‘สว.อลงกต’ย้ำชัด!พร้อมไปรับทราบข้อกล่าวหา‘คดีฮั้วเลือกสว.’ ถ้าหมายเรียกออกโดยกกต.

'สว.อลงกต'ย้ำชัด!พร้อมไปรับทราบข้อกล่าวหา‘คดีฮั้วเลือกสว.’ ถ้าหมายเรียกออกโดยกกต.

‘สว.อลงกต’ย้ำชัด!พร้อมไปรับทราบข้อกล่าวหา‘คดีฮั้วเลือกสว.’ ถ้าหมายเรียกออกโดยกกต.

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘สว.อลงกต’ พร้อมไปรับทราบข้อกล่าวหา ‘คดีฮั้ว สว.’ ถ้าเป็นหมายที่ออกใต้หมวกของกกต.  ถ้าเป็นดีเอสไอไม่ไป  เพราะเขาไม่มีอำนาจเหนือเรา

เมื่อวันที่ 9  พฤษภาคม  นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีไอเอส) ออกหมายเรียก สว. ในคดีการฮั้วการเลือก สว.ว่า  ขณะนี้ยังไม่ได้หมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา เพราะบ้านที่ตนอยู่ปัจจุบันกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้านเป็นคนละหลังกัน  ส่วนจะไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกหรือไม่นั้น ต้องดูว่า เป็นหมายที่ออกภายใต้หมวกของใคร  ถ้าเป็นหมวกของกกต.ก็พร้อมไปชี้แจง แต่ถ้าเป็นหมวกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ก็ไม่ไป  เพราะเขาไม่มีอำนาจเหนือเรา ทุกอย่างให้ว่าไปตามหมวก

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายเรียกดังกล่าวออกโดยมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของกกต. ที่มีกกต. ดีเอสไอ และปปง.ร่วมเป็นคณะกรรมการ นายอลงกต กล่าวว่า ถ้าเป็นหมายของ กกต. ก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องไปพบ

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า สว.มีทั้งคนรัก และคนชัง อย่าไปซีเรียส ส่วนสว.คนอื่น รวมถึงประธาน และรองประธานวุฒิสภา ได้หมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกัน

‘สว.โชคชัย’ จ่อเลื่อนพบกรรมการสืบสวนฯคดีฮั้วสว. อ้างติดภารกิจ กังขาเจอเกมการเมืองกลบประเด็นร้อน

‘สว.โชคชัย’ จ่อเลื่อนพบกรรมการสืบสวนฯคดีฮั้วสว. อ้างติดภารกิจ กังขาเจอเกมการเมืองกลบประเด็นร้อน

‘สว.โชคชัย’ จ่อเลื่อนพบกรรมการสืบสวนฯคดีฮั้วสว. อ้างติดภารกิจ กังขาเจอเกมการเมืองกลบประเด็นร้อน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

 ‘สว.โชคชัย’ จ่อเลื่อนพบ อ้างติดภารกิจ กังขาเจอเกมการเมืองกลบประเด็นร้อนช่วงนี้หรือไม่

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายโชคชัย  กิตติธเนศวร สว. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีไอเอส) ออกหมายเรียก สว. ในคดีการฮั้วการเลือก สว.ว่า  ยังไม่เห็นหมายเรียก เพราะเดินทางมาต่างจังหวัด  ยืนยันไม่เคยมีเรื่องเส้นเงินที่เชื่อมกับการฮั้วเลือกสว. ไม่เคยจ่ายเงินให้ใคร หากได้รับหมายเรียกจริง และมาจากกกต. ก็น่าจะต้องไป แต่อาจต้องขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาก่อน 1 ครั้ง เพราะติดภารกิจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายโชคชัย กล่าวว่า ลองไปพิจารณาดู จะเอาเรื่องนี้มากลบอะไรในช่วงนี้หรือไม่  ตระกูลตนก็เป็นตระกูลการเมือง พี่ชายเป็นสส. 2คน ตนเป็นสว. ขอให้พิจารณาดู

‘ประธานวุฒิสภา-รองประธาน’โดนด้วย! รับหมายเรียก ฮั้วสว.

'ประธานวุฒิสภา-รองประธาน'โดนด้วย! รับหมายเรียก ฮั้วสว.

‘ประธานวุฒิสภา-รองประธาน’โดนด้วย! รับหมายเรียก ฮั้วสว.

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน นำโดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามเซ็นชื่อในหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ล็อตแรก จำนวน 53 ราย ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชุดสืบสวนสะกดรอยและการข่าว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กกต. จะนำหมายเรียกไปปิดยังพื้นที่พักอาศัยของ สว. ประกอบด้วย พื้นที่ กทม. 6 จุด และตามหัวเมืองจังหวัดสำคัญ 47 ราย ให้เข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ภายในวันที่ 19 พ.ค.นั้น

สำหรับ สว.กลุ่มแรกที่ถูกออกหมายเรียกในพื้นที่กรุงเทพ มีรายชื่อดังนี้ นายอลงกต วรกี, นายโชคชัย กิตติธเนศวร, นายจิระศักดิ์ ชูความดี, นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ, นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ซึ่งในรายงานดังกล่าวอย่างระบุด้วยว่า มีชื่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 รวมอยู่ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สว.จิระศักดิ์-สว.วุฒิชาติ’ปิดบ้านเงียบ! กกต.-ดีเอสไอ แปะหมายเรียกหน้าบ้าน

ประเดิมคนแรก! ‘กกต.-ดีเอสไอ’แปะหมายหน้าประตูห้อง’สว.อลงกต’

‘สมชาย’แนะ6‘สว.’พิสูจน์ความบริสุทธิ์คดี‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ตามกระบวนการกม.

‘สมชาย’แนะ6‘สว.’พิสูจน์ความบริสุทธิ์คดี‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ตามกระบวนการกม.

‘สมชาย’แนะ6‘สว.’พิสูจน์ความบริสุทธิ์คดี‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ตามกระบวนการกม.

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

อยู่ภายใต้นิติรัฐนิติธรรมดีกว่า! ‘สมชาย’ แนะบรรดา ‘สว.สีน้ำเงิน’ ปฏิบัติตามหมายเรียก ต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ในคดี ‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ ตามกระบวนการ ดีกว่ามาโวยกังขาหน่วยงานมีอำนาจทำหรือไม่

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม  นายสมชาย  แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนร่วมระหว่างคณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีไอเอส) ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ออกหมายเรียก สว. ในคดีการฮั้วการเลือกสว.ว่า ถือว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย  ตนมองว่าสว.ที่ออกหมายเรียก ซึ่งอาจเป็นหมายเรียกไปชี้แจงกับคณะทำงานหรือรับทราบข้อกล่าวหาก็ตาม ควรปฏิบัติตามหมายดังกล่าว เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทั้งการเข้าชี้แจงด้วยตนเองหรือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร  ไม่ใช่ใช้วิธีการตอบโต้ว่าหน่วยงานนั้นมีอำนาจหรือไม่  เพราะพิจารณาตามกฎหมายแล้ว กกต.มีอำนาจตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบ ขณะที่ดีเอสไอก็มีอำนาจตามกฎหมาย

 “กรณีที่บอกว่าไม่รับอำนาจไม่ได้  สว.ต้องเข้าใจกฎหมายว่า  หน่วยงานที่ทำมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ขณะที่สว.ไม่ได้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับใด โดยสว. มีศักดิ์และสิทธิ เท่ากับประชาชนคนหนึ่ง เพียงแต่มีหัวโขนและได้รับความคุ้มครองส่วนหนึ่ง  แต่จะอ้างความคุ้มครองว่าเป็นการคุ้มกันจากการทำผิดกฎหมายไม่ได้  เช่น หากสว.ไปลักทรัพย์ ปล้น หรือทำร้ายร่างกาย ถือว่ามีความผิด ดังนั้น กรณีที่เปรียบเทียบว่า สว.มาจากรัฐธรรมนูญ จะเหนือกว่าหน่วยงานอื่นที่มาตามพระราชบัญญัติ ไม่ได้” นายสมชาย กล่าว

นายสมชายกล่าวด้วยว่า  สว.ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ภายใต้กฎหมาย นิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งการถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง แต่ตนเองเชื่อว่าบริสุทธิ์ ไม่ฮั้ว  ต้องทำเรื่องมาชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษร หรือชี้แจงด้วยวาจาเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งตนสนับสนุนสว.ให้ชี้แจง และต่อสู้คดีเพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ หรือความผิด ความถูกที่เกิดขึ้น

โฆษกเพื่อไทยปัดไม่เคยพูดป่วยวิกฤต แค่บอกว่าป่วยได้รับการผ่าตัด

โฆษกเพื่อไทยปัดไม่เคยพูดป่วยวิกฤต แค่บอกว่าป่วยได้รับการผ่าตัด

โฆษกเพื่อไทยปัดไม่เคยพูดป่วยวิกฤต แค่บอกว่าป่วยได้รับการผ่าตัด

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

โฆษกพท.แจง ไม่เคยพูดว่า “ทักษิณ”ป่วยขั้น”วิกฤต” แค่บอกป่วย ได้รับการผ่าตัด ชี้มุมมองคำว่า”วิกฤต”ของหมอ-ญาติ อาจไม่เหมือนกัน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม  นายดนุพร ปุณณกันต์  โฆษกพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีแพทยสภามีมติลงโทษ แพทย์ 3 รายที่เกี่ยวข้องกับอนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หลังจากเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ โดยที่ยังไม่ได้ถูกจำคุกเลยว่า  เรื่องนี้ในพรรคยังไม่มีการพูดคุยกัน เพราะอยู่ในช่วงของปิดสมัยประชุม  ส่วนที่ในโซเชียลฯมีการออกมาแซะตนกรณีที่เคยแถลง ว่านายทักษิณ มีอาการป่วยวิกฤตจริงนั้น  ยืนยันว่าตนไม่เคยพูดว่าวิกฤตเลย ตนพูดเท่าที่ได้รับทราบมาเท่านั้นว่าท่านป่วยและได้รับการผ่าตัด

นายดนุพรกล่าวว่า ความจริงไม่ใช่หน้าที่ที่ตนต้องไปแถลงด้วยซ้ำ เพราะนายทักษิณไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่เนื่องจากมีคนโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลจากที่พรรคเยอะมาก  ตนในฐานะโฆษกพรรค ซึ่งได้รับทราบข้อมูลจากทางพรรคว่า ท่านป่วยและต้องผ่าตัดเท่านั้น  ซึ่งโดยส่วนตัวตนไม่ได้เจอท่านทักษิณ ด้วยซ้ำ เพราะท่านอยู่โรงพยาบาลตำรวจภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ และตนไม่ได้เป็นหมอ ซึ่งคำว่า”วิกฤต”ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน  ถ้ายกตัวอย่างเป็นญาติของตน มีอาการป่วยถึงขั้นผ่าตัด ตนก็ต้องบอกว่าถึงขั้นวิกฤตแล้ว แต่ในมุมของหมออาจจะมองว่า ไม่วิกฤต ไม่หนักอะไร ซึ่งอยู่ที่มุมมองมากกว่า

‘สมศักดิ์’ ลั่นมีเวลา 15 วันพิจารณา มติแพทยสภาฟันแพทย์ 3 ราย ขออย่าชี้นำสังคมว่าจะยับยั้ง

'สมศักดิ์' ลั่นมีเวลา 15 วันพิจารณา มติแพทยสภาฟันแพทย์ 3 ราย ขออย่าชี้นำสังคมว่าจะยับยั้ง

‘สมศักดิ์’ ลั่นมีเวลา 15 วันพิจารณา มติแพทยสภาฟันแพทย์ 3 ราย ขออย่าชี้นำสังคมว่าจะยับยั้ง

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

“สมศักดิ์”  รอพิจารณามติแพทยสภา ฟันแพทย์ 3 ราย เผย ยังไม่ได้รับผลสอบทางการ ชี้ มีเวลาพิจารณา 15 วัน ขออย่าชี้นำสังคมว่าจะยับยั้ง เพราะยังไม่ได้เริ่มพิจารณาแม้แต่น้อย ย้ำ ต้องยึดมั่นในกระบวนการกฎหมาย เตือน นักการเมือง อย่าพยายามเชื่อมโยง จนสังคมสับสน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทยสภา มีมติลงโทษแพทย์ 3 ราย และเตรียมส่งให้สภานายกพิเศษ พิจารณาว่า ขณะนี้ ผลการพิจารณาของแพทยสภา ยังไม่ได้ส่งเรื่องมาถึงตน จึงยังไม่ทราบในรายละเอียดของการพิจารณา ซึ่งตามกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีระยะเวลาพิจารณา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับมติของแพทยสภาที่ส่งมา ดังนั้น เวลานี้ ต้องรอหนังสือที่ได้มีการลงมติส่งมาถึงก่อน จึงจะเดินหน้าพิจารณาได้

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่หลายฝ่ายพยายามกดดัน หรือ ชี้นำสังคมว่าตนจะยับยั้งมติแพทยสภานั้น ก็ขอให้เข้าใจกรอบข้อกฎหมายด้วย ซึ่งตนมีกรอบพิจารณา 15 วัน และยังไม่ได้เริ่มพิจารณา ดังนั้น ก็ขออย่าชี้นำสังคม เพราะตนก็ยังไม่เห็นผลการสอบสวน หรือแม้แต่รายชื่อ บุคคลทั้ง 3 ว่าเป็นใคร แต่หากเอกสารมาถึง ตนจะพิจารณาตามข้อกฎหมายอย่างเต็มที่ 

“ผมเข้าใจดีว่า เรื่องผลสอบแพทยสภา จะถูกนำไปเชื่อมโยงทางการเมือง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า นักการเมืองหลายคน ก็พยายามเชื่อมโยงจนสังคมสับสน โดยผมเข้าใจบทบาทนักการเมืองที่ทำมาแบบดั่งเดิม แต่ก็ขอว่า อย่าให้ข้อมูลแบบซ้ายที ขวาที เพราะจะทำให้สังคมเข้าใจผิด ทั้งที่ผม ยังไม่ได้เริ่มพิจารณาแม้แต่น้อย ซึ่งเราต้องยึดมั่นในกระบวนการ ระเบียบ และ กฎหมาย ต้องให้เวลาผมศึกษาข้อมูลด้วย เพราะเท่าที่ผมอ่านข่าวแพทยสภา ก็ไม่มีการลงรายละเอียดเชิงลึก   ดังนั้น ก็ต้องรอรายละเอียดที่จะส่งตามมาจากนี้ จึงขอสังคม อย่าเพิ่งคาดเดา หรือ ชี้นำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพราะทำแบบนั้น จะถือว่า ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” รมว.สาธารณสุข กล่าว

‘จุลพันธ์’เผย’เอดีบี’เชื่อมั่นศักยภาพลงทุนไทย ชี้ จีดีพีทั่วโลกตก จ่อเรียกถกกระตุ้นเศรษฐกิจ

'จุลพันธ์'เผย'เอดีบี'เชื่อมั่นศักยภาพลงทุนไทย ชี้ จีดีพีทั่วโลกตก จ่อเรียกถกกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘จุลพันธ์’เผย’เอดีบี’เชื่อมั่นศักยภาพลงทุนไทย ชี้ จีดีพีทั่วโลกตก จ่อเรียกถกกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.46 น.

’จุลพันธ์‘ เผย‘เอดีบี’เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย มีศักยภาพลงทุน แจง ‘จีดีพี’ทั่วโลกตก ตลาดการค้าผันผวน  ระบุ นายกฯ สั่งการบ้านทบทวนกลไกกระตุ้นศก. ย้ำแจกเงิน ’หมื่นเฟส 3‘ อยู่ระหว่างทบทวนรายละเอียด

