‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละ! คำชี้แจง’อุ๊งอิ๊งค์’ ปมคลิปเสียง มีน้ำหนักน้อย

'ดร.ณัฏฐ์'ชำแหละ! คำชี้แจง'อุ๊งอิ๊งค์' ปมคลิปเสียง มีน้ำหนักน้อย

‘ดร.ณัฏฐ์’ชำแหละ! คำชี้แจง’อุ๊งอิ๊งค์’ ปมคลิปเสียง มีน้ำหนักน้อย

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชำแหละ ข้อต่อสู้ปมคลิปเสียงคดีแพทองธารฯ “น้ำหนักน้อย” โดยไม่ได้ยกเหตุยกเลิกประชุม สมช.ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ขึ้นต่อสู้ เป็นเหตุให้ตกเก้าอี้

วันที่ 18 สิงหาคม 2568  สืบเนื่องจากสื่อมวลชนได้เผยแพร่เนื้อหาข้อชี้แจงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง ในปมคลิปสนทนากับ นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตผู้นำกัมพูชา หลายประเด็นและขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษานั้น  

ล่าสุด “ดร.ณัฎฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนคนดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า เนื้อหาคำชี้แจงของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง ที่จงใจปล่อยเผยแพร่ผ่านสื่อปรากฏให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปนั้น หากมองด้วยใจเป็นธรรมว่า คำชี้แจงมีน้ำหนักหักล้างคลิปเสียงพยานวัตถุ สว.สีน้ำเงิน ฝ่ายผู้ร้องได้หรือไม่เพียงใด   ดังนี้   

(1) ปมคลิปสนาทนาระหว่างนางสาวแพทองธารฯกับนายฮุน เซน  การสนทนาเกิดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 และคลิปถูกเผยแพร่ผ่านสังคมโซเชี่ยลในกัมพูชาวันที่ 18 มิถุนายนก 2568  ในคำชี้แจงหักล้างฝ่ายผู้ถูกร้อง นางสาวแพทองธาร ได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่า ขณะพูดคุย “ได้อยู่เพียงลำพัง” แต่ในคำชี้แจงกลับไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้และหักล้างว่า ในการนัดประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ได้กำหนดล่วงหน้า โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568   เหตุใดถึงกลับ “ยกเลิกการประชุมกระทันหัน” ในวันดังกล่าว เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี  แต่ไปยกข้อต่อสู้อื่นว่า มีนัดประชุม(โต๊ะเล็ก)ความมั่นคงที่บ้านพิษณุโลกในวันต่อมา เพื่อกลบเกลื่อนเจตนาแท้จริง ทำให้ข้อเท็จจริงนี้ ศาลสงสัย จึงเรียก นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.มาไต่สวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 21 ส.ค.2568

(2) การยกเลิกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างประเทศโดยเฉพาะปัญหาไทย-กัมพูชา หากไม่แก้ไขปัญหาทันท่วงที  ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่งคงของชาติโดยตรง   เพราะการยกเลิกประชุม สมช.คณะใหญ่ แต่กลับไปประชุมความมั่นคงที่บ้านพิษณุโลก เป็นคณะเล็กๆ เป็นการย้อนแย้งกัน ตรงนี้ เป็นจุดตายของนางสาวแพทองธารฯผู้ถูกร้อง และที่ไม่ได้ยกต่อสู้หักล้างไว้ในคำชี้แจง  หากไม่ได้พูดคุยเอื้อผลประโยชน์ ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 จะหลีกเลี่ยงการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ คณะใหญ่ ที่นางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 จะไปเพิ่มน้ำหนักฝ่ายแก่ฝ่ายผู้ร้องที่ว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” และมีปัญหากับตัวแม่ทัพภาค 2 ทำให้คำชี้แจงของนางสาวแพทองธารฯ ผู้ถูกร้อง มีน้ำหนักน้อย

(3) ข้อความในบทสนทนาที่ว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” แม้จะยกข้อกล่าวอ้างว่า มีเจตนาเพียงต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ตาม หลักการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) ใช้เทคนิคสำคัญ คือ การตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณีนั้น ความหมายนี้ อาจแปลได้ทั้งบวกและลบ เปิดช่องให้ศาลตีความได้หลายนัยยะ ยกตัวอย่าง ตีความคำว่า “ลูกจ้าง” สมัยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้หลายนัย ว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต โดยมีพฤติกรรมให้นายฮุน เซน ต่างชาติ ใช้อำนาจของนางสาวแพทองธารฯ ในตำแหน่งนายรัฐมนตรีของประเทศไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารฯทันที  ให้พี่น้องประชาชนจับสังเกต ศาลได้นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้รวดเร็วเพราะมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยและลงมติได้  

(4) ข้อเท็จจริง กรณีโทรศัพท์ไปอธิบายกับแม่ทัพภาค 2  และขอโทษแม่ทัพภาค 2 แม้แม่ทัพภาค 2 ไม่ติดใจ  แต่ถือว่า ได้รับข้อเท็จจริงว่าได้พูดจริง แต่อธิบายแจตนา ซึ่งไม่ตรงกับเจตนาแรก  เพราะคำว่า ตรงกันข้าม หมายถึง อยู่คนละฝ่ายและขัดแย้งกัน เป็นคนละขั้วอำนาจกัน  มีผลเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายผู้ร้อง แม้จะยกอ้างการปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี แต่เป็นเพียงบทบังคับและเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้น

