‘สรวงศ์’ขออย่าโยงการเมือง กับการลงโทษ 3 หมอปม ‘ทักษิณ’ ย้ำไม่เกี่ยว’รัฐบาลอิ๊งค์’

'สรวงศ์'ขออย่าโยงการเมือง กับการลงโทษ 3 หมอปม 'ทักษิณ' ย้ำไม่เกี่ยว'รัฐบาลอิ๊งค์'

‘สรวงศ์’ขออย่าโยงการเมือง กับการลงโทษ 3 หมอปม ‘ทักษิณ’ ย้ำไม่เกี่ยว’รัฐบาลอิ๊งค์’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

“สรวงศ์” ชี้ ปมแพทยสภา ฟัน 3 หมอ โยง “ทักษิณ”รักษาตัวชั้น 14 ด้าน เป็นไปตามกระบวนการ “โบ้ย อยู่ที่สื่อ ทำอุณหภูมิการเมืองร้อนหรือไม่ร้อน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.40 น. ที่พิธีท้องสนามหลวง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีพืชมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เลี่ยงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เนื่องจากสวมชุดปกติขาว โดยใช้มือทั้งสองข้างจับชายเสื้อด้านล่าง และกล่าวว่า “ชุดขาว” ก่อนหันไปสอบถาม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าชุดขาวไม่ได้ใช่หรือไม่ และส่งยิ้มให้สื่อมวลชน และเดินขึ้นรถยนต์เดินทางกลับ

ด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เลี่ยงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีที่แพทยสภา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน โดยตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ  โดยระบุว่า เป็นเรื่องของแพทยสภา ไม่อยากให้เอามาเกี่ยวกับการเมือง ประเด็นของนายทักษิณ ว่ากันไปตามกระบวนการ 

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายจับตาว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า จะร้อนแรงหรือไม่ร้อนแรง ขึ้นอยู่กับสื่อมวลชน ไม่มีอะไรทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้การทำงานของรัฐบาล สะดุดลงหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลนี้นายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่ง หลังจากที่นายทักษิณ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ส่วนกรณีที่ศาลฎีกา ยกคำร้องของนายทักษิณ ที่ขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศกาตาร์ นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายทักษิณ ใช้สิทธิ์ในการขออนุญาต แต่เมื่อศาลไม่อนุมัติก็เป็นไปตามนั้น 

‘อุ๊งอิ๊งค์‘เลี่ยงตอบ! มติแพทย์สภา พักใบอนุญาต 3 หมอ เซ่นปม ชั้น 14

‘อุ๊งอิ๊งค์‘เลี่ยงตอบ! มติแพทย์สภา พักใบอนุญาต 3 หมอ เซ่นปม ชั้น 14

‘อุ๊งอิ๊งค์‘เลี่ยงตอบ! มติแพทย์สภา พักใบอนุญาต 3 หมอ เซ่นปม ชั้น 14

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘อิ๊งค์‘เลี่ยงตอบ หลังสื่อฯรอถามมติแพทย์สภา พักใบอนุญาต 3 หมอ เซ่นปม ชั้น 14 

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.40 น. ที่ท้องสนามหลวง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธี พืชมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีทองสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ประชุมแพทยสภาประจำเดือน ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน กรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14  โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากสวมชุดปกติขาวมาร่วมพระราชพิธี พืชมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีทองสนามหลวง โดยนายกฯกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ ชุดขาว” พร้อมหันไปถาม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่า“ชุดขาวไม่ได้ใช่หรือไม่”  ก่อนยิ้มตอบรับให้สื่อมวลชนและเดินทางกลับ.

‘สว.โชคชัย’ ท่องไม่รู้-ไม่เห็นหมายเรียก ‘คดีฮั้วสว.’ ขอดูรายละเอียดก่อน

‘สว.โชคชัย’ ท่องไม่รู้-ไม่เห็นหมายเรียก ‘คดีฮั้วสว.’ ขอดูรายละเอียดก่อน

‘สว.โชคชัย’ ท่องไม่รู้-ไม่เห็นหมายเรียก ‘คดีฮั้วสว.’ ขอดูรายละเอียดก่อน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

‘สว.โชคชัย’ ท่องไม่รู้-ไม่เห็นหมายเรียก ‘คดีฮั้วสว.’ ขอดูรายละเอียดก่อน มั่นใจในความบริสุทธิ์ ด้าน ‘พิศูจน์’ เชื่อการเมืองเล่นงานปล่อยข่าว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีชื่อเป็น สว. 1 ใน 6 ที่ถูกออกหมายเรียกในคดีฮั้วเลือก สว. ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และขณะนี้ยังไม่ได้รับหมายเรียกใดๆ ทั้งนี้ ตนมั่นใจในความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ดีในวันนี้ (9 พ.ค.) ตนมีธุระอยู่นอกบ้าน ไม่ทราบว่าหากมีหมายเรียกจริงจะมากี่โมง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เป็นสว.กลุ่มแรกที่ออกหมายเรียกในคดีฮั้ว สว. นายโชคชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ

ถามว่าได้หารือกับนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา หรือ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. แล้วหรือไม่ นายโชคชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือ และไม่รู้ว่าหมายดังกล่าวจะส่งมาจริงหรือไม่ ต้องรอดูเอกสารอีกครั้ง

“ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ อีกทั้ง ยังไม่ทราบในข้อกล่าวหาว่ามีรายละเอียดอย่างไร ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง” นายโชคชัย กล่าว

ขณะที่นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ สว. ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ตนยังไม่ได้รับหมายตามที่เป็นข่าว ทั้งนี้ในรายละเอียดต้องขอดูอีกครั้ง ส่วนจะไปตามหมายเรียกหรือไม่ต้องว่ากันอีกครั้ง อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวตนเชื่อว่าเป็นเรื่องการเมืองที่ปล่อยข่าวออกมา

‘รุจิระ บุนนาค’ เขียนบทความ ‘ความต่างของ สิงคโปร์ กับ ไทย’

'รุจิระ บุนนาค' เขียนบทความ 'ความต่างของ สิงคโปร์ กับ ไทย'

‘รุจิระ บุนนาค’ เขียนบทความ ‘ความต่างของ สิงคโปร์ กับ ไทย’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 รุจิระ บุนนาค คอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ ในหัวข้อ “ความต่างของ สิงคโปร์ กับ ไทย”

ระบุว่า พรรคกิจประชาชน (People’s Action Party หรือ PAP) ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลอยู่เดิมก่อนยุบสภา ได้รับชัยชนะเด็ดขาดอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2568 ได้ที่นั่งในรัฐสภา 87 ที่นั่งจากทั้งหมด 97 ที่นั่ง และได้คะแนนเสียงนิยม 65.6 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลผลการเลือกตั้งของกรรมการเลือกตั้งของสิงคโปร์                   

สิงคโปร์ มีพื้นที่ของประเทศ เป็นเกาะ รวมประมาณ 719.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะย่อยรายล้อมรวม 63 เกาะ มีความหนาแน่นของประชากรสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม มีการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสี่เสือแห่งเอเชีย

แต่เดิมสิงคโปร์เป็นเกาะที่เคยเป็นอาณานิคมของหลายประเทศมาก่อน เช่น อาณาจักร มัชปาหิตแห่งชวา มะละกา โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์ได้ขอรวมชาติ เข้ากับมาเลเซีย ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพมาลายาในสมัยนั้น เพื่อจะได้ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อพ.ศ. 2506 แต่ชาวสิงคโปร์มีความรู้สึกว่าได้รับการเหยียดชนชาติ จนเป็นเหตุให้สิงคโปร์ประกาศตนเป็นเอกราช เป็นประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2508

ช่วงก่อนที่สิงคโปร์จะแยกตัวออกจากมาเลเซีย บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในขณะนั้นคือ ลี กวนยู ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นเลขาธิการพรรคกิจประชาชนคนแรก ได้นำพรรคชนะการเลือกตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2502 จะได้ดำเนินการแยกสิงคโปร์ออกจากมาเลเซีย เมื่อ พ.ศ. 2508

ลี กวนยู เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ได้นำพรรคกิจประชาชนชนะการเลือกตั้งถึง 8 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จนถึง พ.ศ. 2533 และทำให้สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวบริหารประเทศ เปลี่ยนจากประเทศที่ค่อนข้างด้อยพัฒนาเพราะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ

สิงคโปร์ยังมีพรรคการเมืองคู่แข่งอีก 2 พรรค คือ พรรคแรงงาน (WP) นำโดย นายปรีตัม สิงห์ และพรรคสิงคโปร์ก้าวหน้า (PSP) นำโดย ตัน เชียง บ๊อก ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนน้อย

สิงคโปร์มีระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) แบบเดียวกับอังกฤษ การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดมาก เพราะประชาชนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แม้แต่การทิ้งขยะลงบนถนน หรือพื้นที่สาธารณะ จะถูกจับและปรับอย่างเข้มงวด กฎหมายยังมีบทลงโทษด้วยการตี หรือโบยซึ่งปัจจุบันแทบไม่ได้ใช้แล้วข้าราชการให้บริการแก่ประชาชนและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเพราะกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีพฤติการณ์แบบจีนเทา หรือชาวต่างชาติที่มีอิทธิพลประกอบอาชีพเหมือนอย่างในประเทศไทย

สิงคโปร์มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่กลับมีฐานะทางเศรษฐกิจและการเงินอยู่ในระดับที่มั่งคั่งที่สุดประเทศหนึ่งในโลก  

ด้วยความที่สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก คนสิงคโปร์จึงต้องดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด ด้วยการเป็นตัวแทน บริษัทใหญ่ๆ บริการ และสินค้าสำคัญที่มีชื่อเสียงต่างๆ จาก
ต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก และเป็นตัวแทนในภูมิภาคย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนประเทศอื่นๆ เมื่อนักธุรกิจจากประเทศอื่นต้องการทำธุรกิจ จึงต้องมาเป็นตัวแทนช่วง หรือรับสินค้าช่วงจากสิงคโปร์ เพื่อนำมาขายในประเทศตนเอง ทำให้สิงคโปร์มีรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