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าร่วมประชุมประจำปีครั้งที่ 58 ของคณะกรรมการธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ว่า ทุกประเทศที่อยู่ในกรอบความร่วมมือทั้งหมด ให้ความสำคัญกับประเทศไทย และเน้นย้ำเรื่องการเพิ่มความสัมพันธ์ที่ต้องมีมากขึ้นและแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดการค้ามีความผันผวน ความสัมพันธ์และการพูดคุยเจรจากันระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ  ตนมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศหลายคน ในลักษณะแบบกลุ่มจากหลายประเทศ ซึ่งจากการที่ได้ไปพูดคุยมาทุกคนยังให้ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของประเทศไทย และในการหาโอกาสดึงเม็ดเงินมาลงทุนและเปิดตลาดใหม่ๆ แน่นอนว่าระหว่างการพูดคุยไม่ใช่การพูดคุยเพียงฝ่ายเดียว มันเป็นเรื่องของการพูดคุยที่จะพูดคุยกันในภาพรวมที่จะต้องทำความร่วมมือให้เกิดขึ้น ซึ่งเราจะต้องดูด้วยว่า หลายหลายประเทศที่เข้ามามีอะไรบ้างที่เราจะยื่นมือไปหาเขาช่วยเขาได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ เป็นภารกิจกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ ต้องร่วมมือทำงานเก็บข้อมูลต่างๆ และทำการบ้านต่อ เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่มีกับหลายๆประเทศมันแข็งแกร่งขึ้นสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยได้

เมื่อถามว่ามีการคาดการณ์จีดีพีของภูมิภาคว่าทำไมตกลงต่ำมาก มีการพูดคุยกันหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทย เป็นการพูดคุยนำเสนอในภาพรวม โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 (แอมโร) มีการทำการศึกษาและนำมาเสนอในการประชุม ซึ่งภาพรวมในเอเชียหรือไม่ว่าจะเป็นโลกก็ตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำลงแน่นอน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในภาวะผันผวนทางเศรษฐกิจ ตรงจุดนี้แม้ประเทศไทยไม่ได้มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่ก็ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภารกิจของรัฐบาล นายกฯได้สั่งการชัดเจนให้กลับมาทบทวนกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และระหว่างนี้ ให้ทำการบ้านมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงพอที่จะรองรับความต้องการของประชาชน

เมื่อถามถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังวางแผนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะใกล้ไว้อย่างไรบ้าง รมช.คลัง กล่าวว่า  ตอนนี้กระทรวงการคลังทำงานอยู่ ทั้งระดับรัฐมนตรีและข้าราชการ แต่มันไม่ได้อยู่เฉพาะกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะนัดหมายคณะกรรมการ

นโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประชุมกันในคาดว่าเร็วที่สุดสัปดาห์หน้า เพราะต้องขับเคลื่อนโดยองค์รวม ทั้งนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมานั่งดูกันใหม่หมด เอาเครื่องมือที่เรามีอยู่ในมือทั้งหมดมากาง และดูว่าส่วนไหนได้รับผลกระทบบ้าง และหลังจากที่มีผลกระทบมาแล้วจะกระทบใครบ้าง เช่น ภาคท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน ตรงนี้ต้องออกมาตรการเพื่อให้มาตรการมาสอดรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงความชัดเจนการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ให้กับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-20 ปี ที่ขยับไปจากกำหนดเดิมที่วางไว้ รมช.คลัง กล่าว ให้รอดู ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทบทวนรายละเอียด เมื่อรายละเอียดครบถ้วนแล้วให้รอฟังทีเดียว

นายกฯ เข้าบ้านพิษณุโลก เรียก’รมว.กลาโหม -ผบ.ตร.-ปลัดมท.’สางไฟใต้

นายกฯ เข้าบ้านพิษณุโลก เรียก'รมว.กลาโหม -ผบ.ตร.-ปลัดมท.'สางไฟใต้

นายกฯ เข้าบ้านพิษณุโลก เรียก’รมว.กลาโหม -ผบ.ตร.-ปลัดมท.’สางไฟใต้

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

 “นายกฯอิ๊งค์” กำชับยุติความรุนแรงให้ได้สร้างความมั่นใจปชช.  เน้นย้ำบูรณาการแก้ปัญหา

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 10.0 น. ที่บ้านพิษณุโลก ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯหารือถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ ร่วมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องในเรื่องดังกล่าวที่ได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดยน.ส.แพทองธาร กำชับให้ยุติความรุนแรงให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

