‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในผู้ป่วยเบาหวาน

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

โรคเบาหวาน (Diabetes) และโรคหัวใจ (Heart Disease) เป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะการเกิดโรคหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้                  

แพทย์หญิง กาญจนา อักษรวรนารถ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ศูนย์หัวใจ (Heart Center) โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะสามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

“เบาหวาน”ส่งผลต่อ “หัวใจ” อย่างไร?

ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานทำให้เกิดการสะสมของไขมันและคราบหินปูนในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้

เพิ่มความดันโลหิต ผู้ป่วยเบาหวานมักมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ไขมันในเลือดผิดปกติ คนที่เป็นเบาหวานมักมีระดับไขมัน LDL (ไขมันไม่ดี) สูง และระดับ HDL (ไขมันดี) ต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจ

ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ภาวะนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบในร่างกายและทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

เส้นประสาทถูกทำลาย ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจมีเส้นประสาทเสียหาย ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการหัวใจขาดเลือด  ไม่รู้สึกเจ็บหน้าอกแม้มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยเบาหวานจึงมักตรวจพบโรคหัวใจในระยะที่รุนแรงแล้ว

“การตรวจสุขภาพหัวใจ” สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วัดความดันโลหิต ผู้ป่วยเบาหวานมักมีความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง, และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (FBS, HbA1c) เป็นการตรวจเพื่อประเมินระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมีความสำคัญในการ คัดกรอง วินิจฉัย และติดตามโรคเบาหวาน รวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม

ตรวจไขมันในเลือด (Lipid Profile) ตรวจเพื่อประเมินระดับไขมันต่าง ๆ ในกระแสเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะภาวะหลอดเลือดตีบและโรคหัวใจขาดเลือด

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG – Electrocardiogram) การตรวจ ECG เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการตรวจสอบ สัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ เพื่อวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจขาดเลือด และปัญหาทางไฟฟ้าหัวใจอื่น ๆ

ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram หรือ Echo) เป็นการตรวจที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ, โครงสร้างของหัวใจ, และการทำงานของลิ้นหัวใจ

ตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) เป็นการทดสอบที่ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจขณะออกกำลังกาย เพื่อดูว่าหัวใจสามารถทนต่อความเครียดที่เกิดจากการออกกำลังกายได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหรืออาการที่อาจเกิดจากปัญหาหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเหนื่อยง่ายผู้ป่วยเบาหวาน

สัญญาณเตือนโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน

เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกกดทับบริเวณอก  หายใจลำบาก เหนื่อยง่ายกว่าปกติ  ใจสั่น หน้ามืด เวียนหัว  เท้าบวมจากภาวะหัวใจล้มเหลว

แนวทางป้องกันและการดูแลสุขภาพ

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และโซเดียมสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามค่าความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีอาการผิดปกติ แนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจ อย่างน้อยปีละครั้ง หรือทุก 6 เดือนในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง  เช่น มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย   แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ แนะนำให้มาปรึกษาแพทย์โดยทันที

โรคเบาหวาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้หลายเท่าตัว การตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำสามารถช่วยให้พบปัญหาได้เร็วขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การควบคุมน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันอย่างเหมาะสม รวมถึงการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงและลดความเสี่ยงได้

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

แบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์กับการเกิดโรค

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในร่างกายของมนุษย์เรามีจุลินทรีย์และแบคทีเรียในลำไส้มากถึง 100 ล้านล้านตัว มีทั้งที่เป็นตัวดีและตัวไม่ดี แล้วรู้ไหมว่า ถ้าแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์จะสัมพันธ์กับการเกิดโรค แล้วจะมีโรคอะไรบ้าง

พญ.กฤดากร เกสรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้เผยว่า โดยส่วนใหญ่เมื่อถึงแบคทีเรียจะเน้นไปที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งเป็นชนิดดี และประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ซึ่งเป็นชนิดไม่ดี

1. ประเภทโพรไบโอติก (Probiotic)เป็นประเภทของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ มีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย โดยทั่วไปจะเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อาจพบได้หลายที่ในระบบทางเดินอาหาร แต่พบได้มากที่สุดในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้โพรไบโอติก ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวิธีรักษาภาวะสุขภาพให้สมดุล เนื่องจากเป็นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่ทำหน้าที่สร้างกรดแลกติก พร้อมยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อโรค และการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ พร้อมส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโพรไบโอติกคือ สร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย รักษาและบรรเทาอาการโรคกระเพาะ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลดอาการอักเสบและภูมิแพ้ของร่างกาย

2. ประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogen) ในขณะเดียวกัน ลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ยังมีแบคทีเรียชนิดที่ไม่ดีอยู่ด้วย โดยเป็นประเภทจุลินทรีย์ก่อโรค ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผชิญกับโรคต่างๆ  เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคติดเชื้อจากอาหาร และโรคจากสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นมา ซึ่งอาจมีอาการความรุนแรงได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก หรืออาจคุกคามต่อชีวิตได้ จุลินทรีย์ก่อโรคนั้นเป็นได้ทั้งรา ไวรัส และปรสิต แต่ตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดคือ แบคทีเรีย ซึ่งเรารับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารนั่นเอง 

แบคทีเรียในลำไส้มีบทบาทอย่างมากต่อภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถรักษาให้สมดุลได้อย่างที่ควรเป็น ร่างกายก็จะแสดงอาการป่วยออกมาผ่านภาวะและโรคต่าง ๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการติดเชื้อ: เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิต โดยสาเหตุที่พบบ่อยมักมาจากเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (E.coli) ที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำ

ภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล: เกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับสมอง ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม รวมถึงการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ลำไส้ต่ำลง จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเศร้า เครียด และปวดท้องตามมา ทั้งยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมถอยเร็วกว่าวัยอันควร 

ภาวะอ้วน: เนื่องจากจุลินทรีย์ในลำไส้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อระบบเผาผลาญพลังงาน ดังนั้นการปรับสมดุลโพรไบโอติก จึงมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่จะลดภาวะเสี่ยงจากการเป็นโรคอ้วน

โรคผิวหนัง: เกิดจากการรั่วซึมของสารพิษจากแบคทีเรียในลำไส้ เมื่อมีภาวะไม่สมดุลก็จะทำให้การดูดซึมและเผาผลาญไม่ดี ทำให้เกิดอาการอักเสบ ส่งผลต่อการเกิดโรคผิวหนัง สิว กลากเกลื้อน และภูมิแพ้ผิวหนังได้ อันจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอย ผิวพรรณไม่สดใส แลดูแก่กว่าวัยได้

โรคมะเร็งลำไส้: แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่บางชนิดอย่างเชื้อฟิวโซแบคทีเรียม (Fusobacterium) และเชื้อโพรวิเดนเซีย (Providencia) ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงอย่างมากในการก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้การรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

นอกจากโรคและภาวะที่ยกตัวอย่างมา การขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อความเสี่ยงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคตับอีก

DITP จัดงานกาล่า ไนท์ ยกระดับอาหารไทย พร้อมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่สากล

DITP จัดงานกาล่า ไนท์ ยกระดับอาหารไทย พร้อมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่สากล

DITP จัดงานกาล่า ไนท์ ยกระดับอาหารไทย พร้อมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่สากล

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงาน “Thai SELECT Royal Gala Night” ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดย ทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน เพื่อยกระดับอาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่สากล พร้อมการรังสรรค์อาหารไทยสุดพิเศษภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE 5 SPIRITS OF THAI TASTE” นำเสนอเอกลักษณ์แห่งรสชาติไทยอันวิจิตรผ่านประสบการณ์กาล่าดินเนอร์สุดประทับใจ

งานอันทรงเกียรตินี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและส่งเสริมการยอมรับในระดับสากลให้กับ Thai SELECT ตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพและความเป็นต้นตำรับของอาหารไทย ทั้งในส่วนของร้านอาหารที่ให้บริการอาหารรสชาติตามแบบฉบับไทยแท้ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ผลิตด้วยส่วนผสมและรสชาติที่เป็นมาตรฐานอาหารไทย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทยที่จะเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีงามของอาหารและร้านอาหารไทยในเวทีโลก

ในปี 2568 นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการยกระดับและปรับภาพลักษณ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้เป็นที่แพร่หลายและยอมรับมากขึ้นในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลให้ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยพลังสร้างสรรค์ (Soft Power) เพื่อส่งเสริมการตลาด เศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารไทยให้มีมาตรฐานระดับโลก ทั้งยังได้มีการนำสัญลักษณ์ “ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้” มาใช้ในการจัดระดับร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT 3 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว, Thai SELECT 1 ดาว และ Thai SELECT Casual

ภายในงาน Thai SELECT Royal Gala Night ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสความพิเศษของ ห้าจิตวิญญาณแห่งรสชาติไทย ภายใต้แนวคิด “THE 5 SPIRITS OF THAI TASTE” สะท้อนรสชาติหลักของอาหารไทย ได้แก่ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และเผ็ด ซึ่งแต่ละเมนูถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อเชิดชูแก่นแท้แห่งรสชาติอาหารไทย โดย สุดยอดเชฟจาก 5 ร้านอาหารชื่อดังในโครงการ Thai SELECT เพื่อส่งมอบประสบการณ์การลิ้มรสอาหารไทยที่ สะท้อนเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทย

คอร์สอาหารทั้ง 5 ได้แก่ 1) The Awakening Spirit (รสเปรี้ยว) โดย BLUE ELEPHANT 2) The Grounded Spirit (รสเค็ม) โดย Amdang Typhoon Group 3) The Fiery Spirit (รสเผ็ด) โดย Royal Osha  4) The Soulful Spirit (รสมัน) โดย R-HAAN และ 5) The Nostalgic Spirit (รสหวาน) โดย The Artisans Ayutthaya

ยิ่งไปกว่านั้น งาน Thai SELECT Royal Gala Night ยังได้รับเกียรติจาก อีทัน เบอร์นาธ (Ethan Bernath) เชฟ นักเขียน และ Content Creator ชาวอเมริกันรุ่นใหม่ ที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการขับเคลื่อนวงการอาหารผ่านคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ มาร่วมงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอาหารไทย ร่วมกับเชฟชื่อดังของไทย พร้อมสัมผัสความสมดุลของร่างกาย จิตใจ และพลังชีวิตผ่านรสชาติอาหารไทยแท้ๆ

งาน Thai SELECT Royal Gala Night ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นของตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในระดับสากล ตอกย้ำมาตรฐานและคุณภาพอันเป็นแก่นแท้ของอาหารไทยสู่สายตาชาวโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจอาหารไทยในต่างประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ต่อไปในอนาคต

พิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

พิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

พิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง อาทิ  ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์,ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ,ดร.ประวิช รัตนเพียร,สันติธร ยิ้มละมัย (รองปลัด กระทรวงมหาดไทย), จิรวรรณ เพ็ญพาส (อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย),นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม (ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี),ธนนท์ พรรพีภาศ (รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ,วรงค์ แสงเมือง (รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน),พล.ต.ท.สุทิน เขียวรัตน์ (ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านฯ) ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ (นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ),อุบล อัครพัฒน์,กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล และผู้แทนหน่วยราชการ องค์การ มูลนิธิ-สมาคมต่างๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร กรมประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวง อว. คุรุสภา สภาการศึกษา สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ สมาคมแม่บ้านเหล่าทัพต่างๆ ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม  เขตพระนคร เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568

