‘ไลฟ์โค้ชอิ๊งค์’ฮาวทูดูแลสุขภาพกาย-ใจ ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว

'ไลฟ์โค้ชอิ๊งค์'ฮาวทูดูแลสุขภาพกาย-ใจ ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว

‘ไลฟ์โค้ชอิ๊งค์’ฮาวทูดูแลสุขภาพกาย-ใจ ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

‘ไลฟ์โค้ชอิ๊งค์’ ฮาวทูดูแลสุขภาพกาย-สุขภาพใจ ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัว แนะคุณแม่รับฟังลูกสร้างพื้นที่ปลอดภัยในครอบครัว

6 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานเดือนแห่งสุขภาพใจ “Mind Month” โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข กล่าวรายงาน จากนั้น

นายกฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในวันนี้ ความจริงแล้วสุขภาพจิต สุขภาพใจเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ถูกมองข้ามไป ตัวดิฉันเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเรามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ถ้าสุขภาพใจเราไม่แข็งแรงการที่จะทำเรื่องอะไรต่างๆเดินต่อไปในชีวิตเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ถ้าใจเราไม่มีความสุข เราจะไม่มีจุดหมายที่จะทำต่อๆไปในชีวิต วันนี้ประทับใจมากที่ประเทศไทยเราได้หันมามุ่งเน้นในการช่วยน้องๆเด็กเล็กๆที่กำลังเป็นอนาคตของชาติในอีกไม่กี่ปีให้เขาได้เรียนรู้วิธีการดูแลจิตใจตัวเอง เพื่อดำเนินชีวิตไปได้อย่างราบรื่น 

นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างที่ทราบกันดิฉันมีลูกเล็กอยู่ 2 คน อยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเขาอย่างน้อยเราเป็นแม่ ไม่ว่าจะเป็นแม่มานานแค่ไหน หรือเพิ่งตั้งท้อง สิ่งสำคัญคือเราต้องให้เวลาและให้การรับฟังลูกของเรา  ดิฉันเองงานยุ่งอาจจะไม่ได้มีเวลามาก เมื่อมีเวลาก็พยายามรับฟังเขาให้มาก และคอยพยายามสอนเขาในเรื่องที่เวลาเขาอยากจะเล่าอะไรให้เราฟัง ดิฉันก็ตั้งใจฟังว่าเด็กต้องการสื่ออะไร เขามีเรื่องอะไรในใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ต้องเป็นเด็กก็ได้ เราเองเป็นผู้ใหญ่ทุกวันนี้ว่าเรามีปัญหา ถ้ามีคนรับฟัง และพร้อมที่จะเข้าใจเราทำให้รู้สึกว่ามีคนรับฟัง  แน่นอนต่อไปในอนาคตเรื่องของสุขภาพกาย และสุขภาพใจต้องทำคู่กัน

“วันนี้เราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพใจ การเข้าพบแพทย์หรือการขอคำปรึกษาไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องแปลก ไม่ได้แปลว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มันแปลว่าเราเริ่มที่จะรู้ตัวว่าเราต้องดูแลตัวเองอย่างไร มันไม่ง่ายเหมือนอาหาร เรารู้กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ แต่บางทีเรื่องของจิตใจเราไม่ทราบว่าต้องดูแลอย่างไร ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำให้เรื่องนี้ปกติมากขึ้น ให้เรามีทางออก เพราะในชีวิตแต่ละคนการตัดสินใจของแต่ละคนไม่ได้เหมือนกัน เจอเรื่องมาไม่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าเรามีทางออกที่พึ่ง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ ฉะนั้นเรื่องของจิตใจ รัฐบาลสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่และผลักดันเรื่องนี้ให้เด็กๆน้องๆโตขึ้นไปยังแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ” นายกฯกล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในวันนี้เรามีตัวเลขที่เราจะเน้นในเรื่องของระบบสาธารณ การส่งเสริมการดูแลและฟื้นฟูจะเห็นได้จากนโยบายสำคัญด้านสุขภาพจิตในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ปีนี้ครอบคลุมคนไทยทุกช่วงวัย 13.5 ล้านคน โดยเฉพาะนโยบายสำคัญที่การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต 37 แห่งภายในเดือนพ.ค.นี้และขยายไป 340 แห่งภายในสิ้นปีนี้เพื่อให้ประชาชนกว่า 1 ล้านคนได้รับการศึกษาและดูแลก่อนที่จะมีการเจ็บป่วยทางใจ ฉะนั้นจิตใจที่เข้มแข็งมาจากครอบครัวที่เปิดใจรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ให้กันและกันซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นสังคมไทยที่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน

จากนั้น น.ส.แพทองธาร ร่วมเสวนากับตัวแทนครอบครัวจากกลุ่มอาชีพต่างๆ โดยครอบครัวแรกเป็นอินฟลูเอนเซอร์คุณแม่ลูก 3 จากช่องติ๊กต๊อก สอบถามนายกฯว่า เมื่อมีคนติดตามเยอะ มีความคาดหวังและแรงกดดันมาถึงลูกๆ จะดูแลลูกๆอย่างไร โดยนายกฯ ตอบว่า เมื่อครอบครัวของเราเข้มแข็งเด็กๆไม่ได้สนใจกระแสสังคม เมื่อครอบครัวเข้มแข็งทำให้ลูกๆรู้สึกถึงความปลอดภัยมั่นคงและเราควรคาดหวังในสิ่งที่เขาทำได้ เช่น หากลูกอายุ 2 ขวบก็คาดหวังสิ่งที่เขาจะทำได้ตามช่วงวัย และเมื่อเราเป็นคนสาธารณะคุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติให้ชัดเป้าหมายที่เราวางไว้คืออะไร 