(5) นางสาวแพทองธารฯ ผู้ถูกร้อง ยกข้ออ้างว่า คลิปเสียง ไม่ได้ถอดข้อความเสียงและไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย ข้อต่อสู้นี้  มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน เพราะภายหลังคลิปเผยแพร่  นางสาวแพทองธารฯ ได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงต่อสาธารณะชนทันที ว่า “เป็นคลิปเสียงจริง” จึงเป็นกรณีไม่ได้ประเด็นข้อพิพาทในเนื้อหาคลิป จึงไม่จำเป็นต้องถอดข้อความและแปลเป็นภาษาไทย  ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระบบไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงการแปลภาษากัมพูชาเป็นภาษาไทยได้                               

การพูดยอมรับคลิปเสียง  ในแง่กฎหมายมหาชน ไม่ต่างกับ กรณี การให้คำมั่นสัญญาประชาคมของผู้นำทางการเมือง ย่อมมีผลผูกพันทางกฎหมาย อีกประการหนึ่ง   หากศาลมีคำสั่งให้แปลภาษา เท่ากับเปิดช่องให้นางสาวแพทองธารฯ ผู้ถูกร้องใช้ช่องนี้ ต่อท่อหายใจ และขยายระยะเวลาไต่สวนออกไปอีก ส่งผลทำให้คดีพิจารณาล่าช้า

(6) ประเด็น ผู้ถูกร้อง “คุกคามสื่อมวลชน” หากพิจารณาจากข้อเท็จจริง ในภายหลังจบการแถลงข่าวดนางสาวแพทองธารฯ เดินไปสอบถามกลุ่มสื่อมวลชนว่า “เค้าโกรธอะไรเหรอ ตะกี้” ซึ่งกลุ่มสื่อมวลชนในขณะนั้น ได้ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้โกรธ” “เป็นคาแรคเตอร์” และ “ไม่มีใครโกรธนายกเลยครับ” ตรงนี้ ไม่ได้เป็นพฤติกรรมคุกคามสื่อมวลชน เพราะได้กระทำขณะแถลงแม้มมีพฤติกรรม อาจไม่พอใจบ้าง แต่ไม่เป็นพฤติกรรมการคุกคาม เพราะผลการไม่เก็บอาการ ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สื่อมวลชนแต่ประการใด มีเฉพาะประเด็นนี้ฟังขึ้น เพียงประเด็นเดียว

(7) ข้อต่อสู้ของนางสาวแพรทองาร ที่ว่า “พยานหลักฐานที่นําเสนอ ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”นั้น  แม้จะห้ามศาลมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ แต่มีข้อยกเว้นการได้มาโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมมากกว่า ผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ตาม ป.วิอาญามาตรา 226/1 แต่ใช้เฉพาะคดีอาญา ข้อกล่าวหาที่ศาลรรัฐธรรมนูญพิจารณามิใช่เป็นคดีอาญา  แต่เป็นคดีรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(4)และ(5)  ศาลรัฐธรรมนูญย่อมใช้อำนาจหยิบคลิปบทสนทนาและที่นางสาวแพทองธารฯยอมรับว่า เป็นคลิปจริง มาพิจารณาในประเด็นคุณสมบัติได้   

ส่วนในประเด็นอื่นๆและยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลทำให้ ข้อเท็จจริงหลักเปลี่ยนแปลงไปและถือว่าเป็นข้อความย่อยหรือ “พลความ” ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของคดี  ภาพรวมเนื้อหาข้อชี้แจงของนางสาวแพทองธารฯ นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง ยังมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างพยานวัตถุปมคลิปเสียงได้เพราะกระทบต่อความมั่นคง ทั้งไม่อาจหักล้างเจตนาแท้จริงและการยกเลิกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แนวโน้มผลคดีวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โอกาสรอดน้อยหรือแทบไม่มีเลย

‘อดีตรมต.เขมร’เย้ย’จิรายุ’กลับกลอก หลังยกเลิกเชิญ’ไมเคิล’ บอกทำประเทศไทยอับอาย โง่สิ้นดี

'อดีตรมต.เขมร'เย้ย'จิรายุ'กลับกลอก หลังยกเลิกเชิญ'ไมเคิล' บอกทำประเทศไทยอับอาย โง่สิ้นดี

‘อดีตรมต.เขมร’เย้ย’จิรายุ’กลับกลอก หลังยกเลิกเชิญ’ไมเคิล’ บอกทำประเทศไทยอับอาย โง่สิ้นดี

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

‘เขียว กันหะฤทธิ์’อดีตรมต.เขมร เย้ย’จิรายุ’เป็นคนกลับกลอก หลังกลับลำยกเลิกเชิญ’ไมเคิล’นักล็อบบี้ยิสต์มาไทย บอกทำประเทศไทยอับอาย-ไม่น่าเชื่อถือ ช่างโง่สิ้นดี 

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 นายเขียว กันหะฤทธิ์ อดีตรัฐมนตรีสารสนเทศของกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก “Kanharith Khieu” ถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธเชิญนายไมเคิล อัลฟาโร (Michel Alfaro) มาประเทศไทย หลังจากทราบว่านายไมเคิล เป็นล็อบบี้ยิสต์ที่ทางกัมพูชาจ้างให้มาเผยแพร่ข้อมูลเท็จโจมตีไทย ไม่ใช่สื่อทางการจากทำเนียบขาว โดยระบุว่า “เป็นข่าวที่แปลกประหลาด สับสนวุ่นวายแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังจากมีการกล่าวหาว่านายไมเคิล เป็นบุคคลที่กัมพูชาว่าจ้างให้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับประเทศไทย นายจิรายุ โฆษกรัฐบาลไทย ได้ประกาศเชิญนายอัลฟาโรให้มานำเสนอข้อมูลจากประเทศไทยอีกครั้ง

แต่ทว่าประกาศนี้ยังไม่ทันครบหนึ่งวัน หลังจากที่นายไมเคิล อัลฟาโร ตอบตกลงตามคำเชิญ กลับกลายเป็นว่าโฆษกรัฐบาลไทยคนนี้กลับปฏิเสธ ไม่อนุญาตให้นายไมเคิล อัลฟาโรเข้าประเทศไทยเสียเอง การพูดไม่จริงของโฆษกรัฐบาลไทยรายนี้ ถูกนักข่าวชื่อดังของไทย นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส แสดงความคิดเห็นว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดเล็กน้อยของโฆษกรัฐบาลไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยอับอาย เสียหน้า เพราะโฆษกรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าเป็นคนกลับกลอก ไม่น่าเชื่อถือ” หรือกล่าวได้ว่า “Don’t Thai to me” ช่างโง่เขลาสิ้นดี!”

