ด่วน!!! ‘แพทยสภา’มีมติฟันจริยธรรมหมอ 3 คน เอื้อ’ทักษิณ’ชั้น 14

ด่วน!!! 'แพทยสภา'มีมติฟันจริยธรรมหมอ 3 คน เอื้อ'ทักษิณ'ชั้น 14

ด่วน!!! ‘แพทยสภา’มีมติฟันจริยธรรมหมอ 3 คน เอื้อ’ทักษิณ’ชั้น 14

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

ด่วน!!! พักใบอนุญาต 2 ตักเตือน 1 ‘แพทยสภา’มีมติฟันจริยธรรมหมอ เอื้อ’ทักษิณ’ชั้น 14

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภานัดประคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ ซึ่งเป็นประชุมประจำเดือนพฤษภาคม โดยหนึ่งวาระของการประชุมวันนี้ คือการนำเสนอผลสรุปการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองของแพทยสภา กรณีการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

โดยล่าสุด ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 แถลงผลการประชุมแพทยสภาวันนี้ ว่า มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาคดีจริยธรรมของแพทย์ที่เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในกรณีการกล่าวโทษแพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ได้มีมติลงโทษแพทย์ 3 ท่าน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 ท่าน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ท่าน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

ทั้งนี้ แพทยสภามีหน้าที่ต้องเสนอมติต่อสภานายกพิเศษ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) เพื่อขอความเห็นชอบก่อนจะดำเนินการตามคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.ศ.2525 ต่อไป

– 006

‘ชูศักดิ์’ยันคดี’ทักษิณ’ ไม่กระทบสถานการณ์การเมือง

'ชูศักดิ์'ยันคดี'ทักษิณ' ไม่กระทบสถานการณ์การเมือง

‘ชูศักดิ์’ยันคดี’ทักษิณ’ ไม่กระทบสถานการณ์การเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

“ชูศักดิ์”ยันคดี”ทักษิณ” ไม่กระทบสถานการณ์การเมือง ยัน”รมต.-ข้าราชการ”ยังทำงานเต็มที่ไม่มีเกียร์ว่าง

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมือง ที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง จากกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรียกไต่สวน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 มิถุนายน อาจส่งผลให้ข้าราชการและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เกิดเกียร์ว่าง ว่า ทุกคนยังทำงานกันเต็มที่อยู่ ไม่ได้มีอะไร อย่าไปคาดการณ์อะไรมาก ไม่มีใครรู้หรอกว่าคดีจะเป็นอย่างไร มีแต่การคาดเดา ซึ่งจากที่ฟังดูศาลได้ให้รวบรวมข้อเท็จจริงแล้วไปชี้แจง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนราชการจะเกียร์ว่างหรือไม่ เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ทุกคนก็ยังทำงานเต็มที่อยู่ ถ้าในความเห็นของตนคิดว่า ไม่มีอะไร

‘วิษณุ’แจงแล้ว! มาศาลวันนี้ไม่เกี่ยว’ทักษิณ’ขอบินนอก

'วิษณุ'แจงแล้ว! มาศาลวันนี้ไม่เกี่ยว'ทักษิณ'ขอบินนอก

‘วิษณุ’แจงแล้ว! มาศาลวันนี้ไม่เกี่ยว’ทักษิณ’ขอบินนอก

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย คดีดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักร แต่ยังไม่ทรายรายละเอียดเกี่ยวกับประเทศปลายทาง และเหตุในการขอออกนอกประเทศ โดยมีวันนี้ นายทักษิณเดินทางมาพร้อมกับ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ และทีมทนายความ

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน มีรายงานว่า นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาศาลอาญา แต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องเรื่องนายทักษิณยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือไม่

ต่อมาเวลา 14.28 น.นายวิษณุ เดินทางออกจากศาลอาญา โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ที่เดินทางมาศาลวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนายทักษิณขอเดินทางออกนอกประเทศ มายื่นคำร้องธรรมดา จากนั้นได้เดินทางกลับทันที

ด่วน! พรรคประชาชนมีมติขับ 2 ผู้สมัคร สท. พ้นพรรค ปมยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

ด่วน! พรรคประชาชนมีมติขับ 2 ผู้สมัคร สท. พ้นพรรค ปมยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

ด่วน! พรรคประชาชนมีมติขับ 2 ผู้สมัคร สท. พ้นพรรค ปมยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า มติกรรมการบริหารพรรคประชาชน ขับสมาชิกพรรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดให้โทษ

คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน ประชุมด่วนวันนี้ กรณีผู้สมัครสมาชิกเทศบาล (สท.) 2 รายได้แก่ นายภานุพงษ์ แก้วรัศมี ผู้สมัคร สท.เมืองลัดหลวง จ.สมุทรปราการ และนายสิทธิชัย สัมฤทธฺ์ ผู้สมัคร สท.นครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ จ.ชลบุรี ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ายาเสพติดให้โทษ ซึ่งเป็นคดีอาญาร้ายแรง

หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณีแล้ว คณะกรรมการบริหารพรรค มีมติขับผู้สมัครทั้ง 2 ราย ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนขออภัยพี่น้องประชาชนอย่างสูงอีกครั้งถึงความผิดพลาดในการคัดสรรผู้สมัคร และขอน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปรับปรุงกระบวนการสรรหาผู้สมัครของพรรคทุกระดับในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปชน.ฉาวซ้ำ! กกต.สั่งถอนชื่อผู้สมัคร ‘สท.ศรีราชา’ เหตุต้องคำพิพากษาค้ายาเสพติด

พรรคส้มฉาวอีก!!! จับผู้สมัคร สท.สมุทรปราการ ผงะตั้งแก๊ง’บุญรักษา’ค้ายาเสพติด

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’รุมซักเดือด! งบรีโนเวตสภาฯ เพิ่มเติม

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’รุมซักเดือด! งบรีโนเวตสภาฯ เพิ่มเติม

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’รุมซักเดือด! งบรีโนเวตสภาฯ เพิ่มเติม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’รุมซักเดือด! งบรีโนเวตสภาฯ เพิ่มเติม ด้าน‘ผอ.อาคารสถานที่ฯ’อ้างข้อบัญญัติ กทม.ต้องมีที่จอดรถสูงถึง 3 พันคัน ขาดอีกพันห้า ขณะที่‘หมออ๋อง’โผล่ข้องใจสร้างที่จอดรถเพิ่มดำริของประธานสภาฯ หรือนโยบายใครดึง ยกต่างชาติมองสภาฯ ฟุ่มเฟือย ส่วน‘ขรก.สำนักรักษาความปลอดภัย’ชี้เป็นเรื่องสำคัญต้องเร่งแก้ไข ลั่นทุ่ม4.5พันลบ.คุ้มค่า ‘พริษฐ์’ข้องใจความเชื่อมโยงศาลาแก้ว-ห้องประชุม มีประสิทธิภาพอย่างไร 

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาศึกษาผลการดำเนินการ และการบริหารจัดการงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเชิญนายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เข้าให้ข้อมูล 

