คปท.บุกทำเนียบ13พ.ค./บี้‘อิ๊งค์’รับผิดชอบ เดินหน้าขยี้’ทักษิณ’ จี้‘อันวาร์’ปลดพ้นที่ปรึกษา

คปท.บุกทำเนียบ13พ.ค./บี้‘อิ๊งค์’รับผิดชอบ เดินหน้าขยี้'ทักษิณ' จี้‘อันวาร์’ปลดพ้นที่ปรึกษา

คปท.บุกทำเนียบ13พ.ค./บี้‘อิ๊งค์’รับผิดชอบ เดินหน้าขยี้’ทักษิณ’ จี้‘อันวาร์’ปลดพ้นที่ปรึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คปท.บุกทำเนียบ13พ.ค./บี้‘อิ๊งค์’รับผิดชอบ เดินหน้าขยี้’ทักษิณ’ จี้‘อันวาร์’ปลดพ้นที่ปรึกษา โรม-ปชน.ประณามดีลปีศาจ ขบวนการอุ้มเทวดาชั้น 14 ทำลายกระบวนการยุติธรรม

“รังสิมันต์ โรม” ขุนพลปชน. แฉเดือด! ปมเทวดาทักษิณ พักรักษาตัวโรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 ชี้ชัด “ดีลปีศาจ” ทำลายกระบวนการยุติธรรม ด้าน แกนนำ คปท. รุกหนัก! นัดระดมพลเคลื่อนไหวขยี้ “ทักษิณ” 4 วันติดไม่หยุดพัก 13 พฤษภาคม บุกทำเนียบ จี้อิ๊งค์รับผิดชอบ หึ่ง! กรมคุก เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติแพทยสภา เชือด 3 หมอ อ้างอาการป่วย
มีหลายมิติ จึงไม่สามารถใช้มาตรฐานทั่วไปในการวินิจฉัยได้

จากกรณีที่ประชุมแพทยสภา พิจารณากรณีจริยธรรมของแพทย์ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ตำรวจ เกี่ยวกับจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยมีมติลงโทษแพทย์ 3 คน เป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์ อันไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด มีรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า มติแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์ 3 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น 1ใน 3 เป็นบุคลากรของกรมราชทัณฑ์ หรือ รพ.ราชทัณฑ์ โดยมีรายงานว่า บุคลากรของราชทัณฑ์ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา คือคนที่ถูกแพทยสภาลงโทษว่ากล่าวตักเตือน ไม่ได้ถูกพักใบอนุญาต

ทั้งนี้ การดำเนินการหลังจากนี้มีรายงานว่า ได้มีการหารือกับฝ่ายกฎหมาย อาจมีการยื่นอุทธรณ์ต่อแพทยสภา หรือยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนมติของแพทยสภา โดยให้เหตุผลว่า การพิจารณาเรื่องอาการป่วยมีหลายมิติ และโรคที่ผู้ต้องขังเป็นนั้น หลายกรณีเป็นโรคเฉพาะทางและเป็นอาการป่วยจากโรคเฉพาะทาง จึงไม่สามารถใช้มาตรฐานทั่วไปในการวินิจฉัยได้

ที่สำคัญ โรคเฉพาะทางบางโรคบางอาการ หรือเกือบทุกอาการ ทั้งเรือนจำ และ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่มีบุคลากร ตลอดจนไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์รองรับอาการป่วยลักษณะนี้ จึงต้องตัดสินใจส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ฉะนั้น จึงไม่ถือว่ากระทำผิดมาตรฐานหรือจริยธรรมทางการแพทย์แต่อย่างใด

‘วันชัย”โดดป้องทักษิณ

นายวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ต้องวิกฤตหรือไม่ จึงไปชั้น 14”สังคมแห่งความชิงชังทำให้คนในสังคมป่วย สังคมที่ไร้ความเมตตาก็เป็นสังคมที่วิกฤต เรื่องของคุณทักษิณชั้น 14 ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมั่วซั่ว จับแพะชนแกะ จากกรณีที่แพทยสภาลงโทษแพทย์เรื่องผิดจริยธรรม แล้วเอามาโยงกับเรื่องการป่วยของคุณทักษิณและอำนาจราชทัณฑ์ ทั้่งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย มันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็น พอแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์เท่านั้น ก็เอามาตีโพยตีพายกันใหญ่ว่า คุณทักษิณไม่ได้ป่วยจริง จะต้องกลับไปติดคุก จะต้องหนี จะต้องยุบสภา สารพัดที่จะกล่าวหากันร้อยแปด

ทั้งที่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจราชทัณฑ์ ไม่มีข้อใดเลยที่กำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ป่วยวิกฤตเท่านั้นจึงจะเอาไปรักษาตัวข้างนอกได้ มีแต่กำหนดไว้ว่า กรณีที่จะต้องบำบัดรักษาเฉพาะด้านเฉพาะทางเท่านั้น เขาไม่ต้องการให้มีผู้ต้องขังรายใด ป่วยถึงขั้นวิกฤต หากเริ่มป่วยก็ให้รักษาในเรือนจำ แต่หากต้องการรักษาเฉพาะทางเฉพาะด้านที่ในเรือนจำรักษาไม่ได้ ก็ให้ไปรักษาที่อื่น ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะต้องป่วยวิกฤตหรือไม่ อย่างกรณีของคุณทักษิณไม่ต้องดูหรอกว่าป่วยถึงขั้นวิกฤต ดูแต่เพียงว่าต้องการรักษาตัวเฉพาะด้านเฉพาะทางที่เรือนจำรักษาไม่ได้ก็เพียงพอแล้ว