ขณะที่นายเขียว ได้โพสต์ภาพที่แคปจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ พร้อมระบุข้อความอีกว่า “ตอนแรกรัฐบาลไทยเชิญนายไมเคิล เข้ามาพร้อมคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลอย่างดี แต่ทหารไทยกลับบอกว่าพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ไปดูชายแดน รัฐบาลไทยถึงกับกลืนน้ำลายตัวเอง โดยอ้างว่านักข่าวทำเนียบขาวเป็นพวกหลอกลวง ที่สำคัญคือ คนที่มีคนติดตามเยอะ แม้จะไม่ใช่นักข่าวจริงๆ ก็ตาม กลับมีน้ำหนักมากกว่านักข่าวที่ไม่มีใครติดตามเสียอีก”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก) ประกาศเชิญนายไมเคิล อัลฟาโร ให้เดินทางมาที่ประเทศไทย โดยจะออกค่าใช้จ่ายให้ฟรีทั้งหมด และจะเป็นไกด์ทัวร์ด้วยตนเองพาไปชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เยี่ยมทหารไทยที่ถูกกับระเบิดรักษาตัวอยู่ ไปจุดที่มีการวางกับระเบิดเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกถล่ม ชมร้านเซเว่นในปั๊ม ปตท. และอีกหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพื่อมาไลฟ์สดฝั่งไทยบ้าง จะได้รู้แจ้งเห็นจริงกับการกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมา

ปรากฎว่านายไมเคิล อัลฟาโร ตอบรับคำเชิญของนายจิรายุ โดยอ้างว่าในฐานะนักข่าว เป้าหมายของตนคือการสืบค้นหาความจริงในความขัดแย้งในพรมแดนแห่งนี้จากทั้งสองฝ่าย และรายงานตรงไปให้ชาวอเมริกัน และโลกได้รับรู้ ภายหลังจากที่ตนได้พบกับเจ้าหน้าที่ของไทย จะรายงานข้อมูลต่างๆ ให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้รับทราบ เพื่อที่นายทรัมป์จะได้ตัดสินใจถึงแนวทางข้างหน้าไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา โปรดส่งชื่อผู้ติดต่อให้กับตนเพื่อทำให้เกิดการเดินทางครั้งนี้ขึ้น

แต่ปรากฎว่าภายหลังนายจิรายุ กลับปฎิเสธ อ้างว่านายไมเคิล ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แถมยังแอบอ้างถึง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป

สะพัด!อ้างกลุ่มไลน์‘นายอำเภอ’ ระบุชัด‘พ่อเมืองสงขลา’ให้เวียนต้อนรับ-ส่ง‘เดชอิศม์’

สะพัด!อ้างกลุ่มไลน์‘นายอำเภอ’ ระบุชัด‘พ่อเมืองสงขลา’ให้เวียนต้อนรับ-ส่ง‘เดชอิศม์’

สะพัด!อ้างกลุ่มไลน์‘นายอำเภอ’ ระบุชัด‘พ่อเมืองสงขลา’ให้เวียนต้อนรับ-ส่ง‘เดชอิศม์’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

สะพัด!อ้างกลุ่มไลน์‘นายอำเภอ’ ระบุชัด‘พ่อเมืองสงขลา’มีดำริให้เวียนต้อนรับ-ส่ง‘เดชอิศม์ มท.3’ที่สนามบินหาดใหญ่ตามคิวทุกสัปดาห์

18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนามหรือออกคำสั่งในเอกสารให้นายอำเภอทั้ง 16 แห่ง ในจังหวัดสงขลา เวียนมาอำนวยความสะดวกแก่นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ทุกสัปดาห์ พร้อมยืนยันว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น

ล่าสุด มีการแชร์ข้อความในกลุ่มไลน์ของ ปลัดอำเภอ (ฝ่ายปกครอง) จังหวัดสงขลา ที่มีนายอำเภอในจังหวัดสงขลาหลายคน ยืนยันว่ามีการสั่งการจริง โดยมีการแจ้งเรื่องดังกล่าวในกลุ่มไลน์ ระบุว่า “เรียนนายอำเภอ ทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด มีดำริให้แต่ละอำเภอ ร่วมต้อนรับ–ส่ง มท.3  ที่สนามบินหาดใหญ่เป็นรายสัปดาห์” โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้ ตามลำดับอำเภอดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง

นอกจากนี้ ข้อความในกลุ่มไลน์ดังกล่าวยังแจ้งให้ตัวแทนช่วยประสานกำหนดการแต่ละสัปดาห์ให้แต่ละอำเภอทราบทางกลุ่มไลน์นี้ด้วย โดยมีนายอำเภอหลายคนเข้ามาตอบว่า “รับทราบ”

อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานราชการใน จ.สงขลา อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าไลน์ดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่

‘สุชาติ’ลุยวัดพระบาทน้ำพุพรุ่งนี้ สอบเงินบริจาค-มูลนิธิ ไม่ฟันธง’หลวงพ่ออลงกต’ผิดหรือไม่?

'สุชาติ'ลุยวัดพระบาทน้ำพุพรุ่งนี้ สอบเงินบริจาค-มูลนิธิ ไม่ฟันธง'หลวงพ่ออลงกต'ผิดหรือไม่?

