จับตา’ทักษิณ’เคลื่อนไหวอย่างไร? หลังแพทยสภาฟันชั้น 14 ศาลไม่อนุญาตออกนอกประเทศ

จับตา'ทักษิณ'เคลื่อนไหวอย่างไร? หลังแพทยสภาฟันชั้น 14 ศาลไม่อนุญาตออกนอกประเทศ

จับตา’ทักษิณ’เคลื่อนไหวอย่างไร? หลังแพทยสภาฟันชั้น 14 ศาลไม่อนุญาตออกนอกประเทศ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอบคุณ แพทยสภา ศาลอาญา ต่อกรณีทักษิณ

เมื่อวาน (วันที่ 8 พฤษภาคม 2568) มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่2เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ

เรื่องแรกก็คือ ผลการสอบสวนของแพทยสภาต่อคดีชั้น 14 ทักษิณ หรือเกี่ยวกับอาการป่วยของคุณทักษิณ ที่มีการรอคอยว่า ผลการสอบของแพทยสภาจะออกมาอย่างไร จนในที่สุด ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา แถลงมติแพทย์สภา ลงโทษ 3 แพทย์ที่รักษานายทักษิณ ชินวัตร เป็นความผิดเรื่องออกใบส่งตัว และไม่มีหลักฐานว่ามีภาวะวิกฤต ข้อมูลที่ได้รับไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า มีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น

ต้องขอขอบคุณแพทยสภา ที่ได้ทำความจริงให้ปรากฏ เพราะเรื่องนี้มีการถกเถียงกันมายาวนานว่า คุณทักษิณป่วยจริงหรือป่วยทิพย์ เมื่อผลการสอบของแพทยสภาออกมาเช่นนี้ เป็นความกระจ่างชัดว่า การออกจากเรือนจำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่มีเหตุอันควรที่จะต้องออกมา เพราะไม่ได้ป่วยวิกฤต ซึ่งถ้าเป็นการป่วยธรรมดา ก็สามารถรักษาที่โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ได้ การอ้างเป็นผู้ป่วยวิกฤตต้องมารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นข้ออ้างที่ปราศจากข้อเท็จจริง

เมื่อผลการสอบปรากฏชัดเช่นนี้ จะนำไปสู่การเป็นสารตั้งต้นของการพิจารณาไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ไต่สวนคดีนี้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ซึ่งอาจจะทำให้มีข้อวินิจฉัยว่า คุณทักษิณไม่ได้ติดคุกจริง การหลีกเลี่ยงการติดคุกหรือถูกจำคุกตามหมายศาล โดยการอ้างอาการป่วยวิกฤต ก็ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามหมายศาล

ดังนั้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ศาลฎีกาอาจมีหมายให้คุณทักษิณกลับไปจำคุกใหม่ ให้คุณทักษิณไปปฏิบัติตามจำคุกของศาลฎีกา นั้นก็คือต้องติดคุก 1 ปี อีกครั้งก็ได้

ประเด็นที่ 2 กรณีที่คุณทักษิณยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอเดินทางไปประเทศกาตาร์ เนื่องจากผู้ครองนครกาตาร์ได้ออกหนังสือเชิญคุณทักษิณ ในฐานะเป็นที่ปรึกษาของประธานอาเซียน ขอเดินทางคือช่วงวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งใกล้เคียงกับกำหนดนัดฟังคำสั่ง หรือการพิจารณาคดีของศาลฎีกาในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ซึ่งศาลเห็นว่าอาจเป็นอุปสรรคหรือกระทบต่อการพิจารณาคดีได้ จึงพิจารณาว่าเหตุผลที่ยื่นมา ยังไม่เพียงพอที่จะอนุญาตให้ออกนอกราชอาณาจักรได้

ต้องขอขอบคุณศาลอาญา ที่ไม่อนุญาตตามคำขอของนายทักษิณ เพราะถ้าหากคุณทักษิณได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ สังคมอาจคลางแคลงใจ มีข้อสงสัย มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คุณทักษิณออกจากประเทศไทยไป จะกลับมาประเทศไทยอีกหรือไม่ สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คุณทักษิณหนีครั้งที่ 2 ได้ การที่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ออกนอกประเทศ ถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจถูกต้องแล้ว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 เรื่อง ต้องขอขอบคุณทางแพทยสภาและศาลอาญา ที่ได้พิทักษ์ไว้ซึ่งความจริง ความถูกต้อง เป็นหลักของบ้านเมือง ซึ่งต่อจากนี้สังคมก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลของแพทยสภา และจากการที่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้คุณทักษิณเดินทางออกนอกประเทศ คุณทักษิณจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

แนวหน้าวิเคราะห์ : โว’ดีลลับ (ลวง พราง)?’งัด’ทรัมป์’

แนวหน้าวิเคราะห์ : โว'ดีลลับ (ลวง พราง)?'งัด'ทรัมป์'

แนวหน้าวิเคราะห์ : โว’ดีลลับ (ลวง พราง)?’งัด’ทรัมป์’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

“บางทีให้สัมภาษณ์ไม่ชัดเจนหรือพูดอะไรออกไปไม่ได้ ต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าสมมุติเรากำลังดีลอยู่ อย่างที่คนไทยชอบพูดว่าดีลลับ อันนี้ประมาณนั้นก็ได้ เหมือนว่าคุยเรื่องดีเทลอยู่ว่าดีลลับทำอะไรได้บ้าง ยืดหยุ่นอะไรได้บ้าง อันนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ ไม่อย่างนั้นประเทศอื่นเขาได้ยินหมด สหรัฐมีทุกประเทศทั่วโลกมาต่อรองา ถ้าเขาเปิดเผยหรือเฉลยว่าประเทศนั้นประเทศนี้จะทำอะไรได้บ้าง เกิดความวุ่นวายแน่”

คำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ในรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เมื่อต้นเตือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงความคืบหน้าการเตรียมรับมือนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโดนัลป์ ทรัมป์ประกาศ

และย้ำด้วยว่า “การเจรจาลับ” ทุกประเทศรวมถึงไทยดำเนินการแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย!!! ความเร็วไม่ใช่ตัวกำหนด แต่ความแม่นยำในการต่อรองสำคัญกว่า ยืนยันเราไม่หลุดกรอบ ขอให้ประชาชนสบายใจ การเจรจาไม่เป็นทางการมีต่อเนื่อง อัพเดตข้อมูลกับรมว.คลังตลอด รัฐบาลเตรียมพร้อมอย่างหนัก จนถึงวันที่เราได้เจรจาแน่ชัด

หลังการชี้แจงวันนั้นถึงปัจจุบัน ประเด็นนี้กลายเป็นควันจางๆไปจากหน้าสื่อ เพราะไม่มีใครหรือรัฐมนตรีคนไหนเปิดปากพูดอะไร ที่น่าวิตกน่ากังวลอีกประการคือ ท่าทีของ รมว.ต่างประเทศ ซึ่ง “เงียบ” ผิดปกติ  สงสัยจะลับสุดยอดจริง!!!

