ปชช.เบื่อการเมือง ‘โพลล์’ชี้พูดแล้วทำไม่ได้ เหมือนถูกหลอกซ้ำซาก

ปชช.เบื่อการเมือง  ‘โพลล์’ชี้พูดแล้วทำไม่ได้  เหมือนถูกหลอกซ้ำซาก

ปชช.เบื่อการเมือง ‘โพลล์’ชี้พูดแล้วทำไม่ได้ เหมือนถูกหลอกซ้ำซาก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดผลสำรวจ “นิด้าโพล” ปชช.ร้อยละ 83 ยอมรับกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ จี้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือด่วน ทำตามสัญญาแจกเงินหมื่นเฟส 3  และเฟส 4 ด้าน “ซูเปอร์โพล” เผยคนเบื่อการเมืองสุดๆ ประชาชนเหมือนถูกหลอกซ้ำซาก เย้ยทำไม่ได้เหมือนที่พูด มุ่งแย่งชิงผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 25พฤษภาคม2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง“วิกฤติเศรษฐกิจกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส3และเฟส 4” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-8พฤษภาคม2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น1,310หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต10,000บาท เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ พบว่า ร้อยละ83.66 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ร้อยละ9.70 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องหาทางแก้ไข แต่ไม่เร่งด่วน ร้อยละ4.20 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ไม่น่าวิตกกังวลใด ๆ ร้อยละ2.44 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ

สำหรับการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจของประชาชนในขณะนี้ พบว่า ร้อยละ 47.17 ระบุว่า เผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน ร้อยละ 29.47 ระบุว่า เผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง ร้อยละ15.80 ระบุว่า เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในระดับที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ไม่เร่งด่วน ร้อยละ7.56 ระบุว่า ไม่ได้เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจใดๆ ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต10,000บาท เฟส 3 ของรัฐบาลให้กับประชาชนกลุ่มอายุ 16-20ปี ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 57.25 ระบุว่า ดำเนินนโยบายต่อไปในปีนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว ร้อยละ7.63 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี2569 ร้อยละ 1.22 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี2570

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เฟส4 ของรัฐบาลให้กับประชาชนกลุ่มอายุ21-59 ปี ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 62.98 ระบุว่าดำเนินนโยบายต่อไปในปีนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ ร้อยละ26.95 ระบุว่า ควรหยุดการดำเนินการในนโยบายนี้ได้แล้ว ร้อยละ8.47ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี2569 ร้อยละ1.60 ระบุว่า เลื่อนการดำเนินนโยบายไปในปี2570 ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนหากนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000บาท พบว่า ร้อยละ54.12ระบุว่า ไม่โกรธเลย ร้อยละ 17.41 ระบุว่า ค่อนข้างโกรธ ร้อยละ 15.27 ระบุว่า โกรธมาก ร้อยละ 13.05 ระบุว่า ไม่ค่อยโกรธ ร้อยละ0.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “เบื่อการเมือง เหมือนถูกหลอก” ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 20-24พฤษภาคม2568 โดยใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น1,024 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่หรือประชาชนร้อยละ 81.9 ระบุว่ารู้สึกเบื่อการเมือง ชี้ให้เห็นถึงภาวะ “วิกฤตศรัทธาทางการเมือง” (Political Disillusionment) ซึ่งเกิดจากการรับรู้ซ้ำซากถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่ไม่ต่างจากอดีต ซึ่งสะท้อนสภาวะ การหมดศรัทธา (Cynicism) ต่อระบบการเมืองในระดับสูงที่สุดในรอบหลายปี นอกจากนี้ ประชาชนยังรู้สึกว่า “เหมือนถูกหลอกซ้ำซาก” ร้อยละ75.4และ“การเลือกตั้งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร” ร้อยละ 68.8% สามารถอธิบายได้ผ่านกรอบแนวคิดสะท้อนความป่วยอ่อนล้าประชาธิปไตย (Democratic Fatigue Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อประชาชนเข้าใจว่าการเมืองเป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้อีกต่อไป

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ คำตอบที่ว่าการเมืองคือ “เกมแย่งชิงผลประโยชน์” ร้อยละ 63.7 และ “รู้สึกถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมือง” ร้อยละ 62.2 นอกจากนี้ระบุ “ไม่เห็นอนาคตใหม่ที่ดีทางการเมือง” ร้อยละ 54.7 ชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ว่าการเมืองถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำ (Elite Capture) และประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกใช้ในการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้มีบทบาทในการตัดสินนโยบายอย่างแท้จริง ที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอแนะจากประชาชนต่อการเมืองสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อ “การเมืองคุณธรรม” (Ethical Politics) โดยประชาชนร้อยละ 82.7 ต้องการให้นักการเมือง “ทำให้ได้ตามที่พูด” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของ Accountability หรือความรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาทางการเมือง

ผลโพลยังแสดงว่าประชาชนร้อยละ 80.6 ต้องการ “ผลงานที่จับต้องได้” ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิด Result-Oriented Governance หรือการบริหารที่เน้นผลลัพธ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์หรือการสร้างข่าวประชาสัมพันธ์ ร้อยละ 74.1 ระบุ “โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่โกง” ร้อยละ 59.1 ระบุ “จริงใจกับประชาชนให้มากขึ้น” และร้อยละ 54.8 ระบุ “เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ประชาชนร่วมแก้ปัญหา”

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังต่อ “ความโปร่งใส” (Transparency) และ “ความจริงใจ” ยังเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สำคัญในการสร้าง ความชอบธรรมของรัฐบาล (Legitimacy) และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับประชาชนรากหญ้า ข้อเสนอแนะให้ “เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม” ร้อยละ 54.8 คือการส่งสัญญาณว่าประชาชนกำลังแสวงหา การเปลี่ยนผ่านเชิงรุ่น (Generational Political Shift) และระบบที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของเยาวชนและสังคมพลเมือง การที่ร้อยละ42.8 เห็นว่า นักการเมืองและข้าราชการ “พอ ๆ กัน” สะท้อนให้เห็นถึงภาวะที่เรียกว่า Neutralized Trust Deficit หรือช่องว่างแห่งความไม่ไว้วางใจที่เท่าเทียมกันระหว่างสองฝ่าย ร้อยละ 17.9 ระบุ “ข้าราชการดีกว่า” ร้อยละ 15.6 ระบุ “นักการเมืองดีกว่า” ขณะเดียวกัน ยังมีถึงร้อยละ 23.7 ที่ไม่มีความเห็นใดๆ ซึ่งอาจตีความได้ว่าเกิด ภาวะเฉยเมยทางการเมือง (Political Apathy) หรือไม่เห็นประโยชน์ในการให้ความเห็นเพราะไม่มีความแตกต่าง

‘ผลโพลนี้อาจสะท้อนภาพรวมของระบบราชการและระบบการเมืองไทยที่ยังไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะ “ตัวแทนประชาชนที่แท้จริง” และยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐานของสาธารณชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การสำรวจครั้งนี้ตอกย้ำความจำเป็นในการ “ปฏิรูปการเมืองเชิงโครงสร้าง”และ“ฟื้นฟูศรัทธาในระบบประชาธิปไตย”ผ่านการสร้างกลไกใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับ ผลโพลนี้จึงไม่ใช่เพียงการสะท้อน “ความเบื่อหน่าย” แต่คือ “ข้อเรียกร้อง”ที่มีฐานมาจากความรู้สึกที่ลึกซึ้งของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย”ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว

‘จตุพร’จับมือ‘สนธิ’ชักธงรบ เช็คบิล‘ทักษิณ’ ผนึกกำลังเปลี่ยนแปลงปท.

