รัฐบาลเอาจริง! ลุยจับ’ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน’ทั่วประเทศ ปรับ 5 แสน คุก 2 ปี

รัฐบาลเอาจริง! ลุยจับ'ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน'ทั่วประเทศ ปรับ 5 แสน คุก 2 ปี

รัฐบาลเอาจริง! ลุยจับ’ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน’ทั่วประเทศ ปรับ 5 แสน คุก 2 ปี

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

รัฐบาลเดินหน้าจับหนัก “ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน” ทั่วประเทศ ย้ำโทษหนัก ปรับสูงสุด 5 แสน จำคุก 2 ปี พร้อมตั้งศูนย์เฉพาะกิจลุยตรวจเข้มทุกพื้นที่

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง” (ศปต.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทัวร์นอมินีและมัคคุเทศก์เถื่อนอย่างจริงจัง โดยเน้นการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวและการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 ได้มีการสุ่มตรวจสถานประกอบการของบริษัทนำเที่ยวจำนวน 940 ราย และมัคคุเทศก์ 338 ราย พบการกระทำความผิดของบริษัทนำเที่ยว ได้แก่ การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต การไม่แสดงใบอนุญาต และการไม่ทำประกันให้นักท่องเที่ยว ส่วนความผิดของมัคคุเทศก์ ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาต และการไม่แสดงใบสั่งงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยในการโฆษณาขายทัวร์ไม่ว่าช่องทางใด ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาต ชื่อ และที่ตั้งให้นักท่องเที่ยวทราบ และต้องใช้มัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น “รัฐบาลขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยการดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องในการปราบปรามทัวร์เถื่อนและมัคคุเทศก์เถื่อน ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก

จึงขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่กระทำผิด สามารถแจ้งผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจกรมการท่องเที่ยว หรืออีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th” นางสาวศศิกานต์ ระบุ

‘ธนกร’ จี้ กกต.เอาจริงเร่งสอบสนามเลือกตั้งเทศบาลมีซื้อเสียงหนัก ห่วง การเมืองถดถอย

'ธนกร' จี้ กกต.เอาจริงเร่งสอบสนามเลือกตั้งเทศบาลมีซื้อเสียงหนัก ห่วง การเมืองถดถอย

‘ธนกร’ จี้ กกต.เอาจริงเร่งสอบสนามเลือกตั้งเทศบาลมีซื้อเสียงหนัก ห่วง การเมืองถดถอย

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

“ธนกร” จี้ กกต.เอาจริงเร่งสอบสนามเลือกตั้งเทศบาลมีซื้อเสียงหนัก ห่วง การเมืองถดถอย เหตุคนคุมกฎหมายถือดาบแต่ไม่ฟันคนโกง แนะ ลงพื้นที่สอบตรวจเข้ม เรียกศรัทธาประชาชนคืนมา


วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวถึงเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและ นายกเทศมนตรีทั่วประเทศ ในวันอาทิตย์ ที่ 11 พ.ค.นี้ว่า ได้เห็นจากภาพการลงพื้นที่ของผู้สมัครในช่วงที่ผ่านมา ผู้สมัครแต่ละคนพบว่า มีทั้งผู้สมัครอิสระและบางส่วนมีพรรคการเมืองใหญ่ลงไปช่วยสนับสนุนในการหาเสียง เหมือนกับสนามเลือกตั้งในช่วงก่อนหน้านี้คือการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ให้ข้อมูลมาว่าหลายพื้นที่มีการแข่งขันกันดุเดือด ไม่เพียงการปราศรัยหาเสียงเท่านั้น แต่ยังมีการให้เงินซื้อเสียงกันหนักมาก ทราบว่าบางพื้นที่ 2,000-3,000 บาทต่อคน ถือว่าการเมืองไทยเข้าขั้นวิกฤต หากปล่อยให้มีการซื้อเสียงแบบนี้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น

ทั้งนี้ ผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมใช้กฎหมายคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ระดับจังหวัด ต้องเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบเชิงรุกลงพื้นที่รับฟังสืบหาข้อมูลจากประชาชนโดยตรง ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการลุยตรวจสอบจริงจัง เพื่อให้ได้ข้อมูลและสามารถตรวจจับคนซื้อเสียงได้จริง เชื่อว่าหากกกต. ทำงานเข้มข้นจะเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาได้  และขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสหากมีข้อมูลว่ามีผู้ที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งเทศบาลทั่วประเทศกับเจ้าหน้าที่ด้วย