แพทยสภาก็ว่าเรื่องของแพทย์ไป ราชทัณฑ์เขาก็ว่าเรื่องของราชทัณฑ์ไป ไม่เกี่ยวกัน ส่วนพวกสังคมแห่งความชิงชัง ก็ใส่สีตีไข่ โยงกันไปโยงกันมา โดยไม่ได้ดูจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เอาอารมณ์และความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

สังคมแห่งความชิงชังนี้โคตรจะแปลกประหลาด ทีข้าราชการผู้ใหญ่ที่เกษียณมาแล้วเยอะแยะมากมาย ยังเห็นมีคนมียศมีตำแหน่งรับใช้กันอยู่เต็มบ้านจนแก่จนตายก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร แต่แค่คุณทักษิณ อดีตนายกฯ อายุ 75 ปี ป่วยมารักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 จะเอากันเป็นกันตายถึงขั้นวิกฤต

แนะก้มหน้ารับกรรม

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กNantiwat Samart ระบุว่า… ก้มหน้ารับกรรมเถอะ ตามที่แพทยสภาได้มีมติลงโทษแพทย์ที่บกพร่องในการทำหน้าที่. รอการให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีข่าวลอยลมว่า แพทย์บางท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับอยากเตือนคุณหมอว่า. คิดให้ดีนะ. หากฟ้องศาล. เอกสาร. ข้อเท็จจริงอื่นๆที่ไม่ได้ส่งให้แพทยสภา. หากฟ้อง. เอกสารทุกชิ้นจะถูกเรียกแสดงต่อหน้าศาล. จะหนักขึ้นกว่าเดิมไหม
อยากแนะนำว่า. ก้มหน้ารับกรรมเถอะ. แต่ใจจริงอยากยุนะ.สู้เข้าไป. ไอ้โม่งจะได้เดือดร้อนด้วย

สส.โรมย้ำดีลปีศาจ

นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่น X ชื่อบัญชี “Rangsiman Rome” ระบุว่า เห็นหลายคนออกมาโต้ว่า ไม่ต้องวิกฤตก็สามารถไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจได้ เพราะเป็นการป่วยเฉพาะทาง บลาๆ การออกมาโต้แบบนี้ ยิ่งย้ำว่า 1. ตลอดระยะเวลาที่คุณทักษิณรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ใช่วิกฤตจริงๆ การที่ราชทัณฑ์และรัฐมนตรียุติธรรมในเวลานั้นออกมาเล่นใหญ่ทำราวกับว่าคุณทักษิณป่วยปางตายจึงเป็นเรื่องเท็จ ขณะเดียวกันบุตรสาวของคุณทักษิณ แม้ในเวลานั้นจะไม่ใช่นายกรัฐมนตรี แต่การได้เห็นหน่วยงานราชทัณฑ์ ออกมาสาปแช่งคุณทักษิณว่าป่วยหนักราวกับต้องกินข้าวผ่านธูป คุณแพทองธารกลับเก็บงำเรื่องนี้ไว้ เพราะบิดาของตนเองได้ประโยชน์จากการอยู่สุขสบายในห้อง VVIP ถ้าจะเถียงว่าไม่จำเป็นต้องวิกฤตก็สามารถไปรักษาตัวที่
โรงพยาบาลตำรวจได้ ทำไมพึ่งมาเถียงเอาตอนนี้ ตอนนั้นกลับปิดปากเงียบ

2. ถ้าป่วยไม่วิกฤต ราชทัณฑ์เค้าก็มีโรงพยาบาลของราชทัณฑ์รวมไปถึงสถานพยาบาลของราชทัณฑ์อีกด้วย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ หรือถ้าจะอยู่โรงพยาบาลตำรวจก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ยาวขนาดนี้ กระบวนการทั้งหมดมันคือการสมคบกันเพื่อละเมิดกฎหมายยกเว้นกฎเกณฑ์กติกาทั้งปวงเพียงเพราะไม่ต้องการได้ชื่อว่า ติดคุกแม้เพียงวันเดียว

3. แล้วคุณทักษิณอยู่สบายแค่ไหน ก็สบายเพียงพอที่จะให้ใครก็ตามไปเยี่ยมได้ หลักฐานเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมาก มีคนที่เคยไปเจอคุณทักษิณออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ให้ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น คุณทักษิณยังมีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ดูโซเชียลมีเดียอีกด้วย เอาแค่ 3 ข้อนี้ มันก็ชัด

ยิ่งกว่าชัดว่า กรณีชั้น 14 เป็นเรื่องราวของการสมคบกันเพื่อกระทำความผิด โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะมีกฎหมายอย่างไร ผมทราบดีว่าตระกูลชินวัตรไม่ได้เลวบริสุทธิ์ เป็นปุถุชนที่มีความชั่วดีผสมกันไป แต่สำหรับเรื่องกรณีชั้น 14 ท่านใช้ดีลปีศาจ สมคบกับอดีตหัวหน้ารัฐประหารเพื่อช่วยเหลือบิดาของตนเองทำลายกระบวนการยุติธรรมจนย่อยยับ

คปท.ตามขยี้เทวดาแม้ว

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์ข้อความผ่าน
เฟซบุ๊กว่า ใส่รองเท้าผ้าใบแล้วไปต่อ วันจันทร์ที่ 12 พ.ค. รวมพลไทยไม่เสียดินแดน จ.สุรินทร์ ขึ้นปราสาทตาเมือนธม

อังคารที่ 13 พ.ค. หน้าทำเนียบรัฐบาล แพทองธาร ออกไป รับผิดชอบ ชั้น 14

พุธที่ 14 พ.ค. สถานทูตมาเลเชีย ยื่นหนังสือให้นายอันวาร์ อิบราฮิม ทบทวนตั้ง ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน เพราะจะกลายเป็นเงื่อนไขหลบหนีคดี

พฤหัสที่ 15 พ.ค. ไปกระทรวงสาธารณสุข ยื่นหนังสือ ไม่ให้ รมว.แทรกแซง มติแพทยสภามีใจก็มาร่วมกันคปท. ศปปส. กองทัพธรรม.