ขณะที่ครอบครัวคู่รัก LGBTQIA+ พาลูกมาด้วย ได้ถามนายกฯว่า ยังมีสังคมบางส่วนที่ไม่ยอมรับครอบครัวเรา นายกฯจะให้คำแนะนำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ความรักทุกรูปแบบเป็นเรื่องที่ดี บางคนโตมากับพ่อแม่ บางคนโตมากับคุณลุงคุณป้า หากได้ความรักที่ดีทุกคนจะเข้มแข็งและเป็นคนที่ดีของสังคมได้ เพราะมนุษย์ต้องการความมั่นคง เมื่อทั้งสองรักกันก็จะทราบว่าความรักนั้นจริงหรือไม่ มีคุณค่ามีความหมายมากน้อยแค่ไหน อย่างตนเมื่อถึงวันหนึ่งหากลูกเลือกทางอะไรก็แล้วแต่ที่เขามีความสุข และเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่จมกับเรื่องนั้น สามารถก้าวเดินต่อไปได้ ตนจะถือว่าเป็นเรื่องที่เก่งมาก

‘วันนอร์’พร้อมให้คุ้ยตรวจสอบของบฯรีโนเวตสภาฯ เป็นงง‘ศาลาแก้ว’สร้างไว้ทำไม

‘วันนอร์’พร้อมให้คุ้ยตรวจสอบของบฯรีโนเวตสภาฯ เป็นงง‘ศาลาแก้ว’สร้างไว้ทำไม

‘วันนอร์’พร้อมให้คุ้ยตรวจสอบของบฯรีโนเวตสภาฯ เป็นงง‘ศาลาแก้ว’สร้างไว้ทำไม

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.11 น.

ยินดีไม่มีปัญหา! ‘ประธานสภาฯ’พร้อมให้คุ้ยตรวจสอบของบฯรีโนเวตสภาฯ เพื่อความโปร่งใส สง่างาม เป็นศักดิ์ศรีของ ‘สถาบันนิติบัญญัติ’  แจงขั้นตอนต้องผ่านหลายด่าน-เจอปรับลดได้ ปัดตั้งงบฯ เผื่อโดนตัด ชี้มีขั้นตอนตามมาตรฐาน-กม. เป็นงง ‘ศาลาแก้ว’ สร้างทำไม-สัมพันธ์กันตอนไหน แต่ปล่อยไว้ก็เป็นอนุสาวรีย์เปล่า ต้องทำให้สมบูรณ์ประชาชนได้ใช้ 

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีข้อวิพากษ์วิจารณ์การทำคำของบประมาณเพื่อมาปรับปรุงอาคาร และสถานที่รัฐสภามีความจำเป็นหรือไม่รวมถึงการของบฯ ที่มีจำนวนสูงว่า ความจริงไม่ได้เป็นการต่อเติม แต่อย่างใด เพราะอาคารรัฐสภาสร้างเสร็จ และมีการตรวจรับแล้ว แต่สิ่งที่เป็นข่าวเท่าที่ตนติดตามเป็นการเพิ่มเติมสิ่งที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ เช่น ห้องประชุมชั้นบี 2 ที่สร้างเสร็จแล้วจุได้ 1,500 คน แต่ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ไม่มีเวทีการประชุม ไม่มีจอ ไม่มีเครื่องเสียง รวมถึงไฟไม่สว่าง ทางคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภาผูแทนราษฎร  ตลอดผู้บริหารสภาฯ เห็นว่าควรจะทำให้สมบูรณ์ เพื่อให้ประโยชน์ให้เต็มที่ ก่อนหน้านี้เราทำงานมา 5-6 ปี ไม่มีใครกล้าไปทำ เพราะยังไม่มีการส่งมอบการก่อสร้างอาคารฯ เกรงว่าจะเป็นปัญหา นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมชั้นบี 1 ที่เป็นในลักษณะเดียวกันอีกด้วย ก็ต้องทำให้สมบูรณ์ รวมถึงศาลาแก้ว ที่ไม่สามารถใช้งานได้ ก็อยากจะเติมให้สมบูรณ์ 

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า ขณะที่ขั้นตอนการของบประมาณ ขณะนี้เป็นการเสนอไปยังสำนักงบประมาณ และสำนักงบฯ ต้องตัดตอนไปอีกหลายอย่าง บางอย่างอาจจะไม่ได้เลยก็ได้ บางอย่างจำเป็นแต่ราคาไม่ตรงกับมาตรฐานราคาหากสำนักงบฯเห็นว่าราคาไม่ตรงตามมาตรฐานราคา ก็ต้องตัดออก เมื่อผ่านสำนักงบฯ รัฐบาลก็จะส่งมาให้กมธ.งบประมาณของสภาฯพิจารณา ก็จะมีการตัดอีกรอบ ตนถือว่าเป็นสิ่งที่ดีในการตรวจสอบงบประมาณของสภาฯ ให้มีความโปร่งใสมากที่สุด เพราะเราเป็นหน่วยงานของนิติบัญญัติ การที่สส.ทุกคน ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ได้ช่วยกันตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส เป็นเรื่องที่ดี หากในขั้นตอนการใช้งบฯ เมื่อได้รับงบฯมาแล้ว การประมูล การประกวดราคา ไม่โปร่งใส ก็อยากให้สส.ตรวจสอบ รวมถึงใช้แล้วได้ประโยชน์อย่างไร 

“ทางเลขาธิการสภาฯ แจ้งมายังผมแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนคำของบประมาณ บางอย่างก็ไม่ได้ เช่น ที่จอดรถ ไม่ได้ทั้งหมด เพราะยังจำเป็นน้อย บางอย่างที่จำเป็น ก็ให้เป็นบางส่วน ผมเชื่อเมื่อเข้าสู่กมธ.งบประมาณฯ คงจะมีการตัดลดงบฯ อีก หากสส.ฝ่ายค้าน ยังติดใจ สามารถสงวนคำแปรญัตติในชั้นกมธ. เพื่อมาอภิปรายตัดลดงบฯ ในสภาฯ ได้อีกรอบ สำหรับสภาฯ ไม่มีปัญหา อยากให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบให้เกิดประโยชน์ได้เต็มที่ ผมอยากเรียนว่าสภาฯ เป็นสถาบันของชาติ อยากให้เห็นว่าทำอะไรด้วยความโปร่งใส ถูกต้อง สมบูรณ์ มีศักดิ์ศรี เมื่อประชาชนเข้ามาจะได้เห็นว่าสภาฯเป็นสถาบันที่สง่างาม มีศักดิ์ศรีเป็นเกียรติเป็นศรีต่อผู้ที่มาใช้ไม่ใช่แค่สส. แต่ประชาชน นักเรียน นักศึกษาเข้ามาใช้ได้ รวมถึงผู้นำ ทูตต่างประเทศที่เข้ามาเยี่ยมชมสภาฯ เราจึงอยากให้ทำอะไรให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่ทำอะไรแค่พอเสร็จ ต้องทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบันนิติบัญญัติของชาติ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

