‘อนุสรณ์’แนะเปิดใจรับฟังเหตุผลงบรีโนเวตสภาฯ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน

'อนุสรณ์'แนะเปิดใจรับฟังเหตุผลงบรีโนเวตสภาฯ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน

‘อนุสรณ์’แนะเปิดใจรับฟังเหตุผลงบรีโนเวตสภาฯ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

‘อนุสรณ์’แนะเปิดใจรับฟังเหตุผลงบปรับปรุงสภาฯ ชี้ต้องเอาความจำเป็น-ข้อมูลมากาง ไม่ใช่ตัดสินไปก่อน  

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่างบปรับปรุงสภาฯ ไม่มีความคุ้มค่า ว่า ตนคิดว่าการนำเสนอเรื่องงบประมาณของสภาฯ เราต้องเปิดพื้นที่ให้เขาได้ชี้แจง โดยที่ไม่ต้องไปตัดสินก่อนว่างบประมาณที่จะไปปรับปรุงสภาส่วนใดทำได้หรือทำไม่ได้ ส่วนใดมากหรือส่วนใดน้อย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าอาคารรัฐสภาในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีเฉพาะสส. หรือบุคลากรทางการเมือง แต่ก็ยังมีประชาชนด้วย ดังนั้น เราอย่าเพิ่งไปสรุปว่าแพงหรือไม่จำเป็น แต่เราควรฟังการนำเสนอของผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ และบางครั้งที่เปิดตัวเลขว่าสูงไป เราต้องฟังเหตุผลด้วย 

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องฟังหูไว้หู ให้พื้นที่ เวลา และโอกาส ในการที่ฝ่ายเลขาธิการสภาฯ เขาจะนำเสนอต่อสังคม ฉะนั้น เราต้องไม่ตั้งต้นว่าทุกอย่างไม่สุจริต หรือมีความไม่โปร่งใสไปทุกเรื่อง แต่เราต้องตั้งต้นว่าการที่อาคารสภาฯ มีความจำเป็นในการปรับปรุงเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ ก็ต้องฟัง และหากสามารถชี้แจงได้ว่าสามารถปรับปรุงอาคารแล้วเป็นประโยชน์จริงก็ต้องมาพิจารณาเปิดข้อมูลถึงตัวเลข และราคากลาง ทั้งนี้ ในกมธ.กิจการสภาฯ ที่รวมทุกพรรคการเมือง ก็เล็งเห็นถึงประโยชน์ในส่วนหนึ่งว่าหากได้ปรับปรุงสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ หรือหากมีการปรับปรุงแล้วได้ประโยชน์มากกว่า เราก็ควรเปิดพื้นที่ และรับฟัง

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เราคงไม่ไปตัดสินว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร แต่ในข้อเท็จจริงคือทุกวันจะมีประชาชนมาดูงานกันที่สภาฯ อย่างไรก็ตาม เราต้องเปิดพื้นที่รับฟัง และทุกเหตุผลต้องฟังอย่างใจที่เป็นธรรม เช่น หากราคาเครื่องมือที่อยู่ในราคากลาง ไม่สูงเกินไป ถ้าจะเพิ่มแรงจูงใจในการสร้างความรู้ความเข้าใจ ที่สุดก็จะได้ไปสู่เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ และต้องยอมรับว่าบางส่วนข้าราชการ หรือเลขาธิการสภาฯ มีคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งชุดปัจจุบันที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะไม่ได้ทำมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้แปลว่าตอบไม่ได้ แต่เขาต้องไปสืบค้นเรื่องราวที่ผ่านมา

ฉะนั้น วันนี้ก่อนเราจะวินิจฉัยว่าควรไม่ควร คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น เราก็ต้องเอาสัญญา ความจำเป็นเร่งด่วน และข้อมูลตัวเลขมาดู รวมถึงเปิดพื้นที่ในการรับฟังเหตุผลเช่นเดียวกัน