เชื่อว่า ท่าทีดังกล่าวของนายกฯเพิ่มความไม่สบายใจให้สังคมไม่น้อย ที่ฟังแล้วก็ยังไม่ได้รู้รายละเอียดการแก้ปัญหาปมร้อนดังกล่าวว่าจะรับมือหรือแก้ปัญหาอย่างไร  ลึกไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่คง “หวั่นผวาและเป็นห่วง” เนื้อหาสาระในการ “เจรจาต่อรองทางลับ” ที่ผู้นำกำลังดำเนินการ ผลประโยชน์จะตกกับประเทศทั้งหมดหรือไม่? รักษาผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน หรือเราจะเสียประโยชน์แลกอะไรเพิ่มอีกหรือไม่  เพราะตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัปม์ประกาศ ประชาชนคงอยากให้รัฐบาลเปิดฉากรุกขอเจรจาโดยตรงให้เร็วที่สุด

ล่าสุด เห็น สส.พรรคประชาชน “จุลพงศ์ อยู่เกษ” ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมการธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มองการแถลงของนายกฯไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเป็นแก่นสาร ทั้งที่ความจริง ประชาชนน่าจะมีสิทธิ์รับรู้ว่านโยบายภาษีทรัมป์จะส่งให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต่อประเทศ กระทบปากท้องตัวเองอย่างไร

ที่สำคัญยังเป็นห่วงการดำเนินการของรัฐบาลจะทันระยะเวลาผ่อนผันการบังคับใช้ภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ กับประเทศไทย ซึ่งจะครบกำหนด 90 วันวันที่ 1 กรกฎาคมนี้หรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำเรื่องนี้มาเป็นวาระเร่งด่วน!!!

นอกจากนี้ จะยื่นหนังสือถึงประธาน กมธ.พาณิชย์ และประธานกมธ.ต่างประเทศ ให้เรียกประชุมกมธ.สองคณะแบบลับ โดยเชิญ 3 รัฐมนตรีสำคัญคือ “รมว.คลัง – รมว.พาณิชย์ และรมว.ต่างประเทศ” มาชี้แจงถึงการเตรียมการแก้รับมือด้วย

อันที่จริง ถ้ารัฐบาลหรือนายกฯ แย้มพรายข้อมูลบ้างสักนิดก็ไม่เสียหาย การปิดปากสนิท ย้ำแต่เป็นการเจรจาต่อรองทางลับ ไม่อยากให้ใครถาม สิ่งสะท้อนกลับมาคือ ความกังขาของคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในความสามารถของตัวผู้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้มีสะสมมากมายหลายเรื่อง สำคัญไปกว่านั้น ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลขึ้นไปอีก!!!

อีกมุมถ้าพยายามทำความเข้าใจจากถ้อยคำของนายกฯ เหมือนจะบอกกลายๆหรือไม่ว่า “ดีลลับ” เป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลชุดนี้ ที่หลายประเทศทำเหมือนกัน  แต่ไม่มีใครส่งเสียงบอกใคร ประมาณจะ “ลับ ลวง พราง” คู่แข่ง เพื่อผลประโยชน์ที่ “วิน วิน”ทั้งสองฝ่ายหรือไม่

ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หวังว่า “ดีลลับ” ที่นายกฯแพทองธาร จะทำให้ไทยถือไพ่เหนือประเทศอื่น และสามารถทำให้ “ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐยอมลดกำแพงภาษีให้กับไทยลงในระดับที่เราไม่เดือดร้อน หรือ “วิน วิน” อย่างที่ว่าจริง!!!

ขออย่าให้ “ดีลลับ” มา “ลวง พราง” คนไทย สังคมไทย หรือตัวนายกฯ ซะเอง!

ทีมข่าวแนวหน้า

ปูด’ครูแพทย์’หลายคน เสียน้ำตากลางที่ประชุม’แพทยสภา’ เหตุหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ๆ ทำผิดพลาด

ปูด'ครูแพทย์'หลายคน เสียน้ำตากลางที่ประชุม'แพทยสภา' เหตุหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ๆ ทำผิดพลาด

ปูด’ครูแพทย์’หลายคน เสียน้ำตากลางที่ประชุม’แพทยสภา’ เหตุหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ๆ ทำผิดพลาด

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.58 น.

‘ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์’ปูด ‘ครูแพทย์’ เสียน้ำตากลางที่ประชุม ‘แพทยสภา’ เหตุหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ๆ ทำผิดพลาด

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 จากกรณี คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ แถลงผลสรุปการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และคณะอนุกรรมการสอบสวน กรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยมติลงโทษแพทย์ 3 คน ตักเตือน1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ยินเรื่องเล่าจากที่ประชุมวันนี้ว่า มีครูแพทย์หลายคนเสียน้ำตากลางที่ประชุม

เพราะหมอรุ่นลูกศิษย์จบมาใหม่ ๆ ทำผิดพลาด เกิด medical error แล้วถูกลงโทษเต็มที่ไม่มียั้ง

แต่หมอใหญ่รับใช้นักการเมืองโกงชาติ ผิดจรรยาบรรณแพทย์ กลับมีแพทย์ด้วยกันลุกขึ้นมาปกป้อง ครูแพทย์จึงเสียน้ำตา เพราะรู้สึกว่าในวงวิชาชีพที่มีหน้าที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ยังถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกันรังแกอย่างไม่ยุติธรรม

ครูแพทย์ที่มีใจเป็นธรรมและรักลูกศิษย์จึงเสียน้ำตากลางที่ประชุม ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจและสงสารลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม

แต่ท้ายที่สุด เสียงของแพทย์ส่วนใหญ่ระดับครูบาอาจารย์ มาก มาก มาก ก็ยังคงยืนหยัดรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ

ขอกราบคารวะอย่างสูง

เป็นเรื่องปกติในทุกสังคมและวิชาชีพที่จะต้องมีวิวาทะ แต่บ้านเมืองและวงวิชาชีพนั้นยังมั่นคงดำรงอยู่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังรักในความถูกต้องดีงาม

เล่าให้ฟังเฉยๆ ในสิ่งที่ได้รับฟังมาเช่นกัน และเชื่อในส่วนดีของมนุษย์ครับ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ตอนนี้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนมากขึ้น จะสรุปว่าเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยก็เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะปัญหาทับถมกันมาหลายสิบปี ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของใคร”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

แพทยสภาลงดาบเชือดหมออุ้ม‘แม้ว’ ป่วยไม่วิกฤตจริง 2คนหนัก-พักใช้ใบอนุญาต อีก1คนแค่ว่ากล่าวตักเตือน

แพทยสภาลงดาบเชือดหมออุ้ม‘แม้ว’  ป่วยไม่วิกฤตจริง  2คนหนัก-พักใช้ใบอนุญาต  อีก1คนแค่ว่ากล่าวตักเตือน

แพทยสภาลงดาบเชือดหมออุ้ม‘แม้ว’ ป่วยไม่วิกฤตจริง 2คนหนัก-พักใช้ใบอนุญาต อีก1คนแค่ว่ากล่าวตักเตือน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แพทยสภาลงดาบเชือดหมออุ้ม‘แม้ว’ ป่วยไม่วิกฤตจริง 2คนหนัก-พักใช้ใบอนุญาต อีก1คนแค่ว่ากล่าวตักเตือน ชี้ให้ข้อมูลไม่ตรงความจริง พท.ยันไม่กระทบ‘อุ๊งอิ๊งค์’

มติแพทยสภาท่วมท้น ลงโทษ 3 หมอ จากรพ.ราชทัณฑ์-ตำรวจ ช่วยเทวดาทักษิณป่วยทิพย์ ชั้น 14 พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ว่ากล่าวตักเตือน 1 คน ข้อหา ใช้ข้อมูลเอกสารทางการแพทย์ไม่ตรงกับความจริง ประกอบวิชาชีพทางเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน เพื่อไทยเผยป่วยทิพย์ไม่กระทบเก้าอี้นายกฯอุ๊งอิ๊งค์ ด้านเทวดาทักษิณยื่นศาลไต่สวนขอไปเมืองนอก

เมื่อเวลา 14.40น.วันที่ 8พ.ค.68 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภานัดประคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ ซึ่งเป็นประชุมประจำเดือนพฤษภา คม โดยหนึ่งวาระของการประชุมวันนี้ คือการนำเสนอผลสรุปการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองของแพทยสภา กรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยเริ่มการประชุมตั้งแต่เวลา 13.00 น. และจากเดิมมีกำหนดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลของการประชุมในเรื่องดังกล่าวในเวลา 14.00 น. ปรากฏว่าที่ประชุม ได้มีการ ปรึกษาหารือกันอย่างเข้มข้นจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงได้ ประกาศแจ้งต่อสื่อมวลชนที่มาปักหลักรอทำข่าวว่าเลื่อนการแถลงข่าวออกไปเป็นเวลา 15:00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ มีประมาณ 70 คน ประกอบด้วย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 28 คณะ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนนายแพทย์ใหญ่ รพ.สี่เหล่าทัพ คือ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า มีคณะกรรม การที่เข้าร่วมประชุมราวๆ 60 คน ในส่วนของผู้ที่ลาประชุมเบื้องต้นคือ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ติดภารกิจไปต่างประเทศ สัดส่วนผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ และพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ซึ่งปรากฏว่า กรรมการทั้ง 3 คนได้ส่งผู้แทนมา เข้าประชุมแทน เนื่องจากติดภารกิจ

แพทย์สภาลงดาม2หมอ

ต่อมาเวลา 15.40 น. ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 แถลงว่า ที่ประชุมกรรมการแพทยสภา ที่ 5/2568 มีการพิจารณาคดีจริยธรรมของแพทย์ที่เป็นเรื่องอยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีกล่าวโทษแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ และรพ.ตำรวจผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ที่ประชุมมีมติลงโทษแพทย์ 3 ท่าน โดยตักเตือน1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ท่านในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง หลังจากนี้จะนำเสนอมติต่อสภานายกพิเศษ คือ รมว.สธ.เพื่อขอความเห็นชอบก่อนจะดำเนินการตามมติ ดังนั้นทั้งหมดจึงต้องรอความเห็นจาก รมว.สธ. เป็นไปตาม พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525

ทั้งหมดอยู่ที่การตีความ

เมื่อถามว่าสาเหตุที่ตัดสินเช่นนี้เพราะอะไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับท่านที่ว่ากล่าวตักเตือนเป็นความผิดที่ไม่ได้รุนแรงเนื่องจากเกี่ยวกับเรื่องการออกใบส่งตัว ส่วนอีกสองท่านเป็นเรื่องการให้ข้อมูลเอกสารทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

เมื่อถามถึงกรณีการให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงหมายถึงอะไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่เราได้รับไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า มีภาวะวิกฤติเกิดขึ้น

ถามว่าสรุปคือไม่ป่วยจริงใช่หรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ตนบอกได้แค่ว่าด้วยข้อมูลหลักฐานทั้งหลายที่เราได้รับไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า มีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นตามที่มีการแถลงข่าว อยู่ที่การตีความ ดังนั้น วันนี้ที่เราไม่สามารถบอกว่าต้องพักใช้ใบอนุญาตนานเท่าไหร่ เพราะการจะพักใช้นานเท่าไหร่อยู่ที่ความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ หากเราให้ข้อมูลไปก่อนแล้วไม่ตรงกัน หรือมีความเห็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ต้องรอให้จบทุกขั้นตอนจึงจะบอกได้ว่าต้องพักใช้ใบประอบวิชาชีพนานเท่าไหร่เมื่อถามถึงรายละเอียดเอกสารที่ไม่สอดคล้องกับอาการป่วยข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่าเอกสารที่เราได้รับซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดแต่เท่าที่ได้รับมา มันเป็นแบบนั้น

ต้องยึดความถูกต้อง

เมื่อถามว่าเนื่องจากสังคมจับตาการทำงานของแพทยสภา มติที่ออกมาในวันนี้คิดว่าจะเรียกความเชื่อมั่น ศรัทธา เกียรติยศ และศักดิ์ศรีกลับคืนหรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า แพทยสภายึดความถูกต้อง ยึดหลักฐานต่างๆ เราไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอก เราไม่ได้สนใจว่าแพทย์ท่านนี้คือใคร เราไม่ได้อิงปัจจัยภายนอก ไม่อย่างนั้น จะเกิดเป็นประเด็น ดังนั้น จากข้อมูลที่มีแบบนี้จึงสรุปออกมาแบบนี้ และขอให้รู้ว่าพ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มีมติอย่างไรยังไม่สิ้นสุด คำสั่งยังออกไม่ได้จนกว่ารัฐมนตรี สธ.จะเห็นชอบ สรุปคือคำสั่งยังออกไม่ได้จนกว่ารัฐมนตรีจะเห็นชอบ

เมื่อถามว่าแพทย์ด้านไหนที่เข้าข่ายความผิดนี้ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นแพทย์เฉพาะทางและออร์โธปิดิกส์ เมื่อถามว่ามติดังกล่าวเป็นเอกฉันท์หรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า “มติที่ออกมาเป็นเสียงส่วนใหญ่มากๆๆๆ ก็แล้วกัน”ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงโทษแพทย์ 3 คนจากจำนวนที่ถูกร้องมาเท่าไหร่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ไม่ตอบคำถาม แต่ขึ้นลิฟต์เพื่อประชุมเรื่องอื่นต่อ

ป่วยทิพย์ไม่กระทบอุ๊งอิ๊งค์

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คน จากกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตํารวจ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ยืนยันว่าคดีของนายทักษิณ ไม่เกี่ยวกับพรรคและ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะเข้ามารับตําแหน่งหลังจากที่นายทักษิณ ออกมาจากโรงพยาบาลตำรวจเรียบร้อยแล้ว จึงไม่อยากเอาเรื่องนำกล่าวมาเกี่ยวข้องกับพรรค ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเมืองด้วยซ้ำ แต่ขอให้ไปดูว่าคำวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไร และเป็นความผิดของใคร หนักถึงขั้นไหน ยํ้าว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากการเมืองจริงๆ

ปัดคดีทักษิณกระทบการเมือง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียกไต่สวนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 มิถุนายน อาจส่งผลให้ข้าราชการและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆเกิดเกียร์ว่างว่า ทุกคนยังทำงานกันเต็มที่อยู่ ไม่ได้มีอะไร อย่าไปคาดการณ์อะไรมาก ไม่มีใครรู้หรอกว่าคดีจะเป็นอย่างไร มีแต่การคาดเดา ซึ่งจากที่ฟังดูศาลได้ให้รวบรวมข้อเท็จจริงแล้วไปชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนราชการจะเกียร์ว่างหรือไม่เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องกระแสการปรับครม.ด้วย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ทุกคนก็ยังทำงานเต็มที่อยู่ ถ้าในความเห็นของตนคิดว่า ไม่มีอะไร

ทักษิณ” ขึ้นศาลขอไปนอก

เมื่อช่วงเช้า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย  คดีดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เเต่ยังไม่ทรายรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศปลายทาง เเละเหตุในการขอออกนอกประเทศ 

โดยมี นายทักษิณเดินทางมาด้วยรถยนต์โรลส์-รอยซ์ สีดำ  พร้อมกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์  รมว.ต่างประเทศ พร้อมกับทีมทนายความ ซึ่งศาลอาญาเปิดบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของนายทักษิณ  จนแล้วเสร็จ จากนั้นนายทักษิณได้เดินทางกลับ โดยใช้เวลาไม่นาน คาดว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่ในช่วงบ่าย