โดยนายพริษฐ์ กล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่า ตนได้หารือกับกมธ.ถึงรายละเอียดของทั้ง 15 โครงการที่มีการส่งคำร้องของบประมาณในการปรับปรุงอาคารรัฐสภา และไฮไลท์ออกมาทั้งหมด 5 โครงการหลักที่จะมีการพิจารณาในวันนี้คือ 1.อาคารที่จอดรถเพิ่มเติมมูลค่า 4,600 ล้านบาท โดยมีการทำคำขอในงบประมาณปี 69 ไปจำนวน 1,500 ล้านบาท 2.โครงการระบบภาพยนตร์ 4 ดี อยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบฯ 69 อยู่ที่ 180 ล้านบาท 3.โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว จำนวน 22 ล้านบาทอยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ เช่นเดียวกัน 4.การปรับปรุงห้องประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) งบประมาณฯ มูลค่า 118 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในตัวร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ และ 5.การตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาฯ มูลค่า 133 ล้านบาท โดยยังไม่ได้ถูกอนุมัติในปีนี้ เบื้องต้นตนอยากให้ชี้แจงภาพรวมก่อนว่า สรุปแล้วในการก่อสร้างอาคารรัฐสภามีทั้งหมดกี่บาท หากอ้างอิงเอกสารงบประมาณปี 68 จะมีการพูดถึงวงเงินทั้งหมด 1.3 หมื่นล้านบาท ค่าควบคุมการก่อสร้างอีกประมาณ 400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการตั้งงบประมาณเพิ่มเติมอีก 293 ล้านบาท อยากทราบว่าสถานะของการตรวจรับอาคารรัฐสภาตอนนี้เป็นอย่างไร ตรวจรับทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่ มีการจ่ายเงินทุกงวดแล้วใช่หรือไม่ และช่วยยืนยันได้หรือไม่ว่าทั้ง 15 โครงการที่มีการของบประมาณนั้นไม่มีโครงการใดอยู่ในแบบแผนดั้งเดิมที่มีก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ เพราะหากอยู่ตนคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นสิ่งที่ควรถูกรวมอยู่ในงบประมาณก่อสร้างอยู่แล้ว

จากนั้นได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียด โดยนายปกาสิต จำเรือง ผู้อำนวยการสำนักงานอาคารสถานที่ของรัฐสภา ชี้แจงว่า “งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างสภาเป็นตามที่นายพริษฐ์ได้ข้อมูลมา ตรงเป๊ะเลยครับ ตามนั้น ส่วนงบประมาณที่มีการขอเพิ่มเติมมานั้นไม่มีส่วนใดที่คาบเกี่ยวกับงบประมาณข้างต้นเลย สำหรับงบประมาณ 200 กว่าล้านบาทนั้น ผมต้องให้นายพฤหัส ปราบปรี ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานบริหารจัดการและบริหารสถานที่ เป็นผู้ชี้แจง เนื่องจากผมมารับตำแหน่งหลังจากมีการอนุมัติงบประมาณต่างๆ ไปหมดแล้ว” 

ด้านนายพฤหัส ชี้แจงว่า ในส่วนของในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลังมีการตรวจรับงานงวดสุดท้ายแล้วนั้น ขณะนี้ยังเหลืออยู่หนึ่งงวดที่เรายังไม่ได้จ่ายผู้รับจ้าง 300 กว่าล้านบาท เพราะมีประเด็นในเรื่องค่าเสียหายต่างๆ ที่เราต้องเรียกจากผู้รับจ้างบางส่วน ตอนนี้อยู่ที่สำนักงานการคลังและงบประมาณ และอยู่ในการดำเนินการและอาจจะเป็นคดีความซึ่งตนไม่ได้อยู่ฝ่ายสำนักกฏหมายแล้ว จึงไม่ทราบในรายละเอียดในส่วนนี้ ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าวเป็นงบผูกพันตั้งแต่ก่อสร้างโครงการอาคารรัฐสภาเดิม โดยงบประมาณที่จะสร้างที่จอดรถเป็นงบประมาณที่เพิ่มจากของเดิมโครงการศาลาแก้วก็ปรับปรุงจากของเดิมจากที่ออกแบบไว้ เช่นเดียวกับที่มีการปรับปรุงห้องประชุมกมธ.งบประมาณฯ ในการปรับปรุงพื้นหลังบัลลังก์ประธานสภาฯ นั้นไม่ได้มี ถูกตัดออก 

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องที่จอดรถไม่เพียงพอนั้น ไม่เพียงพอจริงหรือไม่ หากไม่เพียงพอจริงใครรับผิดชอบเพราะตอนตามแบบแปลนเดิมนั้นหากอาคารจะมีขนาดเช่นนี้ ที่จอดรถต้องมีเท่าไหร่อย่างไร เหตุใดเมื่อเปิดทำการมาแล้วไม่ถึง 5 ปีจึงต้องมีการสร้างที่จอดรถเพิ่มเติม ทั้งนี้ ยอมรับว่าเราได้ยินเสียงสะท้อนจากประชาชนที่มาติดต่อธุระหรือหน่วยงานที่มาชี้แจงว่าหาที่จจอดรถยาก แต่เรามีการบริหารจัดการสถานที่จอดรถที่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่จอดรถในอาคารรัฐสภา ซึ่งตนอยากทราบว่าตั้งขึ้นมาเมื่อไหร่ มีรายงานการศึกษาหรือไม่ มีใครอยู่บ้าง หากที่จอดรถปัจจุบันไม่เพียงพอจริงๆ ต้องสร้างเพิ่มอีกกี่ที่ และเรามีการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ เพราะปัจจุบันเรามีที่จอดรถอยู่ 1,935 ช่อง แต่ในวันที่มีการประชุมอาจจะมีคนมาใช้ที่จอดรถไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคนต่อวัน แต่คนในจำนวน 1 หมื่นคนที่มาทำธุระที่อาคารรัฐสภานั้นอาจจะไม่มีรถทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในวันที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการล็อกที่จอดรถไว้สำหรับสส. 500 คน ซึ่งตนเข้าใจว่าเพื่อให้สส.สามารถหาที่จอดรถได้ง่าย แต่ทั้งนี้ สส.ในจำนวนนี้อาจจะไม่ได้ใช้รถส่วนตัวทั้งหมด จึงอยากทราบว่าในการเรียกร้องให้มีสถานที่จอดรถเพิ่มเติมมีนัยยะสำคัญหรือไม่ และในปัจจุบันเราไม่ได้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ดีในด้านดีมานและซัพพายในส่วนนี้ จะต้องมีการทบทวนหรือไม่

ด้านนายอรุณ ลายผ่องแผ้ว ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย ชี้แจงว่า ตอนที่มีการเสนอตั้งโครงการอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักรักษาความปลอดภัย ต่อมาอยู่ในการของบประมาณในปี 2569 ได้มีการตั้งกลุ่มงานอาคารและสถานที่รัฐสภา ขึ้นมา แต่เราอยากให้ถูกฝาถูกตัวจึงให้กลุ่มงานอาคารและสถานที่รัฐสภาดูแลต่อ ทั้งนี้ เรามีคณะกรรมการแก้ไขที่จอดรถไม่เพียงพอขึ้นมาและมีการจัดตั้งอนุฯ ขึ้นมา 3 อนุเพื่อศึกษาดูว่าเราจะจัดการปัญหาต่างๆอย่างไร เพราะพื้นที่ของเราเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 4.2 แสนกว่าตารางกิโลเมตร ฉะนั้น ตามข้อบัญญัติของกทม.กำหนดไว้ว่า 120 ตารางเมตรต้องมีที่จอดรถ 1 คัน เราจึงต้องมีที่จอดรถอย่างน้อยที่สุด 3,500 คันแต่ในแบบที่มีอยู่นั้นเรามีไม่เพียงพอ โดยชั้น B1 เรามีที่จอดรถอยู่ประมาณ 700 คัน และชั้น B2 มีอยู่ประมาณ 1,400 คัน รวมแล้วประมาณ 2,100 คันแต่เราไม่สามารถที่จะจอดได้ทุกช่อง  เพราะบางช่องไม่สามารถจอดได้ จึงทำให้เหลือแค่ประมาณ 2,000 ช่อง จึงขาดอยู่อีกประมาณ 1,500 คัน 

