TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคเอกชน สมาคมเฮลท์เทคไทย จัดงาน Kick-off แผนงานมุ่งเป้าของประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดัน “เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา” ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการแพทย์และเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ภายในประเทศ ลดการนำเข้า รวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยกว่า 8.5 ล้านคนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย ภายในปี 2569

การดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์นี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กล่าวเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนได้ นวัตกรรมทางสังคมคือกุญแจสำคัญ และ AI ทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้อย่างมาก ทั้งสำหรับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งคือ การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งยังมีนักวิจัยและนักพัฒนาที่มีความสามารถ ตลอดจน มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์และการสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อีกทั้ง ยังมีระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การนำนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในมิติการสร้างรายได้ ลดการนำเข้า และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยกรณี AI วิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกนี้ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย อย. และ Singapore FDA และขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง สปสช.กำหนดแผนขยายบริการเป็น 3 ระยะ ครอบคลุมโรงพยาบาล 887 แห่งทั่วประเทศภายใน 3 ปี เพื่อช่วยตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น วัณโรคและมะเร็งปอด และลดภาระงานของแพทย์อย่างเป็นระบบ

ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กล่าวเสริมว่า TCELS ในฐานะฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ช่วงปลายน้ำของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้นำร่องกลไกการขับเคลื่อนโดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อทำงานบูรณาการแบบองคาพยพ และอาศัยกลไกคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันและประกอบด้วย key man ในด้าน AI ทางการแพทย์จากหลายภาคส่วน (Medical AI Ecosystem) ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากนวัตกรรมทางการแพทย์มีความซับซ้อนและเป็นความท้าทาย กรณีของ AI Chest X-ray ถือเป็น pilot case และหวังว่าจะมีอีกหลายนวัตกรรมได้รับการขับเคลื่อนขยายผล ทั้งนี้ ตลาดภาครัฐถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และ TCELS ยังมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนให้นวัตกรรมไทยได้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่ตลาดสากลต่อไป

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในเดือนแห่งการตระหนักรู้โรคมะเร็งปอดสากล มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ร่วมกับกลุ่มเพื่อนมะเร็งปอด และภาคีพันธมิตร จัดงานเสวนา “เพราะทุกลมหายใจมีค่า…ก้าวผ่านมะเร็งปอด รู้เร็ว รับมือได้” เพื่อสร้างความเข้าใจว่าโรคมะเร็งปอดไม่ใช่เรื่องของคนสูบบุหรี่อีกต่อไป แต่ “PM2.5” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของทุกคน พร้อมรณรงค์ให้คนไทยตระหนักและเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งขณะนี้สามารถเข้าถึงได้ภายใต้สิทธิประโยชน์ “บัตรทอง 30 บาท” ทั้งยังเดินหน้าสนับสนุน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ให้เป็นวาระด้านสุขภาพระดับชาติ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนไทยในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ไนยรัฐ ประสงค์สุข หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่มากถึง 23,713 รายต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบ 2.7 รายต่อชั่วโมง โดยมะเร็งปอดถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของโรคมะเร็งทั้งหมดในไทย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีงานวิจัยในปี พ.ศ. 2562 ชี้ว่าเป็นปัจจัยอันดับสองที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดมากถึง 15% และแนวโน้มนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้จำนวนผู้ป่วยคือ การที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายรายถูกวินิจฉัยในระยะลุกลาม โดยสถิติจากไทยและภูมิภาคเอเชียระบุว่า 57% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดถูกตรวจพบในระยะที่ 4 ขณะที่มีเพียง 16% เท่านั้นที่พบในระยะแรก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มต้น โอกาสรักษาหายมีสูงถึง 92% แต่เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 4 การรักษาจะซับซ้อน ต้องใช้การดูแลแบบบูรณาการ ทั้งเคมีบำบัด การฉายรังสี และยามุ่งเป้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง การตระหนักรู้และการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็น เพราะยิ่งตรวจเจอไว ยิ่งรักษาได้เร็ว และนั่นอาจหมายถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น”

ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข

นอกจากนี้ เสียงจากผู้ป่วยจริงในงานก็ยิ่งสะท้อนภาพความจริงในสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้น วิศรุต อุ่นอารมณ์ ลูกชายผู้ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 กล่าวว่า “แม้ครอบครัวเราจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้เครื่องฟอกอากาศสม่ำเสมอ ปลูกต้นไม้รอบบ้าน และพยายามทำให้บ้านปลอดภัยที่สุด แต่เรากลับชะล่าใจ ไม่เคยพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพหรือคัดกรองมะเร็งปอด เพราะคิดว่าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากคุณแม่ไม่เคยสูบบุหรี่และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ จนต้นปีที่ผ่านมาเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างผิดสังเกต ทั้งที่ไม่มีอาการไอหรือสัญญาณเตือนอื่น ๆ กระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งตอนนั้นตับของคุณแม่อ่อนแอเกินกว่าจะใช้ยามุ่งเป้าได้ การรักษาจึงยากขึ้นมาก มะเร็งลุกลามไปยังกระดูกสันหลังและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้ต้องเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ทุกวันนี้คุณแม่ยังคงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ส่วนเราก็ให้กำลังใจและพยายามหาทางรักษาที่ดีที่สุดเพื่อคุณแม่อย่างไม่ย่อท้อ เพราะบทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ ‘อย่าชะล่าใจ แม้จะคิดว่าเราระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม’”

ขณะที่ ศุภาทร กัลยาณสุต ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เล่าว่า “แม้จะเป็นคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เคยสูบบุหรี่ และไม่มีใครในครอบครัวที่สูบบุหรี่เลย แต่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดจากการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 4 และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และยามุ่งเป้า การรักษาเหล่านี้ไม่เพียงใช้เวลายาวนาน แต่ยังส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แม้จะได้รับการรักษาตามสิทธิ์ แต่ยามุ่งเป้าที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน จำนวน 30 เม็ดต่อเดือน ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน ทำให้ความกังวลไม่ได้อยู่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่รวมถึงภาระทางการเงินที่ต้องเผชิญในระยะยาวด้วย”

กัญฐนา อภิรภากรณ์

จิตนิภา ภักดี ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เปิดเผยว่า “ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4  ขณะมีอายุเพียง 29 ปี ทั้งที่ไม่มีประวัติสูบบุหรี่หรือพฤติกรรมเสี่ยงใดๆ สิ่งที่ทำให้ตั้งคำถามคือการเติบโตมาในจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีหมอกควันและค่าฝุ่น PM2.5 สูงในบางช่วงของปี จึงเชื่อว่ามลพิษทางอากาศอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาการเริ่มต้นมีทั้งไอเรื้อรัง น้ำหนักลดลงรวดเร็ว และเหนื่อยง่ายต่อเนื่องนาน 2 เดือน เมื่อตัดสินใจเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ชนิดเซลล์ไม่เล็ก พร้อมการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ การวินิจฉัยในระยะลุกลามส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า มะเร็งปอดไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุหรือคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แต่อายุน้อยก็สามารถเป็นได้ และโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”

ด้าน กัญฐนา อภิรภากรณ์ จากสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า “สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง ‘สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่กำลังกลายเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสุขภาพเรื้อรังในประเทศไทย โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจและมะเร็งปอด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาชนทุกกลุ่ม สมาคมฯ จึงสนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้เป็นกฎหมายสำคัญในการจัดการต้นเหตุของปัญหานี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้หายใจอย่างมั่นใจ และมีสุขภาพดีอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ”

แม้สังคมไทยจะเริ่มตื่นตัวต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านข้อเสนอด้านนโยบายและกฎหมายเพื่อจัดการต้นตอของมลพิษทางอากาศ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามควบคู่กันคือการให้ความสำคัญกับ “การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด” เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้มากขึ้น ด้วยนวัตกรรม AI ที่ช่วยคัดกรองโรคจากภาพถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกจึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยจาก “การรักษาระยะท้าย” สู่ “การป้องกันและวินิจฉัยระยะแรก” อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เพื่อให้ทุกลมหายใจของคนไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

‘โอปอล’เดินหน้าโครงการ Opal for Her จับมือมูลนิธิกาญจนบารมีส่งต่อการตรวจคัดกรองและความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมสู่ชุมชนทั่วประเทศ

'โอปอล'เดินหน้าโครงการ Opal for Her จับมือมูลนิธิกาญจนบารมีส่งต่อการตรวจคัดกรองและความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมสู่ชุมชนทั่วประเทศ

‘โอปอล’เดินหน้าโครงการ Opal for Her จับมือมูลนิธิกาญจนบารมีส่งต่อการตรวจคัดกรองและความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมสู่ชุมชนทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

