คดี‘ชั้น 14’พ่นพิษ! ‘บิ๊กต่าย’สั่งกองวินัยเตรียมสอบ‘หมอ รพ.ตำรวจ’

คดี‘ชั้น 14’พ่นพิษ! ‘บิ๊กต่าย’สั่งกองวินัยเตรียมสอบ‘หมอ รพ.ตำรวจ’

คดี‘ชั้น 14’พ่นพิษ! ‘บิ๊กต่าย’สั่งกองวินัยเตรียมสอบ‘หมอ รพ.ตำรวจ’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

“ผบ.ตร.”รับทราบกรณี”แพทยสภา”ลงโทษ”หมอ” ปม”ทักษิณ”รักษาตัวชั้น 14 สั่งกองวินัยเตรียมสอบ หากเป็นแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภา มีมติลงโทษว่ากล่าวตักเตือน และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 ทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งต่อมามีรายงานข่าวว่า 2 ใน 3 ของแพทย์ที่ถูกลงโทษเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ ว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวจากทางสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่ได้สั่งการให้กองวินัยเตรียมพร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีการแจ้งเรื่องมาอย่างเป็นทางการ โดยตามขั้นตอนปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อมีการแจ้งเรื่องเข้ามายังฝ่ายวินัย จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแจ้งเข้ามาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้ให้ทางกองวินัยรับทราบ และเตรียมพร้อมในการเสนอความเห็นแล้ว

ผบ.ตร.กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเป็นแพทย์ตำรวจที่ถูกพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น ในส่วนของวิชาชีพแพทย์จะต้องหยุดปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาลทันที และอาจมีการระงับค่าตอบแทนพิเศษสำหรับตำแหน่งในวิชาชีพนั้นๆ ส่วนในด้านวินัยตำรวจ จะต้องมีการพิจารณาต่อไปว่ามีความผิดทางวินัยในข้อใดบ้าง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ และกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ว่าด้วยการบริหารวินัย

“ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่นิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีการพักใบอนุญาต จะต้องมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์ทันที แต่ในฐานะที่เป็นข้าราชการตำรวจ หากมีการกระทำผิดวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ส่วนประเด็นว่าจะมีการดำเนินคดีอาญาหรือไม่นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า จะต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษเข้ามาจึงจะสามารถดำเนินการได้ แต่ในส่วนของเรื่องวินัยนั้นจะต้องพิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งตัวนายทักษิณมารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งโรงพยาบาลตำรวจก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทยสภามีผลการพิจารณาออกมาเช่นนี้ ก็จะต้องนำผลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

‘DSI’ลงนามด่วนถึง’ผบ.ตร.-ปลัด มท.’ ร่วมมือสอบสวนเอาผิดฟอกเงินคดีฮั้วเลือก สว.

'DSI'ลงนามด่วนถึง'ผบ.ตร.-ปลัด มท.' ร่วมมือสอบสวนเอาผิดฟอกเงินคดีฮั้วเลือก สว.

‘DSI’ลงนามด่วนถึง’ผบ.ตร.-ปลัด มท.’ ร่วมมือสอบสวนเอาผิดฟอกเงินคดีฮั้วเลือก สว.

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 พ.ค.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงนามคำสั่งด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/1573 เรื่องขอความอนุเคราะห์การประสานการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษและการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ เรียน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยมีเนื้อหาว่า ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษศอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนศดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นคดี พิเศษที่ 24/2568

กรมสอบสวนคดีพิเศษขอเรียนมายังท่านว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีภารกิจที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีพิเศษข้างต้นทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการประสานการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามมาตรา 22 และมาตรา 22/1 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอรับการสนับสนุน และขอให้ท่านให้ความช่วยเหลือต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในการดำเนินคดีพิเศษ ทั้งนี้ ขอให้ท่านแจ้ง พนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามที่ได้รับการประสานงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วันเดียวกัน พ.ต.ต.ยุทธนา ลงนามคำสั่ง ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/1574 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์การประสานการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษและการให้ความช่วยเหลือและสนับ 
สนุนการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ดังนี้ เรียน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568

กรมสอบสวนคดีพิเศษขอเรียนมายังท่านว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีภารกิจที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้องกับคดีพิเศษข้างต้นทั่วประเทศ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการประสานการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 22 และมาตรา 22/1 กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอรับการสนับสนุน และขอให้ท่านให้ความช่วยเหลือต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในการดำเนินคดีพิเศษ ทั้งนี้ขอให้ท่านแจ้ง อธิบดีกรมการปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อดำเนินการตามที่ได้รับการประสานงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.ยุทธนา ได้มีการลงนามส่งหนังสือด่วนถึง ผบ.ตร.และ ปลัด มท.เพื่อขอร่วมมือสอบสวนเอาผิดฟอกเงินคดีฮั้วเลือก สว.ดังกล่าว ภายหลังจากที่ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0307.1/25786 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่อง การประสานความร่วมมือในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยกล่าวอ้างถึงกรณีนายอำเภอ ได้มีหนังสือรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ และผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รายงานข้อมูลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จากอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา

– 006

ตัวมัมพันธุ์ใหม่!!! ได้ทีกระทืบซ้ำ‘สายสีน้ำเงิน’ สอนมารยาททางการเมือง

ตัวมัมพันธุ์ใหม่!!! ได้ทีกระทืบซ้ำ‘สายสีน้ำเงิน’ สอนมารยาททางการเมือง

ตัวมัมพันธุ์ใหม่!!! ได้ทีกระทืบซ้ำ‘สายสีน้ำเงิน’ สอนมารยาททางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

ตัวมัมพันธุ์ใหม่!!! ได้ทีกระทืบซ้ำ”สายสีน้ำเงิน” สอนมารยาททางการเมือง แนะ”ประธาน-รองฯวุฒิสภา”ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่เอง หากเจอหมายเรียกส่งตรงถึงบ้าน กระทบหน้าที่”ประมุขสภาสูง” จี้”ดีเอสไอ-กกต.-ป.ป.ช.”เร่งกระบวนการ ชักช้าเดี๋ยวจะสะดุด

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แกนนำกลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำหมายเรียก สว.ไปแปะหน้าบ้านแต่ละคน ว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการ ถ้าบอกว่าวันนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ตนมองว่าค่อนข้างช้า เพราะการได้มาซึ่ง สว.ผ่านมาแล้ว 10 เดือน แต่อย่างน้อยกระบวนการก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้ว และเป็นการบูรณาการระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ กกต. , ดีเอสไอ และ ป.ป.ช.ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการดำเนินการตรวจสอบ ดังนั้น เมื่อกระบวนการเริ่มแล้ว ประชาชนก็รอคอยคำตอบ ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ประชาชนตั้งความหวังไว้ ด้วยความอยากรู้ว่า สว.กลุ่มใหญ่ได้มาอย่างไร จะได้สิ้นสงสัย

เมื่อถามภายในกลุ่ม สว.ได้มีการพูดคุยอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ น.ส.นันทนา หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ปกติตนก็ไม่ได้พูดกับ สว.กลุ่มใหญ่อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าเขาพูดคุยอะไรกัน เราแทบจะไม่ได้พบปะพูดคุยกันอยู่แล้วเวลาอยู่ในสภา ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ ซึ่งสว.เสียงข้างมากก็จะมีกรรมวิธีในการสกัดให้เราไม่สามารถเสนอญัตติได้หรือไม่สามารถลงมติอะไรต่างๆได้ ทำให้เราไม่เคยพบปะพูดคุยอะไรกันอยู่แล้ว จึงไม่ทราบว่ากลุ่มใหญ่เขามีความเคลื่อนไหวอะไร

เมื่อถามว่า มองความเงียบของ สว.โดยเฉพาะ 3 ประมุข ประธานและรองประธาน จะมีผลดีผลเสียอย่างไรต่อสถานการณ์แบบนี้ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นว่าหมายเรียกมีไปถึงประธานวุฒิสภา หรือตำแหน่งรองประธานหรือไม่ เพราะชื่อที่ปรากฎในสื่อ มีเพียง 6 คน แต่บางสำนักระบุว่ารวมถึงประธานและรองประธานวุฒิสภาด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว โดยมารยาททางการเมือง ผู้ที่ถูกหมายเรียกแม้ว่าจะไม่ได้ถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ แต่ควรจะแสดงสปิริตหรือมารยาททางการเมืองด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่เอง เพราะการทำหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติมีความสำคัญมาก เป็นผู้ควบคุมการลงมติและการประชุม ในขณะที่ตัวเองยังถูกตรวจสอบและมีมูลถึงขั้นเรียกไปให้ข้อมูล

“กระบวนการตรวจสอบมันเดินมาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ยังไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่โดยมารยาทแล้วก็ควรที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่เอง ตำแหน่งนี้มีความหมายและมีความสำคัญต่อฝ่ายนิติบัญญัติมากค่ะ” น.ส.นันทนา กล่าว

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะทำให้งานวุฒิสภาสะดุดลงหรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ต้องดูว่าการเรียกไปในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้นเท่าไหร่ และกระบวนการในการตรวจสอบจะใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหน ถ้าใช้เวลานานจนเกินไป การปฎิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาอาจจะสะดุดได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่ดำเนินการอยู่คงจะต้องเร่ง เพื่อจะไม่ให้กระบวนการนิติบัญญัติในฝั่งวุฒิสภาสะดุดหยุดลง