‘ทวี’เผย’กกต.’ประสาน’ดีเอสไอ’แปะหมายเรียกหน้าบ้าน 6 สว. คดีฮั้ว

'ทวี'เผย'กกต.'ประสาน'ดีเอสไอ'แปะหมายเรียกหน้าบ้าน 6 สว. คดีฮั้ว

‘ทวี’เผย’กกต.’ประสาน’ดีเอสไอ’แปะหมายเรียกหน้าบ้าน 6 สว. คดีฮั้ว

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

‘ทวี’เผย’กกต.’ประสาน’ดีเอสไอ’แปะหมายเรียกหน้าบ้าน 6 สว. คดีฮั้วชุดแรกพื้นที่กทม. ส่วนต่างจังหวัด กกต.ร่วมกับตำรวจ ปัดตอบ มติลงโทษแพทยสภา ปมชั้น 14 บอกยังไม่ได้รับรายงาน

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำหมายเรียกในคดีฮั้วเลือกสว.ชุดแรก 6 คน ไปติดไว้หน้าบ้านพักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เป็นการดำเนินการของ กกต. ซึ่ง กกต.ได้ขอความร่วมมือมาที่กระทรวงยุติธรรม โดยดีเอสไอส่งหมายเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนในจังหวัดต่างๆ ส่วนหนึ่งได้มีการส่งไปรษณีย์ ซึ่งเป็นเรื่องของ กกต.กับตำรวจ

ส่วนจะมีการเรียกมาให้ปากคำเมื่อไหร่นั้น ตนเองไม่ทราบ เพราะเป็นสำนวนของ กกต. รวมถึงหมายเรียกชุดถัดไปด้วย ก็เป็นเรื่องของ กกต.เช่นกัน

ส่วนดีเอสไอจะไปร่วมสอบด้วยหรือไม่นั้น พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ดีเอสไอเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการที่ร่วมดำเนินการด้วย ดังนั้นก็จะเข้าไปร่วมสอบปากคำ เพราะ กกต.ก็ได้ขอหลักฐานจากดีเอสไอไปด้วย 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าสำนวนของทางดีเอสไอ ในคดีฮั้วสว.นั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สำนวนคดีของดีเอสไอมีมากกว่าของทาง กกต.อยู่จำนวนมาก แต่ได้นำเพียงแค่หลักฐานบางส่วนไปให้ ส่วนจะมีใครเกี่ยวข้องบ้าง ขอให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย หลังมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบว่าการดำเนินการของแพทย์ ต่อกรณีการรักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ตอบคำถามสั้นๆ ว่า ยังไม่ได้รายละเอียด ก่อนเดินทางกลับทันที

‘สพฐ.’ แจ้งสถานศึกษาไม่ตื่นตระหนกข่าวลือ ‘โควิด’ ย้ำไม่ประมาท

'สพฐ.' แจ้งสถานศึกษาไม่ตื่นตระหนกข่าวลือ 'โควิด' ย้ำไม่ประมาท

‘สพฐ.’ แจ้งสถานศึกษาไม่ตื่นตระหนกข่าวลือ ‘โควิด’ ย้ำไม่ประมาท

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘สพฐ.‘ แจ้งสถานศึกษาไม่ตื่นตระหนกข่าวลือโควิด-19 ย้ำไม่ประมาท เฝ้าระวังต่อเนื่อง