มิสเวิลด์ 2025 “โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี” ไม่รอช้าในการสานต่อพันธกิจ หลังเพิ่งกลับจากการปฏิบัติภารกิจในสหราชอาณาจักร ก็ลุยงานต่อทันที กับโครงการ Opal for Her เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้เข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวางพร้อมสู้เคียงข้างผู้ป่วยแบบสุดพลังอย่างที่เคยกล่าวไว้บนเวทีมิสเวิลด์

ในครั้งนี้ Opal for Her ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิกาญจนบารมี เพื่อสานต่อโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุขของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ขาดโอกาส ผ่านการให้บริการตรวจคัดกรองด้วยรถตรวจมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และแนวทางการรับมือกับโรค ซึ่ง มิสเวิลด์ 2025 “โอปอล-สุชาตา” เปิดใจถึงความภาคภูมิใจในการร่วมภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ว่า

“โอปอลรู้สึกปลาบปลื้มและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจร่วมกับมูลนิธิกาญจนบารมี เพื่อส่งมอบโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ตามรอยพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในครั้งนี้ โอปอลได้รับหน้าที่เป็นกระบอกเสียง ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง รู้เท่าทันโรค และสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ที่สำคัญ ทางมูลนิธิฯ ยังได้จัดเตรียมรถตรวจมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ประสิทธิภาพสูง (Mammogram) ไว้ให้บริการประชาชนทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจได้ทันที และสามารถติดตามภารกิจครั้งต่อไปได้ทาง Facebook: มูลนิธิกาญจนบารมี และ Facebook: Miss World Thailand” โรคนี้รู้ก่อนก็รักษาหายได้นะคะ โอปอลขอเป็นกำลังใจและสู้ไปกับทุกคนค่ะ ฝาก Opal for Her ไว้ด้วยนะคะสัญญาว่าจะเดินหน้าสุดกำลังและจะนำความรู้ความช่วยเหลือเข้าถึงทุกพื้นที่ที่โอปอลและทีมมิสเวิลด์ได้ไปเยือนค่ะ”

‘aespa’ ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุ 1.01 ล้านชุด เตรียมขึ้นแท่น Million Seller ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6

‘aespa’ ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุ 1.01 ล้านชุด เตรียมขึ้นแท่น Million Seller ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6

‘aespa’ ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุ 1.01 ล้านชุด เตรียมขึ้นแท่น Million Seller ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

aespa (เอสป้า) เสิร์ฟรสชาติเหล็กที่แท้จริง ในซิงเกิลใหม่ล่าสุด Dirty Work’ (เดอร์ตี้ เวิร์ก) ที่ปล่อยออกมาให้รับฟังกันแล้ววันนี้ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงต่าง ๆ ทั่วโลก (https://aespa.lnk.to/DirtyWork) โดยซิงเกิลนี้ ประกอบด้วยทั้งหมด 4 เพลง ได้แก่ ดับเบิลไตเติลอย่าง Dirty Work’ กับ Dirty Work’ เวอร์ชันที่มี Flo Milli ร่วมร้อง‘Dirty Work’ เวอร์ชันภาษาอังกฤษ และ Dirty Work’ เวอร์ชัน Instrumental ที่สำคัญ ยังสร้างสถิติมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุ 1.01 ล้านชุด (ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2025) และคาดว่า aespa (เอสป้า) จะขึ้นแท่น Million Seller (หรือศิลปินที่มียอดจำหน่ายอัลบั้มทะลุล้านชุด) ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ต่อจากมินิอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Girls’, มินิอัลบั้มชุดที่ 3 ‘MY WORLD’, มินิอัลบั้มชุดที่ 4 ‘Drama’, อัลบั้มเต็มชุดแรก ‘Armageddon’ และมินิอัลบั้มชุดที่ 5 ‘Whiplash’

เพลงไตเติล Dirty Work’ (เดอร์ตี้ เวิร์ก) เพลงแดนซ์แนวฮิปฮอปที่มีจุดเด่นอยู่ตรงเสียงซินธ์เบสสุดติดหูและทำนองของเสียงร้องแบบเท่ ๆ ซึ่งจะแตกต่างจากเสน่ห์ที่แข็งแกร่งของ aespa (เอสป้า) ในช่วงที่ผ่านมา ด้านการแสดงของเพลงนี้มาพร้อมท่าเต้นที่เน้นให้เห็นถึงความแตกต่างกัน ตั้งแต่ท่าที่มีความฮิปและทรงพลัง ไปจนถึงความรู้สึกเซ็กซี่แบบผ่อนคลาย โดยเฉพาะช่วงแดนซ์เบรกที่โชว์เอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสมาชิก และช่วงคอรัสสุดท้ายที่ดำเนินไปอย่างทรงพลังตามจังหวะดนตรีที่สูงขึ้น