นายอรุณ กล่าวต่อว่า เราจะพยายามแก้ปัญหาโดยการหาพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้เป็นสถานที่จอดรถชั่วคราว แต่ความเป็นไปได้นั้นเป็นไปได้ด้วยยาก จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา และพบว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภาที่มีอยู่ประมาณ 21 ไร่ เจาะลงไปด้านล่าง ซึ่งได้มีการคาดการณ์ไว้ว่ารถที่จะเข้ามาเฉพาะฝั่ง สส.รวมที่ปรึกษา และผู้ติดตามด้วยจะอยู่ประมาณ 3,000 กว่าคัน ขณะที่ฝั่ง สว.เมื่อรวมกับผู้ติดตาม และที่ปรึกษาด้วยจะอยู่ที่ประมาณ 1,100 คัน หากจะบริหารจัดการให้เพียงพอครั้งเดียวเราต้องใช้พื้นที่ให้เต็มประสิทธิภาพคือทำที่จอดลึกลงไปคร่าวๆ 11 เมตร ซึ่งจะทำให้มีที่จอดรถเพิ่มขึ้น 4,600 คัน ส่วนเราบริหารจัดการอย่างไรนั้น จากเดิมแม้เราจะไม่ได้ล็อกช่องจอดให้สมาชิกเราก็ล็อกพื้นที่อยู่แล้วคือในวันจันทร์ และวันอังคารจะกันพื้นที่ให้ฝั่งสว. ขณะที่วันพุธ และวันพฤหัสบดีจะกันพื้นที่ให้ สส. อย่างไรก็จะต้องเสียพื้นที่ แต่เมื่อมีการล็อกพื้นที่ไว้เลยนั้น การบริหารจึงไม่สามารถที่จะขยับไปมาได้ ซึ่งเมื่อมีการล็อกพื้นที่แล้วจะเสียพื้นที่ไปประมาณ 535 คันเป็นพื้นที่ตกตรงกลางเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกขึ้นลง

นายพริษฐ์ ถามว่า หากอ้างตามข้อบัญญัติกทม.ปี 2544 ที่กำหนดให้มีที่จอดจำนวนเท่านั้นในตารางเมตรเท่านี้นั้นท่านอนุมัติอาคารที่จอดรถตามแปลนเดิมที่มีที่จอดรถอยู่เพียงแค่ 1,900 คันได้อย่างไร 

นายอรุณ กล่าวว่า ตอนที่มีการออกแบบและก่อสร้างนั้น ตนไม่ได้รับผิดชอบ แต่เมื่อมาได้เข้ามาบริหารแล้วก็พยายามบริหารให้ถูกกฎหมาย

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่านายอรุณไม่ได้รับผิดชอบตอนนั้น แต่นายอรุณอยู่ในตำแหน่งตอนนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของท่าน แต่ในเมื่อแบบแปลนในขณะนั้นผิดฏฎหมายมันสมเหตุสมผลหรือไม่ ที่ประชาชนต้องควักเงินภาษีมาก่อสร้างอาคารที่จอดรถเพิ่มเติม ซึ่งตนขอถามตรงๆ เพราะยังไม่เห็นสัญญา และหากแบบแปลนผิดกฎหมายนั้นในสัญญาระบุไว้ว่าใครต้องรับผิดชอบ คนออกแบบแผนหรือคนอนุมัติแผน

นายปกาสิต จำเรือง ผู้อำนวยการสำนักอาคารสถานที่อาคารรัฐสภา ชี้แจงว่า เรื่องแบบนั้นจ้างออกแบบก่อนแล้วค่อยจ้างก่อสร้าง ช่วงนั้นเป็นคณะกรรมการในช่วงผู้บริหารนั้น พวกตนมาบริหารภายหลัง ฉะนั้น จึงจะไม่ทราบว่าเขารับแบบมาถูกหรือไม่ ซึ่งการก่อสร้างนั้นคงเป็นไปตามแบบเพราะมีกรรมการตรวจรับอยู่แล้ว แต่ที่พวกตนนิ่งเพราะไม่ทราบเรื่องที่นายพริษฐ์ถาม

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แบบที่ทำมาดั้งเดิมนั้นผิดกฎหมาย และไม่คิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบนั้นคือประชาชนที่ต้องควักเงินมาจ่ายค่าที่จอดรถ ฉะนั้น จึงอยากให้พวกท่านช่วยส่งเอกสารมาให้กมธ.ฯ แล้วพวกตนจะไปค้นต่อว่าใครต้องรับผิดชอบ และที่นายอรุณบอกว่าที่จอดรถชั้น B1 มี 700 ที่ ส่วนชั้น B2 มี 1,400 ที่นั้น และมีบางช่องที่ไม่พอดีนั้นคืออย่างไร

นายอรุณ ชี้แจงว่า หมายความว่าบางช่องที่ตีเป็นที่เทิร์นรถ แต่กลับมีการไปตีหมายเลขจึงไม่เป๊ะ บางช่องก็ไม่อยู่ในที่ที่สามารถจอดได้ เช่น เมื่อคันหน้าจอดแล้วคันหลังจะไม่สามารถจอดได้ ซึ่งเราไม่สามารถดูแบบได้ต้องไปเดินดู 

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องออกแบบมาเพื่อให้สะท้อนกับความเป็นจริง แต่หากออกแบบมาแล้วต้องไปเดินดูอีกครั้งก็สะท้อนว่าแบบนั้นมีปัญหา ทั้งนี้ หากจะสรุปคือแบบที่ออกแบบมานั้นผิดกฎหมายเพราะดั้งเดิมควรมีที่จอดรถประมาณ3,500 คันเป็นขั้นต่ำ แต่กลับมีที่จอดรถเพียงแค่ 1,900 คันเท่านั้น ซึ่งเมื่อท่านบอกที่จอดรถไม่เพียงพอนั้น ท่านมองว่าควรมีที่จอดรถทั้งหมดกี่คัน ท่านบอกว่าหากดูจากทีโออาร์ต้องเติมไปอีกประมาณ 4,600 คันบวก 1,900 คันตกอยู่ประมาณ 6,500 คัน และท่านใช้ตรรกะว่าให้ไปดูว่าวันที่คนมาเยอะที่สุดนั้นแล้วตั้งสมมติฐานว่า 65 เปอร์เซ็นต์ใช้รถยนต์ส่วนตัวและมาในเวลาเดียวกัน ซึ่งตนมองว่าเป็นการประเมินที่สูงกว่าความจำเป็นและฟุ่มเฟือยเกินไป จึงขอให้ชี้แจงรายละเอียดว่าใช้สมมติฐานอย่างไรในการเติมที่จอดรถไปอีก 4,600 คัน ขอสูตรคำนวณ