9 พ.ค. 68 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีความห่วงใย และได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมความพร้อมในการเปิดเรียนให้ดีที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องการดูแลสุขภาพของนักเรียนและครู ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาผ่านสื่อบางแห่ง ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ (เมษายน 2568) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนและสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ โดยโรคโควิด-19 ขณะนี้ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี และมีแนวโน้มพบมากขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งตรงกับช่วงเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในลักษณะที่รุนแรงหรือเป็นกลุ่มก้อน และข้อมูลที่เผยแพร่บางส่วนในสื่อสังคมออนไลน์นั้น เป็นข่าวเท็จ หรือมีเจตนาสร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาชน โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2568 พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 41,197 ราย เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งถือว่าต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 ที่มีผู้ป่วยมากถึง 777,730 ราย และเสียชีวิต 222 ราย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้สถานการณ์ดังกล่าวจะยังไม่อยู่ในระดับที่รุนแรง แต่ขอให้เขตพื้นที่และโรงเรียนทุกแห่งเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม โดยปฏิบัติตามมาตรการสร้างความปลอดภัยฯ เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด ทั้งการบริหารจัดการภายในห้องเรียน ภายในโรงเรียน และบริเวณโดยรอบโรงเรียน มีการเตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ มีการซักซ้อมต่าง ๆ รวมถึงทำความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของชุมชนร่วมกันอย่างเข้มแข็ง หากมีความเสี่ยงหรือความไม่ปลอดภัยใด ๆเกิดขึ้น การสื่อสารเพื่อแจ้งเหตุ และการประสานกับหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโรงเรียนไม่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอน แม้จะพบการติดเชื้อในโรงเรียน แต่ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนเผชิญเหตุอย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยเป้าหมายสำคัญคือนักเรียนควรได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ที่โรงเรียน ส่วนเด็กที่ป่วยสามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่น ๆเพื่อให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“ขอให้ผู้ปกครองอย่าวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และติดตามข่าวสารจากกรมควบคุมโรค และ สพฐ. อย่างใกล้ชิด ขอให้มั่นใจว่าเราจะดูแลความปลอดภัยของนักเรียนอย่างดีที่สุด เพื่อให้นักเรียนและครูในทุกพื้นที่ ‘เรียนดี มีความสุข’ ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

‘ดร.เสรี’ ถาม ‘รมว.สธ.’ตัดสินใจอย่างไร จะยึดความถูกต้องหรือจะยึดการรับใช้?

'ดร.เสรี' ถาม 'รมว.สธ.'ตัดสินใจอย่างไร จะยึดความถูกต้องหรือจะยึดการรับใช้?

‘ดร.เสรี’ ถาม ‘รมว.สธ.’ตัดสินใจอย่างไร จะยึดความถูกต้องหรือจะยึดการรับใช้?

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

‘ดร.เสรี วงษ์มณฑา’ชี้ รมว.สาธารณสุขมีสิทธิวีโต้การลงโทษแพทย์ของคณะกรรมการแพทยสภาได้ หรืออาจจะลดโทษให้แพทย์ที่ถูกลงโทษได้ เตือนจะตัดสินใจอย่างไร อย่าดูแคลนพลังประชาชนทั้งบนถนนและโซเชียล

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร  โพสต์เฟซบุ๊กว่า รมว. สาธารณสุขมีอำนาจที่จะวีโต้การลงโทษแพทย์ของคณะกรรมการแพทยสภาได้ หรืออาจจะลดโทษให้แพทย์ที่ถูกลงโทษได้

แต่ความจริงที่ว่าหมอคนหนึ่งทำผิดมาตรฐาน และอีก 2 คนให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับอาการป่วยของนักโทษเด็ดขาด มันเป็นที่ประจักษ์แล้ว

สิ่งที่ชัดเจนคือ “ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่านักโทษเด็ดขาดชายไม่ได้ป่วยวิกฤต” ดังนั้น ถ้าไม่ป่วยทิพย์ ก็ป่วยเท็จนะคะ

ป่วยทิพย์แปลว่าไม่ป่วย แต่อ้างว่าป่วย

ป่วยเท็จแปลว่าป่วย แต่ไม่ถึงวิกฤตจนต้องอยู่รักษาตัวอยู่ที่ห้อง VVIP ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

รมว. จะตัดสินใจอย่างไร อย่าดูแคลนพลังประชาชน ทั้งที่อยู่บนถนนและอยู่บนพื้นที่ social media นะเจ้าคะ