วอนฝ่ายค้านอย่าถล่มอุ๊งอิ๊งค์

น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพาดพิงถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบว่า เป็นเพียงตัวแทนของพ่อ ที่ทำอะไรไม่ได้เหมือนพ่อเลย

น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า น.ส.แพทองธาร ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน และการเจรจาเรื่องการค้าเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากมีบุคคลใดที่มีศักยภาพสามารถให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือประเทศได้ การดึงเอาทุกกลไก รวบรวมทุกสรรพกำลังเพื่อช่วยกันถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีทั้งประสบการณ์และเครือข่ายในระดับโลก ก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ

“ฝ่ายค้านควรเปิดใจ ลดอคติ เลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ การเป็นฝ่ายค้านไม่ได้หมายความว่าต้องคัดค้านทุกเรื่อง ในสถานการณ์วิกฤตต้องคิดใช้ทุกศักยภาพให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเอาแต่พูดเสียดสี บางทีสงบปากสงบคำไว้บ้าง
จะเป็นผลดีมากกว่า“ น.ส.ชญาภา กล่าว

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เชียงราย

ด้านร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา เขต 1 พรรคกล้าธรรม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่หนองน้ำสาธารณะหนองหลวง อ.เวียงชัย จ.เชียงราย เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ และมี ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนมาร่วมต้อนรับจำนวนมาก

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้ร่วมปล่อยพันธุ์ปลานิลและปลาตะเพียน รวม 20,000 ตัว ลงในหนองน้ำสาธารณะหนองหลวง ที่เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งใช้ในการทำการเกษตร ทำประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 8,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ คืออำเภอเวียงชัย และอำเภอเมืองเชียงราย ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับปากกับประชาชนในพื้นที่ว่า จะนำปัญหาและความต้องการของประชาชนที่ได้รับฟังในวันนี้ไปเสนอต่อคณะ กมธ.บริหารจัดการน้ำ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

“ผมจะเสนอให้มีการดำเนินการขุดลอกและปรับปรุงระบบระบายน้ำ และส่งเสริมให้หนองหลวงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมเตรียมประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาเพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘วิสุทธิ์’เสียดาย3พันล้าน ค้านทำประชามติเปิดบ่อน

‘วิสุทธิ์’เสียดาย3พันล้าน ค้านทำประชามติเปิดบ่อน

‘วิสุทธิ์’เสียดาย3พันล้าน ค้านทำประชามติเปิดบ่อน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ “ประธานวิปรัฐบาล” ระบุ ร่างกฎหมายคอมเพล็กซ์ไม่ต้องทำประชามติ เพราะ สส. เปรียบเป็นตัวแทนแล้ว ระบุถ้าทำประชามติต้องเสียเงิน 3 พันล้าน

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และประธานสส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ สส. ลงพื้นที่ทำความเข้าใจประชาชนช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร(เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์) และวันที่ 13 พ.ค. ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยหรือไม่ว่า คงไม่ได้คุยกัน เพราะเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์เป็นเรื่องหลัง มีเวลาอีก 2 เดือน เป็นหน้าที่รัฐบาลชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ตอนนี้เห็นรัฐมนตรีหลายคนได้ชี้แจงไปแล้ว เชื่อมั่นว่า มีเวลาให้ศึกษาได้ทำความเข้าใจกันก่อน คงไม่ได้มีการพูดกันในช่วงนี้ ช่วงนี้เน้นเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ

เมื่อถามว่า ทางออกของความขัดแย้งควรจะมีการทำประชามติหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า วันนี้พูดถึงการทำประชามติก็ยังไม่เคยเห็นรัฐมนตรีท่านไหนพูดเรื่องประชามติ เวลากฎหมายประชามติเข้าไปก็อยู่อีกหลายเดือน กฎหมายประชามติยังไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นหากออกกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ถ้ามีคนเรียกร้องว่าต้องทำประชามติทุกครั้ง แล้วเราจะออกกฎหมายได้หรือไม่ ตัว สส.คือตัวแทนประชามติแล้ว เพราะมาจากประชาชน 

“ฉะนั้น ต่อไปหากใครเสนอกฎหมายอะไร แล้วมีการเรียกร้องให้ทำประชามติ รอบละ 3,000 ล้านบาท ไหวหรือไม่ เดือนนึงถ้าออกกฎหมาย 3 ฉบับ และทำประชามติทั้ง 3 ฉบับมันก็ไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้น สส.คือตัวแทน ถ้ารัฐธรรมนูญทำประชามติอันนั้นเห็นด้วย แต่เรื่องอื่นให้อธิบายความกันก่อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ชี้แจงกับประชาชนให้เข้าใจเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ และเมื่อเข้าใจแล้ว เราค่อยมาว่ากัน ซึ่งมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน ก็ไม่เร่งด่วนอะไรเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องทำไป แต่วันนี้ สส.พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ก็ไปทำความเข้าใจกับประชาชน ทุกคนก็ต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่วิ่งไปตามกระแสอย่างเดียว ต้องพูดในข้อเท็จจริงก่อนถึงเวลานั้นจะเป็นอย่างไรค่อยมาว่ากันอีกที วันนี้ต้องเอางบประมาณฯให้ผ่านก่อน เพราะเป็นเรื่องใหญ่” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ยอดป่วยโควิดพุ่ง สัปดาห์เดียว8พัน รบ.แนะวิธีป้องกัน