นับตั้งแต่ aespa (เอสป้า) เดบิวต์ในปี 2020 พวกเธอได้สร้างความอิมแพ็คอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเพลง ‘Black Mamba’ ตามด้วยเพลงฮิปฮอปแดนซ์ ‘Next Level’ ที่มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายแบบอย่างโดดเด่น และเพลงแนวแทร็ป ‘Savage’ ที่เน้นความรู้สึกโจมตีอย่างทรงพลัง ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างเอกลักษณ์ทางดนตรีเฉพาะตัวที่เรียกว่า ‘รสชาติเหล็ก’ สำหรับเพลงใหม่ Dirty Work’ (เดอร์ตี้ เวิร์ก) ทุกคนจะได้สัมผัสกับเสน่ห์สุดชิลล์และเท่ของ aespa (เอสป้า) ซึ่งวิดีโอการแสดงที่ปล่อยออกมาให้ฟังเพลงบางส่วนก่อนหน้านี้ (https://youtu.be/1dxDjcKg21o) ถูกผลิตขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘Shot On iPhone’ ผ่านความร่วมมือกับ Apple และกระบวนการทั้งหมดก็ถ่ายทำด้วย iPhone 16 Pro โดยใช้ภาพสโลว์โมชัน 4K120 สำหรับท่อนหลักของเพลงนี้ ทำให้วิดีโอยิ่งดูน่าตื่นเต้นมากขึ้น และแฟน ๆ ต่างพูดถึงกันอย่างร้อนแรง เช่น ‘รสชาติเตาหลอมเหล็ก’, ‘เสียงเหล็กหลอมละลาย’, ‘aespa ช่างตีเหล็ก’

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุผลที่ทำให้ ‘รสชาติเหล็ก’ ในแบบฉบับของ aespa (เอสป้า) ยิ่งพิเศษมากขึ้นไปอีกก็คือ การรักษาเนื้อสัมผัสของเสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ ที่เพียงแค่ฟังท่อนแรกก็รู้ได้ทันทีว่าเป็น ‘เพลงของ aespa’ ขณะเดียวกัน ก็พยายามเปลี่ยนแปลงดนตรีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสนุกในการรับฟังมากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาพวกเธอประสบความสำเร็จกับการแสดงให้เห็นถึง ‘aespa ที่สมกับเป็น aespa ที่สุด แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน’ ด้วยเพลงไตเติล ‘Supernova’ และ ‘Armageddon’ ของอัลบั้มเต็มชุดแรก และมินิอัลบั้มชุดที่ 5 ‘Whiplash’ ที่สร้างกระแสความนิยมไปทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น มิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ Dirty Work’ (เดอร์ตี้ เวิร์ก) ยังถูกถ่ายทำขึ้นในโรงงานเหล็ก Hyundai Steel ที่เมืองทังจิน เผยภาพอันสวยงามที่สามารถสัมผัสได้ถึง ‘รสชาติเหล็ก’ ที่แท้จริง ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมแบบสมจริง โดย aespa (เอสป้า) ได้พลิกโฉมเป็นกลุ่มผู้ต่อต้านที่ไม่ยอมท้อถอย และไม่ลังเลที่จะลงมือทำ ‘งานสกปรก (dirty work)’ ทุกรูปแบบเพื่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงความรู้สึกยิ่งใหญ่และสเกล พร้อมนำเสนอความเพลิดเพลินในการรับชมอย่างเหนือชั้น ด้วยลานเก็บของสุดกว้างใหญ่, เครื่องจักรกลหนัก, นักแสดงตัวประกอบ 225 คน ฯลฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของพวกเธอ

ทั้งนี้ aespa (เอสป้า) สร้างสถิติเป็นเกิร์ลกรุ๊ปเค-ป็อปวงแรก ที่ได้ขึ้นแสดงในฐานะเฮดไลน์เนอร์ของเทศกาลดนตรีระดับโลก ‘Mawazine Festival’ ที่กรุงราบัต ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) นอกจากนี้ พวกเธอยังมีแผนจัดเวิลด์ทัวร์ครั้งที่ 3 ชื่อว่า ‘2025 aespa LIVE TOUR – SYNK : aeXIS LINE –’ เริ่มต้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 29-31 สิงหาคมนี้ ณ KSPO DOME รวมถึงประกาศตารางทัวร์อารีน่าในประเทศญี่ปุ่น ทั้งหมด 10 รอบใน 4 เมือง เริ่มต้นที่ฟุกุโอกะ วันที่ 4 ตุลาคมนี้ ตามด้วยโตเกียว ไอจิ และโอซาก้า สำหรับคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แฟน ๆ สามารถรอติดตามข่าวสารได้ทางบัญชีโซเชียล มีเดียต่าง ๆ ของ SM True

