โผล่อีก!รายที่ 3 กกต.สั่งถอนชื่อ’ผู้สมัคร สท.พรรคส้ม’ เหตุต้องคดีค้ายา

โผล่อีก!รายที่ 3 กกต.สั่งถอนชื่อ'ผู้สมัคร สท.พรรคส้ม' เหตุต้องคดีค้ายา

โผล่อีก!รายที่ 3 กกต.สั่งถอนชื่อ’ผู้สมัคร สท.พรรคส้ม’ เหตุต้องคดีค้ายา

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

โผล่อีก!รายที่ 3 กกต.สั่งถอนชื่อ”ผู้สมัคร สท.พรรคส้ม” เหตุขาดคุณสมบัติต้องคำพิพากษาจำคุกคดีค้ายาเสพติด

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคาม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร” ได้เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.ที่ 326/2568 ลงวันที่ 2 พ.ค.68 เรื่อง วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.เมืองศรีราชา จ.ชลบุรี ที่มีคำสั่งให้ถอนชื่อ นายเอกพล เอมชะอุ่ม ผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ หมายเลข 13 พรรคประชาชน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.เมืองศรีราชา จ.ชลบุรี

เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาศาลจังหวัดพัทยา ในคดีหมายเลขแดงที่ 1404/2556 ลงวันที่ 13 ก.พ.56 สั่งจำคุก 5 ปี ปรับ 275,000 บาท ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 2522 นายเอกพล จึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 50(10) พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชน ได้เผยแพร่แถลงการณ์มติกรรมการบริหารพรรคขับสมาชิกพรรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษ 2 ราย คือ นายภานุพงษ์ แก้วรัศมี ผู้สมัคร สท.เมืองลัดหลวง จ.สมุทรปราการ และ นายสิทธิชัย สัมฤทธิ์ ผู้สมัคร สท.นครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ จ.ชลบุรี รวมถึงขออภัยต่อประชาชนถึงความผิดพลาดในการคัดสรรผู้สมัคร

ทางเพจ “วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร” ได้ตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไล่แค่ 2 คน และการที่นายเอกพล ขาดคุณสมบัติดังกล่าว น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้นำจิตวิญญาณ และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคฯ ที่มาช่วยหาเสียง และพรรคส้มส่วนกลาง ไม่รู้เรื่องจริงๆ หรือ

ทั้งนี้ นายเอกพล ถือเป็นผู้สมัคร สท.รายที่ 2 ของพรรคประชาชน ที่ถูกสั่งถอนชื่อจากการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ต่อจาก นายสิทธิชัย สัมฤทธิ์ ทำให้ขณะนี้มีผู้สมัคร สท.ของพรรคประชาชน ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวม 3 คน

– 006

‘มท.1’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนใต้’ เข้ม 4 แนวทางปฏิบัติภารกิจ อส. ในพื้นที่

‘มท.1’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนใต้’ เข้ม 4 แนวทางปฏิบัติภารกิจ อส. ในพื้นที่

‘มท.1’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนใต้’ เข้ม 4 แนวทางปฏิบัติภารกิจ อส. ในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

‘มท.1’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนใต้’ เข้ม 4 แนวทางปฏิบัติภารกิจ อส. ในพื้นที่ เพิ่มมาตรการป้องก่อเหตุไม่สงบดูแลความปลอดภัยประชาชน – เจ้าหน้าที่ 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน มีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในพื้นที่ จ.สงขลา ที่ถือเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและสถานการณ์ความไม่สงบอย่างมาก 

ดังนั้น นายอนุทิน จึงได้สั่งการไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดสงขลา ในฐานะผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด  ให้กำชับ 4 แนวทางปฏิบัติภารกิจกองอาสารักษาดินแดนในพื้นที่ ด้วยการเพิ่มมาตรการระวังป้องกันและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ พร้อมทั้งขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ที่สังกัดกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดให้อยู่ภายในพื้นที่คอยดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน จัดเตรียมทรัพยากร เพื่อเสริมภารกิจ และจัดกำลังพลเพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่และชุมชนต่าง ๆ 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับมาตรการระวังป้องกันและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ 4 แนวทาง ดังนี้  1. มาตรการด้านกำลังพล โดยให้ทุกกองร้อยรักษายอดกำลังพล และเตรียมพร้อมในการปฏิบัติ ณ ที่ตั้ง งดเวรลาพักของสมาชิก อส. จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และกำชับกำลังพลในส่วนของชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้ออกนอกฐานปฏิบัติการในเวลากลางคืน และให้ประกอบเลี้ยงภายในฐานปฏิบัติการ 