จะยึดความถูกต้องหรือจะยึดการรับใช้คะ

สำนักข่าวอิศราเปิดชื่อ 3 หมอโดนแพทยสภาสั่งลงโทษคดี ‘ทักษิณ’ ชั้น 14

สำนักข่าวอิศราเปิดชื่อ 3 หมอโดนแพทยสภาสั่งลงโทษคดี 'ทักษิณ' ชั้น 14

สำนักข่าวอิศราเปิดชื่อ 3 หมอโดนแพทยสภาสั่งลงโทษคดี ‘ทักษิณ’ ชั้น 14

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

สำนักข่าวอิศราเปิดชื่อ 3 หมอโดนแพทยสภาสั่งลงโทษคดี ‘ทักษิณ’ ชั้น 14

วันที่ 9 พ.ค.2568 สำนักข่าวอิศรา ได้เปิดเผยรายชื่อแพทย์ 3 รายที่แพทยสภามีมติลงโทษในคดีการรักษานายทักษิณ ชินวัตร โดยแพทย์ 1 รายจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ถูกตักเตือนฐานเขียนใบส่งตัวล่วงหน้า และแพทย์อีก 2 รายเป็นนายตำรวจยศ “พลตำรวจโท” ถูกพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฐานให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งนี้ มติดังกล่าวต้องรอการพิจารณาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง และ ป.ป.ช.เตรียมขอสำนวนเพื่อประกอบการไต่สวนคดีเอื้อประโยชน์เพิ่มเติม (คลิกอ่านต้นฉบับที่นี่ https://www.isranews.org/article/isranews/137837-invesnewstasin.html) 

‘ไพศาล’ปูด!!! จับตา’แก๊งไสยศาสตร์’ ส่งมือวางระดับบิ๊กยึด’สถาบันพระปกเกล้า’

'ไพศาล'ปูด!!! จับตา'แก๊งไสยศาสตร์' ส่งมือวางระดับบิ๊กยึด'สถาบันพระปกเกล้า'

‘ไพศาล’ปูด!!! จับตา’แก๊งไสยศาสตร์’ ส่งมือวางระดับบิ๊กยึด’สถาบันพระปกเกล้า’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า จับตาbig วรนุชกำลังจะเข้าสภาอีกตัวแล้ว

ขณะนี้กำลังแย่งชิงตำแหน่ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ากันอยู่

ข่าวลึกมุมลับระบุว่า แก๊งค์ไสยศาสตร์เตรียมส่งมือวาง ระดับบิ๊กวรนุช เข้าไปยึดสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประสานงานและลอบบี้ที่โด่งดัง

มือวางรายนี้ คือมือวาง ที่เคยใช้ไปแย่งตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยดัง และยื้อยึดตำแหน่งไว้ได้ถึง 7 ปี จนมหาวิทยาลัยนั้นฉิบหายวายวอดไปแล้ว

ระหว่างไปยึดตำแหน่งเขา ก็นั่งควบเก้าอี้ 2 แห่งโดยผิดกฎหมายอย่างหน้าตาเฉย และยังเข้าไปย่ำยีหากินกับสมบัติของมหาวิทยาลัยดังนั้น เอาไปหาประโยชน์กันถึง 5 พันล้านบาท ในที่สุดเพราะเรื่องจวนตัวเข้าก็กระโดดแผลว ออกไปย่อยสมบัติจนถึง

ตอนนี้ เพราะผลงานดีเด่นอย่างนี้ จึงถูกเป็นจับเป็นมือวาง ให้มาแย่งเก้าอี้ ในสถาบันพระปกเกล้าอีกแล้ว เพื่อการนี้ก็ระดมเครือข่ายสาดโคลน แคนดิเดตตัวเต็งคนดีมีฝีมือ ดร.อิสระ อย่างไม่บันยะบันยัง

จะได้เห็นดีกันว่า ระหว่างbig วรนุช ตัวนี้ กับคนดีมีฝีมืออย่างดร.อิสระ ผลที่สุด จะเป็นประการใด

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 18 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 18 นาย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 18 นาย

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์ จำนวน 18 นาย ให้ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ทั้งนี้ ประกาศ ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตรปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 6 มาตรา 8 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ราชองครักษ์ พ.ศ.2480 และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายทหารสัญญาบัตรปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่นายทหารราชองครักษ์ในพระองค์สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง จำนวน 18 นาย ดังนี้