“เป็นห่วงว่าประเทศไทยจะถอยหลังเข้าคลอง ใครอยากเป็นนักการเมืองต้องมีเงินถึงจะชนะเลือกตั้ง ถ้าเป็นแบบนี้แล้วคนดีที่มีความรู้ความสามารถ หากไม่ซื้อเสียงก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนบริหารแผ่นดินได้ใช่หรือไม่ จึงขอฝากกกต.ร่วมกับตำรวจลงไปตรวจเข้มจับจริง ตนสงสัยมากที่ทุกพื้นที่ชาวบ้านรู้หมดว่าใครซื้อเสียง เหตุใดกกต.ถึงไม่ทราบและยังบอกว่าไม่มีการซื้อเสียง จึงขอเรียกร้องไปยังท่านกกต.ผู้ถือดาบถือกฎหมาย ขอให้ช่วยฟันปราบคนโกงเรียกศรัทธาประชาชนกลับคืนมาให้ได้“นายธนกร ย้ำ

กกต.พร้อมเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้ จับตาเข้มพื้นที่การเมืองดุ เผยร้องเรียนแล้ว 338 เรื่อง

กกต.พร้อมเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้ จับตาเข้มพื้นที่การเมืองดุ เผยร้องเรียนแล้ว 338 เรื่อง

กกต.พร้อมเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้ จับตาเข้มพื้นที่การเมืองดุ เผยร้องเรียนแล้ว 338 เรื่อง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

กกต.เผยส่งอุปกรณ์เตรียมพร้อมจัดเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้ กำชับระวังพายุ จับตาพิเศษ 33 แห่ง เชียงใหม่ –โคราช-พัทยา พื้นที่การเมืองดุ พร้อมตั้งด่านตรวจตราแล้ว เผยมีเรื่องร้องเรียนแล้ว 338 เรื่อง ตั้งเป้าคนใช้สิทธิ์ 70% เตือน 6 ข้อต้องระวัง ชี้โทษสูงทั้งจำ ทั้งปรับ ถอนสิทธิ์ลือกตั้ง

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิรพัฒนาลักษณ์  รองเลขาธิการกกต. แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากทั้ง 76 จังหวัด ว่าได้รับมอบอุปกรณ์ หีบบัตร บัตรเลือกตั้ง มีการจัดเก็บและเตรียมความพร้อมของสถานที่จัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 11 พ.ค.นี้  โดยมีเทศบาลที่ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด 2,463 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 33 แห่ง เทศบาลเมือง 213 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,217 แห่ง ส่วนจำนวนนายกเทศ มนตรี ทั้งหมด 2,128 แห่ง พบว่ามีผู้สมัครทั้งหมด 4,558 คน และสมาชิกสภาเทศบาล 2,462 แห่ง ซึ่งจะต้องเลือกให้ได้ 31,218 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 60,515 คน  

ส่วนหน่วยที่มีการเลือกตั้งเฉพาะนายกเทศมนตรีอย่างเดียว เนื่อง จากสมาชิกสภาเทศบาลมีการเลือกตั้งแล้วด้วยเหตุยุบสภา มี 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลน้ำยืน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่การจัดเลือกตั้งเฉพาะสมาชิกสภาเทศบาลอย่างเดียวมี 335 แห่ง ทั้งนี้ ทางกกต.ได้ตั้งเป้าจะมีผู้มาใช้สิทธิกว่า 70% จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วซึ่งมีผู้มาใช้สิทธ์อยู่ที่ 60%

รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ทั้งนี้ มีข้อควรระวังของผู้สมัครที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ 1. ห้ามหาเสียงในวันก่อนวันเลือกตั้งและวันเลือกระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 พ.ค. 2568 ถึง 24.00 น.วันที่ 11พ.ค. 2568 ไม่ว่าจะเป็นรถแห่ การโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดีย แอพพลิเคชั่นไลน์ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  ฝ่าฝืนโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวผู้มีสิทธิไม่ให้ไปใช้สิทธิ ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี 3. ห้ามนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาขัดขวางลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไปใช้สิทธิ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. ห้ามขายหรือแจกจ่ายสุราในเวลาเลือกตั้ง ระหว่างเวลา 18.00 น. วันที่ 10 พ.ค. 2568 ถึงเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พ.ค. 2568 ในทุกจังหวัด ยกเว้นพื้นที่กรุงเทพ มหานคร และพื้นที่ อบต.เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ที่มีการจัดการเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 5.ห้ามผู้สมัครจัดยานพาหนะนำหรือส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป-กลับหน่วยเลือกตั้ง โดยไม่คิดค่าโดยสาร เพราะจะถือว่าเป็นการให้หรือจูงใจให้ลงคะแนน ยกเว้นกรณีหน่วยงานราชการจัดอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ หรือได้รับการร้องขอ หากฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี ปรับ 20,000- 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และ 6. ห้ามเล่นหรือจัดให้มีการพนันเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนให้ ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี หากเป็นผู้สมัคร โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า สำหรับรายงานเรื่องร้องเรียนนับตั้งแต่วันที่มีการประกาศให้จัดการเลือกตั้งจนถึงวันที่ 9 พ.ค.2568 มีรายงานเรื่องร้องเรียนเข้ามาทั้งหมดจำนวน 338 เรื่อง แบ่งเป็นคำร้องเรียน 335 เรื่อง และความปรากฏอีก 3 เรื่องขณะนี้พิจารณาแล้วเสร็จไปแล้ว 7 เรื่อง ที่เหลือยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของทางจังหวัด ส่วนรายละเอียดของเรื่องที่ร้องเรียนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการจำแนกจากฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แต่ก็มีเรื่องร้องเรียนการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงอยู่ในนั้นด้วย

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษ  พ.ต.ท.ระพีพงษ์ กล่าวว่า  พื้นที่ที่เราจับตาเป็นพิเศษก็คือพื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง เทศบาลนครใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พัทยา ได้มีการตั้งด่านตรวจสอบตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค.แล้ว นอกจากนี้ยังได้ให้ทุหน่วยเตรียมความพร้อมสถานที่รองรับเหตุที่อาจจะทำให้ไม่สามารถจัดลงคะแนนเลือกตั้งได้ เพราะตอนนี้เข้าใจว่าหลายพื้นที่มีฝนตก พายุเข้า

‘หมอวรงค์’ขยี้ซ้ำ! ขออธิบายเรื่องป่วยวิกฤติ ให้คนที่ไม่เข้าใจ แต่ชอบสร้างความสับสน

'หมอวรงค์'ขยี้ซ้ำ! ขออธิบายเรื่องป่วยวิกฤติ ให้คนที่ไม่เข้าใจ แต่ชอบสร้างความสับสน

‘หมอวรงค์’ขยี้ซ้ำ! ขออธิบายเรื่องป่วยวิกฤติ ให้คนที่ไม่เข้าใจ แต่ชอบสร้างความสับสน

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพตส์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขออธิบายเรื่องป่วยวิกฤติให้คนที่ไม่เข้าใจ

ผมเห็นข่าว คนที่ออกมาปกป้องนายทักษิณพยายามถูไถ เอามาตรา55 ของพรบ.ราชทัณฑ์มาอ้าง โดยอ้างว่า พรบ.ไม่ได้กำหนดว่า ต้องป่วยขั้นวิกฤติ จึงส่งตัวไปรักษาภายนอก เขาอ้างดังนี้

กรณีการส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 ไม่ได้กำหนดว่า “ต้องป่วยขั้นวิกฤต” เพียงแต่กำหนดว่า หากผู้ต้องขังนั้นต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะทาง หรือถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ส่งตัวผู้ต้องขังดังกล่าวไปรักษานอกเรือนจำ

1.พวกคุณจำการแถลงข่าวของทางราชทัณฑ์ได้ไหม ที่เขาย้ำต้องส่งตัวนายทักษิณไปรพ.ตำรวจ ช่วงเที่ยงคืนเศษ วันที่ 22ต่อ23 สิงหาคม2566  เพราะเกรงว่าจะอันตรายต่อชีวิต การที่จะอันตรายถึงชีวิต ก็แสดงว่าน่าจะวิกฤติ

2.เขายังอ้างอีกว่า รพ.ราชทัณฑ์ เครื่องไม้เครื่องมือไม่พร้อม เพราะปกติควรส่งมาที่รพ.ราชทัณฑ์ จึงต้องส่งมาที่รพ.ตำรวจ แต่ถ้าเข้าไปดูในเว็ปของรพ. จะพบว่า รพ.ราชทัณฑ์เป็นรพ.ขนาดเทียบเท่ารพ.จังหวัด 

มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แยกแผนกเหมือนรพ.จังหวัด มีแลปต่างๆพร้อม มีX-ray มีCT scan ที่ทันสมัย ถ้าอุปกรณ์และแพทย์พร้อมขนาดนี้ ยังรักษานายทักษิณไม่ได้ นายทักษิณต้องวิกฤติมาก ถึงขนาดรพ.ราชทัณฑ์รักษาไม่ได้