2. ด้านการเตรียมการป้องกันฐานปฏิบัติการ สถานที่ราชการ และทรัพย์สินของทางราชการ ด้วยการจัดให้มีเวรรักษาความปลอดภัยที่ตั้งฐานปฏิบัติการในลักษณะเตรียมพร้อมสูงสุด ผลัดเปลี่ยนเวรตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดทำเครื่องกีดขวาง เสริมความมั่นคงด้วยอุปกรณ์ป้อมสนามและรั้วลวดหนามหีบเพลง เพื่อความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ และสถานที่ราชการ และติดตั้งระบบไฟแสงส่องสว่างรอบที่ตั้งฐานปฏิบัติการ-สถานที่ราชการ อย่างเพียงพอ จัดระบบสัญญาณเตือนภัยและอาวุธของยามรักษาการให้เหมาะสม มีระบบการควบคุมและบันทึกหลักฐานบุคคลหรือยานพาหนะผ่านเข้า – ออกที่ตั้งฐานปฏิบัติการ พร้อมจัดกำลังออกลาดตระเวนรอบที่ตั้งฐานปฏิบัติการ สถานที่ราชการอย่างต่อเนื่อง มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเพื่อให้เกิดความชำนาญ สามารถปฏิบัติตามแผนฯ ได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งกำหนดพื้นที่ล่อแหลมหรือเป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 

3. ด้านการข่าว ด้วยการบูรณาการด้านการข่าวร่วมกับทหาร ตำรวจ และหน่วยงานด้านการข่าวอื่น ๆ อย่างเป็นเอกภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายแหล่งข่าวจากทุกหน่วยและประชาชนทุกช่วงวัยในพื้นที่ และมีการติดต่อสื่อสารกับหน่วยเหนือ และหน่วยข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง  4. ด้านการรักษาความปลอดภัยอาวุธและยุทโธปกรณ์ของทางราชการด้วยการจัดทำบัญชีควบคุมการเบิก – จ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างถูกต้อง ชัดเจน ทั้งการเบิกจ่าย และการส่งคืนเข้าสู่คลัง 

ด้าน นายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัด ให้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง และเต็มความสามารถในการสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงปลอดภัยในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ประสานการทำงานร่วมกันกับฝ่ายความมั่นคงทุกภาคส่วนตลอดจนเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วยความใกล้ชิด 

“กระทรวงมหาดไทยพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และตระหนักถึงความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข” นายอรรษิษฐ์ กล่าว 

ด่วน!‘ทักษิณ’วืดบินนอก ศาลชี้เป็นหมายนัดส่วนตัว

ด่วน!‘ทักษิณ’วืดบินนอก ศาลชี้เป็นหมายนัดส่วนตัว

ด่วน!‘ทักษิณ’วืดบินนอก ศาลชี้เป็นหมายนัดส่วนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.10 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร แต่ยังไม่ทรายรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศปลายทาง และเหตุในการขอออกนอกประเทศ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทักษิณ’มา’ศาลอาญา ขึ้นไต่สวน ขอ’ออกนอกประเทศ’อีกครั้ง)

ล่าสุดศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่อนุญาตให้นายทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศกาตาร์ ตามคำเชิญของเจ้าผู้ครองนครรัฐกาตาร์ เหตุเพราะเป็นหมายนัดส่วนตัว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดเบื้องหลัง’ทักษิณ’ขอบินไปกาตาร์ อ้างหวังพบ’ทรัมป์-ทีมเศรษฐกิจสหรัฐฯ’)

‘สมชาย’พูดเป็นนัย? ข่าวร้ายของใครบางคน…ไม่ได้บินนอก

'สมชาย'พูดเป็นนัย? ข่าวร้ายของใครบางคน...ไม่ได้บินนอก

‘สมชาย’พูดเป็นนัย? ข่าวร้ายของใครบางคน…ไม่ได้บินนอก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ข่าวร้ายของใครบางคน ไม่อนุญาตคำขอออกนอกประเทศ #จบข่าว”