ยอดป่วยโควิดพุ่ง สัปดาห์เดียว8พัน รบ.แนะวิธีป้องกัน

ยอดป่วยโควิดพุ่ง สัปดาห์เดียว8พัน รบ.แนะวิธีป้องกัน

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยอดป่วยโควิดพุ่ง สัปดาห์เดียว8พัน รบ.แนะวิธีป้องกัน

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศกลับมา น่าเป็นห่วง หลังพบผู้ป่วยพุ่งถึง 8,446 รายในช่วงหนึ่งสัปดาห์ รัฐบาลห่วงใกล้ เปิดเทอม เตือนประชาชนต้องดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมแนะวิธีปฏิบัติป้องกันโควิดอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2568นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลห่วงใยประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2568จากข้อมูลพบผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 8,446 ราย เข้ารับการรักษาทั้งในระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่รวมคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 0-4 ปี วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่27 เมษายน 2568) พบว่าจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตแล้ว5 ศพ

นายคารมกล่าวว่า การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ควรปฏิบัติ ดังนี้
1.การลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการกินอย่างปลอดภัย กินสุกอุ่นร้อน ปรุงใหม่ ใช้ภาชนะแยกเฉพาะ ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร

2.ล้างมือบ่อยๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70%

3.ล้างผักผลไม้ถูกวิธี เปิดก๊อกน้ำไหล เกิน 5 นาที หรือล้างด้วยการแช่เบคกิ้งโซดา หรือแช่น้ำด่างทับทิม ก่อนกินหรือปอกเปลือก หรือก่อนแช่ตู้เย็น 4.สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด-19 หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากN-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด

“ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแสดงอาการ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยหลังรับเชื้อประมาณ 3-4 วัน และหลังติดเชื้อ ควรแยกตัวอย่างน้อย5 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีโอกาสแพร่เชื้อถึง 50% ในวันที่ 7 โอกาสลดลงเหลือ 25-30% และเหลือประมาณ 10% ภายในวันที่ 10 ดังนั้นควรแยกตัวจนไม่มีอาการ และตรวจ ATK ซ้ำจนได้ผลลบ พร้อมสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโดยเฉพาะหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น หรือลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หากล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตได้” นายคารม ระบุ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทย์ออกมาเตือนโควิดกลับมาระบาดหนักว่า สถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 – ปัจจุบัน มีผู้ป่วยสะสม 53,676 ราย เสียชีวิต 16 ศพโดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 16,723 รายซึ่งเริ่มมีการติดเชื้อสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 15 และติดเชื้อสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 18 ระหว่างวันที่ 27 เม.ย. -3 พ.ค.2868 จำนวน 14,349 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ศพ ซึ่งมีการติดเชื้อมากที่สุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 4,624 ราย รองลงมา จ.ชลบุรี 1,177 ราย จ.นนทบุรี 866 ราย และ จ.ระยอง 553 ราย แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ 19ระหว่างวันที่ 4-10 พ.ค.2568ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12,543 ราย
โดยจะเห็นได้ว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ เริ่มลดลงแล้ว

“จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ประเทศไทยสามารถพบผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคมีความสัมพันธ์กับกิจกรรม หรือ การรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก รวมถึงปัจจัยด้านฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งขอเน้นย้ำว่า โรคโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี จึงขอให้พี่น้องประชาชน ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโควิด-19 ปัจจุบัน ติดง่าย แต่อาการรุนแรงน้อย แต่ก็ขอเน้นย้ำ ให้ระมัดระวัง ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า กรณีเกิดการเจ็บป่วย หรือ สงสัยว่าเป็นโควิด-19 ควรปฏิบัติ คือ 1.หากมีอาการสงสัย หรือ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที 2.หากผลการตรวจเป็นบวก ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว หากจำเป็นต้องออกจากที่พัก ขอให้เข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 3.กรณีที่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ โดยที่อาการไม่รุนแรง แต่ไม่สามารถตรวจ ATK ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ หากจำเป็น จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 4.กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการ และ 5.งดหรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 หากไม่สามารถหลีกเลี่ยง จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ศ.ดร.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “โควิด-19 กำลังระบาดอย่างมากจะต้องฉีดวัคซีนหรือไม่” ระบุว่าโรคทุกโรคที่ป้องกันได้ควรจะได้รับการป้องกัน แต่การป้องกันมีหลายวิธี ตั้งแต่ล้างมือทำความสะอาด ลดการแพร่กระจายของโรค ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการเข้าชุมชนคนหมู่มาก วัคซีนเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง

โรคโควิด-19 ในระยะแรก ปีแรกๆรุนแรงมากมีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 1 และมีอัตราการลงปอดเป็นปอดบวมสูงมากโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลสูงมากๆ แต่ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานแล้ว จากการติดเชื้อ และฉีดวัคซีน และไวรัสโควิดก็ลดความรุนแรงของโรคลงมา ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ เปรียบเทียบได้กับไข้หวัดใหญ่ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวนมาก ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยเพราะเคยเป็นมาแล้ว ยกเว้นมีร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัว ก็เป็นเช่นเดียวกันกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่อาจจะรุนแรงขึ้น

ทำไมเรายังต้องให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งที่ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่กับโควิด ไม่ต่างกันมากแล้ว วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันการติดเชื้อได้ประมาณ 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หวังป้องกันความรุนแรงของโรค แต่เรายังแนะนำให้ฉีดโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้เพราะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ใช้กันมานานมากแล้วร่วม 50 ปี มีราคาถูก และอาการข้างเคียงต่ำ เมื่อมาเปรียบเทียบกับวัคซีนโควิดในปัจจุบัน โควิดไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อน้อยมาก วัคซีนมีราคาแพงมาก มากกว่าไข้หวัดใหญ่เกือบ 10 เท่า และมีอาการข้างเคียงมากกว่า

ดังนั้นในปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยง โดยทางภาครัฐสนับสนุน ให้ได้ฉีดฟรี ส่วนวัคซีนโควิด เมื่อคิดถึงความคุ้มทุน และประโยชน์ที่ได้ เมื่อโรคลดความรุนแรงลง โดยส่วนตัวจึงไม่แนะนำ และถ้าป่วยให้รีบให้การรักษา เพราะมียาที่มีประสิทธิภาพ

แข่งดุเลือกตั้งเทศบาลทั่วปท. ซื้อเสียง/จัดเลี้ยงอื้อ กกต.เผยร้องเรียน338เรื่อง

แข่งดุเลือกตั้งเทศบาลทั่วปท. ซื้อเสียง/จัดเลี้ยงอื้อ กกต.เผยร้องเรียน338เรื่อง

แข่งดุเลือกตั้งเทศบาลทั่วปท. ซื้อเสียง/จัดเลี้ยงอื้อ กกต.เผยร้องเรียน338เรื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แข่งดุเลือกตั้งเทศบาลทั่วปท. ซื้อเสียง/จัดเลี้ยงอื้อ กกต.เผยร้องเรียน338เรื่อง คุมเข้ม‘เชียงใหม่-โคราช’ สั่งจับตาพื้นที่พิเศษ33แห่ง ตั้งเป้าประชาชนใช้สิทธิ์70%

กกต.พร้อมแล้วจัดเลือกตั้งเทศบาลอาทิตย์ 11 พฤษภาคมนี้ กำชับระวังพายุ จับตาพิเศษ 33 แห่ง เชียงใหม่–โคราช-พัทยา พื้นที่การเมืองดุ พร้อมตั้งด่านตรวจตราแล้ว เผยมีเรื่องร้องเรียนแล้ว 338 เรื่อง ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 70% เตือน 6 ข้อต้องระวัง ชี้โทษสูงทั้งจำ ทั้งปรับ ถอนสิทธิเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์ รองเลขาธิการกกต. แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากทั้ง 76 จังหวัด ว่าได้รับมอบอุปกรณ์ หีบบัตร บัตรเลือกตั้ง มีการจัดเก็บและเตรียมความพร้อมของสถานที่จัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 11 พ.ค.นี้ โดยมีเทศบาลที่ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด 2,463 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 33 แห่ง เทศบาลเมือง 213 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,217 แห่ง ส่วนจำนวนนายกเทศมนตรี ทั้งหมด 2,128 แห่ง พบว่ามีผู้สมัครทั้งหมด 4,558 คน และสมาชิกสภาเทศบาล 2,462 แห่ง ซึ่งจะต้องเลือกให้ได้ 31,218 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 60,515 คน

ส่วนหน่วยที่มีการเลือกตั้งเฉพาะนายกเทศมนตรีอย่างเดียว เนื่องจากสมาชิกสภาเทศบาลมีการเลือกตั้งแล้วด้วยเหตุยุบสภา มี 1 แห่งคือ เทศบาลตำบลน้ำยืน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่การจัดเลือกตั้งเฉพาะสมาชิกสภาเทศบาลอย่างเดียวมี 335 แห่ง ทั้งนี้ ทางกกต.ได้ตั้งเป้าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์กว่า 70% จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์อยู่ที่ 60%

รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ทั้งนี้ มีข้อควรระวังของผู้สมัครที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ 1.ห้ามหาเสียงในวันก่อนวันเลือกตั้งและวันเลือกระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 พ.ค. 2568 ถึง 24.00 น. วันที่11 พ.ค. 2568 ไม่ว่าจะเป็นรถแห่ การโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียแอปพลิเคชั่นไลน์ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ฝ่าฝืนโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ 2.ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยว
ผู้มีสิทธิ์ไม่ให้ไปใช้สิทธิ์ ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี 3.ห้ามนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาขัดขวางลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไปใช้สิทธ์ิ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.ห้ามขายหรือแจกจ่ายสุราในเวลาเลือกตั้ง ระหว่างเวลา 18.00 น.วันที่ 10 พ.ค. 2568 ถึงเวลา 18.00 น.วันที่ 11 พ.ค. 2568 ในทุกจังหวัด ยกเว้นพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ อบต.เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ที่มีการจัดการเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 5.ห้ามผู้สมัครจัดยานพาหนะนำหรือส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป-กลับหน่วยเลือกตั้ง โดยไม่คิดค่าโดยสาร เพราะจะถือว่าเป็นการให้หรือจูงใจให้ลงคะแนน ยกเว้นกรณีหน่วยงานราชการจัดอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ หรือได้รับการร้องขอ หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 20,000- 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และ6.ห้ามเล่นหรือจัดให้มีการพนันเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนให้ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี หากเป็นผู้สมัคร โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า สำหรับรายงานเรื่องร้องเรียนนับตั้งแต่วันที่มีการประกาศให้จัดการเลือกตั้งจนถึงวันที่ 9 พ.ค.2568 มีรายงานเรื่องร้องเรียนเข้ามาทั้งหมดจำนวน 338 เรื่อง แบ่งเป็นคำร้องเรียน 335 เรื่อง และความปรากฏอีก 3 เรื่องขณะนี้พิจารณาแล้วเสร็จไปแล้ว 7 เรื่อง ที่เหลือยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางจังหวัด ส่วนรายละเอียดของเรื่องที่ร้องเรียนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการจำแนกจากฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แต่ก็มีเรื่องร้องเรียนการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงอยู่ในนั้นด้วย