แม้แต่น้ำมันที่ขายในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญของประเทศไทย ยังต้องอ้างอิงราคาขายที่ประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เพราะนโยบายเก็บภาษีไม่สูง ไม่เข้มงวดกับชาวต่างประเทศที่มาลงทุน การเปิดธุรกิจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย จึงมีบริษัทต่างประเทศมาเปิดกิจการในประเทศสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก

สิงคโปร์เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศในด้านประสิทธิภาพของทรัพยากรบุคคลและการจัดการทางการค้าในฐานะตัวแทนในการขายสินค้าเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าปลอดภาษี ทำให้สินค้าที่ผ่านทางสิงคโปร์มีราคาถูก มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดในโลกและยังได้เข้าไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย อย่างประเทศไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา

แม้กิจการภายในประเทศจะยังต้องพึงพาแรงงานจากต่างชาติในทุกระดับ แต่ไม่เป็นปัญหาการใช้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย  

รัฐบาลสิงคโปร์จัดสรรงบประมาณในการลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการคมนาคมสาธารณะมีความเชื่อมโยงและกระจายไปอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ทั้งระบบรางและระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ โดยมีอัตราค่าบริการที่ประหยัดจูงใจเพียงพอให้ประชาชนหันมานิยมใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะมากกว่าการใช้พาหนะส่วนตัวจนเป็นค่านิยมที่แสดงถึงสถานะความหรูหราและชนชั้นทางสังคมส่วนบุคคลที่แสดงออกผ่านแบรนด์นวัตกรรมยานยนต์ที่มีชื่อเสียง อันแฝงไปด้วยภาระภาษีและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจของสิงคโปร์ถือว่าดีกว่าประเทศไทย รายได้ประชากรต่อหัวมีมากกว่า และประชาชนมีหนี้สินน้อยกว่า

มีบางอย่างที่สิงคโปร์เหมือนหรือคล้ายกับประเทศไทยตรงที่ทั้งสองประเทศต่างมีนายกรัฐมนตรี ที่เป็นพ่อ และลูกสืบต่อกันมา

สิงคโปร์มี ลี กวนยู เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก หลังจากที่ สิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซียและประกาศตนเป็นประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 จนถึง พ.ศ. 2533 เมื่อนายกรัฐมนตรีคนที่สองที่ชื่อ โก๊ะ จ๊กตง เข้ารับตำแหน่ง ลี กวนยู ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีอาวุโสจากรัฐบาลต่อมาจนถึงปี พ.ศ. 2554 ซึ่งถือว่ามีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในการแสดงความคิดเห็น และดำเนินการทางการเมือง โดยไม่ได้เป็น สทร. เหมือนบางประเทศ

บุตรชายของ ลี กวนยู ชื่อ ลี เสี่ยนหลง เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สาม ก่อนที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลี เสี่ยนหลงได้ทำงานและอยู่ในแวดวงการเมืองมานานถึง 20 ปี

แม้ว่า ลี เสี่ยนหลง จะได้รับความเชื่อถือเพราะเป็นบุตรชายของ ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอยู่บ้าง แต่ลี เสี่ยนหลง ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า มีความพร้อมทั้งความสามารถ วัยวุฒิ และคุณวุฒิ ตลอดจนภูมิหลังทางด้านการศึกษาในการเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์

ในประเด็นนี้ หากเทียบกับประเทศไทย จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก

ลี เสี่ยนหลง ได้ลาออกจากนายกรัฐมนตรีคนที่สาม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เพื่อเปิดทางให้ ลอว์เรนซ์ หว่องขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ สาเหตุที่ ลี เสี่ยนหลง ออกจากตำแหน่งน่าจะเกิดจากปัญหาสุขภาพ เนื่องจากเคยได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาก่อน

ลอว์เรนซ์ หว่อง อดีตข้าราชการ และอดีตรัฐมนตรี ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สี่ และได้นำพรรคกิจประชาชน ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในสิงคโปร์ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

หากเปรียบเทียบกับประเทศไทย การที่สิงคโปร์มีรัฐบาลที่มาจากพรรคเดียว เป็นเพราะนโยบายที่ถูกใจประชาชน และผลงานเป็นที่ยอมรับต่อเนื่องมายาวนาน เมื่อบริหารประเทศ
ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพ ไม่มีข้อขัดแย้ง ประเทศพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในเวลาสั้น

ส่วนประเทศไทยการเมืองยังวนเวียนในวังวนอยู่เหมือนเดิม พรรคการเมืองไม่สามารถเสนอนโยบายที่ถูกใจประชาชน เพื่อให้ได้รับเลือกเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว

ยังต้องเป็นรัฐบาลผสม และนโยบายของพรรคการเมืองหลายพรรคต้องผสมร่วมกันแบบรวมมิตร เมื่อมีปัญหาในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล วิธีแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วคือ ปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้เกิดการกระตือรือร้นในการทำงาน และประชาชนต้องยอมรับว่ายังต้องให้เวลารัฐมนตรีใหม่ ในการเริ่มทำงานใหม่ ในตำแหน่งใหม่ อีกครั้งอย่างไม่มีไม่มีที่สิ้นสุด