นายเจษฎา พรหมย้อย ข้าราชการสำนักงานรักษาความปลอดภัย ชี้แจงว่า ข้อมูลที่จอดรถหากว่าตามเรื่องข้อบัญญัติกทม.นั้น ในส่วนของบริษัทที่ปรึกษาโครงการได้คำนวณจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการไว้เมื่อปี 2559 จะมีประมาณ 5,575 คัน แต่หากประมาณการณ์ขั้นสูงจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 คัน โดยสูตรในการคำนวณนั้นนับจากจำนวนคนหรือผู้มาใช้บริการเป็นการประมาณการณ์จากการนับคนที่เดินผ่านเครื่องวอล์กทรูที่เดินเข้ามาในแต่ละวัน และนับจำนวนคนที่เข้ามาในบริเวณอาคารรัฐสภาทั้ง 6 ช่องทาง โดยช่องจอดที่เรามีอยู่ในขณะนี้ หากเป็นวันที่มีการประชุมและมีผู้มาชี้แจงกมธ.ต่างๆ ช่องจอดรถก็จะเต็มอยู่ตลอด โดยในส่วนของสูตรการคำนวณนั้นเป็นการคำนวณของบริษัทคาม่าที่เป็นคนดำเนินการ ซึ่งจะส่งเป็นเอกสารให้อีกครั้งว่าสูตรคำนวณเป็นอย่างไร

ด้านนายณพัทธ์ นรังศิยา กมธ. ถามว่า วันที่จะสร้างที่จอดรถเสร็จคือช่วงเดือนธันวาคม 2571 เข้าใจว่าการที่มีที่จอดรถเพิ่มขึ้นเพราะเราไม่มีการขนส่งสาธารณะที่เพียงพอ แต่ในอนาคตเราจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งจะสร้างเสร็จในช่วงเดือนมกราคม 2572 จึงอยากทราบว่าในการคำนวณว่าต้องมีที่จอดรถถึง 6,500 คันนั้นได้รวมปัจจัยที่ทำให้คนมาถึงอาคารรัฐสภาได้โดยไม่ต้องใช้ที่จอดรถยนต์แล้วหรือไม่

นายเจษฎา ชี้แจงว่า ในการคำนวณช่องจอดรถนั้นเป็นการยึดตามข้อบัญญัติของกทม. ซึ่งมีอยู่สองส่วน คือ ยึดตามกฏหมายว่าควรมีเท่าไหร่ และดูตามหน้างานการใช้งานจริงว่าเป็นเท่าไหร่ โดยทั้งสองปัจจัยจะเป็นตัวกำหนด แต่ตัวที่เราใช้เป็นหลักคือพ.ร.บ.ที่กำหนดว่าเราต้องมีจำนวน 3,500 คัน แต่การที่จะมีประชาชนเข้ามาใช้จำนวนเท่าไหร่นั้นเป็นเรื่องของการประมาณการณ์ ทั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า ในส่วนของคณะอนุกรรมการ เราก็ได้มีการคำนวณในส่วนนี้ด้วยเช่นกันว่าการที่ประชาชนจะมาใช้บริการอาคารรัฐสภาแล้วมาด้วยรถไฟฟ้าก็จะมีอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การใช้ที่จอดรถอาคารรัฐสภามีจำนวนน้อยลงเพราะมีการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งนี้ ในส่วนของคณะอนุที่พิจารณาความเป็นไปได้และการใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารที่จอดรถนั้น มีการพิจารณาพื้นที่ใกล้เคียงอื่นๆ เพื่อขอความอนุเคราะห์พื้นที่จอดรถชั่วคราวเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาชั่วคราว รวมถึงการเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบริเวณใกล้เคียงด้วย แต่การแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ที่ประชุมอนุกรรมการมองว่าการมีที่จอดรถเป็นความจำเป็น ซึ่งนอกจากจะเป็นอาคารที่จอดรถแล้วยังจะมีการใช้ประโยชน์อื่นๆ ด้วย โดยที่คณะศึกษาความเป็นไปได้ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม ความคุ้มค่าแล้วเพื่อออกแบบและกำหนดทีโออาร์

นายพริษฐ์ ซักถามว่า ท่านอ้างว่าทำตามกฎหมายซึ่งกฎหมายบอกว่า 3,500 คัน แต่ที่จะเติมมาจะจบที่ 6,500 คัน อีกทั้งยังบอกว่าคำนึงถึงการใช้รถไฟฟ้าแล้ว หมายความว่าหากไม่มีสถานีรถไฟฟ้าจะต้องมากกว่า 6,500 คันใช่หรือไม่และยังค้นพบว่าได้เปิดให้บริษัทเข้ามาทำการประมูลการออกแบบ แต่เมื่อไปค้นในงบประมาณปี 67 และปี 68 แล้วไม่เจองบประมาณโครงการนี้ จึงอยากถามว่าท่านเอางบไหนมาใช้ กระบวนการขออนุมัตินั้นเป็นอย่างไรได้ขออนุมัติจากสำนักงบประมาณหรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ และแม้จะบอกว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ แต่เหมาะสมแล้วหรือที่ผู้บริหารมองว่าการจ้างออกแบบในมูลค่าร้อยล้านบาทแล้วจะมีการนำไปสู่การสร้างอาคารถึงมูลค่า500 ล้านบาทนั้น ควรจะมีการโอนงบประมาณจากโครงการอื่นมาใช้กับโครงการนี้ มีใครทักท้วงหรือไม่ ซึ่งหากจะใช้วิธีนี้ ต่อไปสภาผู้แทนราษฎรคงไม่ได้มีการรับทราบการอนุมัติ และต่อไปคงไม่ต้องมี กมธ.งบฯ แล้ว คนอนุมัติใช้หลักเกณฑ์อะไร หากจะทำควรมีการขอมาในร่างพ.ร.บ.งบประมาณเพื่อให้สภาฯ ได้อนุมัติ รวมถึงขอรายละเอียดของบริษัทที่เข้ามาประมูลว่ามีทั้งหมดกี่บริษัท ทำไมบริษัทนี้จึงชนะการประมูล

นายเจษฎา ชี้แจงว่า เราเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาที่จอดรถ และหลังจากที่คณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ได้ดูเรื่องแบบ ความเหมาะสม งบประมาณแล้ว ในส่วนของอนุที่ 3 เห็นว่าการใช้งบประมาณ 4,500 ล้านบาทมีความเหมาะสมแล้ว จึงได้เรียนประธานสภาฯ ทราบ และจัดลำดับความสำคัญให้ประธานรัฐสภาฯ ว่าเรื่องใดบ้าง ซึ่งเรื่องอาคารที่จอดรถอยู่ลำดับที่ 1 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข โดยในช่วงปลายปี 67 จะมีงบประมาณเหลือจ่ายบางรายการประกอบกับเห็นว่าเป็นนโยบายที่มีความจำเป็น ซึ่งมีการนำเข้าคณะกรรมการแบบแผนและงบประมาณของสำนักงาน มีการพิจารณาตามขั้นตอน โดยเรื่องดังกล่าวมีการปรึกษาไปที่สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลางที่ดูภาพรวมในการที่จะดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.ฯ ได้ตั้งต้นซักถามต่อประเด็นการจ้างออกแบบก่อสร้างอาคารที่จอดรถรัฐสภาตามแนวถนนสามเสน ซึ่งพบประกาศของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจ้งถึงการประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างออกแบบ คือกิจการค้าร่วม กลุ่มบริษัท AGCC วงเงิน 104 ล้านบาท ลงวันที่ 25 มีนาคม 2568 ทั้งนี้พบด้วยการการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ได้เตรียมจัดทำห้องไว้เพื่อประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ ตัวแทนของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ชี้แจงว่า หลังจากที่ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาจ้างออกแบบแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามจ้าง เนื่องจาก 2 บริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคานั้นอุทธรณ์ จึงทำให้ต้องตรวจสอบรายละเอียด 