เมื่อถามว่าเป็นการของบฯ เผื่อตัดใช่หรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า คำขอทุกอย่างก็มีมาตรฐาน แต่สำนักงบฯจะดูความจำเป็นของงบฯก่อนใหญ่ เขทไม่ได้ให้ทุกอย่าง แต่ให้ตามความจำเป็น ส่วนราคาจะถูกจะแพง ขึ้นอยู่กับระเบียบกฎหมายว่าด้วยราคากลางที่มีกำหนดอยู่ ซึ่งทางสภาฯได้ถามเลขาสภาฯว่า ราคากลางต่างๆ มีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ ทางเลขาสภาฯ ก็บอกว่าได้ประชุมแล้ว สำนักนายกฯ ที่ดูแลการจัดซื้อ กรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวเรื่องกับศิลปวัฒนธรรมก็ต้องให้กรมศิลปากรมาช่วยกำหนดด้วย ขอย้ำว่าทุกอย่างต้องโปร่งใส เราเห็นด้วยที่สส. หรือสื่อมวลชนจะตรวจสอบทุกอย่างของสภาฯ เพราะเราตรวจสอบคนอื่น ตัวเราก็ต้องได้รับการตรวจสอบให้โปร่งใสด้วย

เมื่อถามถึงกรณีศาลาแก้วที่มีการวิจารณ์ว่ายังไม่ได้ใช้งานแต่กลับของบฯ มาปรับปรุง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ศาลาแก้ว ยังไม่ได้ใช้งาน ก็ยังไม่ทราบว่าตอนที่สร้าง สร้างไว้ทำไม เพราะดูอาคารรัฐสภากับศาลาแก้วไม่รู้ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่เมื่อสร้างเสร็จ และตรงนั้นก็เป็นลานสำหรับที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ส่วนศาลาแก้วอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ 2 ข้าง เมื่อมีพิธีต่างๆ อาจต้องใช้ศาลาแก้ว ฉะนั้น ที่มีงบเข้าไปเป็นการปรับปรุงให้ใช้งานได้ 

“ทำแล้วไม่ได้ใช้งานกลายเป็นอนุสาวรีย์เปล่าๆ อย่างนั้น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และสภาฯ ในยุคที่ผม และเลขาธิการสภาฯ เข้ามาบริหาร เราไม่ได้เป็นคนจัดสร้าง แต่เราจะเอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่ใช้ประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ของสภาฯ และรัฐสภา แต่จะใช้กับประชาชนด้วย” ประธานสภาฯ กล่าว

เมื่อถามว่า เลขาธิการสภาฯ ระบุว่า ก่อนที่จะทำคำของบฯ ครั้งนี้ ได้ผ่านประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ แล้ว แสดงว่าประธานได้เห็นชอบแล้วใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ต้องผ่านตั้งแต่เจ้าหน้าที่ ผอ.สำนักต่างๆ จนกระทั่ง ผู้ที่ได้รับจากประธานคือรองประธานสภาฯ แต่ทั้งหมดเป็นไปตามระบบของการบริหาร ไม่ได้หมายความว่าคนใดคนหนึ่งจะมีสิทธิ์ และเมื่อผ่านงบฯแล้ว ตอนที่จะจัดงบก็ต้องมีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ประจำเท่านั้น ฝ่ายการเมืองที่เข้ามาไม่มีส่วนที่จะกำหนดได้

​‘ฉัตรวรรษ’แฉยับ! กระบวนการสอบฮั้ว​‘สว.อำนาจเจริญ’ ไม่โปร่งใส-พยายามบังคับให้ยอมรับ

​‘ฉัตรวรรษ’แฉยับ! กระบวนการสอบฮั้ว​‘สว.อำนาจเจริญ’ ไม่โปร่งใส-พยายามบังคับให้ยอมรับ

​‘ฉัตรวรรษ’แฉยับ! กระบวนการสอบฮั้ว​‘สว.อำนาจเจริญ’ ไม่โปร่งใส-พยายามบังคับให้ยอมรับ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

“ฉัตรวรรษ”แฉยับ! กระบวนการสอบฮั้ว”สว.อำนาจเจริญ” ไม่โปร่งใส-พยายามบังคับให้ยอมรับ จ่อส่งเป็นเอกสารเพิ่มเติมให้ป.ป.ช.-ยื่นศาลรธน. ลั่นพร้อมรับการตรวจสอบ-ไม่หนี

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา รับเรื่องจาก สว.อำนาจเจริญ ได้แก่ นางแดง กองบุญมา , นางเพลินจิต ขันแก้ว , นายสมพาน พละศักดิ์ และนายสุวิช จำปานนท์ เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีที่ได้ลงพื้นที่สอบปากคำบุคคลในคดีตรวจสอบการเลือก สว.ที่ไม่โปร่งใส หรือกรณีฮั้ว สว.ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา

โดย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ พบว่ามีความผิดปกติ และไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคลที่ถูกสอบสวน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กรณี คือ กรณีการติดต่อประสานงานที่ผิดปกติของเจ้าหน้าที่ดีเอส โดย นายเกรียงไกร สืบสัมพันธ์ และนายสัมฤทธิ์ ดวงแก้ว พนักงานดีเอสไอ ขอความอนุเคราะห์สถานที่ อบต.แมด อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ เพื่อสอบปากคำบุคคลและให้กำนันติดตามบุคคลมาให้พนักงานสอบสวน โดยระบุรายชื่อผู้สอบสวนจำนวน 10 คน ในวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในบุคคลที่ถูกเรียกสอบปากคำ คือ นายสำเริง วะสุกัน อดีตผู้สมัคร สว.ในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ ทั้งนี้ การส่งหนังสือนั้นไม่ได้ส่งผ่านช่องทางราชการ แต่ส่งสำเนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และส่งผ่านบุคคลภายนอกที่เป็นคู่กรณีทางการเมือง คือผู้ใกล้ชิดกับคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งลงสมัครเป็นนายก อบต.แมด