ลุ้นสัปดาห์หน้า หมายจับ3กลุ่มเอี่ยวสตง.ถล่ม

ลุ้นสัปดาห์หน้า  หมายจับ3กลุ่มเอี่ยวสตง.ถล่ม

ลุ้นสัปดาห์หน้า หมายจับ3กลุ่มเอี่ยวสตง.ถล่ม

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รองผบช.น.เผยสัปดาห์หน้ารู้ผลออกหมายจับ 3 กลุ่ม “ผู้ออกแบบ-คนคุมงาน–ผู้ก่อสร้าง” ส่วนประเด็น 28 วิศวกรถูกอ้างว่าถูกปลอมลายเซ็นนั้น ต้องรอผลตรวจพิสูจน์สัปดาห์หน้าเช่นกัน

เมื่อวันที่ 8พฤษภาคม2568 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น. ) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง กรณีเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังคงอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม พยานวัตถุ เช่น เหล็กที่ใช้มีลักษณะอย่างไร รวมถึงเอกสารที่มีการขอมาตั้งแต่เริ่มทำ TOR โครงการ, สัญญาการจ้าง ทั้งการออกแบบ, การจ้างควบคุมงาน, จ้างการก่อสร้าง

พล.ต.ต.นพศิลป์กล่าวต่อว่า เบื้องต้นตำรวจมองแนวทางดำเนินคดีไว้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ออกแบบซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการผู้มีอำนาจ วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฟอ-รัมอาร์คิเทค จำกัด และไมน์ฮาร์ท (ประเทศไทย) กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ควบคุมงาน เช่น กรรมการผู้มีอำนาจ วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้า PKW (พีเอ็มซิงค์โครไนซ์, ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์เคพี คอนซันแทนส์แอนด์แมเนจเม้นท์ และกลุ่มที่ 3 คือ ผู้ก่อสร้าง ประกอบด้วยกรรมการผู้มีอำนาจ วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มกิจการร่วมค้า ไอทีดี (อิตาเลียนไทย)-CREC ( ไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10 ประเทศไทย )

ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลและข้อเท็จจริงว่ามีการทำ TOR และว่าจ้าง 2 บริษัท ในการออกแบบอาคาร ซึ่งพนักงานสอบสวนส่งแบบไปให้สภาวิศวกร วิศวกรรมสถาน และผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ตรวจสอบว่า แบบดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่ และในสัปดาห์หน้าจะทราบผลดังกล่าว โดยผลดังกล่าวจะสอดคล้องกับรายงานการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่า สิ่งที่มีการออกแบบดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงและมาตรฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลจากผู้เชี่ยวชาญในสัปดาห์หน้าในประเด็นการออกแบบ ซึ่งก็จะมี 2 บริษัทที่เกี่ยวข้อง

ถัดมาคือประเด็นการก่อสร้างอาคารที่ได้มีการออก TOR และมีการว่าจ้างกิจการร่วมค้า 2 บริษัท เบื้องต้นได้มีการนำวัตถุที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น เหล็กแและคอนกรีดส่งพิสูจน์ ในช่วง 7 วันแรกหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนดีเอสไอและกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้เดินทางไปเก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุและเก็บชิ้นงานทุกวัน ซึ่งเหล็กได้มีการจัดเก็บไปแล้วทั้งหมด 315 ชิ้น ส่วนปูน ได้มีการเจาะตั้งแต่บริเวณ พื้น,เสา,ปล่องลิฟต์ ลงมาถึงบริเวณชั้นล่าง ได้ชิ้นส่วนตัวอย่างมาทั้งหมด 75 ชิ้น เบื้องต้นได้ทำการตรวจสอบแล้ว และในสัปดาห์หน้าจะได้ผลในส่วนนี้ โดยขณะนี้ได้รับผลของเหล็กและปูนบางส่วนแต่ยังไม่ครบถ้วน ทำให้พนักงานสอบสวนยังคงรอพยานหลักฐานในส่วนนี้

และประเด็นที่ 3 คือการจ้าง ควบคุมงานก่อสร้าง ที่ได้มีการทำ TOR และว่าจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้า ตรงส่วนนี้มีประเด็นเรื่องของการแก้ไขแบบการก่อสร้างผนังปล่องลิฟต์ หรือ Core Lift ซึ่งปรากฏประเด็นขึ้นมาว่าพบวิศวกรถูกปลอมลายเซ็น ซึ่งส่วนนี้ทางพนักงานสอบสวนได้เอกสารข้อเท็จจริงมาแล้วและผลการตรวจสอบจะออกในสัปดาห์หน้าพร้อมกัน โดยทางตำรวจได้ประสานข้อมูลการทำงานร่วมกับดีเอสไอ เบื้องต้นพบว่าจากการสอบปากคำวิศวกร 40 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงลายมือชื่อ พบในจำนวน 36 คน ที่เข้าให้ข้อมูล มี 28 คน อ้างว่าถูกปลอมลายเซ็น ซึ่งก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบ

ส่วนการสอบปากคำผู้แทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจรับงาน พนักงานสอบสวนมีการสอบปากคำไปแล้ว 36 ปาก โดยหากได้รับผลการตรวจสอบทั้งหมดครบถ้วนแล้ว พนักงานสอบสวนจะมีการนำมาพิจารณาองค์ประกอบทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรูปแบบทั้งในฐานะส่วนบุคคลและนิติบุคคล เช่น กลุ่มวิศวกร ที่มีการลงลายมือชื่อ และยืนยันว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการออกหมายจับกับกลุ่มคนเหล่านี้บางส่วน

ค้านทำประชามติก.ม.กาสิโน ‘ชูศักดิ์’อ้างใช้งบ3-4พันล้าน

ค้านทำประชามติก.ม.กาสิโน  ‘ชูศักดิ์’อ้างใช้งบ3-4พันล้าน

ค้านทำประชามติก.ม.กาสิโน ‘ชูศักดิ์’อ้างใช้งบ3-4พันล้าน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ค้านทำประชามติก.ม.กาสิโน ‘ชูศักดิ์’อ้างใช้งบ3-4พันล้าน ตัด‘กาสิโน’ออกไม่ได้ เหตุกระทบนักลงทุน

“ชูศักดิ์” บอกครม.ยังไม่เห็นข้อเสนอชงทำประชามติ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ยันส่วนตัวไม่เห็นด้วย อ้างคนค้านก็ยังปั่นอยู่ดี ด้าน กมธ.ศึกษาผลกระทบฯ ถกคำนิยามให้ระบุชัดมีกาสิโน-พนันออนไลน์ เผยการประชุมครั้งหน้า จ่อทำหนังสือให้นายกฯ ชี้แจง

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการทำประชามติร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์)มีการเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ว่ายังไม่มีการพูดถึง และหากจะทำประชามติ ครม.จะต้องมีมติ เพราะใช้งบประมาณ3-4พันล้านบาท ขณะนี้ร่างกฎหมายประชามติที่มีการแก้ไข ถูกพักไว้ 180 วัน ซึ่งจะครบช่วงเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้สภาฯ ยืนยัน ต่อข้อถามว่า เมื่อสภาฯ เปิดประชุมร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในระเบียบวาระเป็นลำดับแรกใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในลำดับที่1

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลพยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ทำคือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่ใช่กาสิโน ดังนั้นมีแนวคิดจะตัดกาสิโนออกไปหรือไม่เพื่อให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาฯ อย่างราบรื่น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิดดั้งเดิมของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย ผู้ที่ทำกิจการเรื่องนี้ก็จะรวมกันไป เพราะแต่ละอย่างแต่ละประเภทจะดึงดูดการลงทุน หากตัดส่วนนี้ไปจะกระทบต่อผู้มาลงทุน ซึ่งในกฎหมายระบุว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องมี 9 ประเภท ถ้าจะทำอย่างน้อยต้องทำ 4 ประเภท ซึ่งรวมถึงกาสิโน และอื่นๆด้วย

ต่อข้อถามว่าในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเคยมีการพูดคุยกันในเรื่องของการทำประชามติเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้มันแล้วแต่แนวคิด ตอนนี้คิดว่าเขาก็เปิดรับฟังกันถ้วนทั่วแล้ว เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรทำประชามติก่อนหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ควรทำ เพราะเราพูดเรื่องนี้กันมาช้านานแล้ว ก็มีความเห็นกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า เสียงที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่เขาก็โอเค. เพียงแต่มันมีความเข้าใจผิดในเชิงว่าเป็นเรื่องของกาสิโนเพียงอย่างเดียว แต่พออธิบายแล้วเขาก็เข้าใจ เราก็ไปฟังกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว ถ้าจะทำประชามติโดยคิดว่าทำแล้วมันจะจบ แต่สมมติว่าประชาชน 70% เห็นด้วยแล้วคุณคิดว่าประชาชนอีก 30% เขายังโวยอยู่หรือไม่ เขาก็ยังปั่นอยู่

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา วาระพิจารณาวางกรอบแนวทาง รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งมีนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธานฯ มีการหารือถึงหัวข้อหลักในการศึกษา 3 เรื่อง คือสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมาย รวมถึงนิยามคำว่า “สถานบันเทิงครบวงจร” เนื่องจากมีการเสนอว่า อยากให้ใช้คำตรงๆ เพราะจะสามารถสื่อความหมายได้มากกว่า ตลอดจนการเพิ่มคำว่า “การพนัน” ที่หมายรวมถึงการพนันทุกชนิด และการพนันออนไลน์ เข้าไปด้วย เช่น เสนอให้ใช้ “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโน หรือการพนันทุกรูปแบบ รวมทั้งการพนันออนไลน์” ให้ใช้ชื่อ “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโน” สั้นๆ แล้วจึงเติมรายละเอียดในบทนำเพิ่มแทนให้เขียนเพิ่มความหมายไว้ในนิยามศัพท์ ว่าจะหมายรวมถึงการพนันทุกรูปแบบ ดังนั้น จึงใช้คำว่า “สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์” ซึ่งสอดรับตามร่างกฎหมายของรัฐบาล และหากเกิดกรณีต้องมีการทำประชามติ จะได้ป้องกันการเกิดความสับสนในการตอบคำถาม

สำหรับการถกเถียงเรื่องข้อกฎหมาย ช่วงแรกมีการเสนอให้แยกออกมา เป็นอีกหนึ่งคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อศึกษากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การขายสุรานอกเวลา พ.ร.บ.โรงแรม การจัดโซนนิ่ง รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายการพนันเดิม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ประชุมไม่เห็นด้วยเนื่องจากกังวลว่า อาจทำให้ลดทอนความสำคัญเรื่องกาสิโนไป

สุดท้ายที่ประชุม มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 คณะ คือ 1.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบทางสังคมและกฎหมายของการมีสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์ (รวมถึงสิ่งแวดล้อม การผังเมือง ประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ และการทำประชาพิจารณ์ ตามมาตรา 77) มีนายนิพนธ์ เอกวานิช สว.เป็นประธาน และ 2.คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบทางเศรฐกิจของการมีสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนและพนันออนไลน์ มีนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.เป็นประธานนอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ครม.มาชี้แจงในการประชุมฯ ครั้งหน้า ส่วนนายกฯ จะมอบหมายรัฐมนตรีท่านใดมาชี้แจงก็ได้

สถาปนิกผู้ออกแบบสภาออกโรง ค้านรีโนเวทรัฐสภา เบรกแนวคิดถม‘สระมรกต’

สถาปนิกผู้ออกแบบสภาออกโรง  ค้านรีโนเวทรัฐสภา  เบรกแนวคิดถม‘สระมรกต’

สถาปนิกผู้ออกแบบสภาออกโรง ค้านรีโนเวทรัฐสภา เบรกแนวคิดถม‘สระมรกต’

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาปนิกผู้ออกแบบสภาออกโรง ค้านรีโนเวทรัฐสภา เบรกแนวคิดถม‘สระมรกต’ ชี้ทำห้องสมุดใช้เงินมหาศาล กลุ่ม‘สว.พันธ์ุใหม่’จวกเละ เจอมาหมดทั้ง‘ช้ามั่วรั่วพัง’

หัวหน้าสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างรัฐสภายื่นค้าน“ปรับปรุงสภาฯ-ถมสระมรกต” หวั่นกระทบโครงสร้าง-อากาศไม่ไหลเวียน ต้องใช้เงินอีกมหาศาล “ติดแอร์-จ่ายค่าไฟ” ข้องใจใช้ 100 กว่าล้านทำห้องสมุดคุ้มหรือยัง ยืนยัน “ศาลาแก้ว”ไม่ไร้ประโยชน์ ยันมีฉนวนกันความร้อน ใช้ได้แน่นอน เตือนขุดใต้ดินทำที่จอดรถเพิ่มระวังน้ำท่วม ด้าน “สว.พันธุ์ใหม่” รุมสับงบปรับปรุงสภาชี้ใช้งานมา5ปี เจอหมดทั้ง“ช้ามั่วรั่วพัง”ขณะที่“กมธ.พัฒนาการเมืองฯ”ซักเดือด! งบรีโนเวทสภา เพิ่มเติม “ผอ.อาคารสถานที่ฯ”อ้างข้อบัญญัติ กทม.ต้องมีที่จอดรถสูงถึง 3 พันคัน ขาดอีก 1.5 พันคัน“ขรก.สำนักรักษาความปลอดภัย”ชี้เป็นเรื่องสำคัญต้องเร่งแก้ไข ลั่นทุ่ม4.5พันล้านคุ้มค่า

เมื่อเวลา09.30น.วันที่ 8พฤษภาคม2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรมวุฒิสภา นำโดย นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ รับหนังสือจากนายชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารรัฐสภา เพื่อขอคัดค้านการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบของอาคารรัฐสภา

นายชาตรี กล่าวว่า ขอคัดค้านการที่ รัฐสภาได้จัดทำงบประมาณปิดสระมรกต เพื่อสร้างเป็นห้องสมุด และร้านค้าเพื่อบริการประชาชน โดยอ้างสาเหตุหลักมาจากปัญหาน้ำรั่วซึมและเกิดปัญหาน้ำเน่ายุงชุม ซึ่งขอชี้แจงว่า สระมรกตถูกออกแบบและมีระบบการกรองแบบสระว่ายน้ำ หากดูแลตามปกติวิสัย มีการเปิดระบบให้น้ำไหลเวียนทุกวันตามมาตรฐานไม่สามารถเกิดยุงได้อย่างแน่นอน และ เรื่องสระรั่วซึม เป็นเรื่องคุณภาพการก่อสร้างควรเป็นความรับผิดชอบของผู้รับเหมาเนื่องจากอยู่ในระยะประกันผลงาน และเพิ่งตรวจรับงานไม่นาน จึงไม่จำเป็นต้องเอาปัญหาของผู้รับเหมามาเป็นของตัวเอง

ส่วนความคิดจะย้ายห้องสมุดจากชั้น 9-10 ลงมาชั้น 1 นั้น ไม่สมเหตุสมผล สิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากห้องสมุดดังกล่าว ใช้งบประมาณ ถึง 100 กว่าล้าน และยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่และพื้นที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับหอจดหมายเหตุที่อยู่ชั้น 8 และผู้ที่ใช้งานห้องสมุด ส่วนใหญ่เป็น สส.และสว.และข้าราชการสภา หากต้องการให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ก็ไม่ควรย้ายมาบริเวณสระมรกต ควรสร้างนอกอาคาร อีกทั้งการที่ใช้พื้นที่สระมรกต ทำห้องสมุด อาจจะกระทบกับโครงสร้างที่ออกแบบไว้ได้เนื่องจากห้องสมุดมีน้ำหนักมากพอสมควร

นายชาตรี ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการถมพื้นที่สระมรกต เนื่องจากตอนออกแบบ ต้องการให้อาคารรัฐสภา เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ระดับดีเด่น (แบบตู้กับข้าว) มีช่องลมให้อากาศพัดผ่านในทุกทิศ และแสงที่ส่องผ่านลงมากระทบผนัง เสาสระน้ำ และอาคาร แต่หากถมสระ เพื่อสร้างห้องสมุด จะต้องติดแอร์ทั้งหมด ซึ่งตนนึกไม่ออกว่าพื้นที่โล่ง 10 ชั้นจะต้องใช้งบประมาณ ขนาดไหน ขณะเดียวกันในแต่ละเดือนจะต้องมีค่าไฟอีกจำนวนมหาศาล

นายชาตรี กล่าวอีกว่า สำหรับศาลาแก้ว ที่จะมีการของบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงนั้น ตนก็ขอคัดค้านเช่นกัน เพราะเป็นการออกแบบมาสำหรับใช้ในงานพิธีสำคัญ เช่นพิธีทำบุญเทศกาลต่างๆของรัฐสภา แต่ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ซึ่งขณะนี้ยังก่อสร้างอยู่นั้น ไม่ได้อยู่ในแบบ และที่ไม่ได้ติดแอร์ศาลาแก้ว แต่สามารถใช้งานได้จริง เพราะออกแบบให้มีผ้าใบที่เคลือบด้วยอลูมิเนียม พี่สะท้อนแสงกันความร้อนที่สามารถเลื่อนติดกระจกปิดกระจกให้ทึบได้ด้วยระบบไฟฟ้า โดยอากาศระหว่างระบบผ้าใบจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง และศาลาอยู่ในที่โล่ง ลมพัดสะดวก ถูกออกแบบมาให้ลดอุณหภูมิโดยสระน้ำที่อยู่โดยรอบ

เมื่อถามว่าตอนรับมอบเป็นไปตามสเปกหรือไม่ จนต้องของงบประมาณเพิ่ม เพื่อปรับปรุง นายชาตรี กล่าวว่า งานออกแบบของเราใช้งบประมาณ 11,000 กว่าล้านบาท แต่เมื่อมีการปรับแบบใช้งบประมาณ 12,000 กว่าล้านบาท แต่นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ เราเลย และไม่ได้เห็นด้วยในหลายหลายๆ เรื่องส่วนที่ต่อเติมนอกเหนือจากแบบขึ้นมานั้น ไม่ถือว่าผิดกฎหมายเพราะการรับจ้างออกแบบ รัฐถือว่าเป็นการรับจ้างทำของ และเมื่อเป็นของรัฐรัฐก็มีสิทธิ์ แต่ในฐานะผู้ออกแบบ ช่วยให้ความเคารพ กับงานของเราและปรึกษาเราหน่อย

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการก่อสร้างที่จอดรถเพิ่มจะส่งผลกระทบกับโครงสร้างหรือไม่ นายชาตรี กล่าว ไม่ทราบรายละเอียด แต่ คนที่ทำจะต้องระวังเรื่องน้ำท่วม และความจริงในเรื่องที่จอดรถตอนที่ออกแบบก่อสร้าง เราทราบว่า ไม่เพียงพอจึงได้ ประสานกับทางทหารฝั่งสามเสนและวัดแก้วฟ้าฯ เพื่อ ไม่ขอใช้ที่จอดรถเพิ่มแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งตอนเสนอไปถึง 8ครั้ง

ด้าน กลุ่มสว.พันธุ์ใหม่ นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส แถลงว่า งบประมาณปรับปรุงอาคารรัฐสภา เป็นงบประมาณที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น ไม่สมเหตุสมผล และมีแนวโน้มที่จะส่อไปในเชิงความไม่โปร่งใส ไม่ได้ยึดโยงกับหลักการที่ควรจะเป็น งบประมาณจัดสร้างรัฐสภา จำนวน 120 ไร่ พื้นที่ 420,000ตรม. ใช้งานมาแล้ว 4 ปี แต่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก พวกเรา สว.เวลาประชุมก็เจอน้ำรั่ว ทั้งน้ำฝน น้ำแอร์ ฝ้าเพดานถล่ม ซึ่งเราเห็นความรั่วชำรุด แต่ไม่มีงบในการจัดการ พวกเราหาห้องประชุมไม่เจอ แม้จะทำงานมา 10 เดือน รัฐสภานี้เป็นรัฐสภาพิศวงต้องเชื่อมจิตไปยังห้องต่างๆ เอง ไม่สามารถหาห้องได้จากป้าย และยังไม่มีแนวโน้มที่จะของบมาทำป้าย แต่งบที่ขอมาเป็นงบที่สิ้นเปลืองโดยสิ้นเชิงสำหรับงบประมาณซ่อมแซมสภาฯ ที่จะถูกพิจารณาในงบปี 69 มี 10 โครงการ มูลค่า 956 ล้านบาท ส่วนอีก 5 โครงการ เป็นงบหมกเม็ด แม้ยังไม่อนุมัติ แต่ก็มีการดำเนินการไปแล้ว

นายสุนทร พฤษพิพัฒน์ สว. กล่าวว่า การก่อสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเติม 4,600 ช่อง มูลค่า 4,600 ล้านบาท มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 28 ม.ค.2568 อนุมัติออกมาแล้ว แต่เห็นว่าไม่สมควร และราคาแพงเกินไป เพราะการก่อสร้างต้องขุดดินลงไปฝั่งถนนสามเสนขณะนี้มีที่จอดรถ 1,900คัน สามารถหาวิธีในการแก้ไขเพิ่มเติมได้ดีกว่านี้ ตนอยากจะทราบว่า ทำไมต้องทำถึง 4,600คัน สร้างเพิ่มแค่ 1,000 คันก็เพียงพอแล้ว

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมกมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาศึกษาผลการดำเนินการ และการบริหารจัดการงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเชิญนายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เข้าให้ข้อมูล

โดยนายพริษฐ์ กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า ตนได้หารือกับกมธ.ถึงรายละเอียดของทั้ง 15 โครงการที่มีการส่งคำร้องของบประมาณในการปรับปรุงอาคารรัฐสภา และไฮไลท์ออกมาทั้งหมด 5 โครงการหลักที่จะมีการพิจารณาในวันนี้คือ 1.อาคารที่จอดรถเพิ่มเติมมูลค่า 4,600 ล้านบาท โดยมีการทำคำขอในงบประมาณปี 69 ไป 1,500 ล้านบาท 2.โครงการระบบภาพยนตร์ 4D อยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 อยู่ที่ 180 ล้านบาท 3.โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว 22 ล้านบาทอยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ เช่นเดียวกัน 4.การปรับปรุงห้องประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) งบประมาณฯ มูลค่า 118 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ และ 5.การตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาฯ มูลค่า 133 ล้านบาท โดยยังไม่ได้ถูกอนุมัติในปีนี้ เบื้องต้นอยากให้ชี้แจงภาพรวมก่อนว่า สรุปแล้วในการก่อสร้างอาคารรัฐสภามีทั้งหมดกี่บาท