คงอีกนาน ที่ประเทศไทยจะมีการเมืองที่เข้มแข็ง และเศรษฐกิจดีแบบเดียวกับประเทศสิงคโปร์

‘จตุพร’ตอกย้ำมติแพทยสภา ชี้ไม่มีหลักฐานระบุอาการป่วยวิกฤต เชื่ออยู่ชั้น 14 เกิดจากช่วยคนทำผิดหนีโทษติดคุก

'จตุพร'ตอกย้ำมติแพทยสภา ชี้ไม่มีหลักฐานระบุอาการป่วยวิกฤต เชื่ออยู่ชั้น 14 เกิดจากช่วยคนทำผิดหนีโทษติดคุก

‘จตุพร’ตอกย้ำมติแพทยสภา ชี้ไม่มีหลักฐานระบุอาการป่วยวิกฤต เชื่ออยู่ชั้น 14 เกิดจากช่วยคนทำผิดหนีโทษติดคุก

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

จบแล้วทักษิณ! ‘จตุพร’  ตอกย้ำ มติแพทยสภาเอกฉันท์ชี้ไม่มีหลักฐานระบุอาการป่วยวิกฤต เชื่ออยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ เกิดจากช่วยคนทำผิดหนีโทษติดคุก ซ้ำร้ายศาลไม่ให้ออกนอกประเทศ อุปสรรคขวากหนามขวางกันปิดทางสู้ยากลำบาก แนะกล้าติดคุก อย่าปากกล้าขาสั่นหนีอีก จับตาผลพวงจัดการขบวนการสมคบคิดละเมิดกฎหมายจะตามมาเป็นพรวน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม  นายจตุพร พรหมพันธุ์  วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน  โพสต์เฟซบุ๊กรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเชื่อว่า กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ถือว่าจบแล้ว เมื่อแพทยสภามีมติด้วยเสียงมากๆ แสดงถึงมติเอกฉันท์ว่า ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดถึงอาการทักษิณ ชินวัตร ได้ป่วยขั้นวิกฤต

ดังนั้น ผลตรวจสอบของแพทยสภาจึงมีมติลงโทษพักใบอนุญาตแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 2 คนและตักเตือน 1 คน สิ่งสำคัญการพิจารณาของแพทยสภายังเป็นคนละความหมายตรงกันข้ามกับนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ยืนยันว่า ทักษิณ ป่วยจริงและผ่าตัดจริงด้วย

“สิ่งนี้แสดงว่า ไม่มีใครปกปิดข้อเท็จจริงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้  เชื่อว่าผลการพิจารณาของแพทยสภาส่งผลต่อวันที่ 13 มิ.ย. (ศาลฎีกานักการเมืองนัดพร้อมหรือไต่สวนการบังคับตามหมายจำคุก)”

นายจตุพร กล่าวว่า ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า มติของแพทยสภามีจำนวนมาก ๆ ที่ออกเสียงลงโทษจริยธรรมของแพทย์รักษาทักษิณ ซึ่งเป็นความเห็นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และแว่วว่า ที่ประชุมแพทยสภามีมติลงโทษมากกว่า 4 ใน 5 ดังนั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข จึงควรมีความเห็นด้วยความรอบคอบเช่นกัน

อีกทั้ง กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป ต้องเสนอผลการตรวจสอบให้ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงโทษตามมติแพทยสภาหรือไม่ จากนั้นนำสู่การพิจารณาของแพทยสภาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ถ้าแพทยสภาเห็นแย้งกับ รมว.สาธารณสุข ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หากเห็นด้วยแล้วใช้เสียงเพียง 1 ใน 3

ส่วนศาลอาญายกคำร้องทักษิณขอไปต่างประเทศนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ศาลพิเคราะห์ถึงการเชิญทักษิณด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ ให้ไปร่วมอาหารค่ำที่พระราชวังประเทศกาตาร์ ถือเป็นการเชิญส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ที่เป็นประธานอาเซียน และการระบุโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะมาร่วมงานเลี้ยงด้วยเป็นเพียงการคาดหมาย ซึ่งไม่มีกำหนดการแน่ชัดในการเจรจาด้านเศรษฐกิจของไทย

“ประกอบกับช่วงที่ขอเดินทางไปต่างประเทศอยู่ใกล้วันนัดพิจารณาคดีที่ศาลฎีกา (นักการเมือง) และศาลอาญา คดี ม.112 อาจกระทบต่อการพิจารณาของศาลได้ จึงไม่มีเหตุหนักแน่นเพียงพอให้จำเลย (ทักษิณ ชินวัตร) เดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงยกคำร้อง”

นายจตุพรกล่าวว่า ทักษิณต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งว่า จะเอาอย่างไง เพราะที่ผ่านมาการหลบหนีคดีไม่มารับโทษถึง 17 ปีและต้องการกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย ซึ่งความจริงแล้วโทษจำคุก 1 ปี ติดเพียง 6 เดือนหลังจากรับพระราชทานอภัยลดโทษนั้นน้อยนิดมาก ถ้าเทียบโทษติดคุกของคนอื่นที่ร่วมกับทักษิณมา ซึ่งโทษของทักษิณ เล็กน้อยมาก

