ฝนถล่มไม่กระทบ‘เลือกตั้งเทศบาล68’ กกต.เร่งสอบซื้อเสียง‘กาฬสินธุ์’หัวละ 3 พันบาท

ฝนถล่มไม่กระทบ‘เลือกตั้งเทศบาล68’ กกต.เร่งสอบซื้อเสียง‘กาฬสินธุ์’หัวละ 3 พันบาท

ฝนถล่มไม่กระทบ‘เลือกตั้งเทศบาล68’ กกต.เร่งสอบซื้อเสียง‘กาฬสินธุ์’หัวละ 3 พันบาท

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

ฝนถล่มไม่กระทบ! ‘กกต.’แถลงเปิดได้ทุกหน่วย‘เลือกตั้งเทศบาล68’ สั่งชุดไต่สวนลงพื้นที่ตรวจสอบปม‘ซื้อเสียง’ที่กาฬสินธุ์หัวละ 3,000 บาท เตือน 10 ข้อ ห้ามทำผิดเลือกตั้ง ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ตัดสิทธิ์การเมือง

11 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการกกต. แถลงข่าวการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ประเด็น “สถานการณ์การเปิดหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีทั่วประเทศ” ซึ่งจากการตรวจสอบสถานการณ์เกี่ยวกับการเปิดหน่วยลงคะแนน 76 จังหวัดจำนวน 34,818 หน่วย จากจำนวนเทศบาลที่มีการเลือกตั้ง 2,463 แห่งทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพ มหานคร ได้รับรายงานจาก กกต. จังหวัดว่าการเปิดเหตุเลือกตั้งทั่วประเทศดำเนินการเปิดหีบได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เรียบร้อยครบทุกแห่ง แม้ว่าบางแห่งจะมีพายุฝนฟ้าคะนองตั้งแต่เมื่อวาน(10พ.ค.) แต่วันนี้สามารถเปิดหน่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถเข้าไปลงคะแนนได้ตามปกติ

นอกจากการเลือกตั้งเทศบาลในทุกจังหวัดแล้ว บางจังหวัดนอกเขตเทศบาลยังมีการเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในบางแห่งหลายพื้นที่ โดยไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน ส่วนอบต. อื่นๆที่มีการเลือกตั้งก็มีอยู่นอกเทศบาลซึ่งเป็นปกติในวันอาทิตย์ที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างในบางจังหวัด ที่มีการดำเนินการพร้อมกัน

สำหรับจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ หน่วยเลือกตั้ง 34,818 หน่วย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งสิ้น 29,936,705 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าประมาณการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนครึ่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นเขตชุมชนขนาดใหญ่ ในการเลือกตั้งครั้ง อบต.กว่า 5,000 แห่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็จำนวนใกล้เคียงกัน

ข้อควรระวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง

1.ห้ามผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งพยายามออกเสียงลงคะแบนหรือออกเสียงคะแนน ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

2.ห้ามใช้บัตรอื่นแทนบัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ฝ่าฝืนจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

3.ห้ามนำบัตรเลือกตั้งออกจากที่เลือกตั้ง ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

4.ห้ามทำเครื่องหมายอื่นบนบัตรเลือกตั้งนอกจากเครื่องหมายที่ลงคะแนน ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

5.ห้ามใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพในคูหาเลือกตั้งโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

6.ห้ามนำบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจ หรือปลอมรายชื่อ / เพิ่มจำนวนบัตร ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

7.ห้ามแสดงบัตรที่ลงคะแนนแล้วให้ผู้อื่นทราบว่าเลือกใคร ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

8.ห้ามรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อเลือกหรืองดเลือกผู้สมัครผู้ใด ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นว่า หากแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนถูกจับ จะไม่ต้องรับโทษและไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

9.ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดโดยเจตนา ฝ่าฝืนมีโทษ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท (ไม่ถือเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์)

10. ห้ามทำบัตรบัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย หรือทำบัตรเสียให้ใช้ได้ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

เมื่อถามถึงการซื้อเสียง หัวละ 3,000 บาทที่จังหวัดกาฬสินธุ์ รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า สำนักงานได้รับข้อมูลจากสำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์รายงานเบื้องต้นเข้ามา ปรากฏภาพตามสื่อที่มีการเผยแพร่เรื่องของการแจกเงิน และจากการตรวจสอบไปที่สำนักงานการเลือกตั้งกาฬสินธุ์แล้วว่าได้ส่งชุดสืบสวนไต่สวนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นผู้ใดที่นำเงินมาแจกและผู้ใดได้รับไป และได้ให้ชุดสืบสวนและชุดหาข่าวลงพื้นที่เพื่อดำเนินการ หากมีความปรากฏก็จะมีการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเทศบาลทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานครออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งซึ่งถือเป็นการแสดงพลังของประชาชน เพื่อกำหนดการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองเป็นหลักฐานสำคัญของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สุจริตและเที่ยงธรรม ชอบด้วยกฎหมาย เชิญชวนประชาชนติดตามการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งในช่องทางต่างๆ หรือสอบถามสายด่วน 1444

‘กกต.’ยันคดี‘ฮั้วเลือก สว.’ทำตามขั้นตอน ไม่เร่งรีบปัดโดน‘ดีเอสไอ’บีบ

‘กกต.’ยันคดี‘ฮั้วเลือก สว.’ทำตามขั้นตอน ไม่เร่งรีบปัดโดน‘ดีเอสไอ’บีบ

‘กกต.’ยันคดี‘ฮั้วเลือก สว.’ทำตามขั้นตอน ไม่เร่งรีบปัดโดน‘ดีเอสไอ’บีบ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