‘สุชาติ’ลุยวัดพระบาทน้ำพุพรุ่งนี้ สอบเงินบริจาค-มูลนิธิ ไม่ฟันธง’หลวงพ่ออลงกต’ผิดหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

“สุชาติ” ลุยวัดพระบาทน้ำพุพรุ่งนี้ เรียกวัด -สธ.-ผู้ว่าฯ แจง ปมบริจาค พบไม่สุจริต – ผิดกม.ดำเนินคดีทันที ยังไม่ฟันธง”หลวงอลงกต” ผิดหรือไม่ผิด หลังผช.รมต.ออกตัวบริสุทธ์  ข้องใจ”หมอบี” เกี่ยวข้องมูลนิธิได้ยังไง 
 
 วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบกรณีบัญชีเงินบริจาคที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านำไปใช้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ในวันพรุ่งนี้(19 ส.ค.) ว่า ความจริงพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ท่านควรจะออกมาแถลงข่าว แต่อยู่ๆก็เลิกไป และตนรู้สึกเป็นห่วงและพอจะมีเวลาว่างแล้ว พรุงนี้หลังประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จก็จะเดินทางไปด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ป่ระชาชนให้ความสนใจมาก เพราะสะเทือนถึงวงการพระพุทธศาสนา 

เมื่อถามว่า ลงไปดูแล้วจะมีคำสั่งอย่างไรบ้าง นายสุชาติ กล่าวว่า ต้องไปดูก่อนว่าที่เขาสอบไปถึงไหนอย่างไรบ้าง เพราะมีสองส่วน ส่วนแรก วัดตั้งเป็นมูลนิธิ 4-5 มูลนิธิ ซึ่งที่มีปัญหามากที่สุดคือมูลนิธิใจฟ้า ที่มีนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี เข้าไปเกี่ยวข้องซึ่งความจริงไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวเพราะเป็นอาสาสมัคร แต่ไปเปิดบัญชีตัวเอง และบอกว่าเอาเงินเข้าวัด ตรงนี้ต้องไปสอบให้ดี ซึ่งตำรวจกองบังคับการปราบปราบ(บก.ป.)ดำเนินคดีอยู่ในการรวบรวมหลักฐาน ซึ่งตนจะไปตามดูว่าเรื่องไปถึงไหน หากพบว่าถ้าไม่ถูกต้อง ไม่สุจริตต้องรีบคดี ส่วนเรื่องของวัด  สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดมีหน้าที่ไปตรวจสอบ ซึ่งวัดต้องรายงานเงินบริจาคให้พศ.ทราบอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการรายงานขึ้นมาว่ามีอะไรที่ผิดปกติ และการตั้งมูลนิธิอยู่ในกำกับของกระทรวงมหาดไทย เราก็ต้องไปดูด้วยเพราะหลายแห่งอาจจะเลี่ยงการบริจาค โดยเข้ามูลนิธิ ซึ่งเรี่องนี้พศ.เข้าไปตรวจสอบไม่ได้ และเป็นเทคนิคที่ใช้กันหลายแห่ง อาจจะต้องเอาเคสนี้มาศึกษาและแก้กฎระเบียบเรื่องช่องว่างของกฎหมาย เพราะนำเงินไปใช้วัตถุประสงค์ 

“หมอบีไปเปิดบัญชี อยู่ๆเอาชื่อวัดไปหากิน ถูกต้องมั้ย ต้องไปดูให้แน่ และอีก 4-5 มูลนิธิ เช่นมูลนิธิโรคเอดส์ มูลนิธืช่วยการศึกษา และมูลนิธิช่วยคนยากจน “

เมื่อถามว่า นายนิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การันตีว่าหลวงพ่ออลงกตไม่ผิด นายสุชาติ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าผิดหรือไม่ผิด เพราะตนต้องลงไปดู

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามจะไม่ให้ยาต้านกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จนตอนนี้มีการตั้งคำถามว่าทำไมปล่อยเรื่องนี้ยืดเยื้อมาถึงขณะนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ตรงนี้อาจไม่ใช่อำนาจของพศ.หรือไม่ อาจเป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข แต่ตนยังไม่ได้รับรายงาน พรุ่งนี้ไปแล้วจะทราบรายละเอียด จะเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และสาธาณสุขจังหวัดมาชี้แจง ขอไปรับฟังรายงานก่อน 

เมื่อถามว่า จะไปชี้ช่องให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการต่อใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า วัดต้องมาชี้แจงตนทั้งหมด ว่าเงินที่ได้สองช่องทางมาอย่างไร ตรงวัตถุประสงค์ของการจดตั้งมูลนิธิหรือไม่ หากเจออะไรผิดปกติเราก็ต้องแจ้งตำรวจ หรือกระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการต่อ

‘สมศักดิ์’ยังไม่รู้ผลสอบ‘หมอสุภัทร’ปมจัดซื้อATK ยันให้ความเป็นธรรม

‘สมศักดิ์’ยังไม่รู้ผลสอบ‘หมอสุภัทร’ปมจัดซื้อATK ยันให้ความเป็นธรรม

‘สมศักดิ์’ยังไม่รู้ผลสอบ‘หมอสุภัทร’ปมจัดซื้อATK ยันให้ความเป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

‘สมศักดิ์’ปัดยังไม่รู้มติผลสอบ‘หมอสุภัทร’ปมจัดซื้อ‘เอทีเค’ ชี้ยังมีเวลาพิจารณา ยันให้ความเป็นธรรมดีที่สุด

