะไม่ทำต่อ แต่ยกให้คนอื่น… มันไม่ใช่การบริหารหรือการแก้ปัญหาครับ มันคือการ “โยนภาระ” ออกจากตัว

ยิ่งแนวคิดที่ว่าอยากจะเอารถเมล์ ขสมก.มาบริหารแทน ฟังแล้วยิ่งจิตตกเข้าไปอีก เพราะหนี้สะสมของ ขสมก.น่าจะอยู่ประมาณ 150,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว ไม่นับขาดทุนสะสมต่อปีประมาณ 3000-5000 ล้านบาท แทบจะไม่ต่างจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวแต่โอกาสได้เงินคืนน้อยกว่าเยอะมากๆ

ถ้าอยากทำขนส่งสายรองเพื่อช่วยป้อนผู้โดยสาร กทม.ทำได้เองอยู่แล้วครับโดยเลือกเป็นจุดที่คนอยู่อาศัยหนาแน่น ไม่ต้องไปรับภาระการบริหารรถเมล์ทั้งกรุงเทพฯ เอามาอยู่กับตัว เดี๋ยวถึงเวลาทนขาดทุนสะสมไม่ไหวก็จะโยนกลับไปให้รัฐบาลอีก

อยากให้ ขสมก.เพิ่มเส้นทางไหนก็ประสานกัน ถ้าเค้าทำไม่ไหว กทม.ก็เดินเองสนับสนุนกันไป ก็อยากตั้งคำถามว่าสามปีที่ผ่านมาได้เริ่มทำขนส่งสายรองเพิ่มขึ้นมาซักเส้นทางหนึ่งหรือยังครับ??? อันนี้น่าจะเป็นหัวใจในการจูงใจให้คนใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น

หรือถ้าอยากจะได้หน่วยงานไหนมาอยู่ภายใต้ กทม.จริงๆ แนะนำตำรวจจราจรเลยครับ ผมว่าการบริหารการจราจรจะได้น้ำได้เนื้อกว่าที่เป็นอยู่

สุดท้ายผมว่าคนกรุงเทพฯ เข้าใจนะครับว่าปัญหามันมีเยอะหลายเรื่องจริงๆ แค่ขอให้เห็นความพยายามอย่างที่สุดในการบริหารแก้ปัญหา และพูดความจริงกับประชาชน อะไรที่ทำได้ก็บอกได้ ทำไม่ได้ก็บอกไม่ได้ ตรงไปตรงมาดีที่สุดครับ

#รถไฟฟ้าสายสีเขียว
#ไม่ไหวบอกไหว
สกลธี ภัททิยกุล
11 พ.ค.2568
https://www.facebook.com/share/16Vba96bZZ/?mibextid=wwXIfr

ผอ.กกต.นนท์ เผยผู้สมัครร้องเรียนแล้ว กว่า 20 เรื่อง

ผอ.กกต.นนท์ เผยผู้สมัครร้องเรียนแล้ว กว่า 20 เรื่อง

ผอ.กกต.นนท์ เผยผู้สมัครร้องเรียนแล้ว กว่า 20 เรื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

11 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 13.30 น. นางสาวชุลีพร ชาญใบพัด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เผยว่า ช่วงเช้าได้ไปสังเกตการณ์หน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีการเลือกตั้งทั้งหมด 17 แห่ง เลือกเฉพาะนายกเทศมนตรีจำนวน 5 แห่ง และเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลจำนวน 12 แห่ง ในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีบางหน่วยเลือกตั้งมีน้ำท่วมขังอยู่บ้าง เกิดจากพายุฝนเมื่อช่วงค่ำเมื่อวันที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้จัดการเรียบร้อยสามารถเปิดการลงคะแนนได้แล้ว

เบื้องต้นการลงคะแนนยังไม่พบประเด็นปัญหาในเรื่องต่างๆแต่อย่างใด จะมีเฉพาะเรื่องที่ฝนตกลงมาวันนี้อย่างต่อเนื่อง อาจเป็นอุปสรรคต่อผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งก่อนเวลา 17.00 น. 

การเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีการร้องเรียนกล่าวหากันเป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้ง มีคำร้องต่างๆยื่นมาที่ กกต.จังหวัดแล้วหลายๆกรณีรวม 20 กว่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครที่มีส่วนได้เสียโดยตรงเป็นผู้ร้องเรียน

อย่าใช้ความรู้สึกตัดสิน!! ‘นพดล’ขอทุกฝ่ายพิจารณาปม’ทักษิณ ชั้น 14’ตามข้อเท็จจริง-กม.

อย่าใช้ความรู้สึกตัดสิน!! ‘นพดล’ขอทุกฝ่ายพิจารณาปม'ทักษิณ ชั้น 14'ตามข้อเท็จจริง-กม.

อย่าใช้ความรู้สึกตัดสิน!! ‘นพดล’ขอทุกฝ่ายพิจารณาปม’ทักษิณ ชั้น 14’ตามข้อเท็จจริง-กม.

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

‘นพดล’ขอทุกฝ่ายพิจารณาปม’ทักษิณ ชั้น 14’ตามข้อเท็จจริง-กฎหมาย ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสิน พร้อมอย่ากดดันกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2568 นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีชั้น 14 ที่พาดพิงถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรีนั้น เรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม แต่ตนอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้เปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ตัดสินไปล่วงหน้า และไม่อยากเห็นการกดดันกระบวนการยุติธรรม ตนเห็นว่า แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบใครก็ตามแต่ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ตนอยากเห็นสังคมไทย มีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน และพิจารณาเหตุการณ์ความเป็นมาของเรื่องนี้ โดยดูความเป็นมาทั้งหมด ไม่ตัดตอนในบางช่วง

นอกจากนั้นการสอบสวนหรือการดำเนินการใดๆ ตามกฏหมายนั้นควรปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ โดยไม่ควรไปสร้างแรงกดดันให้กับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ได้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้

นายนพดล กล่าวต่อว่า จำได้ว่าหลังรัฐประหารในปี 2549 ตนเคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้อดีตนายกฯ หลังรัฐประหารมีการตั้งบุคคลที่มีความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกฯ มาสืบสวนคดีต่างๆ ที่เรียกว่า คตส.  ซึ่งตนเคยให้สัมภาษณ์ และตั้งคำถามไปว่า การตั้งบุคคลที่มีความคิดทางการเมืองเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมาสืบสวนเรื่องของผู้ถูกยึดอำนาจ อาจขัดกับหลักนิติธรรมหรือไม่ ตนจึงอยากเห็นการประมวลเหตุการณ์ความเป็นมาทั้งหมดให้ครบถ้วน และขอมีความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน วิจารณ์โดยไม่ใช้อคติ 

“การใช้หลักนิติธรรมนั้นจะต้องใช้สม่ำเสมอกับทุกกรณี ตนเชื่อมั่นในการไต่สวน และกระบวนการยุติธรรมว่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้” นายนพดล กล่าว

‘นิพนธ์’ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ชี้บทบาทท้องถิ่นคือรากฐานพัฒนาประเทศ

‘นิพนธ์’ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ชี้บทบาทท้องถิ่นคือรากฐานพัฒนาประเทศ

‘นิพนธ์’ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ชี้บทบาทท้องถิ่นคือรากฐานพัฒนาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘นิพนธ์’ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ชี้บทบาทท้องถิ่นคือรากฐานพัฒนาประเทศ

11 พ.ค.2568 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเขารูปช้าง ณ โรงเรียนวัดเกาะถ้ำ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

ภายหลังจากใช้สิทธิ นายนิพนธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชุมชนเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล ล้วนเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชน เข้าใจพื้นที่เข้าใจปัญหา และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด

นายนิพนธ์ กล่าวด้วยว่า ยิ่งรัฐบาลกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากเท่าไร ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ท้องถิ่นสามารถมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งนี่คือหัวใจของการพัฒนาที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะการเลือกตั้งคือการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน ทุกคะแนนเสียงคือการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและอนาคตที่เรามีสิทธิ์ตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

เลือกตั้งเทศบาลย่าโม! สองพี่น้อง’สุวัจน์-เทวัญ’หย่อนบัตรใช้สิทธิ

เลือกตั้งเทศบาลย่าโม! สองพี่น้อง'สุวัจน์-เทวัญ'หย่อนบัตรใช้สิทธิ

เลือกตั้งเทศบาลย่าโม! สองพี่น้อง’สุวัจน์-เทวัญ’หย่อนบัตรใช้สิทธิ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.27 น.