‘อิทธิพร’ยันคดี‘ฮั้วเลือก สว.’ทำตามขั้นตอน ปัดถูก‘ดีเอสไอ’บีบ ไม่กังวลหากถูกมองเป็นการเมือง

11 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงคดีฮั้วการเลือก สว. ที่มีการตั้งประเด็น กกต. ทำเกินไป ในการออกหมายเรียกโดยที่ไม่มีการแจ้งทางไปรษณีย์ตามขั้นตอนหรือไม่ ว่า การปิดหมาย การส่งหมายแจ้งนัดตามระเบียบ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ของ กกต. ที่ได้ตั้งขึ้นมา มี 25 ชุดและบวก 1 หรือคณะพิเศษ ซึ่งอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าวเป็นการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ามีเรื่องร้องหลายเรื่องเหตุใดจึงหยิบเรื่อง หารฮั้วเลือก สว.ออกมาก่อน นายอิทธิพร ระบุ ว่าไม่ได้หยิบแต่เป็นกระบวนการ ที่ทราบว่าตั้งแต่มีการเลือก สว. ได้แจ้งมาตลอดว่ามีคำร้องกี่เรื่องแล้วแจ้งมาตลอด ส่วนที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนมาตรา 77(1) ซึ่งเกี่ยวพันกันกับเรื่องฮั้ว เพราะมีการทำเป็นกระบวนการซึ่งก็มีการดำเนินการอยู่และได้แจ้งถึงความคืบหน้าเป็นระยะ

“เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยจำนวนเท่าไหร่ ทุกอย่างมีความคืบหน้ามาโดยตลอด ไม่ได้เร่งตามเวลา เพราะเรากำหนดเวลาไว้ว่าจะต้องปฏิบัติให้แล้วเสร็จในสำนวน” นายอิทธิพร กล่าว

นายอิทธิพร กล่าวว่า ดีเอสไอไม่ได้บีบ กกต. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ขอให้ดีเอสไอแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่มีมีความรู้และประสบ การณ์และความสามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนทำงานร่วมกัน ชุดที่ 26 โดยไม่ได้มีใครบีบใคร

เมื่อถามว่าหากถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองกังวลหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะ กกต. ดำเนินการทุกอย่างต้องยึดขั้นตอนตามกฎหมาย และทราบดีถึงแรงกดดันภายนอก คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติและต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายมากที่สุด ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า กกต. ดำเนินการไม่ได้เห็นด้วยเหตุผลอย่างอื่นเพราะต้องทำตามกฎหมายอย่างเดียว

ร้องทุจริต‘เลือกตั้งเทศบาล’แล้ว 352 เรื่อง ‘กกต.’หวังประชาชนใช้สิทธิ์ 70%

ร้องทุจริต‘เลือกตั้งเทศบาล’แล้ว 352 เรื่อง ‘กกต.’หวังประชาชนใช้สิทธิ์ 70%

ร้องทุจริต‘เลือกตั้งเทศบาล’แล้ว 352 เรื่อง ‘กกต.’หวังประชาชนใช้สิทธิ์ 70%

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘กกต.’เตือนผู้สมัคร-ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง‘เทศบาล’อย่าทำผิดกฎหมาย ชี้มีโทษทางอาญา-โทษทางการเมือง สั่ง กกต.ทั้งประเทศเช็คสภาพอากาศดูแลเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปลุกออกมาใช้สิทธิ์ 70%

11 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังทั่วประเทศเปิดหน่วยเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาล ว่า จากเมื่อวานนี้ (10 พ.ค.68) ที่ให้ข้อมูลว่าคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีทั้งหมด 338 เรื่อง ขณะนี้มีรายงานเพิ่มเติมอีก 14 เรื่อง รวมเป็น 352 เรื่องแล้ว แต่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนมีมากถึง 1,743 เรื่อง ซึ่ง กกต.ไม่ต้องการให้เพิ่มขึ้น และพยายามทุกวิถีทางในการป้องกันป้องปราม ปลูกฝังค่านิยมอย่าซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ส่วนในช่วง 3 วันสุดท้ายโดยเฉพาะเมื่อคืน (10 พ.ค.68) จนถึงขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน บางจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธร ร่วมมือกับ กกต. รวมถึงกำลังทหารสนธิกำลังตั้งด่านตรวจเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งได้รับความร่วมมือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง สถานการณ์ปกติดี ไม่มีข่าวการซื้อเสียงมาก เพราะยังอยู่ในขั้นรวบรวมพยานหลักฐาน หากปรากฏพยานหลักฐานในภายหลังก็จะมีการฟ้องร้องคดีต่อไป

ส่วนกรณีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงรายรับท้องถิ่นนั้นไม่ได้ต้องการให้มีการซื้อสิทธิ์ในทุกระดับการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานของการเมือง ประเทศจะเจริญได้เพราะท้องถิ่นเข้มแข็ง พร้อมขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกรณีการรับเงินถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ นอกจากรับโทษทางอาญาแล้วยังต้องรับโทษทางการเมือง ชี้ว่าไม่คุ้มกับการเสี่ยง

ประธาน กกต. กล่าวถึงสภาพอากาศในวันเลือกตั้งว่า ในการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีหนังสือแจ้งไปยัง กกต.จังหวัด ให้ตรวจสอบสภาพภูมิอากาศทุกครั้ง เพราะบางครั้งอาจอยู่ในช่วงฤดูฝน มรสุมเข้า ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลสถานที่เลือกตั้ง เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่วนในพื้นที่เลือกตั้งในวันนี้มีการเตรียมพร้อมรองรับทุกสถานการณ์ไว้แล้ว