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า การสอบปากคำที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยนายสำเริงมองว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ทั้งการออกหมายเรียก ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสอบสวนของดีเอสไอ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรียกแจ้งล่วงหน้าแค่ 1 วัน ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมข้อมูลแก้ข้อกล่าวหาและสอบปากคำนานผิดปกติเท่า เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิและทรมานจิตใจที่ต้องให้คำรับสารภาพบางอย่าง ซึ่งเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ที่ห้ามเจ้าหน้าที่ทำให้เกิดความทุกข์มรมาณ ทั้งนี้ หลังจากให้ปากคำแล้ว จึงได้ไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.อำนาจเจริญ แล้ว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีคำร้องเรียนจากชาวบ้าน ในกรณีข่มขู่คุกคาม โดยการแสดงตนของพนักงานดีเอสไอปฏิบัติตนรวมกับเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีอาญาร้ายแรง เช่น กรณีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบว่า นางบุญล้อม วรรณพัฒน์ และนางไพวัลย์ แก้วพวง อดีตผู้สมัคร สว.ถูกบุคคลอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน เดินทางไปที่บ้านพักส่วนตัว โดยพลการ ไม่แต่งเครื่องแบบ ไม่แสดงบัตรไม่มีหมายค้น และไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าบ้าน ทำให้รู้สึกหวาดกลัว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นางบุญล้อม บอกว่า ตอนเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านก็รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงออกไปเรียกญาติเป็นพยาน แต่เมื่อกลับมาพร้อมญาติ เจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวกลับหลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นพฤติการณ์ไม่โปร่งใส ไม่ตรงไปตรงมา ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และต่อมา นางบุญล้อมพยายามโทรศัพท์ไปยังหมายเลขที่บุคคลกลุ่มดังกล่าวติดต่อมา แต่ปลายสายปฏิเสธว่าโทรผิด เท่ากับเป็นการบ่ายเบี่ยง ทำให้นางบุญล้อมได้ลงบันทึกประจำวัน ส่วนกรณีของนางไพรวัลย์ พบว่ามีการบังคับให้รับสารภาพ โดยออกอุบายว่าบุคคลอื่นรับสารภาพแล้ว เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ

“การกระทำของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอนั้น คล้ายกับว่ามีธงในใจ โดยบังคับให้ยอมรับต่อกระบวนการฮั้วเลือก สว.โดยมีผลโยงกับพรรคการเมืองที่เข้าใจกันว่าเป็นพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขณะเดียวกันในการสอบปากคำพยานยังพบว่า อนุญาตให้บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกพื้นที่ คล้ายกับได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ จึงเชื่อได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นอาจมีการแทรกแซง ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย เอนเอียง ไม่เป็นกลาง เลือกปฏิบัติ รวมถึงมีความเร่งรัด เร่งรีบคดีเพราะก่อนหน้านี้ มีการตั้งธงจากรัฐมนตรีว่ากาารกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีดีเอสไอ ว่าจะต้องมีการดำเนินคดีนี้” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า หลังจากได้รับรายละเอียดจาก สว.อำนาจเจริญ ซึ่งส่งเรื่องให้ตน และ นายมลคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในกรณีดังกล่าว โดยเบื้องต้นตนตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานที่ได้แล้ว และเตรียมส่งเป็นเอกสารเพิ่มเติม เพื่อยื่นให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในเรื่องที่ 92 สว.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการทำหน้าที่ของดีเอสไอไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่ สว.ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ทางดีเอสไอควรยุติการตรวจสอบดังกล่าวไปจนว่า ป.ป.ช.จะมีคำวินิจฉัย และเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาด้วย

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ามีการโยงกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ผู้ที่ออกมาร้องเรียนรวมถึงผู้ที่ถูกเรียกสอบนั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างไร พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่กรณีที่เกิดขึ้นตนมองว่าในกรณีที่จะตรวจสอบและบอกว่ามีหลักฐานฮั้ว และมีมูลฐาน 300 ล้านบาท ต้องมีเงิน และไล่ตรวจสอบ ไม่ใช่บอกว่าเป็นสมมติฐาน แล้วไล่ตรวจสอบ ทั้งนี้ ตนพร้อมรับการตรวจสอบโดยองค์กรที่มีหน้าที่ ส่วนของดีเอสไอนั้นมีหน้าที่ดำเนินการจริงหรือไม่

“หลักฐานที่มีในหนังสือร้องเรียนนั้นมีคลิปวีดีโอที่ถ่ายไว้ ซึ่งผมไม่ทราบว่าถ่ายมาได้อย่างไร เป็นภาพที่มีบุคคลอยู่ในภาพ แต่ไม่ทราบบทสนทนา เพราะมีการรบกวน แต่ได้วงว่าบุคคลที่ปรากฎในภาพเป็นใครบ้าง ส่วนการดำเนินคดีกับ สว.ตามที่มีข่าวนั้น ผมต้องนิ่งไว้ และไม่หนี” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว

‘นายกฯอิ๊งค์’ประกาศ’พฤษภาคม’ของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ

'นายกฯอิ๊งค์'ประกาศ'พฤษภาคม'ของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ

‘นายกฯอิ๊งค์’ประกาศ’พฤษภาคม’ของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

“นายกฯอิ๊งค์” ประกาศ พ.ค.ของทุกปี เป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” สธ.เผยคนไทยเผชิญปัญหาสุขภาพจิตกว่า 2 ล้านคน สานพลัง สสส.-WHO-ภาคีเครือข่าย เปิด 6 มาตรการ คาดโปรแกรม ต่อ-เติม-ใจ ฮีลใจทุกกลุ่มเสี่ยง เครียด-ซึมเศร้า ตั้งเป้าเข้าถึงประชาชน 1 ล้านคน ใน 3 ปี เพื่อยกระดับการป้องกันสุขภาพจิตระดับประเทศ