‘ไพบูลย์’เชื่อมติแพทยสภา เป็นหลักฐานสําคัญ ชี้ชะตา’ทักษิณ’ 13 มิ.ย.วันศาลไต่สวน

'ไพบูลย์'เชื่อมติแพทยสภา เป็นหลักฐานสําคัญ ชี้ชะตา'ทักษิณ' 13 มิ.ย.วันศาลไต่สวน

‘ไพบูลย์’เชื่อมติแพทยสภา เป็นหลักฐานสําคัญ ชี้ชะตา’ทักษิณ’ 13 มิ.ย.วันศาลไต่สวน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

‘ไพบูลย์’เชื่อมติแพทยสภา เป็นหลักฐานสําคัญ ชี้ชะตา’ทักษิณ’วันศาลไต่สวน 13 มิ.ย.นี้ ลั่นชัดเจนไม่ป่วยจริง ถือว่ายังไม่รับโทษ

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2568 นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงมติของแพทยสภา ที่ลงโทษแพทย์ 3 คนจากกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตํารวจ ว่า คําแถลงที่สําคัญของแพทยสภาคือ นายทักษิณ ไม่ได้ป่วยวิกฤตจริง ดังนั้นถือว่านายทักษิณยังไม่ได้รับโทษตามคําพิพากษาของศาลฎีกา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ถูกเรียกไปชี้แจงตามคำสั่งของศาล เมื่อไปยืนยันกับศาล จะยืนยันว่าป่วยวิกฤตก็ทำไม่ได้ เพราะจะมีความผิดในการให้การเท็จ เนื่องจากแพทยสภาซึ่งเป็นหน่วยงานโดยตรง ได้วินิจฉัยแล้ว แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ลงนาม แต่ก็ถือว่ามีผลไปแล้ว 

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุด ที่จะทำให้การไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. มีข้อยุติที่ถูกต้อง ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อนายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตจริง ซึ่งขณะนี้ชัดเจนแล้ว จึงถือว่ากรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล คิดว่านายทักษิณมีปัญหาแน่ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะมีความผิดไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ยังไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรี เพราะการส่งไปให้รัฐมนตรีเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เป็นเพียงกระบวนการตามกฎหมาย แต่รัฐมนตรีจะมารู้เรื่องป่วยวิกฤตดีกว่าแพทยสภาไม่ได้ 

ลอตแรกครบแล้ว! ‘กกต.-DSI’ติดหมายเรียก’สว.พิศูจน์-สว.พิบูลย์อัฑฒ์’

ลอตแรกครบแล้ว! 'กกต.-DSI'ติดหมายเรียก'สว.พิศูจน์-สว.พิบูลย์อัฑฒ์'

ลอตแรกครบแล้ว! ‘กกต.-DSI’ติดหมายเรียก’สว.พิศูจน์-สว.พิบูลย์อัฑฒ์’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

“กกต.-DSI”ติดหมายเรียกหน้าบ้าน”สว.พิศูจน์-สว.พิบูลย์อัฑฒ์” เจ้าตัวไม่อยู่บ้าน พร้อมสรุป 6 หมายเรียก สว.พื้นที่ กทม.ลอตแรกครบแล้ว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกันนำเอกสารหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไปมอบให้กับ นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ (สว.) บ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 7 ซอยร่มรื่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โดยปรากฏว่า วันนี้นายพิศูจน์ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแขวนเอกสารไว้ที่รั้วประตูบ้าน

ขณะที่ในส่วนของ นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ (สว.) เจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอ ได้นำเอกสารหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาไปยังที่พักอาศัย บ้านย่านเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซ.62 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ ปรากฏว่า นายพิบูลย์อัฑฒ์ ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังดังกล่าว แต่ได้มีคนในบ้านมาแสดงตนรับเอกสารไว้แทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานผลสรุปการนำหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาของบรรดา 6 สว.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบด้วย

1.นายอลงกต วรกี หมายเรียกไปยัง คอนโดมิเนียม ย่านซอยตากสิน 5 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงคลองต้นไทร คลองสาน กทม.