สวยสง่ามาก! ‘ศรีริต้า’สวมผ้าไหมไทยสุดหรู เผยภูมิใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่

สวยสง่ามาก! 'ศรีริต้า'สวมผ้าไหมไทยสุดหรู เผยภูมิใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่

สวยสง่ามาก! ‘ศรีริต้า’สวมผ้าไหมไทยสุดหรู เผยภูมิใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

17 สิงหาคม 2568 นักแสดงและคุณแม่ลูกสองคนสวย “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” เรียกเสียงชื่นชมจากแฟนๆ หลังโพสต์ภาพสวมใส่ชุดผ้าไหมสีน้ำเงินสุดหรูอลังการ อวดความสวยเลอค่าเกินต้าน พร้อมตอกย้ำความภาคภูมิใจในผ้าไหมไทย สวยปังระดับควีนตัวจริง

โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรม พร้อมข้อความระบุว่า “Thai silk is more than just fabric, it’s a piece of living art. ริต้าภูมิใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่ผ้าไหมไทยค่ะ”

‘กอบสุข จารุจินดา’ส่งกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ขอบคุณจากหัวใจคนไทย

'กอบสุข จารุจินดา'ส่งกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ขอบคุณจากหัวใจคนไทย

‘กอบสุข จารุจินดา’ส่งกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ขอบคุณจากหัวใจคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.22 น.

17 สิงหาคม 2568 เพจ ดาราภาพยนตร์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอของ คุณกอบสุข จารุจินดา ผู้จัดละครและบุคคลเบื้องหลังมากความสามารถของวงการบันเทิง ที่ออกมาแสดงความขอบคุณและส่งกำลังใจให้กับทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในคลิป คุณกอบสุขได้กล่าวว่า “ผู้กล้าของเราทุกท่านนะคะ ขอขอบพระคุณด้วยใจจริง สำหรับแนวหลังขอส่งกำลังใจให้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัย ขอให้พระคุ้มครอง ขอให้เรามีแต่ความแข็งแรง แข็งเกร่ง และเป็นรั้วของชาติที่ทำให้แนวหลังอย่างเราอบอุ่นใจ ขอให้ทุกท่านปลอกภัยนะคะ ขอบคุณค่ะ”

นอกจากคลิปดังกล่าว เพจยังได้แนบแคปชั่นที่เต็มไปด้วยความรู้สึกจากใจ ว่า “#กราบหัวใจทหารหาญกล้าทุกท่าน #นักรบแนวหน้า #คำขอบคุณจากหัวใจ จากใจคนไทยถึงผู้กล้าแนวหน้า ขอขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของพี่ๆ ทหารและกำลังพลอาสาทุกท่าน #ขอบุญรักษาคุณพระคุ้มครอง #ความสงบสุขของเราแลกมาด้วยความทุ่มเทของพวกท่าน พวกเราจะไม่มีวันลืมบุญคุณ #รักชาติรักแผ่นดิน #สื่อดีสังคมดีดาราภาพยนตร์ และแฟนเพจขอร่วมส่งกำลังใจ”

ประกาศชัด!‘บิ๊กเล็ก’ลั่นไม่รื้อรั้วลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’ หลังคนเขมรประท้วง

ประกาศชัด!‘บิ๊กเล็ก’ลั่นไม่รื้อรั้วลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’ หลังคนเขมรประท้วง

ประกาศชัด!‘บิ๊กเล็ก’ลั่นไม่รื้อรั้วลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’ หลังคนเขมรประท้วง

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

ประกาศชัด!‘บิ๊กเล็ก’ลั่นไม่รื้อรั้วลวดหนาม‘บ้านหนองจาน’ หลังคนเขมรประท้วง

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 18 ส.ค.68 ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงกรณีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี ตราด ที่มีข่าวออกมาว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะทางกัมพูชาไม่ตอบรับ ว่า ก็เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่เขาไม่ตอบรับ  ก็เหมือนเดิม ทั้งเรื่องทุ่นระเบิดและสแกรมเมอร์