ดังนั้น เมื่อทักษิณไม่ติดคุกสักวันเดียว จึงทำให้เรื่องราวไปจบและกำลังใกล้มาถึงจะจบคดี ม.112 อีกคดี แม้ รมต.บางคนพยายามอธิบายว่า ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ไม่ต้องกังวล แต่ รมต.คนพูดไม่ได้ติดคุกเองและไม่มีประสบการณ์ติดคุกด้วย ก็พูดเอาดีอย่างไรก็ได้

 “ผลการตรวจสอบของแพทยสภาเป็นเหมือนหัวใจกรณีชั้น 14 เพราะเหตุราชทัณฑ์ส่งตัวทักษิณมา รพ.ตำรวจได้ต้องป่วยวิกฤต เมื่อเสียงส่วนใหญ่มากๆ ของแพทยสภาชี้ถึงภาวะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าป่วยวิกฤตแล้ว ย่อมมองถึงการต่อสู้คดีของทักษิณ เป็นเรื่องที่ยากมากและจะเป็นเหตุให้ต้องกลับไปจำคุกที่เรือนจำ”

อีกทั้ง เชื่อว่า ทักษิณ คนติดคุกย่อมต้องวิตก เพราะการกลับไปเรือนจำนั้น เหตุไม่ได้ป่วยวิกฤตจะมีผลพวงตามมาอีกมาก โดยราชทัณฑ์และแพทย์ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ ถ้าเป็นการสมคบคิดแบ่งงานกันทำย่อมเป็นขบวนการทำความผิดจึงอาจต้องรับผิดชอบ

“เรื่องราวหลังจากนี้จะมีตามมาอีกมาก ทั้งการละเมิดอำนาจศาล แจ้งความเป็นเท็จไม่ให้รับโทษทางอาญาจะเป็นคดีใหม่ยาวเหยียดเพิ่มเติมกันอีก หรืออาจมีใครไปยื่นว่า ไม่ได้เป็นไปตามพระบรมราชโองการฯ รวมทั้งมีคดี ม.112 ติดตัวอีก จึงเป็นวิบากกรรมจากนี้ไปของทักษิณ”

นายจตุพร กล่าวอีกว่า มติของแพทยสภาย่อมทำให้วงการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมพอได้เห็นแสงสว่างกันบ้าง ดังนั้น ฝ่ายการเมืองคงคาดการณ์อนาคตกันได้ เพราะด้วยหลักวิญญูชนคิดได้ว่า นายกฯ อยู่ได้เพราะพ่อนายกฯ

ส่วนวันที่ 13 มิ.ย. นี้ ศาลฎีกานักการเมืองนัดพร้อมหรือไต่สวนนั้น หากศาลออกหมายเรียกให้ทักษิณไปศาล ถ้าทักษิณไม่ไปต้องถูกหมายจับ แล้วจะกลายเป็นอีกเรื่องซ้ำเติมมาทันที ดังนั้น หนทางข้างหน้าจึงมากด้วยอุปสรรคขวากหนาม เพราะเมื่อทักษิณได้รับโอกาสแล้ว แต่ได้ทำลายโอกาสนั้นด้วยตัวเอง

“วันนี้ (8 พ.ค.) ถือว่าจบแล้ว เมื่อไม่ป่วยวิกฤตจะไป รพ.ตำรวจ 180 วันได้ด้วยเหรอ นี่เป็นหัวใจของเรื่องที่มีความชัดเจนในข้อเท็จจริงประจักษ์ จึงชี้ถึงเจตนาเลี่ยงข้อกฎหมาย ถ้าเป็นภาษามวยถือว่า จบแล้ว สิ้นสงสัยแล้ว ดังนั้น เหลือเพียงขั้นตอนอื่นๆ เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้รับโทษทางอาญา ซึ่งเป็นเรื่องรองลงไปและจะตามมาในความผิดตามข้อกฎหมาย”

นายจตุพร เชื่อว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องการป่วยดีไปกว่าทักษิณ และที่ใหญ่มากกว่านั้นคือ มติแพทยสภาจำนวนมากๆ แสดงถึงนัยเป็นเอกฉันท์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงทำให้หัวใจการมาชั้น 14 รพ.ตำรวจ ถือว่าจบแล้ว

ปชน. หวัง’นายกฯอิ๊งค์’รักษาคำพูด ยอมรับมติแพทยสภา ตามที่เคยลั่นวาจาไว้กลางสภา

ปชน. หวัง'นายกฯอิ๊งค์'รักษาคำพูด ยอมรับมติแพทยสภา ตามที่เคยลั่นวาจาไว้กลางสภา

ปชน. หวัง’นายกฯอิ๊งค์’รักษาคำพูด ยอมรับมติแพทยสภา ตามที่เคยลั่นวาจาไว้กลางสภา

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

“ลิซ่า” ย้อนคำนายกฯ ลั่นเองกลางสภาให้ยอมรับผลสอบแพทยสภากรณีป่วยจริงป่วยทิพย์ชั้น 14 หวังนายกฯ รักษาคำพูด ไม่ใช้อำนาจแทรกแซง รมว.สาธารณสุข ยับยั้งเรื่อง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีแพทยสภาแถลงถึงผลการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ กรณีการพักรักษาตัวของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีมติลงโทษแพทย์ 3 คนในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

