อาบยาพิษด้อยค่าลูกอิ๊งค์! ‘ปชน.’สบช่องซัด‘ทวี’ เชิญ ‘สทร.’จ้อโชว์แก้ยาเสพติด

อาบยาพิษด้อยค่าลูกอิ๊งค์! ‘ปชน.’สบช่องซัด‘ทวี’ เชิญ ‘สทร.’จ้อโชว์แก้ยาเสพติด

อาบยาพิษด้อยค่าลูกอิ๊งค์! ‘ปชน.’สบช่องซัด‘ทวี’ เชิญ ‘สทร.’จ้อโชว์แก้ยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

เข้าร่องแข้ง! ‘โรม’ ซัด ‘ทวี’ เชิญ ‘พ่อทักษิณ’ จ้อโชว์วิชั่น ‘แก้ยาเสพติด’27พ.ค.นี้ อาบยาพิษด้อยค่า ‘ลูกอิ๊งค์’  ซ้ำเติม ‘ภาวะผู้นำ’ ให้เลวร้าย ตอกย้ำภาพชัด ‘บุตรสาว’ เป็นเพียง ‘นอมินี’ เตือนใช้ยาแรงประกาศสงครามฯวนลูปเดิม ระวังซ้ำรอย ‘ดูแตร์เต2’

วันที่25พฤษภาคม2568 นายรังสิมันต์  โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด เชิญ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ยาเสพติดอาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน”  ที่สำนักงานป.ป.ส.ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่ หนัก เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบจัดการ  และ สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือรัฐบาลมีแนวทางจัดการยาเสพติดอย่างไร  แต่แทบไม่เห็นวิสัยทัศน์ของ นส. แพทองธาร ชินวัตร นายกฯเลย   ทั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยอยู่มานานแล้ว

“กลายเป็นว่า พ.ต.อ.ทวี ควรจะให้พื้นที่นายกรัฐมนตรีในการแสดงวิสัยทัศน์ เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล  แต่กลายเป็นว่าไปเชิญนายทักษิณ  อดีตนายกฯ ซึ่งวันนี้สังคมตั้งคำถาม ทำตัวเหมือนเป็นนายกฯเสียเอง  ใช้ลูกเหมือนเป็นนอมินี  ได้ชื่อว่ามีตำแหน่งนายกฯ แต่ไม่มีบทบาท บริหารจริง การทำแบบนี้เป็นการด้อยค่านายกฯตัวเอง ทำให้ซ้ำเติมปัญหา ภาวะผู้นำของคุณแพทองธาร ให้เลวร้ายไปกว่าเดิมทั้งที่สังคมอยากจะเห็นบทบาทของนายกฯในการแก้ปัญหาเรื่องนี้“ นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า  ยอมรับการแก้ปัญหายาเสพติดในอดีตตามแนวทางนายทักษิณ สร้างผลกระทบให้ผู้บริสุทธ์ และ บางคนก็ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม   หรือถึงแม้ไม่ได้เป็นผู้บริสุทธ์ แต่ระดับความร้ายแรงในการปราบปรามจะถึงขึ้นสมควรตายหรือไม่   ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ   และแนวทางดังกล่าวก็ถูกใช้อีกครั้งผ่าน ในการทำสงครามยาเสพติด ในยุค นายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ระหว่างปี 2559-2560  ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และสุดท้ายวันนี้ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทวีปยุโรป หลังศาลอาญาระหว่างประเทศ ออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากสงครามปราบยาเสพติด ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

“วิธีการในอดีตของคุณทักษิณ รวมถึงพรรคพวกที่ยังภาคภูมิใจไทยกับแนวทางในอดีต  ที่ยอมรับว่าไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้  เพราะยาเสพติดยังอยู่กับเรา  เพราะไม่แก้ที่ต้นตอก็คือ กลุ่มว้า  ที่เป็นรายใหญ่ยาเสพติดระดับโลก ถือเป็นอาชญากรข้ามชาติไม่ต่างจากผู้ก่อการร้าย  ซึ่งรัฐบาลไทยเคยดำเนินการอะไรกับกลุ่มว้าหรือไม่   จึงทำให้เห็นว่ารัฐบาลแพทองธารล้มเหลวในการแก้ปัญหายาเสพติดตลอดมา  ฉะนั้นหาก คุณทักษิณ จะดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติดตามแนวทางเดิม ก็ไม่ต่างอะไรจากคุณดูแตร์เต แต่หากคุณแพทองธารจะทำเอง ก็เตรียมตัวเป็นคุณดูแตร์เต2 ได้เลย” นายรังสิมันต์ กล่าว

รีบโต้แทนนายใหญ่!! ‘อนุสรณ์’ยันข่าว’ทักษิณ’หนี แค่ปั่นกระแส-ดิสเครดิตรัฐบาล

รีบโต้แทนนายใหญ่!! 'อนุสรณ์'ยันข่าว'ทักษิณ'หนี แค่ปั่นกระแส-ดิสเครดิตรัฐบาล

รีบโต้แทนนายใหญ่!! ‘อนุสรณ์’ยันข่าว’ทักษิณ’หนี แค่ปั่นกระแส-ดิสเครดิตรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