เมื่อถามว่า การประชุมอื่นๆที่มีการเลื่อนออกไปเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มีอะไร ตนวิเคราะห์เองว่าทางกัมพูชาเวลาเขาประชุมกัน ทีมที่มาคุยเขาจะใช้ทีมเดียวกัน เพราะฉะนั้นกองกำลังบริเวณชายแดนจันทบุรี ตราด เขาก็จะไปทางกองทัพภาคที่ 2 ต่อ ซึ่งไม่มีอะไร มันเป็นเรื่องของตัวบุคคลที่เขาใช้คณะเดียวกันในการพูดคุย แต่ของเราใช้คนละทีม ซึ่งเราไม่มีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบ้านหนองจาน ซึ่งตอนนี้มีปัญหามวลชนทางกัมพูชามากดดันทหารไทย หลังจากเราได้ล้อมรั้ว พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (JBC) ต่อไป ซึ่งจะต้องมีการชี้เขตกันให้ชัด

เมื่อถามว่า แต่เหมือนว่าที่จุดบ้านหนองจานเป็นเขตกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเมือง ขณะที่กองทัพภาคที่2 เป็นพื้นที่เขตป่า ยุทธวิธีจะต้องเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนไป พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ปัจจัยต่างกันเยอะแยะ

เมื่อถามว่า การประชุมวันนี้ที่โซเชียลมีการแชร์กันว่าสุดท้ายแล้วมติที่ประชุมจะถอนเรื่องรั้วลวดหนามออกเพื่อให้เกิดสันติภาพจริงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า “ไม่จริงๆ รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก”

‘เพื่อไทย’ไม่หวั่นศาลรธน.วินิจฉัย‘อิ๊งค์’ 29 ส.ค.นี้ มั่นใจไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ

‘เพื่อไทย’ไม่หวั่นศาลรธน.วินิจฉัย‘อิ๊งค์’ 29 ส.ค.นี้ มั่นใจไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ

‘เพื่อไทย’ไม่หวั่นศาลรธน.วินิจฉัย‘อิ๊งค์’ 29 ส.ค.นี้ มั่นใจไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

‘เพื่อไทย’ไม่หวั่นศาลรธน.วินิจฉัย‘อิ๊งค์’ปมคลิปเสียง เชื่อได้รับความยุติธรรม เหตุทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ-คนไทยในกัมพูชา มั่นใจไม่ต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ชี้หากเกิดอะไรขึ้น โควต้ายังเป็นของเพื่อไทย ไม่เปลี่ยนขั้ว-ไร้ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทย หลังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องที่สว. 36 คน เข้าชื่อร้องต่อกรณีมีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่า ไม่มี​ สส.ของพรรคเพื่อไทย​คนใดกังวลต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซน​ ในวันที่​ 29 ส.ค.นี้​ ยืนยันไม่มีใครหวั่นไหว​ ทุกคนกำลังใจดีหมด​ และเชื่อมั่น​ว่าสิ่งที่นายกฯ พูดเป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และสิ่งที่นายกฯ พูดคือการประวิงเวลา เพื่อรักษาชีวิตของคนไทยในกัมพูชา​ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ จึงเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรมแน่นอน​ และคิดไปล่วงหน้าแล้วว่าหลังการปราบปรามยาเสพติดแล้ว​ จะดำเนินการนโยบายอะไรต่อ​ พร้อมยืนยันว่า​ ไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง​ เพราะเชื่อมั่นในเจตนาดีของนายกฯ  

“แต่หากเกิดอะไรขึ้น นายกฯ ก็ยังเป็นของพรรคเพื่อไทยอยู่ดี​ นายชัยเกษมก็ยังอยู่ ไม่ต้องไปกังวล​ คนอื่นรอก่อน รอไปสมัยหน้า สมัยนี้คุณไม่มีโอกาสแล้ว และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนทำไม ทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้แม้เสียงจะปริ่มน้ำ ไม่ต้องเปลี่ยนแล้วถ้าเกิดปัญหาก็ยังมีคนของพรรคเพื่อไทยตามหลักเกณฑ์ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน คนอื่นรอก่อนสมัยหน้าว่ากันใหม่ ทำดีแล้วประชาชนจะเลือกกลับมา” นายวิสุทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าไม่มีโอกาสเปลี่ยนนายกฯ เป็นคนใหม่ ที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลเลยใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มี วันนี้พรุ่งนี้ก็ยังยืนยัน แต่ที่เรากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดีประชาชนกินอิ่มนอนหลับ ไม่ได้กังวลเรื่องนายกฯ เลย 