ขณะที่นายอรุณ ชี้แจงว่า การเสนอโครงการดังกล่าวเป็นเพราะเรื่องปัญหาที่จอดรถ รวมถึงกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ เตรียมจะมีสำนักอาคารสถานที่ ทำให้ต้องพิจารณาถึงห้องทำงาน เพราะปัจจุบันห้องทำงานที่มีอยู่ไม่สะดวก ดังนั้นจึงออกแบบพื้นที่เพื่อให้รองรับเจ้าหน้าที่ จำนวน 500 คน  และยืนยันว่าไม่มีการทำห้องไว้สำหรับประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ  ขณะที่ลักษณะอาคารนั้นอยู่ชั้นใต้ดินทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ในการตั้งคำถามของกมธ. พบว่านายปดิพัทธ์ ตั้งคำถามว่า กรณีที่ระบุว่าใช้งบเหลือจ่ายเพื่อดำเนินการดังกล่าว จากที่ตนมีประสบการณ์พบว่าการใช้งบส่วนดังกล่าวนำออกมาใช้ยากมาก โดยครั้งหนึ่งเคยมีการเสนอเพื่อซื้อเครื่องกรองน้ำ ติดตั้ง 3 จุด วงเงิน 20,000 บาท  ต้องใช้การพิจารณา 2 ปี เพราะใช้วิธีแบบเดียวกับที่จ้างผู้ออกแบบไม่ได้ ดังนั้นกรณีที่เสนอโครงการดังกล่าวเป็นเพราะฝ่ายการเมืองต้องการใช่หรือไม่

“ผมเข้าใจว่าพวกท่านโดนตำหนิ เพราะผู้ติดตามสว.มีจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกกดดัน แต่การใช้วิธีเร่งรัดพิเศษเป็นสิ่งที่ส่อว่าจะขัดกับระเบียบเรื่องนี้เป็นดำริของประธานสภาฯ หรือนโยบายของใคร ทั้งนี้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่งด้วยใช่หรือไม่” นายปดิพัทธ์ ซักถาม

ทำให้ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงว่า แม้ว่าประธานสภาฯ จะเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณา แต่ได้มอบให้ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ แต่หากมีประเด็นที่จะมอบหมายให้นายพิเชษฐ์ไปเข้าร่วมประชุมเฉยๆ ทั้งนี้การกำหนดโครงการดังกล่าวเป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาและประเมินปัญหาที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง ได้ตั้งประเด็นซักถามถึงการทำโครงการอาคารที่จอดรถ จำนวน 4,600 คันมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ว่า การดำเนินการวางแผนออกแบบดังกล่าวนั้นผิดกฎหมายจ รวมถึงการจัดสร้างที่จอดรถชั้นใต้ดินนั้นควรพิจารณาทางเลือกอื่นที่ประหยัด นอกจากนั้น การใช้กระบวนการโอนงบประมาณที่เกิดขึ้นเข้าใจว่าเป็นโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทที่สภาฯดำเนินการภายใน 2 ปี ขณะที่การจ้างผู้ออกแบบก่อสร้างแต่ไม่ได้ลงนามสัญญาจ้างเพราะถูกอุทธรณ์ ทางกมธ.ขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้จัดส่งเอกสาร ที่เกี่ยวข้องรวมถึงชวเลขของการประชุมคณะกรรมการที่พิจารณา

ต่อจากที่ประชุม ได้ตั้งประเด็นซักถามถึงโครงการพัฒนาระบบภาพยนตร์ 4 มิติ ห้องบรรยายใหญ่ B1 และ B2 ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 180 ล้านบาท โดยกมธ.ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า พร้อมเปรียบเทียบว่าประชาชนที่เข้ามาชมงานรัฐสภาต้องการเจอ สส.ตัวจริงมากกว่าการชมภาพถ่ายหรือในวิดีโอ ทั้งนี้ นายทิตวัจน์ ณรงค์แสง ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานสารนิเทศ สำนักประชาสัมพันธ์ ชี้แจงว่าเป็นการทำโครงการแบบผิดฝาผิดตัว เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในงานของสารสนเทศ แต่ได้ให้กลุ่มงานโสตทัศณูปกรณ์ดำเนินการ และเมื่อทำโครงการแล้วพบว่าเป็นโครงการพัฒนาระบบแทนที่ความต้องการที่แท้จริงคือ การทำห้องและปรับปรุงงานสารนิเทศ เพื่อรองรับผู้เยี่ยมชมรัฐสภา อย่างไรก็ดีสำนักงานเสนอโครงการไปทั้งสิ้น 9 โครงการ แต่ได้รับการอนุมัติคำขอ 3 โครงการ รวมงบ 5 ล้านบาท ซึ่งพบว่างบเพื่อจัดซื้อน้ำดื่มถูกตัดลงไปทำให้ไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องแปรญัตติเพิ่มเติม

“ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กด้อยโอกาส เป็นสส. หรือส่งเสริมการปกครองตนเอง ทั้งนี้เงิน 180 ล้านบาทอนาคตอาจแพงกว่านี้ ดังนั้นเมื่อได้เริ่มถือว่าดีเสมอ ซึ่งในรายละเอียดอาจไม่ถึง 180 ล้านบาทก็ได้ แต่เมื่อได้มาแล้วต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชน ถ้าสส.เห็นว่าไม่จำเป็น ก็แล้วแต่ท่าน” นายทิตวัจน์ กล่าว

ทั้งนี้ ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวที่ตนทราบมาจากกมธ.กิจการสภาฯ ที่ดูงานที่ กฟภ. ซึ่งมีการฉายภาพยนตร์ 4มิติให้นักเรียนได้ชม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทะเล ทำให้นักเรียนที่ได้ชมชื่มชอบ ดังนั้นกมธ.จึงเปรยว่าอยากให้นักเรียนที่มาเยี่ยมชมรัฐสภาประทับใจ กับสำนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งเข้าใจว่าเดิมจะทำให้มีศูนย์การเรียนรู้ แต่พบว่าได้ออกแบบเป็นโรงภาพยนตร์ เข้าใจว่าคงอยากให้นักเรียนมากรี้ดที่สภาฯ บ้าง

ขณะที่โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว นายพริษฐ์ ตั้งคำถามว่า มีการพูดถึง 5 เหตุผล ที่มีการจะปรับปรุงศาลาแก้ว จึงอยากให้เจ้าของโครงการชี้แจงว่าการปรับปรุงศาลาแก้วจะส่งเสริมเหตุผลดังกล่าวได้อย่างไรคือ 1.จะพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐอย่างไร 2.ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร 3.จะสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้อต่อการตัดสินใจและการประชุมที่มีประสิทธิภาพอย่างไร 4.สนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างไรและ 5.จะสนับสนุนการพัฒนาภาครัฐให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพอย่างไร 