โคราชเลือกตั้งนายกเล็ก ส.ท.เทศบาลนครเมืองย่าโม สองพี่น้อง”สุวัจน์-เทวัญ”หย่อนบัตรใช้สิทธิ ขณะที่ตัวเต็ง”หมอวรรณรัตน์”มาพร้อมครอบครัว บรรยากาศพี่น้องประชาชนทั่วไปหนาตา

11 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และสมาชิกสภาเทศบาลนครนครราชสีมา บรรยากาศการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยเมื่อเวลา 09.30 น.ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 25 เขตเลือกตั้งที่ 4 ศาลาเอนกประสงค์วัดหลักร้อย อ.เมือง จ.นครราชสีมา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่มโคราชชาติพัฒนา เดินทางพร้อมด้วยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้เข้าคูหาเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาและสมาชิกสภาเทศบาลนครนครราชสีมา โดยก่อนเข้าคูหาได้ยืนตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิในลำดับที่ 240 และ 241 พร้อมแสดงบัตรประชาชนที่หน่วยเลือกตั้งก่อนรับบัตรลงคะแนนจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ใช้เวลา 10 นาที โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตเลือกตั้งให้ความสนใจมีการทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ก่อนหน้าที่เวลา 08.30 น.ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 28 เขตเลือกตั้งที่ 1 ชั้นล่างอาคารภัตตาคารเสียวเสี้ยว ถ.บัวรอง ต.ในเมือง อ.เมืองฯ นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา หมายเลข 2 (ตัวเต็ง) ได้เดินทางพร้อมครอบครัวไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ขณะที่บรรยากาศการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาและสมาชิกสภาเทศบาลนครราชสีมาทั่วๆไป อาทิ ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 24 และ 26  เขตเลือกตั้งที่ 4 ศาลาเอนกประสงค์วัดหลักร้อย และ ที่ศาลาอเนกประสงค์วัดหนองบัวรอง หน่วยเลือกตั้งที่ 30 เขตเลือกตั้งที่ 1 รวมทั้งหน่วยเลือกตั้งที่ 23 เขตเลือกตั้งที่ 1 วัดแจ้งใน มีพี่น้องประชาชน เยาวชน คนวัยทำงาน ผู้สูงวัย ผู้ที่ต้องนั่งรถวิลแชร์ ผู้สูงอายุที่ใช้ไม้ค้ำยันต่างทยอยไปใช้วิทธิลงคะแนนเสียงกันหนาตา ซึ่งหลายคนบอกว่า บ้านอยู่ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา บ้านอยู่ในชุมชนก็อยากใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกคน และ 1 เสียงก็จะใช้สิทธิสร้างบ้านสร้างเมืองสร้างสังคมบ้านตัวเอง ไม่อยากให้ใครมาใช้สิทธิของเรา

.012

เลือกตั้งสมุทรสาคร! จยย.ขนคนไปลงคะแนน คอยคุมแจกติ้ว-ขึ้นเงินหลังปิดหีบ

เลือกตั้งสมุทรสาคร! จยย.ขนคนไปลงคะแนน คอยคุมแจกติ้ว-ขึ้นเงินหลังปิดหีบ

เลือกตั้งสมุทรสาคร! จยย.ขนคนไปลงคะแนน คอยคุมแจกติ้ว-ขึ้นเงินหลังปิดหีบ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

ด่วน!!สมุทรสาคร พบใช้มอไซด์ขนคนไปลงคะแนน หัวคะแนนคอยคุมแจกติ้วเป็นเที่ยวๆ เอาติ้วมาขึ้นเงินหลังปิดหีบ

11 พฤษภาคม 2568 นายนิติพัฒน์ ชูกล้ากสิกรณ์ พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ กลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมืองหัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็ว ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า มีการขนคนไปลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมมีการส่งรูปและหลักฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งมาให้เป็นจำนวนมาก แจ้งถึงพิกัดหน่วยเลือกตั้งที่มีการขนคนไปลงคะแนน

นายนิติพัฒน์ หัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ 6 นาย รีบรุดไปตรวจสอบตามที่รับแจ้ง พบมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะมีการทำเป็นระบบ ใช้มอเตอร์ไซด์รับจ้างในการขนคนไปลงคะแนนแต่ไม่มีการเก็บค่ารถแต่อย่างใด โดยมีหัวคะแนนคอยดูอยู่ ชุดเคลื่อนที่เร็วได้มีการตรวจค้นคนขับรถมอเตอร์ไชด์ พร้อมกับมีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆเอาไว้อย่างละเอียด

นายนิติพัฒน์ กล่าวเพื่มเติมว่า จากการที่ได้รับแจ้งจากประชาชนมาพบเบาะแสว่า มีการทำเป็นขบวนการมีการวางหัวคะแนนไว้ในหลายหน่วยเลือกตั้งกระจายไปในพื้นที่โดยจะใช้มอเตอร์ไซด์รับจ้างเพื่อไม่ใหผิดสังเกต ในการขนคนมาลงคะแนน วิ่งกันเป็นเที่ยวแต่เช้ามีการแจกติ้วไว้เพื่อให้มาขึ้นเงินในภายหลัง โดยพบว่ามีการเน้นไปที่กลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุ โดยจะวิ่งรถไปรับมาจากหน้าบ้านเพื่อให้มาลงคะแนนตามโพยที่แจ้งไว้ เมื่อลงคะแนนเสร็จรอรับส่งกลับบ้านให้ด้วย ความคืบหน้าจะมีการนำเสนอให้ทราบต่อไป

.012

‘ดุสิตโพล’เผยคนไทยกังวลค่าครองชีพ-ปัญหาเศรษฐกิจ อึ้งมีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 1 เดือน

‘ดุสิตโพล’เผยคนไทยกังวลค่าครองชีพ-ปัญหาเศรษฐกิจ อึ้งมีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 1 เดือน

‘ดุสิตโพล’เผยคนไทยกังวลค่าครองชีพ-ปัญหาเศรษฐกิจ อึ้งมีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 1 เดือน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

‘ดุสิตโพล’เผยคนไทยกังวลค่าครองชีพ-ปัญหาเศรษฐกิจ อึ้งมีเงินสำรองฉุกเฉินต่ำกว่า 1 เดือน

11 พฤษภาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,229 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-9 พฤษภาคม 2568  พบว่า

กลุ่มตัวอย่างมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ณ วันนี้ ทำให้ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 51.59 โดยเรื่องที่กังวลมากที่สุด คือ เรื่องราคาสินค้าแพงขึ้น ร้อยละ 73.23

ทั้งนี้หากไม่มีรายได้เลย ประชาชนจะมีเงินสำรองฉุกเฉินต่อไปได้น้อยกว่า 1 เดือน ร้อยละ 48.32 โดยมีแนวทางการรับมือ คือ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 77.37

ด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคล พบว่า ส่วนใหญ่มีการวางแผนแต่ไม่ได้ทำต่อเนื่อง ร้อยละ 58.99

สุดท้ายเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ร้อยละ 76.06 ไม่เชื่อมั่น และ ร้อยละ 23.94 เชื่อมั่น

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นความเปราะบางทางการเงินของคนไทยที่เกือบครึ่งหนึ่งมีเงินสำรองฉุกเฉินใช้ได้ไม่ถึง เดือน แม้จะมีความพยายามในการลดรายจ่ายหรือพยายามวางแผนการเงิน แต่เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายจึงยังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้จากผลการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ยังไม่เห็นผลชัดเจนนักก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนด้วยเช่นกัน

ด้านว่าที่ร้อยเอกศักดา ศรีทิพย์ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรกฎหมายมหาชนและบริหารงานยุติธรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากปัจจัยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ปัจจัยการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้เป็นองค์ประกอบหลักของ GDP ประเทศไทย ทำให้ประชาชนค่อนข้างกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน กังวลว่าราคาสินค้าจะแพง ค่าครองชีพจะสูง หนี้สินครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น และประชาชนส่วนใหญ่มีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินน้อยกว่า  1 เดือน จึงต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ลดการก่อหนี้ใหม่ เก็บออมเงินมากขึ้น เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การที่ประชาชนระมัดระวังการจับจ่ายมากขึ้น จะทำให้การบริโภคชะลอตัวเท่ากับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession) ทางออกคือเจรจากับสหรัฐ ทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าไม่ขาดดุล แต่ไทยก็ต้องไม่เสียเปรียบ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐอเมริกา