‘ณัฐวุฒิ’บ่นยับ! บอกเสียดายโอกาส! ‘ทักษิณ’พลาดบินกาตาร์พบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

'ณัฐวุฒิ'บ่นยับ! บอกเสียดายโอกาส! 'ทักษิณ'พลาดบินกาตาร์พบ 'โดนัลด์ ทรัมป์'

‘ณัฐวุฒิ’บ่นยับ! บอกเสียดายโอกาส! ‘ทักษิณ’พลาดบินกาตาร์พบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.29 น.

‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ที่ปรึกษาของนายกฯ บ่นเสียดายโอกาส หลังศาลไม่อนุญาตอดีตนายกฯ ทักษิณ เดินทางไปร่วมงานกาตาร์ ที่อาจได้พบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 10 พฤษภาคม 2568  นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรง เป็นผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ภายใต้เงื่อนไขการเดินทางไปต่างประเทศต้องขออนุญาตศาล เคยทั้งได้รับอนุญาตและไม่อนุญาตให้เดินทาง

ตอนเป็นรัฐมนตรีขอเดินทางก็มีที่ศาลไม่อนุญาต ผมเข้าใจเอาเองว่าเหตุผลสำคัญที่ศาลไม่อนุญาตเดินทางคือเกรงจะหลบหนี ในใจก็สงสัยว่าตั้งแต่โดนสารพัดคดีติดคุกกี่รอบไม่เคยหนี ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีผมจะหนีทำไม แต่ก็เคารพดุลยพินิจศาล

หลังรัฐประหารเคยถึงขั้นศาลอนุญาตแล้ว วันเดินทางผ่านทุกขั้นตอนจนนั่งประจำที่รอเครื่องขึ้นบิน อยู่ๆเจ้าหน้าที่ตม.มาพาตัวลงจากเครื่อง บอกว่ายังมีหมายห้ามเดินทาง ต้องลงมาสู้มาเคลียร์เอกสารหลักฐานกันยกใหญ่ ไม่ได้เดินทางในเที่ยวบินเช้านั้น ได้ไปอีกทีเที่ยวดึกวันเดียวกัน

ใครก็ตามเป็นจำเลยเมื่อยื่นขอประกันตัว หากศาลกำหนดเงื่อนไข หมายความว่าถ้าจะได้ประกันต้องตามนั้น แล้วก็ต้องถือปฏิบัติจนกว่าคดีถึงที่สุด หรือ ศาลกำหนดเงื่อนไขเป็นอย่างอื่น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับร่วมกัน

กรณีอดีตนายกทักษิณก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้ เท่าที่ขอเดินทางศาลไม่อนุญาตเป็นส่วนใหญ่ ครั้งล่าสุดเมื่อศาลไม่อนุญาตก็ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบ ฝ่ายจำเลยเลือกทำได้สองอย่าง คือยอมรับและยุติแผนการเดินทางครั้งนี้ หรือ อุทธรณ์คำสั่งตามสิทธิ์ที่พึงมี และรอคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ต่อไป

ตามข่าวบอกว่าเหตุผลที่ยื่นขอเดินทางครั้งนี้คือได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงที่กาตาร์ ซึ่งจะมีโอกาสพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คนเชิญคือเจ้าผู้ครองนครรัฐกาตาร์ เข้าใจว่าจะมีบุคคลสำคัญทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจระดับโลกอีกจำนวนหนึ่งมาร่วมงาน

ผมไม่กังวลที่ดร.ทักษิณไม่ได้เดินทาง ทุกครั้งที่ท่านขอแล้วศาลไม่อนุญาตก็เฉยๆเพราะเข้าใจกระบวนการ แต่คราวนี้พูดตรงๆว่าเสียดายโอกาส เพราะดร.ทักษิณกับประธานาธิบดีทรัมป์มีสัมพันธภาพที่ดีกันมายาวนานตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็นนักธุรกิจ หากได้เจอกันในสถานการณ์กำแพงภาษี แม้ไม่มีวาระหารืออย่างเป็นทางการ แต่ก็น่าจะมีบทสนทนาไม่ว่าจะกับโดนัลด์ ทรัมป์เองหรือทีมงานที่เป็นประโยชน์ และนำมาขยายผลในกระบวนการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศได้

แน่นอนว่าเรื่องเจรจาเป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล แต่สถานการณ์แบบนี้ใครมีศักยภาพจะช่วยบ้านเมืองได้ก็ต้องเอามาใช้ ไม่ใช่เพียงดร.ทักษิณ ใครก็ตามหากจะเป็นประโยชน์ต้องหาทางช่วยกัน การพูดคุยไม่จำเป็นต้องตั้งโต๊ะทางการเสมอไป วงข้าว วงคุย วงดื่มสังสรรค์ หรือ วงนอกรอบใดๆก็ทำได้

อยากให้ดร.ทักษิณได้เจอกับโดนัลด์ ทรัมป์ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ภคมน ลิซ่า’ สอน ‘ณัฐวุฒิ’ เก็บอาการหน่อย! บอกควรยืนข้างนายกฯ ไม่ใช่พ่อของนายก

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย‘อนุทิน’ ประชามติก.ม.คอมเพล็กซ์

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย‘อนุทิน’ ประชามติก.ม.คอมเพล็กซ์

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย‘อนุทิน’ ประชามติก.ม.คอมเพล็กซ์

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย‘อนุทิน’ ประชามติก.ม.คอมเพล็กซ์

จุลพันธ์” ระบุพร้อมคุย “อนุทิน” ปมประชามติกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์ ไม่ขัดข้อเสนอตามกฎหมายพร้อมเข้าชี้แจง กมธ.วุฒิสภาฯ วอนเปิดใจอย่าตั้งธงไว้ล่วงหน้า ยกให้เป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ที่จะเข้ามาพยุงสภาวะเศรษฐกิจของไทยที่อาจเผชิญความผันผวนในอนาคต

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ของวุฒิสภา เตรียมเชิญนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าชี้แจง ว่า ตนเองไม่มีปัญหาในการเข้าชี้แจงทำความเข้าใจ และอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังโดยไม่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า เนื่องจากรัฐบาลมีความเชื่อมั่นในแนวทางดังกล่าว เพราะปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยยังขาดตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ และยังคงพึ่งพากลไกเดิมเป็นหลัก ประเทศไทยจึงต้องการกลไกใหม่ๆ เข้ามาเสริม ซึ่งโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถือเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเม็ดเงินลงทุนต่อแห่งที่คาดว่าจะมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท จะสามารถเข้ามาช่วยพยุงสภาวะเศรษฐกิจที่อาจเผชิญความผันผวนในอนาคตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากคณะกรรมาธิการฯ มีหนังสือเชิญมาถึงตนเองก็ยินดีเข้าร่วมชี้แจง แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้ใดบ้าง หากหนังสือเชิญส่งมาถึงตนเอง หรือกรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ตนเองก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่

สำหรับข้อเสนอให้มีการทำประชามติในเรื่องดังกล่าวนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนเองไม่ติดขัดในประเด็นนี้ แต่ต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และอย่างไร เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ แล้วจะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที จะต้องพิจารณากลไกทางกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาในการร่างกฎหมายหรือเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ รัฐบาลได้ดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เสนอแนะให้มีการทำประชามติสำหรับกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และประเด็นการหารือในพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ตนเองเพิ่งเห็นจากข่าวและยังไม่แน่ใจในรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน อีกทั้งในการประชุมระดับรัฐมนตรีก็ยังไม่เคยมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ จึงยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน หากมีประเด็นใดๆ เกิดขึ้น ก็คงต้องนำมาหารือกันต่อไป

‘เสรีพิศุทธ์-จตุพร’ตามบี้ป่วยทิพย์ชั้น14 จี้จับ ‘แม้ว’กลับคุก

‘เสรีพิศุทธ์-จตุพร’ตามบี้ป่วยทิพย์ชั้น14 จี้จับ ‘แม้ว’กลับคุก

‘เสรีพิศุทธ์-จตุพร’ตามบี้ป่วยทิพย์ชั้น14 จี้จับ ‘แม้ว’กลับคุก

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เสรีพิศุทธ์-จตุพร’ตามบี้ป่วยทิพย์ชั้น14 จี้จับ‘แม้ว’กลับคุก นับหนึ่งใหม่รับโทษในคุก ชี้มติแพทยสภาดิ้นไม่หลุด ย้ำจบแล้วอย่าปากกล้าขาสั่น นายกฯอิ๊งค์อ้ำอึ้งพูดไม่ออก

เสรีพิศุทธ์” ลั่น เทวดาทักษิณ หมดทางเลี่ยงแล้ว หลังผลแพทยสภาชัด ไม่ได้ป่วยจริง ศาล-ป.ป.ช.ไม่ต้องไต่สวนต่อ ยัดกลับเข้าคุกได้เลย ฟันธงแม้วร่วง อุ๊งอิ๊งค์ก็ร่วง แนะประกาศยุบสภาฯ เผ่นตั้งหลัก ตปท. ก่อนเข้าเรือนจำเหมือนพ่อ เชื่อหมดแล้วตระกูลนี้ทำเกินไปต้องรับกรรม ด้าน“จตุพร”เตือนแม้วซ้ำ อย่าปากกล้าขาสั่นเพราะสู้ลำบากแนะให้เข้าไปอยู่ในคุ ขณะที่”อุ๊งอิ๊งค์”อ้ำอึ้งพูดไม่ออก ฝ่าย รมว.สาธารณสุขวอน อย่าชี้นำสังคมว่าจะยับยั้งมติแพทย์สภา ระบุยังมีเวลาตัดสินใจอีก 15 วัน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพและเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน เกี่ยวกับการออกใบส่งตัว และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีการป่วยทิพย์ ของนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ว่า ชี้ให้เห็นว่าเป็นการให้ความเห็นแพทย์ที่เป็นเท็จ ส่วนไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่ามีภาวะวิกฤติ แสดงว่านายทักษิณไม่ได้เจ็บป่วย อย่างที่ตนเคยพูดว่าเคยไปพบนายทักษิณไม่ได้ใส่ชุดคนป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 แค่ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ นั่งพูดคุยกันตนเป็นชั่วโมง โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยพยุงร่างกายใดทั้งสิ้น

จี้จับแม้วเข้าคุกนับหนึ่งใหม่

ส่วนความเห็นแพทยสภา ต้องส่งให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ความเห็นชอบกับมตินั้น ตนมองว่า กรณีนี้นายสมศักดิ์ ไม่สามารถโต้แย้งได้ ในกรณีที่เป็นความจริงหรือเป็นความผิดแต่สามารถโต้ได้แค่โทษว่าจะถูกพักใบอนุญาตนานเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวมองว่ากรณีนี้เป็นการผิดวินัยร้ายแรงต้องไล่ออกไม่ใช่แค่การตักเตือนและพักใบอนุญาตเท่านั้น

เมื่อมีความเห็นออกมาแล้ว ศาลได้สั่งให้อัยการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และนายทักษิณ ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 30 พฤษภาคม โดยแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ จะต้องรายงานความผิดของแพทย์เข้าไปด้วย

ทั้งนี้ มองว่าศาลอาจจะมีการตั้งประเด็นว่าการส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวที่ชั้น 14 มีการขออนุญาตศาลหรือไม่ หากไม่มีการขออนุญาตแสดงว่าขัดต่อมาตรา 246 กรณีการทุเลาบังคับคดีและชะลอการลงโทษไว้ก่อน ก็ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล หากยังไม่ได้ติดคุก ก็สามารถออกหมายแดงขังได้เลย อย่างกรณีนายทักษิณ ต้องนับวันว่าขังไว้แล้วหนึ่งวันก็นับจำนวนที่เหลือและฝากขังได้เลย

เชื่อ13มิย.แม้วโดนน็อคนับ10

ส่วน ที่ ป.ป.ช. พยายามจะขอเวชระเบียนที่เป็นบันทึกการรักษาตัวของนายทักษิณตั้งแต่วันแรก แต่วันนี้เวชระเบียนไม่สำคัญแล้ว เพราะแพทยสภาเรียกเอกสารมาหมดแล้ว จึงสามารถสรุปความผิดได้ เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ก็ไม่จำเป็นต้องรอเวชระเบียนแล้ว สามารถเรียกแพทยสภาเอาเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบได้เลย พร้อมระบุว่า ตอนนี้นายทักษิณถือว่าถูกนับ 9 แล้ว วันที่ 13 มิถุนายน ถือว่า นับ 10 ไม่มีทางเลี่ยงแล้ว

พล.ต.อ. เสรีพิสุทธ์ ยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทีก่อนหน้านี้ไม่ยอมให้ความจริงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและศาลแต่วันนี้ปรากฏความจริงแล้วว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยตามที่ตนพูดตั้งแต่ต้น มากกว่าหนึ่งปีแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่มีใครช่วยได้แล้ว ไม่ว่าจะ 10 ทักษิณหรือ 100 ทักษิณก็ช่วยไม่ได้แล้ว มีทางเดียวคือการให้ความจริงต่อศาลและ ปปช. เพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีเรื่องนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบริสุทธิ์ยุติธรรม และ การสารภาพจะช่วยลดโทษได้กึ่งหนึ่ง

เตือนลูกสมุนเทวดาโดนด้วย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการที่พรรคเสรีรวมไทยออกมาเป็นฝ่ายค้าน ในปัจจุบันเพราะอะไร ซึ่งนายทักษิณไม่ได้มีพฤติกรรมแค่นี้แต่ยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่แสวงหาประโยชน์จากประเทศมากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่ทักษิณแต่อาจจะรวมครอบครัวไปด้วย

ทั้งนี้ กรณีนี้สามารถเป็นหลักฐานยืนยันได้จริงว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง เพราะ คุณหญิงอ้อ ซึ่งเป็น ภรรยาไม่เคยไปเยี่ยมสักครั้งเดียว ส่วนลูกก็ไปไม่กี่ครั้ง นอกนั้นไปเที่ยวต่างประเทศหมด เรื่องแค่นี้ก็สามารถเอาผิดจริยธรรมนายกรัฐมนตรีได้ รวมถึงพวกลูกสมุนที่เป็นรัฐมนตรี บอกว่า นายทักษิณป่วยและกระดูกหักถามว่าไปเห็นได้อย่างไร

ส่วนกรณีนี้จะการกระทบกับรัฐบาลอย่างไร มองว่าปกตินายทักษิณ ค้ำลูกสาวอยู่ แต่ไม่ได้ค้ำรัฐบาล คนที่ยืนหยัดก็มีที่จะไม่เอากาสิโน แต่การค้ำลูกสาวที่คิดอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ชี้นำทุกอย่าง เหมือนเวลาที่นายทักษิณ ออกมาพูดแล้วรัฐบาลทำตาม ซึ่งตรงนี้เป็นพยานหลักฐานยืนยันว่า “อุ๊งอิ๊ง” อยู่ได้เพราะพ่อ หลายเรื่องไม่มีปัญญาพูด อย่างเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา ที่ทักษิณ ต้องเสนอตัวไปพูดแทนลูก เชื่อว่าหาก “ทักษิณร่วงอุ๊งอิ๊งก็ร่วง” แค่มีคนยื่นจริยธรรม กรณีที่เคยบอกว่าพ่อป่วยและผ่าตัดด้วย เรื่องนี้ผิดจริยธรรม เพราะฉะนั้นก็อยู่ไม่ได้

ชี้เทวดาแม้วต้องรับกรรม

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ที่มีกระแสข่าวว่าจะยึดกระทรวงมหาดไทยกลับมา กระแสข่าวแตกแยกพรรคภูมิใจไทยจะออก ก็ไปง้อพรรคพลังประชารัฐอีก เห็นได้ว่า นายทักษิณทำเพื่อตัวเองหมด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดนายกรัฐมนตรี ควรประกาศยุบสภา และลาออกไปก่อนศาลจะวินิจฉัย นายทักษิณอาจจะยังไปไหนไม่ได้ เพราะต้องขออนุญาตศาลเพราะมีคดี ม.112 ติดตัวอยู่ แต่นางสาวแพทองธาร หากจะเผ่นก็เผ่น ไปตั้งหลักก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องไปอยู่เรือนจำเหมือนพ่อ ‘หมดแล้วตระกูลนี้ เพราะทำเกินไปต้องรับกรรมแบบนี้ ไม่พอสักที เร็วๆนี้รัฐบาลไม่รอดหรอก วันนี้จะประกาศยุบสภาก็ได้ ต้อง เก็บข้าวเก็บของ หนีไปต่างประเทศเลย แต่คงเข้าสหรัฐไม่ได้ เพราะไม่ให้เข้าประเทศ ไปดูไบได้อยู่ ที่อยู่ก็มีแล้ว หรือถ้าไม่ยุบสภาวันนี้ก็ต้องรอสิ้นคอยรอดูกัน ไม่นานนี้

จบแล้ว”ทักษิณ ชินวัตร”

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเชื่อว่า กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ถือว่าจบแล้ว เมื่อแพทยสภามีมติด้วยเสียงมากๆ แสดงถึงมติเอกฉันท์ว่า ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดถึงอาการทักษิณ ชินวัตร ได้ป่วยขั้นวิกฤต

ดังนั้น ผลตรวจสอบของแพทยสภาจึงมีมติลงโทษพักใบอนุญาตแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 2 คนและตักเตือน 1 คน สิ่งสำคัญการพิจารณาของแพทยสภายังเป็นคนละความหมายตรงกันข้ามกับนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ยืนยันว่า ทักษิณ ป่วยจริงและผ่าตัดจริงด้วย

“สิ่งนี้แสดงว่า ไม่มีใครปกปิดข้อเท็จจริงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เชื่อว่าผลการพิจารณาของแพทยสภาส่งผลต่อวันที่ 13 มิ.ย. (ศาลฎีกานักการเมืองนัดพร้อมหรือไต่สวนการบังคับตามหมายจำคุก)”

นายจตุพร กล่าวว่า ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า มติของแพทยสภามีจำนวนมาก ๆ ที่ออกเสียงลงโทษจริยธรรมของแพทย์รักษาทักษิณ ซึ่งเป็นความเห็นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และแว่วว่า ที่ประชุมแพทยสภามีมติลงโทษมากกว่า 4 ใน 5 ดังนั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข จึงควรมีความเห็นด้วยความรอบคอบเช่นกัน

อีกทั้งกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป ต้องเสนอผลการตรวจสอบให้ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงโทษตามมติแพทยสภาหรือไม่ จากนั้นนำสู่การพิจารณาของแพทยสภาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ถ้าแพทยสภาเห็นแย้งกับ รมว.สาธารณสุข ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หากเห็นด้วยแล้วใช้เสียงเพียง 1 ใน 3

เผยศาลห้ามแม้วไปนอก

ส่วนศาลอาญายกคำร้องทักษิณขอไปต่างประเทศนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ศาลพิเคราะห์ถึงการเชิญทักษิณด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ ให้ไปร่วมอาหารค่ำที่พระราชวังประเทศกาตาร์ ถือเป็นการเชิญส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ที่เป็นประธานอาเซียน และการระบุโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะมาร่วมงานเลี้ยงด้วยเป็นเพียงการคาดหมาย ซึ่งไม่มีกำหนดการแน่ชัดในการเจรจาด้านเศรษฐกิจของไทย

“ประกอบกับช่วงที่ขอเดินทางไปต่างประเทศอยู่ใกล้วันนัดพิจารณาคดีที่ศาลฎีกา (นักการเมือง) และศาลอาญา คดี ม.112 อาจกระทบต่อการพิจารณาของศาลได้ จึงไม่มีเหตุหนักแน่นเพียงพอให้จำเลย (ทักษิณ ชินวัตร) เดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงยกคำร้อง”

นายจตุุพร กล่าวว่า ทักษิณต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งว่า จะเอาอย่างไง เพราะที่ผ่านมาการหลบหนีคดีไม่มารับโทษถึง 17 ปีและต้องการกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย ซึ่งความจริงแล้วโทษจำคุก 1 ปี ติดเพียง 6 เดือนหลังจากรับพระราชทานอภัยลดโทษนั้นน้อยนิดมาก ถ้าเทียบโทษติดคุกของคนอื่นที่ร่วมกับทักษิณมา ซึ่งโทษของทักษิณ เล็กน้อยมาก

ไม่ได้ป่วยขั้นวิกฤติ

ดังนั้น เมื่อทักษิณ ไม่ติดคุกสักวันเดียว จึงทำให้เรื่องราวไปจบและกำลังใกล้มาถึงจะจบคดี ม.112 อีกคดี แม้ รมต.บางคนพยายามอธิบายว่า ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ไม่ต้องกังวล แต่ รมต.คนพูดไม่ได้ติดคุกเองและไม่มีประสบการณ์ติดคุกด้วย ก็พูดเอาดีอย่างไรก็ได้

“ผลการตรวจสอบของแพทยสภาเป็นเหมือนหัวใจกรณีชั้น 14 เพราะเหตุราชทัณฑ์ส่งตัวทักษิณมา รพ.ตำรวจได้ต้องป่วยวิกฤต เมื่อเสียงส่วนใหญ่มากๆ ของแพทยสภาชี้ถึงภาวะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าป่วยวิกฤตแล้ว ย่อมมองถึงการต่อสู้คดีของทักษิณ เป็นเรื่องที่ยากมากและจะเป็นเหตุให้ต้องกลับไปจำคุกที่เรือนจำ”

อีกทั้งเชื่อว่า ทักษิณ คนติดคุกย่อมต้องวิตก เพราะการกลับไปเรือนจำนั้น เหตุไม่ได้ป่วยวิกฤตจะมีผลพวงตามมาอีกมาก โดยราชทัณฑ์และแพทย์ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ถ้าเป็นการสมคบคิดแบ่งงานกันทำย่อมเป็นขบวนการทำความผิดจึงอาจต้องรับผิดชอบ

เตรียมตัวรับวิบากกรรมได้เลย

“เรื่องราวหลังจากนี้จะมีตามมาอีกมาก ทั้งการละเมิดอำนาจศาล แจ้งความเป็นเท็จไม่ให้รับโทษทางอาญาจะเป็นคดีใหม่ยาวเหยียดเพิ่มเติมกันอีก หรืออาจมีใครไปยื่นว่า ไม่ได้เป็นไปตามพระบรมราชโองการฯ รวมทั้งมีคดี ม.112 ติดตัวอีก จึงเป็นวิบากกรรมจากนี้ไปของทักษิณ”

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มติของแพทยสภาย่อมทำให้วงการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมพอได้เห็นแสงสว่างกันบ้าง ดังนั้น ฝ่ายการเมืองคงคาดการณ์อนาคตกันได้ เพราะด้วยหลักวิญญูชนคิดได้ว่า นายกฯ อยู่ได้เพราะพ่อนายกฯ

ส่วนวันที่ 13 มิ.ย. นี้ ศาลฎีกานักการเมืองนัดพร้อมหรือไต่สวนนั้น หากศาลออกหมายเรียกให้ทักษิณไปศาล ถ้าทักษิณไม่ไปต้องถูกหมายจับ แล้วจะกลายเป็นอีกเรื่องซ้ำเติมมาทันที ดังนั้น หนทางข้างหน้าจึงมากด้วยอุปสรรคขวากหนาม เพราะเมื่อทักษิณได้รับโอกาสแล้ว แต่ได้ทำลายโอกาสนั้นด้วยตัวเอง

“วันนี้ (8 พ.ค.) ถือว่าจบแล้ว เมื่อไม่ป่วยวิกฤตจะไป รพ.ตำรวจ 180 วันได้ด้วยเหรอ นี่เป็นหัวใจของเรื่องที่มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงประจักษ์ จึงชี้ถึงเจตนาเลี่ยงข้อกฎหมาย ถ้าเป็นภาษามวยถือว่า จบแล้ว สิ้นสงสัยแล้ว ดังนั้น เหลือเพียงขั้นตอนอื่นๆ เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้รับโทษทางอาญา ซึ่งเป็นเรื่องรองลงไปและจะตามมาในความผิดตามข้อกฎหมาย”

นายจตุพร เชื่อว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องการป่วยดีไปกว่าทักษิณ และที่ใหญ่มากกว่านั้นคือ มติแพทยสภาจำนวนมากๆ แสดงถึงนัยเป็นเอกฉันท์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงทำให้หัวใจการมาชั้น 14 รพ.ตำรวจ ถือว่าจบแล้ว

รอศาลชี้ชะตาแม้ว13มิย.

นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงมติของแพทยสภา ที่ลงโทษแพทย์ 3 คนจากกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตํารวจ ว่า คําแถลงที่สําคัญของแพทยสภาคือ นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตจริง ดังนั้น ถือว่านายทักษิณยังไม่ได้รับโทษตามคําพิพากษาของศาลฎีกา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถูกเรียกไปชี้แจงตามคำสั่งของศาล เมื่อไปยืนยันกับศาล จะยืนยันว่าป่วยวิกฤตก็ทำไม่ได้ เพราะจะมีความผิดในการให้การเท็จ เนื่องจากแพทยสภาซึ่งเป็นหน่วยงานโดยตรงได้วินิจฉัยแล้ว แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ลงนาม แต่ก็ถือว่ามีผลไปแล้ว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุด ที่จะทำให้การไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. มีข้อยุติที่ถูกต้อง ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อนายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตจริง ซึ่งขณะนี้ชัดเจนแล้ว จึงถือว่ากรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล คิดว่านายทักษิณมีปัญหาแน่

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะมีความผิดไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรี เพราะการส่งไปให้รัฐมนตรีเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เป็นเพียงกระบวนการตามกฎหมาย แต่รัฐมนตรีจะมารู้เรื่องป่วยวิกฤตดีกว่าแพทยสภาไม่ได้

อุ๊งอิ๊งค์”ใบ้รับประทานอุบตอบ

วันเดียวกัน ที่ท้องสนามหลวง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี พืชมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีทองสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ประชุมแพทยสภาประจำเดือน ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน กรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากสวมชุดปกติขาวมาร่วมพระราชพิธี พืชมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีทองสนามหลวง โดยนายกฯกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ ชุดขาว” พร้อมหันไปถาม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่า“ชุดขาวไม่ได้ใช่หรือไม่” ก่อนยิ้มตอบรับให้สื่อมวลชนและเดินทางกลับ.

สรวงค์วอนอย่าโยงการเมือง

ในประเด็นดังกล่าว นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า เป็นเรื่องของแพทยสภา ไม่อยากให้เอามาเกี่ยวกับการเมือง ประเด็นของนายทักษิณ ว่ากันไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายจับตาว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า จะร้อนแรงหรือไม่ร้อนแรง ขึ้นอยู่กับสื่อมวลชน ไม่มีอะไรทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้การทำงานของรัฐบาล สะดุดลงหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลนี้นายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่ง หลังจากที่นายทักษิณ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ส่วนกรณีที่ศาลฎีกา ยกคำร้องของนายทักษิณ ที่ขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศกาตาร์ นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายทักษิณ ใช้สิทธิ์ในการขออนุญาต แต่เมื่อศาลไม่อนุมัติก็เป็นไปตามนั้น

สมศักดิ์ยังมีเวลาอีก 15 วัน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย และเตรียมส่งให้สภานายกพิเศษ พิจารณาว่า ขณะนี้ ผลการพิจารณาของแพทยสภา ยังไม่ได้ส่งเรื่องมาถึงตน จึงยังไม่ทราบในรายละเอียดของการพิจารณา ซึ่งตามกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีระยะเวลาพิจารณา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับมติของแพทยสภาที่ส่งมา ดังนั้น เวลานี้ ต้องรอหนังสือที่ได้มีการลงมติส่งมาถึงก่อน จึงจะเดินหน้าพิจารณาได้

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่หลายฝ่ายพยายามกดดัน หรือ ชี้นำสังคมว่าตนจะยับยั้งมติแพทยสภานั้น ก็ขอให้เข้าใจกรอบข้อกฎหมายด้วย ซึ่งตนมีกรอบพิจารณา 15 วัน และยังไม่ได้เริ่มพิจารณา ดังนั้น ก็ขออย่าชี้นำสังคม เพราะตนก็ยังไม่เห็นผลการสอบสวน หรือแม้แต่รายชื่อ บุคคลทั้ง 3 ว่าเป็นใคร แต่หากเอกสารมาถึง ตนจะพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างเต็มที่

“ผมเข้าใจดีว่า เรื่องผลสอบแพทยสภา จะถูกนำไปเชื่อมโยงทางการเมือง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า นักการเมืองหลายคน ก็พยายามเชื่อมโยงจนสังคมสับสน โดยผมเข้าใจบทบาทนักการเมืองที่ทำมาแบบดั่งเดิม แต่ก็ขอว่า อย่าให้ข้อมูลแบบซ้ายที ขวาที เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิด ทั้งที่ผม ยังไม่ได้เริ่มพิจารณาแม้แต่น้อย ซึ่งเราต้องยึดมั่นในกระบวนการ ระเบียบ และ กฎหมาย ต้องให้เวลาผมศึกษาข้อมูลด้วย เพราะเท่าที่ผมอ่านข่าวแพทยสภา ก็ไม่มีการลงรายละเอียดเชิงลึก ดังนั้น ก็ต้องรอรายละเอียดที่จะส่งตามมาจากนี้ จึงขอสังคม อย่าเพิ่งคาดเดา หรือ ชี้นำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะทำแบบนั้น จะถือว่า ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” รมว.สาธารณสุข กล่าว

พท.ไม่เคยพูดแม้วป่วยวิกฤติ

นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ กรณีแพทยสภามีมติลงโทษ แพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับอนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศโดยที่ยังไม่ได้ถูกจำคุกเลยว่า เรื่องนี้ในพรรคยังไม่มีการพูดคุยกันเลย เพราะอยู่ในช่วงของปิดสมัยประชุม ส่วนที่ในโซเชียลฯมีการออกมาแซะตนเองกรณีที่เคยแถลง ว่านายทักษิณ มีอาการป่วยวิกฤตจริง นั้น ยืนยันว่าตนไม่เคยพูดว่าวิกฤตเลย ตนพูดเท่าที่ได้รับทราบมาเท่านั้นว่าท่านป่วยและได้รับการผ่าตัด

นายดนุพร กล่าวว่า ความจริงไม่ใช่หน้าที่ที่ตนต้องไปแถลงด้วยซ้ำเพราะนายทักษิณ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่เนื่องจากมีคนโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลจากที่พรรคเยอะมาก ตนในฐานะโฆษกพรรค ซึ่งได้รับทราบข้อมูลจากทางพรรคว่า ท่านป่วยและต้องผ่าตัดเท่านั้น ซึ่งโดยส่วนตัวตนไม่ได้เจอท่านทักษิณ ด้วยซ้ำ เพราะท่านอยู่โรงพยาบาลตำรวจภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ และตนไม่ได้เป็นหมอซึ่งคำว่า”วิกฤต”ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ถ้ายกตัวอย่างเป็นญาติของตน มีอาการป่วยถึงขั้นผ่าตัด ตนก็ต้องบอกว่าถึงขั้นวิกฤตแล้ว แต่ในมุมของหมออาจจะมองว่า ไม่วิกฤต ไม่หนักอะไร ซึ่งอยู่ที่มุมมองมากกว่า

สอบวินัยหมอรักษาเทวดา

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภามีมติลงโทษ ว่ากล่าวตักเตือน และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 ทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งต่อมามีรายงานข่าวว่า 2 ใน 3 ของแพทย์ที่ถูกลงโทษเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าว “จากทางสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการ”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า แต่ได้สั่งการให้กองวินัยเตรียมพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีการแจ้งเรื่องมาอย่างเป็นทางการ โดยตามขั้นตอนปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อมีการแจ้งเรื่องเข้ามายังฝ่ายวินัย จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแจ้งเข้ามาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้ให้ทางกองวินัยรับทราบและเตรียมพร้อมในการเสนอความเห็นแล้ว

ทั้งนี้ หากเป็นแพทย์ตำรวจ ที่ถูกพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น ในส่วนของวิชาชีพแพทย์จะต้องหยุดปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาลทันที และอาจมีการระงับค่าตอบแทนพิเศษสำหรับตำแหน่งในวิชาชีพนั้นๆ ส่วนในด้านวินัยตำรวจ จะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่ามีความผิดทางวินัยในข้อใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ และกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยการบริหารวินัย

ส่วนประเด็นว่า จะมีการดำเนินคดีอาญาหรือไม่นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า จะต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเข้ามา จึงจะสามารถดำเนินการได้ แต่ในส่วนของเรื่องวินัยนั้นจะต้องพิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวต่อว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งตัวนายทักษิณมารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งโรงพยาบาลตำรวจก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทยสภามีผลการพิจารณาออกมาเช่นนี้ ก็จะต้องนำผลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

เผยแพทย์หลังน้ำตาในที่ประชุม

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ยินเรื่องเล่าจากที่ประชุมวันนี้ว่า มีครูแพทย์หลายคนเสียน้ำตากลางที่ประชุม

เพราะหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ ๆ ทำผิดพลาด เกิด medical error แล้วถูกลงโทษเต็มที่ไม่มียั้ง

แต่หมอใหญ่รับใช้นักการเมืองโกงชาติ ผิดจรรยาบรรณแพทย์ กลับมีแพทย์ด้วยกันบางคนลุกขึ้นมาปกป้อง ครูแพทย์จึงเสียน้ำตา เพราะรู้สึกว่าในวงวิชาชีพที่มีหน้าที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ยังถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกันรังแกอย่างไม่ยุติธรรม

ครูแพทย์ที่มีใจเป็นธรรมและรักลูกศิษย์จึงเสียน้ำตากลางที่ประชุม ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจและสงสารลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม

แต่ท้ายที่สุด เสียงของแพทย์ส่วนใหญ่ระดับครูบาอาจารย์ มาก มาก มาก ก็ยังคงยืนหยัดรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ขอกราบคารวะอย่างสูง

เป็นเรื่องปกติในทุกสังคมและวิชาชีพที่จะต้องมีวิวาทะ แต่บ้านเมืองและวงวิชาชีพนั้นยังมั่นคงดำรงอยู่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังรักในความถูกต้องดีงาม เล่าให้ฟังเฉยๆ ในสิ่งที่ได้รับฟังมาเช่นกัน และเชื่อในส่วนดีของมนุษย์ครับ

กมธ.สภาโร่แจงผุด‘โรงหนัง4D’ มุ่งเผยแพร่ปชต.วอนขออย่าดราม่า

กมธ.สภาโร่แจงผุด‘โรงหนัง4D’ มุ่งเผยแพร่ปชต.วอนขออย่าดราม่า

กมธ.สภาโร่แจงผุด‘โรงหนัง4D’ มุ่งเผยแพร่ปชต.วอนขออย่าดราม่า

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กมธ.สภาโร่แจง ผุด‘โรงหนัง4D’ มุ่งเผยแพร่ปชต. วอนขออย่าดราม่า

ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ”โร่แจงเหตุผล เล็งผุด’โรงหนัง 4D’ ได้ไอเดียมาจากดูงาน ‘กฟผ’ ต้องการฉายประวัติศาสตร์การเมือง-เผยแพร่ประชาธิปไตยดันเป็นศูนย์เรียนรู้ของประชาชนแบบเปิด ขออย่าดรามาโยง‘เอ็นเตอร์เทนฯ-การพนัน’เตรียมแถลงรายละเอียด 13 พ.ค.’อนุสรณ์’แนะเปิดใจรับฟังเหตุผลงบปรับปรุงสภาฯชี้ต้องเอาความจำเป็น-ข้อมูลมากาง ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเสนอสร้างโรงภาพยนตร์ 4D ในอาคารรัฐสภาว่า ต้องการให้สภาเป็นสภาเปิดเต็มรูปแบบ หมายถึงให้สภาเป็นศูนย์การเรียนรู้ของประชาชน รัฐสภาสร้างด้วยเม็ดเงินมหาศาล 2-3 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ ถือเป็นจุดประสงค์หลัก หากเปิดมาแล้วต้องการสร้างแรงจูงใจให้คนได้เรียนรู้ในรูปของมิติ ทั้งการฉายสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศ ทำเป็นลักษณะนี้ด้วย ก็เลยมีการอธิบาย เขียนคำของบประมาณออกมาในรูปแบบของ 4D ซึ่งตนก็เพิ่งเห็นข้อมูลบางเรื่อง

“จริงๆแล้วจุดประสงค์คนละเรื่องเลย เราตั้งใจให้ประชาชนที่มาสภาฯได้เรียนรู้ ถ้าเป็นโรงภาพยนตร์จะเป็นลักษณะของการเอ็นเตอร์เทนมากกว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อันนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และโลกอนาคต” นายประเสริฐกล่าว และยอมรับว่า นำรูปแบบมาจากการไปดูงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วันนั้นเราไปทั้ง กมธ. โดยให้คณะอนุฯ ที่มีนายนิติพล ผิวเหมาะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนไปดำเนินการ ไปดูว่าถ้าเป็นลักษณะนั้นจะทำได้หรือไม่ ถ้าเราเปิดมาแล้วจะเป็นสถานที่เรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองและประชาธิปไตย เราอยากให้สภาเป็นของประชาชนจริงๆ

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า กรมเจ้าท่าเขาก็บอกว่าจะทำท่าเรือให้ประชาชนขึ้นมายังรัฐสภา เราถึงบอกว่าถ้าเป็นท่าเทียบเรือแล้ว เวลาคนมาทัศนะศึกษาทางน้ำตอนกลางคืน เราจะปรับรูปแบบสภาให้สง่างามเหมาะสม เป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นเสาหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่วนรายละเอียดต่างๆตนจะแถลงข่าววัน 13 พฤษภาคม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่า ประธาน กมธ.กิจการสภาระบุ อยากให้เด็กกรี๊ดเวลามาดูงานที่รัฐสภา นายประเสริฐกล่าวว่า ในรูปแบบหนึ่งคือ การสร้างแรงจูงใจ ต้องยอมรับความจริงเรื่องหนึ่งว่าการที่คนเข้ามาศึกษาดูงานในสภา เข้ามาแล้วเรียงแถวจากชั้น 1 ขึ้นไปห้องประชุมที่ สส.และ สว.ประชุมอยู่ เข้าไปนั่งนิดหนึ่งยืนคำนับแล้วจบ จากนั้นก็เดินเรียงแถวออกมา ตนบอกว่าถ้าเป็นลักษณะนี้ แรงบันดาลใจที่จะเกิดขึ้นสำหรับนักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทางการเมือง อาจไม่มีแรงดึงดูด ซึ่งผู้ที่มาศึกษาดูงานที่สภาฯมีทั้งนักเรียนชั้นประถม มัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย จึงมีแนวคิดลักษณะนี้

เมื่อถามว่า นอกจาก กฟผ.แล้วได้โมเดลจากต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ฟินแลนด์ เป็นเรื่องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่า สืบโยงกันหลายเรื่อง สภาของเราเป็นสภาใหญ่ลำดับต้นๆของโลก มีมูลค่าสร้างสูงมาก ซึ่งตอนเสนอ ตนไม่ทราบว่ารูปแบบการพิจารณาเป็นอย่างไร เช่น ผลประกอบการ การดำเนินการต่างๆ ดูแล้วลักษณะคือ ก่อสร้างยังไม่สมบูรณ์มากกว่า แต่รูปแบบอื่นยังไม่มีรายละเอียด

ถามว่าสาเหตุที่ต้องมีระบบ 4D เพราะเด็กที่มาทัศนะศึกษาจะได้ไม่ต้องดูแค่สส.ตีกันใช่หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เป็นลักษณะนั้น รูปแบบการทำระบบเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์การเมือง สร้างแรงจูงใจ

“ถ้ามีคนไปบรรยาย ความสนใจของคนจะดึงได้ถึงขนาดไหน บอกว่ามีการปฏิวัติรูปแบบ ล้มล้างการปกครองในระบบประชาธิปไตย ทำไมถึงเป็นลักษณะนั้น หรือเป็นการฉายเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง เราจะเน้นลักษณะนี้ ไม่ใช่จะบอกว่าเอาหนังมาฉายเป็นเอ็นเตอร์เทน บางคนก็ไม่เข้าใจ ไปแปลเป็นลักษณะของการพนันมากกว่า ผมเลยบอกว่าเราต้องเรียนรู้ อย่าดรามา เราเรียนรู้ความเป็นจริงด้วย” ประธานกมธ.กิจการสภาฯ กล่าว

ด้ายนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่างบปรับปรุงสภาฯ ไม่มีความคุ้มค่า ว่า ตนคิดว่าการนำเสนอเรื่องงบประมาณของสภาฯ เราต้องเปิดพื้นที่ให้เขาได้ชี้แจง โดยที่ไม่ต้องไปตัดสินก่อนว่างบประมาณที่จะไปปรับปรุงสภาส่วนใดทำได้หรือทำไม่ได้ ส่วนใดมากหรือส่วนใดน้อย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าอาคารรัฐสภาในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีเฉพาะสส. หรือบุคลากรทางการเมือง แต่ก็ยังมีประชาชนด้วย ดังนั้น เราอย่าเพิ่งไปสรุปว่าแพงหรือไม่จำเป็น แต่เราควรฟังการนำเสนอของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ และบางครั้งที่เปิดตัวเลขว่าสูงไป เราต้องฟังเหตุผลด้วย

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องฟังหูไว้หู ให้พื้นที่ เวลา และโอกาส ในการที่ฝ่ายเลขาธิการสภาฯ เขาจะนำเสนอต่อสังคม ฉะนั้น เราต้องไม่ตั้งต้นว่าทุกอย่างไม่สุจริต หรือมีความไม่โปร่งใสไปทุกเรื่อง แต่เราต้องตั้งต้นว่าการที่อาคารสภาฯ มีความจำเป็นในการปรับปรุงเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ ก็ต้องฟัง และหากสามารถชี้แจงได้ว่าสามารถปรับปรุงอาคารแล้วเป็นประโยชน์จริงก็ต้องมาพิจารณาเปิดข้อมูลถึงตัวเลข และราคากลาง ทั้งนี้ ในกมธ.กิจการสภาฯ ที่รวมทุกพรรคการเมือง ก็เล็งเห็นถึงประโยชน์ในส่วนหนึ่งว่าหากได้ปรับปรุงสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ หรือหากมีการปรับปรุงแล้วได้ประโยชน์มากกว่า เราก็ควรเปิดพื้นที่ และรับฟัง

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เราคงไม่ไปตัดสินว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร แต่ในข้อเท็จจริงคือทุกวันจะมีประชาชนมาดูงานกันที่สภาฯ อย่างไรก็ตาม เราต้องเปิดพื้นที่รับฟัง และทุกเหตุผลต้องฟังอย่างใจที่เป็นธรรม เช่น หากราคาเครื่องมือที่อยู่ในราคากลาง ไม่สูงเกินไป ถ้าจะเพิ่มแรงจูงใจในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ที่สุดก็จะได้ไปสู่เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ และต้องยอมรับว่าบางส่วนข้าราชการ หรือเลขาธิการสภาฯ มีคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งชุดปัจจุบันที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะไม่ได้ทำมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้แปลว่าตอบไม่ได้ แต่เขาต้องไปสืบค้นเรื่องราวที่ผ่านมา

ฉะนั้น วันนี้ก่อนเราจะวินิจฉัยว่าควรไม่ควร คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น เราก็ต้องเอาสัญญา ความจำเป็นเร่งด่วน และข้อมูลตัวเลขมาดู รวมถึงเปิดพื้นที่ในการรับฟังเหตุผลเช่นเดียวกัน

กกต.ออกหมายเรียกลอตแรกคดีฮั้ว 53สว.ขวัญผวา! ยกทัพปิดหมายหน้าบ้านพัก

กกต.ออกหมายเรียกลอตแรกคดีฮั้ว 53สว.ขวัญผวา! ยกทัพปิดหมายหน้าบ้านพัก

กกต.ออกหมายเรียกลอตแรกคดีฮั้ว 53สว.ขวัญผวา! ยกทัพปิดหมายหน้าบ้านพัก

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.ออกหมายเรียกลอตแรกคดีฮั้ว 53สว.ขวัญผวา! ยกทัพปิดหมายหน้าบ้านพัก นัดเข้าแก้ข้อกล่าวหา19พ.ค. ไม่มาตามนัดถือว่าสละสิทธิ์ ประธานสว.-รองปธ.โดนด้วย

“DSI” ผนึกกำลัง “กกต.” นำหมายเรียก คดีฮั้วเลือก สว.ลอตแรก 53 คน ประเดิมนำหมายแปะบ้าน 6 สว.คนดัง ที่พักในกทม.เพื่อเชิญตัวเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ด้าน “ร.ต.อ.ชนินทร์” รองเลขาธิการกกต.ร่อนหนังสือให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา 19 พ.ค.นี้ ถ้าไม่มาถือว่าสละสิทธิให้ถ้อยคำ แสดงพยานหลักฐาน ประธานวุฒิสภา-รองประธานโดนด้วย ‘สว.จิระศักดิ์-สว.วุฒิชาติ’ปิดบ้านเงียบ ด้าน’สว.อลงกต’พร้อมไปรับทราบข้อกล่าวหา ถ้าเป็นหมายออกของ กกต.ถ้าเป็นของดีเอสไอไม่ไป อ้างไม่มีอำนาจเหนือเรา ขณะที่’สว.โชคชัย’จ่อเลื่อนพบกกต.อ้างติดภารกิจ กังขาเจอเกมการเมืองกลบประเด็นร้อนช่วงนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 9พ.ค.รายงานข่าวเปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 8พ.ค.คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่มาจาก กกต.4คนและดีเอสไอ3คน รวมเป็น 7คน ได้ร่วมกันประชุมพิจารณาอย่างเข้มข้นตลอดหลายชั่วโมง เกี่ยวกับพฤติการณ์ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ละรายที่มีการกระทำเข้าข่ายความผิดตาม พรป.การได้มาซึ่งสว.พ.ศ.2561 โดยพยานหลักฐานชัดเจนว่า กระทำความผิด ไม่ได้ถูกเลือกเป็นสว.โดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือมาโดยการฮั้ว สว.นั้น

กกต.แปะหมายเรียก53สว.ฮั้ว

เบื้องต้น ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รอง เลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ได้เซ็นชื่อลงนามในหนังสือเรียกชี้แจงแก้กล่าวหาสำหรับ สว.53ราย โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็น สว.คนดังทางการเมือง มีทั้งบุคคลที่ภูมิลำเนาที่พักอาศัยในกรุงเทพฯและในหัวเมืองจังหวัดสำคัญในส่วนของดีเอสไอ เช้าวันที่ 9พ.ค.มีเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.กระจายกำลังกว่า 6จุดใน กทม.นำหมายเรียกของ กกต.เข้าพื้นที่เป้าหมายเชิญ สว.ล็อตแรก 53คน ดำเนินการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคู่ขนานไปกับพื้นที่ต่างจังหวัด ขั้นตอนหลังจากนี้ สว.รายใดที่ได้รับหนังสือเชิญชี้แจงจาก กกต.จะต้องเข้าให้การชี้แจง ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ตามวันเวลาที่กำหนด สำหรับพื้นที่แปะหมาย กทม. 6 จุด ประกอบด้วย บ้านพักของ นายอลงกต วรกี นายโชคชัย กิตติธเนศวร นายจิระศักดิ์ ชูความดี นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตรและนายพิศูจน์ รัตนวงศ์

นัดแก้ข้อหา19พ.ค.-ไม่มาสละสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือแจ้งข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอ นำไปปิดไว้ที่คอนโดของนายอลงกต วรกี เป็นหนังสือฉบับลงวันที่ 8พฤษภาคม2568 โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่26 เป็นผู้ลงนาม เนื้อหาระบุว่า ขอเชิญไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยสิ่งที่ส่งมาด้วยบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหา3แผ่น ในเอกสารระบุว่า ด้วยมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ท่านเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศกลุ่มที่20 หมายเลข144ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2561มาตรา70ประกอบมาตรา36มาตรา77(1) และมาตรา62 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้สั่งให้ดำเนินการไต่สวนเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏดังกล่าวโดยมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่26ของสำนักงาน กกต.ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 1107/2568ลงวันที่ 19มีนาคม2568และตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 1581/2568 ลงวันที่ 30เมษายน2568 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการไต่สวน

ในการนี้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนต่างคณะที่26 จึงขอส่งบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหามายังท่าน เพื่อให้โอกาสแก่ท่านได้ทราบถึงข้อกล่าวหาและมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐาน รวมทั้งให้โอกาสในการให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามมาตรา43 แห่งพป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 ประกอบข้อ54 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนการไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่5 พ.ศ. 2566 จึงขอให้ท่านไปให้ถ้อยคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันที่ 19พฤษภาคม2568 เวลา 13.30น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชั้น3 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.10210 หากท่านไม่ดำเนินการตามกำหนดดังกล่าวจะถือว่าท่านสละสิทธิ์ชี้แจงแสดงหลักฐาน หรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา อนึ่ง ท่านมีสิทธิ์ที่จะให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานและมีสิทธิ์ให้ทนายความหรือบุคคลซึ่งไว้วางใจเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงได้ 1คนและกรณีที่ไม่สามารถนำบุคคลดังกล่าวมาเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง ท่านไม่อาจนำมาเป็นเหตุขอเลื่อนการชี้แจงได้

ประธานวุฒิ-รองประธานโดนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกลุ่ม 60สว.ที่จะแจ้งหมายของกกต.มีชื่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา รวมอยู่ด้วย ที่มีแหล่งพำนักที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรีมย์และพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ที่มีแหล่งพำนักที่จ.สุราษฏรธานี ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามข้อเท็จจริงจาก สว.แต่ละคนตามรายชื่อที่ปรากฏในข่าว โดย นายพิศูจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหมายส่งมา ส่วนอนาคตหาก กกต.ส่งหมายมาจริงและจะเดินทางไปชี้แจงหรือไม่นั้น นายพิศูจน์ กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ ต้องดูว่า เป็นอย่างไรอีกที ไม่มีหรอก ข่าวปล่อยทั้งนั้นน่ะ การเมืองน่ะนะ

ลั่นไม่กังวล-ไม่มีเส้นทางการเงิน

ขณะที่ นายพิบูลย์อัฑฒ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ามีการออกหมายเรียก และขณะนี้ก็อยู่ต่างจังหวัด จึงยังไม่ทราบ เขาจะเรียกไปทำไม เราไม่ได้ฮั้ว จะเรียกไปสอบเรื่องฮั้วเราก็ตอบไม่ถูก ยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่อง

ส่วน นายโชคชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหมายเรียกดังกล่าว และส่วนตัวยังไม่รู้ว่าเป็นหมายเรียกอะไร เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องของเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการเลือกฮั้วส.ว.หรืออะไรเลย ดังนั้นหากได้รับหมายจริง จะต้องขอดูในรายละเอียดก่อนและขณะนี้ตนไม่ได้อยู่ที่บ้านพัก เพราะมีภารกิจอยู่ข้างนอก

ด้าน นายจิระศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นหมายเรียกดังกล่าวและส่วนตัวมองว่าเป็นการเรียกสุ่ม ขณะนี้ยังไม่มีอะไร ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร ขอดูรายละเอียดเมื่อได้รับหมายเรียกก่อน

เปิดภาพแปะหมายเรียก ‘สว.อลงกต’

เวลา 10.20น.ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงคลองต้นไทร คลองสาน กทม.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่DSI พร้อมเจ้าหน้าที่สืบสวนและไต่สวน กกต.ร่วมกันนำเอกสารหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.2561 ของ นายอลงกต วรกี (สว.) มาแจ้งแปะหมาย โดยพบว่า นายอลงกต ในฐานะเจ้าของห้องพักคอนโดมิเนียม ไม่ได้อยู่ที่ห้อง ส่วนคนที่รับทราบเรื่องเอกสารไว้แทน คือ น.ส.เอ (นามสมมติ) นิติคอนโดมิเนียม ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับ นายอลงกต

สว.จิระศักดิ์- วุฒิชาติ’ปิดบ้านเงียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนและไต่สวน กกต.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ดีเอสไอ นำเอกสารหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาไปแจ้งให้ นายจิระศักดิ์ ชูความดี (สว.) ที่ บ้านเลขที่123 ซอยวิภาวดี 62 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็น1ใน6จุดพื้นที่เป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ถึงหน้าบ้านพักของ นายจิระศักดิ์ เจ้าหน้าที่ได้กดกริ่งเรียก 2ครั้ง พบว่า ประตูบ้านปิดเงียบ ไม่มีบุคคลอยู่ภายใน เจ้าหน้าที่จึงนำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาติดไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน โดยมีตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมเป็นพยาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอได้เดินทางไปเป้าหมายที่ 2 ซึ่งเป็นบ้านพักเลขที่319 ในซอยลาดพร้าว23 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อนำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาไปมอบให้กับ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร (สว.) แต่ไม่พบตัว จึงนำหนังสือดังกล่าวติดไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้านเช่นกัน

ด้าน เจ้าหน้าที่ กกต.ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ได้ลงนามให้ส่งหลังสือเรียกชี้แจงข้อกล่าวหา สว.เกือบ60คน ให้เข้ามาชี้แจงกรณีที่กระทำการเข้าข่ายความผิดพรป.การได้มาซึ่งสว.2561หลังมีพยานหลักฐานว่ากระทำความผิด ไม่ได้ถูกเลือกเป็นสว.โดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือมาโดยการฮั้ว สว.

สำหรับวันนี้เจ้าหน้าที่ กกต.จะนำหนังสือเรียกชี้แจงข้อกล่าวหาไปมอบให้กับ สว.เกือบ 60คน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ เพื่อเชิญตัวมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยหลังจากนี้หาก สว.คนใดที่ได้รับหนังสือเชิญชี้แจงดังกล่าวจะต้องเข้าให้การชี้แจง ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามวันเวลาที่กำหนด

สว.อลงกต’ พร้อมรับทราบข้อกล่าวหา

นายอลงกต วรกี สว.กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก สว.ในคดีการฮั้วการเลือก สว.ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้หมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา เพราะบ้านที่ตนอยู่ปัจจุบันกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเป็นคนละหลังกัน ส่วนจะไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกหรือไม่นั้น ต้องดูว่า เป็นหมายที่ออกภายใต้หมวกของใคร ถ้าเป็นหมวกของกกต.พร้อมไปชี้แจง ถ้าเป็นหมายของดีเอสไอ ก็ไม่ไป เพราะเขาไม่มีอำนาจเหนือเรา ทุกอย่างให้ว่าไปตามหมวก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายเรียกดังกล่าวออกโดยมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของกกต. ที่มีกกต. ดีเอสไอ และปปง.ร่วมเป็นคณะกรรมการ นายอลงกต กล่าวว่า ถ้าเป็นหมายของ กกต. ก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องไปพบ เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า สว.มีทั้งคนรัก และคนชัง อย่าไปซีเรียสส่วน สว.คนอื่น รวมถึงประธาน และรองประธานวุฒิสภา ได้หมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกัน

สว.โชคชัย’จ่อเลื่อนพบ อ้างติดภารกิจ

ด้าน นายโชคชัย กิตติธเนศวร สว.กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และดีไอเอส ออกหมายเรียกในคดีการฮั้วเลือก สว.ว่า ยังไม่เห็นหมายเรียก เพราะเดินทางมาต่างจังหวัด ยืนยันไม่เคยมีเรื่องเส้นเงินที่เชื่อมกับการฮั้วเลือก สว.ไม่เคยจ่ายเงินให้ใคร หากได้รับหมายเรียกจริงและมาจากกกต.น่าจะต้องไป แต่อาจต้องขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาก่อน1ครั้ง เพราะติดภารกิจ ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายโชคชัย กล่าวว่า ลองไปพิจารณาดู จะเอาเรื่องนี้มากลบอะไรในช่วงนี้หรือไม่ ตระกูลตนก็เป็นตระกูลการเมือง พี่ชายเป็นสส. 2คน ตนเป็นสว. ขอให้พิจารณาดู

พิศูจน์’ ชี้การเมืองเล่นงานปล่อยข่าว

ขณะที่ นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ สว.ให้สัมภาษณ์ว่า ตนยังไม่ได้รับหมายตามที่เป็นข่าว ในรายละเอียดต้องขอดูอีกครั้ง ส่วนจะไปตามหมายเรียกหรือไม่ต้องว่ากันอีกครั้ง อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวตนเชื่อว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ปล่อยข่าวออกมา

ทวี’โวDSIจ่อเชือดมากกว่ากกต.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งหมายเรียกให้ สว.6ราย ในคดีการเลือก สว.ว่า เป็นการให้ความร่วมมือตามที่ กกต.ขอมา ซึ่ง DSI เป็นผู้หมายเรียกไปยังสมาชิกวุฒิสภาที่มีที่พักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพ มหานคร ส่วนหนึ่งก็ส่งไปรษณีย์ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด โดยความรับผิดชอบของ กกต.พื้นที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่ในหมายเรียก มีการระบุวันให้ปากคำ 19พฤษภาคมนั้น พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า เรื่องนี้เป็นสำนวนของ กกต.ส่วนสำนวนของ DSI ความคืบหน้าขณะนี้ ระบุว่า อาจจะมีเยอะมากกว่า กกต.นิดนึง

อย่างไรก็ตาม ในสำนวนของ กกต.ดีเอสไอเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่จะร่วมพิจารณาคดีนี้ ส่วนผู้ให้ปากคำจะเป็นชุดเดียวกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน พร้อมตอบคำถาม ถึงการออกหมายเรียกให้ปากคำสว.าชุดต่อไป โดยระบุว่า ต้องถาม กกต.บ้าง

สว.พันธุ์ใหม่จี้เร่งเอาผิดสายน้ำเงิน

น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.)แกนนำกลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำหมายเรียก สว. ไปแปะหน้าบ้านแต่ละคน ว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการ ถ้าบอกว่าวันนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตนมองว่าค่อนข้างช้า เพราะการได้มาซึ่ง สว. ผ่านมาแล้ว 10เดือน แต่อย่างน้อยกระบวนการก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้ว และเป็นการบูรณาการระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ กกต. ดีเอสไอและ ป.ป.ช. ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการดำเนินการตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อกระบวนการเริ่มแล้ว ประชาชนก็รอคอยคำตอบ ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ประชาชนตั้งความหวังไว้ ด้วยความอยากรู้ว่า สว.กลุ่มใหญ่ได้มาอย่างไร จะได้สิ้นสงสัย เมื่อถามภายในกลุ่ม สว.ได้พูดคุยอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ น.ส.นันทนา หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ปกติตนก็ไม่ได้พูดกับ สว.กลุ่มใหญ่อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าเขาพูดคุยอะไรกัน เราแทบจะไม่ได้พบปะพูดคุยกันอยู่แล้วเวลาอยู่ในสภา ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ ซึ่งสว.เสียงข้างมากก็จะมีกรรมวิธีในการสกัดให้เราไม่สามารถเสนอญัตติได้หรือไม่สามารถลงมติอะไรต่างๆได้ ทำให้เราไม่เคยพบปะพูดคุยอะไรกันอยู่แล้ว จึงไม่ทราบว่ากลุ่มใหญ่เขามีความเคลื่อนไหวอะไร

เมื่อถามว่ามองความเงียบของ สว. โดยเฉพาะ 3 ประมุข ประธานและรองประธาน จะมีผลดีผลเสียอย่างไรต่อสถานการณ์แบบนี้ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นว่าหมายเรียกมีไปถึงประธานวุฒิสภา หรือตำแหน่งรองประธานหรือไม่ เพราะชื่อที่ปรากฎในสื่อ มีเพียง 6 คน แต่บางสำนักระบุว่ารวมถึงประธานและรองประธานวุฒิสภาด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว โดยมารยาททางการเมือง ผู้ที่ถูกหมายเรียกแม้ว่าจะไม่ได้ถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ แต่ควรจะแสดงสปิริตหรือมารยาททางการเมืองด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่เอง เพราะการทำหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติมีความสำคัญมาก เป็นผู้ควบคุมการลงมติและการประชุม ในขณะที่ตัวเองยังถูกตรวจสอบและมีมูลถึงขั้นเรียกไปให้ข้อมูล

“กระบวนการตรวจสอบมันเดินมาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่โดยมารยาทแล้วก็ควรที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่เอง ตำแหน่งนี้มีความหมายและมีความสำคัญต่อฝ่ายนิติบัญญัติมากค่ะ” น.ส.นันทนา กล่าว เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะทำให้งานวุฒิสภาสะดุดหรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ต้องดูว่าการเรียกไปในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้นเท่าไหร่ และกระบวนการในการตรวจสอบจะใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหน ถ้าใช้เวลานานจนเกินไป การปฎิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาอาจจะสะดุดได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่ดำเนินการอยู่คงจะต้องเร่ง เพื่อจะไม่ให้กระบวนการนิติบัญญัติในฝั่งวุฒิสภาสะดุดหยุดลง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อาคารรัฐสภาไม่ได้มีเฉพาะสส. หรือบุคลากรทางการเมือง แต่ก็ยังมีประชาชนด้วยดังนั้น อย่าเพิ่งไปสรุปว่าแพงหรือไม่จำเป็นแต่เราควรฟังการนำเสนอของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ และบางครั้งที่เปิดตัวเลขว่าสูงไป เราต้องฟังเหตุผลด้วย”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ ‘พลังประชารัฐ’เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง มองหลากปัจจัยทำรัฐบาลอยู่ยาก

‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ ‘พลังประชารัฐ’เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง มองหลากปัจจัยทำรัฐบาลอยู่ยาก

‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ ‘พลังประชารัฐ’เตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง มองหลากปัจจัยทำรัฐบาลอยู่ยาก

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 30 เม.ย. 2568 ชวนพูดคุยกับ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในประเด็นความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ก็มีข่าวอยู่เนืองๆ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถูกชักชวนให้กลับไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง รวมถึงสัญญาณ “รอยร้าว” ระหว่างพรรคอันดับ 1 และ 2 ในฝั่งรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย ในเรื่อง “กาสิโน” ที่จะมาพร้อมกับสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์

“คือถ้าคนมันไปคุยใน ครม. จบแล้วว่าจะเอากาสิโน แล้วในพรรคร่วมรัฐบาล หัวหน้าพรรคก็อยู่ในรัฐบาล เป็นรองนายกฯ จบไปแล้ว แถลงข่าวแล้วจะเอาเข้าสภา มันก็ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว คือถ้าจะเปลี่ยนแปลงมันต้องคุยกันก่อน จะตบจูบอะไรมันต้องตบก่อนผ่าน ครม. แต่ถ้าผ่านนี่คือเอาแล้ว แต่พอเอามาแล้วมันเหมือนวันนี้เดินหน้าแล้วมาหักกันทีหลัง มันเหมือนเดินมาด้วยกันแล้วเอามีดแทง-เตะคว่ำเลย มันไปไม่ได้”

นายชัยวุฒิ มองว่า กาสิโนจะเป็นจุดแตกหักของรัฐบาล ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าพรรคภูมิใจไทยคิดอย่างไรจึงได้เปลี่ยนใจในภายหลัง แต่หากดูจากกระแสของประชาชนเรื่องนี้ก็ไปต่อได้ยาก ตนเชื่อว่าสุดท้ายพรรคการเมืองที่อยู่ฝั่งรัฐบาลทั้งหมดคงไม่เอาด้วย เพราะหากเห็นด้วยคงทำไปแล้ว ส่วนท่าทีของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ยังพยายามจะเดินหน้ากาสิโนต่อไป มองว่าก็คงเห็นเป็นผลงานอย่างที่พูดไว้ แต่สำหรับตนมองว่าผลเสียมีมากกว่า เพราะการพนันเป็นอบายมุข คนไทยเข้าไปเล่นมีแต่เสียหายล่มจมทางเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรมจะตามมามากมาย

ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน นายกฯ คือประคองไป ใช้คำว่ากลืนเลือดก็ได้จากการแทงกันเรื่องกาสิโน แต่เบื้องหลังจะมีการเจรจากันอย่างไรตนก็ไม่ทราบ เพราะเรื่องนี้มีผลประโยชน์เป็นแสนล้าน หากตกลงกันได้คงจะเดินหน้าต่อ แต่ในมุมมองของตน ดูจากท่าทีของ ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 เม.ย. 2568 ว่าไม่สนับสนุนกาสิโน แถมประกาศชื่อพ่ออย่าง เนวิน ชิดชอบ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ชัดเจนขนาดนี้พรรคภูมิใจไทยก็คงถอยหรือกลับลำไม่ได้

โดยสรุปความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย ก็อยู่กันไปแบบกลืนเลือดเพื่อรอเวลา แต่สิ่งที่ถามกันมามากกว่าคือการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะปรับอย่างไร ซึ่งจะเป็นจุดชี้ทิศทางต่อไปของรัฐบาล เช่น พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ประกาศแยกทางกัน หรือไม่ทั้ง 2 พรรคก็ยังคงอยู่ประคองกันต่อไปแบบลูบหน้าปะจมูก สุดท้ายสำหรับเรื่องกาสิโน ต้องรอดูร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ในการเปิดสมัยประชุมสภาครั้งหน้า จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ รวมถึงต้องรอดูท่าทีของมวลชนด้วย

ส่วนความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คู่ขนานไปกับการทำงานของรัฐบาล นายชัยวุฒิ มองว่า ณ เวลานี้ นายทักษิณดูจะเป็นจุดอ่อนเสียมากกว่า เพราะมีคดีความตางๆ อย่างเรื่องชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หากผลออกมาในเชิงลบน่าจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลพอสมควร แต่อีกด้านหนึ่ง หากไปมองคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเขาก็เชื่อมั่นในตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ให้เอาความจริงมาคุยกัน คนเลือกพรรคเพื่อไทยเลือกนายทักษิณ ไม่ใช่ น.ส.แพทองธาร หรือนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนหน้า น.ส.แพทองธาร

 อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ – ปากท้อง ได้อย่างที่ประชาชนคาดหวัง บวกกับไปทำสิ่งที่ขัดใจประชาชนอย่างเรื่องกาสิโน ก็ยิ่งทำให้ผู้คนเคลือบแคลงสงสัยว่าจะตกลงแล้วมาเป็นรัฐบาลเพื่อจะทำอะไร ตนจึงมองว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยน่าจะอยู่ยาก หรืออย่างที่ “มูดีส์ (Moody’s)” หรือ มูดีส์อินเวสเตอส์เซอร์วิส บริษัทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจการเงินชั้นนำของโลก ปรับลดอันดับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยลง ตนก็มองว่า ต้องยอมรับความจริงเรื่องที่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้เห็นเป็นผลงานชัดเจน มีแต่พูดไปเรื่อยแต่ไม่ได้ทำ คืออยู่กันไปวันๆ หนึ่ง

ส่วนคำถามว่า “อดีตนายกฯ ทักษิณ ผิดฟอร์มหรือไม่?” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มองว่า ย้อนไปดูสมัยที่นายทักษิณเป็นนายกฯ ช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวหลังลอยตัวค่าเงินบาท สินค้าไทยมีราคาถูก การส่งออกดีขึ้น มีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในยุคนั้นโตมาก แต่ปัจจุบันไม่มีปัจจัยเชิงบวกแบบนั้นแล้ว มีแต่ปัจจัยเชิงลบ ก็ต้องพิสูจน์ฝีมือ เพราะตอนสถานการณ์เป็นบวกก็อ้างเป็นผลงาน แล้วเมื่อถึงคราวสถานการณ์เป็นลบจะทำอย่างไร ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีวิสัยทัศน์และทีมงานมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจจนทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่น

ขณะที่ข้อสังเกตเรื่องบทบาทของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่อาจเกี่ยวข้องกับความแตกแยกภายในพรรคพลังประชารัฐ ประเด็นนี้ตนมองว่า นายทักษิณ กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จริงๆ ก็รู้จักกันหมดเพราะเป็นผู้ใหญ่ในทางการเมือง ทางฝั่งทหารกับฝั่งการเมืองเขารู้จักกันอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ตั้งแต่ยุครัฐบาลรัฐประหาร จนถึงยุคที่พรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ทั้ง 2 ฝ่ายต่อสู้กันมาตลอด ตนก็ไม่แปลกใจหากจะมีความแค้นต่อกัน

“ตอนตั้งรัฐบาลเศรษฐา อาจจะเสียงไม่พอ กลัวไม่ได้ พอเขาคิดว่าเสียงเขาพอแล้ว เสียงพอนี่ไม่ใช่เพราะทำตามกติกาด้วยนะ คือใช้วิธีดูด สส. เลย ดูดคนไป ซึ่งมันไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องในรัฐธรรมนูญ เหมือนขโมยของ – ปล้นกัน คนนี้อยู่พรรคนี้ก็ดึงไปเลย มันก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอยู่แล้ว”

หากให้เดาใจ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค ชัยวุฒิ กล่าวว่า ก็คงจะอยู่อย่างนี้ ทำหน้าที่ทำการเมืองไป ลองคิดว่าอยู่ดีๆ มีคนมาขโมยของของเราไป เราจะคุยกับคนคนนั้นหรือไม่ ก็ต้องโกรธอยู่แล้ว ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะลุกขึ้นมาสู้หรือไม่ ตอนนี้ก็กำลังสู้อยู่แล้ว อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดที่ผ่านมา เรื่องตั๋ว PN และการเลี่ยงภาษีของนายกฯ แพทองธาร ก็เป็นทีมงานพรรคพลังประชารัฐที่เตรียมข้อมูลให้ สส. ของพรรค คือ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ เป็นผู้อภิปราย ก่อนที่ สส. จากพรรคประชาชน อย่าง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จะมาช่วยขยายซ้ำ   

ถึงกระนั้น พรรคประชาชนก็ไม่ได้ไปให้สุด ทั้งที่เรื่องนี้สามารถร่วมกันลงชื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนในประเด็นจริยธรรมได้ แต่ตนก็ไม่แปลกใจกับท่าทีดังกล่าวของพรรคประชาชน ซึ่งแม้ว่าในส่วนของสมาชิกพรรค ความสัมพันธ์ระหว่างคนของพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยคงไม่แน่นแฟ้น เพราะต้องต่อสู้กันในการเลือกตั้ง อย่างพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของเสื้อแดง (กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย) ก็มีที่ย้ายไปเสื้อส้ม (กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ตามลำดับ) อย่าง จ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยก็ยังแพ้

แต่ในส่วนของบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อพรรค เชื่อว่าคงมีการคุยกัน ตระกูลของคนเหล่านั้นก็อยู่ร่วมกันมาเป็นสิบๆ ปี ไม่ใช่คนอื่นไกล ดังนั้นที่มีการพูดกันว่าในอนาคตพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนมีโอกาสจับมือกัน เรื่องนี้ก็เป็นไปได้ แต่จริงๆ ทุกพรรคก็มีโอกาสจับมือกันหมด เพียงแต่ตนชี้ให้เห็นว่าวันนี้พรรคประชาชนไม่ได้ค้านจริง ซึ่งอาจจับมือเป็นรัฐบาลเลยก็ได้ด้วยซ้ำโดยไม่ต้องรอการเลือกตั้งครั้งหน้า ยิ่งขณะนี้การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ต้องอาศัยเสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วด้วย แต่ที่ไม่จับก็เพราะคงมีเงื่อนไขอื่น

“ถ้าผมวิเคราะห์ก็คือพรรคส้มคงจะถือว่าเขาถือไพ่เหนือกว่า เขาก็ถือว่าถ้าเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้รัฐบาลเสียงไม่ดีใช่ไหม แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เพลี่ยงพล้ำ เขาก็มองว่าคะแนนของคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็จะไหลมาทางเขา อยู่อย่างนี้ดีกว่า เขาได้คะแนนเยอะขึ้นถ้าเลือกตั้งใหม่ ผมอยากให้เลือกตั้งใหม่มากกว่า ในความคิดผมนะ”

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขยายความเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า หากมีการยุบสภา พรรคประชาชนเชื่อว่าจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพิ่มขึ้น โอกาสต่อรองเป็นรัฐบาลก็มากขึ้น และตนเชื่อว่าหาก น.ส.แพทองธาร ไปต่อไม่ไหวในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การยุบสภาคงเป็นไปได้มากกว่าการลาออกแล้วหาคนอื่นมาเป็นนายกฯ แทน เพราะคนอื่นเป็นก็ไม่สามารถควบคุมได้ ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจวุ่นวายอีก

ส่วนที่ตนเคยตอบคำถามสื่อว่า “ไปร่วมก็บ้าแล้ว” เนื่องจากถูกถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะหวนกลับไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็มาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่รัฐบาลปัจจุบันเหมือนเรือที่ใกล้ล่มจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่พอใจของประชาชนเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ความแตกแยกภายในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลจากประเด็นกาสิโน และเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่จะตามมา ดังนั้นใครที่กระโดดลงไปในเรือที่มีสภาพแบบนี้ก็คงจะบ้า

อีกประเด็นน่าที่น่าสนใจ คือชัยชนะของ “พรรคกล้าธรรม” ในการเลือกตั้งซ่อมที่เขต 8  จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2568 เนื่องจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ก็คืออดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เรื่องนี้ตนมองว่าคงไม่ได้อ้างอิงไปถึงการเลือกตั้งระดับประเทศ โดยการเลือกตั้งซ่อมคือการเลือกตัวบุคคล คนในพื้นที่เขาก็เลือกคนที่รักหรือคนที่ดูแลเขาได้ดี ส่วนที่ทางพรรคกล้าธรรมมักประกาศอยู่เรื่อยๆ ว่าเดี๋ยวจะมี สส. มาร่วมกับพรรคเพิ่ม แล้วทุกสายตาก็จะจับจ้องมาที่พรรคพลังประชารัฐ นั่นก็เพราะเป็นคนกลุ่มเดียวกันมาก่อน ต่างดูแลกันไป – มา

“ประชาชนต้องเข้าใจอย่างนี้ สส. หรือนักการเมืองเขาก็ต้องไปช่วยเหลือชาวบ้าน ก็ต้องไปของบประมาณจากหน่วยงานรัฐ ไปขอประสานกับโน่นนี่นั่น ก็ต้องไปประสานงานกับรัฐบาลใช่ไหม เพื่อจะช่วยชาวบ้าน เพื่อจะทำพื้นที่ มันก็เรื่องปกติ ฉะนั้นนักการเมืองทุกคนก็จะมีความใกล้ชิดหรือเข้าไปมีการดูแลจากผู้ใหญ่จากรัฐบาล ก็จะสนิทกัน ผู้ใหญ่ก็บอกว่า_ดูแล_งนี่ _งต้องมาอยู่กับ_”

ทั้งนี้ ผู้ใหญ่อาจมองว่า เมื่อนักการเมืองมาของบประมาณหรือขอความช่วยเหลือก็เท่ากับเป็นลูกน้อง แต่เมื่อถึงการเลือกตั้งจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ก็อีกเรื่อง เพราะเลือกตั้งแล้วหนีก็ยังมีมาแล้ว ส่วนที่จะให้พูดถึงพรรคกล้าธรรม ตนไม่ได้ปรามาสว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่มี สส. เพราะทางนั้นเขาก็มีตัวผู้สมัคร มีบ้านใหญ่ มีการทำพื้นที่ พรรคกล้าธรรมก็คงไปได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร เช่น กระแสของพรรค หรือใครจะอยู่กับใคร

แต่หากให้ประเมินพรรคพลังประชารัฐ วันนี้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค ก็ยังสู้อยู่ ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้าจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งมาก – น้อยเพียงใด คงตอบไม้ได้ว่าทุกจังหวัด คงจะดูพื้นที่ที่มีสมาชิกพรรคและทีมงานที่พร้อมลงเลือกตั้ง ก็กำลังวางตัวผู้สมัครอยู่ ส่วนคำถามว่า บรรดานักการเมืองที่มีชื่อเสียงจะไหลออกจากพรรคในช่วงใกล้เลือกตั้งหรือไม่ เรื่องนี้ตนไม่รู้ ตอบแทนไม่ได้ ก็ต้องดูกันต่อไป

ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้เพราะเมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ร่วมรัฐบาล กลายเป็นฝ่ายค้านก็ถูกมองว่าไม่มีอำนาจ ไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้ คนในพรรคก็อาจหนีออกหมด แต่ในทางกลับกัน คนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็ต้องหาพรรคลง แล้วถามว่ามีใครที่ค้านจริงๆ ก็มีแต่พลังประชารัฐ ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐก็ต้องเป็นแกนหลักในการรวบรวมคนมาสู้ จะได้มากหรือน้อยตนไม่รู้ แต่ต้องทำให้ดีที่สุด ก็ถือว่าเป็นความหวังของคนกลุ่มหนึ่งที่จะต้องสู้

“หลายเรื่องที่มาวันนี้ ที่มีการตรวจสอบก็มาจากฝั่งเรา พอเข้าสู่การเลือกตั้งก็ต้องเป็นทางเลือกให้ประชาชน เพราะวันนี้อย่างที่ผมพูดตลอดว่ารัฐบาลมันไปไม่ไหวแล้ว มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ถ้าคุณเปลี่ยนไปส้ม ผมก็ไม่เชื่อเขาจะทำให้ประเทศนี้ดีขึ้น โดยเฉพาะแนวทางเขาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ต่อหลายๆ เรื่อง มันไปไม่ได้ แล้วไม่มีทีมงานมืออาชีพด้วย

ผมว่าไปไม่รอดหรอก เขาก็พูดแต่เรื่อง Negative Campaign (การรณรงค์เชิงลบ) ด่าโน่นด่านี่ไป พูดเอามันไปเรื่อย แต่ทำไม่ได้หรอกบริหารจริงๆ ฉะนั้นผมเชื่อว่าสุดท้ายคนที่มีวุฒิภาวะ คนที่เข้าใจ เขาก็ต้องเลือกพรรคที่เป็นคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความรักชาติบ้านเมือง มีมืออาชีพเข้ามาทำงาน ซึ่งก็ต้องเป็นพลังประชารัฐ ก็ต้องก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา วันนี้อาจดูยังไม่พร้อมแต่ก็ต้องปั้นตัวขึ้นมา”

ชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนโลโก้ครั้งล่าสุดของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดคำนิยามพรรค “อนุรักษ์นิยมทันสมัย” ว่า เอาจริงๆ ตนไม่ค่อยชอบคำว่าอนุรักษ์นิยมเท่าไรเพราะฟังดูแก่ และก็ไม่ได้ทำอะไรแบบจารีตประเพณีขนาดนั้น แต่หมายถึงทำอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ส่วนอะไรที่เห็นว่าดีอยู่แล้วไม่ควรเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแล้ววุ่นวายก็อย่าไปยุ่ง

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ  

แวดวงนักปกครอง : 10 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 10 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 10 พฤษภาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ” กรมการปกครอง รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และบรรยายพิเศษ “ประสบการณ์นักปกครองเพื่อการเป็นข้าราชการที่ดี”วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาข้าราชการพลเรือนสามัญที่อยู่ระหว่างการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ซึ่งอบรมระหว่างวันที่ 7-16 พฤษภาคม 2568 จำนวน 110 คน ณ โรงเรียนสืบสวนสอบสวนพนักงานฝ่ายปกครอง วิทยาลัยการปกครอง อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

นายศิวะเสก สินโทรัมย์ นายอำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา เป็นประธานในพิธียกเสาเอกอาคารกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอพิมายที่ 14 ณ บริเวณด้านข้างอาคารโดมอเนกประสงค์ ที่ว่าการอำเภอพิมาย โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ นายกกิ่งกาชาดอำเภอพิมาย ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี และสมาชิกกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอพิมาย เข้าร่วมพิธี

นายวรวุฒิ จันทร์สว่าง นายอำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท พร้อมด้วย สมาชิก อส. ร่วมกับ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 3 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 และอบต.บ่อแร่ นำน้ำ
อุปโภค-บริโภคออกแจกจ่ายตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ม.5 ต.บ่อแร่ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท เพื่อสนับสนุนน้ำให้กับชาวบ้าน เนื่องด้วยพื้นที่เข้าสู่สภาวะแล้ง ทำให้น้ำประปาบาดาลลดลง ตามโครงการ ราษฎร์รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง

นายพีรัช จันธิมา นายอำเภอแม่ใจ จ.พะเยา พร้อมด้วย นางชุติกาญจน์ จันธิมา นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่ใจ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะศรัทธา อ.แม่ใจ ร่วมเดินขบวนแห่เครื่องสักการะในงานประเพณีแปดเป็งไหว้สาปูจาพระเจ้าตนหลวง จากลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ไปยังวัดศรีโคมคำ (พระอารามหลวง) เพื่อเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลและสร้างการมีส่วนร่วมของพี่น้องพุทธศาสนิกชนของ อ.แม่ใจ และของ จ.พะเยา

นาย..อำเภอน้อย

ด่วน!เปิดชื่อ 55 สว. เรียกรับทราบข้อหาปม’คดีฮั้ว’ แบ่งเป็น 3 ลอต

ด่วน!เปิดชื่อ 55 สว. เรียกรับทราบข้อหาปม'คดีฮั้ว' แบ่งเป็น 3 ลอต

ด่วน!เปิดชื่อ 55 สว. เรียกรับทราบข้อหาปม’คดีฮั้ว’ แบ่งเป็น 3 ลอต

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.28 น.

ด่วน!เปิดชื่อ 55 สว. เรียกรับทราบข้อหาปม”คดีฮั้ว” แบ่งเป็น 3 ลอต ระหว่างวันที่ 19 – 21 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีรายงานข่าวแจ้งว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 55 คน ที่ได้รับการนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 70 ประกอบ มาตรา 36 มาตรา 77(1) และมาตรา 62 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สั่งให้ดำเนินการไต่สวนเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฏดังกล่าว โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 1107/2568 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 และตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 1581/2568 ลงวันที่ 30 เมษายน 2568 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการไต่สวน

ทั้งนี้ เป็นการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา และเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B กรุงเทพฯ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่ม สว.ที่นัดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 มีรายชื่อ สว.จำนวน 22 คน ได้แก่

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์
นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
นายมงคล สุระสัจจะ
พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย
นายเศก จุลเกษร

นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
นายอลงกต วรกี
นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
นายชีวะภาพ ชีวะธรรม

นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
นายสิทธิกร คงยศ
นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
นายสากล ภูลศิริกุล
นายนิพนธ์ เอกวานิช

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
นายวิเชียร ชัยสถาพร
นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล
นายพิบูลย์อัฑฆ์ หฤหรรษ์ปราการ
นายสมหมาย ศรีจันทร์

น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส
พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา

กลุ่ม สว.ที่นัดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 มีรายชื่อ สว.จำนวน 22 คน ได้แก่

นายสืบศักดิ์ แววแก้ว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพ็ชร์
นายจิระศักดิ์ ชูความดี
นายสมพร วรรณชาติ
นายจตุพร เรียงเงิน

น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ
นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น
นายสุเทพ สังข์วิเศษ
นายสมทบ ถีระพันธ์
นางนงลักษณ์ ก้านเขียว

นายฤซุ แก้วลาย
นายยะโก๊ป หีมละ
นายสมชาย นุ่มพูล
นางปวีณา สาระรัมย์
นายอภิชา เศรษฐวราธร

นายวิถี สุพิทักษ์
นายพิศูจน์ รัตนวงศ์
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
นายรุจิภาศ มีกุศล

นายสมพาน พละศักดิ์
พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย

กลุ่ม สว.ที่นัดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 มีรายชื่อ สว.จำนวน 11 คน ได้แก่

นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์
พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี
นายขวัญชัย แสนหิรัณย์
นางอจลา ณ ระนอง
นายโชคชัย กิตติธเนศวร

นายศุภชัย กิตติภูติกุล
นายประณีต เกรัมย์
นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ
นายสมดุล บุญไชย
นายสุนทนต์ กล้าการขาย
นายสุวิช จำปานนท์

ทั้งนี้ หนังสือเรียกให้ชี้แจงมีการระบุชัดเจนว่า หาก สว.ที่ได้รับหนังสือไม่มารับทราบ และไม่ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จะถือว่าสละสิทธิ์ในการชี้แจงแสดงหลักฐาน หรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหา

– 006

ชั้น 14 ส่อวุ่นอีก!!! ‘รพ.ราชทัณฑ์’เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติ’แพทยสภา’

ชั้น 14 ส่อวุ่นอีก!!! 'รพ.ราชทัณฑ์'เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติ'แพทยสภา'

ชั้น 14 ส่อวุ่นอีก!!! ‘รพ.ราชทัณฑ์’เล็งฟ้องศาลเพิกถอนมติ’แพทยสภา’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.20 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่ประชุมแพทยสภา พิจารณากรณีจริยธรรมของแพทย์ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ตำรวจ เกี่ยวกับจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยมีมติลงโทษแพทย์ 3 คน เป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!!! ‘แพทยสภา’มีมติฟันจริยธรรมหมอ 3 คน เอื้อ’ทักษิณ’ชั้น 14)

ล่าสุด มีรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า มติแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์ 3 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น 1 ใน 3 เป็นบุคลากรของกรมราชทัณฑ์ หรือ รพ.ราชทัณฑ์ โดยมีรายงานว่า บุคลากรของราชทัณฑ์​ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา คือคนที่ถูกแพทยสภาลงโทษว่ากล่าวตักเตือน ไม่ได้ถูกพักใบอนุญาต

ทั้งนี้ การดำเนินการหลังจากนี้ มีรายงานว่า ได้มีการหารือกับฝ่ายกฎหมาย อาจมีการยื่นอุทธรณ์ต่อแพทยสภา หรือยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนมติของแพทยสภา โดยให้เหตุผลว่า การพิจารณาเรื่องอาการป่วยมีหลายมิติ และโรคที่ผู้ต้องขังเป็นนั้น หลายกรณีเป็นโรคเฉพาะทาง และเป็นอาการป่วยจากโรคเฉพาะทาง จึงไม่สามารถใช้มาตรฐานทั่วไปในการวินิจฉัยได้

ที่สำคัญ โรคเฉพาะทางบางโรคบางอาการ หรือเกือบทุกอาการ ทั้งเรือนจำ และ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่มีบุคลากร ตลอดจนไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์รองรับอาการป่วยลักษณะนี้ จึงต้องตัดสินใจส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ฉะนั้น จึงไม่ถือว่ากระทำผิดมาตรฐานหรือจริยธรรมทางการแพทย์แต่อย่างใด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป่วยไม่วิกฤตจริง? เปิดฉบับเต็ม’แพทยสภา’ลงดาบหมอรักษา’ทักษิณ’)