ทำให้นายเจษฎา ชี้แจงว่า ในส่วนของการปรับปรุงศาลาแก้วได้มีการตั้งคณะกรรมการมาหนึ่งชุดในการปรับปรุงศาลาแก้วและห้องประชุมงบประมาณ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงศาลาแก้วภาพรวม คือเป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่กำลังจะทำแท่นฐานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 และในส่วนของพื้นที่ต่อเนื่องด้านหน้าซึ่งมีการใช้พื้นที่เพื่อที่จะปรับภูมิทัศน์ให้ประชาชนและผู้ที่เข้ามายังบริเวณรัฐสภาก็สามารถใช้พื้นที่พื้นที่บริเวณด้านหน้าให้เต็มประสิทธิภาพ ฉะนั้น ศาลาแก้วเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงภูมิทัศน์และฟังก์ชันในการใช้งานทั้งหมดของบริเวณด้านหน้ารัฐสภา ซึ่งในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเราใช้ในการต้อนรับผู้นำต่างประเทศที่มาเยี่ยมเยียนรัฐสภาโดยปกติจะใช้ในส่วนของด้านปลาอานนท์ในการรับผู้นำประเทศ ที่เป็นบริเวณติดแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในส่วนที่ติดของถนนสามเสนนั้น เมื่อมีการทำสถานีรถไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยตรงนี้ก็จะเป็นภูมิทัศน์ที่สามารถรองรับผู้นำหรือผู้ที่มารัฐสภา จึงเป็นพื้นที่ที่สามารถรองรับได้

นายเจษฎา กล่าวว่า ส่วนข้อสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจและการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพคือในการต้อนรับผู้นำหรือแขกที่มา โดยในส่วนของการปรับปรุงศาลแก้วมีสองส่วนคือศาลาด้านที่หนึ่งจะเป็นศาลาพิธีการสามารถที่จะรองรับพิธีการต่างๆได้ และศาลาอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นของการจัดเลี้ยงหรือสามารถรองรับในการทำกิจกรรมที่ให้ประชาชนหรือผู้ที่มาติดต่อทางรัฐสภาสามารถใช้บริการในแง่ที่ติดต่อได้ และนอกจากจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์แล้ว เรายังมีสวน บ่อน้ำ และสระบัวต่างๆ ให้ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่ยังบริเวณได้เพิ่มมากขึ้น และในแผนต่างๆในเรื่องของการปรับภูมิทัศน์ ยังไม่ได้กำหนดลงในทีโออาร์ทั้งหมด แต่อาจจะมีเรื่องทำน้ำพุหรือจัดภูมิทัศน์ที่จะให้ประชาชนใช้พื้นที่หน้าอาคารรัฐสภาได้ และภาพรวมการใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้าทั้งหมดจะมีส่วนต่อเชื่อมพระบรมราชานุสาวรีย์ รวมถึงส่วนของสวนที่ประชาชนเข้ามาใช้บริการ จึงเป็นการสรุปว่าเป็นการบริหารจัดการภาครัฐที่ให้ประชาชนได้เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้าของอาคารรัฐสภา 

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับตนมองว่าเชื่อมโยงยากว่าการมีศาลาแก้วจะสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้อต่อการตัดสินใจ และการประชุมที่มีประสิทธิภาพอย่างไร ตนไม่เห็นความเชื่อมโยงจริงๆ เหมือนท่านกำลังจะบอกว่าลงทุนไปหมื่นล้านบาทอลังการยังไม่พอต้องมีศาลาแก้วมาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดีขึ้น ตนเข้าใจว่าผู้ชี้แจงนั้นมาชี้แจงแทนหน่วยงาน แต่ตนหาความเชื่อมโยงยากจริงๆ

ขณะที่นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตรองประธานสภาฯ และเคยได้รับผู้แทนจากต่างประเทศต่างๆทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสภาฯของเราฟุ่มเฟือย ใหญ่เกินไป ซึ่งตนคิดว่าโครงการนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่างในปีหน้าก็อาจจะมีอีก แต่การตกแต่งสภาอาจจะไม่มีวันสิ้นสุด หากเราคิดว่าการตกแต่งพวกนี้จะส่งเสริมภารกิจของสภาซึ่งความจริงภารกิจของสภาคือประสิทธิภาพของการพิจารณากฎหมาย มองว่าร้อยล้านหากเทียบกับโครงการอีกหลายร้อยล้าน อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับหน่วยงานราชการ แต่ถ้ามองสะท้อนไปในบริบทประเทศ ตนคิดว่าเรื่องนี้ผ่านไปท่ามกลางความสาปแช่งของคนในประเทศแน่นอน และตนรับประกันว่าจะไม่ได้ใช้งาน เพราะที่รับรองของเรามีอยู่แล้ว

นายเจษฎา ชี้แจงว่า ศาลาแก้วเป็นส่วนหนึ่งในการปรับภูมิทัศน์ในอาคารรัฐสภาด้านหน้า ซึ่งศาลาแก้วตามเดิมคอนเซปเดิมก็เป็นศาลาและเป็นอาคารเรือนชานลักษณะการนั่งกับพื้น ไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้ ซึ่งสามารถเข้ามาใช้บริเวณตัวศาลาในการนั่งพักผ่อนและประชาชนสามารถเข้ามาใช้งานได้ตามที่ผู้ออกแบบได้ตั้งใจไว้ แต่ในทางสำนักงานก็มองว่าการที่จะใช้บริเวณด้านหน้ายกระดับการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในการที่จะเป็นสถานที่ รองรับมาเยือนของผู้ที่มาเยี่ยมเยียนเป็นแขกของรัฐสภา อีกส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งคือในอนาคตจะมีแท่นฐานและพระบรมราชานุสาวรีย์ ซึ่งอาจจะมีรัฐพิธีต่างๆที่รองรับพลับพลาที่ประทับ ในภาพรวมจึงอยากให้มองว่าเป็นการปรับภูมิทัศน์ด้านหน้าทั้งหมด ซึ่งตัวศาลาแก้วก็เป็นส่วนหนึ่งของตรงนั้น ในส่วนของพลังงานในคณะกรรมการพิจารณาก็พิจารณาในส่วนตรงนี้ด้วยเช่นกัน ในเรื่องของการติดแอร์ เรื่องของการปรับภูมิทัศน์แบบไหนที่ให้คงสภาพเป็นศาลาแก้วอยู่ และการติดแอร์ไม่ได้เป็นอาคารถาวร ฉะนั้น ในส่วนของที่กั้นพื้นที่ในการที่จะไม่ให้แอร์ออกหรือเป็นบางส่วนให้เห็นตัวอาคาร ซึ่งในเรื่องของการใช้พลังงานคงไม่ได้เป็นฟังก์ชันหลักของการเปิดแอร์เพื่อจะรองรับคนที่เข้ามาในบริเวณนี้ ก็ยังคงความเป็นศาลาอยู่แต่ในการใช้งานบางประเภทที่ต้องมีการตั้งรับหรือในช่วงเวลาที่มีความร้อนก็อาจจะดึงในบางส่วน เช่นผ้าใบที่สามารถกั้นแสงแดดได้ ส่วนของการใช้ศาลาแก้วบ่อยใช้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการใช้พื้นที่ในการทำกิจกรรม และปัจจุบันการรับผู้นำต่างประเทศที่มาเยี่ยมเยียนรัฐสภา 1 เดือน ประมาณ 3-5 ครั้ง 