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษ พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่ที่เราจับตาเป็นพิเศษก็คือพื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง เทศบาลนครใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา ได้มีการตั้งด่านตรวจสอบตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค.แล้ว นอกจากนี้ยังได้ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมสถานที่รองรับเหตุที่อาจจะทำให้ไม่สามารถจัดลงคะแนนเลือกตั้งได้ เพราะตอนนี้เข้าใจว่าหลายพื้นที่มีฝนตก พายุเข้า

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีเหตุผลและความจำเป็นไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งให้ประธานกรรมการรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายเวลาสอบสวนตามความจำเป็น และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาขยายเวลาได้ครั้งละไม่เกินหกสิบวันในกรณีที่ได้มีการขยายเวลาจนทำให้การสอบสวนดำเนินการเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนครั้งแรก ตามข้อ 27 ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายงาน อ.ก.พ.กระทรวงที่ผู้ถูกกล่าวหาสังกัดอยู่ทราบ เพื่อติดตามเร่งรัดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

เมื่อพิจารณาตามกฎก.พ.ฉบับนี้แล้วจะเห็นได้ว่า การดำเนินการสอบสวนทางวินัยก็มีมาตรการเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนเช่นกัน

5.ส่วนตรงนี้เราจะมารับรู้ถึงปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการกับบรรดาข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ตลอดจนพนักงานมหาวิทยาลัย ตลอดจนลูกจ้างว่า หากมีการกระทำผิดทางวินัยและคดีอาญาด้วย จะต้องดำเนินการประการใดบ้าง ตรงนี้เป็นกรณีที่ส่วนราชการและหน่วยงานที่มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับที่ก.พ.(คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน)กำหนดจึงได้หารือก.พ.ว่าหากเกิดปัญหาว่ามีบุคลากรของหน่วยงานกระทำความผิดซึ่งเกี่ยวข้องทั้งทางวินัยและคดีอาญาแล้วจะดำเนินทั้งทางวินัยและคดีอาญาไปพร้อมกันได้ไหมจึงหารือมายังก.พ.เพื่อขอความเห็นประกอบการดำเนินการต่อไป

ก.พ.ได้พิจารณากรณีในลักษณะนี้แล้วมีความเห็นโดยสรุปว่า ในการพิจารณารายงานการลงโทษข้าราชการที่กระทรวง ทบวง กรม รายงานไปยังก.พ.ปรากฏอยู่เสมอว่าการสอบสวนพิจารณาข้าราชการยังมิได้ปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วตามมติคณะรัฐมนตรี (นว.41/2497)ดังกล่าวสาเหตุแห่งความล่าช้าในการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยแห่งข้าราชการประการหนึ่งคือ ในกรณีที่การกระทำของข้าราชการเข้าลักษณะความผิดพลาดทางอาญาด้วย การดำเนินการทางวินัยสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัย มักจะรอฟังผลการดำเนินการทางคดีอาญาก่อน

 (อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

กมธ.พัฒนาสังคมฯจัดสัมมนา‘สลาก กอช.’ หนุน‘หวยเกษียณ’สร้างหลักประกันวัยชรา

กมธ.พัฒนาสังคมฯจัดสัมมนา‘สลาก กอช.’ หนุน‘หวยเกษียณ’สร้างหลักประกันวัยชรา

กมธ.พัฒนาสังคมฯจัดสัมมนา‘สลาก กอช.’ หนุน‘หวยเกษียณ’สร้างหลักประกันวัยชรา

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.33 น.

กมธ.พัฒนาสังคมฯจัดสัมมนา‘สลาก กอช.’ หนุน‘หวยเกษียณ’สร้างหลักประกันวัยชรา

       วันที่ 10 พฤษภาคม 2568  คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา นำโดย นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เตรียมจัดสัมมนา “สลาก กอช. การออมทางเลือกใหม่เพื่อวัยเกษียณ: เปิดมุมมองร่าง พ.ร.บ.หวยเกษียณ” ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00–14.00 น. ณ ห้องประชุม 402–403 อาคารรัฐสภา เพื่อรับฟังความเห็นรอบด้านต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….   ร่างกฎหมายดังกล่าวมุ่งเพิ่มอำนาจให้กองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.) ออก “สลากออมทรัพย์เพื่อการดำรงชีพในยามชราภาพ” หรือ “สลาก กอช.” ซึ่งรู้จักในชื่อ “หวยเกษียณ” เพื่อส่งเสริมวินัยการออมและสร้างหลักประกันรายได้ให้ผู้เกษียณ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบางที่ขาดสวัสดิการภาครัฐ สลากนี้เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเงินจากการซื้อจะสะสมในกองทุนและถอนได้พร้อมผลตอบแทนเมื่ออายุครบ 60 ปี

        ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กอช., กระทรวงการคลัง, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีประเด็นที่กังวล เช่น ความกังวลเรื่องผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหวยเกษียณ การกำหนดผลตอบแทนที่ชัดเจน การศึกษาผลกระทบจากเงินเฟ้อ ความมั่นคงของกองทุนระยะยาว และการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเข้าใจ

       ดังนั้น คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม วุฒิสภา จึงจัดการสัมมนาในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ โดยมีวิทยากรจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้แทนประชาชนกลุ่มต่างๆร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้ร่างกฎหมายสมบูรณ์และตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯมั่นใจว่าหากร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยระบบบริหารจัดการที่โปร่งใสและผลตอบแทนจูงใจ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ ลดภาระงบประมาณรัฐ และสร้างความยั่งยืนให้ผู้สูงอายุในอนาคต

สทร. อกหักซ้ำซาก อดีต สว. โพสต์ข่าวร้าย ‘ทักษิณ’

สทร. อกหักซ้ำซาก อดีต สว. โพสต์ข่าวร้าย 'ทักษิณ'

สทร. อกหักซ้ำซาก อดีต สว. โพสต์ข่าวร้าย ‘ทักษิณ’

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.06 น.

ภายหลังศาลอาญาไต่สวนคำร้องของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ขอเดินทางออกนอกประเทศ โดยศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่อนุญาตให้นายทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศกาตาร์ ตามคำเชิญของเจ้าผู้ครองนครรัฐกาตาร์ เหตุเพราะเป็นหมายนัดส่วนตัว ยังไม่มีกำหนดการชัดเจน การไปเจอ “โดนัล ทรัมป์” เป็นเพียงการคาดหมายเท่านั้น

ล่าสุด นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความระบุว่า “ข่าวร้ายของสทรซ้ำอีก ศาลอุทรณ์ยืนตามศาลต้นไม่อนุญาตให้ไปดักพบทรัมป์ที่กาต้าร์ ด้วยเหตุไม่มีหลักฐานว่าทรัมป์เชิญและใกล้วันศาลฎีกาบังคับคดีชั้น14 นัดพร้อมไต่สวน 13 มิ.ย. #จบข่าว” 

.-008 

‘ศรีสุวรรณ’ ลั่นรอชมด่านต่อไป ป.ป.ช.จะชี้มูลเมื่อไหร่ ปมแพทย์ช่วย ‘ทักษิณ’ ชั้น 14

'ศรีสุวรรณ' ลั่นรอชมด่านต่อไป ป.ป.ช.จะชี้มูลเมื่อไหร่ ปมแพทย์ช่วย 'ทักษิณ' ชั้น 14

‘ศรีสุวรรณ’ ลั่นรอชมด่านต่อไป ป.ป.ช.จะชี้มูลเมื่อไหร่ ปมแพทย์ช่วย ‘ทักษิณ’ ชั้น 14

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.48 น.

ร้องแพทย์สภาคนแรก! ‘ศรีสุวรรณ’ ลั่นรอชมด่านต่อไป ป.ป.ช.จะชี้มูลเมื่อไหร่ ปมแพทย์ช่วย ‘ทักษิณ’ ชั้น 14 

10 พ.ค. 68 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “เรื่อง รพ.ตำรวจขั้น 14 ผมร้องเรียนแพทยสภา เป็นคนแรกเมื่อ 24 ตุ.ค.2566 (ก่อนหน้านั้น ได้ร้อง ป.ป.ช.ไว้แล้ว) ต้องใช้ระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน กว่าคณะกรรมการแพทยสภา จะมีมติออกมาตามคำกล่าวหาของผม ตลอดระยะเวลาดังกล่าวผมต้องส่งเอกสาร หลักฐาน ข้อมูล คำชี้แจงที่คณะอนุกรรมการฯ แจ้งให้ไปชี้แจงหรือจัดส่งถึง 2 ครั้ง และนำความไปฟ้องศาลปกครองเพื่อตีกรอบให้คณะกรรมการไม่เบี้ยวอีก 1 คดี แม้จะมีเอฟเฟ็กซ์กลับมาที่ตัวผมเพื่อเตะตัดขา แต่ผมไม่ยอมในที่สุดก็มีวันที่คณะกรรมการแพทยสภามีมติออกมา ดังที่เป็นข่าวครับ ด่านต่อไป รอว่าเมื่อไหร่ ป.ป.ช.จะชี้มูลครับ…!!!”