2.นายจิระศักดิ์ ชูความดี หมายเรียกไปยัง บ้านภายในซอยวิภาวดี 62 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

3.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร หมายเรียกไปยัง บ้านย่านซอยลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร จังหวัด กรุงเทพฯ

4.นายโชคชัย กิตติธเนศวร หมายเรียกไปยัง คอนโดมิเนียม ย่านถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ

5.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ หมายเรียกไปยัง บ้านภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซ.62 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ

และ 6.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ หมายเรียกไปยัง บ้านในซอยร่มรื่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

ทั้งหมดไม่มีผู้ใดปรากฏตัวในที่พักอาศัย

– 006

สางไฟใต้!!! ‘นายกฯ’ถก’รมว.กลาโหม-ผบ.ตร.-ปลัดมท.’

สางไฟใต้!!! 'นายกฯ'ถก'รมว.กลาโหม-ผบ.ตร.-ปลัดมท.'

สางไฟใต้!!! ‘นายกฯ’ถก’รมว.กลาโหม-ผบ.ตร.-ปลัดมท.’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ ร่วมกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องในเรื่องดังกล่าวที่ได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย น.ส.แพทองธาร กำชับให้ยุติความรุนแรงให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

จากนั้น น.ส.แพทองธาร ทวีตข้อความผ่าน X ว่า “จากการประชุมติดตามสถานการณ์ภาคใต้ กับ ผบ.ทบ.เมื่อวาน (8 พ.ค.) และได้เสนอให้มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วน วันนี้จึงได้เชิญท่านปลัดมหาดไทย และ ผบ.ตร.เพื่อรับฟังปัญหาและร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ในภาคใต้ สิ่งหนึ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน คือ การบูรณาการการทำงานในส่วนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจ และพลเรือน ช่วยกันทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก รวมถึงการร่วมมือกันในระดับจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จึงได้ขอความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้พูดคุยกับทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านทำงานร่วมกันระดับชุมชน นอกจากนี้ ได้ย้ำว่าหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติขาดอุปกรณ์ใดๆ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ ให้แจ้งมาที่ส่วนกลาง เพื่อจะได้จัดหา และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ”

– 006

‘สว.จิระศักดิ์’บอกอยู่ตจว. ยังไม่เห็นหมายเรียก‘ดีเอสไอ-กกต.’

‘สว.จิระศักดิ์’บอกอยู่ตจว. ยังไม่เห็นหมายเรียก‘ดีเอสไอ-กกต.’

‘สว.จิระศักดิ์’บอกอยู่ตจว. ยังไม่เห็นหมายเรียก‘ดีเอสไอ-กกต.’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.40 น.

“สว.จิระศักดิ์”บอกอยู่ต่างจังหวัด ยังไม่เห็นหมายเรียก”ดีเอสไอ-กกต.” ขอกลับไปดูรายละเอียด-พร้อมชี้แจงข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายจิระศักดิ์ ชูความดี สว.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเป็น สว.กลุ่มแรก ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหมายเรียกให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.ว่า ตนยังไม่เห็นหมายเรียกดังกล่าว เพราะเดินทางมาต่างจังหวัด ไม่ได้อยู่บ้านที่ กทม.จึงยังไม่รู้รายละเอียดว่าดีเอสไอ และ กกต.จะให้ไปชี้แจงเรื่องใดบ้าง ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการเรียกจากทั้งดีเอสไอ หรือ กกต.ในการเข้าไปให้ข้อมูลเรื่องต่างๆ แต่อยู่ๆ วันนี้ก็ทราบว่ามีชื่อตนถูกแจ้งข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้กังวลอะไร คงต้องกลับไปดูเอกสารว่าให้ชี้แจงเรื่องใดบ้าง และเตรียมข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ ไปชี้แจงตามขั้นตอนต่อไป

โอละพ่อ! คนสนิท ‘สว.โชคชัย’ บอกพิกัดบ้านผิด ทำ ‘กกต.-DSI’ หลงทาง

โอละพ่อ! คนสนิท 'สว.โชคชัย' บอกพิกัดบ้านผิด ทำ 'กกต.-DSI' หลงทาง

โอละพ่อ! คนสนิท ‘สว.โชคชัย’ บอกพิกัดบ้านผิด ทำ ‘กกต.-DSI’ หลงทาง

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

 ‘กกต.- DSI’ สุดป่วน!! เผยคนสนิท ‘สว.โชคชัย’บอกพิกัดจนท.จนหลงทางเข้าใจว่าบ้านอยู่กลางซอย ทั้งที่พิกัดอยู่คอนโดฯ  จนต้องพึ่งไปรษณีย์ช่วยก่อนนำหมายเรียกแปะหน้าคอนโดได้สำเร็จ 

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนและไต่สวน กกต. พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางขุนเทียน นำเอกสารหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ไปมอบให้กับนายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่อยู่เลขที่ 65/90 คอนโดมิเนียมแอสปาย สาทร-ตากสิน (Aspire Sathorn – Taksin) คอปเปอร์โซน ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ โดยมีนิติบุคคลของคอนโดฯ ตรวจสอบเอกสารหมายเรียก ก่อนพาเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอขึ้นไปยังห้องพักของนายโชคชัย 