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข  ตอบกระทู้ถามสดของนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ซึ่งตั้งถามกรณีการเอาผิดผิดวัยร้ายแรง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กรณีการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค ว่า ข้อเท็จจริงในกรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เรื่องดังกล่าวเพราะมีการร้องเรียน และกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งผู้ตรวจสอบภายในลงไปตรวจสอบ ทั้งโรงพยาบาลจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา และ โรงพยาบาลระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 แต่ถูกตรวจสอบปี 2566 พบความบกพร่องในการบริหาร นพ.สุภัทร ฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาล  คือการจัดซื้อจัดจ้าง เอทีเค ซึ่งพบว่ามีการอนุมัติแบ่งซื้อแบ่งจ้าง นอกจากนั้นแล้วคือกรณีการเดินทางมาที่กทม. เพื่อทำกิจกรรม แพทย์ชนบทบุกกรุง และ สร้างอาคาร8ชั้นที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่แก้ไขสัญญา และมีเรื่องงปลีกย่อยทางการจัดซื้อพัสดุ แปลงสภาพรถราชการ

“ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รับเรื่อง เมื่อพิจารณาว่ามีมูลจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและไม่ร้ายแรง  ตามระเบียบของ กพ. ทั้งนี้ในการตรวจสอบพบการเปลี่ยนแปลงกรรมการ 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเพราะถูกร้องเรียนว่าไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ครั้งที่สอง เพราะเปลี่ยนตัวเลขานุการ และครั้งที่สาม ซึ่งมีผลตรวจสอบและมติ เมื่อ15 ส.ค. ซึ่งมติดังกล่าวเป็นความลับ ผมไม่ทราบว่ามติเป็นอย่างไร” นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ ชี้แจงต่อว่า ผลตรวจสอบต้องเสนอปลัดกกระทรวงสาธารณสุข  และต้องเข้าที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ในเดือน ก.ย. นี้ ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวตนเป็นประธาน อย่างไรก็ดีในการเรื่องดังกล่าวยังไม่ส่งผลถึงตน ดังนั้นจึงพอมีเวลาสั่งการให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย และตนจะให้ความเป็นธรรมดีที่สุด

“ทั้งนี้เรื่องที่พูดคุยต้องดำเนินการตามกฎของราชการ  ส่วนผลสอบเรื่องดังกล่าวนั้นหากอะไรที่ไม่เป็นข้อกำหนดว่าเป็นความลับ ผมยินดีเปิดเผยให้ แต่หากติดระเบียบราชการ ผมจนใจที่จะทำแบบนั้น แต่จะให้ความร่วมมือเต็มที่” นายสมศักดิ์ ชี้แจง

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่าได้ตรวจสอบกรณีเดียวกันของนพ.สุภัทรของโรงพยาบาลแห่งอื่นหรือไม่นั้น หากสว.อยากให้ตรวจสอบโรงพยาบาลใด ชอบด้วยที่จะทำหนังสือร้องเรียนว่าโรงพยาบาลที่ต้องการตรวจสอบนั้นมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร

“ในใจผมเข้าใจการจัดซื้อจัดจ้าง เอทีเค จำเป็นเร่งด่วน เพื่อบริการประชาชน  แต่เรื่องดังกล่าวมีระเบียบราชการ ผมเข้าใจ ผมเคยตระหนักและขอร้องให้ราชการพยายามร่างกฎหมาย ของคนที่ไม่ตั้งใจทำผิดแต่ผิดระเบียบ ซึ่งราชการมองว่าคือ การทำผิดระเบียบราชการ คือ การทุจริตประเภทหนึ่ง ดังนั้นเป็นหน้าที่ที่ราชการทำให้ถูกระเบียบ” นายสมศักดิ์ กล่าว

โฆษก ทบ. ยัน’บ้านหนองจาน’เป็นของไทย ซัดกัมพูชาใช้มวลชนรุกอธิปไตยไทย

โฆษก ทบ. ยัน'บ้านหนองจาน'เป็นของไทย ซัดกัมพูชาใช้มวลชนรุกอธิปไตยไทย

โฆษก ทบ. ยัน’บ้านหนองจาน’เป็นของไทย ซัดกัมพูชาใช้มวลชนรุกอธิปไตยไทย

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

โฆษก ทบ. ซัด กัมพูชา ใช้ มวลชน รุกอธิปไตยไทย ชี้ บ้านหนองจาน คือ พื้นที่ลี้ภัยสู้รบเขมรแดง ไม่ย้ายออก-ขยายชุมชน ละเมิด MOU43 แม้ฝ่ายไทยประท้วงต่อเนื่อง กลับนิ่งเฉย

18 ส.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง กรณีชาวกัมพูชาได้ออกมาร้องเรียนเรื่องการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยกล่าวอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ซึ่งอยู่บริเวณบ.หนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว รอยต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยบริเวณดังกล่าวมีประเด็นปัญหา แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 

1. เป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาไม่สามารถตกลงที่ตั้งหลักเขตแดนได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตที่ปรากฏในปัจจุบัน มีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งประเทศของตน จึงต้องรออาศัยกลไกทวิภาคี อาทิ JBC มาแก้ไขปัญหาในระยะยาว

2. พื้นที่ดังกล่าว ในอดีตเมื่อครั้งเกิดสงครามการสู้รบภายในกัมพูชาในปี พ.ศ.2520 รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้ราษฎรกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อแสดงถึงความมีน้ำใจและเห็นแก่หลักมนุษยชน แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ พบว่ามีราษฎรกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ยังคงพักอาศัยในพื้นที่ของประเทศไทย

3. การติดตั้งแนวรั้วลวดหนามในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ยังไม่ใช่การวางเพื่อระบุแนวเส้นเขตแดน  เป็นเพียงการวางแนวเครื่องกีดขวางในการรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล  โดยเฉพาะป้องกันการลักลอบเข้ามาใช้อาวุธทุ่นระเบิดเพื่อทำร้ายฝ่ายไทย  และเป็นลักษณะเสริมความมั่นคง ต่อที่วางกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยการสนับสนุนให้ราษฎรมาสร้างถิ่นฐานอย่างถาวร ทั้งในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ และนอกบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งประเทศไทย  

กองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ดำเนินการประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับหน่วยทหารในพื้นที่ และผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงในรายละเอียด หรือแก้ไขใดๆ จึงยืนยันได้ว่าฝ่ายไทยได้ใช้การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

โฆษกกองทัพบก กล่าวต่อว่าสำหรับปัญหา ในปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ พยายามจะใช้ประชาชนให้เป็นผู้ออกหน้าในการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยประเทศไทยในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่า การกระทำดังกล่าวเหมือนมีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ และคอยเฝ้าดูว่า หากฝ่ายไทยดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดไป ก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือประเทศไทย เพื่อขอความเห็นใจสังคมโลกอย่างที่เป็นภาพให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงอยากให้ช่วยกันสื่อสารต่อประชาคมโลก ให้เข้าใจในข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมของไทย รวมถึงการแสดงออกถึงความมีน้ำใจที่ดีต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกฝ่ายกัมพูชานำไปบิดเบือน เพื่อให้เป็นผลกลับมาใช้ทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรม

เอกสารปลอม! ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ยันไม่ได้เซ็นคำสั่งต้อน‘นอภ.’รับ‘เดชอิศม์’ลงพื้นที่

เอกสารปลอม! ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ยันไม่ได้เซ็นคำสั่งต้อน‘นอภ.’รับ‘เดชอิศม์’ลงพื้นที่

เอกสารปลอม! ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ยันไม่ได้เซ็นคำสั่งต้อน‘นอภ.’รับ‘เดชอิศม์’ลงพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา’ยืนยันหนังสือปลอม สั่งนายอำเภอเมือง จัดอาหารว่าง-เจ้าหน้าที่รับ‘เดชอิศม์’ลงพื้นที่ สั่งตรวจสอบด่วน

18 สิงหาคม 2568 นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการแชร์หนังสือคำสั่งราชการ เรื่อง “ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” โดยสั่งการให้นายอำเภอเมืองสงขลา ร่วมส่งนายเดชอิศม์ ที่เดินทาง มาตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 8.25 น. โดยให้เตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2568

นายโชตินรินทร์ กล่าวว่า ไม่ใช่หนังสือฉบับจริง และเมื่อวานนี้ (17 ส.ค.68) ตนมีภารกิจ 3 งาน ไม่ได้ลงนามหนังสือคำสั่งดังกล่าว ซึ่งมีข้อสังเกตว่าการออกหนังสือให้นายอำเภอ ต้องออกจากที่ทำการปกครองจังหวัด สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ชอบธรรม และเป็นข้อมูลที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาจังหวัด ต้องให้หน่วยงานที่ออกหนังสือตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหนังสือคำสั่งฉบับดังกล่าวหรือไม่ และใครเป็นคนออก ส่วนลายเซ็นที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนลายเซ็นตนจริง ๆ เมื่อตนไม่ได้เซ็นก็ถือว่าเป็นโมฆะ จะให้สมบูรณ์ก็ต้องให้ตนรับรองว่าตนสั่งดำเนินการจริง

นายโชตินรินทร์ กล่าวว่า ส่วนจะดำเนินคดีหรือไม่ ต้องดำเนินการตามระบบราชการ ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบได้ทันที โดยให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่รับผิดชอบหน่วยงานไปตรวจสอบแล้ว วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีที่ตนปฏิบัติ

เมื่อถามว่า เรื่องนี้มีการเชื่อมโยงกับการพิจารณาโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าฯที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.68) หรือไม่ ผู้ว่าฯสงขลา กล่าวว่า เรื่องตำแหน่งนั้น หากใครจะย้ายไปที่ใดก็ต้องสอบทั้งนั้น ตนก็สอบทุกครั้ง

‘ภูมิธรรม’บอกสบายๆ หลังโดนแจ้งความปมละเลยปล่อยเขมรรุกรานไทย

'ภูมิธรรม'บอกสบายๆ หลังโดนแจ้งความปมละเลยปล่อยเขมรรุกรานไทย

‘ภูมิธรรม’บอกสบายๆ หลังโดนแจ้งความปมละเลยปล่อยเขมรรุกรานไทย

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘ภูมิธรรม’บอกสบายๆ หลังองค์กรต้านคอร์รัปชันขอนแก่น แจ้งความเอาผิดปมละเลยปล่อยเขมรรุกรานไทย ลั่นถึงเวลาต้องทบทวน กม. ไม่ใช่อยู่ๆ ใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความตำรวจขอนแก่น ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเอาผิดนายภูมิธรรม ในข้อหาหรือฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.119, 120, 124, 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทย ว่า ไม่เป็นไร เขาก็เคยเป็นนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ว่าไปตามกฎหมาย ถ้าคิดว่าไปแจ้งความแล้วตำรวจรับทำคดี ส่งขึ้นมาศาล ศาลเรียกตัวตนไป ตนก็สบายๆ ฟ้องตอนนี้ก็มีเรื่อง และคิดว่าตอนนี้สังคมไทยมันมีเรื่องที่ต้องไปทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ๆ ใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ให้กระบวนการยุติธรรมว่าไปเลย ไม่มีปัญหาอะไร 

‘ภูมิธรรม’ส่งทนายร้องสอบมรรยาท‘ทนายเขากระโดง’ แถลงใช้ถ้อยคำรุนแรง ปัดมุ่งปิดปาก

‘ภูมิธรรม’ส่งทนายร้องสอบมรรยาท‘ทนายเขากระโดง’ แถลงใช้ถ้อยคำรุนแรง ปัดมุ่งปิดปาก

‘ภูมิธรรม’ส่งทนายร้องสอบมรรยาท‘ทนายเขากระโดง’ แถลงใช้ถ้อยคำรุนแรง ปัดมุ่งปิดปาก

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

‘ภูมิธรรม’มอบอำนาจสอบมรรยาท‘ทนายทิวา’ แถลงข่าว‘ที่ดินเขากระโดง’ถ้อยคำหยาบคาย ด้าน‘ทนายภาคิน’ยันร้องครั้งนี้ไม่ใช่การปิดปากแน่นอน