โดยน.ส.ภคมนกล่าวว่า ต้องขอย้อนความจำแบบคำต่อคำเผื่อนายกรัฐมนตรีจำไม่ได้ นายกฯ เคยกล่าวไว้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 25 มีนาคม 2568 หลังฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีการรักษาตัวของบิดาท่านบนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นายกฯ บอกว่า “ถ้าจะพูดเรื่องท่านป่วยจริงป่วยหลอก เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าคุณพ่อมีอาการป่วย ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ชัดเจน ถ้าดิฉันจะบอกท่านว่าอ๋อ! คุณพ่ออายุ 70 กว่าป่วย ท่านจะเชื่อดิฉันเหรอคะ ไม่เชื่อ”

“ป่วยจริงๆ 70 กว่า ต้องได้รับการผ่าตัด ช่วงโควิดที่เป็นโควิดหนักมาก น้ำหนักลดไป 10 กว่ากิโล ทำให้เกิดอาการผมร่วง มีสการ์ที่ปอด ท่านเชื่อไหมคะ ไม่เชื่อ ถูกไหมคะ ถ้าจะบอกว่าคนอายุ 70 อัพไปแล้วเนี่ยต้องผ่าตัดและการผ่าตัดไม่ได้ง่ายเหมือนคนอายุ 20 กว่า 30 กว่า 40 กว่า ท่านเชื่อไหมคะ ไม่เชื่อ” 

“เพราะฉะนั้นเนี่ย ดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะต้องอธิบายแบบไหน แต่ขณะนี้เราก็มีการยื่นเรื่องตรวจสอบต่อแพทยสภาแล้ว เชื่อว่าผลสรุปจะออกมาในอีกไม่นานนี้นะคะ ก็จะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะยอมรับ เพราะถามจากดิฉัน อภิปรายดิฉันไป ดิฉันตอบ ท่านก็ไม่เชื่ออยู่ดี ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร” และนายกฯ ยังพูดต่อว่า “เมื่อมีกระบวนการตรวจสอบในหน่วยงานต่างๆ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ดิฉันไม่เคยใช้อำนาจไปแทรกแซง”

รองโฆษกพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า เอาละ วันนี้ผลสอบจริยธรรมแพทย์ออกแล้ว ผลสรุปคือแพทย์ 1 คนโดนตักเตือนเนื่องจากออกใบส่งตัว และแพทย์อีก 2 คนถูกพักใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพราะให้ข้อมูลเอกสารทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น 

“แปลง่ายๆ ว่าจากหลักฐาน บิดาท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ป่วยขั้นวิกฤต เหมือนที่ท่านพยายามสรรหาโรคมาอธิบาย”

น.ส.ภคมนทิ้งท้ายว่า พวกตนยอมรับผลตามที่นายกฯ เคยบอกไว้ หวังว่านายกฯ จะยอมรับผลสอบจริยธรรมของแพทยสภาเหมือนที่พูดเอาไว้เช่นกัน และหวังต่อว่าขั้นตอนหลังจากนี้จะตรงไปตรงมา ไม่มีการแทรกแซงหน่วยงานอย่างที่เคยยืนยันไว้ ไม่มีการออกคำสั่งให้ รมว.สาธารณสุข ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว จากนี้สังคมไทยจะจับตาจุดวัดใจว่า รมว.สาธารณสุข จะเอาอย่างไร 

ซัดหนัก! ปมป่วยวิกฤตทิพย์ แค่พิสูจน์ได้ สงสัยกล้องเสียทั้งบ้าน-ชั้น 14 อาจไม่ได้นอนเรือนจำจริงๆ

ซัดหนัก! ปมป่วยวิกฤตทิพย์ แค่พิสูจน์ได้ สงสัยกล้องเสียทั้งบ้าน-ชั้น 14 อาจไม่ได้นอนเรือนจำจริงๆ

ซัดหนัก! ปมป่วยวิกฤตทิพย์ แค่พิสูจน์ได้ สงสัยกล้องเสียทั้งบ้าน-ชั้น 14 อาจไม่ได้นอนเรือนจำจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

‘ดร.ดิเรกฤทธิ์’จี้จุดซ้ำ! ปมป่วยวิกฤตทิพย์ แค่พิสูจน์ได้ สงสัยกล้องเสียทั้งบ้าน-ชั้น 14 อาจไม่ได้นอนเรือนจำจริงๆ

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า นอกจากป่วยวิกฤตทิพย์แล้ว ยังนอนบ้านไม่ได้นอนที่ชั้น 14 ด้วยหรือไม่?