3.การที่แพทยสภาแถลงว่า นายทักษิณ ไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่า มีอาการวิกฤติ ถ้าตีความโดยทั่วไปคือ อัตราการหายใจปกติ อัตราการเต้นใจใจปกติ อุณภูมิร่างกายปกติหรือไม่ได้สูงเกิน37องศามากเกินไป ความดันโลหิตปกติ หรือไม่ได้สูงจนใช้ยาควบคุมไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เรียก vital sign หรือสัญญาณชีพ ที่ใช้ดูสภาพของผู้ป่วยง่ายที่สุดว่าวิกฤติหรือไม่ ซึ่งหลอกกันไม่ได้
ถ้าX-rayปอดปกติหรืออาจมีร่องรอยของผังผืดเก่าบ้าง แต่ถ้ามีน้ำในปอดจะเห็นรอยฝ้า แต่ถ้าวิกฤติ จะสัมพันธ์กับอัตราการหายใจ หรือการเต้นหัวใจ รวมทั้งอุณหภูมิร่างกาย เพราะร่างกายมนุษย์จะสัมพันธ์กันหมดเจาะเลือดดูการทำงานตับและไต น่าจะปกติ ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่ามีไตวาย ตับมีปัญหาการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เจาะเลือดดูเอ็นไซม์หัวใจ ไม่น่าจะมีสัญญาณผิดปกติ

ผมจึงอยากย้ำว่า ทางการแพทย์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ มาตอบมั่วไม่ได้ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์อ้างอิง(ผลแลปและการตรวจร่างกาย) เท่ากับว่านักโทษรายนี้ไม่วิกฤติ ก็เพราะว่า ไม่มีผลอะไรที่บ่งบอกว่าวิกฤติ หรือว่าจะเสียชีวิต สิ่งที่ต้องย้ำให้คนที่ชอบแถเข้าใจ ในเมื่อไม่วิกฤติ คือยังไม่อันตรายต่อชีวิต ถ้าเจ็บป่วยก็ป่วยตามสภาพของวัย คุณก็ควรให้ไปรักษาที่รพ.ราชทัณฑ์ รักษาอาการดีขึ้นต้องกลับเรือนจำ ไม่ใช่ให้มานอนเล่นห้อง vvip ของรพ.ตำรวจ….หยุดสร้างความสับสนได้แล้ว

สำหรับท่านใดที่ยังไม่เข้าใจ แต่ชอบสร้างความสับสน อยากเชิญผมไปร่วมอธิบายให้คุณเข้าใจ ผมยินดีรับเชิญครับ ที่ช่องไหนก็ได้

หมายเหตุ ภาพที่นำมาประกอบ ที่เผยแพร่ทั่วไปผ่านสื่อ เข็นไปทำCT scan คนเป็นแพทย์ จะเห็นสิ่งผิดปกติหลายจุด ลองคาดเดากันเอง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หมอวรงค์’ไขคำตอบ ใครเป็นใคร ‘หมอ 3 คน’ ช่วย ‘ทักษิณ’

‘สมศักดิ์’ ขออย่าตื่นตระหนกโควิด-19 รายใหม่ เริ่มลดลง

'สมศักดิ์' ขออย่าตื่นตระหนกโควิด-19 รายใหม่ เริ่มลดลง

‘สมศักดิ์’ ขออย่าตื่นตระหนกโควิด-19 รายใหม่ เริ่มลดลง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

“สมศักดิ์” ขออย่าตื่นตระหนกโควิด-19 กลับมาระบาดหนัก ชี้ ปัจจุบันกลายเป็นโรคประจำถิ่น ติดง่าย แต่อาการรุนแรงน้อย เผย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ เริ่มลดลงแล้ว แนะ ปฎิบัติตามมาตรการสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด เตือน หากเสี่ยง ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา 

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทย์ออกมาเตือนโควิดกลับมาระบาดหนักว่า สถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ 1 ม.ค.68 – ปัจจุบัน มีผู้ป่วยสะสม 53,676 ราย เสียชีวิต 16 ราย โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 16,723 ราย ซึ่งเริ่มมีการติดเชื้อสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 15 และติดเชื้อสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 18 ระหว่างวันที่ 27 เม.ย. – 3 พ.ค.68 จำนวน 14,349 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย ซึ่งมีการติดเชื้อมากที่สุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 4,624 ราย รองลงมา จ.ชลบุรี 1,177 ราย จ.นนทบุรี 866 ราย และ จ.ระยอง 553 ราย แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ 19 ระหว่างวันที่ 4 พ.ค.-10 พ.ค.68 ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือ 12,543 ราย โดยจะเห็นได้ว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ เริ่มลดลงแล้ว 

“จากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ประเทศไทยสามารถพบผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคมีความสัมพันธ์กับกิจกรรม หรือ การรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก รวมถึงปัจจัยด้านฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งขอเน้นย้ำว่า โรคโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี จึงขอให้พี่น้องประชาชน ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโควิด-19 ปัจจุบัน ติดง่าย แต่อาการรุนแรงน้อย แต่ก็ขอเน้นย้ำ ให้ระมัดระวัง ปฎิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรณีเกิดการเจ็บป่วย หรือ สงสัยว่าเป็นโควิด-19 ควรปฏิบัติ คือ 1.หากมีอาการสงสัย หรือ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้ตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที 2.หากผลการตรวจเป็นบวก ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว หากจำเป็นต้องออกจากที่พัก ขอให้เข้มงวดมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 3.กรณีที่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ โดยที่อาการไม่รุนแรง แต่ไม่สามารถตรวจ ATK ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ หากจำเป็น จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 4.กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการ และ 5.งดหรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง 608 หากไม่สามารถหลีกเลี่ยง จะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

โหมโรงโค้งสุดท้าย! ‘ก้าวอิสระ’ ลุยหาเสียง เลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่

โหมโรงโค้งสุดท้าย!  'ก้าวอิสระ' ลุยหาเสียง เลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่

โหมโรงโค้งสุดท้าย! ‘ก้าวอิสระ’ ลุยหาเสียง เลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

โหมโรงโค้งสุดท้าย “ก้าวอิสระ” ลุยหาเสียง เลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ “มาดามหยก” ประกาศ การเมืองยุคใหม่ไม่มีต้นทุน ไม่ถอนทุนคืน เชิญคนทุกเจเนอเรชั่น ทุกเพศ ทุกอาชีพ ทุกวัย  ก้าวออกมาจากกรอบเดิม เลือกนายกเบอร์ 4 และ สท.เบอร์ 19-24 เพื่อพลิกประวัติศาตร์เมืองเชียงใหม่ไปด้วยกัน  

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568  นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือ มาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (INDY Party) นำผู้สมัครนายกเทศมนตรี นายการย์วิชญ์ วงษ์ทอง (อาจารย์ด้วง)  เบอร์ 4 และทีมสมาชิกสภาเทศบาลเบอร์  19-24 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องชาวเมืองเชียงใหม่ พร้อมขอคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกเทศบาลที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.)

นางสาวกชพร กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากพี่น้องชาวเมืองเชียงใหม่ดีมาก เนื่องจากที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่า “มาดามหยก” และทีมงานพรรคก้าวอิสระ (INDY TEAM) ทำงานเพื่อชาวเชียงใหม่มาโดยตลอด และทำมานานต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน และตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้เมืองเชียงใหม่ของเราดีขึ้นมากกว่าเดิมในทุกๆด้าน เป็นพรรคแรกในประเทศไทย ที่ต่อต้านการแบ่งสีแบ่งฝ่าย หลอมรวมทุกสี ทุกเพศทุกวัย ไว้ด้วยกัน ออกมาเป็นสีรุ้งที่งดงาม มีความหวัง 

นางสาวกชพร กล่าวต่อว่า ด้วยความตั้งใจ และใจบริสุทธิ์ในการส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกเทศบาลครั้งนี้ “มาดามหยก” ขอพูดด้วยความภาคภูมิใจว่าพรรคก้าวอิสระ ต่อต้านการซื้อเสียง พรรคเราไม่มีเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เราไม่มีต้นทุน แน่นอนว่าเราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเข้ามาแล้ว จะต้องมาถอนทุนคืน เพราะเรามาด้วยใจแห่งจิตอาสา ทีมงานก้าวอิสระ (INDY) ทำเพื่อสังคมจนชิน เราชัดเจนทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง ดังนั้นการทำงานการบริหารงบประมาณที่มาจากภาษีคนไทย หรือคนเชียงใหม่ จะต้องถูกใช้เพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง และเต็มที่ เพื่อถนนหนทางสิ่งแวดล้อมสวยงาม น้ำไหลไฟสว่าง มีความปลอดภัย สมกับเป็นเมืองมหานครแห่งความสุข และการท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยว และชาวบ้านในเมืองเชียงใหม่ ทุกคนจะต้องมีความมั่นใจ มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน เมื่อเกิดเหตุการณ์ หรือภัยธรรมชาติใด เราก็มีทีมงานดูแลอย่างแข็งขัน และรวดเร็ว พวกเราทุกคน คือจิตอาสากันอยู่แล้ว ไม่ต้องรอหน่วยงานใด ก็ออกมาช่วยชาวบ้านได้ตลอดมา 

นางสาวกชพร กล่าวถึง นโยบายเพื่อคนเชียงใหม่ พรรคก้าวอิสระ เรายังคงอัตลักษณ์ในเรื่องการขนส่งสาธารณะ รถสี่ล้อแดง รถตุ๊กๆ รถสามล้อ ต่างๆ โดยจะเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน คงไว้ซึ่งความเป็นเชียงใหม่ ปรับปรุงการบริการ ทำความเข้าใจผู้ประกอบการ พร้อมไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เก่าก็เอาใหม่ก็บ่ละ ดังนั้นขอให้ชาวเชียงใหม่มั่นใจ และขอเปิดโอกาส ให้คนธรรมดา ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ในทีมงานพรรคก้าวอิสระ (INDY) ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่เป็นบิ๊กเนม เราเป็นจิตอาสาที่อาสามาช่วยพัฒนาเมืองเชียงใหม่ อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ รับฟัง และร่วมแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน เป็นประชาธิปไตยที่จริงใจ ดั้งนั้นเราพร้อมแล้วที่จะนำพาชาวเชียงก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างมั่นคง และยั่งยืนตลอดไป

ดังนั้นขอเชิญชวนชาวเชียงใหม่ สุดอินดี้ ทุกท่าน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ รวมพลังกัน ก้าวออกมา ร่วมสร้าง ปรากฎการณ์ความเปลี่ยนแปลง ครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ เปิดโอกาสให้ทีมงานจิตอาสาที่มารวมตัวกัน พัฒนาบ้านเมือง การเมืองยุคใหม่ไม่มีต้นทุน ไม่ถอนทุนคืน ประโยชน์ตกอยู่ที่ชาวบ้าน ชาวเชียงใหม่เกินร้อย จากใจทีงานอินดี้ จิตอาสา ให้มันจบที่รุ่นเรา การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน พลังเงียบ มารวมกัน เปลี่ยนแปลง จารึกประวัติศาสตร์ การเมืองบทใหม่ เพียงร่วมใจกันลงคะแนน นายก เบอร์ 4  สท.เบอร์ 19-24 
การเปลี่ยนแปลง นั้นไม่ง่าย แต่จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าพวกเราได้เริ่ม ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง สู่การเมืองยุคใหม่ ไม่ก้าวร้าว ทุกฝ่ายรวมกันเป็นสีรุ้ง ก้าวสู่ประชาธิปไตยที่จริงใจ 

‘เด็จพี่’ชูคอ! เชียร์’กกต.-ดีเอสไอ-ปปง.’ เช็กบิลต้นตอ ฮั้วเลือก สว.

'เด็จพี่'ชูคอ!  เชียร์'กกต.-ดีเอสไอ-ปปง.' เช็กบิลต้นตอ ฮั้วเลือก สว.

‘เด็จพี่’ชูคอ! เชียร์’กกต.-ดีเอสไอ-ปปง.’ เช็กบิลต้นตอ ฮั้วเลือก สว.

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.16 น.

‘พร้อมพงศ์’ เชียร์ กกต. หน่วยงาน เกี่ยวข้อง ลากไส้ ต้นตอ-ขบวนการฮั้วสว. ลงโทษเด็ดขาด เตือนสว. ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ มั่นใจไม่ผิด ต้องพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ 

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งหนังสือออกหมายเรียกให้ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) จำนวนหนึ่งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วการเลือกสว.ชุดแรกไปแล้วกว่า 54ราย และกำลังจะมีชุดสองตามมาอีก 97คน พบว่า สว.บางคน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ มีสว.บางคน ยืนยันจะไปรับทราบข้อกล่าวหาจากกกต.เพียงองค์กรเดียว ไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหากรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทั้งที่ข้อเท็จจริง กกต. ดีเอสไอ และปปง.ร่วมกันทำคดีดังกล่าวขึ้นมา สว.หลายคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตข้าราชการระดับสูง ทำหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมายจากสภาล่าง

ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะต้องไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและแวดวงตุลาการ และยังเป็นกระบอกเสียงคอยติติงนักการเมือง ถ้าเห็นว่าดำเนินการอะไรผิดไปจากนโยบายที่เคยประกาศเอาไว้ บางกรณีพวกท่านเคยออกมาเรียกร้องจริยธรรมนักการเมือง ติติงนักการเมือง ให้เคารพกระบวนการตรวจสอบ เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้กลับเลือกที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของบางหน่วยงาน และยังพูดทำนองว่าเป็นเกมการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม คอยกลั่นแกล้ง อย่างนี้สังคมจะเชื่อมั่น เชื่อถือการทำงานของพวกท่านได้อย่างไร ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาสูงที่คอยตรวจสอบ ถ่วงดุล

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขอให้กำลังใจการทำงานอย่างหนักของกกต. ดีเอสไอ ปปง. ร่วมกันตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อไขไปสู่ความกระจ่าง แท้จริงแล้วการสรรหาสว.ที่ผ่านมา มีการล็อกสเปค สมประโยชน์จากการเมืองบางขั้ว มีการฮั้วกันเป็นขบวนการหรือไม่ เชื่อว่าอีกไม่นาน หลักฐาน ความจริงต่างๆจะคอยปรากฏ ขอยกสุภาษิตย้ำเตือนสว.ว่า ทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด คนดีบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ การที่หน่วยงานไหนๆคอยตรวจสอบพวกท่าน ไม่ต้องกังวล ยึดอก เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกองค์กร พิสูจน์ความจริงให้เป็นที่ประจักษ์น่าจะดีกว่า การคอยมาตั้งแง่ สงสัยในกระบวนการทำงานขององค์กรเหล่านั้น

“กกต. ดีเอสไอ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเช็กบิลให้ไปถึงต้นตอของขบวนการและผู้เกี่ยวข้องว่า มีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง เนื่องจากประเด็นนี้สังคมให้ความสนใจ ทำให้เป็นคดีตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐาน นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทำผิดมาลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม”นายพร้อมพงศ์ กล่าว  

เตือน! สัปดาห์เดียวป่วยโควิด พุ่ง 8,000 ราย ระบาดหนักกว่าไข้หวัดใหญ่ 2 เท่า

เตือน! สัปดาห์เดียวป่วยโควิด พุ่ง 8,000 ราย ระบาดหนักกว่าไข้หวัดใหญ่ 2 เท่า

เตือน! สัปดาห์เดียวป่วยโควิด พุ่ง 8,000 ราย ระบาดหนักกว่าไข้หวัดใหญ่ 2 เท่า

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

เตือน!!! โควิด พุ่ง 8 พันรายภายในหนึ่งอาทิตย์ ห่วงใกล้เปิดเทอม ชี้ระบาดหนักกว่าไข้หวัดใหญ่ 2 เท่า

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2568 จากข้อมูลพบผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 8,446 ราย เข้ารับการรักษาทั้งในระบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่รวมคนที่ติดเชื้อแล้วไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กอายุ 0–4 ปี วัยเรียน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2568  ) พบว่าจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 สูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย 

นายคารม  กล่าวว่า การดูแลตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อให้ปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ควรปฏิบัติ  ดังนี้
 1.การลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยการกินอย่างปลอดภัย กินสุก อุ่นร้อน ปรุงใหม่ ใช้ภาชนะแยกเฉพาะ ซื้อจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร 
2. ล้างมือบ่อย ๆ ก่อนกินหลังกินอาหาร ก่อนเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า ด้วยน้ำประปากับสบู่ นานอย่างน้อย 20 วินาที ถ้าไม่มีใช้แอลกอฮอล์เจลเข้มข้นอย่างน้อย 70% 
3. ล้างผักผลไม้ถูกวิธี เปิดก๊อกน้ำไหล เกิน 5 นาที หรือล้างด้วยการแช่เบคกิ้งโซดา หรือแช่น้ำด่างทับทิม ก่อนกินหรือปอกเปลือก หรือก่อนแช่ตู้เย็น 4. สวมหน้ากากเหมาะสม คนปกติทั่วไปใส่หน้ากากผ้าได้ ผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปใส่หน้ากากอนามัยผ่าตัด ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยง/ป่วยโควิด-19 หรือตรวจเชื้อให้ใส่หน้ากากเอ็น-95 ถ้าทำหัตถการใกล้ชิดให้ใส่เกราะบังหน้าและชุดพีพีอีครบชุด 

“ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2–3 วันก่อนแสดงอาการ โดยจะเริ่มมีอาการป่วยหลังรับเชื้อประมาณ 3–4 วัน และหลังติดเชื้อ ควรแยกตัวอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีโอกาสแพร่เชื้อถึง 50% ในวันที่ 7 โอกาสลดลงเหลือ 25–30% และเหลือประมาณ 10% ภายในวันที่ 10 ดังนั้น ควรแยกตัวจนไม่มีอาการ และตรวจ ATK ซ้ำจนได้ผลลบ พร้อมสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยเฉพาะหากในครอบครัวมีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย จมูกไม่ได้กลิ่น หรือลิ้นไม่รับรส ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หากล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง อาจเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตได้” นายคารม กล่าว

‘ภคมน ลิซ่า’ สอน ‘ณัฐวุฒิ’ เก็บอาการหน่อย! บอกควรยืนข้างนายกฯ ไม่ใช่พ่อของนายกฯ

'ภคมน ลิซ่า' สอน 'ณัฐวุฒิ' เก็บอาการหน่อย! บอกควรยืนข้างนายกฯ ไม่ใช่พ่อของนายกฯ

‘ภคมน ลิซ่า’ สอน ‘ณัฐวุฒิ’ เก็บอาการหน่อย! บอกควรยืนข้างนายกฯ ไม่ใช่พ่อของนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.24 น.