นายเจษฎา ชี้แจงด้วยว่า ในขณะที่โครงการปรับปรุงฉากหลังบัลลังก์ 133 ล้านบาท นายเจษฎา กล่าวว่า มีคณะกรรมการในการพิจารณาเบื้องต้นการออกแบบฉากหลังเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาตั้งแต่รัฐสภาก่อนหน้านี้ เรื่องที่สืบเนื่องมาตลอด และฉากหลังในรูปแบบเดิมคือการใช้ผ้าแคนวาสและลักษณะรูปภาพที่ใช้เป็นศิลปะไทย ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาแล้วว่าฉากหลังขอให้เป็นเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยโดยจุดตั้งต้นตั้งแต่ปี 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีเรื่องราว โดยเชิญกรมศิลปากรมาช่วยออกแบบฉากหลังบัลลังก์ให้ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ให้ข้อคิดเห็นว่าการใช้ทำเป็นศิลปะนูนสูง คือลักษณะการใช้บรอนซ์ ในการตัดเป็นชิ้นเล็กๆและมาต่อในบริเวณฉากทั้งหมด ซึ่งต้องใช้บรอนซ์ ทั้งหมด 16 ตัน เพื่อทำเป็นฉากหลังและมีเรื่องราวตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน 

ทำให้นายพริษฐ์ กล่าวว่า ท่านพูดถึงคณะกรรมการบ่อยมาก ในแต่ละโครงการเป็นชุดเดียวกันหรือไม่ ตั้งโดยใคร 

นายเจษฎา จึงชี้แจงว่า ทั้งหมดเป็นคำสั่งรัฐสภาในการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆเพื่อที่จะศึกษาในแต่ละเรื่องอย่างรอบด้านทั้งเหตุผล ความจำเป็นที่มา และงบประมาณ ซึ่งข้อสรุปที่ได้จากรายงานจะเสนอขึ้นประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณารับทราบ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในตอนท้ายการประชุม นายพริษฐ์ กล่าวว่ากรณีที่หน่วยงานเสนอของบประมาณ และบอกให้ไปตัดในชั้นกรรมาธิการ ตนไม่สามารถยอมรับในบรรทัดฐานดังกล่าวได้ ดังนั้นเมื่อสังคมตั้งคำถามเรื่องดังกล่าว ควรพิจารณาทบทวน ว่าไม่ควรเสนออะไรฟุ่มเฟือย และเป็นโครงการที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง

“ผมขอคำยืนยันจากหน่วยงานว่าจะยุติการเสนอของบประมาณในโครงการต่างๆ หรือไม่ แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่ใช่ผลลัพท์ทางกฎหมาย แต่จะมีประโยชน์เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญตัดงบง่ายขึ้น เพราะหน่วยงานเปลี่ยนใจว่าไม่จำเป็น  และแม้ว่าจะให้กรรมาธิการวิสามัญตัดในการพิจารณางบประมาณ แต่อาจเกิดกรณีซ้ำกับการใช้เงินร้อยล้านบาทเพื่อจ้างออกแบบ ทั้งที่โครงการหลักยังไม่อนุมัติ และหากหน่วยงานต้นทางเห็นด้วยกับการยุติโครงการ เชื่อว่าจะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้” นายพริษฐ์ กล่าว

ทางด้าน เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า โครงการที่เสนอของบประมาณ นั้นเป็นกระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เสนอตามคำของบประมาณ ซึ่งต้องผ่านการรับฟังความเห็น หากให้ตนพิจารณาจะเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะกระบวนการไม่ได้เริ่มที่ตน ดังนั้นเบื้องต้นตนจะหารือกับหน่วยงานเจ้าของโครงการ รวมถึงประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ

บอร์ดแพทยสภายืดเยื้อ! ถกจริยธรรมหมอรักษา ‘ทักษิณ’ ยังไม่จบ

บอร์ดแพทยสภายืดเยื้อ! ถกจริยธรรมหมอรักษา ‘ทักษิณ’ ยังไม่จบ

บอร์ดแพทยสภายืดเยื้อ! ถกจริยธรรมหมอรักษา ‘ทักษิณ’ ยังไม่จบ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

ยืดเยื้อ!!บอร์ดแพทย์สภา ถก จริย ธรรมหมอรักษา ‘ทักษิณ’ ยังไม่จบ เลื่อนแถลงรอบแรก เป็นบ่าย 3 วันนี้ เช็คลิสต์คนร่วมประชุม กว่า60 คน บางส่วนส่งผู้แทนร่วม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.40 น.  ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข แพทยสภานัดประคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ ซึ่งเป็นประชุมประจำเดือนพฤษภาคม โดยหนึ่งวาระของการประชุมวันนี้ คือการนำเสนอผลสรุปการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองของแพทยสภา กรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

โดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยเริ่มการประชุมตั้งแต่เวลา 13.00 น. และจากเดิมมีกำหนดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลของการประชุมในเรื่องดังกล่าวในเวลา 14.00 น. ปรากฏว่าที่ประชุม ได้มีการ ปรึกษาหารือกันอย่างเข้มข้นจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงได้ ประกาศแจ้งต่อสื่อมวลชนที่มาปักหลักรอทำข่าวว่าเลื่อนการแถลงข่าวออกไปเป็นเวลา 15:00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ มีประมาณ 70 คน ประกอบด้วย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 28 คณะ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนนายแพทย์ใหญ่ รพ.สี่เหล่าทัพ คือ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า มีคณะกรรม การที่เข้าร่วมประชุมราวๆ 60 คน ในส่วนของผู้ที่ลาประชุมเบื้องต้นคือ ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา ติดภารกิจไปต่างประเทศ สัดส่วนผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงษ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน อธิบดีกรมการแพทย์ และพญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ซึ่งปรากฏว่า กรรมการทั้ง 3 คนได้ส่งผู้แทนมา เข้าประชุมแทน เนื่องจากติดภารกิจ

สานต่อมิตรภาพ! ‘นายกฯ’ต่อสายผู้นำออสซี่แสดงความยินดี หลังชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2

สานต่อมิตรภาพ! 'นายกฯ'ต่อสายผู้นำออสซี่แสดงความยินดี หลังชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2

สานต่อมิตรภาพ! ‘นายกฯ’ต่อสายผู้นำออสซี่แสดงความยินดี หลังชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

นายกฯ แพทองธาร หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แสดงความยินดีต่อการชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 มุ่งสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย-ออสเตรเลียในทุกมิติ

8 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. ณ ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายแอนโทนี อัลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย 
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ในโอกาสที่พรรคแรงงานแห่งออสเตรเลีย (Australian Labor Party: ALP) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 โดยได้รับเลือกกลับมาอีกครั้งติดต่อกันเป็นสมัยที่สอง สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาชนออสเตรเลียที่มีต่อนายแอนโทนี อัลบาเนซี และพรรคแรงงานแห่งออสเตรเลีย 
 
ด้านนายแอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่โทรมาแสดงความยินดีครั้งนี้ พร้อมกล่าวถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และหวังว่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในระดับนายกรัฐมนตรีในโอกาสอันเหมาะสม 
 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันในระดับผู้นำ และผลักดันความร่วมมือทวิภาคีให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

รอ’สภาสูง’ไฟเขียว! ที่ประชุมคกก.สรรหาฯเคาะ’สราวุธ-สุธรรม’นั่งตุลาการศาลรธน.

รอ'สภาสูง'ไฟเขียว! ที่ประชุมคกก.สรรหาฯเคาะ'สราวุธ-สุธรรม'นั่งตุลาการศาลรธน.

รอ’สภาสูง’ไฟเขียว! ที่ประชุมคกก.สรรหาฯเคาะ’สราวุธ-สุธรรม’นั่งตุลาการศาลรธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.05 น.

ที่ประชุม คกก.สรรหาฯ เคาะ”สราวุธ-สุธรรม” นั่ง”ตุลาการศาลรธน.”แทนตำแหน่งว่าง ส่งต่อ”สภาสูง”ยกมือโหวต

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 2 คน ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กับ นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในรอบที่สอง

จากผู้สมัครทั้งหมด 7 คน คือ

1.นายธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร อายุ 48 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร

2.นายไชยันต์ ไชยพร อายุ 65 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ อายุ 62 ปี ศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

4.นายธัญญา เนติธรรมกุล อายุ 62 ปี อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

5.ร.ต.ท.อุทัย อาทิเวช อายุ 67 ปี อดีตรองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด

6.นายสราวุธ ทรงศิวิไล อายุ 60 ปี อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5)

7.น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อายุ 60 ปี อดีตอธิบดีกรมคุมประพฤติ และอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี สมัครคุณสมบัติตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5)

โดยมีรายงานว่า ผลการสรรหาของคณะกรรมการ ได้มีมติเห็นชอบเสนอชื่อบุคคลผู้เข้ารับการสรรหาด้านการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ คือ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ศาสตราจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ขณะที่ชื่อบุคคลผู้เข้ารับการสรรหาที่เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี คือ สราวุธ ทรงศรีวิไล อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางราง และอดีตอธิบดีกรมทางหลวง

ทั้งนี้ ผู้ที่จะได้รับการสรรหาเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งนั้น ต้องได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหาฯ และจะเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติว่า จะให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป

ผลเสี่ยงทาย! ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

ผลเสี่ยงทาย! 'พระโคพอ-พระโคเพียง'เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

ผลเสี่ยงทาย! ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

9 พฤษภาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็น องค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น การทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทยการจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 –09.09 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา ประจำปี พ.ศ. 2568 คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ส่วนเทพีคู่หาบทอง คือ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน คือ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย 

พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง โดยพระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 214 เซนติเมตร อายุ 13 ปี ส่วนพระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 239 เซนติเมตรความสมบูรณ์รอบอก 210 เซนติเมตร อายุ 13 ปี พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน ในปีนี้ กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ

โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2567 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2568 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ 1. ขาวดอกมะลิ 105จำนวน 1,275 กิโลกรัม 2. กข 79 จำนวน 420 กิโลกรัม 3.กข 85 จำนวน 500 กิโลกรัม 4. กข 99 (หอมคลองหลวง 72) จำนวน 710 กิโลกรัม 5) กขจ 1 (วังทอง 72) จำนวน 600 กิโลกรัม 

พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ 1. กข 6 จำนวน955 กิโลกรัม และ 2. กข 24 (สกลนคร 72) จำนวน 420 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 4,880 กิโลกรัม ถือเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนา ทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรในวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ 

สำหรับพระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไปเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน ได้แก่ หากหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาใน ที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน สำหรับการอุปโภคและบริโภคอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนพระโคกินเลี้ยงคือหากพระโคกิน ข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี พระโคกิน ถั่วเขียวหรืองาพยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน น้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และหากพระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยงโดยพราหมณ์จะเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค เมื่อพระโคกินของสิ่งใด โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ 

โดยในปีนี้พระยาแรกนา เสี่ยงทายผ้านุ่งได้ผ้า 5 คืบผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  ส่วนพระโคกินเลี้ยงปีนี้พระโคกิน น้ำ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ชี้ชัด! ‘ปราสาทตาเมือนธม’ มิใช่ข้อพิพาท ‘กรมศิลปากร’ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

ชี้ชัด! 'ปราสาทตาเมือนธม' มิใช่ข้อพิพาท 'กรมศิลปากร'ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

ชี้ชัด! ‘ปราสาทตาเมือนธม’ มิใช่ข้อพิพาท ‘กรมศิลปากร’ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.41 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” โพสต์เรื่อง “ปราสาทตาเมือนธม” มีเนื้อหาระบุว่า [ นักการเมืองมาแล้วก็จากไป … แต่อธิปไตยของชาติไทยต้องอยู่แบบมั่นคงสืบไป ]

กรมศิลปากร เคยออกมาให้ข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๓ ว่า “ปราสาทตาเมือนธม” อยู่ฝั่งไทย โดยกรมศิลปากรทำการสำรวจพบและขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ หรือเมื่อ ๙๐ ปีที่แล้ว และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี

ซึ่งที่ผ่านมากรมศิลปากรได้บูรณะ โดยทางการกัมพูชารับรู้มาตลอด อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังได้สร้างเส้นทางเที่ยวชมสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย อย่างไรก็ตามหากกัมพูชาอ้างสิทธิการถือครองพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมจริง ไทยต้องยืนยันว่าพื้นที่ชายแดนจุดนี้เป็นของเรา โดยใช้แผนที่ตามหลักสากล ซึ่งแบ่งพื้นที่ตามหลักสันปันน้ำ

อนึ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” ตัวปราสาทอยู่บนเนินเขาสร้างคร่อมโขดหินธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ในรูปของสยัมภูศิวลึงค์ และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม ตั้งอยู่ในช่องเขาตาเมือน (หรือช่องเขาตาเมียง) เทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ ๘ ตำบลบ้านตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน (ธม เป็นภาษาเขมร แปลว่า ใหญ่) ซึ่งประกอบด้วยปราสาทหินสามหลัง เรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือน

ดังนั้น กัมพูชารับรู้มาตลอด แต่ตีเนียน คิดแต่จะสร้างสถานการณ์ ปลุกระดมคนกัมพูชา ที่ชักจูงได้ง่าย โดยไม่ใช้สติและปัญญาไตร่ตรองถึงข้อเท็จจริงก่อน ให้ดำเนินไปเหมือนกรณี “ปราสาทพระวิหาร”

“ปราสาทตาเมือนธม” มิใช่ข้อพิพาท และอย่าพยามยามทำให้เป็น “ข้อพิพาท” และการที่ทหารกัมพูชา ขึ้นมาถึงปราสาทตาเมือนธม นั่นคือ “การรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทย”

ฝากถึงผู้มีอำนาจ จะได้รู้ว่าทำไม ทหารไทยถึงไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว เพราะทหารหาญ มีหน้าที่ปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติไทยให้คงอยู่

เนื้อหาบางส่วนจาก อาจารย์ พฤฒิพล ประชุมผล

#โบราณนานมา #ปราสาทตาเมือนธม #ไทย #กัมพูชา #เขมร