‘พริษฐ์’หวัง’เลขาสภาฯ’นำข้อทักท้วงเข้าหารือที่ประชุมผู้บริหารทบทวนงบรีโนเวตสภาฯ

‘พริษฐ์'หวัง'เลขาสภาฯ'นำข้อทักท้วงเข้าหารือที่ประชุมผู้บริหารทบทวนงบรีโนเวตสภาฯ

‘พริษฐ์’หวัง’เลขาสภาฯ’นำข้อทักท้วงเข้าหารือที่ประชุมผู้บริหารทบทวนงบรีโนเวตสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

‘ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ หวัง ‘เลขาสภาฯ’ นำข้อทักท้วง – เสียงวิจารณ์ประชาชนเข้าที่ประชุมผู้บริหารเคาะจะยุติโครงการใดบ้าง ชี้จะให้ ‘กมธ.งบประมาณฯ’ ตัดเองไม่ได้ หวั่นหน่วยงานเสนองบไม่สมเหตุสมผลมาอีกในอนาคต 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ พิจารณาด้วยการตรวจสอบงบประมาณของรัฐสภา 15 โครงการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหรือเติมแต่งอาคาร ซึ่งได้ทำคำขอไปในงบประมาณปี 2569 ว่า กมธ.ฯ ยึด 3 หลักด้วยกันคือ การตรวจสอบงบประมาณไม่ใช่แค่ว่าการจัดสรรงบประมาณชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องตรวจสอบความเหมาะสมด้วย ถึงแม้งบประมาณบางส่วนจะเป็นไปตามระเบียบ แต่เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด การจัดสรรงบประมาณจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสมหรือไม่ในการแก้ปัญหาให้ประชาชน

หลักที่ 2 คือการจัดการงบประมาณปี 2569 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จึงควรประหยัดงบประมาณในส่วนที่ฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็น และหลักที่ 3 บ่อยครั้งงบประมาณถูกอ้างว่าเพื่อภาพลักษณ์ของรัฐสภาแต่ภาพลักษณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยิ่งใหญ่ของอาคาร แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำหน้าที่แก้ไขกฎหมาย และเป็นตัวแทนแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า จากการซักถามหน่วยงานยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมง เห็นว่ามีขั้นตอนต่อไป คือ การตั้งข้อสังเกตในภาพรวม เพราะตอนนี้มีหลายปัญหาที่เห็นรายโครงการ สืบเนื่องมาจากแผนดั้งเดิมของอาคารรัฐสภามีปัญหา ทางหน่วยงานยืนยันว่าแม้หลายโครงการจะเป็นการแก้ไขปรับปรุงบางส่วน แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะแผนดั้งเดิมไม่ได้ครอบคลุมองค์ประกอบดังกล่าวตั้งแต่ต้น เราจึงต้องการเรียกเอกสารเพื่อตรวจสอบแผนดั้งเดิมโดยละเอียดว่าแผนดังกล่าวผ่านมาได้อย่างไร นอกจากนี้ ที่มาของ 15 โครงการ เมื่อรับฟังจากตัวแทนที่มาชี้แจงเบื้องต้น มีโครงการบางส่วนที่ถูกชงขึ้นมาจากหน่วยงานราชการ แต่บางส่วนก็ถูกชงขึ้นมาจากคณะกรรมการพิเศษ ที่มีคำถามว่าอาจจะถูกตั้งโดยฝ่ายการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการอาคารจอดรถเพิ่มเติมที่พบข้อพิรุธค่อนข้างมาก มีคำของบประมาณเป็นงบผูกพัน 3 ปี รวมกัน 4,600 กว่าล้านบาท แม้จะยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณ แต่มีข้อกังวล เช่น  แผนดั้งเดิมของอาคารจอดรถที่มีอยู่อาจขัดกับข้อบัญญัติ กทม. ที่กำหนดไว้ว่าอาคารแต่ละประเภท เมื่อคำนวณจากพื้นที่ตารางเมตร ต้องมีที่จอดรถทั้งหมดกี่ที่ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วจะออกมาได้ 3,500 คัน แต่แผนดั้งเดิมออกแบบไว้ให้มีที่จอดรถเพียง 2,000 คันเท่านั้น