‘จตุพร’จับมือ‘สนธิ’ชักธงรบ  เช็คบิล‘ทักษิณ’  ผนึกกำลังเปลี่ยนแปลงปท.

‘จตุพร’จับมือ‘สนธิ’ชักธงรบ เช็คบิล‘ทักษิณ’ ผนึกกำลังเปลี่ยนแปลงปท.

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘จตุพร’จับมือ‘สนธิ’ชักธงรบ เช็คบิล‘ทักษิณ’ ผนึกกำลังเปลี่ยนแปลงปท. เชื่อ13มิ.ย.‘แม้ว’อาการหนัก พท.โต้แทน‘นายใหญ่’ไม่หนี อ้างถูกปล่อยข่าวทำลาย

“เพื่อไทย” ออกอาการปากกล้าขาสั่นโวยมีขบวนการฝ่ายตรงข้ามจับมือนายทุน ปล่อยข่าวทำลาย “อิ๊งค์-ปู-ทักษิณ” หวังล้มรัฐบาล ด้าน “จตุพร” ผนึกกำลัง“สนธิ” โค่น “ระบอบทักษิณ” 2 มาตรฐาน-อภิสิทธิ์ชน ลั่นจับมือเพื่อชาติเปลี่ยนบ้านเมืองไปด้วยกัน ฟันฉับหลัง13มิ.ย.นี้ ประเทศเปลี่ยน-เจริญขึ้น-กระบวนการตรวจสอบเร่งทำหน้าที่ ภาวนาทักษิณ อย่าเพิ่งหนี ควรซึมซับบรรยากาศในคุก เชื่อกลุ่มหนุนกลับลำตาสว่าง

เมื่อวันที่ 25พฤษภาคม2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เหล่าอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายทนง ขันทอง นายนพรัตน์ พรวนสุ ประพันธุ์ คูณมี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ร่วมกันจัดเวที “ความจริงมีหนึ่งเดียว” ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตหัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการของพรรคพลังประชารัฐ ร่วมรับฟังด้วย โดยก่อนเข้าสู่การเสวนา

“จตุพร”สวมกอด”สนธิ”

นายจตุพร ได้เข้าสวมกอดนายสนธิ จากนั้นได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีมานี้ ภาพที่ท่านทั้งหลายได้เห็นขณะนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะคำว่าทวงความถูกต้องให้กับคนไทยเป็นหัวใจหลักนำพาให้ตนมาพบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนี้ ซึ่งนายสนธิได้ชวนตนในขณะที่พบกันที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ว่าเราจะได้มีโอกาสถ้อยแถลงพร้อมกัน โดยผ่านมา 7 ปีเพิ่งประสบความสำเร็จในวันนี้ และก่อนหน้านี้ 5 วัน เหมือนของนายสนธิแรงเหลือเกิน เพราะตนติดโควิด-19 แต่ได้กินยาฟ้าทะลายโจรของนายปานเทพ จึงทำให้สภาพร่างกายพร้อม อย่างไรก็ตามวันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าประเทศไทย ที่ผ่านมาตนจะอย่างไรทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองในวันนี้คือจะนำพาให้ประเทศไทยเดินทางในทิศทางที่ถูกต้อง และพลิกฟื้นประเทศชาติขึ้นมาได้อย่างไร ตนผ่านมาหลายเหตุการณ์ มารู้ตัวอีกทีก็อายุ 60 ปี แต่ทันทีที่ตนประกาศรบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุกคนก็กลับมาญาติดีกับตนเหมือนเดิม ทั้งนี้วันที่นายทักษิณ กลับมาประเทศไทยและยื่นถวายฎีกา ยอมรับว่ากระทำความผิดตามคำพิพากษา มองว่าไม่ใช่ผลพวงการยึดอำนาจหรือตุลาการภิวัฒน์ แต่เขายอมรับว่าทุจริตจริง ไม่ว่าระบอบการเมืองใดทุจริตคือทุจริต โกงก็คือโกง ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย

เดินหน้าถล่มทักษิณ

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการตั้งคำถามว่านายทักษิณ จะหนีหรือไม่ หรือมีการหนีออกนอกประเทศไปแล้วหรือยัง ซึ่งตนไม่อยากให้หนีอยากให้ได้ซึมซับบรรยากาศอย่างที่ตนและนายสนธิ ได้ซึมซับในเรือนจำ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีคนไทยคนไหนได้รับโอกาสเหมือนนายทักษิณอีกแล้ว และเขาไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว และหากเขายอมรับตามที่ได้เขียนถวายฎีกา คนก็ไม่ต้องมาลุ้นว่าจะหนีหรือไม่ และหัวใจหลักที่คนออกมาต่อสู้กับนายทักษิณ คือการปฎิบัติ 2 มาตรฐานและอภิสิทธิ์ชน ซึ่งนายทักษิณได้ทำครบทุกข้อ ที่ผ่านมาเราได้เห็นความเป็นทักษิณ ผู้สนับสนุนได้หูตาสว่างมากขึ้น เพราะการกระทำทั้งหมดเป็นการทำลายตัวเองอย่างย่อยยับไม่มีใครไปทำอะไรเขา ตอนอยู่ต่างประเทศกระแสนิยมสูง เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยตั้งแต่ 22 สิงหาคม 66 จนถึงวันนี้ คนไทยได้เห็นความเป็นตัวตนของนายทักษิณครบถ้วน สิ่งที่เสียไปคือการได้รัฐบาลแบบนี้ และเราได้เห็นการเปลือยตัวอย่างล่อนจ้อนของนายทักษิณ และเชื่อว่าหาคนไปตายแทบจะไม่เห็นในเวลาต่อมา ดังนั้นจึงควรมาเริ่มต้นความถูกต้องให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่าบ้านเมืองเดินมาถึงจุดเสียหายครบทุกด้าน เลยคำว่าปฏิรูป อาจถึงขั้นการปฏิวัติและล้างบางกันใหม่ โดยยึดแนวทางสร้างสถาบันหลักของชาติและประชาชนให้แข็งแรง เพราะแต่ละขบวนการเราหาสิ่งที่ถูกต้องไม่เจอ กล่าวอ้างประชาธิปไตยเพียงแค่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการซื้อเสียงตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้านแต่กลับอธิบายว่าเป็นประชาธิปไตย