6 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 15.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “เดือนแห่งสุขภาพใจ Mind Month” จัดโดยกรมสุภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การอนามัยโลก (WHO) และภาคีเครือข่าย พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “สุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน” และร่วมเสวนา “สุขภาพใจ เริ่มต้นได้ที่ครอบครัว” ร่วมกับตัวแทนครอบครัวในสายอาชีพต่างๆ กว่า 20 ครอบครัว

โดย นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลประกาศให้เดือน พฤษภาคมของทุกปี เป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาแห่งความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งทั้ง 6 มาตรการที่ สธ.ร่วมกับภาคีเครือข่าย นำเสนอในครั้งนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพจิตมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาสุขภาพจิต ตั้งเป้าให้เกิดขึ้นภายในเดือน พ.ค. 37 แห่ง และภายในสิ้นปี 370 แห่ง ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างกลไกให้ประชาชนตระหนักในการดูแลสุขภาพใจของตนเอง เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลประกาศไว้ต่อรัฐสภา ปัญหาสุขภาพทางใจเป็นปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้าม ซึ่งตนให้ความสำคัญ เพราะแม้เรามีร่างกายสมบูรณ์ แต่หากสุขภาพใจไม่แข็งแรงการทำเรื่องต่างๆ ให้สำเร็จก็เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการเปิดใจรับฟังโดยไม่รีบตัดสินหรือให้คำปรึกษา ถือเป็นการเสริมความเข้าใจปัญหาและสร้างความเข็มแข็งทาง โดยเฉพาะต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เมื่อเราประสบปัญหาทางใจการเข้าพบแพทย์ รับคำปรึกษาไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลก แต่เป็นการที่เราเริ่มรู้ตัวว่าจะดูแลตนเองอย่างไร 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 10 ล้านคน ต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ภาวะเครียดสะสมรุนแรง และจิตเภท กว่า 2 ล้านคน เข้ารับการรักษาในระบบบริการสาธารณสุข ดังนั้น สธ. จึงได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อน 6 มาตรการสำคัญในปีนี้ ได้แก่ 1. ส่งเสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ด้วยโปรแกรมกิจกรรมกลุ่มเชื่อมระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และเด็ก 2. พัฒนาระบบ HERO  แพลตฟอร์มสุขภาพจิตในโรงเรียนให้ครูสามารถประเมินสุขภาพเด็กในเบื้องต้นได้ 3. ส่งเสริมการดำเนินการด้วยระบบ Holistic Health Advisor หลักสูตรดูแลสุขภาพจิตวัยทำงาน 4. จัดตั้งศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต รองรับการดูแลผู้ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตทั้งแบบ On-Site และ Online 5. พัฒนาระบบต่อเติมใจ แพลตฟอร์มฝึกจิตบำบัดด้วยตนเอง และ 6. เปิดให้บริการแพลตฟอร์มสุขภาพจิตดอทคอม เป็นช่องทางหลักช่วยให้ประชาชนมีความรอบรู้สุขภาพจิตยิ่งขึ้น 

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า วัยทำงานอายุ 30 – 39 ปี มีความเสี่ยงเครียดและซึมเศร้ามากกว่า 20% ส่วนผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไป มีความเสี่ยงเครียดและเสี่ยงซึมเศร้ามากกว่า 500,000 คน ซึ่งไม่เพียงกระทบคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างภาระทางสังคมและครอบครัว สสส.จึงได้ร่วมกับกรมสุขภาพจิต และองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดตัวโครงการในเดือนแห่งสุขภาพใจ สร้างนวัตกรรมสุขภาพจิตเชิงป้องกันภายใต้ชื่อต่อ-เติม-ใจ ซึ่งเป็นโปรแกรมฝึกจิตบำบัดด้วยตนเองภายใน 5 สัปดาห์ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยการทำแบบประเมินควบคู่กับการดูแลโดยผู้ช่วยออนไลน์ หรือ e-Helper และเปิดโอกาสให้ครอบครัวมีบทบาทในการแนะนำและติดตามผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเครียดสูงเข้าใช้โปรแกรมเพื่อลดภาวะเครียดและซึมเศร้าเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ระบบการรักษา และส่งต่อผู้ที่มีภาวะรุนแรงสู่หน่วยบริการได้รวดเร็วขึ้น โดยตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงระบบภายในปี 2568 อย่างน้อย 200,000 คน และขยายสู่ 1 ล้านคน ภายใน 3 ปี เพื่อยกระดับการป้องกันสุขภาพจิตระดับประเทศ หากสนใจทดลองใช้งานโปรแกรมสามารถเข้าไปได้ที่ http://www.ต่อเติมใจ.com

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’จี้รัฐบาล เร่งเปิด‘เจรจาสันติภาพ’ดับไฟใต้

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’จี้รัฐบาล เร่งเปิด‘เจรจาสันติภาพ’ดับไฟใต้

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’จี้รัฐบาล เร่งเปิด‘เจรจาสันติภาพ’ดับไฟใต้

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’เผยกระบวนการ‘เจรจาสันติภาพ’ที่ชะงักร่วม 1 ปี อาจส่งผลให้‘ไฟใต้’ปะทุขึ้น ระบุสถิติชี้ชัดช่วยลดเหตุการณ์ความไม่สงบได้จริง เชื่อความรุนแรงทำเป็น‘ขบวนการ’ สูญเสียความชอบธรรมทางการเมือง แนะรัฐพูดคุยกับหลายกลุ่ม-หลายวาระ ยอมรับกังวล‘ภูมิธรรม’ให้สัมภาษณ์ ถามถ้าไม่เริ่มเจรจาจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นตัวจริง ห่วงกระแสการสร้างความเกลียดชังแบบเหมารวมเป็นอุปสรรคขวางกั้นสันติภาพ

