ไขมันในเลือดสูง สารตั้งต้นสู่โรคร้ายที่ควรรู้

ไขมันในเลือดสูง  สารตั้งต้นสู่โรคร้ายที่ควรรู้

ไขมันในเลือดสูง สารตั้งต้นสู่โรคร้ายที่ควรรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทุกวันนี้ โรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีเพิ่มมากขึ้น หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่หลายคนอาจมองข้าม แต่กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา คือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ที่สูงเกินไป ในขณะที่คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำลง ส่งผลให้ร่างกายเผชิญกับความเสี่ยงของโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

เมื่อไขมันในเลือดสูง ร่างกายจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

นายแพทย์ นิธิวัฒน์ ศรีกาญจนวัชร อายุรแพทย์ ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า ไขมันในเลือดสูงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในผลตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผิดปกติในระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญหลายส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรง ดังนี้

1. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease – CAD) เมื่อไขมันสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเป็นระยะเวลานาน หลอดเลือดจะเริ่มแข็งตัวและตีบแคบลง ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง หากอาการรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

2. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เช่นเดียวกับหัวใจ สมองก็ต้องการเลือดที่ไหลเวียนอย่างเพียงพอ แต่เมื่อไขมันอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง อาจทำให้สมองขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

3. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เมื่อหลอดเลือดตีบลง หัวใจต้องสูบฉีดเลือดแรงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลผ่านไปได้ตามปกติ ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคไตตามมาได้

4. โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) ภาวะไขมันในเลือดสูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับหลอดเลือดเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็งตับในระยะยาวได้

5. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) การมีระดับไขมันในเลือดสูงมักสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา

6. โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease – CKD) เมื่อไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต อาจทำให้การทำงานของไตลดลง และหากไม่ได้รับการดูแลที่ดี อาจนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งต้องได้รับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตในระยะสุดท้ายได้ ดังนั้น การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ “รู้เท่าทันโรค” และการควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีและลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ แต่ยังช่วยให้สามารถรักษาโรคได้อย่างทันท่วงที และลดการลุกลามของโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตามรอยพระปณิธานแห่ง ‘องค์สิริศิลปิน’ อนุรักษ์สืบสานงานศิลป์กับเวิร์คชอป ‘เครื่องแขวนลายทอง’

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตามรอยพระปณิธานแห่ง ‘องค์สิริศิลปิน’  อนุรักษ์สืบสานงานศิลป์กับเวิร์คชอป ‘เครื่องแขวนลายทอง’

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตามรอยพระปณิธานแห่ง ‘องค์สิริศิลปิน’ อนุรักษ์สืบสานงานศิลป์กับเวิร์คชอป ‘เครื่องแขวนลายทอง’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ร่วมอนุรักษ์สืบสานงานศิลป์ ตามรอยพระปณิธานแห่ง “องค์สิริศิลปิน” จัดโครงการ ทิพย์พิมานสร้างศิลป์ ครั้งที่ 1/2568  (workshop: เครื่องแขวนลายทอง)ร่วมปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ บุคลากรราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตลอดจนประชาชนผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เข้าใจและเห็นคุณค่าลายไทย มรดกวัฒนธรรมอันงดงามให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยสืบไป

“ลายไทย” ถือเป็นมรดกทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่วิจิตรงดงามและสืบเนื่องมาแต่ครั้งโบราณกาลของไทย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญควบคู่ไปกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วยทรงใช้เวลาว่างจากพระกรณียกิจ ด้วยการวาดภาพและระหว่างนั้นก็ยังทรงได้ฝึกฝนการเขียนลายไทย และในบางครั้งได้ปรับประยุกต์ใช้ลายไทย สอดแทรกในงานออกแบบรูปทรงที่สอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ที่เหมาะสมในผลงานสร้างสรรค์ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงคุณค่าทางด้านความงามแล้ว กระบวนการในการสร้างสรรค์ยังเป็นเครื่องมืออันดีต่อการฝึกสมาธิ น้อมนำจิตใจให้เกิดความละเอียดอ่อน และทรงเห็นว่าลายไทยที่งดงามและอ่อนช้อยนั้นต้องใช้ทักษะการฝึกฝนและความเพียร ใช้สมาธิ ฝึกการสังเกต มีความอดทนอดกลั้น แต่เมื่อทรงเริ่มลงมือปฏิบัติ เหตุปัจจัยแก่การเข้าถึงความสงบของจิตก็เกิดขึ้นได้โดยง่าย

ด้วยสิ่งนี้ จึงทรงเห็นว่าการศึกษาลายไทยเป็นประโยชน์ต่อจิตใจสร้างพลังใจ ด้วยภาวะดังกล่าวมีความคล้ายสภาวะขณะปฏิบัติธรรม ถือเป็นการนำเอาธรรมะเข้ามาใช้ในการทำงานศิลปะและชีวิตประจำวัน จากการที่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีความสนพระทัยเกี่ยวกับลายไทยจึงเป็นที่มาของการจัดโครงการ “ทิพย์พิมานสร้างศิลป์” ครั้งที่ 1/2568 (workshop: เครื่องแขวนลายทอง) เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางด้านศิลปะไทย ซึ่งการเขียนลายไทย ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในการพัฒนาจิตใจให้เกิดสติปัญญา ทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้ชมก็ล้วนได้ประโยชน์ ดังพระดำรัสที่ว่า “ศิลปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิตของคน”

การศึกษาลายไทยนั้นแฝงด้วยสภาวะธรรมอันนำไปสู่เนื้อหาหรือปรัชญาความหมายที่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่เพียงแฝงอยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน แต่รวมไปถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี การดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ผลงานด้วยความรัก ความศรัทธา เกิดเป็นความองค์ความรู้และภูมิปัญญาของแผ่นดินไทย

โครงการ ทิพย์พิมานสร้างศิลป์ ครั้งที่ 1/2568 (workshop: เครื่องแขวนลายทอง) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 และ 27 เมษายน 2568 เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน บุคลากรราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมถึงผู้สนใจทั่วไปสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมี อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน และอาจารย์ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชาหัตถศิลป์ ภาควิชาศิลปะประจำชาติ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ การเขียนลายไทย และการประยุกต์ใช้ลายไทยกับชีวิต พร้อมสาธิตการเขียนลายไทยและการทำเครื่องแขวนลายทอง พร้อมกันนี้ได้สอนการประดิษฐ์ “ เครื่องแขวนลายทอง” ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการศึกษาเรียนรู้ศิลปะไทยด้วยการลงมือปฏิบัติสร้างสรรค์ผลงานลวดลายไทยด้วยตนเอง กับวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้มีความรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพ อีกทั้ง เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้สนใจศิลปะไทย ได้รู้และเข้าใจคุณค่าของลายไทย เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์ศิลปะไทยให้คงอยู่สืบไป