จากนั้นเวลา 11.30น. น.ส.แพทองธาร ทวีตข้อความผ่านเอ็กว่า จากการประชุมติดตามสถานการณ์ภาคใต้ กับผบ.ทบ. เมื่อวาน (8 พ.ค.) และได้เสนอให้มีการบูรณาการกับทุกภาคส่วน วันนี้จึงได้เชิญท่านปลัดมหาดไทย และ ผบ.ตร. เพื่อรับฟังปัญหาและร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขสถานการณ์ในภาคใต้ สิ่งหนึ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน คือการบูรณาการการทำงานในส่วนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ประกอบไปด้วยทหาร ตำรวจ และพลเรือน ช่วยกันทำงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก รวมถึงการร่วมมือกันในระดับจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จึงได้ขอความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้พูดคุยกับทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านทำงานร่วมกันระดับชุมชน นอกจากนี้ได้ย้ำว่าหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติขาดอุปกรณ์ใดๆ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ ให้แจ้งมาที่ส่วนกลาง เพื่อจะได้จัดหา และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ
 

‘ทักษิณ’หมดทางแล้ว! ‘เสรีพิสุทธ์’ ชี้ยัดคุกได้เลย

'ทักษิณ'หมดทางแล้ว! 'เสรีพิสุทธ์' ชี้ยัดคุกได้เลย

‘ทักษิณ’หมดทางแล้ว! ‘เสรีพิสุทธ์’ ชี้ยัดคุกได้เลย

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.08 น.

‘เสรีพิสุทธิ์’ ลั่น ‘ทักษิณ’ หมดทางเลี่ยงแล้ว หลังผลแพทยสภา ชัด ไม่ได้ป่วยจริง ศาล-ป.ป.ช. ไม่ต้องไต่สวนต่อ ยัดกลับเข้าคุกได้เลย   แนะ ผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลจริง เพราะ 100 ‘ทักษิณ’ ก็ช่วยไม่ได้ ชี้ ‘ทักษิณ’ ร่วง ‘อุ๊งอิ๊งก็ร่วง’ แนะ ประกาศยุบสภาฯ เผ่น ตั้งหลัก ตปท. ก่อนเข้าเรือนจำเหมือนพ่อ เชื่อ หมดแล้วตระกูลนี้ ทำเกินไปต้องรับกรรม 

9 พ.ค.68 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่แพทยสภา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพและเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน เกี่ยวกับการออกใบส่งตัว และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง ว่า ชี้ให้เห็นว่าเป็นการให้ความเห็นแพทย์ที่เป็นเท็จ ส่วนไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่ามีภาวะวิกฤติ แสดงว่านายทักษิณไม่ได้เจ็บป่วย อย่างที่ตนเคยพูดว่าเคยไปพบนายทักษิณไม่ได้ใส่ชุดคนป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 แค่ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ นั่งพูดคุยกันตนเป็นชั่วโมง โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยพยุงร่างกายใดทั้งสิ้น

ส่วนความเห็นแพทยสภา ต้องส่งให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ความเห็นชอบกับมตินั้น ตนมองว่า กรณีนี้นายสมศักดิ์ ไม่สามารถโต้แย้งได้ ในกรณีที่เป็นความจริงหรือเป็นความผิดแต่สามารถโต้ได้แค่โทษว่าจะถูกพักใบอนุญาตนานเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวมองว่ากรณีนี้เป็นการผิดวินัยร้ายแรงต้องไล่ออกไม่ใช่แค่การตักเตือนและพักใบอนุญาตเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความเห็นออกมาแล้ว ศาลได้สั่งให้อัยการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ และนายทักษิณ ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 30 พฤษภาคม โดยแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ จะต้องรายงานความผิดของแพทย์เข้าไปด้วย