“คำถามที่ตามมาคือ เมื่อขัดกับข้อบัญญัติของ กทม. แล้วใครจะรับผิดชอบ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะบอกว่าต้องเพิ่มจำนวนที่จอดรถให้สอดคล้องกับกฎหมาย แต่ต้องมารับผิดชอบโดยภาษีของพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมา และเป็นผู้ชงเรื่องการสร้างอาคารที่จอดรถเพิ่มเติม เสนอให้เพิ่มที่จอดรถเพิ่มจากเดิมอีก 4,600 ที่ รวมเป็น 6,500 ที่ เราต้องการตรวจสอบว่าใช้สูตรคำนวณใดให้ได้ตัวเลข4,600 ที่ออกมา  ดูไม่สมเหตุสมผลกับจำนวนของผู้ที่เข้าใช้บริการรัฐสภาพร้อมกันในวันเดียว  เหมือนเป็นการตั้งสมมติฐานที่สูงเกินไป

นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบว่าใช้สูตรคำนวณใดจึงต้องใช้งบประมาณสร้างอาคารจอดรถถึง4,600 ล้านบาท ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐสภากำลังเปิดประมูลบริษัทมาออกแบบอาคารจอดรถด้วยงบประมาณ 10,000 5 ล้านบาท แต่ไม่ได้ตั้งประมาณไว้ไม่ปี 2568 แต่นำงบประมาณที่เหลืออยู่จากปี 2567 โอนมาใช้ในส่วนนี้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าไม่เคยมีการโอนงบประมาณในลักษณะนี้มาก่อน ถึงแม้จะมีระเบียบของรัฐสภารองรับ แต่มีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องใช้งบประมาณมากขนาดนี้ในการว่าจ้างบริษัทมาออกแบบอาคาร โดยมีบริษัทเสนอราคาเข้ามา 3 แห่ง แต่บริษัทที่ชนะยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญา เพราะบริษัทอื่นที่ไม่ได้รับคัดเลือก ได้ทำเรื่องอุทธรณ์เข้ามา จึงต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร และเวลานี้ยังทันอยู่ที่จะยับยั้งการเซ็นสัญญานี้

นายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการโรงภาพยนตร์ 4D ที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว 180 ล้านบาท ข้อสังเกตคือหน่วยงานไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่า มีเหตุจำเป็นใดในการทำระบบภาพยนตร์4D เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับประชาชนที่มาเยี่ยมชมรัฐสภา และเนื้อหาอะไรที่ต้องใช้ระบบ 4D เท่านั้น แล้วจะทำให้ประชาชนหรือนักศึกษาอยากมาเยี่ยมรัฐสภาเพิ่มขึ้นอีกกี่คน หน่วยงานก็ตอบไม่ได้ ทำให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาอย่างละเอียด ส่วนโครงการศาลาแก้ว 123 ล้านบาท ก็ทำนองเดียวกันที่คำตอบวันนี้ไม่ได้ทำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ห้องประชุมงบประมาณ

สำหรับขั้นตอนต่อไป ก็หวังให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำข้อสังเกตของกรรมาธิการและเสียงทักท้วงของประชาชนเข้าสู่ที่ประชุมผู้บริหาร ซึ่งมีประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรร่วมด้วย ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ และขอให้ที่ประชุมมีมติออกมาอย่างลายลักษณ์อักษร ว่าหลังจากข้อทักท้วงของคณะกรรมาธิการและประชาชนแล้ว จะยุติการเดินหน้าโครงการใด 

“เพราะไม่เพียงพอที่จะอ้างว่า ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ ไปตัดงบประมาณเอาเอง ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานให้ในอนาคต หน่วยงานสามารถเสนอโครงการที่ไม่สมเหตุสมผลเข้ามาได้ เพื่อให้ สส. ปรับลดเอง เป็นสิ่งสำคัญเมื่อได้ยินเสียงของประชาชน และถูกตั้งข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการแล้ว ที่ประชุมผู้บริหารควรมีมติที่จะทบทวนและยุติโครงการใด” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า คำยืนยันของที่ประชุมผู้บริหารนั้น จะทำให้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ ตัดงบประมาณดังกล่าวได้ง่ายขึ้น และสามารถป้องกันความเสี่ยงในอนาคตที่ถึงแม้จะถูกตัดงบประมาณออกไปแล้ว แต่ผู้บริหารงานจะใช้วิธีโอนงบ

เกาะติดชายแดนใต้! นายกฯถก‘ภูมิธรรม-ผบ.ทบ.-รมว.กต.’

เกาะติดชายแดนใต้! นายกฯถก‘ภูมิธรรม-ผบ.ทบ.-รมว.กต.’