6 พฤษภาคม 2568 ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เหตุผลที่ทำให้ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ปะทุขึ้นในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจมาจากการหยุดชะงักของกระบวนการเจรจาสันติภาพ ซึ่งพบว่าได้หยุดนิ่งมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ซึ่งข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ชี้ชัดว่า นับตั้งแต่มีการเริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพในปี 2556 เป็นต้นมา พบว่าสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นเพราะกระบวนเจรจาสันติภาพเป็นพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งสามารถต่อรอง แลกเปลี่ยนข้อมูลและมีส่วนสร้างความไว้วางใจต่อกัน เพื่อระงับไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นได้

ดร.ชญานิษฐ์ กล่าวว่า การที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เคยให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะไม่คุย ถ้าไม่ใช่ตัวจริง” นั้น เป็นการสร้างเงื่อนไขในการพูดคุยสันติภาพที่น่ากังวล เพราะถ้าไม่เริ่มต้นคุยแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ ในขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ที่มีการทุ่มงบประมาณจำนวนมากต่อความพยายามแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางการไทยยังไม่ทราบเลยหรือว่าใครเป็นตัวจริงหรือไม่เป็นตัวจริง 

“ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากยังไม่เกิดกระบวนการพูดคุยกันอีก อาจแปลความได้ว่าทั้งรัฐบาลไทยและขบวนการติดอาวุธไม่ได้มีเจตจำนงที่จะสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ผลคือความชอบธรรมของทั้งรัฐบาลและขบวนการจะลดลงเรื่อยๆ และทั้งสองฝ่ายก็จะไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างที่พยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอด เพราะขณะนี้ประชาชนประสานเสียงต้องการให้เกิดการพูดคุย ฉะนั้นการพูดคุยเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงต่อพลเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ภาคประชาสังคมและประชาชนกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่เป็นชาวมลายูและไทยพุทธ ต่างก็แสดงความต้องการไปในทิศทางเดียวกัน คือเรียกร้องให้รัฐบาลและขบวนการกลับสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็ว

ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 จนถึง พ.ศ.2566 รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นทั้งชาวมลายูและคนไทยพุทธ อายุ 18-70 ปี จำนวนรวมกว่า 10,581 คน ทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 7 ครั้งสนับสนุนให้ใช้การพูดคุยสันติภาพเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความรุนแรง และไม่เคยมีผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนครั้งใดเลยที่ได้รับคำตอบว่าสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพน้อยกว่าร้อยละ 55

“ความไม่สงบจนเป็นผลให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง แม้ว่าหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นการกระทำจากขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (BRN) แต่ล่าสุดขบวนการ BRN ก็ได้ออกแถลงการณ์แสดงเสียใจต่อเหตุรุนแรงและยืนยันไม่มุ่งโจมตีพลเรือน แม้ว่าการปะทุขึ้นของความรุนแรงในปี 2547 จะสามารถทำความเข้าใจได้ว่าเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์และความรู้สึกที่ได้รับการกดขี่หรือถูกกระทำ แต่ก็คงไม่มีเป้าหมายไหนจะสูงส่งพอที่จะอนุญาตให้คุณทำร้ายคนชรา เด็ก และผู้พิการได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถยอมรับได้” ดร.ชญานิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในทางหนึ่งจะเป็นการต่อสู้กันทางอาวุธ แต่ในอีกมุมก็ยังเป็นพื้นที่ของการต่อสู่ทางการเมืองด้วย เพราะทั้งรัฐไทยและขบวนการติดอาวุธ ต่างฝ่ายต่างก็ต้องพยายามช่วงชิงความชอบธรรมระหว่างกันด้วย ส่วนตัวมองว่า การที่ขบวนการติดอาวุธทำเช่นนี้ย่อมส่งผลให้ตัวขบวนการฯ ต้องสูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองไป ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างสำคัญ

ดร.ชญานิษฐ์ กล่าวอีกว่า ความน่ากังวลต่อปรากฏการณ์ความรุนแรงต่อเป้าหมายพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอีกประการหนึ่งคือ กระแสการเหมารวมและเกลียดชังมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้องให้รัฐใช้ความรุนแรงปราบปรามอย่างเด็ดขาดโดยไม่แยกแยะเป้าหมาย อารมณ์โกรธแค้นของสังคมอาจทำให้หลงลืมข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งไปว่าการมีอัตลักษณ์มลายูและนับถือศาสนาอิสลามไม่ได้หมายความว่าใครคนหนึ่งจะต้องเห็นด้วยหรือสนับสนุนขบวนการไปโดยปริยาย ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ก็ไม่ต่างจากปุถุชนที่ไหนๆ ตรงที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและสงบสุข การเหมารวม โหมกระแสความเกลียดชังและเรียกร้องให้รัฐปรามปรามด้วยความรุนแรงโดยไม่แยกแยะ น่าจะยิ่งส่งผลให้สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยิ่งห่างไกลออกไปอีก

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ดังนี้

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้

1.นางสาวสุมนี วัชรสินธุ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน) กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2567

2.นายสุรชัย อภินวถาวรกุล ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านทันตกรรม) โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตกรรม) โรงพยาบาลหาดใหญ่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2567

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำนวน 3 ราย  เพื่อแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้

1.ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกรียงไกร เจริญผล

2.พลโท จิรันตน์กฤษณ์ เหลืองจินดา

3.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

‘สนธิญา’ยื่นกกต.สอบ‘พีระพันธุ์’ปมถือหุ้น 4 บริษัท เรียกร้องแจงที่มา

‘สนธิญา’ยื่นกกต.สอบ‘พีระพันธุ์’ปมถือหุ้น 4 บริษัท เรียกร้องแจงที่มา

‘สนธิญา’ยื่นกกต.สอบ‘พีระพันธุ์’ปมถือหุ้น 4 บริษัท เรียกร้องแจงที่มา

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘สนธิญา’ยื่นกกต.สอบ‘พีระพันธุ์’ปมถือหุ้น 4 บริษัท เรียกร้องแจงที่มา

6 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ายื่นต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบ การกระทำที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ปี 2561 ของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในการถือหุ้น และเป็นกรรมการบริหาร จำนวน 4 บริษัท