โดยก่อนหน้านี้ เวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และ กกต. ได้นำหมายเรียกมาที่ชุมชนบริเวณซอยวัดหนัง ราชวรวิหาร แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชุมชนหลังวัด ถนนมีความแคบ และสองข้างทางปกคลุมไปด้วยป่า ต้องจอดรถไว้ที่ปากซอยแล้วเดินเท้าเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ไม่เจอบ้านเลขที่นายโชคชัย  กรอกรายละเอียดไว้ตอนเขียนใบสมัคร สว. เจ้าหน้าที่จึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามบุคคลใกล้ชิดของนายโชคชัย แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการบอกพิกัด เจ้าหน้าที่และทีมข่าวก็ได้เดินหากันอยู่นาน พร้อมทั้งสอบถามชาวบ้านในละแวกนั้น ก็พบว่าไม่มีบ้านเลขที่ดังกล่าวแถวนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ไปสอบถามกับที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้เคียง จึงทราบว่าเลขที่นี้อยู่ในคอนโดมิ เนียมย่านกัลปพฤกษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเดิมประมาณ 4.5 กิโลเมตร

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายศุภชัย ช้างกลาง เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน กกต. ออกมาเปิดเผยภายหลังนำหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาไปแจ้งไว้ด้านหน้าประตูห้องพัก ว่า นายโชคชัย (สว.) ไม่ได้อยู่ที่ห้องพัก  โดยมีการแจ้งว่าเดินทางไปต่างจังหวัด แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเดินทางไปตั้งแต่วันที่เท่าไร รวมถึงไม่ได้เข้ามาที่ห้องหลายวันแล้ว ส่วนนิติบุคคลก็แจ้งว่าในห้องไม่มีใครอยู่ 

ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าตอนแรกที่เดินทางไปไล่หาบ้านเลขที่ตามที่แจ้งไว้ไม่เจอ  เนื่องจากเจ้าตัวบอกพิกัดผิด คล้ายไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ จะมีความผิดอะไรหรือไม่นั้น ตนเรียนว่าส่วนนี้เราจะไม่นำมาเป็นประเด็น เพราะเราก็ต้องใช้ความสามารถในการส่งหมายไปตามที่อยู่ให้ได้ เขาจะพูดพิกัดที่อยู่อย่างไรให้เราหลง มันก็ต้องเป็นความสามารถของเราในการหาให้เจอได้ ส่วนอุปสรรคที่ใช้เวลานานในพื้นที่คอนโดฯ เนื่องจากเป็นสิทธิ์ของผู้อยู่อาศัย เราจึงต้องขออนุญาตขึ้นอาคารตามขั้นตอน ซึ่งนิติบุคคลให้ความร่วมมือดี ตอนนี้ภารกิจชุดตนได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามมอบหมายแล้ว โดยจะกลับไปรายงานผู้บังคับบัญชาต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการนำหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาตามความผิด พ.ร.ป. สว.61 ของเจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน กกต. และดีเอสไอ นำมาแสดงต่อ สว. 6 รายในพื้นที่ กทม. ล่าสุดได้เข้าพื้นที่แปะเอกสารหมายเรียกตามที่อยู่อาศัยแล้ว 4 ราย ได้แก่ นายอลงกต วรกี คอนโดมิเนียม ALiSS Wongwianyai ปากซอยตากสิน 5 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงคลองต้นไทร คลองสาน กทม. /นายจิระศักดิ์ ชูความดี บ้านเลขที่ 123 ซอยวิภาวดี 62 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ /นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร เลขที่ 319 ซอยลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร จังหวัด กรุงเทพฯ /และนายโชคชัย กิตติธเนศวร (สว.) เลขที่ 65/90 คอนโดมิเนียมแอสปาย สาทร-ตากสิน (Aspire Sathorn – Taksin) คอปเปอร์โซน ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งหมดไม่มีผู้ใดปรากฏตัวในที่พักอาศัย ขณะที่ยังเหลือในส่วนของ นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ เลขที่ 8/94 ซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ซ.62 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ /และนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ เลขที่ 166 หมู่ที่ 7 ซอยร่มรื่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และ กกต. ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

‘ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ’โร่แจงสร้าง’โรงหนัง4D’ต้องการฉายประวัติศาสตร์การเมืองให้ปชช.

‘ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ’โร่แจงสร้าง'โรงหนัง4D'ต้องการฉายประวัติศาสตร์การเมืองให้ปชช.

‘ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ’โร่แจงสร้าง’โรงหนัง4D’ต้องการฉายประวัติศาสตร์การเมืองให้ปชช.

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

‘ประธาน กมธ.กิจการสภาฯ’โร่แจงเหตุผลเล็งผุด’โรงหนัง4D’ได้ไอเดียมาจากดูงาน’กฟผ’ต้องการฉายประวัติศาสตร์การเมือง-ปชต. ดันเป็นศูนย์เรียนรู้ของประชาชนแบบเปิด ขออย่าดราม่าโยงลาม‘คอมเพล็กซ์-การพนัน’ เตรียมแถลงรายละเอียด 13 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2568 นายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเสนอสร้างโรงภาพยนตร์ 4D ในอาคารรัฐสภา ว่า ต้องการให้สภาเป็นสภาที่เปิดเต็มรูปแบบ หมายถึงให้สภาเป็นศูนย์การเรียนรู้ของพี่น้องประชาชน รัฐสภาสร้างด้วยเม็ดเงินมหาศาล 2-3 หมื่นล้านบาทจึงอยากให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ ถือเป็นจุดประสงค์หลัก หากเปิดมาแล้วต้องการสร้างแรงจูงใจให้คนได้เรียนรู้ในรูปของมิติ ทั้งการฉายสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สารสนเทศ ทำเป็นลักษณะนี้ด้วย ก็เลยมีการอธิบาย เขียนคำของบประมาณออกมาในรูปแบบของ 4D ซึ่งตนก็เพิ่งเห็นข้อมูลบางเรื่อง

“จริงๆ แล้วจุดประสงค์มันคนละเรื่องเลย เราตั้งใจให้ประชาชนที่เขามาสภาฯ ได้เรียนรู้ ถ้าเป็นโรงภาพยนตร์จะเป็นลักษณะของการเอ็นเตอร์เทนมากกว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อันนี้จะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และโลกอนาคต” นายประเสริฐ กล่าว

ประธานกมธ.กิจการสภาฯ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่า นำรูปแบบมาจากการไปดูงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วันนั้นเราไปทั้ง กมธ. โดยให้คณะอนุฯ ที่มี นายนิติพล ผิวเหมาะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไปดำเนินการ ไปดูว่าถ้าเป็นลักษณะนั้นจะทำได้หรือไม่ ถ้าเราเปิดมาแล้วจะเป็นสถานที่เรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง และประชาธิปไตย เราอยากให้สภาฯ เป็นของพี่น้องประชาชนจริงๆ

“กรมเจ้าท่าเขาก็บอกว่าจะทำท่าเรือให้ประชาชนขึ้นมายังรัฐสภา เราถึงบอกว่าถ้าเป็นท่าเทียบเรือแล้ว เวลาคนมาทัศนศึกษาทางน้ำตอนกลางคืน เราก็จะปรับรูปแบบสภาฯ ของเราให้สง่างามเหมาะสม เป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นเสาหลักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ผมจะแถลงข่าวในวัน 13 พ.ค.นี้” นายประเสริฐ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยว่า ประธาน กมธ.กิจการสภา ระบุ อยากให้เด็กกรี๊ดเวลามาดูงานที่รัฐสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า ในรูปแบบหนึ่งคือการสร้างแรงจูงใจ ต้องยอมรับความจริงเรื่องหนึ่งว่าการที่คนเข้ามาศึกษาดูงานในสภาฯ เข้ามาแล้วเรียงแถวจากชั้นที่ 1 ขึ้นไปห้องประชุมที่ สส.และ สว.ประชุมอยู่ เข้าไปนั่งนิดหนึ่งยืนคำนับแล้วจบ จากนั้นก็เดินเรียงแถวออกมา ตนบอกว่าถ้าเป็นลักษณะนี้ แรงบันดาลใจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นสำหรับเด็กนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทางการเมืองเขาอาจจะไม่มีแรงดึงดูด ซึ่งผู้ที่มาศึกษาดูงานที่สภาฯ มีทั้งนักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย จึงมีแนวคิดลักษณะนี้

เมื่อถามว่า นอกจาก กฟผ.แล้ว ได้โมเดลจากต่างประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ฟินแลนด์เป็นเรื่องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมากกว่า มันสืบโยงกันหลายเรื่อง สภาฯ ของเราเป็นสภาใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก มีมูลค่าในการสร้างสูงมาก ซึ่งตอนเสนอตนไม่ทราบว่ารูปแบบในการพิจารณาเป็นอย่างไร เช่น ผลประกอบการ การดำเนินการต่างๆ ดูแล้วลักษณะคือก่อสร้างยังไม่สมบูรณ์มากกว่า แต่รูปแบบอื่นยังไม่มีรายละเอียด

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ต้องมีระบบ 4D เพราะเด็กๆ ที่มาทัศนศึกษาจะได้ไม่ต้องดูแค่เฉพาะ สส.ตีกันใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นลักษณะนั้น รูปแบบของการทำระบบจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์การเมือง เป็นการสร้างแรงจูงใจ

“ถ้ามีคนไปบรรยาย ถามจริงๆ ความสนใจของคน จะดึงได้ถึงขนาดไหน บอกว่ามีการปฏิวัติรูปแบบ ล้มล้างการปกครองในระบบประชาธิปไตย ทำไมถึงเป็นลักษณะนั้น หรือเป็นการฉายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การเมือง เราจะเน้นในลักษณะนี้ ไม่ใช่จะบอกว่าเอาหนังมาฉายเป็นเอ็นเตอร์เทน บางคนก็ไม่เข้าใจ ไปแปลเป็นลักษณะของการพนันมากกว่า ผมเลยบอกว่าเราต้องเรียนรู้ อย่าไปดราม่า เราเรียนรู้ความเป็นจริงด้วย” ประธานกมธ.กิจการสภาฯ กล่าว

ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย

ย้อนไทม์ไลน์!!! ‘คดีฮั้วเลือก สว.’…จนถึงวัน‘ออกหมายเรียก’

ย้อนไทม์ไลน์!!! ‘คดีฮั้วเลือก สว.’...จนถึงวัน‘ออกหมายเรียก’

ย้อนไทม์ไลน์!!! ‘คดีฮั้วเลือก สว.’…จนถึงวัน‘ออกหมายเรียก’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา เกี่ยวกับ “กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” หรือการเลือก สว. ทั้งขั้นตอนที่ซับซ้อนเข้าใจได้ยาก อีกทั้งยังถูกมองว่าอาจมีการ “ฮั้ว” หรือสมคบคิดเพื่อให้หน้าตาของ สว.เป็นไปตาม “ใบสั่ง” ที่มีบางคน – บางกลุ่มวางแผนไว้ มีความพยายามร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดนำมาสู่การเรียก สว.จำนวน 53 คน เข้ามาชี้แจง

– การเลือก สว.นั้น จะใช้ระบบที่ “ผู้สมัครเลือกกันเอง” โดยไล่มาตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศ โดยการเลือก สว.เมื่อปี 2567 เลือกระดับอำเภอในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ระดับจังหวัดในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และรอบสุดท้ายคือการเลือกระดับประเทศ ซึ่งผู้สมัครทุกคนที่ผ่านมาถึงรอบนี้ จะต้องมาเลือกกันที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567

– วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองรายชื่อ สว.จำนวน 200 คน และ สว.สำรองอีก 99 คน แม้จะมีคำร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งกว่า 570 เรื่อง

– วันที่ 25 สิงหาคม 2567 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ทำหนังสือแจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่าได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ DSI เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561

– วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ทำหนังสือแจ้ง DSI ว่าได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ DSI เป็นคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไต่สวนและการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.

– วันที่ 3 กันยายน 2567 DSI ได้รับคำร้องสอบสวนฮั้วเลือก สว. 3 กรณี

– วันที่ 25 กันยายน 2567 DSI แจ้ง กกต.ว่าได้รับคำร้องของ พล.ต.ต.อนุชา จารยะพันธุ์ , นายภัทรพงศ์ ศุภักอักษร และนายทินกร จิตต์ไพบูลย์ ที่ขอให้ตรวจสอบการฮั้วเลือก สว.ไว้สืบสวนแล้ว

– วันที่ 22 มกราคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ทำหนังสือขอให้ DSI แจ้งรายละเอียดของ 3 คำร้อง ที่ DSI รับไว้สืบสวนและความคืบหน้าของการสืบสวนภายในวันที่ 24 มกราคม 2568

– วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 DSI แจ้ง กกต.ว่าผลการสืบสวนทั้งสามคำร้องพบว่ามีการกระทำความผิดทางอาญา และขอให้ กกต.ตอบกลับภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าความผิดทางอาญาใดที่ กกต.จะดำเนินการ และความผิดทางอาญาใดที่จะให้ DSI ดำเนินการ

– วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 กลุ่ม สว.ตัวสำรอง ในนาม “กลุ่ม สว.เพื่อประชาชน” ราว 30 คน นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง (กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) เดินทางไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้เข้ามาร่วมสอบสวนคดีการฮั้วโกง และบล็อกโหวตในการได้มาซึ่ง สว.เมื่อปี 2567 เนื่องจากที่ผ่านมาทางกลุ่มได้ติดตามทวงถามผลการดำเนินการกับทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อยมา พร้อมทั้งได้มีการนำข้อมูลพยานหลักฐานมอบให้ กกต.พิจารณาตรวจสอบอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ต่อมาได้รับแจ้งจาก กกต.ว่ายกคำร้องและยุติเรื่องถึง 200 เรื่อง โดยไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ ทำให้รู้สึกคลางแคลงใจและไม่มั่นใจต่อการดำเนินการของ กกต.เป็นอย่างมาก

– วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 DSI เผยพบความผิดปกติจริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

– วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ทำหนังสือตอบกลับ DSI ว่าเนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า DSI ได้รับไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการ กกต.พิจารณา

– วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เปิดเผยว่าสำนักงาน กกต.ได้รับหนังสือจาก DSI แล้ว และอยู่ระหว่างการประมวลเรื่อง ก่อนส่ง กกต.พิจารณา 

– วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 DSI เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับกรณีฮั้วเลือก สว.2567 ไว้เป็นคดีพิเศษ โดยให้เหตุผลว่าพบการกระทำความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แบ่งหน้าที่กันทำ มีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในการเตรียมโปรแกรมคำนวณการลงคะแนนออกเป็นโพยฮั้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวน สว.ที่ต้องการ

– วันที่ 4 มีนาคม 2568 กกต.ประชุมลับและส่งหนังสือชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว.ถึง DSI แล้ว

– วันที่ 5 มีนาคม 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตือน กกต.ว่าหากไม่เร่งพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว.ให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเพียง 3 เดือน และมีผู้ถูกร้องเรียนถึง 140 คน หากล่าช้าอาจเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิด 

– วันที่ 6 มีนาคม 2568 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้ประชุมเพื่อพิจารณาคดีฮั้วการเลือกตั้ง สว.ปี 2567 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม

มติที่ประชุม : ที่ประชุมมีมติ 11 เสียง เห็นชอบ , 4 เสียง ไม่เห็นชอบ และ 3 เสียง งดออกเสียง ให้รับคดีฮั้วการเลือกตั้ง สว.เป็นคดีพิเศษ โดยพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากมีการใช้เงินมากกว่า 300 ล้านบาท ในกระบวนการเลือกตั้ง

– วันที่ 12 มีนาคม 2568 คณะ สว.ตัวจริง จำนวน 81 คน นำโดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร (สว.กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) ยื่นคำร้องที่มี สว.ร่วมลงชื่อ 105 คน ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นผลสืบเนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีฮั้ว สว.ข้อหาฟอกเงินเป็นคดีพิเศษ โดยเห็นว่าไม่มีอำนาจ

– วันที่ 24 เมษายน 2568 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.โดยระบุว่า DSI จะทำสำนวนในเรื่องการฟอกเงินและอั้งยี่ซ่องโจร ในขณะที่ กกต.จะทำสำนวนเรื่องการฮั้วเลือก สว.

– วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง DSI และ กกต.มีคำสั่งเรียก สว.จำนวน 53 คน เข้ามาชี้แจงแก้กล่าวหา ภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 และมีการจัดกำลังนำหมายเรียกไปติดไว้หน้าที่พักของ สว.กลุ่มดังกล่าว โดยมี 6 คน มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ 1.นายอลงกต วรกี 2.นายโชคชัย กิตติธเนศวร 3.นายจิระศักดิ์ ชูความดี 4.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ 5.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และ 6.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์

อ้างอิง :

– เปิดขั้นตอนการเลือก สว. 3 ระดับ ผ่านระบบ “เลือกกันเอง” พร้อมช่องทางให้ประชาชนร่วมสังเกตการณ์

– เช็ครายชื่อด่วน!!! สว.200 คน-บัญชีสำรอง 100 คน

– ‘สว.สำรอง’บุก‘DSI’ ร้องสอบปมล็อคโหวตฮั้วสว. หลังกกต.ตีตกคำร้อง

– สว.ลุยยื่นป.ป.ช.ฟันผิด157‘ทวี-อธิบดีดีเอสไอ’สอบฮั้วสภาสูง เปรียบหนักๆแมวจับปลาในน้ำ

– อธิบดี DSI เผยปมฮั้วเลือก สว.รับเป็นคดีพิเศษ 2 คดี มูลฐานฟอกเงิน-อั้งยี่

– เริ่มแล้ว! เปิดปฏิบัติการ ‘DSI-กกต.’ แจกหมายเรียกคดีฮั้ว สว.ชุดแรก 53 ราย

– เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม! ‘กกต.-DSI’ออกหมายเรียก 53 สว. แจงคดีฮั้ว