ATOD International Dance Competition 2025 เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ATOD International Dance Competition 2025  เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ATOD International Dance Competition 2025 เวทีการแข่งขันเต้นนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2025 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2025) โดยมีหญิงเหล็กเป็นแม่งานดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน  มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติแบบฟิล์มมิ่งล่วงหน้าส่งไปยังผู้ตัดสิน ณ ประเทศออสเตรเลีย และแบบแข่งบนเวทีที่โรงละครอักษรา ผู้รับรางวัลคะแนนรวมสูงสุดจะได้ทุนสนับสนุนไปร่วมแข่งขันเต้นนานาชาติต่อที่ประเทศออสเตรเลียในเดือนกรกฎาคม ปี 2568 และได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่โรงเรียนควีนสแลนด์บัลเลต์ ประเทศออสเตรเลีย โรงเรียนมาลูปี อินโดนีเซีย และเข้าเรียนที่คณะสิงคโปร์บัลเลต์ อีกด้วย

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ, ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ  ผช.รมต.ประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย ดร.แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ ออท.ออสเตรเลีย และ ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช  นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ถ่ายภาพกับผู้ได้รับรางวัล พิมพ์วา พิมพ์ทอง Sansha Bangkok,จิรชยา ตันฉายงาม,ฬียากร อัศวนิเวศน์,ด.ญ.จิญา บ่ายคล้อย,ณัฐสุภา มูลเมือง

คณาจารย์จากสถาบันต่างๆ ที่ลูกศิษย์ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฯ

ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ,ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช ,มิส มิรันดา เจด เซลเลอร์ กก.ตัดสิน,มิส เมลิสสา เกว็ก กก.ตัดสิน พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล จิรชยา ตันฉายงาม,พิมพ์วา พิมพ์ทอง,ณัฐสุภา มูลเมือง,ฬียากร อัศวนิเวศน์ ,ด.ญ.จิญา บ่ายคล้อย

เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลกได้มีโอกาสแสดงความสามารถในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตรจัดขึ้นผ่านไปเมื่อวันที่ 15 –23 มีนาคม 2568  ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน และเยาวชนผู้ได้คะแนนรวมสูงสุดดังกล่าว และได้ที่ 1 และได้รางวัลเหรียญทอง จำนวน รวม 600 คน ยังได้รับเกียรติร่วมถ่ายรูปและรับฟังโอวาทและคำกล่าวแสดงความยินดีจาก พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย

มร.ปาโอลอ ดิออนิซี่ ออท.อิตาลี-มิสซิส ทาล่า สลิม  ,มร.โจนาธาน เดล คิงส์ ออท.นิวซีแลนด์,ณัฐพล ณ สงขลา ผอ.กองการทูตวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ ,ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช,สอง กก.ตัดสิน มิสซิส คลาเรสต้า อาลิม,มิสซิส เด็บบี้ ลินน์ แลนเดล และ พิมพ์วา พิมพ์ทอง

มิส เซซิเลีย กาลาร์เรตา  ออท.สาธารณรัฐเปรู, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผช.รมต.ประจำกระทรวงการต่างประเทศ,ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช,สองกรรมการตัดสินมิส เมลิสสา เกว็ก ,มิส มิรันดา เจด เซลเลอร์ และ ศรวณีย์ ธนะธนิต ผู้รับรางวัล Iconic Dance Artist Award

มิสซิส เด็บบี้ ลินน์ แลนเดล,ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช ,มิสซูซาน ฟีบี ซาบาโด รองกงสุลและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสถาน ออท.ฟิลิปปินส์,มิส มิรันดา เจด เซลเลอร์ และ พิมพ์วา พิมพ์ทอง

ทั้งนี้ เยาวชนผู้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภททั่วไปไม่จำกัดหลักสูตร ได้แก่ ฬียากร อัศวนิเวศน์,เยาวชนผู้ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภทหลักสูตรระบำ ได้แก่ เด็กหญิงจิญา บ่ายคล้อย,สถาบันที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน คะแนนรวมสูงสุด ประเภททั่วไปไม่จำกัดหลักสูตร และคะแนนรวมสูง สุดประเภทหลักสูตรระบำ ได้แก่ โรงเรียนแพชชั่น ด๊านซ์ โดย จิรชยา ตันฉายงาม,รางวัล Young Star Award 2025 ได้แก่ เด็กหญิงคุณิตา รัตนโกเศศ จากโรงเรียนสเต็ปแดนส์, เด็กหญิงบัวบูชา เอมิลี่ โรจนเขมกุล จากโรงเรียนวอชมีแดนส์, เด็กหญิงณัฏฐกานต์ คุณากรจิตติรักษ์ จากโรงเรียน บรีธแดนส์, เด็กหญิงณัฐรินทร์ วัชรชัยภินันท์ จากโรงเรียนโพเซ่แดนส์ และ อิชานิ วาเฮกอนการ์ bง เพาดหลักสce Competition 2025จากประเทศออสเตรเลีย

ดร.แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ ออท.ออสเตรเลีย มอบโอวาทและคำกล่าวแสดงความยินดี

ตัวแทนเยาวชนมอบพวงมาลัยแด่ประธานในพิธีและผู้มีเกียรติ

จิรชยา ตันฉายงาม เจ้าของสถาบัน Passion Dance School,พัชราภา แสงเพชร เจ้าของสถาบัน Dance a Day Studio,กอน์ ดาลาแดเนียล เจ้าของสถาบัน Beautie Dance & Music School,สุภาตา อมรวิริยะกุล เจ้าของสถาบัน Arabesque Thailan,มิส มิรันดา เจด เซลเลอร์ กก.ตัดสิน,ดร.แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ ออท.ออสเตรเลีย,ดร.ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน,มิส เมลิสสา เกว็ก กก.ตัดสิน,พิมพ์วา พิมพ์ทอง Sansha Bangkok,

ดารณี ประดับกุล เจ้าของสถาบันBreathe Dance Studio  และ ศิริกุล จงศิริ  เจ้าของสถาบัน Watch Me Dance Studio