พระรูป สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานในพิธี พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์รองประธานอำนวยการมูลนิธิฯ, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย,สันติธร ยิ้มละมัย  (รองปลัดกระทรวงมหาดไทย),กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระพุทธประทีปวโรทัย พระประธานประจำพระวิหาร

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จัดพิธีบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี  ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างต่อเนื่องของเยาวชนผู้ยากไร้ทั่วประเทศตลอดมาระหว่างที่ทรงมีพระชนม์ชีพ

ประธานในพิธี วางพวงมาลา และจุดเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะหน้าพระรูป สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บุคคลสำคัญของโลก ทรงพระกรุณารับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชน ฯ ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปีพุทธศักราช 2525 ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสที่มีความประพฤติดีทั่วประเทศ  โดยให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนเจริญเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติ รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งคุณธรรมล้ำค่าดังกล่าวคู่ควรแก่การที่จะได้มีการปลูกฝังไว้ในสายเลือดของเยาวชนไทยทุกคนสืบไป

ประธานในพิธี ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ประธานสงฆ์พระธรรมวชิรจินดาภรณ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บุคคลสำคัญของโลก ทรงมีคุณูปการมากล้นต่อมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และเยาวชนผู้รับทุนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุกจังหวัดทั่วประเทศ อาทิ เสด็จไปทรงเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ด้วยพระองค์เอง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ,พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งกองทุนถาวรเพื่อนำเฉพาะดอกผลพระราชทานเป็นทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ยากไร้ในจังหวัดต่างๆ ได้ตลอดไปจนถึงปัจจุบัน,ทรงติดตามการศึกษา และความเป็นอยู่ของเยาวชนในพระอุปถัมภ์ทุกคน ,ทอดพระเนตรจดหมายของเยาวชนทุกฉบับที่กราบทูลพระองค์ท่านด้วยความสนพระทัย และทรงตอบจดหมายเยาวชนผู้รับทุนในพระอุปถัมภ์ด้วยพระองค์เอง ,ทรงมีจดหมายพระราชทานความยินดีแก่เยาวชนที่จบการศึกษาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง         พระราชทานพระวโรกาสให้เยาวชนผู้รับทุนทั่วประเทศ ครั้งละประมาณ 100 คน เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ในกรุงเทพฯ เป็นประจำ และพระตำหนักทรงงานที่จังหวัดน่าน

ประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ  ผู้ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

มีเยาวชนที่ได้รับทุนพระราชทานจากเงินในกองทุนถาวรของพระองค์ท่านไปแล้ว 68 ทุน และกำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบันจำนวน 2 คน

                 ประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา  อาทิ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธานอำนวยการมูลนิธิฯ, ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุข, ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, ดร.ประวิช  รัตนเพียร, สันติธร  ยิ้มละมัย (รองปลัดกระทรวงมหาดไทย), จิรวรรณ  เพ็ญพาส (อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย), นิชา หิรัญบูรณะ  ธุวธรรม (ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะกรรมการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ และเยาวชนทั่วประเทศยังคงจดจำรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ด้วยความกตัญญูกตเวทีไว้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย จัดสร้างอาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ วัดเทพประทาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถิตแห่งความจงรักภักดีจารึกไว้ในแผ่นดินตลอดกาล

ประธานในพิธี  พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน้าอนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวง อาทิ ดร.ศุลีมาศ  สุทธิสัมพัทน์ (นายกพุทธสมาคมฯ), วรงค์  แสงเมือง (รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, สมพงษ์  แก้วเจริญไพศาล (รองเลขาธิการสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย), ถนิมรัตน์  แกล้วทนงค์ (กรมประชาสัมพันธ์), รัฎชนิดา เนตรทิพย์ (สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร), วิทยา  วิทยารัฐ (สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ), ปก  อ่วมเกื้อมิตร (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน), อัมพาพันธุ์  กรุณกิจ (กระทรวงการอุดมศึกษาฯ)

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์ รองประธานอำนวยการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ ดร.ประวิช  รัตนเพียร, พล.ต.ท.สุทิน  เขียวรัตน์ (ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านฯ),  ประวีณา อัสโย(สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา), เจษฎา  จันทร์อุไร (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน), กรรณภรณ์  วงศ์ปิยะกุล (ผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิฯ), สมบูรณ์  ประชุมพันธ์ (สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ)

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์ รองประธานอำนวยการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ    ดร.ประวิช  รัตนเพียร, อุบล  อัครพัฒน์, จิรวรรณ  เพ็ญพาส (อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย), นิชา หิรัญบูรณะ  ธุวธรรม(ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษฯ สำนักนายกรัฐมนตรี), ธนพรรณ  นาคะนคร (อุปนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก), พล.อ.ต.หญิง เมตตา  ผลกิจ (อุปนายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ)

ปัจจุบันมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วประเทศ สำหรับให้เป็นทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนทุกอำเภอทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 2,838 ทุน เป็นเงินมากกว่า 13 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้วรวมทั้งสิ้น 35,000 กว่าทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นเกือบ 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานทุนการศึกษา และประธานอุปการะเยาวชนประจำจังหวัด โดยได้ออกไปเยี่ยมเยียนติดตามดูแลทุกข์สุขของเยาวชนด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิดด้วย เป็นผลให้เยาวชนรู้สึกอบอุ่น ไม่โดดเดี่ยวเป็นการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และเป็นการสกัดกั้นต้นเหตุแห่งปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชนผู้ด้อยประสบการณ์ชีวิตได้อย่างดีที่สุด

ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์ รองประธานอำนวยการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยกรรมการมูลนิธิฯ อาทิ  ดร.อารยา  อรุณานนท์ชัย, อุบล  อัครพัฒน์, สุดา  สุขอ่ำ (รองเลขาธิการสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา), ประวีณา  อัสโย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา)

สมาคมเหล่าทัพ ๔  เหล่า ถ่ายภาพร่วมกัน ธนพรรณ  นาคะนคร (อุปนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก), พล.อ.ต.หญิง เมตตา  ผลกิจ (อุปนายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ), รุจิรัชต  ประดิษฐธีระ (สมาคมภริยาทหารเรือ), ลภัทธิตา  จินตกานนท์ (สมาคมแม่บ้านตำรวจ)

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมชุบชีวิต ให้โอกาสเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อบริจาคเงินได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไลน์ไอดี 0804042439 และ 0851148900 โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 ใบเสร็จรับเงินนำไปลดหย่อนภาษีได้  ติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ กว่า 43 ปี ในการพัฒนาเยาวชนฯได้ที่ เฟสบุ๊ค : มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ  เว็บไซต์ : www.ruamchit-normklao.org

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชวนติดตามซิทคอม ‘CRA I-MED Series นวัตกรรมกู้โรค’

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชวนติดตามซิทคอม  ‘CRA I-MED Series นวัตกรรมกู้โรค’

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ชวนติดตามซิทคอม ‘CRA I-MED Series นวัตกรรมกู้โรค’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เชิญชวนประชาชนร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่กับรายการ “CRA I-MED Series นวัตกรรมกู้โรค” ซิทคอมแนวใหม่ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ 15 นวัตกรรมบริการสุขภาพราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อปวงชนชาวไทย ผ่านเรื่องราวสนุกสนาน เข้าใจง่าย และเปี่ยมสาระ ตอบโจทย์ทุกวัย

รายการนี้สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในการ มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชน โดยนำนวัตกรรมและวิทยาการขั้นสูงมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

ติดตามชมความพิเศษของแต่ละตอนกับนักแสดงรับเชิญมากมาย ที่จะมาสลับสับเปลี่ยนถ่ายทอดบทบาทต่างๆ อย่างน่าติดตาม ในช่วงเวลาผ่อนคลายก่อนเข้านอน ทั้งนี้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 23:25 – 23:40 น. ทางช่อง 3 HD (หมายเลข 33)

‘SAMA Garden’ Green Lifestyle Centre แลนด์มาร์คสายกรีนแห่งแรก ตอบโจทย์ผู้คนที่แสวงหาพื้นที่สีเขียว หลบความวุ่นวายในเมือง เติมพลังชีวิต

‘SAMA Garden’ Green Lifestyle Centre แลนด์มาร์คสายกรีนแห่งแรก ตอบโจทย์ผู้คนที่แสวงหาพื้นที่สีเขียว หลบความวุ่นวายในเมือง เติมพลังชีวิต

‘SAMA Garden’ Green Lifestyle Centre แลนด์มาร์คสายกรีนแห่งแรก ตอบโจทย์ผู้คนที่แสวงหาพื้นที่สีเขียว หลบความวุ่นวายในเมือง เติมพลังชีวิต

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

SAMA Garden (สมาการ์เด้น) Green Lifestyle Centre แห่งแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว ณ ไบเทคบุรี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่แสวงหาความใกล้ชิดกับธรรมชาติ ด้วยพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง รวมต้นไม้นานาชนิด ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และสินค้างานคราฟต์ ร้านอาหารและคาเฟ่ ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง และกิจกรรมเวิร์กชอปฟรีมากมายฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ปิติภัทร บุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภิรัชบุรี กรุ๊ป

นายปิติภัทร บุรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภิรัชบุรี กรุ๊ป กล่าวว่า “วิถีชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความตึงเครียด และมลพิษ ทำให้ผู้คนในปัจจุบันต้องการพื้นที่สีเขียวที่สงบ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจและเติมพลังชีวิต จากสิ่งดังกล่าว ภิรัชบุรี กรุ๊ป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวคิดการพัฒนาทำเลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเปิดตัว ‘SAMA Garden’ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในไบเทคบุรี โดยที่นี่เป็น Green Lifestyle Centre ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของคนเมืองให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติ หลบหนีจากความวุ่นวายในเมือง และเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ Green Living ได้ทุกวัน ครบจบในที่เดียว ทั้งการชมและเลือกซื้อต้นไม้ ชอปปิ้งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ พาสัตว์เลี้ยงเดินเล่น รับประทานอาหารและเครื่องดื่มสไตล์โฮมเมด ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนผ่านหลากหลายกิจกรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”

SAMA Garden มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 11,000 ตารางเมตร ผู้มาใช้บริการไม่เพียงแต่จะได้ผ่อนคลายไปกับพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังได้พบกับประสบการณ์แปลกใหม่ผ่าน 12 โซน ได้แก่ House of Plants แหล่งรวมต้นไม้กว่า 1,000 ชนิด ทั้งพันธุ์ไม้ยอดนิยมและหายาก ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน (Traceability) รวมถึงมีตัวอย่างการจัดสวนเรือนกระจก เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เยี่ยมชมได้เลือกซื้อกลับไปปลูกที่บ้านเพื่อสร้างสวน 0 นาที ตามคอนเซปต์ “เริ่มต้นที่ SAMA Garden และจบที่บ้านของคุณ”