จากนั้นได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียด โดยนายพฤหัส ปราบปรี ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานบริหารจัดการและบริหารสถานที่ ชี้แจงว่า ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลังมีการตรวจรับงานงวดสุดท้ายแล้วนั้น ขณะนี้ยังเหลืออยู่หนึ่งงวดที่เรายังไม่ได้จ่ายผู้รับจ้าง 300 กว่าล้านบาท เพราะมีประเด็นในเรื่องค่าเสียหายต่างๆ ที่เราต้องเรียกจากผู้รับจ้างบางส่วน ตอนนี้อยู่ที่สำนักงานการคลังและงบประมาณ และอยู่ในการดำเนินการและอาจจะเป็นคดีความ ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวเป็นงบผูกพันตั้งแต่ก่อสร้างโครงการอาคารรัฐสภาเดิม

นายอรุณ ลายผ่องแผ้ว ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย ชี้แจงประเด็นเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอว่า ตามข้อบัญญัติของกทม.กำหนดไว้ว่า 120 ตารางเมตรต้องมีที่จอดรถ 1 คัน เราจึงต้องมีที่จอดรถอย่างน้อยที่สุด 3,500 คันแต่ในแบบที่มีอยู่นั้นเรามีไม่เพียงพอ โดยชั้น B1 เรามีที่จอดรถอยู่ประมาณ 700 คัน และชั้น B2 มีอยู่ประมาณ 1,400 คัน รวมแล้วประมาณ 2,100 คันแต่เราไม่สามารถที่จะจอดได้ทุกช่อง เพราะบางช่องไม่สามารถจอดได้ จึงทำให้เหลือแค่ประมาณ 2,000 ช่อง จึงขาดอยู่อีกประมาณ 1,500 คัน เราจึงพยายามแก้ปัญหาโดยการหาพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้เป็นสถานที่จอดรถชั่วคราว แต่เป็นไปได้ยาก จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา และพบว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภาที่มีอยู่ประมาณ 21 ไร่ เจาะลงไปด้านล่างซึ่งได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเราต้องใช้พื้นที่ให้เต็มประสิทธิภาพคือทำที่จอดลึกลงไปคร่าวๆ 11 เมตร ซึ่งจะทำให้มีที่จอดรถเพิ่มขึ้น 4,600 คัน

นายเจษฎา พรหมย้อย ข้าราชการสำนักงานรักษาความปลอดภัย ชี้แจงว่า ข้อมูลที่จอดรถหากว่าตามเรื่องข้อบัญญัติกทม.นั้น ในส่วนของบริษัทที่ปรึกษาโครงการได้คำนวณจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการไว้เมื่อปี 2559 จะมีประมาณ 5,575 คัน แต่หากประมาณการณ์ขั้นสูงจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 คันเราเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาที่จอดรถ และหลังจากที่คณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ได้ดูเรื่องแบบ ความเหมาะสม งบประมาณแล้ว ในส่วนของอนุที่ 3 เห็นว่าการใช้งบประมาณ 4,500 ล้านบาทมีความเหมาะสมแล้ว จึงได้เรียนประธานสภาฯ ทราบ และจัดลำดับความสำคัญให้ประธานรัฐสภาฯ ว่าเรื่องใดบ้าง ซึ่งเรื่องอาคารที่จอดรถอยู่ลำดับที่ 1 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข

ในตอนท้ายการประชุม นายพริษฐ์ กล่าวว่ากรณีที่หน่วยงานเสนอของบประมาณ และบอกให้ไปตัดในชั้นกรรมาธิการ ตนไม่สามารถยอมรับในบรรทัดฐานดังกล่าวได้ ดังนั้นเมื่อสังคมตั้งคำถามเรื่องนี้จึงควรพิจารณาทบทวน ว่าไม่ควรเสนออะไรฟุ่มเฟือย และเป็นโครงการที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง

‘อ้วน’ซัดคนทำผิดก.ม. คดีฮั้วสว.ไม่ใช่สงครามตัวแทน อย่าขัดขวางDSIทำงาน

‘อ้วน’ซัดคนทำผิดก.ม.  คดีฮั้วสว.ไม่ใช่สงครามตัวแทน  อย่าขัดขวางDSIทำงาน

‘อ้วน’ซัดคนทำผิดก.ม. คดีฮั้วสว.ไม่ใช่สงครามตัวแทน อย่าขัดขวางDSIทำงาน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อ้วน’ซัดคนทำผิดก.ม. คดีฮั้วสว.ไม่ใช่สงครามตัวแทน อย่าขัดขวางDSIทำงาน ส่งคำชี้แจงศาลรธน.แล้ว ปมถูก‘สว.’ยื่นถอดถอน หากนัดไต่สวนพร้อมไป

“ภูมิธรรม” เผยส่งคำชี้แจงให้ศาลรธน.แล้ว ปมถูกสว.ยื่นถอดถอนคดีฮั้วสว.ยันเจตนาบริสุทธิ์-ตามก.ม.หากศาลจะไต่สวนก็พร้อมไป ยังไม่มีแจ้งวันนัดพูดชัดเต็มปาก คดีฮั้วสว.ไม่ใช่สงครามตัวแทน”แดง-น้ำเงิน”ชี้เป็นเรื่องคนทำผิดก.ม.กับคนดำเนินการตามก.ม.ลั่นไม่ควรมาขวางการทำงานDSIส่วนที่กกต.ยังเงียบ!ไร้วี่แววสว.มารับทราบข้อกล่าวหาหลังลือสะพัดจ่อลงดาบ60สว.ชี้ยังอยู่ในขั้นตอนแรกไต่สวน ข่าวที่ออกมาคลาดเคลื่อน

เมื่อวันที่ 8 พฤษภคม2568นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องจากสว.พิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรมและศาลได้สั่งให้ส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงไปอย่างไรบ้างว่าก็พูดในสิ่งที่เป็นจริง ยืนยันตามสิ่งที่ได้กระทำไป

‘อ้วน’ส่งคำชี้แจงศาลปมสว.ยื่นถอด

ทั้งนี้ ตนเข้าไปในเรื่องนี้ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษซึ่งได้มีการเรียกประชุมและมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในที่ประชุมจึงได้ทบทวนและให้รับข้อโต้แย้งมาพิจารณาว่าหากคดีเรื่องฮั้วสว.มีการซ้อนกันก็ควรจะแยกคดี ต่างคนต่างทำ และหลังจากนั้นก็ให้ปฏิบัติตามกฎหมายก็เท่านั้นเอง ทำในส่วนอำนาจหน้าที่ของตนเอง

เมื่อถามว่าขณะนี้กระบวนการของศาลถึงไหนแล้ว ได้มีการเรียกมาไต่สวนหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มี เมื่อศาลได้พิจารณาแล้วก็ตัดสินใจ แต่หากศาลจะไต่สวน ตนก็พร้อมไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งวันนัด

ยันทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์-ตามหน้าที่

“ยืนยันว่าผมมีความบริสุทธิ์ใจและปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีอำนาจหน้าที่มอบหมายก็ดำเนินการไปและผมไม่เชื่อว่ากระบวนการที่ดำเนินการไปจะเป็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าคิดว่าเนื้อหาที่ผมทำไปมีปัญหา ศาลก็คงวินิจฉัยและพิจารณา”นายภูมิธรรม ย้ำ