‘ภคมน ลิซ่า’ สส.ประชาชน ถามแรง!  ถึงที่ปรึกษาของนาย ไม่เสียดายที่ประเทศไทยมีแพทองธารเป็นนายกฯ แต่ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ชี้ควรเก็บอาการแล้วแสดงออกอย่างเชื่อมั่นในตัวนายกฯปัจจุบันมากกว่าพ่อท่านนายกฯ

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568  น.ส.ภคมน ลิซ่า หนุนอนันต์ หรือ ลิซ่า สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า “แล้วพี่ไม่เสียดายโอกาสที่ประเทศไทยมีแพทองธารเป็นนายกฯแต่ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะหรือนัยนึงก็ยอมรับแล้วว่าลูกสาวอย่างแพทองธาร ที่เป็นตัวแทนของทักษิณทำอะไรไม่ได้เหมือนพ่อ

เรียนท่านที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เก็บอาการแล้วแสดงออกอย่างเชื่อมั่นในตัวนายกฯปัจจุบันมากกว่าพ่อท่านนายกฯหน่อยค่ะ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ณัฐวุฒิ’บ่นยับ! บอกเสียดายโอกาส! ‘ทักษิณ’พลาดบินกาตาร์พบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

อะไรของเขา? ‘วันชัย’จวกสังคมไร้ความเมตตา ‘ทักษิณ’วัย 75 ป่วย เอากันถึงขั้นวิกฤตเลยหรือ

อะไรของเขา? 'วันชัย'จวกสังคมไร้ความเมตตา 'ทักษิณ'วัย 75 ป่วย เอากันถึงขั้นวิกฤตเลยหรือ

อะไรของเขา? ‘วันชัย’จวกสังคมไร้ความเมตตา ‘ทักษิณ’วัย 75 ป่วย เอากันถึงขั้นวิกฤตเลยหรือ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

อดีต สว. วันชัย สอนศิริ น้อยใจ! บอกสังคมไร้ขาดเมตตา  วิจารณ์กรณีแพทยสภาโยงถึงทักษิณมั่วซั่ว ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย เตือนอย่าปล่อยอารมณ์นำหน้าข้อกฎหมาย

วันที่ 10 พฤษภาคม  2568  นายวันชัย  สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ต้องวิกฤตหรือไม่ จึงไปชั้น 14”

สังคมแห่งความชิงชังทำให้คนในสังคมป่วย สังคมที่ไร้ความเมตตาก็เป็นสังคมที่วิกฤต เรื่องของคุณทักษิณชั้น 14 ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมั่วซั่ว จับแพะชนแกะ จากกรณีที่แพทยสภาลงโทษแพทย์เรื่องผิดจริยธรรม แล้วเอามาโยงกับเรื่องการป่วยของคุณทักษิณและอำนาจราชทัณฑ์ ทั้่งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกันเลย มันเป็นคนละเรื่องคนละประเด็น พอแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์เท่านั้น ก็เอามาตีโพยตีพายกันใหญ่ว่า คุณทักษิณไม่ได้ป่วยจริง จะต้องกลับไปติดคุก จะต้องหนี จะต้องยุบสภา สารพัดที่จะกล่าวหากันร้อยแปด

ทั้งที่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจราชทัณฑ์ ไม่มีข้อใดเลยที่กำหนดว่า จะต้องเป็นผู้ป่วยวิกฤตเท่านั้นจึงจะเอาไปรักษาตัวข้างนอกได้ มีแต่กำหนดไว้ว่า กรณีที่จะต้องบำบัดรักษาเฉพาะด้านเฉพาะทางเท่านั้น เขาไม่ต้องการให้มีผู้ต้องขังรายใด ป่วยถึงขั้นวิกฤต หากเริ่มป่วยก็ให้รักษาในเรือนจำ  แต่หากต้องการรักษาเฉพาะทางเฉพาะด้านที่ในเรือนจำรักษาไม่ได้ ก็ให้ไปรักษาที่อื่น ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะต้องป่วยวิกฤตหรือไม่ อย่างกรณีของคุณทักษิณ ไม่ต้องดูหรอกว่าป่วยถึงขั้นวิกฤต ดูแต่เพียงว่าต้องการรักษาตัวเฉพาะด้านเฉพาะทางที่เรือนจำรักษาไม่ได้ก็เพียงพอแล้ว

แพทยสภาก็ว่าเรื่องของแพทย์ไป  ราชทัณฑ์เขาก็ว่าเรื่องของราชทัณฑ์ไป ไม่เกี่ยวกัน ส่วนพวกสังคมแห่งความชิงชัง ก็ใส่สีตีไข่ โยงกันไปโยงกันมา โดยไม่ได้ดูจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เอาอารมณ์และความรู้สึกเป็นที่ตั้ง

สังคมแห่งความชิงชังนี้โคตรจะแปลกประหลาด  ทีข้าราชการผู้ใหญ่ที่เกษียณมาแล้วเยอะแยะมากมาย ยังเห็นมีคนมียศมีตำแหน่งรับใช้กันอยู่เต็มบ้านจนแก่จนตายก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร  แต่แค่คุณทักษิณ อดีตนายกฯ อายุ 75 ปี ป่วยมารักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 จะเอากันเป็นกันตายถึงขั้นวิกฤต