ส่วนหากมีการเปลี่ยนนายกฯ จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงยาก เพราะวันนี้เราก็ไม่ได้คิดว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ ในพรรคก็คุยกันว่าเราเชื่อมั่นในตัวนายกฯ และเชื่อมั่นว่าจะได้รับความยุติธรรม

เมื่อถามว่า แม้จะมองว่าเชื่อมั่นในเจตนาแต่กังวลเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่กังวลการคุยของนายกฯ เป็นการคุยกันส่วนตัว เป็นการคุยนอกการเจรจา และเรื่องของชายแดนทั้งหมดก็ทราบอยู่แล้วว่านายกฯ มอบให้ทหารดูแล เรื่องความมั่นคงของชายแดนทั้งหมด หรือแม้แต่เรื่องกฎอัยการศึกจึงไม่มีความกังวลเรื่องข้อกฎหมายใดๆ

ส่วนประเด็นนี้ทำให้ความเชื่อมั่นของนายกฯ ลดลงไป เห็นได้ชัดเจนจากผลสำรวจ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าขณะนั้นมีโพลก็จริง  แต่ในขณะนี้ประเทศชาติได้เจรจาหยุดยิง ไม่ได้มีการเสียดินแดน เราไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่คนอื่นพูด ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะทำให้ประเทศเราได้รับความเชื่อมั่น คือสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อว่านานาชาติเชื่อมั่นในประเทศไทย เพราะเราไม่ได้รุกรานหรือรุกล้ำอธิปไตยใคร สถานการณ์วันนั้นกับวันนี้จึงเป็นคนละอย่างกัน จึงไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือคนที่ไม่ใช่สื่อจริงๆ ที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนที่มีการวิเคราะห์กันว่าไม่ว่านายกฯ จะรอดหรือไม่รอดก็อยู่ยากนั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ยากหรอกให้ผ่านวันที่ 29 ส.ค.นี้ไปก่อน ทำไมต้องยาก หากไม่ผิดจะไปกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสอะไรให้มันวุ่นวาย เพราะประเทศชาติจะเดินหน้าไปได้ด้วยความรักความสามัคคี

‘เจิมศักดิ์’ชี้’นายกฯอ่อนหัด’ทำไทยเสียโอกาสทางการทูตในข้อพิพาทกับกัมพูชา

'เจิมศักดิ์'ชี้'นายกฯอ่อนหัด'ทำไทยเสียโอกาสทางการทูตในข้อพิพาทกับกัมพูชา

‘เจิมศักดิ์’ชี้’นายกฯอ่อนหัด’ทำไทยเสียโอกาสทางการทูตในข้อพิพาทกับกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.57 น.

“เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ชี้ “นายกฯ อ่อนหัด” ทำไทยเสียโอกาสทางการทูตในข้อพิพาทกับกัมพูชา

วันที่ 18 สิงหาคม 2568  รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “นายกฯ อ่อนหัด ทำไทยเสียโอกาส” พร้อมกับแชร์คลิปวิดีโอจากรายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์ Live” ทางช่อง WATCHDOG CHANNEL ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 โดย ดร.เจิมศักดิ์ได้วิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยมองว่ามีการนำประเด็นด้านมนุษยธรรมมาใช้เป็นเครื่องมือในเกมการเมืองระหว่างประเทศ อาทิ กรณีการห้ามเด็กกัมพูชาเข้ามารับการศึกษา และการส่งทหารบาดเจ็บเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของไทย โดยมีคุณศักดิ์ชัย อภินัยนาถ เป็นผู้ดำเนินรายการ (ฟังคลิปด้านล้าง)

‘ประธานวิปรัฐบาล’โวรัฐบาลเสียงครบไม่ต้องซื้อเสียง พร้อมพาฝ่ายค้าน‘แจ้งความ’

‘ประธานวิปรัฐบาล’โวรัฐบาลเสียงครบไม่ต้องซื้อเสียง พร้อมพาฝ่ายค้าน‘แจ้งความ’

‘ประธานวิปรัฐบาล’โวรัฐบาลเสียงครบไม่ต้องซื้อเสียง พร้อมพาฝ่ายค้าน‘แจ้งความ’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