ทั้งนี้ มองว่าศาลอาจจะมีการตั้งประเด็นว่าการส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวที่ชั้น 14 มีการขออนุญาตศาลหรือไม่ หากไม่มีการขออนุญาตแสดงว่าขัดต่อมาตรา 246 กรณีการทุเลาบังคับคดีและชะลอการลงโทษไว้ก่อน ก็ถือว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาล หากยังไม่ได้ติดคุก ก็สามารถออกหมายแดงขังได้เลย อย่างกรณีนายทักษิณ ต้องนับวันว่าขังไว้แล้วหนึ่งวันก็นับจำนวนที่เหลือและฝากขังได้เลย

ส่วน ที่ ป.ป.ช. พยายามจะขอเวชระเบียนที่เป็นบันทึกการรักษาตัวของนายทักษิณตั้งแต่วันแรก แต่วันนี้เวชระเบียนไม่สำคัญแล้ว เพราะแพทยสภาเรียกเอกสารมาหมดแล้ว จึงสามารถสรุปความผิดได้ เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ก็ไม่จำเป็นต้องรอเวชระเบียนแล้ว สามารถเรียกแพทยสภาเอาเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบได้เลย พร้อมระบุว่า ตอนนี้นายทักษิณถือว่าถูกนับ 9 แล้ว วันที่ 13 มิถุนายน ถือว่า นับ 10 ไม่มีทางเลี่ยงแล้ว

พล.ต.อ. เสรีพิสุทธ์ ยังฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทีก่อนหน้านี้ไม่ยอมให้ความจริงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบและศาลแต่วันนี้ปรากฏความจริงแล้วว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยตามที่ตนพูดตั้งแต่ต้น มากกว่าหนึ่งปีแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่มีใครช่วยได้แล้ว ไม่ว่าจะ 10 ทักษิณหรือ 100 ทักษิณก็ช่วยไม่ได้แล้ว มีทางเดียวคือการให้ความจริงต่อศาลและ ปปช. เพื่อให้กระบวนการดำเนินคดีเรื่องนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบริสุทธิ์ยุติธรรม และ การสารภาพจะช่วยลดโทษได้กึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังระบุว่า กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการที่พรรคเสรีรวมไทยออกมาเป็นฝ่ายค้าน ในปัจจุบันเพราะอะไร ซึ่งนายทักษิณไม่ได้มีพฤติกรรมแค่นี้แต่ยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่แสวงหาประโยชน์จากประเทศมากมาย ซึ่งไม่ใช่แค่ทักษิณแต่อาจจะรวมครอบครัวไปด้วย

ทั้งนี้ กรณีนี้สามารถเป็นหลักฐานยืนยันได้จริงว่านายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง เพราะ คุณหญิงอ้อ ซึ่งเป็น ภรรยาไม่เคยไปเยี่ยมสักครั้งเดียว ส่วนลูกก็ไปไม่กี่ครั้ง นอกนั้นไปเที่ยวต่างประเทศหมด เรื่องแค่นี้ก็สามารถเอาผิดจริยธรรมนายกรัฐมนตรีได้ รวมถึงพวกลูกสมุนที่เป็นรัฐมนตรี บอกว่า นายทักษิณป่วยและกระดูกหักถามว่าไปเห็นได้อย่างไร

ส่วนกรณีนี้จะการกระทบกับรัฐบาลอย่างไรมองว่าปกตินายทักษิณ ค้ำลูกสาวอยู่ แต่ไม่ได้ค้ำรัฐบาล คนที่ยืนหยัดก็มีที่จะไม่เอากาสิโน แต่การค้ำลูกสาวที่คิดอะไรไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ชี้นำทุกอย่าง เหมือนเวลาที่นายทักษิณ ออกมาพูดแล้วรัฐบาลทำตาม ซึ่งตรงนี้เป็นพยานหลักฐานยืนยันว่า “อุ๊งอิ๊ง” อยู่ได้เพราะพ่อ หลายเรื่องไม่มีปัญญาพูด อย่างเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา ที่ทักษิณ ต้องเสนอตัวไปพูดแทนลูก เชื่อว่าหาก “ทักษิณร่วงอุ๊งอิ๊งก็ร่วง” แค่มีคนยื่นจริยธรรม กรณีที่เคยบอกว่าพ่อป่วยและผ่าตัดด้วย เรื่องนี้ผิดจริยธรรม เพราะฉะนั้นก็อยู่ไม่ได้

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ที่มีกระแสข่าวว่าจะยึดกระทรวงมหาดไทยกลับมา กระแสข่าวแตกแยกพรรคภูมิใจไทยจะออก ก็ไปง้อพรรคพลังประชารัฐอีก เห็นได้ว่า นายทักษิณทำเพื่อตัวเองหมด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีที่สุดนายกรัฐมนตรี ควรประกาศยุบสภา และลาออกไปก่อนศาลจะวินิจฉัย นายทักษิณอาจจะยังไปไหนไม่ได้ เพราะต้องขออนุญาตศาลเพราะมีคดี ม.112 ติดตัวอยู่ แต่นางสาวแพทองธาร หากจะเผ่นก็เผ่น ไปตั้งหลักก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องไปอยู่เรือนจำเหมือนพ่อ ‘หมดแล้วตระกูลนี้ เพราะทำเกินไปต้องรับกรรมแบบนี้ ไม่พอสักที เร็วๆนี้รัฐบาลไม่รอดหรอก วันนี้จะประกาศยุบสภาก็ได้ ต้อง เก็บข้าวเก็บของ หนีไปต่างประเทศเลย แต่คงเข้าสหรัฐไม่ได้ เพราะไม่ให้เข้าประเทศ ไปดูไบได้อยู่ ที่อยู่ก็มีแล้ว หรือถ้าไม่ยุบสภาวันนี้ก็ต้องรอสิ้นคอยรอดูกัน ไม่นานนี้

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย’อนุทิน’ทำประชามติ กม.คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ

'จุลพันธ์'พร้อมคุย'อนุทิน'ทำประชามติ กม.คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ

‘จุลพันธ์’พร้อมคุย’อนุทิน’ทำประชามติ กม.คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

“จุลพันธ์”พร้อมคุย”อนุทิน” ปมประชามติกม.กาสิโน ไม่ขัดข้อเสนอตามกฎหมายพร้อมแจง กมธ.วุฒิสภาฯ  วอนเปิดใจอย่าตั้งธงไว้ก่อน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ของวุฒิสภา เตรียมเชิญนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเข้าชี้แจง ว่า ตนเองไม่มีปัญหาในการเข้าชี้แจงทำความเข้าใจ และอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจรับฟังโดยไม่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า เนื่องจากรัฐบาลมีความเชื่อมั่นในแนวทางดังกล่าว เพราะปัจจุบันเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยยังขาดตัวขับเคลื่อนใหม่ๆ และยังคงพึ่งพากลไกเดิมเป็นหลัก ประเทศไทยจึงต้องการกลไกใหม่ๆ เข้ามาเสริม ซึ่งโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถือเป็นหนึ่งในนั้น ด้วยเม็ดเงินลงทุนต่อแห่งที่คาดว่าจะมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท จะสามารถเข้ามาช่วยพยุงสภาวะเศรษฐกิจที่อาจเผชิญความผันผวนในอนาคตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีหนังสือเชิญมาถึงตนเองก็ยินดีเข้าร่วมชี้แจง แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้ใดบ้าง หากหนังสือเชิญส่งมาถึงตนเอง หรือกรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ตนเองก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่

สำหรับข้อเสนอให้มีการทำประชามติในเรื่องดังกล่าวนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนเองไม่ติดขัดในประเด็นนี้ แต่ต้องพิจารณาช่องทางตามกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และอย่างไร เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เป็นการเสนอขึ้นมาลอยๆ แล้วจะสามารถเกิดขึ้นได้ทันที จะต้องพิจารณากลไกทางกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมาในการร่างกฎหมายหรือเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ รัฐบาลได้ดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เสนอแนะให้มีการทำประชามติสำหรับกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และประเด็นการหารือในพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ตนเองเพิ่งเห็นจากข่าวและยังไม่แน่ใจในรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน อีกทั้งในการประชุมระดับรัฐมนตรีก็ยังไม่เคยมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ จึงยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน หากมีประเด็นใดๆ เกิดขึ้น ก็คงต้องนำมาหารือกันต่อไป