สงครามยังไม่สิ้นสุด

นายจตุพร กล่าวอีกว่า วันนี้ตนมีโอกาสอยู่ท้องถนนและเข้าสู่สภาฯบ้าง ซึ่งเทียบแล้วอยู่บนถนนมีความสุขมากกว่ารัฐสภา วันนี้เป็นตัวของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง จึงต้องกล้าคิดว่าหนทางบ้านเมืองต่อไปนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง ตนรู้ว่าพี่น้องสู้กันมานาน ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เช่น 14 ตุลา 6 ตุลา และสงครามที่เกี่ยวกับนายทักษิณมา 20 ปี ล้วนยังไม่มีที่สิ้นสุดแต่ประเทศกลับแย่ ทั้งนี้หากสู้เพื่อสลับอำนาจให้กับนักการเมืองหรือผู้อื่น ก่อนเข้าสู่อำนาจรับปากหมด แต่เมื่อเป็นผู้มีอำนาจระหว่างเดินทางจากบ้านไปทำเนียบกลับทำสมองหล่นกลางทาง เราเจอผู้ปกครองลักษณะนี้มาโดยบ้านเมืองจึงแก้ไขไม่ได้ ทั้งนี้ตนกับทนายนกเขา จัดรายการมา 2 ปี เพื่ออธิบายว่าหากประชาชนไม่สามัคคีกันเราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้รวมถึงถ้าประชาชนถูกปลุกปั่นให้ทะเลาะกัน วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทย และทำให้แต่ละฝ่ายสามัคคีกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรื่องราวของบ้านเมืองจากนี้ไปภาคประชาชนต้องให้กำลังใจกัน เราเจอการบริหารประเทศแบ่งแยกและปกครอง รัฐบาลทั้งโลกและประเทศไทยล้วนแต่ชั่วทั้งสิ้น วิธีจัดการรัฐบาลนี้คือประชาชนต้องสามัคคีเท่านั้น

ลุ้นคดี13มิถุนายน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 13 มิถุนายนนี้ บ้านเมืองนี้คงเจริญและรวดเร็วขึ้นทุกกระบวนการ เพราะผลนั้นจะเป็นน้ำมันหล่อลื่น เรื่องที่หนืดใน กกต.ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. จะมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะทุกขบวนการทำหน้าที่จะเริ่มต้นในการคิดใหม่ แต่ถ้าทุกคนรอคนใหม่มาทำหน้าที่จะทำให้บ้านเมืองจะย่อยยับ ตนมองว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยน แต่ปัญหาคือจะเปลี่ยนไปเป็นแบบเดิมได้หรือไม่ขออย่าหนีจิ้งจกมาเจอตุ๊กแก อย่างไรก็ตามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กับสองนายกรัฐมนตรีมีอะไรที่ดีขึ้นบ้าง และนโยบายที่หาเสียงสามารถทำได้จริงหรือไม่ ทั้งลดค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้าทันที ไฟฟ้า 20 บาททุกสาย รวมถึงแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตอนนี้กลับทำไม่ได้ ความจริงที่กล้าลวง เพราะคิดว่าประชาชนประเทศนี้อะไรก็ได้ วันนี้ถึงเวลาของประชาชนที่เห็นบ้านเมืองไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม ประเทศนี้เป็นของเรา ต้องมีสิทธิ์กำหนดอนาคต ไม่ใช่ให้นายทักษิณคิดคนเดียว แต่ประชาชนสามารถคิดในแผ่นดินนี้ได้เหมือนกัน และสุดท้ายเวลาที่ต้องการความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจมาถึงแล้ว วันนี้ตน และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน พร้อมร่วมมือกับนายสนธิ เรื่องชาติบ้านเมือง เพื่อร่วมเปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน

‘สนธิ’ลั่นร่วมต่อสู้เพื่อบ้านเมือง

นายสนธิ กล่าวช่วงหนึ่งว่า วันนี้คนๆนี้ไม่ใช่คนเดิมแล้ว ซึ่งความสัมพันธ์ในครั้งนี้เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้พี่น้องประชาชน และอยากให้ประชาชนให้โอกาสจตุพร ในการทำคุณงามความดีให้ชาติบ้านเมือง และเราต้องเปิดใจว่าคนที่หลงผิด แล้วไปเจอความเลวความชั่วร้ายของจริง อย่างน้อยเค้าก็ยอมรับว่าทักษิณเลว ซึ่งผมเต็มใจจะให้โอกาสเขา เพราะการที่เขากล้าขึ้นมาบนเวทีนี้ แสดงว่าเขามีความกล้าหาญมากพอสมควร ที่ผ่านมาเขาคืออีกหนึ่งคนที่ร่วมต่อสู้กับหลายเหตุการณ์ของปัญหาบ้านเมือง จตุพร พรหมพันธุ์ ผมรับเขามาเป็นน้องแล้ว

พร้อมพงษ์เดินหนาป้องอิ๊งค์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีขบวนการปล่อยข่าว ทำลายเสถียรภาพรัฐบาล ที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสหราชอาณาจักร และราชรัฐโมนาโก นำสินค้าไทยไปโปรโมท หวังให้ไทยเป็นสถานที่จัดแข่งฟอร์มูล่าวัน เชิญชวนนักท่องเที่ยวนักลงทุน แสวงหาโอกาสใหม่ๆให้ประเทศ แต่โดนถูกกล่าวหาว่าไปเที่ยว หลบเลี่ยงไม่อยากตอบคำถามศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พวกฝ่ายตรงข้ามยังโหมทำลาย ใส่ร้าย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะไม่เดินทางไปไต่สวน ตามที่ศาลนัดพร้อมในวันที่13 มิ.ย. กรณี พักรักษาตัวชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ บ้างก็บอกว่าหลบหนีไปแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงท่านยังอยู่ในประเทศ พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม รวมถึงเสี้ยมให้พรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย ประเด็นฮั้วเลือกสว. จะนำไปสู่การแตกหักของรัฐบาล ยุบสภาฯ หรือทำให้งบประมาณพ.ศ.2569 ไม่ผ่านวาระรับหลักการ