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนไม่ได้มีการประสานกับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ บุคคลใดเลย เป็นการได้รับเอกสารที่มีผู้ร้องเรียนมายังตน และตนขอเรียกร้องไปยังนายพีระพันธุ์ เพราะกรณีถือหุ้น หรือการเป็นกรรมการบริหารในบริษัทนั้นเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ วันนี้ถ้านายพีระพันธุ์มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ถือหุ้นใน 4 บริษัทนั้นท่านก็ออกมาแถลงชี้แจงได้เลย หรือต่อให้จะถือหุ้นก็ควรที่จะออกมาแถลงว่าถือเพราะอะไร อย่าลืมว่านายพีระพันธุ์เป็นรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นบุคคลสาธารณะที่จะต้องได้รับการตรวจสอบ ผมจึงขอเรียกร้องและการเรียกร้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม คุณธรรมทำให้นักการเมืองหลายคนใน 3-4 ปีที่ผ่านมาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปตลอดชีวิตแล้วไม่ และอยากให้การบังคับใช้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยชอบธรรมเหมือนทุกๆคนที่เขาปฏิบัติกัน

“ผมเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งว่าท่านพีระพันธุ์ควรออกมาแถลงข่าวให้มันชัดเจนว่าถือหุ้น อยู่ในทั้ง 4 บริษัทหรือไม่หรือเป็นกรรมการ หรือไม่ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรเลยสามารถจดสอบได้ และหลังยื่นกกต. แล้วก็จะไปยื่นต่อนายฯ เพื่อวินิจฉัยตามหนังสือบริคณห์สนธิ 4 บริษัทที่ส่งไป หากนายกฯยังนิ่งเฉยก็จะยื่นนายกฯต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบประเด็นนี้เช่นเดียวกันหมายความว่านายกฯอาจจะพัวพันไปถึงการถือหุ้นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ถึงจริยธรรมอย่างร้ายแรง ยืนยันว่าการมาร้องนี้ไม่ได้มีการคิดแค้นเคืองโกรธทั้งพิพิธภัณฑ์แต่อย่างใด การที่มี สส.ต่างๆออกมาชี้แจงก็ไม่เป็นไรออกมาชี้แจงได้” นายสนธิญา กล่าว

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า วันนี้มีเอกสารที่จะนำมายื่นต่อกกต. มีเอกสารใหม่เพิ่มขึ้นมา 2-3 ชุด เช่นกรณีการลาของท่านในช่วงที่เป็นสส.บัญชีรายชื่อก็นำมาประกอบด้วย และกรณีการเข้ารับตำแหน่งก็จะนำมาประกอบให้กกต.พิจารณา และวินิจฉัย หากมีประการหนึ่งประการใดที่จะนำมาเพิ่มเติมก็จะนำมายื่นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่กับหลักฐานที่มีอยู่ นายสนธิญา กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตนที่เอามายื่นร้องเรียน แต่มีอีกหลายคนที่ออกมา แม้กระทั่งสื่อมวลชนก็ได้เอามาพูดเรื่องนี้กันจำนวนภาพ คิดว่าถ้าเขาไม่มั่นใจเขาคงไม่เอามาแถลงหรือไม่เอามาพูด เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวที่ยื่นเรื่อง ทั้งนี้ตนยอมรับว่าในพีระพันธุ์เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพมีความรู้ความสามารถ และใสสะอาด แต่วันนี้เอกสารเหล่านี้ ก็จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบเพื่อความชัดเจน และกรณีการติดป้ายของแจกชาวบ้านนั่นก็เป็นความผิดพลาดอีกประการหนึ่งของนักกฎหมายระดับชั้นเซียน แต่ก็ผิดพลาดได้ แต่ที่อยากจะบอกคือคนที่ทำงานการเมืองจะต้องระมัดระวัง นายพีระพันธุ์เป็นอดีตผู้พิพากษามีความรู้ทางด้านกฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้ออกมาแถลงข่าวว่าการถือหุ้นบริษัทนั้นจริงหรือไม่อย่างไร

‘กกต.’เปิดช่องแจ้งทุจริตเลือกตั้งเทศบาล-นายกเทศมนตรี พร้อมรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท

'กกต.'เปิดช่องแจ้งทุจริตเลือกตั้งเทศบาล-นายกเทศมนตรี พร้อมรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท

‘กกต.’เปิดช่องแจ้งทุจริตเลือกตั้งเทศบาล-นายกเทศมนตรี พร้อมรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘กกต.’เปิดช่องแจ้งทุจริตเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล-นายกเทศมนตรี พร้อมรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอประชาสัมพันธ์การให้รางวัลแก่ผู้ชี้เบาะแสการกระทำที่ไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร และการให้รางวัลแก่ผู้ชี้เบาะแสการกระทำการอันไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ผู้ที่ชี้เบาะแสต้องยื่นข้อมูลต่อพนักงานสืบสวน และไต่สวน หรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด

ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำทุจริตในการเลือกตั้ง สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือรายงานรายละเอียดเหตุการณ์ผ่านข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ได้ที่แอปพลิเคชันตาสับปะรด และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือ Application Smart Vote หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

สำหรับการให้รางวัลแก่ผู้ชี้เบาะแสการกระทำการอันไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง จะต้องมีข้อมูลอย่างน้อย ดังนี้

(1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ชี้เบาะแส

(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้กระทำการอันไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง ผู้เกี่ยวข้องและบุคคลที่อาจเป็นพยาน เท่าที่สามารถระบุได้

(3) ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำอันไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งที่ชัดเจนเพียงพอ

(4) ลายมือชื่อผู้ชี้เบาะแสทุกหน้าของเอกสาร กรณีผู้ชี้เบาะแสไม่ประสงค์ลงลายมือชื่อก็ให้พิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ชี้เบาะแส ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ได้ไว้ในข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ตนได้ให้ไว้ทุกหน้าของเอกสาร โดยต้องทำต่อหน้าพนักงานสืบสวน และไต่สวนอย่างน้อย 2 คน หรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย และให้พนักงานสืบสวนและไต่สวน หรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายลงลายมือชื่อชื่อกำกับไว้ อัตรารางวัลขึ้นอยู่กับระดับของผู้สมัคร และผลคำสั่งของคณะกรรม การการเลือกตั้ง หรือคำพิพากษาของศาล