.-008 

‘ภูมิใจไทย’ แตกหัก ‘เพื่อไทย’ คดีฮั้ว สว.เป็นเหตุ ส่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 – ยุบสภา

'ภูมิใจไทย' แตกหัก 'เพื่อไทย' คดีฮั้ว สว.เป็นเหตุ ส่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 - ยุบสภา

‘ภูมิใจไทย’ แตกหัก ‘เพื่อไทย’ คดีฮั้ว สว.เป็นเหตุ ส่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 – ยุบสภา

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยสำนักข่าวอิศรา ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมีความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต)ได้ออกหมายเรียก 54 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้มารับทราบข้อกล่าวหา โดยอ้างว่ามีเหตุผลอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการ กกต. ว่า ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 และเตรียมออกหมายเรียก สว. กลุ่มที่สองอีก 97 รายรวมถึงกลุ่มผู้บงการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพุ่งเป้าไปที่บ้านใหญ่บุรีรัมย์ โดยมองว่าเป็นเกมการเมืองจาก ’นายใหญ’ ของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการกดดันพรรคภูมิใจไทยเพื่อช่วงชิงเสียงในวุฒิสภา

แหล่งข่าวกล่าวว่า รายชื่อ สว. 54 รายที่ถูกหมายเรียกในกลุ่มแรก ได้หลุดมาถึงมีแกนนำพรรคภูมิใจไทยมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเห็นชัดว่าทำกันอย่างรีบร้อน แต่จริง ๆ แล้ว การดำเนินการเรื่องนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอน เช่นชี้แจงข้อกล่าวหาของคนซื้อออกหมายเรียก การสอบพยานหลักฐานตามที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง การสรุปสำนวนเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งลงมติชี้ขาด และการสรุปสำนวนเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

“การออกหมายเรียก กลุ่ม สว. 54 ราย ไปรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 คงไม่มีใครไปตามหมายเรียกอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้การสรุปสำนวนการสอบสวนล่าช้า อีกนานหลายเดือน ”แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำครั้งนี้ คงทำให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยแตกหักกันอย่างแน่นอน ไม่สามารถพูดคุยประนีประนอมกันได้แล้ว เหมือนที่ผ่านมา

“ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 28-30 พ.ค. นี้ โอกาสร่าง พ.ร.บ. จะไม่ผ่านความเห็นชอบมีอยู่สูงมาก ถ้า สส. พรรคภูมิใจไทยไม่ยกมือให้ นั่นหมายความว่า นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาฯ และต้องมีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อม” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็คงไม่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา เพราะไปเล่นงาน สว. เกือบทั้งสภา ซึ่ง สว. กลุ่มนี้ไม่ยกมือให้แน่นอน

“ ถ้าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็ต้องส่งกลับไปที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติอีกครั้งหนึ่ง ต้องใช้เสียงยืนยันเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่จึงจะถือว่าผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ต้องลุ้นอีกว่าจะได้เสียงจำนวนเท่านั้นหรือไม่“ แหล่งข่าวระบุ 

สำนักข่าวอิศรารายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 325 เสียง จากทั้งหมด 493 เสียง
ประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาล 15 พรรค ดังนี้:

1. พรรคเพื่อไทย – 141 เสียง
2. พรรคภูมิใจไทย –69 เสียง
3. พรรครวมไทยสร้างชาติ – 36 เสียง
4. พรรคกล้าธรรม23 เสียง
5. พรรคประชาธิปัตย์ – 21 เสียง

6. พรรคชาติไทยพัฒนา – 10 เสียง
7. พรรคประชาชาติ – 9 เสียง
8. พรรคชาติพัฒนา – 3 เสียง
9. พรรคไทรวมพลัง – 2 เสียง
10. พรรคประชาธิปไตยใหม่ – 1 เสียง

11. พรรคครูไทยเพื่อประชาชน – 1 เสียง
12. พรรคใหม่ – 1 เสียง
13. พรรคท้องที่ไทย – 1 เสียง
14. พรรคพลังสังคมใหม่ – 1 เสียง
15. พรรคไทยสร้างไทย – 6 เสียง

การลงมติไม่ไว้วางใจ น.ส. แพทองธาร ล่าสุด ได้ 319 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถ้า สส. พรรคภูมิใจไทยไม่ยกมือสนับสนุนร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และ สส. พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดยกมือสนับสนุน จะได้เสียงประมาณ 255-256 เสียง

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักข่าวอิสรา 

‘ชญาภา’วอนฝ่ายค้านลดอคติ เชื่อ’อุ๊งอิ๊งค์’ใช้ทุกกลไกบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สูงสุด

'ชญาภา'วอนฝ่ายค้านลดอคติ เชื่อ'อุ๊งอิ๊งค์'ใช้ทุกกลไกบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สูงสุด

‘ชญาภา’วอนฝ่ายค้านลดอคติ เชื่อ’อุ๊งอิ๊งค์’ใช้ทุกกลไกบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สูงสุด

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

วอนฝ่ายค้านลดอคติ เลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ – เชื่อ “แพทองธาร” ใช้ทุกกลไกบริหารประเทศเพื่อประโยชน์สูงสุด

10 พ.ค.68 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพาดพิงถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบว่า เป็นเพียงตัวแทนของพ่อ ที่ทำอะไรไม่ได้เหมือนพ่อเลย

น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า น.ส.แพทองธาร ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน และการเจรจาเรื่องการค้าเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากมีบุคคลใดที่มีศักยภาพสามารถให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือประเทศได้ การดึงเอาทุกกลไก รวบรวมทุกสรรพกำลังเพื่อช่วยกันถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีทั้งประสบการณ์และเครือข่ายในระดับโลก ก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ

“ฝ่ายค้านควรเปิดใจ ลดอคติ เลิกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ การเป็นฝ่ายค้านไม่ได้หมายความว่าต้องคัดค้านทุกเรื่อง ในสถานการณ์วิกฤตต้องคิดใช้ทุกศักยภาพให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเอาแต่พูดเสียดสี บางทีสงบปากสงบคำไว้บ้างจะเป็นผลดีมากกว่า“ น.ส.ชญาภา กล่าว