อัดฝ่ายตรงข้ามไม่หวังดี

ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่มีพรรคไหนกล้าเอางบประมาณที่ต้องไปพัฒนาประเทศ ไปช่วยเหลือประชาชนมาต่อรอง เล่นเกมการเมือง หากใครทำเช่นนั้น เท่ากับฆ่าตัวตายทางการเมือง ประชาชนจะจำ ไม่ปล่อยไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ไม่หวังดี ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ยังไม่ลดละ ร่วมมือกับกลุ่มทุนบางกลุ่ม ซึ่งการข่าวที่ได้รับมา มีความพยายามไปปลุกระดมพี่น้องชาวสวนปาล์ม ยางพารา ทางภาคใต้ และไประดมกลุ่มพี่น้องเกษตรกรให้มาร่วมชุมนุมโค่นรัฐบาล นำประเด็นชั้น14 ของนายทักษิณ คดีจำนำข้าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ประเด็นการทำงานของ น.ส.แพทองธาร จากคนละเรื่องมามัดรวมใส่ร้ายให้เป็นเรื่องเดียวกัน

“พวกนี้ต้องการเห็น Fail State โค่นรัฐบาลทางลัด เอาทุกประเด็นมามัดรวม จุดประเด็นเติมเชื้อไฟทางการเมือง แต่ขอเตือนว่า ตอนนี้เป็นหน้าฝน จะจุดอย่างไร คงไม่ติด ไม่ขีดด้าน คนเขาอยากเห็นการร่วมกันเสนอทางออก การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมากกว่าการมุ่งทำลายล้างทางการเมือง”นายพร้อมพงศ์กล่าว

อีก2ปีก็มีการเลือกตั้ง

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า เพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล จับมือทำงานมาได้ครึ่งทาง อีก2ปี จะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาราคาข้าว ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ กำแพงภาษีจากสหรัฐฯ เดินทางไปแสวงหาช่องทาง โอกาสใหม่ๆให้กับประเทศ พวกที่จ้องทำลาย ไม่ได้โจมตีรัฐบาลอย่างเดียว แต่ยังทำลายโอกาสของประชาชน รัฐบาลน.ส.แพทองธาร และพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคทำงานอย่างหนัก แต่กลับเจอพวกไม่หวังดีเล่นนอกกติกา ถึงแม้จะมีคนพูดถึงการเมืองถึงทางตัน แต่เชื่อว่าการเมืองไม่มีทางตัน ยังมีทางออกเสมอ นักการเมืองต้องยึดประโยชน์ของบ้านเมือง พวกที่ยึดแต่ประโยชน์ส่วนตน ก็จะถูกประชนลงโทษ วันนี้เราต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ พวกไม่เห็นด้วย หากเสนอแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาประเทศ เรายินดีรับฟัง แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ควรอยู่เฉยๆ อย่าสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ปล่อยข่าวปลุกระดมมาทำลายล้างรัฐบาล แล้วจับปัญหาของประชาชนเป็นตัวประกัน เพียงเพื่อหวังตอบสนองเป้าประสงค์ทางการเมืองของตัวเอง

เชื่อ”อุ๊งอิ๊งค์”อยู่ครบเทอม

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณ๊ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาตั้งข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่าแต่ละกระทรวงทำไปคนละทิศละทางเพื่อชิงไหวชิงพริบเพราะสีสัญญาณใกล้เลือกตั้งใหม่ ว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของนายณัฐชา รัฐมนตรีแต่ละคนที่รับผิดชอบแต่ละกระทรวงก็ต้องเสนองบประมาณให้สำนักงบประมาณ และคณะรัฐมนตรีพิจารณาความเหมาะสม ส่วนนายณัฐชาบอกว่าเป็นการชิงไหวชิงพริบ ชิงเงินชิงทองเพื่อประโยชน์ทางการเมืองนั้น ตนมองว่าไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นการสร้างสรรค์มากกว่าทะเลาะเบาะแว้งไม่เช่นนั้นจะเป็นเผด็จการประชาธิไตย ตนมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำรัฐบาลฝ่าคลื่นลมในขณะนี้ไปได้ไม่ยากและรัฐบาลจะอยู่ครบเทอมได้ในที่สุด ส่วนการอภิปรายในสภาฯ ก็ต้องเคารพความคิดเห็นสมาชิกแต่ละคน ที่อาจได้ข้อมูลคนละด้าน เหรียญมีสองด้านเสมอ แต่หากพาดพิงกระทรวงใดรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็ต้องชี้แจง ไม่มีอะไรตื่นเต้น และมั่นใจว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะไม่มีปัญหา

เพื่อไทยยันไม่มีปัญหา

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญ 28 พ.ค. นี้ เพื่อพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 และจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายอื่นๆ ก่อน โดยนายกรัฐมนตรีมีนโยบายแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่าง กฎหมาย 2 ฉบับเพื่อรองรับการแก้ปัญหานี้คือ พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และพ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งได้มีการบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ต้องขอมติจากสภาจึงพิจารณาเป็นวาระแรกในการเปิดสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ซึ่งพ.ร.กทั้ง 2 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ ภาคเอกชน ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย กรณีมีอาชญากรรมทางไซเบอร์ หากไม่ดำเนินการ ตามมาตรการอย่างครบถ้วน จึงเชื่อมั่นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะผ่านความเห็นชอบ

นายชนินทร์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องตั๋วร่วม ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลเพื่อไทยหาเสียงและประกาศไว้ต่อรัฐสภา เพื่อลดภาระและให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทาง ซึ่งจะแก้ปัญหาจราจรลดฝุ่นพิษในพื้นที่เมืองและส่งเสริมการขยายตัวของเมือง ออกไปในพื้นที่ขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้ อยากให้ประชาชนเข้าถึงรถไฟฟ้าอย่างเท่าเทียมกันทุกคน จึงสนับสนุนให้เหลือ 20 บาทตลอดสาย ต่อครั้ง ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า จะสามารถใช้ได้จริงในเดือนกันยายนนี้

ถกวิปทุกฝ่ายเย็นวันพุธ

นายชนินทร์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร. บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่าจะพิจารณาช่วงเย็นของวันพุธที่ 28 พ.ค. และลงมติในวันที่ 31 พ.ค. ซึ่งวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านได้พูดคุยแบ่งเวลาอภิปรายฝ่ายละ 20 ชั่วโมง โดยพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการอภิปรายเพื่อสนับสนุนงบประมาณให้รัฐบาลแก้ปัญหาประชาชนต่อเนื่องในปี 2569 รวมถึงท้วงติงเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตรงจุดมากที่สุด ขณะที่การจัดทำงบประมาณครั้งนี้สำคัญเพราะเรากำลังเผชิญปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รัฐบาลจึงต้องพร้อม และงบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหาให้ราบรื่นลุล่วง