18 สิงหาคม 2568 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้นายภาคิน จินาภักดิ์ ยื่นเรื่องร้องเรียนมรรยาททนายความ นายทิวา การกระสัง ต่อคณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ จากกรณีนายทิวา ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยใช้ถ้อยคำและพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าว แสดงความ คิดเห็นหยาบคาย ขาดจริยธรรม อันเป็นการผิดมรรยาททนายความ

นายภาคิน กล่าวว่า ข้อผิดมรรยาททนายความ ที่ระบุเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมและฝ่าฝืนจริยธรรมอันดีของทนายความ รวมถึงมีประโยคที่ยุยงให้เกิดการเป็นคดีความขึ้น ขั้นตอนหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเสนอเรื่องต่อประธานคณะกรรมการมรรยาท และอาจจะเรียกนายภูมิธรรมเข้ามาสอบสวนหรือตนในฐานะผู้รับมอบอำนาจเข้ามาสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง มีการลงโทษอย่างไร นายภาคิน กล่าวว่า โทษมีตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาตการเป็นทนายความ ทั้งนี้ไม่จำเป็นจะต้องผิดข้อนี้แล้วจะต้องลงโทษแบบนั้น การลงโทษเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการมรรยาททนายความ

เมื่อถามว่านายทิวา ได้ทำหนังสือขอโทษนายภูมิธรรมไปแล้ว แต่ทำไมถึงเข้ามาร้องเรียนมรรยาททนายความอีก นายภาคิน กล่าวว่า เรื่องนั้นนายภูมิธรรมทราบแล้ว แต่การกระทำของนายทิวาถือว่าความผิดสำเร็จไปแล้ว เจ้าตัวอาจจะสำนึกในการกระทำของตัวเองแต่ในเมื่อความผิดสำเร็จไปแล้วนายภูมิธรรมจึงใช่สิทธิ์ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

เมื่อถามว่านอกจากคดีมรรยาท จะมีการดำเนินการทางแพ่งหรืออาญาต่อไปหรือไม่ นายภาคิน กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่ทราบว่าเบื้องต้นจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องมรรยาททนายความเพียงเท่านั้น

เมื่อถามว่าคดีมรรยาททั้งสองฝ่ายสามารถไกล่เกลี่ยกันได้หรือไม่ นายภาคิน กล่าวว่า คดีมรรยาททั้งสองฝ่ายสามารถไกล่เกลี่ยกันได้  ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายภูมิธรรม

เมื่อถามว่าการร้องเรียนครั้งนี้เป็นการปิดปากทางการเมืองหรือไม่ นายภาคิน กล่าวว่า การร้องเรียนมรรยาทไม่ใช่การฟ้องคดีแพ่งหรืออาญา ตนยืนยันว่าไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปากอย่างแน่นอน เป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิ์ของ ตนขอย้ำว่าบุคคลที่เป็นทนายความจะต้องใช้คำพูดหรือแสดงพฤติกรรมอะไรจะต้องพึงระวังมากกว่าบุคคลทั่วไปด้วย

‘ภูมิธรรม’ลั่นไม่เป็นไรเขมรขอเลื่อนอาร์บีซี ชี้ประชุม’สมช.’วันนี้ สรุปท่าทีทั้งหมด

'ภูมิธรรม'ลั่นไม่เป็นไรเขมรขอเลื่อนอาร์บีซี ชี้ประชุม'สมช.'วันนี้ สรุปท่าทีทั้งหมด

‘ภูมิธรรม’ลั่นไม่เป็นไรเขมรขอเลื่อนอาร์บีซี ชี้ประชุม’สมช.’วันนี้ สรุปท่าทีทั้งหมด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

“ภูมิธรรม” ระบุ ปมคนกัมพูชาปลูกบ้านในแผ่นดินไทย รอ จนท.คุยกัน ชี้  เรื่องเขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว ลั่น ไม่เป็นไรเขมรขอเลื่อนอาร์บีซี บอก จะบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ  เผย บ่ายนี้ประชุม สมช. ดูภาพรวม ด้าน มทภ.2 ชี้ ถก อาร์บีซี  กัมพูชา รอ ผู้นำชี้ขาด ระดับพื้นที่ตัดสินใจไม่ได้

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีประชาชนกัมพูชามาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทย และมาอ้างเป็นพื้นที่ของกัมพูชา ว่า ขณะนี้ตามข้อตกลงคือ ให้มีการหยุดยิง ใครอยู่ตรงไหนให้อยู่ตรงนั้น ฉะนั้น ตอนนี้เรายังคงยืนอยู่ ณ จุดนี้ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันในครั้งต่อไปอีกประมาณเดือน ก.ย.68 ยืนยันที่เราได้วางลวดหนามไว้ทางกัมพูชาเข้ามาไม่ได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้กัมพูชาพยายามใช้มวลชนเข้ามากดดันทหารไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่มีมวลชนมาเป็นเรื่องของประเทศเขาที่จะต้องดำเนินการ รวมถึงที่เขามาสร้างหมู่บ้านด้วย รอให้เจ้าหน้าที่มาคุยกัน ซึ่งการคุยเรื่องของเขตแดนไม่สามารถคุยจบได้ในครั้งเดียว ฉะนั้น มันยังอยู่ในประเด็นที่จะต้องพูดคุยกันต่อ เราก็ยืนยันอย่างที่เป็นของเรา อันไหนที่เขาบุกรุกมาเราก็ต้องยืนยันและต้องคุยกัน