เมื่อถามว่าศาลได้มีการเรียกหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่มีอะไรก็แสดงในสิ่งที่เป็นวาระการประชุมและพูดถึงเจตนารมณ์ รวมถึงสิทธิหน้าที่ ไม่ได้ทำโดยพลการเมื่อถามถึงกรณีที่สว.ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้ตรวจสอบนายภูมิธรรมรวมถึงบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ(กพค.)ได้มีการเชิญไปชี้แจงหรือไม่นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่มีเลย แต่ถ้ามีข้อสงสัยในทางกฎหมาย หากเรียกมาก็ยินดีไปเจออยู่แล้ว

ย้ำไม่ใช่สงครามตัวแทน‘แดง-น้ำเงิน’

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังกล่าวถึงกรณีมีการวิจารณ์ว่าคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เป็นสงครามตัวแทนของฝ่ายสีแดง และสีน้ำเงินว่า เราไม่ได้คำนึงถึงแดงหรือน้ำเงินเพราะเวลาเราพิจารณาปัญหาจะพิจารณาว่าถูกหรือผิด และเจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ไปสู้ในกระบวนการยุติธรรมและศาล ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ควรมีอะไรไปขัดขวางหรือทำให้กระทบกระเทือน แต่ต้องใช้อำนาจโดยชอบซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ตอนนี้มีอำนาจเขาทำงานของเขาอยู่

“ไม่ใช่แดง น้ำเงินหรอกครับ มันเป็นเรื่องคนทำผิดกฎหมาย กับคนดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องนี้สุดท้ายต้องดูว่าจบแบบไหน แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยดูว่าหากมีความผิดชัดเจนก็ว่าไปตามกฎหมาย แต่หากเรายังหาหลักฐานไม่ได้เพียงพอ ก็เป็นอำนาจศาลพิจารณา” นายภูมิธรรม กล่าว

ไร้วี่แววสว.มารับทราบข้อกล่าวหา

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ไม่พบว่ามีสว.คนใดเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาภายหลังมีข่าวว่ากกต.เตรียมลงดาบ60สว.ที่ทุจริตฮั้วเลือกสว.และเตรียมยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์ มีเพียงนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ ที่มายื่นข้อมูลเพิ่มเติม

สำหรับการพิจารณากรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26ที่ กกต.ตั้งขึ้น ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.กับเจ้าหน้าที่DSIร่วมเป็นกรรมการโดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.เป็นประธาน ขั้นตอนนี้ถือเป็นเป็นขั้น 1 ใน 4 ขั้นตอน ของกระบวนการสอบสวนปกติในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ร้องคัดค้านสำนวนทุจริตการเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต. ถ้าดำเนินการไต่สวนแล้วมีมูลหรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จะมีการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาตามระเบียบ

ข่าวที่ออกมาคลาดเคลื่อนจากขั้นตอนกกต.

เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ก็ต้องนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานที่มีก่อนสรุปและมีความเห็น เพื่อเสนอสู่ขั้นตอนที่ 2 คือขั้นของสำนักงาน กกต.ซึ่งพนักงานสืบสวน และไต่สวนผู้รับผิดชอบสำนวน จะดำเนินการวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นเสนอผ่านผู้อำนวยการฝ่าย รองผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนัก มาถึงเลขาธิการ หรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมาย เพื่อมีความเห็น ก่อนที่จะส่งต่อไปยังขั้นตอนที่ 3 คือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง

เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหาหรือข้อโต้แย้งได้พิจารณาแล้วจะทำความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 4 เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดหรือสั่งการ ดังนั้นข่าวที่ปรากฏ จึงคลาดเคลื่อนจากขั้นตอนตามระเบียบ กกต.

และในสัปดาห์นี้ กกต.ต่างทยอยลงพื้นที่ ตรวจความพร้อมการอบรม กปน. และเตรียมการเลือกตั้งเทศบาล ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ โดยช่วงเช้าที่ผ่านมานายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การอบรมเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรีเมืองชะอำ

กมธ.ป.ป.ช.สภาฯลุยสอบปมฮั้วสว.

ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ปปช.)สภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกระแสข่าวการตรวจสอบการอั้วเลือก ส.ว.ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำลังตรวจสอบอยู่ว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการฮั้วเลือกส.ว.เป็นเรื่องที่กระทบโดยตรงต่อฝ่ายนิติบัญญัติหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงมีความพยายามที่จะยึดวุฒิสภาด้วยการจัดตั้งให้พรรคพวกตัวเองเข้ามาเป็นส.ว.จำนวนมากเพื่อหวังผลประโยชน์ในทางการเมืองนั้นไม่เพียงไม่เคารพกฎหมายเท่านั้นแต่ยังเป็นการสร้างความเสียหายต่อฝ่ายนิติบัญญัติและทำลายประชาธิปไตย

เรียก‘ผู้ร้อง-กกต.’ให้ข้อมูล15พ.ค.นี้

นายฉลาดกล่าวว่าตนในฐานะประธานกมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เห็นว่าการทุจริตการเลือกส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงเชิญผู้ร้องในพื้นที่จังหวัดต่างๆอาทิจังหวัดอำนาจเจริญรวมไปถึงกกต.มาให้ข้อมูลกับคณะกมธ.ในวันที่ 15 พ.ค.นี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกระบวนการและขั้นตอนที่นำไปสู่การทุจริต รวมไปถึงช่องว่างช่องโหว่ทางกฎหมายที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มซึ่งจะเป็นบทสรุปสำคัญในการที่เราจะนำไปสู่การปรับแก้ไขปิดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นได้

เปิดเบื้องหลัง’ทักษิณ’ขอบินไปกาตาร์ อ้างหวังพบ’ทรัมป์-ทีมเศรษฐกิจสหรัฐฯ’

เปิดเบื้องหลัง'ทักษิณ'ขอบินไปกาตาร์ อ้างหวังพบ'ทรัมป์-ทีมเศรษฐกิจสหรัฐฯ'

เปิดเบื้องหลัง’ทักษิณ’ขอบินไปกาตาร์ อ้างหวังพบ’ทรัมป์-ทีมเศรษฐกิจสหรัฐฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.52 น.

เปิดเบื้องหลังคำสั่ง‘ศาลอาญา’ยกคำร้อง‘ทักษิณ’ขอเดินทางไปกาตาร์ ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำจัดเป็นเกียรติแก่‘ทรัมป์’ ชี้ไม่มีกำหนดการแน่ชัด แค่คาดว่าจะมีโอกาสพบปะหารือ‘ทรัมป์’และทีมเศรษฐกิจ ประกอบกับช่วงที่ขอเดินทางใกล้วันนัดพิจารณาคดีที่ศาลฎีกา และคดี 112

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราว

ศาลอาญาไต่สวนบุคคลและคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากสำนักบริหารผู้รับเชิญ พระราชวังลูเซล ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ อันมีลักษณะเป็นหนังสือเชิญส่วนตัว มิได้เชิญจำเลยในฐานะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนประจำปี 2568 ทั้งไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการที่แน่ชัด เพียงแต่คาดหมายว่า หาก ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ มางานเลี้ยงดังกล่าว จำเลยจะมีโอกาสพบปะหารือกับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ.ทรัมป์ และทีมเศรษฐกิจ เท่านั้น ประกอบกับช่วงที่ขอเดินทางไป อยู่ใกล้วันนัดพิจารณาคดีที่ศาลฎีกา และคดีนี้อาจกระทบต่อกระบวนพิจารณาของศาลได้ กรณียังไม่มีเหตุผลอันจำเป็นที่หนักแน่นเพียงพอที่จะให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงไม่อนุญาต