Mango Art Festival 2025 ชวนสำรวจโลกในจินตนาการ ผ่าน 4 นิทรรศการพิเศษ 6 ศิลปินนักสร้างสรรค์ 3 ภัณฑารักษ์นักเล่าเรื่อง

Mango Art Festival 2025  ชวนสำรวจโลกในจินตนาการ ผ่าน 4 นิทรรศการพิเศษ 6 ศิลปินนักสร้างสรรค์ 3 ภัณฑารักษ์นักเล่าเรื่อง

Mango Art Festival 2025 ชวนสำรวจโลกในจินตนาการ ผ่าน 4 นิทรรศการพิเศษ 6 ศิลปินนักสร้างสรรค์ 3 ภัณฑารักษ์นักเล่าเรื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับถอยหลังสู่เทศกาลศิลปะที่ครบเครื่องที่สุดในเมืองไทย ที่คนรักงานศิลปะและนักสะสมจะได้เสพศิลป์กันให้ฉ่ำไปกับ Mango Art Festival 2025 หรือ MAF ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Connected Worlds” เชื่อมโยงแนวคิดและวัฒนธรรมจากศิลปิน แกลเลอรี ภัณฑารักษ์ นักสะสม และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงศิลปะไว้ครบในที่เดียว โดยอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานที่ไม่ควรพลาดคือ Special Exhibition โซนที่รวบรวมผลงานสดใหม่จาก 6 ศิลปินไทย บอกเล่าเรื่องราวเหนือจินตนาการผ่านมุมมองของ 3 ภัณฑารักษ์คนพิเศษ เพื่อมอบประสบการณ์ทางศิลปะที่ลึกซึ้งและแตกต่างให้กับผู้ชม

Special Exhibition หรือโซนนิทรรศการพิเศษของ MAF คัดสรรผลงานสดใหม่และงานที่น่าสนใจของศิลปินไทยไว้อย่างพิถีพิถัน เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการรับชมงานศิลปะที่หลากหลายได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมนำเสนอผลงานอันโดดเด่นและมีสไตล์ของศิลปินไทย ภายใต้การตีความและวิธีการนำเสนอที่ไม่เหมือนใครโดย 3 ภัณฑารักษ์มากความสามารถ พร้อมนำพาผู้ชมเดินทางสู่โลกแห่งเรื่องราวเหนือจินตนาการ

เริ่มที่  Ephemeral Echoes – เสียงสะท้อนของความชั่วขณะ ศิลปิน: ปิยะ เจริญเมือง ภัณฑารักษ์: เซน เสน่ห์งามเจริญ นิทรรศการที่จะพาผู้ชมไปสำรวจความเปราะบางของช่วงเวลา เสียงสะท้อนของความทรงจำ และความงามที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว สะท้อนผ่านผลงานที่ทั้งงดงาม ลึกซึ้ง และชวนให้ครุ่นคิดถึงธรรมชาติของสิ่งที่ไม่จีรัง การทำงานร่วมกันของศิลปินและภัณฑารักษ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการผสมผสานมุมมองและเทคนิคที่แตกต่างกันอย่างลงตัว พร้อมบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อน น่าสนใจ และเต็มไปด้วยมิติที่เหนือความคาดหมาย ผู้ชมจะได้สัมผัสกับผลงานศิลปะที่เปี่ยมด้วยพลัง ทั้งภาพวาด ประติมากรรม และผลงานจัดวาง ที่ได้รับการนำเสนอในรูปแบบที่จะกระตุ้นให้เกิดการตีความและสร้างแรงบันดาลใจ

VAYUPAD Solo Exhibition: The Sculptor’s Room ศิลปิน: วายุพัด รัตนเพชร  ภัณฑารักษ์: อวภาส์ เผยศิริพัฒน์ ชวนคุณไปสำรวจพื้นที่แห่งจินตนาการและประติมากรรมสุดสร้างสรรค์ ที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้สัมผัสและตีความผ่านความงามและความหมายที่ซ่อนอยู่ในมิติทางกายภาพ ประติมากรรมแนว Figurative ของศิลปินเกิดจากการผสมผสานความสมจริงตามแนว Academic Realism เข้ากับความงามในอุดมคติ ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะตะวันตกคลาสสิกและศิลปะไทยประเพณี ประติมากรรมของวายุพัดจึงเป็นให้ความรู้สึกราวกับการสำรวจสมดุลระหว่างความจริงและอุดมคติ ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์ ประสบการณ์ และความซับซ้อนของการเป็นมนุษย์

ศิลปินได้นำโต๊ะปั้นงาน ตะไบ เครื่องมือปั้น และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานจริงมาจัดแสดง ให้ความรู้เหมือนคุณก้าวเข้าสู่โลกในการทำงานและจินตนาการของศิลปิน ผลงานของวายุพัดให้ความรู้สึกตอบโต้โดยตรงกับจินตนาการและความรู้สึกของผู้ชม จึงแตกต่างจากการชมผลงานประติมากรรมของตะวันตกทั่วไป ซึ่งเราจะสัมผัสได้ผ่านความสดใหม่ของประติมากรรมต้นแบบ (ปูนปลาสเตอร์) จึงมองเห็นรอยนิ้วมือและร่องรอยต่างๆ ที่ศิลปินหลงเหลือไว้บนชิ้นงาน

‘Escapeeeeeee’ Duo Exhibition  ศิลปิน: รักฟ้า ชาตินรินทร์ และ ทวีศักดิ์  รอมนีภัณฑารักษ์: วิชชาพร ต่างกลาง นิทรรศการที่มีชื่อไทยเท่ๆ ว่า “หนีเพื่ออยู่” สื่อถึงศิลปะเพื่อการเยียวยาจิตใจในวันที่โลกทั้งใบใจร้ายกับเรา เมื่อเสียงจากภายนอกดังพอที่จะกลบเสียงจากภายใน ศิลปินจึงชวนคุณหลบไปฮีลใจแล้วกลับมาดิ้นรนใหม่ในโลกอันโหดร้าย การขอเวลานอกมาสร้างโลกเสมือนเพื่อ “หลีกหนี” สำหรับบางคน ไม่ใช่ว่าพวกเขาขี้แพ้ แต่มันคือวิธีการที่เขาจะรักษาสมดุลสภาพจิตใจเขาให้อยู่รอดได้โดยไม่แตกสลาย

ศิลปินทั้งสองมีคอนเซ็ปต์ในการสร้างสรรค์ผลงานที่คล้ายกัน Lazy Man นำคำพูดกระทบกระทั่งและ Toxic จากโลกภายนอกมาแปลงเป็นตัวตนในผลงาน ส่วนรักฟ้าสร้างตัวละครแปลกๆ และกฎเกณฑ์ในโลกของตัวเองขึ้นมา ในเมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกแห่งความจริง รักฟ้าจึงใช้ศิลปะในการสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมา เพื่อใช้เยียวยาบำบัดความรู้สึกของผู้คน ที่ได้รับความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าจากโลกแห่งความจริง เหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ศิลปินทั้งสองสร้างขึ้นมาสำหรับทุกคน เพื่อหลีกหนีและอยู่รอดต่อไปในแบบของตัวเอง

นอกจากนี้  ภายในโซน Special Exhibition ยังจัดแสดงนิทรรศการของ 2 ศิลปินสาวที่มีสไตล์การทำงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง วัณณิตา ตันเก่ง พร้อมผลงานภาพเขียนสีน้ำมันที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าหญิงในดิสนีย์ ได้แก่ Snow White, Ariel, Jasmine และ Belle รวมถึงผลงานของ สุชญา ทองรมย์ ศิลปิน Creative Artist ยุคใหม่ที่มีแนวความคิดแตกต่างและสะท้อนตัวตนออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านคาแร็กเตอร์ที่มีชื่อว่า ‘byBamBam’ เน้นการใช้สีสันสดใส การคัดเลือกพาเลตต์สีที่สัมพันธ์ไปกับเรื่องราวและคอนเซ็ปต์ในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือแม้แต่การสร้าง meme เชิงเสียดสีและจิกกัดเบาๆ จนได้รับความสนใจในโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว

ปักหมุดนิทรรศการพิเศษนี้ได้ในงาน Mango Art Festival 2025 จัดแสดงที่ River City Bangkok ระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤษภาคม 2568 เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนหน้างาน พร้อมอัปเดตทุกความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.facebook.com/MangoArtFestival

Maison Berger Paris คอลเลคชั่นพิเศษ พลังแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม

Maison Berger Paris คอลเลคชั่นพิเศษ พลังแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม

Maison Berger Paris คอลเลคชั่นพิเศษ พลังแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตร์แห่ง Aromatherapy หรือ “การบำบัดด้วยกลิ่นหอม” เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ได้รับความนิยมทั่วโลกและสามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน เพียงแค่เลือกกลิ่นหอมที่ใช่ ก็สามารถสร้างบรรยากาศที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง

หากคุณกำลังมองหาวิธีบำบัดตัวเองจากภายใน คือ ตะเกียงน้ำหอมฟอกอากาศ Maison Berger Paris  ผู้นำเครื่องหอมบ้านจากประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งไม่เพียงแค่ให้กลิ่นหอมที่เยียวยาใจ แต่ยังมีคุณสมบัติในการ “ฟอกอากาศ” ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกระบวนการ Catalytic Diffusion System ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรจากประเทศฝรั่งเศส ด้วยกลิ่นหอมที่เลือกสรรมาเพื่อบำบัดโดยเฉพาะ ผสานกับนวัตกรรมการฟอกอากาศ ตะเกียง Maison Berger Paris จึงเป็นมากกว่าเครื่องหอม แต่คือเครื่องมือแห่งการเยียวยาทางใจอย่างแท้จริง

Maison Berger Paris ได้พัฒนาคอลเลคชั่นพิเศษ Aroma Collection ซึ่งเป็นน้ำหอมที่สร้างขึ้นเพื่อการบำบัดในรูปแบบ Aromatherapy โดยเฉพาะ มีให้เลือกหลายสูตรตามความต้องการในการบำบัดและผ่อนคลาย ประกอบไปด้วย Aroma Happy ช่วยสร้างความรู้สึกดี มีสุขภาวะทางใจที่ดี กระตุ้นพลังบวกด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากยูจีนอล ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจากดอกพุด ลิลลี่ภูเขา และลีลาวดี Aroma Energy ช่วยกระตุ้นพลัง สร้างความกระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากเกรปฟรุต ผสมผสานกับกลิ่นหอมจากกุหลาบและสับปะรด Aroma Relax ช่วยคลายความเครียด ลดภาวะจิตใจที่เศร้าโศก ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากพิมเสน ยางสน และดอกเจอเรเนียม ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจาก ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ และดอกไวโอเล็ต Aroma D-Stress ช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากส้มแทนเจอรีน ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจาก เมล่อน ดอกมิโมซ่า และขิง

Aroma Love สร้างบรรยากาศให้เกิดอารมณ์พึงพอใจ และความรัก ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากกระดังงาและพิมเสน ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจากลิลลี่ภูเขา  Aroma Wake-Up ทำให้รู้สึกมีพลัง กระตือรือร้น ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากยูคาลิปตัสและไม้สนซีดาร์ ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจากไม้จันทน์หอม และดอกเจอเรเนียม Aroma Focus สร้างความรู้สึกสงบ มั่นคง มีสมาธิ ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากเปปเปอร์มินท์และโหระพา ผสมผสานกับจันทน์แปดกลีบ  Aroma Respire ช่วยปรับระบบการหายใจให้ดีขึ้น ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากยูคาลิปตัสและใบมินท์ ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจากใบสน และพริกไทย Aroma Dream ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ปรับปรุงคุณภาพในการนอนหลับ ด้วยเอสเซนเชียลออยล์จากพิมเสนและลาเวนเดอร์ ผสมผสานกับกลิ่นหอมหลักจากดอกกุหลาบลิลลี่ภูเขา และไวท์มัสค์

ยิ่งไปกว่านั้น Maison Berger Paris ยังได้พัฒนากลิ่นหอมจาก Aroma Collection ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งานทั้งในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ตะเกียงน้ำหอม ก้านกระจายความหอม เทียนหอม คลิปปรับอากาศในรถยนต์ และเครื่องพ่นแบบ Electric Diffuser ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้า เศร้าหมอง หรือแค่ต้องการพักใจสักครู่ “กลิ่นหอม” อาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่คุณตามหาอยู่ ให้เครื่องหอมจาก Maison Berger Paris ช่วยเปลี่ยนบ้านของคุณให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการพักใจ…เริ่มต้นความสงบได้ที่บ้านคุณเอง

เปิดประสบการณ์เครื่องหอมบ้านที่เปี่ยมไปด้วยพลังบำบัดได้ที่ร้าน Maison Berger Paris ทุกสาขาและช่องทางออนไลน์ พร้อมเติมเต็มทุกบ้านด้วยกลิ่นหอมพร้อมโปรโมชันมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ร้าน Maison Berger Paris และช่องทางออนไลน์ Facebook: MaisonBergerThailand, LINE: @maisonbergerthai, IG: maisonbergerthailandwww.maisonbergerthailand.com, Lazada, Shopee, ShopSabuy และ Tiktok หรือ โทร. 02-672-2088

Van Cleef & Arpels คอลเลกชัน Pont des Amoureux ‘สะพานแห่งความรัก’

Van Cleef & Arpels คอลเลกชัน Pont des Amoureux ‘สะพานแห่งความรัก’

Van Cleef & Arpels คอลเลกชัน Pont des Amoureux ‘สะพานแห่งความรัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Van Cleef & Arpels (@vancleefarpels) เปิดบทใหม่แห่งความโรแมนติกบน “สะพานแห่งความรัก” หรือ Pont des Amoureux ด้วยเรือนเวลารุ่นใหม่จากคอลเลกชัน Poetic Complications ที่รังสรรค์ด้วยงานฝีมือชั้นสูง ถ่ายทอดทัศนียภาพกลางมหานครปารีส และอารมณ์โรแมนติก 4 ช่วงเวลาทั้งยามอรุณรุ่ง,  บรรยากาศสดใสในตอนเช้า, แสงอัสดงอบอุ่นบนผืนฟ้า และประกายแสงจันทร์กลางราตรี

หน้าปัดนาฬิกาถ่ายทอดเรื่องราวการนัดพบระหว่างคู่รักบนสะพานกลางมหานครปารีส ผ่านกลไกซ้อนที่ขับให้ตัวละครหนุ่มสาวมาพบและจุมพิตกัน ณ เวลาเที่ยงวันและเที่ยงคืน พร้อมกลไก on-demand animation ที่สามารถเรียกช่วงเวลาแห่งรักให้กลับมาโลดแล่นได้ทุกเมื่อเพียงปลายนิ้วสัมผัส ด้วยเหตุนี้ นาฬิการุ่นใหม่แต่ละเรือนจึงเปรียบได้กับศิลปะวัตถุเลอค่าชิ้นหนึ่ง ที่สะท้อนศิลปะในการบอกเวลาอันแสนแยบคายในแบบฉบับของ Van Cleef & Arpels อย่างแท้จริง

ในปีค.ศ. 2010 Van Cleef & Arpels สรรค์สร้างนาฬิกา “สะพานแห่งความรัก” หรือ Pont des Amoureux เรือนแรกขึ้น และผลงานต้นแบบรุ่นนี้ยังเป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกจากคอลเลกชัน Poetic Complications ซึ่งอาศัยความวิจิตรบรรจงของกลไกซ้อนระบบขับเคลื่อน สามารถชนะรางวัลจากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (กรองด์ ปรีซ์ ดอรลอเชรี เดอ เชอแนฟว)

ตั้งแต่นั้นมา ผลงานจากคอลเลกชันนี้ต่างร่วมกันเล่าเรื่องราวของการนัดพบระหว่างหนุ่มสาวคู่รักบนสะพานกลางมหานครปารีส โดยอาศัยการซ้อนระบบระหว่างกลไกเข็มตีกลับบอกชั่วโมง กับกลไกเข็มตีกลับบอกนาทีเพื่อขับเคลื่อนคู่รักจากต่างปลายสะพานให้มาพบและจูบกันในตอนเที่ยงวันและเที่ยงคืน ซึ่งอากัปแห่งรักนั้นราวจะหยุดนิ่งอยู่ประมาณสามนาทีก่อนแต่ละฝ่ายจะแยกจากกัน กลับไปตั้งต้นบอกชั่วโมงและนาทีของรอบใหม่ นอกจากนั้น เพื่อเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาอันเปี่ยมความหมายได้ในทุกขณะที่ต้องการ งานประกอบกลไกขับเคลื่อนหุ่นกลตามสั่ง คืออีกลูกเล่นซ้อนระบบ ซึ่งผู้สวมใส่นาฬิกาสามารถพบกับฉากรักบนสะพานได้อีกเป็นเวลาสิบสองวินาที

Beiersdorf จับมือมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง รณรงค์คัดกรองมะเร็ง ‘รู้เร็ว รักษาได้’

Beiersdorf จับมือมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง รณรงค์คัดกรองมะเร็ง ‘รู้เร็ว รักษาได้’

Beiersdorf จับมือมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง รณรงค์คัดกรองมะเร็ง ‘รู้เร็ว รักษาได้’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับโลก เจ้าของแบรนด์นีเวียและยูเซอริน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Care Beyond Skin” ที่เชื่อว่าการดูแลไม่ได้หยุดอยู่แค่ผิวพรรณ แต่ขยายสู่การสร้างพลังบวกในสังคม จับมือมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง (Thai Cancer Society) สานต่อโครงการ “เคียงข้างทุกช่วงเวลาการดูแล” (Supporting Moments of Care) มุ่งดูแลและสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่การรณรงค์ให้เกิดความตระหนักรู้และการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มต้น ภายใต้แนวคิด “รู้เร็ว รักษาได้” เพราะการรู้ทันโรค คือโอกาสในการรักษา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของคนไทย

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่สร้างผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวคนไทยอย่างมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการ “เคียงข้างทุกช่วงเวลาการดูแล” (Supporting Moments of Care) ได้สานต่อเจตนารมณ์ของไบเออร์สด๊อรฟในการส่งมอบกำลังใจและการดูแลให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาที่เราพบเพิ่มเติม คือ หลายคนยังเข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรอง และขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล

ในปีนี้ เราจึงต่อยอดบทบาทของโครงการจากการดูแล ไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มต้น ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และพันธมิตรที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองในระยะเริ่มต้นได้มากขึ้น เพราะเรามีความเชื่อว่า หากรู้เร็ว จะมีโอกาสรักษา และกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้มากขึ้น โดยเป้าหมายของเราคือ ไม่เพียงแค่สนับสนุนผู้ป่วยในวันที่เขาต้องการพลังใจที่สุด แต่ยังต้องการจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย ทั้งหมดนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเราในฐานะ      แบรนด์ที่เชื่อมั่นในพลังของการดูแล ‘Care Beyond Skin’  เพราะเราเชื่อว่า การดูแลที่แท้จริง คือการลงมือทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคมได้จริง”

เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในสังคม ไบเออร์สด๊อรฟได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคคนไทยมีส่วนร่วมในโครงการ “เคียงข้างทุกช่วงเวลาการดูแล” (Supporting Moments of Care) ผ่านการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งที่ซื้อผ่านออนไลน์และซื้อจากหน้าร้านค้า  โดยทุกการซื้อผลิตภัณฑ์นีเวีย 1 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน – 11 มิถุนายน 2568 ในร้านค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่ โลตัส, บิ๊กซี, วัตสัน, บูสท์, ท๊อปส์, เดอะมอลล์, ซีเจ, แมคโคร, ศูนย์จัดจำหน่ายและร้านค้าปลีกท้องถิ่น บริษัทจะบริจาค 1 บาท และทุกการซื้อยูเซอริน 1 ชิ้นจากร้านวัตสันตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2568 ทางบริษัทจะบริจาค 5 บาท มอบให้มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง รวมสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรณรงค์และขับเคลื่อนการตรวจคัดกรองมะเร็งในวงกว้าง ทำให้ทุกการเลือกซื้อของผู้บริโภค ไม่เพียงส่งผลดีต่อตนเอง แต่ยังเป็นการส่งต่อ “ช่วงเวลาแห่งความห่วงใย” ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งทั่วประเทศได้เข้าถึงโอกาสแห่งการรักษามากขึ้นอีกด้วย

เงินสบทบทุนโครงการจะถูกจัดสรรออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกจะนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมของมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งในการดูแลสุขภาพกายและใจของผู้ป่วย ทั้งในด้านข้อมูลความรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมเวิร์กชอปต่าง ๆ เพื่อเสริมพลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัวอย่างรอบด้าน อีกส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในการรณรงค์ตรวจคัดกรองมะเร็ง โดยมีการจัดรถหน่วยตรวจคัดกรองมะเร็งเคลื่อนที่ออกให้บริการ  โดยเน้นการคัดกรองมะเร็ง 3 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ “เคียงข้างทุกช่วงเวลาการดูแล” (Supporting Moments of Care) ในปีนี้ตั้งเป้าหมายในการสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งให้กับประชาชนอย่างน้อย 200,000 คนทั่วประเทศ พร้อมกับเป้าหมายให้ประชาชนอย่างน้อย 10,000 คนเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งผ่านรถหน่วยเคลื่อนที่  ความตั้งใจเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือในระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานแห่งความเข้าใจ การเข้าถึงโอกาสในการรักษา และการสร้างพลังใจให้กับทั้งผู้ป่วยและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลภายใต้วิสัยทัศน์ Care Beyond Skin ที่ไบเออร์สด๊อรฟมุ่งมั่นส่งต่อสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เคียงข้างทุกช่วงเวลาการดูแล” (Supporting Moments of Care) ได้ง่าย ๆ เพียงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นีเวียและยูเซอรินที่ร่วมรายการ ณ ร้านค้าที่ร่วมแคมเปญทั่วประเทศ และติดตามรายละเอียดกิจกรรม และข่าวสารของโครงการได้ผ่านทางช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ ทั้ง Facebook: NIVEA Thailand และ Eucerin Thailand เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการดูแลไปด้วยกัน

คิมป์ตัน คีตาเลย์ เดอะ วิลล่าส์ จับมือครั้งพิเศษกับ PARISSARA ออกแบบคอลเลคชั่นหัตถศิลป์กับโปรเจกต์ ‘Whispers of the Waves’

คิมป์ตัน คีตาเลย์ เดอะ วิลล่าส์ จับมือครั้งพิเศษกับ PARISSARA ออกแบบคอลเลคชั่นหัตถศิลป์กับโปรเจกต์  ‘Whispers of the Waves’

คิมป์ตัน คีตาเลย์ เดอะ วิลล่าส์ จับมือครั้งพิเศษกับ PARISSARA ออกแบบคอลเลคชั่นหัตถศิลป์กับโปรเจกต์ ‘Whispers of the Waves’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คิมป์ตัน คีตาเลย์ สมุย รีสอร์ตริมทะเลระดับ MICHELIN Key บนเกาะสมุย   ชวนนักเดินทางมาเปิดประสบการณ์แห่งความหรูหราใน “เดอะ วิลล่าส์” ที่ซึ่งหลอมรวมบริการเหนือระดับเข้ากับดีไซน์เปี่ยมเสน่ห์อย่างลงตัว จับมือ PARISSARA ดีไซเนอร์ไทยผู้อนุรักษ์ความยั่งยืนและหัตถศิลป์ท้องถิ่นของไทย ออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษ อาทิ เสื้อคลุมอาบน้ำ หรือกระเป๋าชายหาดย้อมมือ รองเท้าแตะทอมือ และอีกมากมาย  พร้อมผ่อนคลายด้วยผลิตภัณฑ์อาบน้ำออร์แกนิกจาก Aesop แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังจากออสเตรเลีย รวมไปถึงบริการจาก Villa Concierge ผู้ช่วยที่จะทำให้ทุกช่วงเวลาแห่งการเข้าพักได้รับการดูแลอย่างใส่ใจและน่าประทับใจไม่รู้ลืม

เดอะ วิลล่าส์ ประกอบด้วยพูลวิลล่าส่วนตัวทั้งแบบหนึ่งและสองห้องนอน การออกแบบภายในแต่ละวิลล่าผสมผสานกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมไทยเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว  ถูกรังสรรค์ให้เป็นดั่งโอเอซิสส่วนตัว มีสวนล้อมรอบและสระว่ายน้ำ ให้ได้เพลิดเพลินกับความเงียบสงบอย่างเต็มที่ และเพียงไม่กี่ก้าวจากวิลล่า ก็จะได้พบกับหาดเชิงมนอันเงียบสงบและอ่าวไทยที่โอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส

อีกทั้ง ยังมีการร่วมมือกันครั้งพิเศษระหว่าง เดอะวิลล่าส์ และ PARISSARA ดีไซเนอร์และแบรนด์สิ่งทอออร์แกนิกเพื่อสร้างสรรค์โปรเจกต์ “Whispers of the Waves” นำเสนอคอลเลกชันงานหัตถศิลป์ที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น เสื้อคลุมอาบน้ำผ้าลินินหรือผ้าไหม รองเท้าแตะ กระเป๋าชายหาด ผ้าพันคอ และหมวกสาน โดยช่างฝีมือท้องถิ่นจากอีสาน เชียงใหม่ และภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศไทย พร้อมให้แขกได้ใช้และสัมผัสตลอดการเข้าพัก  และยังสามารถเลือกซื้อกลับได้ที่ร้านค้าของรีสอร์ต

เติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนด้วยเสื่อโยคะภายในห้อง วิลล่าบาร์ที่มีอุปกรณ์ทำค็อกเทลดื่มด้วยตัวเอง มาพร้อมระบบความบันเทิงครบครัน หรือจะผ่อนคลายยามค่ำคืนในอ่างอาบน้ำลึก ในห้องน้ำตกแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิกสไตล์ไทย พร้อมผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่คัดสรรค์มาให้เฉพาะแขกเดอะวิลล่าส์ได้ใช้ อาทิ แชมพู ครีมนวด เจลอาบน้ำ บอดี้บาล์ม และแฮนด์วอชจาก Aesop แบรนด์สกินแคร์ออร์แกนิกชื่อดังจากออสเตรเลีย หลับฝันดีบนเตียงนุ่มสบาย พร้อมฟูกทำขึ้นพิเศษและชุดเครื่องนอนผ้าฝ้าย 400 เส้นด้าย

เดอะวิลล่าส์ ยังเป็นเปิดรับสัตว์เลี้ยง สามารถเข้าพักได้สูงสุด 2 ตัว พร้อมพื้นที่ส่วนตัวให้เพื่อนตัวน้อยได้วิ่งเล่นอย่างอิสระ เป็นส่วนหนึ่งของคนในครอบครัว นอกจากนี้ เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แขกสามารถแจ้ง Villa Concierge ขอรับบริการเสริมแสนพิเศษ เติมเต็มยามเย็นด้วยดินเนอร์สุดโรแมนติกหรือบาร์บีคิวริมชายหาดสำหรับคู่รัก ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน

พอล โลเดอร์ ผู้จัดการทั่วไป คิมป์ตัน คีตาเลย์ สมุย กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แขกได้บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิต เดอะวิลล่าส์ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนโลกส่วนตัวของแขกที่เข้าพัก คู่รัก ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน ในบรรยากาศสดใสและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ พร้อมบริการเสริมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่มายกระดับการเข้าพักให้กับแขกทุกท่าน วิลล่าทุกหลังเป็นดั่งโอเอซิสที่เงียบสงบริมทะเล รอให้มาร่วมสร้างเรื่องราวสุดประทับใจ นี่ไม่ใช่แค่ที่พักริมชายหาด แต่เป็นที่ที่ความทรงจำอันมีค่าได้ถือกำเนิดขึ้น”

เดอะวิลล่าส์ คืออีกหนึ่งนิยามแห่งความเป็นเลิศของการบริการจาก คิมป์ตัน คีตาเลย์ สมุย รีสอร์ตที่ได้รับรางวัล MICHELIN Key อันทรงเกียรติ หนึ่งในไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องในระดับสากล

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของรีสอร์ตได้ที่ช่องทาง: เว็บไซต์: www.kimptonkitalaysamui.com เฟสบุ๊ค: www.facebook.com/KimptonSamui อินสตาแกรม: https://www.instagram.com/kimptonkitalaysamui/ ไลน์: @kimptonsamui

Kipling Thailand มอบชีวิตใหม่ให้ ‘เจ้าโย่ง-เจ้ามอม’ สุนัขจรจัดช่วยเหลือเหตุตึกถล่ม

Kipling Thailand มอบชีวิตใหม่ให้  ‘เจ้าโย่ง-เจ้ามอม’ สุนัขจรจัดช่วยเหลือเหตุตึกถล่ม

Kipling Thailand มอบชีวิตใหม่ให้ ‘เจ้าโย่ง-เจ้ามอม’ สุนัขจรจัดช่วยเหลือเหตุตึกถล่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Kipling Thailand นำโดย ปอศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ร่วมกับ มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) โดย เก๋ชลลดา (เมฆราตรี) สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิ สนับสนุนเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าฝึกสุนัขให้กับ “เจ้าโย่ง” และ “เจ้ามอม” สองสุนัขจรจัดที่เป็นข่าวโด่งดังจากการมีส่วนร่วมในการช่วยค้นหาร่างผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มเมื่อไม่นานมานี้

“เจ้าโย่ง” และ “เจ้ามอม” เป็นสุนัขจรจัดที่อาศัยอยู่ละแวกอาคารที่เกิดเหตุ แม้ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ แต่กลับใช้สัญชาตญาณช่วยเหลือทีมเจ้าหน้าที่ในการค้นหาร่างผู้สูญหายได้อย่างน่าทึ่ง จนได้รับความสนใจจากสื่อและสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งสะท้อนถึงศักยภาพอันมีค่าของสุนัขจรที่มักถูกมองข้าม

เพื่อสานต่อความสามารถพิเศษนี้  ปอ ศีกัญญา และ Kipling Thailand  จึงร่วมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ฯ ดำเนินโครงการฝึกฝนอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 3 เดือน ณ โรงเรียนฝึกสุนัขไชยภักดิ์ โดยเน้นการปรับพฤติกรรม พัฒนาสมาธิ และเสริมทักษะการเข้าสังคม เพื่อให้ “เจ้าโย่ง” กับ “เจ้ามอม” พร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือสังคมในอนาคต และเตรียมหาบ้านใหม่ที่เหมาะสมต่อไป โดยระหว่างนี้ทั้งสองตัวก็ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายให้สมบูรณ์ เช่น การเพิ่มน้ำหนัก ทำหมัน ซึ่งทั้งหมดได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่ออีกหนึ่งพันธมิตรที่ร่วมมือกันมายาวนาน

โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์อันน่าประทับใจ เมื่อวันที่ “เจ้าโย่ง” เดินเข้าสู่กรงของมูลนิธิฯ ซึ่งบังเอิญตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่ คุณป๋ำ ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ผู้ก่อตั้งและผู้นำเข้าแบรนด์ Kipling Thailand ด้วยความตั้งใจทำบุญเนื่องในวันพิเศษนี้ คุณปอจึงติดต่อมายังมูลนิธิเพื่อร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของสุนัขทั้งสองตัว

ปอ-ศีกัญญา กล่าวว่า “สำหรับ Kipling Thailand เราเชื่อมั่นในพลังของการให้ และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ไม่เพียงแค่กับคน แต่รวมถึงสัตว์ที่ต้องการโอกาสในชีวิตเช่นกัน การได้มีส่วนช่วยเจ้าโย่งและเจ้ามอมได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา และในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้กลายเป็นผู้ช่วยชีวิตผู้อื่น การส่งต่อโอกาสและความรักเล็กๆ เหล่านี้ จะก่อให้เกิดพลังบวกที่ยิ่งใหญ่ต่อสังคมในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาง Kipling Thailand  ทำมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เช่น การช่วยเหลือช้าง น้องหมาและน้องแมวกว่า 1,000 ชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในภาคเหนือและภาคอีสานเมื่อปีที่ผ่านมา

โครงการฝึกสุนัขครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างชีวิตใหม่ให้ “เจ้าโย่ง” และ “เจ้ามอม” เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงพันธกิจของ Kipling Thailand และมูลนิธิเดอะวอยซ์ฯ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์จรจัด สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นคุณค่าของชีวิตสัตว์ที่ด้อยโอกาส และส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของการให้และการแบ่งปันอย่างต่อเนื่อง 

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าเสริมเกราะป้องกันภัยในครอบครัว เปิดพื้นที่กระชับสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก ผ่านหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าเสริมเกราะป้องกันภัยในครอบครัว  เปิดพื้นที่กระชับสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก ผ่านหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าเสริมเกราะป้องกันภัยในครอบครัว เปิดพื้นที่กระชับสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก ผ่านหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญด้านการพัฒนาเด็ก ครอบครัวและชุมชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในฐานะที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีพันธกิจในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวมาแล้วกว่า 50 ปี   จัดโครงการอบรมหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์  ที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยมีครอบครัวกว่า 30 ครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก ผ่านการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้การแสดงออกทางความรักต่อกัน ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ผ่านหลักสูตรผู้เอื้อกระบวนการ มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัวว่า  พ่อแม่และผู้ปกครองคือ หัวใจสำคัญของการดูแลเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพ เราจึงมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพของพวกเขา  ไม่เพียงเพื่อประโยชน์ของเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น และสนับสนุนพัฒนาการของเด็กในทุกช่วงวัย กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการช่วยเหลือครอบครัวให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและมั่นคงยิ่งขึ้น มากไปกว่าการอบรม คือการสร้างสายสัมพันธ์ที่ยั่งยืน หลักสูตรครอบครัวสุขสันต์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอบรมเชิงทฤษฎี แต่เป็นเวทีที่ช่วยให้พ่อแม่และลูกๆ ได้เข้าใจกันมากขึ้น

รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 

“ในโอกาสที่เดือนเมษายน เป็นเดือนแห่งการส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ทางมูลนิธิศุภนิมิตฯ ขอใช้โอกาสนี้ เชิญชวนทุกตนมาร่วมสร้างเกราะป้องกันภัยภายในบ้าน พร้อมกันกับการจัดอบรมในโครงการหลักสูตรครอบครัวสุขสันต์ ขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานด้านพัฒนาเด็ก และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัว ได้เรียนรู้วิธีแสดงออกถึงความรัก และสร้างความผูกพันผ่านกิจกรรมที่มีประโยชน์ เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัวไม่ใช่เพียงการอยู่ร่วมกัน แต่คือความรัก ความเข้าใจ และการสื่อสารที่ดี ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษใด ๆ นี่คือ สิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไปในวงกว้าง และปรารถนาให้เกิดขึ้นในทุกครอบครัว มาช่วยกันลดสถิติหย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว อันส่งผลกระทบถึงตัวเด็กโดยตรงด้วยกัน

 จากผลสัมฤทธิ์ของโครงการอบรมในพื้นที่ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืน จังหวัดเชียงใหม่ ทางทีมงานจึงมีแผนขยายพื้นที่ดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตามพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ในการพัฒนาและสาธารณกุศล ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว โดยคาดหวังและมั่นใจว่า ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการอบรม จะช่วยให้ครอบครัวสามารถสานสัมพันธ์กันได้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อไป”

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากครอบครัวผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะการเปิดใจให้น้อง ๆ และพ่อแม่ได้ใช้เวลาและพูดความในใจต่อกันและกัน  นางสาวพุทธิดา หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวถึงความประทับใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า “จากกิจกรรมครอบครัวสุขสันต์ หนูรู้สึกมีความสุขมากเลยค่ะ เพราะได้เข้าร่วมอบรมกับคุณแม่ ได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น หัวข้อที่หนูชอบที่สุดคือ เรื่อง ภาษารัก เพราะครอบครัวของหนูไม่ค่อยแสดงความรักผ่านคำพูดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เราจะแสดงออกด้วยการกอดหรือสัมผัสกันมากกว่า หนูคิดว่าแม่เองก็คงอยากได้ยินคำว่ารักจากปากของหนูเหมือนกัน หลังจากนี้ หนูจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะคำว่ารักไม่จำเป็นต้องพูดเฉพาะในโอกาสพิเศษ แต่สามารถแสดงออกได้ทุกวันค่ะ” 

ด้าน นางสาวพิชามญชุ์ ผู้เข้าร่วมอีกคนหนึ่งได้กล่าวว่า “ขอบคุณและดีใจมาก ๆ ค่ะที่ได้มาอบรมในครั้งนี้ หนูได้เรียนรู้หลายอย่างที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ” โดยคุณแม่ของเธอเสริมว่า “รู้สึกดีมากค่ะ จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้กับครอบครัวของเราอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ความยากจนยังเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเด็กยากไร้และครอบครัวของพวกเขา เด็กเหล่านี้มักถูกกีดกันจากโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และขาดโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและเชื่อมั่นว่าทุกการให้คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กและครอบครัวให้ดีขึ้น เนื่องจากหนึ่งในต้นตอของปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่งผลถึงตัวเด็กและเยาวชน ทำให้ขาดโอกาสในด้านต่างๆ และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้างพลังแห่งโอกาสและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเพราะทุกการให้ คือเหตุผลที่ยิ่งใหญ่

ได้ที่  https://give.worldvision.or.th/lfWMZ7 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและอัปเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.worldvision.or.th