Lifestyle Hall รวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสินค้างานคราฟต์คุณภาพสูงกว่า 80 แบรนด์ โดยผู้ประกอบการรายย่อย ที่มาพร้อมดีไซน์ร่วมสมัยและเน้นเรื่องความยั่งยืน  Event Space พื้นที่จัดกิจกรรมที่รองรับทั้งงานแต่งงาน ปาร์ตี้เปิดตัวสินค้า ไปจนถึงอีเวนต์องค์กร โดยลูกค้าสามารถปรับแต่งการตกแต่งได้ตามธีมที่ต้องการ พร้อมมีทีมงานมืออาชีพให้บริการ Outdoor Lifestyle Zone พื้นที่จัดแสดงพรรณไม้ เฟอร์นิเจอร์ และตัวอย่างสวนกลางแจ้ง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ  Workshop Zone พื้นที่สําหรับจัดกิจกรรมเวิร์กชอปหลากหลาย เช่น การจัดกระถางต้นไม้ หรือการประดิษฐ์งานฝีมือ ที่ให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้และทํากิจกรรมร่วมกัน  Garden Gadgets Zone โซนจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทำสวนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ รองรับความต้องการของผู้รักการจัดแต่งต้นไม้และทำสวน

SOS: Plants Service Counter จุดให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ต้นไม้ของคุณกลับมาเขียวสดอีกครั้ง GAYA Restaurant & Bar แวะเติมพลังกับร้านอาหารสไตล์ Asian-Fusion ที่นำเสนอเมนูอาหารจานเด็ดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรุงอย่างพิถีพิถันในแบบโฮมเมด โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ GAYA Tea Room คาเฟ่สไตล์อังกฤษในเรือนกระจกที่เสิร์ฟขนม น้ำชา และกาแฟ ชวนให้ผ่อนคลายไปกับการจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดในบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ

Pets Zone ร้านเพ็ทชอปที่คัดสรรสินค้าคุณภาพ ตอบโจทย์เหล่าคนรักสัตว์เลี้ยง Library Zone มุมหนังสือและของที่ระลึกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ในบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและอ่านหนังสือ Kids Zone โซนสินค้าสำหรับเด็ก ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและปลูกฝังแนวคิดการรักธรรมชาติให้กับน้องๆ

SAMA Garden  เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ณ อาคารไบเทคบุรี  ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 19:00 น. เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา (ทางออก 1) และสำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถใช้บริการที่จอดรถชั้นใต้ดินของอาคารไบเทคบุรี พิเศษ! เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ SAMA Garden มอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ผู้เยี่ยมชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กับกิจกรรมเวิร์กชอป อาทิ การประดิษฐ์การ์ดจากดอกไม้แห้ง การปลูกต้นไม้จิ๋วในกระถาง และการปั้นจานดินเผา ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปผ่านทางไลน์ออฟฟิเชียล @SAMAGarden

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เฟซบุ๊ก SAMA Garden อินสตาแกรม @samagarden.thailand และ ไลน์ออฟฟิเชียล @SAMAGarden

กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ‘SEA OF LOVE’

กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ‘SEA OF LOVE’

กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ‘SEA OF LOVE’

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภากาชาดไทย ร่วมกับ กองทัพเรือ กำหนดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51 ในวันที่ 9 – 10 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินรายได้สนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย ไปช่วยเหลือประชาชนในทุกรูปแบบ อาทิ โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ โครงการมะเร็งเต้านม กิจการอาสายุวกาชาดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ศูนย์รับบริจาคอวัยวะต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์และโครงการมอบชีวิตใหม่แด่เพื่อนมนุษย์ ด้วยการบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เป็นต้น

การจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มีชื่อการแสดง สื่อความหมายถึง ทะเลที่ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี อันเกิดมาจากความกล้าหาญของลูกทะเลแห่งราชนาวีไทย บรรเลงโดยวงซิมโฟนีออร์เคสตรา วงดุริยางค์ราชนาวี นักร้องรับเชิญที่มีชื่อเสียง อาทิ อัญชลี  จงคดีกิจ,ธงไชย  แมคอินไตย์,นันทิดา  แก้วบัวสาย ,จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม และ ศรัณย์  คุ้งบรรพต ร่วมด้วย นักร้องจากวงดุริยางค์ราชนาวี มาขับร้องบทเพลงอันไพเราะ กำหนดจัดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 2 วัน โดยในวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2568 เวลา 19.30 น. จะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนได้เข้ารับชมการแสดง และในวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 19.30 น. เป็นการแสดงฯ รอบเสด็จพระราชดำเนิน

ผู้บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทยในครั้งนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสภากาชาดไทย โดยผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินจากสภากาชาดไทยไปลดหย่อนภาษีได้ โดยสภากาชาดไทยนำส่งข้อมูลผ่านระบบ E-Donation ของกรมสรรพากร หากผู้บริจาคมีความประสงค์ให้การบริจาคเงินสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โปรดแจ้งหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน (สำหรับบุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (สำหรับนิติบุคคล) แต่หากไม่ประสงค์แจ้งข้อมูลดังกล่าว การบริจาคจะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถร่วมบริจาคเงินโอนเงินผ่านบัญชี ธนาคารทหารไทยธนชาติ หมายเลขบัญชี 115 – 1 – 07547 – 8 ชื่อบัญชี “กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51” และ บัญชีธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 664 – 3 – 31506 – 9 ชื่อบัญชี “กาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 51” โดย ส่งหลักฐานการโอนเงินไปที่โทรสาร. 0 2475 5557 และ 08 2235 5512   ID Line: 0934854572 (กรุณาเขียน ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ให้ชัดเจน) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ โทร. 0 2475 3081,0 2475 4960, 0 2891 1826 และ 06 3610 5385

‘คุณหมอแอมป์’ นำทีมถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ขับเคลื่อน ‘Wellness Hub Thailand’ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด

‘คุณหมอแอมป์’ นำทีมถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ขับเคลื่อน ‘Wellness Hub Thailand’ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด

‘คุณหมอแอมป์’ นำทีมถ่ายทอดองค์ความรู้ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ขับเคลื่อน ‘Wellness Hub Thailand’ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อีกก้าวสำคัญของการสร้างเครือข่ายสุขภาพระดับนานาชาติ  นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นำทีมประเทศไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพองค์รวมด้วยศาสตร์ Scientific Wellness เข้าร่วมบรรยายในงานสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Wellness Hub Thailand: The Future of Global Wellness”

งานสัมมนาดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติ Saudi Vision 2030 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพและคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งชูแนวคิด Wellness Hub Thailand ดัน Soft Power ด้านสุขภาพของประเทศไทยสู่เวทีโลก โดยมี  ฯพณฯ นายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และแขกผู้มีเกียรติจากประเทศซาอุดีอาระเบียจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงาน  สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย

นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์

การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยมีจุดร่วมที่สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ “Saudi Vision 2030” ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยหนึ่งความมุ่งมั่นของประเทศซาอุดีอาระเบีย ภายใต้ Saudi Vision 2030 คือการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ รวมถึง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการนำเสนอแนวคิด Wellness Hub Thailand ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านโอกาสในการขึ้นเป็นผู้นำด้านการเป็นหมุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงนโยบายด้านสุขภาพของไทยและซาอุดีอาระเบียเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพร่วมกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Wellness Destination of the World หรือสถานที่ ๆ สามารถมอบสุขภาพที่ดีให้กับประชาคมโลก ขณะเดียวกันก็สนับสนุนเป้าหมายของซาอุดีอาระเบียในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้กับผู้คนในประเทศอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของมนุษย์อย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO – World Health Organization) ระบุว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ. 2562 อายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) ของประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 66.8 ปี เป็น 73.4 ปี หรือเพิ่มขึ้นถึง 6.6 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการรักษาโรคและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดีขึ้นในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” หรือ Health Span ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพโดยไม่เจ็บป่วยหรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน โดยค่าเฉลี่ยของ Health Span ทั่วโลกอยู่ที่เพียง 63.7 ปีเท่านั้น หมายความว่ามีประชากรจำนวนมากต้องใช้ชีวิตในช่วงท้ายของอายุขัยกว่าหนึ่งทศวรรษภายใต้ภาวะเจ็บป่วยหรือเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง

หนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพในยุคปัจจุบัน คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable Diseases) ซึ่งมักเกิดควบคู่ไปกับกระบวนการชราภาพของร่างกาย สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มรูปแบบ และโรค NCDs ได้กลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกในปี 2022 ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั่วโลกกว่า 45 ล้านคน สะท้อนถึงความท้าทายทางสุขภาพที่ทุกประเทศกำลังเผชิญ เช่นเดียวกับประเทศ

“นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทสุขภาพของประเทศซาอุดีอาระเบีย คือปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยในปี 2022 ข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลกเผยว่า ประชากรชาวซาอุฯ กว่า 73% หรือประมาณ 25,016,370 คน กำลังเผชิญกับภาวะดังกล่าว โดยภาวะโรคอ้วนสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด และเพิ่มโอกาสของการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกของเราต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพ เช่น การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งข้อมูลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือเบาหวานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 3 เท่า ผู้ที่เคยมีโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่าด้วยกัน” นายแพทย์ตนุพล กล่าว

ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “Wellness Destination of the World” หรือหมุดหมายปลายทางด้านการมีสุขภาพดีของผู้คนทั่วโลก จึงได้เดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ภายใต้ศาสตร์แห่ง Scientific Wellness พร้อมทั้งผลักดันศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “Wellness Hub” ที่สามารถรองรับผู้คนจากทั่วโลกในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพ โดยการเดินทางไปเยือน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่จะช่วยขยายเครือข่ายด้านสุขภาพ และโอกาสของประเทศไทย สู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก

ในด้านสุขภาพ ประเทศไทยนั้นมีความโดดเด่นในระดับนานาชาติ ด้วยภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมอย่างสมุนไพรไทย และ การแพทย์แผนไทย ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพ และฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมต่อยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การนวดแผนไทย” และ อุตสาหกรรม “สปาไทย” ที่ได้กลายมาเป็นจุดเด่น ด้วยการผสมผสานระหว่างศาสตร์การบำบัดแบบโบราณและประสบการณ์การผ่อนคลายของร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ภายใต้มาตรฐานการบริการในระดับมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัยและการมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการให้บริการด้านสุขภาพในระดับที่ยอดเยี่ยม การที่ประเทศไทยสามารถบูรณาการความเป็นเลิศทั้งด้านการท่องเที่ยว ธรรมชาติ วัฒนธรรม และการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์นี้ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ต้องการพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นจึงทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้มาเยือน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านการดูแลสุขภาพและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนและสามารถมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง 

‘แสงแรก’ ที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้ ละครเวทีปิดตาชมครั้งแรก ฉลองครบ 86 ปี มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย

‘แสงแรก’ ที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้ ละครเวทีปิดตาชมครั้งแรก ฉลองครบ 86 ปี มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย

‘แสงแรก’ ที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้ ละครเวทีปิดตาชมครั้งแรก ฉลองครบ 86 ปี มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บนเวทีที่แสงไฟกำลังจะดับลง เสียงหัวเราะ เสียงกลอง และเสียงซ้อมสุดท้ายของทีมงานค่อยๆ หยุดชะงักนั่นไม่ใช่สัญญาณของการจบการแสดง แต่คือการเริ่มต้นของ “แสงแรก”

“แสงแรก” ไม่ใช่แค่ละครเวทีทั่วไป หากเป็นการแสดงที่ผู้ชมต้อง “ดู” โดยไม่ใช้สายตา แต่สัมผัสผ่านกลิ่นเสียง การสั่นสะเทือน และอารมณ์ร่วมผ่านจินตนาการ เพื่อพาผู้ชมเข้าสู่โลกของผู้พิการทางการเห็น ละครเรื่องนี้ถ่ายทอดโดยนักแสดงพิเศษ ผู้พิการทางการเห็น ซึ่งหลายคนไม่เคยมีโอกาสยืนบนเวทีใหญ่เช่นนี้มาก่อน

เสาวณี สุวรรณชีพ ประธานกรรมการมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

เรื่องราวของ “แสงแรก” เล่าถึงการเดินทางของผู้พิการทางการเห็นคนหนึ่งที่มีความฝันอยากเห็นแสงแรกของวันณ ผาชนะได สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดยามพระอาทิตย์ขึ้น เขาหวังว่าหากได้เห็นแสงนั้น อาจมีปาฏิหาริย์ที่ช่วยให้เขากลับมามองเห็นได้อีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้ เขามี “พี่” ผู้มีสายตาดีคอยจูงมือ พาไปเผชิญอุปสรรคระหว่างทาง สุดท้ายแม้เขาจะไม่ได้เห็นแสงตามที่หวัง แต่เขากลับค้นพบว่า ความงดงามของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามองเห็นหรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่าเรายังมีความหวัง มีแรงใจ และมีโอกาสได้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไป

นางเสาวณี สุวรรณชีพ ประธานกรรมการมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า “ตลอด 86 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ มุ่งมั่นสร้างพื้นที่ให้ผู้พิการทางการเห็นได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการศึกษา อาชีพ และการใช้ชีวิตร่วมในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และในโอกาสพิเศษครั้งนี้ เราได้นำผลงานของเด็ก ๆ มาจัดแสดงผ่านละครเวทีเรื่อง ‘แสงแรก’ ซึ่งถือเป็นคำเชิญชวนให้สังคมเปิดใจ และมองเห็นความงดงามอีกด้านของชีวิต แม้จะอยู่ในความมืด แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความหวัง ความพยายาม และศรัทธา ผู้พิการทางการเห็นได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า พรสวรรค์ไม่มีข้อจำกัด และเราหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง และเห็นคุณค่าของทุกชีวิตอย่างแท้จริง

สำหรับการแสดงครั้งนี้ ผู้ชมจะได้เริ่มต้นประสบการณ์ตั้งแต่ห้องประชุม โดยต้องปิดตาตลอดการเดินทางไปยังห้องจัดแสดงบนชั้นสอง เส้นทางจะถูกออกแบบให้คล้ายกับการเดินผ่านอุทยานธรรมชาติ เต็มไปด้วยเสียงนก เสียงลม กลิ่นไม้หอม เสียงฝีเท้า และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสและเข้าใจโลกของผู้พิการทางการเห็นอย่างแท้จริง ผ่านประสาทสัมผัสอื่นแทนการมองเห็น”

ด.ญ.กัญพัชญ์ มุ่งรายกลาง (น้องแตงกวา) ชั้น ป.4 โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ หนึ่งในนักแสดงละครเวทีแสงแรก กล่าวว่า“หนูได้ยินพี่ ๆ ทุกคนปรบมือ มันเป็นพลังของหนู หนูรู้ว่าทุกคนต้องปิดตาชม มันทำให้สะท้อนว่า ปิดตาแต่มีความสุขนะ อยากให้พี่ ๆ ติดตามผลงานของพวกเราอีก หนูอยากให้ทุกคนมารู้จักโลกของเรามากขึ้น การแสดงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นความหวังของพวกเราที่อยากบอกว่า เราอยู่ในสังคมเดียวกับทุก ๆ คนค่ะ”

ด.ญ.นัทมล ยะรังวงค์ (น้องนะซิฮะ) ชั้น ป.5 โรงเรียนเดียวกัน พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมพลังว่า “หนูรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้แสดงละครในครั้งนี้ เพราะหนูอยากให้คนทั่วไปได้รู้ว่า แม้หนูจะมองไม่เห็น แต่หนูก็มีความฝันและความสามารถเหมือนทุกคน”

หนึ่งในนักแสดงน้องเเตงกวา และ น้องนะซิฮะ

ละครเวที “แสงแรก” กำกับการแสดงโดย คุณซาน อัศรัญ ศิริสวัสดิ์ ศิลปิน นักพากย์ นักแสดงละครเวที และ Show Director แห่ง Disney & Musical Club Thailand (DMCT) ซึ่งเผยความรู้สึกว่า “ผมดีใจมากที่ได้มาทำงานนี้ ได้เห็นศักยภาพของน้อง ๆ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นกระบอกเสียงเล็ก ๆ ให้กับสังคมในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยมองเห็น”

การเเสดงจากน้องๆ พิการทางการเห็น

หนึ่งในผู้เข้าชม ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า“รู้สึกประทับใจมาก ผมชมละครเวทีมามาก แต่ถือเป็นครั้งแรกในรูปแบบละครปิดตา และเป็นประสบการณ์ใหม่จริง ๆ ตั้งแต่ต้องปิดตาแล้วเดินเกาะแขนกันเข้าโรงละคร และรับรู้เรื่องราวจากแค่เสียง สัมผัส กลิ่น และจินตนาการ ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้ตามอง สิ่งที่ผมประทับใจคือ คำว่า ‘การมองเห็นไม่สำคัญเท่าความเข้าใจในสิ่งที่มองเห็น’ และที่เซอร์ไพรส์คือ นักแสดงเป็นน้อง ๆ ผู้พิการทางการเห็นที่แสดงได้อย่างน่าชื่นชม ทุกคนเก่งมากและสามารถทลายข้อจำกัดของตนเองด้วยความพยายามและฝึกฝนอย่างแท้จริง”

ผู้ชมต้องปิดตาเข้าชมละครเวที

นอกจากละครเวทีแสงแรก ผู้เข้าร่วมยังจะได้ชมแฟชั่นโชว์และสินค้าฝีมือผู้พิการทางการเห็นที่ทำด้วยหัวใจ มินิคอนเสิร์ตของนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอด การทดลองลงเสียงเล่านิทาน โชว์เปียโนโดยครูโจ้ โชว์นวดโดยแชมป์โลกผู้พิการทางการเห็น และโชว์จากจิตรกรน้อย รวมถึงโชว์พิเศษจาก DMCT และการประมูลภาพวาดเพื่อการกุศล ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำแสนอบอุ่นร่วมกับนักแสดงตัวน้อย

เบื้องหลังการฝึกซ้อมการแสดง

นี่ไม่ใช่แค่งานฉลอง 86 ปี แต่คืองานที่บอกสังคมให้รับรู้ว่า ผู้พิการทางการเห็นไม่ใช่ภาระของใคร พวกเขามีความฝัน มีความสามารถ และมีสิทธิ์ที่จะอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างยั่งยืน

Stanley แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว Pop-up Store แห่งแรกในไทย

Stanley แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว Pop-up Store แห่งแรกในไทย

Stanley แบรนด์ดังสัญชาติอเมริกัน เปิดตัว Pop-up Store แห่งแรกในไทย

วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Stanley (สแตนลีย์) แก้วเก็บอุณหภูมิสุดเก๋าสัญชาติอเมริกันที่ก่อตั้งยาวนานกว่า 100 ปี จัดบิ๊กอีเว้นท์ “Stanley Club Thailand” เปิดตัว Pop-up Store ที่แรกในประเทศไทย รวบรวมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คอลเลกชันพิเศษ และแก้วรุ่นท็อปฮิตให้เลือกช้อปกันแบบครบครัน พร้อมจัดเซอร์ไพร์สสุดพิเศษ ดึง 2 หนุ่มคู่ซี้สุดฮอต “สกาย – วงศ์รวี นทีธร” และ “นานิ – หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ” ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เสิร์ฟแฟนคลับและเหล่าคนรักแก้ว Stanley ณ ลาน Beacon 3 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้า Stanley ในประเทศไทย กล่าวว่า “อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าแบรนด์ Stanley ก่อตั้งมานานกว่า 100 ปี และไม่เคยหยุดพัฒนา ทางแบรนด์ยังคงพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งในด้านฟังก์ชันที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าที่มีความทนทาน และในด้านดีไซน์สีสันสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของ Stanley รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าอยู่เสมอสำหรับประเทศไทยเราได้จัดงาน ‘Stanley Club Thailand’ เพื่อเปิดตัว Pop-up Store ที่แรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สถานที่ที่ทุกคนจะได้มาสัมผัสแบรนด์ Stanley ในรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสาน Lifestyle เข้ากับ Fashion ได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับ Stanley Global ในทุกประเทศทั่วโลก

ภายในงานเราได้รวบรวมสินค้าหลากหลายดีไซน์ จากหลากหลายคอลเลกชัน รวมถึงคอลเลกชันพิเศษ มาไว้ให้ได้เลือกช้อป รวมถึงชวน 2 นักแสดงชื่อดังอย่าง สกาย –  นานิ มาร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษให้กับทุกคน เราเชื่อว่า Stanley นอกจากจะเป็นแก้วน้ำคู่ใจที่มาช่วยเติมเต็มในทุกๆ ไลฟ์ไสตล์แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแอคเซสเซอรีที่มาช่วยคอมพลีทลุคสนุกๆให้กับทุกคนอีกด้วย”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน เริ่มงานด้วยการพูดคุยกับ 2 หนุ่ม สกาย นานิ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์กับแก้ว Stanley คู่ใจ และเล่นเกมส์ แก้วที่ใช่ ตรงใจเลย เลือกแก้วให้กันและกัน ที่เรียกเสียงกรี้ดดังสนั่นจากเหล่าแฟนคลับและผู้ที่มาร่วมงาน  ต่อด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ 2 หนุ่มจะเลือกแก้ว 5 ใบ แมทช์กับแฟนคลับที่ได้เป็น 5 ผู้โชคดีได้รับของที่ระลึกจาก 2 หนุ่มแบบฟินสุดๆ โดยลูกค้าที่มาซื้อแก้วภายในงานยังสามารถรับ Personalized Engraves by Laser และ DIY Accessories แก้ว Stanley ในแบบของคุณเองอีกด้วย

สัมผัสประสบการณ์ใหม่สุดสนุกกับ Stanley Pop-up Store ที่แรกในประเทศไทย ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ตั้งแต่ 11.00 – 21.00 น. พร้อมอัปเดตโปรโมชันและติดตามกิจกรรมสนุกๆ จาก Stanley ได้ที่ช่องทาง Tiktok @stanleythailand.official