ปัญหา”ป่วยวิกฤตทิพย์”แพทยสภาได้พิสูจน์ให้แล้ว แต่ปัญหา”นอนบ้านไม่ได้นอนชั้น 14″หากกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่ชั้น 14 และที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเสียพร้อมกันตลอดช่วงเวลาที่ต้องนอนเรือนจำ ก็สัณนิษฐานได้ว่าไม่มีการนอนที่ชั้น 14 จริงจริง

‘นฤมล’แจ้งข่าวดี กระทรวงเกษตรฯ เจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่-เป็ดดิบ ไปขายฟิลิปปินส์สำเร็จเป็นครั้งแรก

'นฤมล'แจ้งข่าวดี กระทรวงเกษตรฯ เจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่-เป็ดดิบ ไปขายฟิลิปปินส์สำเร็จเป็นครั้งแรก

‘นฤมล’แจ้งข่าวดี กระทรวงเกษตรฯ เจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่-เป็ดดิบ ไปขายฟิลิปปินส์สำเร็จเป็นครั้งแรก

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.07 น.

”รมว.นฤมล“แจ้งข่าวดี กระทรวงเกษตรฯ เจรจาเปิดตลาดส่งออกเนื้อไก่-เป็ดดิบ ไปขายฟิลิปปินส์สำเร็จเป็นครั้งแรก มั่นใจ จะเพิ่มโอกาสส่งออกให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)เปิดเผยว่า จากเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนได้ร่วมหารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr. Secretary of the Department of Agriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของฟิลิปปินส์ ถึงความเป็นไปได้ในการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือ เนื้อสัตว์ปีกดิบ เช่น ไก่ และเป็ดจากไทยไปขายที่ประเทศฟิลิปปินส์

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้รับแจ้งจากสถานทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทยว่า หน่วยงาน National Veterinary Quarantine Service Division- BAI ให้การรับรองสถานประกอบการ 2 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ EST. 14 บางกอกแรนช์ และ EST. 79 พนัสโพลทรีย์ ให้เป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกดิบไปยังประเทศฟิลิปปินส์ โดยได้รับการลงนามเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในกระบวนการขั้นสุดท้าย หน่วยงาน Bureau of Animal Industry – BAI ขอความกรุณาจากกรมปศุสัตว์ ในการจัดส่งตัวอย่างหนังสือ Health Certificate สำหรับเนื้อสัตว์ปีก เพื่อให้ทาง BAI ได้พิจารณาข้อความรับรองต่าง ๆ ต่อไป โดยกรมปศุสัตว์จะส่งร่าง H/C ให้ทาง BAI โดยเร็วต่อไป

“นับเป็นข่าวดีของเกษตรกรไทยที่จะสามารถส่งออกเนื้อสัตว์ปีกไปยังฟิลิปปินส์ได้ ซึ่งเป็นไปตามที่เราได้เคยเจรจากับทางฟิลิปปินส์ไว้ วันนี้เกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว ฟิลิปปินส์ได้อนุญาตให้ไทยส่งออกสัตว์ปีกดิบได้ เหลือเพียงขั้นตอนของเอกสาร Health certificate แล้วเสร็จก็จะสามารถส่งออกได้ทันที โดยในช่วงแรกทางฟิลิปปินส์ได้รับรองโรงงานส่งออกของไทย 2 โรงงาน คือโรงงานเป็ด 1 โรง และโรงงานไก่ 1 โรง ซึ่งในอนาคตจะมีขยายรับรองโรงงานอื่นต่อไป ที่ผ่านมาไทยเคยส่งออกได้แต่ไก่สุก เพิ่งจะสามารถเปิดตลาดไก่ดิบได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก ๆ เพราะตลาดไก่ดิบมีตลาดที่ใหญ่กว่าไก่สุกมาก โดยคาดว่า 2 โรงงานที่ได้รับรองก่อนในครั้งนี้จะสามารถส่งออกไปฟิลิปปินส์ได้ปริมาณปีละ 5 พันตัน มูลค่า 500 ล้านบาท หากมีโรงงานขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมอีกต่อเนื่อง มีโอกาสจะแชร์ตลาดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกดิบของฟิลิปปินส์ได้ถึงประมาณ 25% มูลค่านับหมื่นล้านบาท และที่สำคัญจะเป็นโอกาสเพิ่มขึ้นอีกมากสำหรับเกษตรกรไทย“ศ.ดร.นฤมล กล่าวในที่สุด/.

ด่วน! เปิดรายชื่อ 6 สว.คนดัง หลังโดนหมายเรียกแจง ‘คดีฮั้วสว.’ลอตแรก

ด่วน! เปิดรายชื่อ 6 สว.คนดัง หลังโดนหมายเรียกแจง 'คดีฮั้วสว.'ลอตแรก

ด่วน! เปิดรายชื่อ 6 สว.คนดัง หลังโดนหมายเรียกแจง ‘คดีฮั้วสว.’ลอตแรก

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

DSI และกกต.นำหมายเรียกคดีฮั้ว สว. แปะบ้าน 6 สว.คนดังที่พักในกทม.แล้ว เพื่อเชิญตัวเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ป.สว.61
@@@@
วันที่ 9 พ.ค. รายงานข่าวเปิดเผยว่า ภายหลังจาก คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิ การคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งประกอบด้วยกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่มาจาก กกต. 4 คน และดีเอสไอ 3คน รวมเป็น 7 คน ได้ร่วมกันประชุมพิจารณาอย่างเข้มข้นตลอดหลายชั่วโมง เกี่ยวกับพฤติการณ์ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ละรายที่มีการกระทำเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป. การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยพยานหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิด ไม่ได้ถูกเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือมาโดยการฮั้ว สว. นั้น

เบื้องต้น ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รอง เลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน ได้เซ็นชื่อลงนามในหนังสือเรียกชี้แจงแก้กล่าวหาสำหรับสมาชิกวุฒิสภา เกือบ 60 ราย โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็น สว. คนดังทางการเมือง มีทั้งบุคคลที่ภูมิลำเนาที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองจังหวัดสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดีเอสไอ เช้าวันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กกต. กระจายกำลังกว่า 6 จุดใน กทม. นำหมายเรียกของ กกต. เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อเชิญตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดำเนินการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คู่ขนานไปกับพื้นที่ต่างจังหวัดโซนหัวเมืองสำคัญ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ สว. รายใดที่ได้รับหนังสือเชิญชี้แจงจาก กกต. จะต้องเข้าให้การชี้แจง ที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ตามวันเวลาที่กำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่แปะหมาย กทม. 6 จุด ประกอบด้วย บ้านพักของ1.นายอลงกต วรกี 2.นายโชคชัย กิตติธเนศวร 3.นายจิระศักดิ์ ชูความดี 4.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ 5.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร 6.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์

‘หมอวรงค์’ไขคำตอบ ใครเป็นใคร ‘หมอ 3 คน’ ช่วย ‘ทักษิณ’

'หมอวรงค์'ไขคำตอบ ใครเป็นใคร 'หมอ 3 คน' ช่วย 'ทักษิณ'

‘หมอวรงค์’ไขคำตอบ ใครเป็นใคร ‘หมอ 3 คน’ ช่วย ‘ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.40 น.

9 พ.ค. 68 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพตส์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “#ไขคำตอบว่าใครเป็นใครและข้อกังวลใจชั้น14

ผมได้รับการถามจากสื่อว่า คาดเดาได้ไหม แพทยสภาลงมติฟันหมอ 3 คนมีใครบ้าง และอีกคำถามคือถ้ารัฐมนตรียับยั้งมตินี้จะเกิดอะไรขึ้น และทำไมมีแค่หมอ 3 คน ในฐานะที่เป็นแพทย์ ผมเชื่อว่าแม้จะไม่มีการประกาศรายชื่อ ผู้ที่ถูกลงโทษ แต่วิเคราะห์จากคำแถลงของกรรมการแพทยสภา น่าจะพอคาดเดาได้ว่ามีใครบ้าง

รายแรกที่ถูกลงโทษตักเตือน โดยเหตุผลการออกใบส่งตัวนักโทษ เมื่อนักโทษถูกส่งตัวจากเรือนจำ แพทย์ท่านนี้ ต้องเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ น่าจะเป็นแพทย์เวรด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับการส่งตัว คนเป็นผอ.คงไม่ได้มาเกี่ยว เรื่องการรักษาพยาบาล

ส่วนอีกสองท่าน ที่ถูกพักใบประกอบวิชาชีพ กรรมการแพทยสภา ระบุชัดเพราะเรื่อง ออกเอกสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก็คือออกเอกสารเท็จ เพื่อช่วยเหลือนักโทษให้อยู่ชั้น14 ถ้าไปดูรายชื่อแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ ที่ป.ป.ช.ไต่สวน แม้จะมีแพทย์หลายท่านถูกไต่สวน แต่จะมีสองท่าน ที่เป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ ซึ่งน่าจะออกใบรับรองแพทย์ที่เป็นเท็จ คงจะคาดเดาได้ทันทีว่าเป็นใคร แพทย์2ท่านนี้เป็นใคร

ส่วนข้อกังวลว่าเรื่องนี้จะถูกส่งต่อรัฐมนตรีสาธารณะสุข เกรงว่าจะยับยั้ง ผมขออธิบายว่า ตามพรบ.วิชาชีพฯนั้น การพักใบประกอบวิชาชีพนั้น สูงสุดไม่เกิน 2 ปี รัฐมนตรีอาจหาเหตุมายับยั้งขอปรับลด ระยะเวลา การพักใบอนุญาต แต่ที่เขาจะยับยั้งไม่ได้เลยคือข้อเท็จจริง
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แพทย์ ออกใบรับรองแพทย์อันเป็นเท็จ เพื่อช่วยนักโทษ ที่ไม่ได้ป่วยวิกฤติ ให้นอนเล่นชั้นที่14 รัฐมนตรีไม่สามารถยับยั้งได้ เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้

หลายคนถามผมว่า ทำไมคนถูกลงโทษน้อยจัง ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผลของแพทยสภาเป็นแค่สารตั้งต้น ที่ลงโทษเฉพาะแพทย์ทางด้านจริยธรรม ส่วนการลงโทษอาญา ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าป.ป.ช.จะสาวถึงใครบ้าง ผมคิดว่าน่าจะตายยกรังครับ

ส่วนตัวการใหญ่ ที่เป็นนักโทษ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น่าจะใช้ประโยชน์จากผลสอบ ของแพทยสภาได้มาก เพราะเขายังไม่ติดคุก มีขบวนการช่วยเหลือเขา สุดท้ายผมเชื่อว่าหนี”

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom 

.-008