รีบโต้แทนนายใหญ่!! ‘อนุสรณ์’ยันข่าว’ทักษิณ’หนี แค่ปั่นกระแส-ดิสเครดิตรัฐบาล 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี มีการปั่นกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บินไปต่างประเทศ ว่า ไม่แน่ใจว่าต้นตอของการปล่อยข่าวนี้มาจากที่ใด  และไม่ทราบถึงเจตนาของคนปล่อยข่าวว่าต้องการให้เกิดข่าวเช่นนี้เพื่ออะไร แต่สิ่งที่ตนยืนยันได้คือนายทักษิณ เดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่รัฐบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนก็ยังต้องการขอรับคำแนะนำจากนายทักษิณ ทั้งในฐานะที่ปรึกษา ในนามส่วนตัวของผู้นำประเทศต่างๆ หรือในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่นายทักษิณ จะเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ก็จะต้องขออนุญาตทุกครั้ง ไม่มีเหตุที่จะหลบหนีแต่อย่างใด ส่วนคดีวันที่ 13 มิ.ย.2568 ที่บางฝ่ายพยายามโหมกระพือข่าวให้เกิดความวุ่นวายนั้น ต้องลองย้อนกลับไปดูว่าในอดีตมีเรื่องอะไรบ้างที่กลุ่มคนเหล่านี้ทายถูก มีสิ่งใดที่วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ คนบางกลุ่มใช้การเอาวิธีโกหกใหม่มากลบโกหกเก่าไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนในสังคมลืมหรือจับผิดไม่ได้ เวลานายทักษิณ มีพื้นที่ข่าวมาก คนพวกนี้ก็บอกว่านายทักษิณ ไม่ควรเคลื่อนไหวเป็นข่าว ควรจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่ควรทำตัวเด่นจนกลบนายกรัฐมนตรี พอนายทักษิณอยู่เงียบๆ คนกลุ่มเดิม กลับออกมาบอกว่ากำลังจะเตรียมการหลบหนี 

“บ้านเมืองมีปัญหาต้องแก้ไข ปล่อยให้รัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มที่ ข่าวปั่นใดที่ไม่สร้างสรรค์ ที่พยายามดิสเครดิตรัฐบาล สร้างความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม ทุกฝ่ายต้องช่วยกันระมัดระวัง” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายกฯห่วงแม่สาย สั่งการติดตามต่อเนื่อง กำชับ สธ.เร่งบูรณาการช่วยเหลือ

นายกฯห่วงแม่สาย สั่งการติดตามต่อเนื่อง กำชับ สธ.เร่งบูรณาการช่วยเหลือ

นายกฯห่วงแม่สาย สั่งการติดตามต่อเนื่อง กำชับ สธ.เร่งบูรณาการช่วยเหลือ

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.04 น.

นายกฯห่วงแม่สาย สั่งการติดตามต่อเนื่อง กำชับสาธารณสุขเร่งบูรณาการช่วยเหลือ จัดการอพยพผู้ป่วยติดเตียง ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย อย่างต่อเนื่อง จากรายงานพบว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใน 4 ชุมชน ของ อ.แม่สาย ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ชุมชนสายลมจอย ชุมชนเกาะทราย ชุมชนไม้ลุงขน และชุมชนเหมืองแดง

นายจิรายุ กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนด้านสาธารณสุขในเบื้องต้น กระทรวงสาธารณสุขได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยได้จัดทีมสาธารณสุขอำเภอและโรงพยาบาลในพื้นที่ลงปฏิบัติงานเพื่อดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมมอบชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เฝ้าติดตามและประสานความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 94 ราย ผ่านการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงช่วยเหลือ อพยพผู้ป่วยติดเตียงจำนวน 7 ราย ไปยังบ้านญาติชั่วคราว นอกจากนี้ ได้จัดทีม MCATT ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน พูดคุยให้กำลังใจประชาชน มอบชุดทำความสะอาด และให้คำแนะนำด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในศูนย์พักพิงและบ้านเรือน พร้อมให้แนวทางดูแลตัวเองในช่วงน้ำท่วม

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่ได้เตรียมการรองรับดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่ โดยจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง รองรับ 8 – 24 เตียง พร้อมเปิดช่องทางประสานงานรับแจ้งการเจ็บป่วย ตั้งจุดประสานรับยาในกรณียาหมด ยาขาด หรือยาสูญหาย สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว และตั้งจุดรับผู้ป่วยอุบัติเหตุและกรณีฉุกเฉิน พร้อมเวชภัณฑ์ ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และถุงยังชีพ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงทีและทั่วถึงแล้ว

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีห่วงใยต่อประเด็นสารหนูปนเปื้อนในน้ำจากเหตุอุทกภัย เบื้องต้น กรมอนามัยและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบ พบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐานในน้ำผิวดิน ที่แม่น้ำกก ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และอีก 6 อำเภอ ใน จ.เชียงราย ได้แก่ อ.เมืองเชียงราย อ.เชียงแสน อ.แม่จัน อ.เวียงชัย อ.เวียงเชียงรุ้ง และ อ.แม่สาย ทั้งนี้ ไม่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในน้ำประปา พืชผัก ปลา และไม่พบสารหนูในปัสสาวะของประชาชนกลุ่มเสี่ยง อีกทั้ง ไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการจากการได้รับสารหนู

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของประชาชน สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยโรงพยาบาลในพื้นที่ได้จัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วย รวมถึงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโรคประจำตัว พร้อมจัดตั้งจุดรับยาและแจกจ่ายถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด ส่วนกรณีการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำจากสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำผิวดิน น้ำประปา อาหาร และสุขภาพอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ในทุกมิติ” นายจิรายุ กล่าวย้ำ

‘บิ๊กป้อม’สั่งลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวน่าน ส่งต่อ สส.ใช้กลไกพรรคแก้ไขให้ตรงจุด

'บิ๊กป้อม'สั่งลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวน่าน ส่งต่อ สส.ใช้กลไกพรรคแก้ไขให้ตรงจุด

‘บิ๊กป้อม’สั่งลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวน่าน ส่งต่อ สส.ใช้กลไกพรรคแก้ไขให้ตรงจุด

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

‘รองหัวหน้าพรรคพปชร.’เผย’บิ๊กป้อม’สั่งลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวน่าน ส่งต่อ สส.ใช้กลไกพรรคแก้ไขให้ตรงจุด ผ่านการทำงานพรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย-เข้าถึงทุกคน

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่บ้านปัวชัย ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน เพื่อพบปะ และรับฟังพี่น้องประชาชนถึงความต้องการ และปัญหาต่างๆ ตามแนวทางของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้ ส่งต่อให้ สส.ของพรรคนำไปผลักดันโดยอาศัยกลไกของพรรคพลังประชารัฐ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้

“พรรคให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคเหนืออย่างยิ่ง และมีนโยบายเตรียมพร้อมเลือกตั้งเสมอ ไม่ว่าจะเกิดการยุบสภา หรือหมดวาระตามปกติ โดยเน้นการส่งผู้สมัครฯ ที่มีศักยภาพ และเข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง จากการลงพื้นที่พบประชาชนมีปัญหาค่าครองชีพ และพืชผลการเกษตรตกต่ำ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ต้องได้รับการแก้ไข”

นายสุรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตน และพรรคให้ความสำคัญเรื่องของประชาชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า พรรคมีความพร้อมทุกเมื่อที่ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลง ยังมั่นคงไม่หวั่นแม้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล เพราะพรรคยังมีคนเก่งมีความสามารถที่ผ่านการบริหารประเทศอีกหลายท่าน รวมทั้งยังมีผู้ที่สนใจเข้ามาทำงานในอุดมการณ์เดียวกับพรรคเป็นจำนวนมากที่พร้อมชูจุดยืนของพรรคฯ อนุรักษ์นิยมทันสมัย ยึดมั่นในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สืบสานวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และค่านิยมอันดีงามของชาติ

ภาพประวัติศาสตร์! ‘จตุพร’สวมกอด‘สนธิ’ ผนึกกำลังเช็คบิล‘ระบอบทักษิณ’

ภาพประวัติศาสตร์! ‘จตุพร’สวมกอด‘สนธิ’ ผนึกกำลังเช็คบิล‘ระบอบทักษิณ’

ภาพประวัติศาสตร์! ‘จตุพร’สวมกอด‘สนธิ’ ผนึกกำลังเช็คบิล‘ระบอบทักษิณ’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

ภาพประวัติศาสตร์7ปีที่รอคอย! ‘จตุพร’ สวมกอดผนึกกำลัง ‘สนธิ’ โค่น ‘ระบอบทักษิณ’ 2มาตรฐาน-อภิสิทธิ์ชน ลั่นจับมือเพื่อชาติเปลี่ยนบ้านเมืองไปด้วยกัน ฟันฉับหลัง13มิ.ย.นี้ ประเทศเปลี่ยน-เจริญขึ้น-กระบวนการตรวจสอบเร่งทำหน้าที่ ภาวนาอย่าหนี ‘จิ้งจก’ มาเจอ ‘ตุ๊กแก’ แนะแสบ ‘สทร.’ อย่าเพิ่งหนี ควรซึมซับบรรยากาศใน ‘คุก’  เชื่อกลุ่มหนุนกลับลำตาสว่าง

วันที่25พฤษภาคม2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เหล่าอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายทนง ขันทอง นายนพรัตน์ พรวนสุ ประพันธุ์ คูณมี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ร่วมกันจัดเวที “ความจริงมีหนึ่งเดียว” ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตหัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการของพรรคพลังประชารัฐ ร่วมรับฟังด้วย

โดยก่อนเข้าสู่การเสวนา นายจตุพร ได้เข้าสวมกอดนายสนธิ จากนั้นได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีมานี้ ภาพที่ท่านทั้งหลายได้เห็นขณะนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะคำว่าทวงความถูกต้องให้กับคนไทยเป็นหัวใจหลักนำพาให้ตนมาพบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนี้ ซึ่งนายสนธิได้ชวนตนในขณะที่พบกันที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ว่าเราจะได้มีโอกาสถ้อยแถลงพร้อมกัน โดยผ่านมา 7 ปีเพิ่งประสบความสำเร็จในวันนี้ และก่อนหน้านี้ 5 วัน เหมือนของนายสนธิแรงเหลือเกิน เพราะตนติดโควิด-19 แต่ได้กินยาฟ้าทะลายโจรของนายปานเทพ จึงทำให้สภาพร่างกายพร้อม  อย่างไรก็ตามวันนี้คงไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าประเทศไทย ที่ผ่านมาตนจะอย่างไรทุกอย่างเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองในวันนี้คือจะนำพาให้ประเทศไทยเดินทางในทิศทางที่ถูกต้อง และพลิกฟื้นประเทศชาติขึ้นมาได้อย่างไร ตนผ่านมาหลายเหตุการณ์  มารู้ตัวอีกทีก็อายุ 60 ปี แต่ทันทีที่ตนประกาศรบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุกคนก็กลับมาญาติดีกับตนเหมือนเดิม ทั้งนี้วันที่นายทักษิณ กลับมาประเทศไทยและยื่นถวายฎีกา ยอมรับว่ากระทำความผิดตามคำพิพากษา มองว่าไม่ใช่ผลพวงการยึดอำนาจหรือตุลาการภิวัฒน์ แต่เขายอมรับว่าทุจริตจริง ไม่ว่าระบอบการเมืองใดทุจริตคือทุจริต โกงก็คือโกง ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการตั้งคำถามว่านายทักษิณ จะหนีหรือไม่ หรือมีการหนีออกนอกประเทศไปแล้วหรือยัง ซึ่งตนไม่อยากให้หนีอยากให้ได้ซึมซับบรรยากาศอย่างที่ตนและนายสนธิ ได้ซึมซับในเรือนจำ ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีคนไทยคนไหนได้รับโอกาสเหมือนนายทักษิณอีกแล้ว และเขาไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว และหากเขายอมรับตามที่ได้เขียนถวายฎีกา คนก็ไม่ต้องมาลุ้นว่าจะหนีหรือไม่ และหัวใจหลักที่คนออกมาต่อสู้กับนายทักษิณ คือการปฎิบัติ 2 มาตรฐานและอภิสิทธิ์ชน ซึ่งนายทักษิณได้ทำครบทุกข้อ ที่ผ่านมาเราได้เห็นความเป็นทักษิณ ผู้สนับสนุนได้หูตาสว่างมากขึ้น เพราะการกระทำทั้งหมดเป็นการทำลายตัวเองอย่างย่อยยับไม่มีใครไปทำอะไรเขา ตอนอยู่ต่างประเทศกระแสนิยมสูง เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยตั้งแต่ 22 สิงหาคม 66 จนถึงวันนี้ คนไทยได้เห็นความเป็นตัวตนของนายทักษิณครบถ้วน สิ่งที่เสียไปคือการได้รัฐบาลแบบนี้ และเราได้เห็นการเปลือยตัวอย่างล่อนจ้อนของนายทักษิณ และเชื่อว่าหาคนไปตายแทบจะไม่เห็นในเวลาต่อมา ดังนั้นจึงควรมาเริ่มต้นความถูกต้องให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ เราต้องยอมรับความจริงว่าบ้านเมืองเดินมาถึงจุดเสียหายครบทุกด้าน เลยคำว่าปฏิรูป อาจถึงขั้นการปฏิวัติและล้างบางกันใหม่ โดยยึดแนวทางสร้างสถาบันหลักของชาติและประชาชนให้แข็งแรง เพราะแต่ละขบวนการเราหาสิ่งที่ถูกต้องไม่เจอ กล่าวอ้างประชาธิปไตยเพียงแค่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการซื้อเสียงตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้านแต่กลับอธิบายว่าเป็นประชาธิปไตย

นายจตุพร กล่าวอีกว่า วันนี้ตนมีโอกาสอยู่ท้องถนนและเข้าสู่สภาฯบ้าง ซึ่งเทียบแล้วอยู่บนถนนมีความสุขมากกว่ารัฐสภา วันนี้เป็นตัวของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง จึงต้องกล้าคิดว่าหนทางบ้านเมืองต่อไปนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง ตนรู้ว่าพี่น้องสู้กันมานาน ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เช่น  14 ตุลา 6 ตุลา และสงครามที่เกี่ยวกับนายทักษิณมา 20 ปี ล้วนยังไม่มีที่สิ้นสุดแต่ประเทศกลับแย่ ทั้งนี้หากสู้เพื่อสลับอำนาจให้กับนักการเมืองหรือผู้อื่น ก่อนเข้าสู่อำนาจรับปากหมด แต่เมื่อเป็นผู้มีอำนาจระหว่างเดินทางจากบ้านไปทำเนียบกลับทำสมองหล่นกลางทาง เราเจอผู้ปกครองลักษณะนี้มาโดยบ้านเมืองจึงแก้ไขไม่ได้ ทั้งนี้ตนกับทนายนกเขา จัดรายการมา 2 ปี เพื่ออธิบายว่าหากประชาชนไม่สามัคคีกันเราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้รวมถึงถ้าประชาชนถูกปลุกปั่นให้ทะเลาะกัน วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่นายทักษิณกลับมาประเทศไทย และทำให้แต่ละฝ่ายสามัคคีกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรื่องราวของบ้านเมืองจากนี้ไปภาคประชาชนต้องให้กำลังใจกัน เราเจอการบริหารประเทศแบ่งแยกและปกครอง รัฐบาลทั้งโลกและประเทศไทยล้วนแต่ชั่วทั้งสิ้น วิธีจัดการรัฐบาลนี้คือประชาชนต้องสามัคคีเท่านั้น

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หลังวันที่ 13 มิถุนายนนี้ บ้านเมืองนี้คงเจริญและรวดเร็วขึ้นทุกกระบวนการ เพราะผลนั้นจะเป็นน้ำมันหล่อลื่น เรื่องที่หนืดใน กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. จะมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะทุกขบวนการทำหน้าที่จะเริ่มต้นในการคิดใหม่ แต่ถ้าทุกคนรอคนใหม่มาทำหน้าที่จะทำให้บ้านเมืองจะย่อยยับ ตนมองว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยน แต่ปัญหาคือจะเปลี่ยนไปเป็นแบบเดิมได้หรือไม่ขออย่าหนีจิ้งจกมาเจอตุ๊กแก อย่างไรก็ตามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กับสองนายกรัฐมนตรีมีอะไรที่ดีขึ้นบ้าง และนโยบายที่หาเสียงสามารถทำได้จริงหรือไม่ ทั้งลดค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้าทันที ไฟฟ้า 20 บาททุกสาย รวมถึงแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตอนนี้กลับทำไม่ได้ ความจริงที่กล้าลวง เพราะคิดว่าประชาชนประเทศนี้อะไรก็ได้ วันนี้ถึงเวลาของประชาชนที่เห็นบ้านเมืองไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม ประเทศนี้เป็นของเรา ต้องมีสิทธิ์กำหนดอนาคต ไม่ใช่ให้นายทักษิณคิดคนเดียว แต่ประชาชนสามารถคิดในแผ่นดินนี้ได้เหมือนกัน และสุดท้ายเวลาที่ต้องการความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจมาถึงแล้ว วันนี้ตน และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน พร้อมร่วมมือกับนายสนธิ เรื่องชาติบ้านเมือง เพื่อร่วมเปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน

ช่วยชาวบ้านลดเหลื่อมล้ำ! ‘มท.’ลุยออกโฉนดที่ดิน8.6หมื่นแปลง69จังหวัด

ช่วยชาวบ้านลดเหลื่อมล้ำ! ‘มท.’ลุยออกโฉนดที่ดิน8.6หมื่นแปลง69จังหวัด

ช่วยชาวบ้านลดเหลื่อมล้ำ! ‘มท.’ลุยออกโฉนดที่ดิน8.6หมื่นแปลง69จังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

‘มหาดไทย’ เดินหน้าสำรวจที่ดินลดเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าปีนี้ออกโฉนด 86,000 แปลง ใน 69 จังหวัด พร้อมเปิดสถิติ 40 ปีออกโฉนดแล้วกว่า 14 ล้านแปลง 71 ล้านไร่ 

วันที่25พฤษภาคม2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลในการกระจายการถือครองที่ดินทำกิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมที่ดินเร่งรัดโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อให้การออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชนเป็นไปตามเป้าหมาย สร้างความมั่นคงเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน  สามารถเป็นหลักประกันการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และนำไปลงทุนประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงต่อไป  ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมที่ดินได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เป้าหมายรวม 86,000 แปลง มีพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 69 จังหวัด ยกเว้น 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี แม่ฮ่องสอน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และภูเก็ต เนื่องจากมีพื้นที่ในการออกเอกสารสิทธิ์หนาแน่นแล้ว และเป็นจังหวัดที่มีเขตป่าไม้ครอบคลุมเกือบทั้งจังหวัด

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า มีผลการดำเนินงานงบประมาณ 68 ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 67 – เม.ย. 68 แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1)โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน และรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งมีเป้าหมาย 70,000 แปลง ออกโฉนดแล้ว 42,412 แปลง เนื้อที่ประมาณ 109,914 ไร่ 2)โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในจ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอำเภอนาทวี จะนะ เทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งมีเป้าหมายจำนวน 16,000 แปลง ระหว่างเดือน ธ.ค. 67 – เม.ย. 68 ดำเนินการออกโฉนดแล้ว 11,025 แปลง เนื้อที่ประมาณ 14,659 ไร่

น.ส.ไตรศุลี กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ยังคงเหลือเอกสาร ที่ยังไม่เป็นโฉนดที่ดินประมาณ 561,989 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,809,944.5 ไร่  กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินคาดว่าจะดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินได้เสร็จสิ้นทั่วประเทศภายใน 7 ปี ซึ่งจะนำข้อมูลตามโครงการบอกดินที่ประชาชนได้แจ้งไว้ เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ถวายฎีกา และข้อมูลที่สำนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก ได้รับแจ้งข้อมูลไว้มาประกอบการพิจารณาดำเนินการ

“ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 – 67  รวมระยะเวลา 40 ปี กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน ดำเนินการสำรวจและออกโฉนดที่ดินแล้ว 14,838,692 แปลง เนื้อที่ประมาณ 71,240,052 ไร่” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหานั้นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างนวัตกรรมเพื่อโลก เช่นเดียวกับนวัตกรรมของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อย่างผลงานวิจัยต้นแบบ “ฟิล์มจัดการพลังงานปรับความสว่างภายในอาคารที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง” หรือ “ฟิล์มอัจฉริยะ” ที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสของฟิล์มให้เหมาะกับความสว่างของห้องได้เอง พร้อมใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงระบบได้เอง เป็นแนวทางใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานในอาคารยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความยั่งยืน ความสวยงาม และความสะดวกสบายในการใช้งาน

นวัตกรรมนี้คิดค้นโดยทีม “Power Maker” ซึ่งประกอบด้วย 3 นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย จิรารัตน์ งานรุ่งเรือง, ภัชรพร ชัยแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และ ศศิธรณ์ พิกุลแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ โดยมี รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ รศ. ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่พวกเราสังเกตเห็นปัญหาการใช้พลังงานในอาคารที่มีกระจกเป็นวัสดุหลัก อย่าง อาคารสำนักงานหรือมหาวิทยาลัย ที่มักมีปัญหาแสงแดดส่องเข้ามามากเกินไปจนต้องปิดม่านบังแสงและเปิดไฟในเวลากลางวัน หรือเปิดแอร์ให้แรงขึ้นเพื่อจัดการกับความร้อนภายนอก ซึ่งพวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้พลังงานอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งที่แสงแดดนั้นสามารถเป็นแหล่งพลังงานได้หากได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำปัญหาเหล่านี้ไปปรึกษาที่ปรึกษาในกลุ่มวิจัย Research Center of Advanced Materials for Energy and Environmental Technology (MEET)” จิรารัตน์ ตัวแทนทีมกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ

โดยนวัตกรรมนี้เป็นการผสานสองเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ “ฟิล์มอิเล็กโทรโครมิก (Electrochromic Film)” ที่สามารถควบคุมความโปร่งใสของฟิล์มได้ตามการจ่ายไฟฟ้า ที่ไปกระตุ้นการจัดเรียงโครงสร้างผลึกในวัสดุ และ “เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell)” ที่ถูกผนึกอยู่ในแผ่นฟิล์มที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงที่ตกกระทบให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในระบบได้ทันที ฟิล์มนี้ช่วยควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้ลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรดจึงช่วยประหยัดการใช้แอร์ ลดรังสียูวีที่ทำลายผิวและของใช้ในห้อง และยังปล่อยให้แสงส่องเข้ามาให้พอดีกับความต้องการ ช่วยลดการใช้หลอดไฟไปพร้อมกัน

“พวกเราเริ่มพัฒนาแบบจำลองขนาดเล็ก 1×2 ตารางเมตร โดยจำลองพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งภายในบ้าน และคำนวณกำลังไฟฟ้าที่ฟิล์มสามารถผลิตได้ใน 1 ปี เทียบกับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฟิล์มต้นแบบนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามมาตรฐานของเซลล์ที่นำมาใช้ และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี ถือได้ว่าฟิล์มสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์พื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการลดภาระการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักของประเทศ ฟิล์มนี้จึงสามารถลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างเห็นผล รวมถึงสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างหลอดไฟ LED ได้อีกด้วย” ศศิธรณ์ เล่าถึงกระบวนการทดลองและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ความโดดเด่นของฟิล์มอัจฉริยะต้นแบบนี้ คือ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาคาร ผู้ใช้งานเพียงแจ้งขนาดกระจกที่ต้องการติดตั้ง ทีมก็สามารถออกแบบฟิล์มตามขนาดจริงและผลิตได้ทันที ด้วยแนวคิด “Plug and Play” ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรื้อถอนหรือปรับแต่งระบบไฟฟ้าใด ๆ เพิ่มเติม เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว และต้องการปรับเปลี่ยนอาคารสู่แนวทางการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

“อีกสิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้แตกต่างจากฟิล์มทั่วไปในท้องตลาด คือ ความสามารถในการ “คิดและปรับตัวได้” ทีมกำลังพัฒนาต้นแบบให้กลายเป็น “Smart Devices” อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะฝังเซนเซอร์วัดความเข้มแสงและอุณหภูมิ รวมถึงมีระบบประมวลผลเพื่อตรวจจับกิจกรรมในห้องและปรับระดับความสว่างของฟิล์มอัตโนมัติ ตามช่วงเวลาหรือประเภทของกิจกรรม เช่น การอ่านหนังสือ การประชุม หรือการพักผ่อนในช่วงกลางวัน ทั้งหมดนี้จะทำให้ฟิล์มสามารถควบคุมตัวเองได้แบบ Real-Time ตอบสนองกับผู้ใช้ในชีวิตจริงอย่างชาญฉลาด” ภัชรพร อธิบาย

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย มีการออกแบบโมดูลของแผงเซลล์ให้สามารถถอดเปลี่ยนหรือแยกชิ้นได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลพิษตกค้าง และช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมาย “Net Zero Emission” ที่องค์กรระดับนานาชาติให้ความสำคัญ

แม้ฟิล์มนี้ยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่ทีม Power Maker ก็เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ (จากการเสนอผลงานในงานหนึ่ง) และตั้งเป้าวางแผนพัฒนาต่อยอด พร้อมทั้งเตรียมเข้าสู่กระบวนการจดอนุสิทธิบัตรเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมยังวางแผนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชนในอนาคต เพื่อให้สามารถตอบสนองตลาดที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว

“อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเราก็คือ การได้เรียนรู้ร่วมกัน พวกเรามาจากต่างภาควิชา ต้องช่วยกันคิด ทำงานเป็นทีม พวกเราแลกเปลี่ยนความคิดและคุยกันเยอะมาก เพื่อหาทางออกที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และการได้ฝึกการสื่อสารกับทั้งผู้ใช้ คนที่ให้การสนับสนุน รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ลองทำงานจริงก่อนจะไปเจอของจริงหลังเรียนจบ”ศศิธรณ์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

รศ. ดร.สุรวุฒิ และ รศ. ดร.ภาติญา ที่ปรึกษาโครงการ เห็นตรงกันว่า “การได้ลงมือทำงานจากโจทย์ปัญหาจริง และสามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมได้นั้น เป็นประสบการณ์อันมีคุณค่า ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับทักษะของทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโปรไฟล์ที่โดดเด่น ช่วยให้นักศึกษาพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมั่นใจ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้”

และแม้ว่าฟิล์มอัจฉริยะนี้จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลองทำจริง พวกเขาก็พร้อมจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีความหมาย และช่วยเปลี่ยนอนาคตของโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้!!!

                                          มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือบริษัทเอกชน พัฒนา “ยาสีฟันสมุนไพรป้องกันผุ-ลดการเสียวฟัน ซึ่งมีส่วนผสมของเปปไทด์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ และใช้เทคนิคแสงซินโครตรอน” ล่าสุดคว้า 2 เหรียญรางวัลจากงานแสดงนวัตกรรม ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจาก French Federation of Inventors

ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ หัวหน้าส่วนวิจัยด้านอาหารและการเกษตร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้มีส่วนร่วมกับ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนายาสีฟันสมุนไพร 2 สูตร ได้แก่ ยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ และยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยใช้เทคนิคแสงซินโครตรอนศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันทั้งสองสูตร”

“ในการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุนั้น ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปีจากแสงซินโครตรอนติดตามการทำงานของกรดอะมิโนและเปปไทด์ในการยึดติดกับฟันหลังจากการแปรงฟัน ส่วนการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันนั้น ทีมวิจัยใช้ 3 เทคนิคแสงซินโครตรอน ได้แก่ เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปี เทคนิคการกระเจิงรังสีเอกซ์ (SAXS/WAXS) และเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (XTM) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟัน โดยติดตามการเรียงตัวของกรดอะมิโนและเปปไทด์ที่เข้าไปในรูฟันเพื่อช่วยป้องกันการเสียวฟัน”

“งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล่าสุดยังได้รับรางวัลจากประกวดภายในงาน The 50th Geneva International Exhibition of Inventions 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุม Palexpo นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยยาสีฟันสูตรเสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุได้รับเหรียญเงินจากการประกวดหลักภายในงาน และได้รับรางวัลพิเศษจากสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดย French Federation of Inventors และยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟันได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการประกวดหลักภายในงาน นอกจากนี้ทั้งสองผลงานจากยังได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีพิธีมอบภายในงานจัดแสดงนวัตกรรมที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วย” ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ กล่าวสรุป   

สำหรับผู้ประกอบการผู้สนใจในการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนบริการอุตสาหกรรมและสังคม ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โทร.08 9949 7313 หรือ อีเมล bds@slri.or.th

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวนวัตกรรมแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” และ “ตามสั่ง-ตามส่ง” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ (Social and Solidarity Economy) เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Well-being) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ย่านสาทร – งามดูพลี กรุงเทพฯ

นายอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นวัตกรรมแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง–ตามส่ง” และ “น้องเคยมาเท่าไหร่” พัฒนาจากการออกแบบร่วมกับผู้ใช้งานจริง คือ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้านค้า และร้านอาหารในชุมชน เน้นให้ระบบใช้งานง่าย ตรงไปตรงมา ผู้ใช้งานที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมากนักสามารถเลือกว่าจะใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน หรือใช้งานผ่านระบบ Line Chat Bot

โดยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มน้องเคยมาเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน อัลกอรึทึมจับคู่งานตามเวลาและลำดับคิว เพื่อให้วินที่อยู่ใกล้ที่สุดและอยู่ในคิวแรกได้พิจารณารับงานก่อน ซึ่งเป็นระบบที่เป็นทั้งกฎหมายและระบบยุติธรรมของวิน ซึ่งโดยปกติแพลตฟอร์มทั่วไปมีหลักการจับคู่งานที่ทำให้วินฯ ต้องทำผิดกฎหมาย วินฯ จำนวนมากแม้อยากวิ่งบนแพลตฟอร์มก็วิ่งไม่ได้ เพราะจะต้องทำผิดกฎของวินฯ ไปโดยปริยาย

สำหรับร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วมใช้งานแพลตฟอร์มตามสั่ง–ตามส่ง จะช่วยลดภาระต้นทุนการขาย เพราะไม่ต้องเสียค่าตอบแทนที่ผู้ขายได้รับจากการขายสินค้า (Commission) ดังที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บ แต่จะใช้ระบบ ร่วมจ่าย Co-Contribution คิดตัดสินใจร่วมกันว่า ร้านอาหาร ไรเดอร์ และผู้บริโภค ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกัน จะแบ่งสัดส่วนจ่ายตามต้นทุนจริงที่ครั้งละ 5-6 บาทต่อครั้ง

ซึ่งน้อยกว่าที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บจากร้านอาหาร 35% ของยอดขาย โดยเมื่อมีผู้สั่งอาหารระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังไรเดอร์ในชุมชนที่อยู่ใกล้ร้านที่สุด ต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไปที่ส่งงานไปยังไรเดอร์ที่มีคะแนนสูงสุดซึ่งบางครั้งอยู่ไกลจากร้าน ทำให้ลดภาระค่าเชื้อเพลิง เพิ่มโอกาสทางอาชีพในชุมชน เป็นการกระจายรายได้ในท้องถิ่นที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 วินฯ ไม่สามารถรับและส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ ประชาชนส่วนใหญ่จึงหันไปพึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสั่งอาหารและใช้บริการเดินทาง ส่งผลให้วินฯ ที่ไม่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมีรายได้ลดลง จากวันละ 700 – 800 บาท เหลือเพียงวันละ 400 – 500 บาท ทำให้เกิดความเครียดสะสม กระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต เพราะรายได้ไม่มีเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ สมาคมฯ จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย

ออกแบบแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง-ตามส่ง” เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งอาหารและสิ่งของภายในชุมชน และแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” เพื่ออำนวยความสะดวกคนในชุมชนด้านการเดินทาง ช่วยให้วินฯ นำร่องที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มฯ ไม่ถูกเอาเปรียบจากการแย่งลูกค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดมาตรฐานการให้บริการ และมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ขอเชิญชวนวินฯ ร้านค้า และประชาชน ร่วมใช้บริการ เพื่อสร้างโอกาสให้วินฯ ที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนได้รับและส่งผู้โดยสาร และประชาชนได้ใช้วินฯ ที่มีมาตรฐาน และขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส. กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในไทย ส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการส่งอาหารและการเดินทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้วินมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มต้องประสบปัญหารายได้ลดลง ไม่พอเลี้ยงชีพ เผชิญกับภาวะความเครียดและความกดดันจากการหารายได้เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว

สอดคล้องกับผลสำรวจสภาพการทำงานและสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในกรุงเทพฯ 50 เขต จำนวน 400 คน ปี 2566 โดยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า วินฯ 89.3% ไม่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ สาเหตุจากการใช้งานที่ไม่สะดวก ขั้นตอนการสมัครแพลตฟอร์มมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน

และถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น 46.5% ไม่มีเงินออม 11% เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ จากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เดินหน้าร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษาฯ พัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์ม ‘น้องเคยมาเท่าไหร่’ และแพลตฟอร์ม ‘ตามสั่ง–ตามส่ง’

ด้วยแนวคิด Economic Well-being มุ่งสนับสนุนให้วินฯ ร้านอาหาร และร้านค้าในชุมชน เข้าถึงนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงด้านอาชีพ ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีเครื่องมือในการสั่งอาหารและเรียกใช้บริการวินฯ ในชุมชนที่มีมาตรฐานและราคาที่เป็นธรรม เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาวะที่เข้มแข็งและยั่งยืน

โดยแพลตฟอร์มนำร่องใช้งานจริงแล้วใน 19 พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เขตชุมชนลาดพร้าว 101 เขตชุมชนสามย่าน กรุงเทพฯ, อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, อ.เบตง จ.ยะลา ทั้งนี้ ตั้งเป้าขยายผล 10 พื้นที่ ภายในปี 2568 เพื่อพัฒนาโมเดลด้านความมั่นคงทางอาชีพ และมาตรฐานการให้บริการของวินฯ รวมทั้งระบบการจัดการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับประชาชน

ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

ม.ภาคฯ'ขอนแก่น' เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย'การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน'

ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” NEUNIC 2025 (รูปแบบออนไลน์)

24 พฤษภาคม 2568  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น จัดการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 โดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 24 สถาบัน  ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” (“Research and Innovation Development for Developing Sustainable Communities”) ในรูปแบบออนไลน์เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ สร้างเครือข่ายนักวิจัย ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เป็นประธาน 

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดี มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่าเป็นการรวมผลงานที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาชุมชนในการพัฒนาชุมชนและสังคม และเป็นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป 

“การประชุมวิชาการในวันนี้ นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัยกับผู้ทรงคุณวุฒิยังทำให้เราได้บรรลุอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญคือการเตรียมนักวิจัยนักวิชาการที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่จะได้รับจากผลงานวิจัย  งานนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งผลให้ผู้นำรุ่นใหม่นำพาไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป ”

ดร.ธีนิดา บัณฑรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง ในนามของคณะผู้จัดงาน กล่าวรายงาน  “การจัดประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพจากนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และเปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับในปีนี้ ได้กำหนดจัดการประชุมในรูปแบบ ออนไลน์ (Online Conference) โดยได้รับความสนใจจากผู้ส่งบทความและผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แบ่งเป็นผู้เสนอผลงานวิจัยกว่า 105 บทความ จากสถาบันต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 สาขาวิชา ได้แก่ การศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ”

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในนามของสถาบันอุดมศึกษาและเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) กล่าวว่า “ขอแสดงความชื่นชมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง และสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้ง 24 สถาบัน  ที่ได้สร้างเวทีนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และสะท้อนถึงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย และเป็นการต่อยอดงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับสากลต่อไป ” นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กล่าว