เมื่อถามถึงกรณีกองทัพภาคที่ 2 เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) ไป เพราะอะไร เหตุใดกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร เราก็เป็นการยืนยัน ซึ่งเราก็บันทึกไปเรื่อยๆ ว่าเขาให้ความร่วมมือหรือไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งการประชุมมันยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา (เจบีซี) ที่จะต้องไปคุยกัน    

เมื่อถามว่า สรุปจะยุบ ศบ.ทก.หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ครั้งก่อนสื่อถามตนว่าจะเอาอย่างไร โดยตนบอกไปว่าสถานการณ์ต้องไปสรุปกัน ถ้าคิดว่ามันเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องมี ศบ.ทก.หากเข้าสู่ภาวะปกติ และตนบอกไปแล้วว่าจะต้องรอการประชุมของ ศบ.ทก.ก่อน และขณะนั้นยังไม่มีการประชุม ซึ่งไปตีความกันว่าจะหยุดหรือไม่หยุด ความจริงยังไม่มีอะไรเลย เพราะต้องรอการประเมิน ถ้าเหมาะสมแล้วก็หยุด แต่ถ้าคิดว่ายังจำเป็นก็ยังต้องอยู่ ฉะนั้น ตอนนี้ยังไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คงต้องรอการประชุม สมช.ก่อน
เมื่อถามย้ำว่า การประชุม สมช.บ่ายวันนี้ (18 ส.ค.) จะเป็นการสรุปภาพรวมทั้งหมดใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า โดยรวมเป็นอย่างนั้น จะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนว่าเราจะกำหนดอะไรต่อไป รวมทั้งท่าทีเราในการประชุมจีบีซีและเจบีซีในอนาคตด้วย ซึ่งมันอยู่ที่ประเด็น หาก สมช.เสนอประเด็นอะไรมาก็คุยกันตามประเด็นนั้น ถ้ามีใครหยิบยกอะไรขึ้นมาก็จะคุยกัน จะมีข้อสรุปอะไรอย่างไรขึ้นอยู่กับที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการประเมินสถานการณ์การเมืองภายในประเทศในที่ประชุม สมช.ด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หลักๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องกัมพูชา แต่เรื่องอื่นๆ ถ้าจะมีการหยิบมาหารือก็คุยกัน

ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อหารือหัวข้อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)ไทย-กัมพูชา  ซึ่งไม่มีอะไรเพียงแต่นำข้อสรุปของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ( GBC) ไทย-กัมพูชา มาทบทวน และลงรายละเอียดเล็กน้อย
สำหรับหัวข้อในการประชุมอาร์บีซี นอกจากเรื่องการเก็บกู้เรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแล้ว ยังมีการหารือไม่ให้เพิ่มกำลังหรือรุกล้ำในจุดที่วางกำลังอยู่ เช่น การบินโดนประชิดแนวเนื่องจากล่อแหลมต่อการปะทะกัน

เมื่อถามว่า หัวข้อการประชุมจะนำไปสู่รูปธรรมได้หรือไม่ พล.ท.บุญสิน ระบุว่า ขึ้นอยู่กับระดับผู้นำของกัมพูชาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ถ้าเป็นเรื่อง 50 : 50 เขาก็มักจะขออนุญาตหารือกับผู้นำเขาก่อน ซึ่งเป็นธรรมดาปกติของกัมพูชาที่ยึดแนวนี้อยู่แล้ว

ส่วนมีการพูดคุยกับ แม่ทัพภาคที่ 1 เรื่องพื้นที่จังหวัดชายแดนสระแก้วหรือไม่ พล.ท.บุญสิน ยอมรับว่า มีแนวทางเดียวกัน เช่นเดียวกับกองกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด
ส่วนการประชุมอาร์บีซี ปัญหาทั้งในส่วนกองทัพภาค ที่ 1 และ 2 แตกต่างกันหรือไม่ พล.ท.บุญสิน ระบุว่า เหมือนกัน คล้ายคลึงกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) จะมีการหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่กองทัพภาคที่1 ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาบริเวณบ้านหนองจาน ภายหลัง ที่ทหารไทย นำรั้วลวดหนามไปผิดกั้น ทำให้กัมพูชา ระดมประชาชนมาต่อต้าน  นอกจากนี้ ยังมีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตั้งชุมชนและยังไม่ยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้คนไทยมี กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้

ส่วนกองทัพภาคที่2 ปัญหา ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพบปัญหาการวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา จำนวนมากในพื้นที่โดยรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวาระการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันนี้ไม่มีวาระยุบ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ. ทก.)

สำหรับกำหนดการประชุมอาร์บีซีกองทัพภาคที่1 จัดขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2568  เวลา 09.00 น. พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่1  จะเดินทางร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา  หรือ RBC  ที่สโมสรมณฑลทหารบก ที่ 19 ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว  

โดยฝั่งกัมพูชา ส่งผู้บัญชาการทหารภูมิภาคทหารที่5 กัมพูชา พร้อมคณะเข้าร่วมการประชุม   โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมเก็บภาพบรรยากาศการหารืออย่างเปิดเผยในช่วงต้น ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือร่วมกัน และลงนามข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมกับแจกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการ 

ทั้งนี้ ในห้วงวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ฝ่ายเลขานุการฯ RBC ไทย – กัมพูชา จะมีการร่วมหารือกันก่อน ฝ่ายไทย นำโดยเสธนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดยรองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา ซึ่งจะลงรายละเอียดในข้อตกลง และวันที่27 ส.ค.เป็นการประชุมอาร์บีซี ในส่วนกองทัพภาคที่2 ที่ประชุมบริเวณ กึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอ ภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