เกาะติดชายแดนใต้! นายกฯถก‘ภูมิธรรม-ผบ.ทบ.-รมว.กต.’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

นายกฯถก‘ภูมิธรรม-ผบ.ทบ.-รมว.กต.’ ติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้ พร้อมปรับแผนการทำงานบูรณาการ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า 

8 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 16.49 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(ผอ.รมน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและทวิตผ่าน X ร่วมประชุมกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะรอง ผอ.รมน. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

โดยนายกฯ ระบุว่า จากเหตุการณ์สถานการณ์ชายแดนใต้ วันนี้ดิฉันได้เชิญคณะเข้าพบหารือเพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว โดยผบ.ทบ.ยืนยันว่าจะต้องมีการปรับแผนให้มีการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการมากขึ้น ทั้งในส่วนของ กอ. รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นกองกำลังร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ให้การปฏิบัติงานในพื้นที่มีความเข้มแข็งเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน.

.012

ไร้อุบัติเหตุการเมือง! ‘ภูมิธรรม’เผย’ทักษิณ’มั่นใจทำถูกต้องปมชั้น 14

ไร้อุบัติเหตุการเมือง! 'ภูมิธรรม'เผย'ทักษิณ'มั่นใจทำถูกต้องปมชั้น 14

ไร้อุบัติเหตุการเมือง! ‘ภูมิธรรม’เผย’ทักษิณ’มั่นใจทำถูกต้องปมชั้น 14

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

“ภูมิธรรม”เผย”ทักษิณ”มั่นใจทำถูกต้องปมชั้น 14 เชื่อไร้อุบัติเหตุการเมือง หลัง 13 มิ.ย.ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลยังบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อกังวลกรณีศาลมีคำสั่งนัดไต่สวน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีพักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 13 มิ.ย.2568 เวลา 09.30 น.อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนไม่ทราบ และเขาพร้อมไปอยู่แล้ว ดูแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีอะไรต้องกังวล

เมื่อถามว่า หากผลออกมาในทิศทางตรงข้ามอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่มีหรอก อย่าไปคิดมาก

เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นไปในทางตรงข้าม กังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ท่านทักษิณมั่นใจว่าท่านทำทุกอย่างถูกต้อง ดังนั้น ไม่ต้องกังวลอะไร จะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ในส่วนของรัฐบาล ก็เดินหน้าทำงานอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า กรณีที่นายทักษิณ ขออนุญาตศาลเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปตั้งหลัก นายภูมิธรรม กล่าวว่า ชอบไปฟังข่าวลือ และอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลยังคงทำงานอยู่ต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันบ้านเมืองจะมีปัญหามากมาย แต่การเข้ามาเป็นรัฐบาล มาบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤต ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลพร้อมทำงานอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า หลังวันที่ 13 มิ.ย.รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็ยังทำงาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

‘สรวงศ์’ขออย่าโยงการเมือง หลัง’แพทยสภา’ลงดาบปมชั้น 14

'สรวงศ์'ขออย่าโยงการเมือง หลัง'แพทยสภา'ลงดาบปมชั้น 14

‘สรวงศ์’ขออย่าโยงการเมือง หลัง’แพทยสภา’ลงดาบปมชั้น 14

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

“สรวงศ์”ขออย่าโยงเป็นการเมือง หลัง”แพทยสภา”ลงดาบปมชั้น 14 แจงไม่กระทบ”อิ๊งค์” เหตุรับตำแหน่งหลัง”ทักษิณ”พักโทษ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แพทยสภา มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน จากกรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตํารวจ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย หรือไม่ ว่า ยืนยันว่าคดีของนายทักษิณ ไม่เกี่ยวกับพรรค และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะเข้ามารับตําแหน่ง หลังจากที่นายทักษิณออกมาจากโรงพยาบาลตำรวจเรียบร้อยแล้ว จึงไม่อยากเอาเรื่องนำกล่าวมาเกี่ยวข้องกับพรรค ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเมืองด้วยซ้ำ แต่ขอให้ไปดูว่าคำวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไร และเป็นความผิดของใคร หนักถึงขั้นไหน ยํ้าว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากการเมืองจริงๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาถึงกำแพงภาษี นายสรวงศ์ กล่าวว่า เห็นเพียงในภาพข่าวว่าได้ขออนุญาตศาล และจากที่พบกับ น.ส.แพทองธาร เมื่อสักครู่ ก็ไม่ได้พูดถึง 2 ประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด เพียงแต่พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยว ในโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนายทักษิณแต่อย่างใด

ป่วยไม่วิกฤตจริง? เปิดฉบับเต็ม’แพทยสภา’ลงดาบหมอรักษา’ทักษิณ’

ป่วยไม่วิกฤตจริง? เปิดฉบับเต็ม'แพทยสภา'ลงดาบหมอรักษา'ทักษิณ'

ป่วยไม่วิกฤตจริง? เปิดฉบับเต็ม’แพทยสภา’ลงดาบหมอรักษา’ทักษิณ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

ป่วยไม่วิกฤตจริง? เปิดฉบับเต็ม”แพทยสภา”ลงดาบ 3 หมอรักษา”ทักษิณ” จ่อส่ง”รมว.สธ.”พิจารณาต่อ

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภานัดประชุมคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ ซึ่งเป็นประชุมประจำเดือนพฤษภาคม โดยหนึ่งวาระของการประชุมวันนี้ คือ การนำเสนอผลสรุปการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองของแพทยสภา กรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งใช้เวลาในการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง และออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 15.40 น.

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ แถลงว่า ที่ประชุมกรรมการแพทยสภา ที่ 5/2568 มีการพิจารณาคดีจริยธรรมของแพทย์ที่เป็นเรื่องอยู่ในความสนใจของประชาชน กรณีกล่าวโทษแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ตำรวจ ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ที่ประชุมมีมติลงโทษแพทย์ 3 ท่าน โดยตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ท่าน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง หลังจากนี้ จะนำเสนอมติต่อสภานายกพิเศษ คือ รมว.สธ.เพื่อขอความเห็นชอบก่อนจะดำเนินการตามมติ ดังนั้น ทั้งหมดจึงต้องรอความเห็นจาก รมว.สธ.เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินเช่นนี้เพราะอะไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับท่านที่ว่ากล่าวตักเตือนเป็นความผิดที่ไม่ได้รุนแรง เนื่องจากเกี่ยวกับเรื่องการออกใบส่งตัว ส่วนอีกสองท่านเป็นเรื่องการให้ข้อมูลเอกสารทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

เมื่อถามถึงกรณีการให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงหมายถึงอะไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่เราได้รับไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า มีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น

ถามว่า สรุปคือไม่ป่วยจริงใช่หรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ตนบอกได้แค่ว่าด้วยข้อมูลหลักฐานทั้งหลายที่เราได้รับ ไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้นตามที่มีการแถลงข่าว อยู่ที่การตีความ ดังนั้น วันนี้ที่เราไม่สามารถบอกว่าต้องพักใช้ใบอนุญาตนานเท่าไหร่ เพราะการจะพักใช้นานเท่าไหร่อยู่ที่ความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ หากเราให้ข้อมูลไปก่อนแล้วไม่ตรงกัน หรือมีความเห็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ต้องรอให้จบทุกขั้นตอนจึงจะบอกได้ว่าต้องพักใช้ใบประกอบวิชาชีพนานเท่าไหร่

เมื่อถามถึงรายละเอียดเอกสารที่ไม่สอดคล้องกับอาการป่วย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า เอกสารที่เราได้รับซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่เท่าที่ได้รับมา มันเป็นแบบนั้น

เมื่อถามว่า เนื่องจากสังคมจับตาการทำงานของแพทยสภา มติที่ออกมาในวันนี้คิดว่าจะเรียกความเชื่อมั่น ศรัทธา เกียรติยศ และศักดิ์ศรีกลับคืนหรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า แพทยสภายึดความถูกต้อง ยึดหลักฐานต่างๆ เราไม่ได้สนใจปัจจัยภายนอก เราไม่ได้สนใจว่าแพทย์ท่านนี้คือใคร เราไม่ได้อิงปัจจัยภายนอก ไม่อย่างนั้น จะเกิดเป็นประเด็น ดังนั้น จากข้อมูลที่มีแบบนี้จึงสรุปออกมาแบบนี้ และขอให้รู้ว่า พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มีมติอย่างไรยังไม่สิ้นสุด คำสั่งยังออกไม่ได้จนกว่ารัฐมนตรี สธ.จะเห็นชอบ สรุปคือคำสั่งยังออกไม่ได้จนกว่ารัฐมนตรีจะเห็นชอบ

เมื่อถามว่า แพทย์ด้านไหนที่เข้าข่ายความผิดนี้ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า “เป็นแพทย์เฉพาะทางและออร์โธปิดิกส์”