‘ประธานวิปรัฐบาล’โต้แหลก!คลิปเสียงซื้อโหวต 10 ล้าน โวลั่นรัฐบาลเสียงครบไม่ต้องจ่าย ท้า สส.ฝ่ายค้านกล้า‘แจ้งความ’ พร้อมพาไปเอง อัดกลับสร้าง-บริหารประเทศด้วยวาทกรรมไม่ได้

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงคลิปเสียงที่มีการซื้อโหวต สส.พรรคประชาชน เป็นจำนวนเงิน 10 กิโลกรัม หรือ 10 ล้านบาท เพื่อให้โหวตสนับสนุนเสียงรัฐบาลในการลงมติผ่านร่างกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 และร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมองว่าฝ่ายค้านพุ่งเป้ามาที่รัฐบาล ว่า ฝ่ายค้านเปิดเรื่องว่ามีคนจะจ่ายเงินให้ 10 กิโลกรัม ถ้าโหวตสนับสนุนรัญบาล สิ่งที่จะทำให้ชัดเจนที่สุดและอย่าทำให้ลึกลับเลยคือไปแจ้งความที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแจ้งความที่โรงพักตำรวจจะได้ไปตามได้ว่าบุคคลที่โทรศัพท์ไปหานั้นเป็นใคร รีบไปเลยอย่ารอช้า ตนก็อยากรู้อยากเห็น

“การพูดแบบนี้ไม่รู้ว่าใครโทรหา คุณยังไม่รู้เลยว่าใครโทรหา ผมจะไปรู้ได้ยังไง และมาพูดออกมากว้าง ๆ ว่ารัฐบาลจ่าย จ่ายใคร จ่ายคุณหรอ ใครมาคุยกับคุณคุณยังบอกไม่ได้เลย ต้องบอกชัดเจนเป็นผู้แทน อย่าไปอ้ำอึ้งหรือพูดสองแง่สองง่าม ไม่จำเป็นต้องจ่ายตังหรอก ผมก็บอกว่าเสียงผมครบตั้งแต่วันแรกและยืนยันว่างบประมาณผ่านได้สบาย แล้วทำไมถึงต้องไปจ่ายคุณอีก แปลกจริงคิดค่าตัวแพงเกินไปหรือจะมีปัญหากลัวไม่ได้คะแนนเสียงรึไงเอาให้ชัดเจนผมท้าคุณไปแจ้งความเลย ดำเนินคดีตามเลย ถ้าเป็นคนของรัฐบาล ผมรับผิดชอบให้ทุกอย่าง ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ไม่ควรจะพูด สร้างวาทกรรมทางการเมือง ประเทศชาติบริหารด้วยวาทกรรมไม่ได้ ก็เอาข้อเท็จจริงมาพูด ขอร้องว่าพูดแล้วต้องรับผิดชอบคำพูด ควรไปแจ้งความ แม้ว่าจะเป็น อย่าไปเกรงใจไม่ว่าจะเป็นพรรคผมหรือพรรคไหน ผมไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จะตรวจสอบให้เชิญเลย แต่วันนี้ผมไม่รู้ว่าใครโทรหาคุณ ไม่กล้าแจ้งความผมพาไปก็ได้ ไม่กล้าไปดีเอสไอ ผมก็จะพาไปก็ได้ ใจกล้าๆ หน่อย พูดมาแล้วต้องรับผิดชอบ” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าในส่วนของรัฐบาลเองมองว่าเป็นเรื่องที่เสียหายหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ถ้าพูดเลอะเทอะอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อหรอก ใครก็ไม่รู้โทรหา ใครจะมาให้เงินจำนวน 10 กิโลกรัมก็ยังตอบไม่ได้เลย พูดเช่นนี้เราไม่ได้เสียหาย เราไม่ได้หวั่นไหว เพราะสิ่งที่พูดมาตนไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง ตนเชื่อว่าฝ่ายค้านคงไม่เอาไว้ อภิปรายในสภาฯก็ได้หรือแจ้งความดำเนินคดีก็ได้ ตรวจสอบให้ได้ว่าเป็นใครบุคคลใด ที่โทรมาเป็นคนของใคร เป็นสส.หรือไม่เป็น สส. ผู้หญิงคนไหนที่โทรหา ตนก็อยากรู้

“ฉะนั้นอย่าปิดบังขอให้ชัดเจนหน่อย พูดแบบนี้เป็นการพูดให้คนอื่นเสียหาย เป็นการพูดให้คนมองว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่จริง จะจริงหรือไม่จริงคุณเป็น สส. ก็ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รับทราบ” นายวิสุทธิ์ กล่าว