นายอิทธิพร กล่าวถึงการตั้งเป้าหมายออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในภาพรวมทั่วประเทศร้อยละ 70 โดยอ้างอิงตัวเลขการใช้สิทธิ์ในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 66.8 โดยหวังว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเลือกตั้งที่ใกล้ตัวมากที่สุดมากกว่าการเลือกตั้ง สส. ในแง่ที่ว่าท้องถิ่นเป็นผู้จัดการทุกอย่าง

พร้อมเชิญชวนหากต้องการสร้าง สรรค์ประเทศไทยต้องพร้อมใจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส่วนผลการเลือกตั้งในวันนี้ขึ้นอยู่แต่ละพื้นที่ เช่นกรณีที่ผู้สมัครเพียงหนึ่งคน เชื่อว่าไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็จะรู้ผลการนับคะแนนผ่านหน่อย คาดว่าอย่างเร็วช่วงเวลา 20.00 น. อย่างช้าไม่น่าจะเกิน 22.00 น. ซึ่งการเลือกตั้งครั้งก่อนบางหน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้นในเวลา 21.00 น. ซึ่งประชาชนสามารถดูรายงานผลการเลือกตั้งในเฟซบุ๊กของเทศบาลแต่ละแห่ง หรือแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวต

‘ธนกร’กระตุก‘สว.’พิสูจน์ตัวเอง กู้วิกฤติศรัทธาคดี‘ฮั้ว’

‘ธนกร’กระตุก‘สว.’พิสูจน์ตัวเอง กู้วิกฤติศรัทธาคดี‘ฮั้ว’

‘ธนกร’กระตุก‘สว.’พิสูจน์ตัวเอง กู้วิกฤติศรัทธาคดี‘ฮั้ว’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.00 น.

‘ธนกร’ฝาก‘กกต.-ดีเอสไอ’ยึดกฎหมายปมคดี‘ฮั้วเลือกสว.’ ขอทุกฝ่ายอย่าใช้เป็นเกมการเมือง หวั่นกระทบการทำงานสภาสะดุด ชี้‘สว.’ต้องพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม เรียกคืนศรัทธาประชาชน

11 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีไอเอส)ออกหมายเรียกสว.ล็อตแรกให้มารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า การจะออกหมายเรียกใดนั้นเชื่อว่าทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ทั้งกกต.และดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ต้องยึดตามพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย ขอให้ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก อย่าใช้เรื่องนี้มาเป็นเกมหรือกลั่นแกล้งกันในทางการเมือง

ทั้งนี้ ทราบว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกกต.และดีเอสไอ มีการเตรียมออกหมายเรียกสว.อีกนับร้อยรายหลังจากนี้  ตนจึงขอให้สว.ทุกคนที่ถูกออกหมายเรียก ได้เตรียมข้อมูลหลักฐานเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา พิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดฮั้วเลือกสว.ตามที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาไป ขอให้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในขบวนการฮั้วและถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสว.และรัฐสภาคืนมาด้วย

“ขอฝากไปยังคณะกรรมการกกต.และดีเอสไอ บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้เป็นเครื่องมือไปกลั่นแกล้ง หรือใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้การทำงานของรัฐสภาโดยเฉพาะ ในส่วนของสว.อาจต้องชะงักหรือสะดุดลง ส่วนฝั่งสว.หากไม่ได้กระทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว ขอให้เตรียมข้อมูลเอกสารเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าหากผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่ผิด จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาได้” นายธนกร กล่าว

‘อนุสรณ์’ชี้ปม‘แพทยสภา’ไม่กระทบรัฐบาล ดักคออย่าฉวยโอกาสปลุกม็อบ

‘อนุสรณ์’ชี้ปม‘แพทยสภา’ไม่กระทบรัฐบาล ดักคออย่าฉวยโอกาสปลุกม็อบ

‘อนุสรณ์’ชี้ปม‘แพทยสภา’ไม่กระทบรัฐบาล ดักคออย่าฉวยโอกาสปลุกม็อบ

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.37 น.

‘อนุสรณ์’ชี้ปม‘แพทยสภา’ไม่กระทบรัฐบาล ดักคออย่าฉวยโอกาสปลุกม็อบ

11 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ว่า เป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจและกระบวนการพิจารณาของแพทยสภา ไม่ควรถูกนำไปโยงเป็นประเด็นทางการเมือง หรือใช้สร้างวาทกรรมโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นคนละเรื่องกับการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน เหตุการณ์และข้อพิจารณาของแพทยสภาเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้รับตำแหน่งหลังจากนายทักษิณได้รับการปล่อยตัวแล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง และไม่ควรมีใครพยายามสร้างกระแสเบี่ยงเบนหรือทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวิชาชีพเฉพาะด้าน ซึ่งมีคณะกรรมการแพทยสภากำกับดูแลอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงได้ และการที่สังคมมีการตรวจสอบอย่างเปิดเผยคือหลักฐานว่าประเทศไทยมีระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่เคยเข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยว ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เสียสมาธิจากการทำงานเพื่อประชาชน นายกรัฐมนตรีมีขวัญกำลังใจที่ดี และยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน และการลดความเหลื่อมล้ำ ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประชาชนตอบรับอย่างอบอุ่น ยิ่งตอกย้ำว่าคนจำนวนมากไม่ได้สนใจแต่เรื่องการเมือง แต่คาดหวังผลลัพธ์จากนโยบายที่จับต้องได้ของรัฐบาล อาจมีความพยายามของคนบางกลุ่มพยายามฉวยโอกาสปลุกกระแสจากประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน รัฐบาลมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้

“ไม่ควรนำเรื่องแพทยสภา มาโยงกับรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี เพราะไม่มีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน รัฐบาลมีสมาธิ นายกรัฐมนตรีมีขวัญกำลังใจที่ดี พร้อมเดินหน้า ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘นายกฯ’เตรียมบิน‘ฮานอย’ ยกระดับความสัมพันธ์‘ไทย-เวียดนาม’สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

‘นายกฯ’เตรียมบิน‘ฮานอย’ ยกระดับความสัมพันธ์‘ไทย-เวียดนาม’สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

‘นายกฯ’เตรียมบิน‘ฮานอย’ ยกระดับความสัมพันธ์‘ไทย-เวียดนาม’สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.00 น.

‘นายกฯ’เตรียมบิน‘ฮานอย’ประชุมร่วม‘ไทย–เวียดนาม’ พร้อมแถลงการณ์ร่วมยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งการเมือง–เศรษฐกิจ–นวัตกรรมในภูมิภาค

11 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่กรุงฮานอยอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในวันพุธและพฤหัสบดี ที่ 15–16 พฤษภาคม 2568 เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามสู่ระดับ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์สูงสุดที่เวียดนามมีต่อประเทศคู่เจรจา

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะร่วมการประชุม(JCR) ไทย–เวียดนาม ครั้งที่ 4 กับนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (H.E. Mr. Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และ คณะเพื่อตอกย้ำบทบาทสำคัญของไทยในภูมิภาคและความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ

ในการเยือนครั้งนี้ ไทย–เวียดนามจะลงนามเอกสารสำคัญ ประกอบด้วย

แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการเพิ่มพูนความร่วมมือใน 3 เสาหลัก คือ

1) การเป็นหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน

1.1 ด้านการเมือง การป้องกันประเทศ และความมั่นคง อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด

1.2 ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและนานาชาติ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในเรื่องสันติภาพ ความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงการตอบสนองต่อความท้าทายของโลก

2) การเป็นหุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

2.1 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ เพิ่มพูนความร่วมมือด้านแรงงาน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม

2.2 การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก SMEs การเติบโตสีเขียว โดยส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การผลิตและห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงตลาดของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งกันและกัน และส่งเสริมความเชื่อมโยงเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล

3) การเป็นหุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

3.1 ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ การทำธุรกรรมข้ามพรมแดน รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน AI ดิจิทัล และความมั่นคงทางไซเบอร์

3.2 ส่งเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา การท่องเที่ยว และการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างจังหวัดของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ยังมี บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทย กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า (ฉบับปรับปรุง) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า อำนวยความสะดวกทางการค้า การขจัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร การค้าชายแดน และการลงทุนร่วมระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

“ความตกลงฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างยั่งยืนและสมดุล”

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่าสำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับปรับปรุงยังครอบคลุมความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมส่งเสริมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Committee on Trade: JTC) และจัดตั้งคณะทำงานร่วมในระดับเจ้าหน้าที่ เพื่อผลักดันโครงการความร่วมมือเชิงรูปธรรม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อกังวลทางการค้าอย่างสม่ำเสมอ

“ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองโลก ขณะนี้ ไทยและเวียดนามมีเป้าหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์ มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและการค้า รวมไปถึงการผนึกกำลังอาเซียน เพื่อร่วมกันเผชิญหน้ากับการค้าโลกที่อาจจะชะลอตัวจากมาตรการภาษีนำเข้าระดับสูงของสหรัฐฯ ด้วย” นายจิรายุ กล่าว

‘เทพไท’จี้‘แพทองธาร’รับผิดชอบคดี‘ชั้น 14’ ย้อนรอย 6 ข้อ ตอกย้ำเจ้าตัวรู้เรื่องดี

‘เทพไท’จี้‘แพทองธาร’รับผิดชอบคดี‘ชั้น 14’ ย้อนรอย 6 ข้อ ตอกย้ำเจ้าตัวรู้เรื่องดี

‘เทพไท’จี้‘แพทองธาร’รับผิดชอบคดี‘ชั้น 14’ ย้อนรอย 6 ข้อ ตอกย้ำเจ้าตัวรู้เรื่องดี

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.19 น.

‘เทพไท’จี้‘แพทองธาร’รับผิดชอบคดี‘ชั้น 14’ ย้อนรอย 6 ข้อ ตอกย้ำเจ้าตัวรู้เรื่องดี

11 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “คดีชั้น14 อุ๊งอิ๊ง รู้เรื่องดี ต้องรับผิดชอบ!!!” ระบุว่า…

คดีชั้น14 อุ๊งอิ๊ง รู้เรื่องดี ต้องรับผิดชอบ!!!

หลังจากพระราชพิธีพืชมงคล ที่ท้องสนามหลวง มีผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับผลการสอบของแพทยสภา

แต่นางสาวแพทองธาร ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยอ้างว่าอยู่ในการแต่งกายชุดปกติขาว ซึ่งไม่เหมาะสมกับการให้สัมภาษณ์ ทั้งที่การแต่งชุดปกติขาวให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องปกติ ที่สามารถตอบคำถามของผู้สื่อข่าวได้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ชุดปกติขาวถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรี หน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ทำมือแบบมินิฮาร์ท ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกันอย่างกว้างขวาง

แต่ในกรณีการอ้างถึงการแต่งชุดขาวของนางสาวแพทองธาร และปฏิเสธตอบคำถามของผู้สื่อข่าว น่าจะเป็นการแก้เกี้ยว ไม่อยากตอบคำถามของสื่อมวลชนมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงหลังๆนางสาวแพทองธาร หลีกเลี่ยง ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีชั้น 14 ของนายทักษิณอยู่หลายครั้ง ทั้งที่นางสาวแพทองธารเป็นผู้รู้เรื่องดี และมีข้อมูลครบถ้วนมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะ

1.เป็นลูกสาวคนโปรดของนายทักษิณ ที่เคยประกาศว่า เป็นDNAโดยตรง และนางสาวแพทองธารก็ยอมรับว่า เป็นลูกรักของพ่อ

2.เป็น 1 ใน 10 ของผู้มีรายชื่อเข้าเยี่ยม นายทักษิณ และได้เข้าเยี่ยมบ่อยที่สุด ย่อมรู้ดีว่าป่วยจริงหรือป่วยทิพย์

3.เคยได้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เกี่ยวกับอาการป่วยของทักษิณ ว่าอาการหลังจากทำการผ่าตัดแล้ว อยู่ระยะพักฟื้น

4.เคยลงภาพของนายทักษิณ ใน Instagram ภาพนั่งริมสระว่ายน้ำแบบชิลๆ และภาพที่ยกดัมเบล เล่นน้ำกับหลานๆ แบบคนปกติเหมือนไม่เคยผ่านอาการป่วยวิกฤติมาก่อน

5.เคยยืนยันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าป่วยจริง ขอให้รอผลการสอบของแพทยสภา

6.เคยแถลงข่าวที่รัฐบาลยืนยันว่า นายทักษิณป่วยจริง เมื่อพูดไป คนที่ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ

แต่วันนี้เมื่อผลการสอบของแพทย์สภาออกมาแล้วว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤต สังคมก็อยากทราบความเห็น และท่าทีของนางสาวแพทองธารว่า มีความคิดเห็นต่อผลการสอบของแพทยสภา ที่เคยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับอย่างไรบ้าง และต่อกรณีคดีชั้น 14 นางสาวแพทองธาร ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องดีที่สุด จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

‘สมชัย’แนะ‘สว.’ไปตามหมายเรียก ดึงสติ‘ศักดิ์’กินไม่ได้ ‘โทษอาญา-ตัดสิทธิ’นั่นของจริง

‘สมชัย’แนะ‘สว.’ไปตามหมายเรียก ดึงสติ‘ศักดิ์’กินไม่ได้ ‘โทษอาญา-ตัดสิทธิ’นั่นของจริง

‘สมชัย’แนะ‘สว.’ไปตามหมายเรียก ดึงสติ‘ศักดิ์’กินไม่ได้ ‘โทษอาญา-ตัดสิทธิ’นั่นของจริง

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.18 น.

‘สมชัย’แนะ‘สว.’ไปตามหมายเรียก ดึงสติ‘ศักดิ์’กินไม่ได้ ‘โทษอาญา-ตัดสิทธิ’นั่นของจริง

11 พฤษภาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เรื่อง “กรณี หมายเรียก 60 สว.” ระบุว่า…

กรณี หมายเรียก 60 สว.

1. เป็นหมายเรียกจากที่ออกโดยฝ่ายสืบสวนของ กกต. ลงนามโดยรองเลขาธิการ กกต. ที่คุมงานด้านการสืบสวน สอบสวน

2. การออกข่าว ติดหมายเรียกหน้าบ้าน เชิญผู้สื่อข่าวไปทำข่าว เป็นการเล่นใหญ่เกินเบอร์ เพราะปกติฝ่ายสืบสวนก็เคยมีหมายเรียกแบบนี้ เป็นพัน เป็นหมื่นราย ก็ใช้ส่ง จม. ลงทะเบียนถึงผู้ถูกเรียกเท่านั้น

3. ไม่มีการเปลี่ยนสภาพ หมายเรียกเป็นหมายจับ เหมือนหมายเรียกของตำรวจ เพราะเป็นแค่หมายเรียกของ กกต.

4. ผู้ถูกหมายเรียก จะไปหรือไม่ไปก็ได้ แต่ถ้าไม่ไป เพราะกับยอมรับการเสียสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในฟากของตัวเอง

5. ผมแนะนำว่า ควรไป อย่างน้อยที่สุดได้รับทราบข้อกล่าวหา และ ได้โอกาสในการชี้แจงข้อเท็จจริงที่จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีฝ่ายตน 

อย่ามัวคิดเรื่องศักดิ์ที่สูงกว่าเลย ศักดิ์กินไม่ได้

แต่ถูกใบแดง คืนเงินเดือน ต้องโทษอาญา และถูกตัดสิทธิทางการเมือง

นั่นของจริง

‘อิทธิพร’แจงเรียกสอบ55สว. หลักฐานมัดแน่น จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาลตัดสิน

'อิทธิพร’แจงเรียกสอบ55สว. หลักฐานมัดแน่น จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาลตัดสิน

‘อิทธิพร’แจงเรียกสอบ55สว. หลักฐานมัดแน่น จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาลตัดสิน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อิทธิพร’แจงเรียกสอบ55สว. หลักฐานมัดแน่น จะผิดจะถูกอยู่ที่ศาลตัดสิน อุบไต๋ดำเนินคดีฮั้วเพิ่ม พท.หนุนเชือดสว.สีเทา กระทบศรัทธาประชาชน

“เพื่อไทย” ออกอาการหนุน กกต.-ดีเอสไอ เชือดสว.สีเทาในคดีฮั้วอ้างกระทบความศรัทธาต่อสภา ด้านประธานกกต.การันตี หลักฐานดีเอสไอแน่นมาก จะเรียกสอบเพิ่มเติม หรือไม่ อยู่ที่คณะทำงานจะพิจารณา จะผิดจะถูกสุดท้ายอยู่ที่ศาลจะตัดสิน เปิดชื่อ 55 สว. เรียกรับทราบข้อหาปม“คดีฮั้ว” แบ่งเป็น 3 ลอต 19-20-21 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวว่ากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ส่งหนังสือออกหมายเรียกให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)จำนวนหนึ่งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วการเลือก สว.ชุดแรกไปแล้วกว่า54รายและกำลังจะมีชุดสองตามมาอีก 97คน พบว่าสว.บางคน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ มีสว.บางคน ยืนยันจะไปรับทราบข้อกล่าวหาจากกกต.เพียงองค์กรเดียวไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหากรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทั้งที่ข้อเท็จจริงกกต.ดีเอสไอและปปง.ร่วมกันทำคดีดังกล่าวขึ้นมา

“สว.หลายคน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตข้าราชการระดับสูง ทำหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมายจากสภาล่าง ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะต้องไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและแวดวงตุลาการ และยังเป็นกระบอกเสียงคอยติติงนักการเมือง ถ้าเห็นว่าดำเนินการอะไรผิดไปจากนโยบายที่เคยประกาศเอาไว้ บางกรณีพวกท่านเคยออกมาเรียกร้องจริยธรรมนักการเมือง ติติงนักการเมือง ให้เคารพกระบวนการตรวจสอบ เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้กลับเลือกที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของบางหน่วยงาน และยังพูดทำนองว่าเป็นเกมการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม คอยกลั่นแกล้ง อย่างนี้สังคมจะเชื่อมั่น เชื่อถือการทำงานของพวกท่านได้อย่างไร ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาสูงที่คอยตรวจสอบ ถ่วงดุล”นายพร้อมพงศ์ระบุ

เชียร์’กกต.-ดีเอสไอ-ปปง.ลุยสอบ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่าขอให้กำลังใจการทำงานอย่างหนักของกกต. ดีเอสไอ ปปง.ร่วมกันตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อไขไปสู่ความกระจ่าง แท้จริงแล้วการสรรหา สว.ที่ผ่านมา มีการล็อกสเปค สมประโยชน์จากการเมืองบางขั้ว มีการฮั้วกัน เป็นขบวนการหรือไม่ เชื่อว่าอีกไม่นานหลักฐาน ความจริงต่างๆจะคอยปรากฏขอยกสุภาษิตย้ำเตือน สว.ว่า ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด คนดีบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ การที่หน่วยงานไหนๆคอยตรวจสอบพวกท่าน ไม่ต้องกังวล ยึดอก เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกองค์กร พิสูจน์ความจริงให้เป็นที่ประจักษ์น่าจะดีกว่า การคอยมาตั้งแง่ สงสัยในกระบวนการทำงานขององค์กรเหล่านั้น

“กกต. ดีเอสไอ ปปง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเช็กบิล ให้ไปถึงต้นตอของขบวนการและผู้เกี่ยวข้องว่า มีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง เนื่องจากประเด็นนี้สังคมให้ความสนใจ ทำให้เป็นคดีตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐาน นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทำผิดมาลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

ชี้คดีฮั้วสว.สะเทือนงานรัฐสภาแน่

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) การออกหมายเรียกสว.ให้ชี้แจงข้อกล่าวหาคดีฮั้วสว.นั้นจะมีผลกระทบกับการทำงานร่วมกันของรัฐสภาหรือไม่ว่า มีผลสะเทือนต่อการทำงานของรัฐสภาอย่างแน่นอนรวมถึงกระทบกระเทือนต่อความศรัทธาและความเชื่อถือต่อวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากถ้าไม่รีบแก้ไข ตนจึงอยากให้กำลังใจทั้งกกต.และดีเอสไอได้ทำงานนี้อย่างรวดเร็ว และรอบคอบส่งให้ศาลวินิจฉัยว่าฮั้ว หรือไม่ฮั้วอย่างไรและเพื่อความศรัทธาในระบบรัฐสภา โดยเฉพาะในส่วนของวุฒิสภาต่อไป

เมื่อถามว่ามองว่าวุฒิสภาควรปฏิบัติอย่างไรเพราะได้ออกหมายเรียกสว.จำนวนหนึ่งไปแล้ว นายอดิศร กล่าวว่าตามกระบวนการยังไม่มีอะไร แต่ด้านทางการเมืองเสียหายเกือบ100%ไปแล้ว เพียงแต่ความรับผิดชอบความมีจิตสำนึกของ สว.แต่ละคน และคงเรียกร้องให้ทาง กกต. ดีเอสไอ ทำงานเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและรอบคอบ อย่างไรก็ตาม เรื่องการดำรงตำแหน่ง ยังไม่มีกระทบ แต่กระทบเรื่องความศรัทธารุนแรงกว่า

เปิดรายชื่อ55สว.ถูกหมายเรียก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ได้ลงนามในหนังสือเรียกให้ สว.ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77 (1) และมาตรา 62 ไปรับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ นั้น

มีรายงานเบื้องต้นทั้งสิ้น 55 ราย โดยให้ไปรับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 19-21 พ.ค.68 ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพฯ ประกอบด้วย

นัด22สว.รับทราบข้อหา19พ.ค.

กลุ่ม สว.ที่นัดให้เข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 19 พ.ค.68 มีจำนวน 22 คน ได้แก่ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี นายมงคล สุระสัจจะ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย นายเศก จุลเกสร นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล นายอลงกต วรกี นายณัฐกิตติ์ หนูรอด นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว นายชีวะภาพ ชีวะธรรมนายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว นายสิทธิกร คงยศ นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ นายสากล ภูลศิริกุล นายนิพนธ์ เอกวานิช นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม นายวิเชียร ชัยสถาพร นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล นายพิบูลย์อัฑฆ์ หฤหรรษ์ปราการ นายสมหมาย ศรีจันทร์ น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา

รับทราบข้อหา 20-21พ.ค.

กลุ่ม สว.ที่นัดให้เข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 20 พ.ค.68 จำนวน 22 คน ได้แก่ นายสืบศักดิ์ แววแก้ว พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพ็ชร์ นายจิระศักดิ์ ชูความดี นายสมพร วรรณชาติ นายจตุพร เรียงเงิน น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น นายสุเทพ สังข์วิเศษ นายสมทบ ถีระพันธ์ นางนงลักษณ์ ก้านเขียว นายฤซุ แก้วลาย นายยะโก๊ป หีมละ นายสมชาย นุ่มพูล นางปวีณา สาระรัมย์ นายอภิชา เศรษฐวราธร นายวิถี สุพิทักษ์ นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก นายรุจิภาศ มีกุศล นายสมพาน พละศักดิ์ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย

และกลุ่มสว.ที่นัดให้เข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 21 พ.ค.68 จำนวน 11 คน ได้แก่ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นายขวัญชัย แสนหิรัณย์ นางอจลา ณ ระนอง นายโชคชัย กิตติธเนศวร นายศุภชัย กิตติภูติกุล นายประณีต เกรัมย์ นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ นายสมดุล บุญไชย นายสุนทนต์ กล้าการขาย นายสุวิช จำปานนท์

ทั้งนี้ หนังสือเรียกให้ชี้แจงมีการระบุชัดเจนว่า หาก สว.ที่ได้รับหนังสือ ไม่มารับทราบและไม่ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะถือว่าสละสิทธิ์ในการชี้แจงแสดงหลักฐานหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา

กกต.ยันเรียกสว.ชี้แจงทำตามก.ม.

วันเดียวกัน ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กล่าวถึงกรณีที่มีหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)มาชี้แจงเรื่องการฮั๊วเลือกสว.ว่า เป็นเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ คือ คณะที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานและขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาช่วยด้วยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และเมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วพบว่าสามารถนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาได้ จึงได้มีการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการทำหนังสือนัดหมายกำหนดเวลา ให้บุคคล 53 คนตามข่าวให้มารับทราบข้อกล่าวหา และให้โอกาสชี้แจง แสดงหลักฐานของตัวเอง

ส่วนการแจ้งให้มาชี้แจงสามารถทำได้3ช่องทาง คือ ยื่นหนังสือทางไปรษณีย์หรือคณะกรรมการฯไปยื่นด้วยตัวเองแล ะติดหมายเรียกไว้หน้าบ้าน ส่วนกรณีไม่พบเจ้าตัวซึ่ง สว.ที่ได้รับหมายเรียกต้องเข้าไปชี้แจงกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26ที่สำนักงานกกต.

กรอบ90วันเข้าชี้แจงชุดไต่สวน

สำหรับกรอบระยะเวลาการพิจารณาหลังจากสว.เข้ามาชี้แจงแล้วนั้น นายอิทธิพร กล่าวว่า กรอบเวลาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯมีเวลา 90 วัน แต่สามารถขยายได้ หากเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายบุคคล และเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจงแล้วก็จะมีการประมวลพิจารณาวินิจฉัยและเสนอ ความเห็นไปยังเลขาธิการ กกต. ซึ่งกรอบเวลาของเลขาฯมีเวลาพิจารณาอีก 60วัน จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่ที่ประชุมกกต. โดยผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการวินิจฉัยพิจารณากลั่นกรองเพื่อเสนอความเห็นให้ กกต.ตัดสิน และถ้าหากที่ประชุม กกต.เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องสอบเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลหลักฐานไม่เพียงพอก็ยุติเรื่องแต่หากพบว่ามีความผิดจริงก็ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และเข้าสู่กระบวนการของศาลต่อไปซึ่งถ้าศาลรับคำร้องไว้ก็จะส่งผลให้สมาชิกวุฒิสภาต้องยุติปฎิบัติหน้าที่

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาการพิจารณาคำร้องที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีนั้น นายอิทธิพรกล่าวว่า กรอบ1 ปี เป็นการกำหนดเอาไว้เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่กระทบกับการสืบสวนไต่สวนใดๆทั้งสิ้น ซึ่งสามารถยืดหยุ่นและขยายเวลาได้ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานก็ไม่อยากล่าช้า เพราะถ้าช้าต้องมีเหตุผล

จะเรียกเพิ่มอยู่ที่กก.พิเศษชุดที่26

เมื่อถามว่าหากมีสมาชิกวุฒิสภาต้องออกจากหน้าที่จะต้องมีการเลือกสว.ใหม่ขึ้นมาทดแทนหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับจำนวน ซึ่งต้องรอดูความชัดเจนอีกที

ส่วนจะมีการเรียกส.ว.มาชี้แจงเพิ่มจากที่เรียกไปรอบแรก55คนหรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่าเมื่อคำร้องเข้าสู่กระบวนการ ก็ต้องให้แต่ละส่วนมีอำนาจหน้าที่อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจะมีอีกหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานที่คณะกรรมการฯชุดที่26เป็นผู้พิจารณา ดังนั้น การจะให้ข่าวออกไปตอนนี้คงไม่เหมาะสม

ย้ำกระบวนการตัดสินอยู่ที่ศาล

เมื่อถามย้ำว่าในหมายเรียกระบุชัดเจนว่า ส.ว.มีความผิดเรื่องฮั้ว นายอิทธิพรกล่าวว่าไม่ใช่ มีความผิด แต่มีพฤติการณ์ที่อาจจะเป็น การฝ่าฝืนจะวินิจฉัยว่าผิดเลยไม่ได้เพราะหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์และพยานบุคคลที่มีทำให้เราเชื่อ แต่การตัดสินว่าใครผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ศาล

เมื่อถามว่าในการวินิจฉัยของอนุกรรมการฯก่อนเสนอกกต.สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่าไม่ได้เปลี่ยนแต่สามารถแสดงความเห็นได้ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือมีจุดไหนที่ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและใช้ดุลพินิจได้อย่างชัดเจนที่สุด ไม่เช่นนั้นจะเกิดความลักลั่น เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ชัด

ยอมรับหลักฐานDSIมีมากกว่า

เมื่อถามว่าทำไมดีเอสไอเข้ามาดำเนินการแล้วทำได้เร็วกว่าที่ กกต.ทำเอง ประธานกกต.กล่าวว่า มีบางเรื่องที่พยานหลักฐานไม่มากเท่ากับที่ ดีเอสไอ มีจึงต้องการให้ดีเอสไอเข้ามาช่วยดู และเมื่อเชิญเข้ามาบวกกับพยานหลักฐานที่เขามีอยู่แล้วก็ทำให้ไม่ช้า ซึ่งคำร้องของส.ว.มีทั้งหมดประมาณ 577คำร้อง ทำเสร็จไปแล้ว 300 กว่าเรื่อง และยืนยันว่าการเรียก สว.เข้ามาชี้แจงในครั้งนี้ เป็นการเรียกของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ที่ตั้งขึ้นเป็นพิเศษ คือ คณะที่ 26

สว.สุรชาติ’มั่นใจแจงข้อหาได้

ขณะที่ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม 1 ในสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ที่ถูกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. กล่าวว่าได้รับทราบถูกหมายเรียกจากคณะกรรมการกาาเลือกตั้ง(กกต.)จังหวัด โทรศัทพ์มาแจ้งให้ทราบ แต่ยังไม่เห็นหมายเรียกที่เป็นตัวเอกสารโดยให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 19 พ.ค.นี้ แต่คงขอเลื่อนออกไป 1-2 สัปดาห์ เพราะติดภารกิจ แต่พร้อมไปรับทราบ และชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มั่นใจชี้แจงได้ ไม่กังวลไม่หนักใจ ยืนยันว่าไม่ได้ฮั้ว ไม่มีคะแนนจัดตั้ง หรือ มีเส้นทางการเงินใดๆ

กังขาDSIใช้วิธีสุ่มเรียกรายกลุ่ม

นายสรชาติกล่าวต่อว่าการถูกเรียกครั้งนี้เท่าที่ดูเป็นการใช้วิธีสุ่มเรียกตัวแทนจาก20กลุ่มมากลุ่มละ1-3คน โดยสุ่มจากคนที่ได้ที่ 1ในแต่ละกลุ่ม และจังหวัดที่ได้รับเลือกเป็นสว.มากๆ ไม่ได้ดูจากการกระทำหรือการมีพฤติกรรมน่าสงสัย ในกลุ่ม13ของตน กลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ถูกหมายเรียก 2 คน ทั้งที่ในการเลือกระดับอำเภอและระดับจังหวัด ตนได้รับเลือกเข้ามาลำดับสุดท้ายทั้ง 2 ระดับ โดยระดับอำเภอได้ 2คะแนน ลำดับ 1ได้ 6คะแนน ส่วนระดับจังหวัดได้ 4คะแนน ลำดับ 1ได้ 16 คะแนน แต่ระดับประเทศได้ 66คะแนน มาเป็นที่ 1 ทำให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนสุ่มเรียกมาให้ข้อมูล

กรณีดังกล่าวกกต.เคยเรียกตนไปชี้แจงแล้ว โดยชี้แจงว่า จะเอาคะแนนระดับอำเภอและจังหวัด มาเทียบกับระดับประเทศไม่ได้ เพราะระดับประเทศมีตรรกะอื่นๆมาเกี่ยวข้อง อาทิ การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ตนเป็นอดีตสส.หนองบัวลำภู มีลูกศิษย์มากมาย จึงได้คะแนนมาก กกต.ก็ไม่ติดใจอะไร รายละเอียดเหล่านี้กกต.รู้ดี เป็นเรื่องที่เก็บข้อมูลไว้หมดแล้ว แต่การทำงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ใช้ข้อมูลส่วนใหญ่จากดีเอสไอเป็นหลัก ส่งมาให้กกต.ใช้ข้อมูลสุ่มมา โดยไม่รู้ว่ากกต.มีข้อมูลเหล่านี้แล้ว เมื่อดีเอสไอกดดันมากกต.ก็จำเป็นต้องรับเรื่องเรียกสอบไว้ก่อน ยืนยันมั่นใจชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้

ไม่ชัวร์เป็นเกมต่อรองการเมือง

นายสรชาติ กล่าวว่า ส่วนที่มองว่าการออกหมายเรียกสว.มารับทราบข้อหาคดีฮั้วเลือกสว. เป็นเกมการต่อรองระหว่างขั้วอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่แน่ใจ แต่การออกหมายเรียก ไม่ควรใช้วิธีสุ่มที่ไม่เป็นเหตุผล โดยไม่รู้พื้นฐานข้อเท็จจริงที่กกต.สอบไว้หมดแล้ว กรณีดังกล่าว สว.ยังไม่ได้หารือกันจะดำเนินการอย่างไร ยังเร็วเกินไป เพราะแต่ละคนเพิ่งได้หมายเรียก ทุกคนยังอยู่ต่างจังหวัด ยังไม่มีโอกาสได้หารือกันเท่าไร

วาทะเด็ด : 11 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 11 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 11 พฤษภาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อยากเรียกร้องไปยังผู้สมัครและผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่าให้เงิน เพราะทำให้การเลือกตั้งล้าหลัง ต้องเป็นผู้แทนที่มีความหมาย ตั้งใจทำงาน เพื่อตอบแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า”

นายอิทธิพร บุญประคอง

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)