เมื่อถามว่า มติดังกล่าวเป็นเอกฉันท์หรือไม่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า “มติที่ออกมาเป็นเสียงส่วนใหญ่มากๆๆๆ ก็แล้วกัน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงโทษแพทย์ 3 คน จากจำนวนที่ถูกร้องมาเท่าไหร่ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ไม่ตอบคำถามแต่ขึ้นลิฟต์เพื่อประชุมเรื่องอื่นต่อ

‘ชูศักดิ์’ลั่นไม่เห็นด้วยทำประชามติ’คอมเพล็กซ์’ ยันตัดกาสิโนออกไม่ได้ อ้างกระทบคนมาลงทุน

'ชูศักดิ์'ลั่นไม่เห็นด้วยทำประชามติ'คอมเพล็กซ์' ยันตัดกาสิโนออกไม่ได้ อ้างกระทบคนมาลงทุน

‘ชูศักดิ์’ลั่นไม่เห็นด้วยทำประชามติ’คอมเพล็กซ์’ ยันตัดกาสิโนออกไม่ได้ อ้างกระทบคนมาลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

‘ชูศักดิ์’บอกครม.ยังไม่เห็นข้อเสนอ’อนุทิน’ชงทำประชามติ’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย อ้างทำกันมาเยอะแล้ว เชื่อหากทำจริงคนค้านก็ปั่นไม่เลิกอยู่ดี ย้ำลงพื้นที่ ปชช.ไม่มีขัดข้อง ยันตัดกาสิโนไม่ได้ บอกกระทบคนมาลงทุน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้มีการทำประชามติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่ามีการเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ว่ายังไม่มีการพูดถึง และหากจะทำประชามติครม.จะต้องมีมติ เพราะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ซึ่งทำครั้งหนึ่งประมาณ 3 – 4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างกฎหมายประชามติที่มีการแก้ไข ถูกพักไว้ 180 วัน ซึ่งจะครบช่วงเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้สภายืนยัน

เมื่อถามว่า เมื่อสภาเปิดประชุมร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในระเบียบวาระเป็นลำดับแรกใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังอยู่ในลำดับที่หนึ่งเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอแนวทางการทำประชามติร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนตัดสิน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยคุยกันใน 
ครม. เพราะ ครม.มอบหมายเพียงแค่ให้ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน

เมื่อถามว่า เสียงตอบรับจากการที่สส.พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ชี้แจงเป็นอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ประชาชนไม่มีอะไรขัดข้อง ส่วนใหญ่จะบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี อยากให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งอาจจะสอดคล้องกัน 

เมื่อถามว่า รัฐบาลพยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ทำคือเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ไม่ใช่กาสิโน ดังนั้น มีแนวคิดจะตัดกาสิโนออกไปหรือไม่ เพื่อที่จะให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านอย่างราบรื่น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิดดั้งเดิมของเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย ผู้ที่ทำกิจการเรื่องนี้ก็จะรวมกันไป เพราะแต่ละอย่างแต่ละประเภทจะดึงดูดการลงทุน หากตัดส่วนนี้ไปจะกระทบต่อผู้มาลงทุน ซึ่งในกฎหมายระบุว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องมี 9 ประเภท ถ้าจะทำอย่างน้อยต้องทำ 4 ประเภท ซึ่งรวมถึงกาสิโน และอื่นๆ ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลได้เคยมีการพูดคุยกันในเรื่องของการทำประชามติเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้มันแล้วแต่แนวคิด ตอนนี้ตนคิดว่าเขาก็เปิดรับฟังกันถ้วนทั่วแล้ว

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นว่าควรทำประชามติก่อนหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ควรทำ เพราะเราพูดเรื่องนี้กันมาช้านานแล้ว และก็มีความเห็นกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว 
    
เมื่อถามว่า เสียงที่ประชาชนตอบรับมาเป็นอย่างไรบ้าง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เสียงส่วนใหญ่เขาก็โอเค เพียงแต่ว่ามันมีความเข้าใจผิดในเชิงว่า เป็นเรื่องของกาสิโนเพียงอย่างเดียว แต่พออธิบายแล้วเขาก็เข้าใจ เราก็ไปฟังกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว ถ้าจะทำประชามติโดยคิดว่าทำแล้วมันจะจบ แต่สมมติว่าประชาชน 70% เห็นด้วยแล้วคุณคิดว่า ประชาชนอีก 30% เขายังโวยอยู่หรือไม่ เขาก็ยังปั่นอยู่