รทสช.พร้อมถกงบ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรค รทสช.ในการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วันที่ 28-31พฤษภาคม ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช.และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช.ได้นัด ส.ส.ของพรรค รทสช.ทุกคนให้มาประชุมพร้อมกันในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกำหนดกรอบแนวทางการอภิปรายและการวางตัวผู้อภิปราย ทั้งนี้ กรอบแนวทางของพรรคจะยังคงจุดยืนเดิม คือ การอภิปรายให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณที่ต้องมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า จากการพิจารณาศึกษารายงานร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2569 ของ ส.ส.พรรค รทสช.อย่างเข้มข้นในขณะนี้ พบว่า ยังมีบางหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแง่ทางด้านเศรษฐกิจ ส.ส.ของพรรคจึงเตรียมข้อมูลไว้แล้วเพื่อที่จะอภิปรายพร้อมให้ข้อเสนอกับรัฐบาลทั้งในการวาาะหลักการ และในวาระที่ 2 ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะมีการดำเนินการพิจารณาหลังการลงมติรับหลักการในวาระแรกแล้ว

เตือนฝ่ายค้านไม่ใช่ศึกซักฟอก

นายอัครเดช กล่าวอีกว่า สำหรับการอภิปรายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พรรค รทสช.ได้รับการจัดสรรเวลาในการอภิปรายรวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 25 นาที ซึ่งจะส่ง ส.ส.ที่มีความเชี่ยวชาญและเจาะลึกเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาเป็นอย่างดี เป็นตัวแทนพรรคในการอภิปราย โดยจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดมุ่งเน้นการอภิปรายให้ได้เนื้อหาที่กระชับ สร้างสรรค์ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน รวมถึงการเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลและประเทศชาติเป็นสำคัญ

“ขอฝากถึงฝ่ายค้านให้เข้าใจด้วยว่า เวทีการประชุมนี้เป็นการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้น จึงขอให้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นและกรอบแนวทางที่วางไว้ ไม่ใช่การฉวยโอกาสใช้เวทีนี้มาเป็นการอภิปรายโจมตีรัฐบาล หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแทน ซึ่งนอกจากจะผิดข้อบังคับการประชุมสภาแล้ว ยังจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวและประชาชน ทั้งยังทำให้การประชุมอาจเกิดการประท้วง ทำให้เสียเวลาในการพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์ของประเทศด้วย ส่วนที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านบางคนเริ่มให้ข้อมูลว่าจะอภิปรายอย่างดุเดือดนั้น ผมไม่ติดใจในเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นบุคลิกของแต่ละคน ย้ำว่าขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็นเท่านั้น” นายอัครเดช กล่าว

จัดสรรงบอย่างเหมาะสม

นายอัครเดช กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวฯ ของพรรค รทสช. คือการทำให้งบประมาณได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสมและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการพิจารณาจะไม่มีการพูดเสียดสี การสร้างวาทกรรมทางการเมือง หรือการโจมตีรัฐบาลจากฝ่ายค้าน เพราะตลอดการอภิปรายฃประชาชนจะได้รับชมถ่ายทอดสดไปพร้อมกัน ซึ่งคาดหวังให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และขอฝากไปยังทุกฝ่ายให้มุ่งเน้นการให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘มาริษ’ประชุม’รมต.ต่างประเทศอาเซียน’ เตรียมพร้อมประชุมผู้นำ 26 พ.ค.

'มาริษ'ประชุม'รมต.ต่างประเทศอาเซียน' เตรียมพร้อมประชุมผู้นำ 26 พ.ค.

‘มาริษ’ประชุม’รมต.ต่างประเทศอาเซียน’ เตรียมพร้อมประชุมผู้นำ 26 พ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.04 น.

“มาริษ”ประชุม”รมต.ต่างประเทศอาเซียน” เตรียมพร้อมการประชุมผู้นำ 26 พ.ค. ชงใช้กลไกอาเซียนช่วยเมียนมาฟื้นแผ่นดินไหว-นำร่องกระบวนการสันติภาพ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 46 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยในวันนี้ (25 พ.ค.) ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการประชุมระดับผู้นำในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ค.) และหารือเกี่ยวกับวาระสำคัญของอาเซียน ทั้งการเสริมสร้างประชาคมอาเซียน, ความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน, ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน

นายมาริษ ได้เน้นย้ำในที่ประชุมถึงการให้ความช่วยเหลือเมียนมาอย่างเร่งด่วน ในช่วงฟื้นฟูหลังแผ่นดินไหว โดยเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกประสานงานที่มีศูนย์ AHA Center ของอาเซียนเป็นผู้ประสานงานหลัก ร่วมกับเมียนมา และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยในการประสานความช่วยเหลือแล้ว ยังสามารถช่วยสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเจรจาและกระบวนการสันติภาพด้วย พร้อมยังเห็นว่า จะต้องเปลี่ยนทัศนคติลบ เป็นความร่วมมือ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาทางออกให้กับเมียนมาร่วมกัน เพราะแม้การที่เมียนมาจะกลับคืนสู่ความสงบจะต้องใช้เวลา แต่ก็ต้องให้เมียนมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง (Myanmar Led, Myanmar Own)

นายมาริษ ยังได้ร่วมการประชุมอีกหลายกรอบสำคัญ ทั้งคณะกรรมาธิการสำหรับเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน และคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ซึ่งครอบคลุมทั้งกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต, ความร่วมมือด้านความมั่นคง และวิสัยทัศน์ ASEAN 2045 รวมถึงยังได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN – GCC Ministerial Meeting ซึ่งเป็นการหารือระหว่างอาเซียน และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ GCC ในหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน และการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานสะอาด

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (26 พ.ค.) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้แนวคิดหลัก “การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และความยั่งยืน” (Inclusivity and Sustainability) ระหว่างวันที่ 26 – 27 พฤษภาคม นี้ โดยนายกรัฐมนตรี จะร่วมกับผู้นำอาเซียน กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนอาเซียนตลอดปี 2568 รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ และในภูมิภาคที่มีผลกระทบต่อภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางรับมือสำหรับอาเซียน

‘ประเสริฐ’ลงพื้นที่’ศรีสะเกษ’ สั่งทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝน

'ประเสริฐ'ลงพื้นที่'ศรีสะเกษ' สั่งทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝน

‘ประเสริฐ’ลงพื้นที่’ศรีสะเกษ’ สั่งทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.40 น.

“ประเสริฐ”ลงพื้นที่”ศรีสะเกษ” สั่งทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือฝน กำชับเร่งขับเคลื่อนอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัด

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เขตตรวจราชการที่ 14 จังหวัดศรีสะเกษ โดยลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ พื้นที่โครงการแก้มลิงห้วยไร่ ตำบลบก อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีนางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ จากนั้นรอวนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ที่ว่าการอำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ รายงานสถานการณ์ทั่วไปของอำเภอ พร้อมด้วยรองเลขาธิการ สทนช. หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายประเสริฐ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำของอำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมรับฟังสภาพปัญหาความเดือดร้อน และความต้องการด้านน้ำของประชาชนในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยสั่งการให้กรมชลประทานเร่งเตรียมความพร้อม และขอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยลดปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ และให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนแหล่งใหม่ของจังหวัด และหากสามารถพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดได้ ให้ร่วมกับจังหวัดหารือเพื่อจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่โดยรอบ ใช้สำหรับกิจกรรมสันทนาการและส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ สทนช.ประสานร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการระบายน้ำและการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อให้สามารถเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลาก บรรเทาปัญหาอุทกภัย และใช้ประโยชน์จากน้ำที่เก็บกักไว้ในฤดูแล้งหน้าได้ รวมถึงให้จังหวัด กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดตรวจสอบสภาพของแหล่งน้ำ อาคารชลศาสตร์ และบ่อบาดาลต่าง ๆ หากพบว่ามีการชำรุดเสียหาย หรือยังไม่พร้อมใช้งาน ให้ดำเนินการซ่อมแซมหรือปรับปรุง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ฟื้นฟูแหล่งน้ำบาดาลให้ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกันนี้ ให้จังหวัดประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างกระบวนการรับรู้สถานการณ์น้ำ เฝ้าระวังแจ้งเตือน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน ปี 2568 โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ด้าน นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาจังหวัดศรีสะเกษมักประสบปัญหาน้ำหลากจากแม่น้ำมูลและพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะมวลน้ำจากห้วยสำราญ ซึ่งไหลผ่านเขตชุมชนเมืองที่มีลำน้ำแคบ ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดอุทกภัย ขณะเดียวกัน ยังมีบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนในจังหวัดมีจำกัด ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) มีพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม 1,725 ไร่ พื้นที่ได้รับประโยชน์ 42,500 ไร่ และครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 2,874 ครัวเรือน

ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขาพนมดงรัก โดยมีแผนดำเนินการในปี 2570 นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการด้านน้ำต่าง ๆ อาทิ โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองศรีสะเกษ ระยะที่ 1 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำกุดเตอะ – กุดหวาย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมอาคารประกอบ โครงการขุดลอกคลองบ้านหนองคำถึงบ้านหัวนา พร้อมอาคารประกอบ เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืน

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ขณะนี้อ่างเก็บน้ำทุกแห่งของจังหวัดศรีสะเกษมีปริมาตรน้ำรวม 129.24 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 43% ของความจุเก็บกักซึ่ง สทนช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ทั้งพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงในตลอดฤดูฝนนี้ เพื่อติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเคร่งครัด

– 006

‘ภูมิธรรม’ย้ำ’กองทัพ’เร่งช่วยน้ำท่วมเชียงรายเต็มสูบ! สั่งเตรียมรับมือแต่แรก

'ภูมิธรรม'ย้ำ'กองทัพ'เร่งช่วยน้ำท่วมเชียงรายเต็มสูบ! สั่งเตรียมรับมือแต่แรก

‘ภูมิธรรม’ย้ำ’กองทัพ’เร่งช่วยน้ำท่วมเชียงรายเต็มสูบ! สั่งเตรียมรับมือแต่แรก

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.03 น.

“ภูมิธรรม” ย้ำกองทัพช่วยน้ำท่วม’เชียงราย’เต็มที่ เพราะเตรียมรับมือตั้งแต่ต้น

25 พ.ค.68 เมื่อเวลา 17.15 น. ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายภูมิธรรม​ เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยว่า ได้สั่งการกองทัพตั้งแต่ต้น ว่าหน่วยงานไหนก็ตามที่อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดอุทกภัย ให้เข้าไปช่วยเหลือทันที ซึ่งเป็นหลักของกองทัพอยู่แล้วว่า​ หากประชาชนมีปัญหา กองทัพก็ต้องเข้าไปช่วย ซึ่งครั้งนี้ เจ้ากรมทหารช่าง อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว จึงส่งกำลังไปช่วยในการทำพนังกั้นน้ำ ทั้งวันทั้งคืน และกรมทหารบกที่ 37 ได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยซึ่งในช่วงเช้าได้พูดคุยกับ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ รอง​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่บอกว่าทหารได้เข้าไปช่วยอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้(24พ.ค.) ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกับหน่วยทหาร ก็ได้ดำเนินการแล้ว เพราะเราได้เตรียมการตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเตรียมเครื่องมือในการรับมือกับน้ำท่วม เพราะเป็นภัยที่กองทัพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องช่วยเหลือ

‘นายกฯ’พร้อมแล้วศึกอภิปรายงบ ปี 69 ขอฝ่ายค้านทำหน้าที่ตนเอง

'นายกฯ'พร้อมแล้วศึกอภิปรายงบ ปี 69 ขอฝ่ายค้านทำหน้าที่ตนเอง

‘นายกฯ’พร้อมแล้วศึกอภิปรายงบ ปี 69 ขอฝ่ายค้านทำหน้าที่ตนเอง

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.05 น.

‘นายกฯ’พร้อมแล้วศึกอภิปรายงบ ปี 69 ขอฝ่ายค้านทำหน้าที่ บอกคุยหน.พรรคร่วมหลายรอบแล้ว ไม่ต้องคุยเพิ่ม

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ถึงความพร้อมในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569  ว่า ตนพร้อม และยังบอกให้ทุกกระทรวงพร้อมด้วย จะได้ช่วยกันอธิบายงบให้ชัดเจน ไม่ต้องห่วง 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมีการตั้งข้อสังเกตว่า งบ ของแต่ละกระทรวงไม่สอดคล้องกัน เหมือนกับว่าแต่ละพรรค เตรียมการเลือกตั้ง นายกฯ กล่าวว่า ให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน 

เมื่อถามต่อว่า จะต้องมีการเรียกคุยหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลก่อนวันอภิปรายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จริงๆ เราคุยกันหลายรอบแล้ว รวมถึงนอกรอบด้วย ซึ่งแต่ละกระทรวงก็มีการพูดคุยกันในรายละเอียดแต่ละกระทรวง ก็ไม่ต้องมีอะไรที่ต้องคุยเพิ่ม ให้ทุกคนพร้อมที่จะตอบคำถามดีกว่า 

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้นำผลสรุปการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานนายกฯ เพื่อใช้ประกอบเป็นข้อมูลในการหารือกับมาเลเซีย ในการเดินทางครั้งนี้ 

‘อิ๊งค์’แจงแล้วรูปคู่’อาปู’ภาพเก่า ยัน’ทักษิณ’อยู่จันทร์ส่องหล้าไม่ได้หนีไปไหน

'อิ๊งค์'แจงแล้วรูปคู่'อาปู'ภาพเก่า ยัน'ทักษิณ'อยู่จันทร์ส่องหล้าไม่ได้หนีไปไหน

‘อิ๊งค์’แจงแล้วรูปคู่’อาปู’ภาพเก่า ยัน’ทักษิณ’อยู่จันทร์ส่องหล้าไม่ได้หนีไปไหน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.52 น.

‘อิ๊งค์’แจงแล้วดราม่าทริปอังกฤษ รูปคู่อาปู ภาพเก่า บอก ไม่เจอตัวแต่ยกหูให้กำลังใจ ยัน’ทักษิณ’อยู่จันทร์ส่องหล้าไม่ได้หนีไปไหน ชี้ข่าวดีคืบหน้าดึง F1 อีก2-3 เดือนชัด 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสดราม่าการเดินทางไปอังกฤษและราชรัฐโมนาโก เป็นการใช้งบหลวงเพื่อไปเที่ยวส่วนตัว รวมถึงการโพสต์ภาพร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลังศาลปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำข้าว ทำให้มีการมองว่าได้พบกันที่อังกฤษ ว่า เรื่องแรกรูปเป็นรูปเก่า 

เมื่อถามย้ำว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าหรือภาพใหม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นภาพเก่า ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าในโซเชียลมิเดียมีการจับผิดเรื่องการแสกผมของนายกฯ เปรียบเทียบกับภาพในปัจจุบัน น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า การแสกผมตรงกันทุกครั้งมันเกี่ยวกันอย่างไร และดีนะที่ไม่ได้ทำจมูกไม่อย่างนั้นรู้เลย ยืนยันไม่ใช่ 

เมื่อถามอีกว่าตกลงได้เจอกับน.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่าไม่ได้เจอ 

เมื่อถามว่าหลังศาลปกครองมีคำสั่งออกมาได้พูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บ้างหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “คุยค่ะ คุยอยู่แล้ว เมื่อเกิดเหตุการอะไรแบบนี้ก็คุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้คุยอยู่แล้ว และก็ให้กำลังใจกันไป 

เมื่อถามว่าวันที่ 13 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่ส่วนการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายทักษิณ จะเดินทางไปเองหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่าไม่แน่ใจแต่คิดว่าไม่ได้ติดอะไร 

เมื่อถามว่ามีดราม่าว่านายทักษิณ ยังอยู่ในประเทศหรือหนีออกไปแล้ว น.ส.แพทองธาร หัวเราะก่อนตอบว่ายังอยู่ เมื่อสักครู่ยังโทรมาอยู่เลยว่าหลังกลับจากราชรัฐโมนาโก ก่อนเดินทางไปมาเลเซียได้กลับบ้านหรือไม่เตรียมตัวทันหรือไม่ยังคุยกันอยู่ และนายทักษิณ ยังอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเหมือนเดิม ไม่ได้ไปไหนเลย

เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ไปกันอีกว่าการไปอังกฤษครั้งนี้เป็นการดูช่องทางให้นายทักษิณ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ”ดูช่องทางให้ไม่ใช่แล้วค่ะ ถ้าไป ไปดูโรงเรียนลูกมากกว่า“

เมื่อถามว่าเจอดราม่าหนักๆ เสียสมาธิในการทำงานบ้างหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ไม่เลย เพราะดราม่าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องจริง มันไม่เป็นอะไรเราทำงานเต็มที่ดีกว่า ตอนนี้ก็แค่มีความเจ็ตแล็กเล็กน้อยอาจจะเหนื่อยๆ เล็กน้อยแล้วเดี๋ยวจะไปขึ้นเครื่องต่อ แต่ก็ไม่ได้เอามาคิดมาก พร้อมที่จะอธิบายถ้าประชาชนไม่สะบายใจเรื่องไหนแล้วเราตอบได้ก็อยากตอบอยู่แล้ว หรือถ้ายังตอบไม่ได้ก็จะหาข้อมูลมาตอบให้ ไม่มีปัญหาอะไร

น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยกว่า การไปอังกฤษห่างจากคำว่าไปเที่ยวเยอะมาก อาจจะมีวันสุดท้ายที่เดินวนอยู่ในสนามบินเล็กน้อยแต่ก็ไปทำงาน ตอนอยู่ลอนดอนประเทศอังกฤษไปคุยเรื่องของกระทรวงพาณิชย์เรื่องตลาดว่าทำ FTA ได้หรือไม่ ในลอนดอนเขาต้องการสินค้าอะไรบ้างก็ได้พูดคุยในรายละเอียดถือว่าเป็นประโยชน์แน่นอน และได้ไปโมนาโกด้วยไปคุยเรื่องการแข่งขัน F1 และไปเข้าเฝ้า เจ้าชายอัลแบร์ที่ 2 แห่งราชรัฐโมนาโก สื่อได้ตามข่าวกันบ้างหรือไม่ ตามข่าวเรื่องแสกผมอย่างเดียวไม่ได้

เมื่อถามว่าแล้วความชัดเจนการดึง F1 มาแข่งที่ประเทศไทย น.ส.แพทองธาร ตอบว่า เป็นไปได้มาก มีความหวังที่ดีได้ข้อสรุปที่ดีพอสมควรขอรออีกนิดอีก 2-3 เดือนจะมีความชัดเจน 

‘นายกฯ’เตรียมถกนอกรอบเมียนมา แก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงราย

'นายกฯ'เตรียมถกนอกรอบเมียนมา แก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงราย

‘นายกฯ’เตรียมถกนอกรอบเมียนมา แก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

‘นายกฯ’เตรียมถกนอกรอบเมียนมา แก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงราย บอกสถานการณ์คลี่คลายเร็ว เพราะเตรียมพร้อมตั้งแต่ปีที่แล้ว 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย และสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ว่า เรื่องสารปนเปื้อนได้สั่งการแล้ว แต่ต้องดูรายละเอียดต่อ ซึ่งได้มีการคุยกันนอกรอบแล้ว และมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูเรื่องนี้ด้วย

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ได้คลี่คลายลงแล้ว และมีการจัดตั้งโรงครัวในการดูแลพี่น้องประชาชน และจากที่พื้นที่แจ้งมา ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต น้ำท่วมครั้งนี้คลี่คลายได้เร็ว เพราะเรามีบทเรียนจากปีที่แล้ว ซึ่งตนได้สั่งการตั้งแต่ปีที่แล้วว่าเป้าหมายของเราจะทำอย่างไรไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม ไม่ให้น้ำท่วมหนักเหมือนเดิม อะไรที่เคยเกิดขึ้นแล้วต้องเบาลงทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติอะไรก็ตาม จะต้องเบาลง

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ฤดูฝนนี้เรามีการขุดลอกคูคลอง ซึ่งได้ทำไว้ตั้งแต่น้ำท่วมปีที่แล้ว จึงทำให้น้ำท่วมครั้งนี้ไม่หนัก ซึ่งถือว่าช่วยได้เยอะมาก ส่วนเส้นทางของน้ำที่เราตกลงกับเมียนมา ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร ในส่วนของเราเริ่มแล้ว แต่บังเอิญทางเมียนมามีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหว เขาจึงเริ่มช้ากว่าเรา ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศ และกองทัพคุยหมดแล้ว และเขาเตรียมความพร้อมที่จะเริ่มแล้ว และการที่ตนไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนจะมีการคุยกันนอกรอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้รวดเร็ว เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ทัน พี่น้องประชาชนจะได้ไม่รับผลกระทบเหมือนปีที่แล้ว

ตู่น้องพี่! ‘สนธิ’รับ ‘จตุพร’เป็นศิษย์น้อง แสวงจุดร่วม ‘ทักษิณ’เลว

ตู่น้องพี่! ‘สนธิ’รับ ‘จตุพร’เป็นศิษย์น้อง แสวงจุดร่วม ‘ทักษิณ’เลว

ตู่น้องพี่! ‘สนธิ’รับ ‘จตุพร’เป็นศิษย์น้อง แสวงจุดร่วม ‘ทักษิณ’เลว

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

‘สนธิ’ รับ ‘จตุพร’ เป็นน้อง ลั่นเขาไม่ใช่คนเดิมแล้ว อย่างน้อยก็ยอมรับว่า ‘ทักษิณ’ เลว ขอประชาชนให้โอกาส เปิดใจให้คนหลงผิด ย้ำความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

วันที่25พฤษภาคม2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ภายในงาน “ความจริงมีหนึ่งเดียว” ครั้งที่ 2/2568 มีประชาชนที่มาร่วมงานอย่างเนืองแน่น ในการร่วมฟังเวทีการปราศรัย ซึ่งแต่ละคนจะมีการพูดถึงประเด็นสังคมและที่เกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมือง อย่างเช่น งบประมาณเบิกงบปรับปรุงอาคารรัฐสภา , คอรัปชั่นภาษีของประชาชน , หนี้ท่วมล้น กยศ. , คดีแตงโมหลังศาลยกคำร้องฝั่งจำเลย (บุคคลที่อยู่บนเรือ)

โดยช่วงหนึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการสนธิทอล์ค ได้พูดเปิดบนเวที เพื่อเกริ่นถึงภาพรวมการจัดงาน และการร่วมเวทีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช. วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ตอนหนึ่งว่า วันนี้คนๆนี้ไม่ใช่คนเดิมแล้ว ซึ่งความสัมพันธ์ในครั้งนี้เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้พี่น้องประชาชน และอยากให้ประชาชนให้โอกาสนายจตุพร ในการทำคุณงามความดีให้ชาติบ้านเมือง และเราต้องเปิดใจว่า คนที่หลงผิด แล้วไปเจอความเลวความชั่วร้ายของจริง อย่างน้อยเขาก็ยอมรับว่า นายทักษิณ เลว ซึ่งตนเต็มใจจะให้โอกาสเขา เพราะการที่เขากล้าขึ้นมาบนเวทีนี้ แสดงว่าเขามีความกล้าหาญมากพอสมควร

“ยืนยันว่าผมเองมองคนไม่ผิด เพราะที่ผ่านมาเขาคืออีกหนึ่งคนที่ร่วมต่อสู้กับหลายเหตุการณ์ของปัญหาบ้านเมือง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผมรับเขามาเป็นน้องแล้ว” นายสนธิ กล่าว

แฟนคลับล้นงาน! ‘มัลลิกาทอล์คโชว์’วิพากษ์การเมืองสุดเผ็ดร้อน

แฟนคลับล้นงาน! 'มัลลิกาทอล์คโชว์'วิพากษ์การเมืองสุดเผ็ดร้อน

แฟนคลับล้นงาน! ‘มัลลิกาทอล์คโชว์’วิพากษ์การเมืองสุดเผ็ดร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 ที่ร้านอาหาร Time’s  Dining อาคาร Ari Hill ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ติ๊กต๊อกเกอร์สายการเมืองชื่อดัง จัดงาน มัลลิกาทอล์คโชว์ ภายใต้ชื่อ งาน DR.MALLIKA VARIETY TALK SHOW MEET & GREET โดยมีบรรดาแฟนคลับของ ดร.มัลลิกา ซื้อบัตรเข้าร่วมงานจนล้น ร่วม 200 คน

โดย ดร.มัลลิกา เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานทอล์คโชว์ในครั้งนี้ ว่า หลังจากที่ตนเองได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง และหันมาทำช่อง tiktok ให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การที่ช่องมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ติดตามมาก ซึ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ช่องถูกปิดไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะปิดก็เปิดใหม่ไปเรื่อยๆ ปิดช่องมัลลิกาได้ แต่ปิดปากมัลลิกาไม่ได้

สำหรับบรรยากาศในงาน DR.MALLIKA VARIETY TALK SHOW MEET & GREET ครั้งนี้ นอกจากจะมีการพูดคุยเรื่องวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมตรี แล้ว ยังมีประเด็นอนาคตของ นายทักษิณ ชินวัตร บิดาของ น.ส.แพทองธาร ว่าจะหนีออกนอกประเทศหรือไม่ด้วย ซึ่ง ดร.มัลลิกา บอกว่า ขณะนี้น่าจะยังไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่ในประเทศไทยอย่าแน่นนอน แต่ก็สลับด้วยช่วงเวลาของความครื้นเครง และเสียงหัวเราะเป็นระยะ ด้วยลีลาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ดร.มัลลิกา ที่ทำให้การคุยเรื่องการเมืองเป็นเรื่องสนุกสนานได้ และในงานนี้ ยังมีทีมผู้ดำเนินรายการจากช่อง “แนวหน้าออนไลน์” นำโดย น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ ไปให้กำลังใจ และสลับกันขึ้นเวทีพูดคุยกับผู้ร่วมงานด้วย เพิ่มความเข้มข้นคึกคักยิ่งขึ้นไปอีก

– 006