‘ไพศาล’ชี้แพทย์ 3 รายโดนฟันจริยธรรม! เสี่ยงคดี 157 ละเมิดอำนาจศาล

'ไพศาล'ชี้แพทย์ 3 รายโดนฟันจริยธรรม! เสี่ยงคดี 157 ละเมิดอำนาจศาล

‘ไพศาล’ชี้แพทย์ 3 รายโดนฟันจริยธรรม! เสี่ยงคดี 157 ละเมิดอำนาจศาล

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

‘ไพศาล’ชี้แพทย์ 3 รายโดนฟันจริยธรรม! เสี่ยงคดี 157 ละเมิดอำนาจศาล

วันที่ 9 พ.ค.2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 รายที่โดนฟันจริยธรรมโดยระบุว่า “ฉิบหายแล้วเหตุที่แพทยสภาเห็นชอบกับการลงโทษหมอ 3 คนก็เพราะว่า 

1.มีการเขียนใบส่งตัวนักโทษออกไปนอกเรือนจำล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจ

2.ทำรายงานการตรวจรักษาอันไม่ตรงกับความเป็นจริง 

การเขียนใบส่งตัวล่วงหน้าโดยยังไม่ได้ตรวจผู้ป่วย จึงทำให้ข้อหาเรื่องป่วยทิพย์มีน้ำหนักฟังได้ และยิ่งมีรายงานการรักษาที่ไม่เป็นความจริงอีกก็ยิ่งหนัก ดังนั้น ป.ป.ช.จึงขอหลักฐานการสอบสวนเรื่องนี้ไปเป็นพยาน ประกอบการดำเนินคดี ฐานผิดมาตรา 157 และการทำเช่นนี้อาจถูกกล่าวหาได้ว่า ร่วมกันละเมิดอำนาจศาล ขัดขืนไม่ให้มีการปฏิบัติตามหมายจำคุกของศาลซึ่งอาจจะถูกลงโทษจำคุกทันทีได้ 6 เดือนและยังมีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้วย เรื่องนี้ยังไปกันอีกยาว สำหรับคณะหมอ

เช็กเลยพื้นที่ไหนบ้าง!! ปลดล็อกวันนี้ขาย‘เหล้า-เบียร์’ 5 วันพระใหญ่ หนุนปีเที่ยวไทย

เช็กเลยพื้นที่ไหนบ้าง!! ปลดล็อกวันนี้ขาย‘เหล้า-เบียร์’ 5 วันพระใหญ่ หนุนปีเที่ยวไทย

เช็กเลยพื้นที่ไหนบ้าง!! ปลดล็อกวันนี้ขาย‘เหล้า-เบียร์’ 5 วันพระใหญ่ หนุนปีเที่ยวไทย

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

เช็กเลยพื้นที่ไหนบ้าง!! ‘จิรายุ’เผยปลดล็อกวันนี้ขาย‘เหล้า-เบียร์’ 5 พื้นที่ 5 วันพระใหญ่ หนุนปีเที่ยวไทย

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2568  เห็นชอบ ให้ผ่อนคลายการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางพื้นที่ในวันหยุดพิเศษ 5 วันทางศาสนา ซึ่งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติได้สรุปผลการพิจารณาในทุกมิติเพื่อดูความเหมาะสมกับโลกปัจุบัน และที่ประชุมได้เห็นชอบให้ผ่อนคลายการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

ซึ่งจากนั้นจะเป็นขั้นตอนในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวหน้าที่ 1 เล่มที่ 142 ตอน 189 ง ในวันศุกร์ ที่ 9 พ.ค.2568 ปรับปรุงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  พ.ศ. 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ โดยประกาศดังกล่าวฉบับนี้ ยังห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา 5 วัน เป็นการทั่วไปแต่ยกเว้นอนุญาตให้ขายได้เฉพาะ

(1) ในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

(2) ในสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(3) ในสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

(4) ในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

(5) ในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมพิเศษระดับชาติหรือนานาชาติ และมีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกัน ตามรายชื่อสถานที่ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนด โดยคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
             
ทั้งนี้ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามในข้างต้น จะต้องจัดให้มีการคัดกรอง และมาตรการที่จำเป็น เพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชน และการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

“การออกประกาศดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศนโยบายของรัฐบาลที่ให้ปี 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทย Amazing Thailand Grand Tourism and Sports year 2025  ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งผลให้สามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการศึกษาถึงความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการแก้ไข และปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว โดยได้คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ” นายจิรายุ ระบุ

ราชกิจจาฯ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/70097.pdf

ยก ‘ป.วิอาญา – พ.ร.บ.อุ้มหาย’ ดักคอ ‘ดีเอสไอ’ ลงพื้นที่สอบ ‘คดีฮั้ว สว.’

ยก ‘ป.วิอาญา - พ.ร.บ.อุ้มหาย’ ดักคอ ‘ดีเอสไอ’ ลงพื้นที่สอบ ‘คดีฮั้ว สว.’

ยก ‘ป.วิอาญา – พ.ร.บ.อุ้มหาย’ ดักคอ ‘ดีเอสไอ’ ลงพื้นที่สอบ ‘คดีฮั้ว สว.’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

สั่งทุกจังหวัดยึดกฎหมายพร้อมตีโต้! ‘มท.’ เดินหมากคุ้มครองสิทธิประชาชน ยก ‘ป.วิอาญา – พ.ร.บ.อุ้มหาย’ ดักคอ ‘ดีเอสไอ’ ลงพื้นที่สอบ ‘คดีฮั้ว สว.’ ชี้ช่องหากเจอ ‘กระทำโหดร้าย – ไร้มนุษยธรรม’ ฟ้องศาลยุติการกระทำได้ ด้าน ‘ปกครอง’ แจ้ง ‘กรมสอบสวนคดีพิเศษ’ ต้องแสดงตัวชัดเจนเป็น ‘พนง.สอบสวน’

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่8พ.ค.ที่ผ่านมา เรื่อง การประสานความร่วมมือในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มีเนื้อหาระบุว่า ด้วยปรากฏเป็นข่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญได้รายงานข้อมูลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีเมื่อวันที่ 4พ.ค. มีกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จากอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั้น

กรมการปกครอง ยินดีให้ความร่วมมือ  กับกรมสอบสวนคดีพิเศษในการดำเนินการตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ  โดยขอให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้มีหนังสือและเอกสารหลักฐานยืนยันการเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจและหน้าที่สืบสวน  สอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบในคดีพิเศษที่จะขอให้กรมการปกครองและพนักงานฝ่ายปกครองให้ความร่วมมือและสนับสนุนในคดีนั้น เพื่อสั่งการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง สำหรับในกรุงเทพมหานครให้แจ้งอธิบดีกรมการปกครอง สำหรับในเขตจังหวัด ให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณาสังการดังกล่าวต่อไป

2.การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมการปกครองได้มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ มท 0307.3/ว12837 ลงวันที่ 12เม.ย. 2568 กำชับให้พนักงานฝ่ายปกครองให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย สิทธิของบุคคลในคดีอาญา และเสรีภาพในเคหสถานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยให้พนักงานฝ่ายปกครองถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด รวมถึงขอบเขตความรับผิดชอบของ

นอกจากนี้ นายมานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อรายงานเหตุกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ  ที่มีกลุ่มบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ เพื่อสอบถามข้อมูลอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสภา จำนวน 2 ราย ซึ่งไม่ได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ
  
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ต่อการคุ้มครองประชาชน  จึงมีแนวปฏิบัติหน้าที่  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด  ปลัดจัดหวัด นายอำเภอ  รวมถึงปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  เจ้าหน้าที่ และสมาชิก กองอาสารักษาดินแดน  ให้ยึดแนวปฏิบัติ และการรับคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กรณีพนักงาน สอบสวนคดีพิเศษหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษประสานขอความร่วมมือพนักงานฝ่ายปกครองผู้มีอำนาจ  สืบสวนสอบสวน ให้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามมาตรา22  แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  และข้อบังคับคณะกรรมการคดีพิเศษ ( กคพ. )ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ในคดีพิเศษระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568   

นอกจากนี้ยังให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ. 2565 

“หากนายอำเภอผู้รับแจ้งเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย นายอำเภอหรือพนักงานฝ่ายปกครองซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอำเภอมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำเช่นนั้นทันทีตามมาตรา22และมาตรา26 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2565  เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ   อย่างไรก็ตามสำหรับแนวทางดังกล่าวยังได้สั่งการไปให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศยึดแนวทางนี้อีกด้วย