ส่วนรายละเอียดอัตราการให้รางวัล ตามตารางดังนี้

ปลัด มท. ยังไม่เห็นหนังสือ บุคคลอ้างเป็น DSI ขู่อดีตผู้สมัคร สว. กำชับทุกพื้นที่ ต้องไม่มีการแอบอ้าง

ปลัด มท. ยังไม่เห็นหนังสือ บุคคลอ้างเป็น DSI ขู่อดีตผู้สมัคร สว. กำชับทุกพื้นที่ ต้องไม่มีการแอบอ้าง

ปลัด มท. ยังไม่เห็นหนังสือ บุคคลอ้างเป็น DSI ขู่อดีตผู้สมัคร สว. กำชับทุกพื้นที่ ต้องไม่มีการแอบอ้าง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

ปลัดมท.ยังไม่เห็นหนังสือผวจ.อำนาจเจริญ พบกลุ่มบุคคลอ้างเป็น จนท.ดีเอสไอ บังคับอดีตผู้สมัคร สว.ให้ยอมรับฮั้วเลือกตั้ง กำชับ ทุกพื้นที่ต้องไม่มีแอบอ้าง ต้องเป็นไปตามกม.ย้ำมาตามกม.พร้อมร่วมมือ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ว่าราชการอำนาจเจริญ ทำหนังสือลับแจ้งปลัด มหาดไทย พบกลุ่มบุคคลอ้างเป็นดีเอสไอ บังคับอดีตผู้สมัครสว. 2 ราย ให้ยอมรับว่าฮั้วเลือกตั้งสว.ว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือ เดี๋ยวเขาคงเสนอขึ้นมาก็เป็นรายงานจากจ.อำนาจเจริญ ซึ่งเห็นว่าคนที่ได้รับการบุกรุกและข่มขู่เขาก็ไปแจ้งความตามกฏหมาย ซึ่งก็เป็นไปตามข้อกฎหมายอยู่แล้ว เพราะว่าการที่เราจะไปบ้านเคหะสถานของคน ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่แล้วอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ก็ผิดแล้วถือว่าแอบอ้าง ซึ่งก็ผิดตามกฏหมาย แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหมายค้นหรือหมายเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็อาจต้องกำชับให้ทุกที่ว่ามีการแอบอ้างไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปตามข้อกฎหมายเจ้าหน้าที่มาตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องก็ต้องให้ความร่วมมือ

เมื่อถามว่า มีรายงานว่ามีพื้นที่อื่นที่เกิดลักษณะเช่นจ.อำนาจเจริญหรือไม่ ปลัดมหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่มี ซึ่งจ.อำนาจเจริญ แจ้งเข้ามาหลายแรก ซึ่งก็เห็นตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าว เมื่อถามว่า ก่อนที่หนังสือจะถึงเป็นทางการ ได้มีการสั่งการอะไรเบื้องต้นหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า  ยัง เดี๋ยวรอดูหนังสือที่ทางกองการจะเสนอมา

‘อนุทิน​’ชี้​ตั้งแต่นั่ง’มท.1’ยังไม่เคยอนุมัติต่อใบอนุญาต​พกปืน​ ลั่นพกไม่ได้​ ต้องเก็บไว้บ้าน

'อนุทิน​'ชี้​ตั้งแต่นั่ง'มท.1'ยังไม่เคยอนุมัติต่อใบอนุญาต​พกปืน​ ลั่นพกไม่ได้​ ต้องเก็บไว้บ้าน

‘อนุทิน​’ชี้​ตั้งแต่นั่ง’มท.1’ยังไม่เคยอนุมัติต่อใบอนุญาต​พกปืน​ ลั่นพกไม่ได้​ ต้องเก็บไว้บ้าน

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

‘อนุทิน​’ชี้​เกือบ​ 2 ปี​ ตั้งแต่เป็น รมว.มท.​ ยังไม่เคยอนุมัติต่อใบอนุญาต​พกปืน​ แม้ถูกกดดันมาตลอด​ ลั่นพกไปไหนมาไหนไม่ได้​ ต้องเก็บไว้บ้าน

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการออกใบอนุญาตพกปืน หลังจากที่มีเหตุกราดยิงที่ จ.ตาก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา​ ซึ่งผู้ก่อเหตุพบว่าเป็นผู้วิกลจริต​ ว่า​ กระทรวงไม่ได้ออกใบอนุญาตพกปืน ตั้งแต่ตนเข้ามาเป็นรมว.มหาดไทย และในสมัยที่ นายอรรษิษฐ์​ สัมพันธรัตน์​ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมการปกครอง ก็ไม่เคยมีการออกใบอนุญาต และได้สั่งห้ามไม่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอออกใบอนุญาต  

ส่วนคนที่เคยมีใบอนุญาต แต่พบว่าป่วยในภายหลังจะพิจารณาอย่างไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี หากหมดอายุก็จะต้องต่อ พร้อมย้ำว่า ตั้งแต่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งถือได้ว่าใครพกปืนขณะนี้ผิดกฎหมาย เพราะยังไม่เคยต่ออายุใบอนุญาตพกปืนให้กับใครเกือบ 2 ปีแล้ว และตนก็มีนโยบายไม่ให้ต่อใบอนุญาต ไม่ให้จดทะเบียนปืน

ส่วนใครที่ใช้ปืนผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็จะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่วิกลจริต​ และหากเป็นคนวิกลจริตก็ต้องระมัดระวัง

นายอนุทิน​ ยังยืนยันว่า​ หากไม่มีการต่อใบอนุญาตพกปืน​ หมายความว่าไม่สามารถพกปืนไปไหนมาไหนได้ ต้องเก็บเอาไว้ เอาออกนอกบ้านไม่ได้ ไม่ว่าในกรณีใด ซึ่งตนถูกกดดันมานาน แต่ก็ยังไม่มีการต่อใบอนุญาต และคิดว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง