‘มาดามรถถัง’มาแล้ว! ส่งยานเกราะล้อยาง-ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา

'มาดามรถถัง'มาแล้ว! ส่งยานเกราะล้อยาง-ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา

‘มาดามรถถัง’มาแล้ว! ส่งยานเกราะล้อยาง-ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.52 น.

“มาดามรถถัง” ส่งยานเกราะล้อยาง – ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของบริษัทชัยเสรี พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทยกัมพูชา  ว่าไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ   

ชัยเสรี เป็นบริษัทสัญชาติไทย  ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4×4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8×8 ให้กับกองทัพ ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113  พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน 

‘ดร.ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ ‘นายกฯ’ สู้คดีดีกว่าลาออก’ ลั่น’เพื่อไทย’คุมเกมอำนาจ ไม่มีทางยุบสภาแน่

‘ดร.ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ 'นายกฯ' สู้คดีดีกว่าลาออก' ลั่น'เพื่อไทย'คุมเกมอำนาจ ไม่มีทางยุบสภาแน่

‘ดร.ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ ‘นายกฯ’ สู้คดีดีกว่าลาออก’ ลั่น’เพื่อไทย’คุมเกมอำนาจ ไม่มีทางยุบสภาแน่

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.37 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้า นรม.ลาออกแสดงความรับผิดชอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งฯ โดยหากจะดำรงตำแหน่งอีกเมื่อใดก็อาจถูกฟ้องเรื่องเดิมอยู่ดี “แบบนี้นรม.คงสู้คดีดีกว่าเพราะมีทางรอดอยู่บ้าง”

พ้นแบบไหนเกมส์อำนาจก็อยู่ในมือเพื่อไทยอยู่ดี จึงไม่มียุบสภาแน่นอนครับ

‘ศึกเขมร’ชนะไปแล้ว 5 ด้าน เหลือ‘โจทย์หิน’ ที่รัฐบาลต้องทำตัวเป็นวาทยกร

‘ศึกเขมร’ชนะไปแล้ว 5 ด้าน เหลือ‘โจทย์หิน’ ที่รัฐบาลต้องทำตัวเป็นวาทยกร

‘ศึกเขมร’ชนะไปแล้ว 5 ด้าน เหลือ‘โจทย์หิน’ ที่รัฐบาลต้องทำตัวเป็นวาทยกร

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘ศึกเขมร’ชนะไปแล้ว 5 ด้าน เหลือ‘โจทย์หิน’ ที่รัฐบาลต้องทำตัวเป็นวาทยกร

18 สิงหาคม 2568 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” ระบุว่า…

ศึกเขมรชนะไปแล้ว 5 ด้าน เหลือโจทย์หินอีก 1

กรณีไทยกับเขมรขณะนี้ ไม่ว่าผมจะพูดว่า เป็นการ“ปะทะหรือทำศึก ” มันก็คือความหมายเดียวกัน เมื่อตรองดูขณะนี้ เรากำลังเผชิญอยู่ 6 ด้านพร้อมๆกัน ชนะก็มี เสมอก็มี และกำลังเพลี่ยงพล้ำก็มี ดังนี้

1. ทางการทหาร เราชนะแน่นอน

เรายึดพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ได้ 10 แห่งครึ่ง (ปราสาทตาควายได้ครึ่งเดียว) เราทำลายคลังอาวุธหลายแห่ง ทำลายรถติดจรวดหลายลำกล้อง ปืนใหญ่และรถถังได้จำนวนมาก เรื่องนี้ต้องรักษาสถานะเอาไว้ให้ได้ แต่สิ่งที่น่าสงสารคือ ทหารเขมรเสียชีวิตมากถึง 2,000-5,000 คน

2. ทางการทูต ในระยะยาวเราชนะแน่นอน

เพราะความจริงมีหนึ่งเดียว แต่กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องเร่งเครื่องหน่อย ปล่อยวางความเป็นสุภาพบุรุษหรือที่เขาประชดกันว่า ลดความเป็นพณฯ หัวเจ้าท่านลงบ้าง เราต้องทำทั้งแบบคู่คือทีละประเทศ ทั้งแบบหมู่ในองค์กรระหว่างประเทศในภูมิภาคและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ UN

3. ทางเศรษฐกิจ

เราต้องยอมเจ็บในระยะต้น ต้องบีบให้เขาตายอย่างเขียด เขาค้าขายจริงๆได้แค่กับเราและเวียดนามเท่านั้น อย่าเพิ่งเปิดด่านง่ายๆ และที่สำคัญคือ กระทรวงพาณิชย์ที่มีความคิดจะไปขอให้ลาวส่งสินค้าจากไทยไปกัมพูชานั้น อย่าได้ทำเด็ดขาด เป็นความคิดที่เลอะเทอะ  มีอย่างที่ไหนอยากได้เงินแต่กลับไปช่วยศัตรู

4. ทางด้านสื่อ

สื่อไทยนั้นทุกคนรักชาติ แต่กับสื่อต่างประเทศต้องออกแรงและเผลอๆต้องเสียเงิน ซึ่งประเทศไทยก็ได้เปรียบเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว คือมีสื่อต่างประเทศใหญ่ๆ ตั้งอยู่ในเมืองไทยมากมาย ติดต่อกับเขาทุกวันสิครับ ส่วนเรื่องหลุดปากไปเชิญสื่อปลอมชาวอเมริกันที่ไปทำข่าวให้เขมรอยู่ในขณะนี้นั้น ผมว่าคิดผิด ที่ควรคือห้ามมันเข้าประเทศไทยจะดีที่สุด คนแบบนี้เชื่อไม่ได้ เชิญมันมาแล้วมันหักหลัง เราจะทำอย่างไร

5. ประจานความชั่วของเขมร

เขมรไม่ยอมเจรจากับเราในเรื่องการกำจัดทุ่นระเบิดบุคคล และการปราบคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ที่หลอกคนไปทั่วโลก เราต้องทุ่มเทประณามให้เต็มที่ คนเขาเกลียดและช่วยประณามไปทั่วโลก ด่าซึ่งๆหน้าเลย ก่อนประชุมทุกครั้งบอกเขาให้ไปล้างมือ“เพราะอำมหิต มือเปื้อนเลือด” และให้ถามว่า อยากเป็นมาเฟียการพนันหรือไงจึงมีบ่อนเต็มบ้านเต็มเมือง และเป็นคนพุทธแบบไหนเที่ยวไปพูดปดหลอกคนเขาไปทั่ว

6. เรื่องสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นกับประชาชนของตัวเอง

เรื่องนี้สำคัญมาก พูดตรงๆ ตอนนี้คนจำนวนมากไม่ไว้ใจค่อยไว้ใจรัฐบาล ควรทบทวนการพูด การแสดงออกทางสาธารณะเสียหน่อย รัฐบาลก็จะแก้ไขเรื่องนี้ได้

วันนี้ผมไปงานเลี้ยงเตรียมอุดมศึกษารุ่น 23 ไปกัน 30 คน รวมอายุได้ 2,400ปี เราร้องเพลงปลุกใจสมัยคุณหลวงวิจิตรวาทการกันตลอด กรณีผมได้ปรารภว่า จะซื้อทุ่นระเบิดเขมรลูกละ 10,000 บาท ก็มีคนอยากร่วมลงขันด้วย คนไทยรักชาติทุกคนครับ รัฐบาลต้องใช้ความรักเหล่านี้เป็นฐาน เรามีกัน 67 ล้านคน เราคิดเหมือนกันอยู่แล้ว เพียงแต่ดันคิดคนละเวลา คนละทิศทาง และคนละมุมมอง

รัฐบาลจึงต้องทำตัวเป็นวาทยกร (Conductor)ที่สามารถผสมผสานเนื้อเพลงและดนตรีแห่งความรักให้ไปในทิศทางเดียวกัน เราก็จะชนะแน่นอน

โฆษกรัฐบาล ไม่ทันเกมศัตรู ตอกย้ำรัฐบาลสอบตกครบทุกมิติ

โฆษกรัฐบาล ไม่ทันเกมศัตรู ตอกย้ำรัฐบาลสอบตกครบทุกมิติ

โฆษกรัฐบาล ไม่ทันเกมศัตรู ตอกย้ำรัฐบาลสอบตกครบทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

ศึกชายแดนไทย–กัมพูชา วันนี้ไม่ได้ชี้ขาดกันที่สนามรบต่เพียงอย่างเดียว   แต่ยังตัดสินกันบนเวทีข้อมูล “ภาพ” และ “เสียง” กลายเป็นอาวุธทรงพลังไม่แพ้ ปืนใหญ่หรือกระสุนจริง

ฝ่ายกัมพูชาเล่นบท “ผู้กำกับละคร” สร้างตัวละครที่ชื่อ ไมเคิล อัลฟาโร  ให้เป็น “นักข่าวประจำทำเนียบขาว” ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงล็อบบี้ยิสต์รับจ้างจัดฉาก แต่กลับสามารถออกไลฟ์สดโจมตีไทยอย่างดุดัน ได้พื้นที่ข่าวระดับสากล สร้างภาพให้กัมพูชาดูเป็นผู้ถูกกระทำ

ขณะภาคประชาชน สื่อสังคมออนไลน์ และอินฟลูน้อยใหญ่ของไทย ช่วยกันเต็มที่ ในการขุดคุ้ย เปิดโปง จนพบว่า ที่แท้ ไมเคิล อัลฟาโร ไม่ใช่นักข่าวจากทำเนียบขาว อย่างที่อ้าง จริงๆคือ ล๊อบบี้ยิสต์  โดยมีหลักฐานที่หนักแน่นยืนยันชัดเจน และทีมโฆษกของกองทัพ ก็ออกมาแถลงตอบโต้ไปในทิศทางเดียวกัน ว่านายไมเคิล อัลฟาโร ไม่ใช่นักข่าว และข้อมูลที่เขานำเสนอนั้น ไม่เป็นความจริงใดๆ
 
แต่รัฐบาลไทย โดยโฆษกรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์   กลับเดินสวนไปอีกทาง  ที่รีบเสนอออกค่าตั๋วเครื่องบิน–โรงแรมให้ “นักข่าวปลอม” รายนี้บินมาสำรวจชายแดน ยกมือไหว้เชิญขึ้นเวทีเหมือนแขกบ้านแขกเมือง ผลลัพธ์คือโฆษกรัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องภาพลักษณ์ชาติ แต่กลับกลายเป็น เล่นตามเกมของกัมพูชา แบบน่าอับอาย  
แม้ภายหลังจะออกมามากลับลำ 360 องศา ว่าเพิ่งรู้ว่า ไมเคิล ไม่ได้เป็นนักข่าวจริง จึงขอยกเลิกไม่เชิญมาเหยียบแผ่นดินไทยแล้วก็ตาม  แต่ก็เป็นการกลับลำภายหลังเสียงก่นด่า ที่ดังมาจากรอบทิศ  เพราะเรื่องไมเคิลไม่ใช่นักข่าว ทุกคนรู้หมดแล้ว แต่คนเป็นโฆษกรัฐบาล “เพิ่งจะรู้” 

นี่คือความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุด — แพ้ตั้งแต่ยังไม่ยิงกระสุนสักนัด แพ้เพราะประมาทในสนามข้อมูล แพ้เพราะขาดการกลั่นกรอง และแพ้เพราะรัฐไทยยังติดอยู่ในกรอบราชการ ใช้ถ้อยคำแข็งทื่อในขณะที่โลกใช้ “เรื่องเล่า” และ “ภาพสะเทือนใจ” เป็นกระสุนข่าวสาร

ความผิดพลาดนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความล้มเหลวของบุคคล คือนายจิรายุ เท่านั้น  แต่สะท้อนโครงสร้างสื่อสารของรัฐบาลที่ไร้ยุทธศาสตร์ หากยังคงมองสงครามเป็นเพียงการปะทะด้วยอาวุธ โดยไม่เห็นว่าสงครามข่าวสารตัดสินความน่าเชื่อถือก่อนกระสุนจะลั่น ไทยก็จะยังพ่ายแพ้ในสายตาโลก แม้จะยืนหยัดได้ในสนามรบก็ตาม

สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่ “จัดเวทีให้ตัวประกอบปลอม” แต่คือนำพาสื่อสากลที่แท้จริง เช่น Reuters, AP, AFP มาลงพื้นที่ เปิดข้อเท็จจริงให้ปรากฏ สร้างเรื่องเล่าที่ตั้งอยู่บนความจริงและมีน้ำหนักในเวทีนานาชาติ พร้อมทั้งเสริมศักยภาพโฆษกรัฐบาลให้เข้าใจโลกดิจิทัล ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่อ่านเอกสารราชการ

ในศึกที่ตัดสินด้วยข้อมูล รัฐบาลที่ไม่เข้าใจภาษาใหม่ของโลก ก็คือรัฐบาลที่เป็นอุปสรรคต่อกองทัพของตัวเอง 
สรุปแล้ว รัฐบาลชุดนี้ สอบตก ครบทุกกมิติ เรียบร้อย ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  การปกป้องอธิปไตยของชาติ และล่าสุด  คืองานด้านการสื่อสาร  ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยทื คะแนนไว้วางใจจากประชาชน ที่สะท้อนผ่านนิด้าโพล จะต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้ มาถึง 5%เท่านั้น  !
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘ทภ.2’ไม่ขัดข้อง หลัง’เขมร’แจ้งเลื่อนถก’RBC’ไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. นี้

'ทภ.2'ไม่ขัดข้อง หลัง'เขมร'แจ้งเลื่อนถก'RBC'ไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. นี้

‘ทภ.2’ไม่ขัดข้อง หลัง’เขมร’แจ้งเลื่อนถก’RBC’ไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. นี้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

‘ทภ.2’ไม่ขัดข้อง หลัง’เขมร’แจ้งเลื่อนประชุม’RBC’ไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. นี้ เตรียมนัดหารือที่ช่องสะงำ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568 ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แจ้งความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค RBC ไทย-กัมพูชาในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 โดยระบุว่ากองเลขาฯ ฝ่ายกัมพูชาประสานขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญ จากเดิม วันที่ 21 ส.ค.2568 เป็นวันที่ 27 ส.ค.2568 เพื่อมีเวลาเตรียมการประชุมเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเรียน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. แล้ว ไม่ขัดข้องสำหรับการเลื่อนห้วงการประชุม RBC ตามที่ฝ่ายกัมพูชา เสนอ

ดังนั้น กองทัพภาคที่ 2 จึงขอเลื่อนการประชุมประสานการปฏิบัติ และการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ดังนี้

1.วันที่ 25-26 ส.ค.2568 : ประชุมกองเลขาฯ 

2.วันที่ 27 ส.ค.2568 : ประชุม RBC สมัยวิสามัญ

3.สถานที่ประชุมบริเวณ กึ่งกลางจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

‘สุวินัย’เตือนไทยเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลว ชี้ระบบการเมืองเอื้อทุนเทากัดกินประเทศ

'สุวินัย'เตือนไทยเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลว ชี้ระบบการเมืองเอื้อทุนเทากัดกินประเทศ

‘สุวินัย’เตือนไทยเสี่ยงเป็นรัฐล้มเหลว ชี้ระบบการเมืองเอื้อทุนเทากัดกินประเทศ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.42 น.

‘สุวินัย ภรณวลัย’ชี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” หลังพบการเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนเทา กัดกินระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ชี้หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ประเทศจะเข้าสู่จุดวิกฤตภายใน 10 ปี

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว: มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง

1. นิยามและสัญญาณของ “รัฐล้มเหลว”

รัฐล้มเหลว (failed state) มิได้หมายถึงการพังทลายของดินแดน หากหมายถึง ความไร้สมรรถภาพของรัฐ ในการทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ
1) รักษาความมั่นคงและกฎหมาย
2) จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
3) บริหารเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ

เมื่อรัฐไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมย่อมเข้าสู่ “ดุลยภาพต่ำ” ที่ทุนดีถอยออกไป เหลือเพียงทุนเทาและทุนผิดกฎหมายที่ครองอำนาจ

2. จุดพลิกผันเชิงเศรษฐกิจหลังปี 2562

> ระหว่างปี 2559–62 เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว:
การลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในเขต EEC
การส่งออกและภาคเกษตรเริ่มฟื้น
มีการรื้อระบบกองทุนและสัมปทานที่เคยเป็นช่องทางทุจริต
> แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมาบริบทกลับพลิกผัน:
นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน ขณะที่ทุนเทา (จีนเทา, เขมรเทา) เข้ามาแทน
โครงสร้างการอนุญาตและบอร์ดรัฐวิสาหกิจถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถูกเบี่ยงไปตอบสนองเครือข่ายทางการเมือง
นี่คือ การเสื่อมถอยของทุนทางสถาบัน (institutional capital) ที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาโลก

3. วงจรคอร์รัปชันกับทุนเทา

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง เมื่อรัฐถูกครอบงำโดย “กลุ่มผลประโยชน์” จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า state capture
คือ กฎหมายและนโยบายถูกออกแบบเพื่อเอื้อทุนเทามากกว่าทุนขาว
ผลที่ตามมา:
> รายได้รัฐรั่วไหลไปยังธุรกิจผิดกฎหมาย (พนันออนไลน์ ยาเสพติด โรงงานผิดกฎหมาย)
> ต้นทุนธุรกิจขาวเพิ่มขึ้นจากการถูกรีดไถ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพถอยออก
> ระบบราชการสูญเสียความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
นี่คือกลไกที่ผลักประเทศเข้าสู่วงจรของ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” (silent state failure) … 
ฟังให้ดีนะ ประเทศไทยเริ่มก้าวแรกของการเป็นรัฐล้มเหลวแบบเงียบ (หรือแบบ “ต้มกบ”) ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งบัดนี้ผ่านมา 5 ปีเต็มแล้ว หลายคนจึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ทิศทางของประเทศไทยขณะนี้กำลังดิ่งลงเหว

4. ทางรอดที่เป็นไปได้

หากเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกลงไปในหุบเหวแห่งรัฐล้มเหลวแบบสิ้นหวังสุด ๆ  เราจำเป็นต้องทำการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” อย่างน้อยสามด้าน
1. จัดการกับกลุ่มการเมือง–ทุนเทาที่ครอบงำรัฐ
ใช้กลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ยึดทรัพย์และตัดวงจรเงินผิดกฎหมายที่เลี้ยงการเมือง
2. ฟื้นฟูสถาบันตรวจสอบ
องค์กรอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่แท้จริง ทั้งการปราบคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณ และการเลือกตั้ง
3. สร้างแรงจูงใจเชิงบวกต่อทุนขาว
ออกแบบระบบภาษี ใบอนุญาต และกฎระเบียบให้โปร่งใสและแข่งขันได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่ทุนที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ

5. บทสรุปเชิงวิชาการ

หากมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ ความเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง–เศรษฐกิจ ที่เปิดช่องให้ “ทุนเทา”เข้าครอบงำ
คำตอบจึงไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำเพียงหน้าเดียว แต่คือการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ระบบหันกลับไปสู่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพ … ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นทางเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไรในสภาพการเมืองแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน 

เพราะฉะนั้น ไทยจะเดินเข้าสู่ “รัฐล้มเหลว” เป็นแน่แท้ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ โดยการยอมจำนนต่อมะเร็งที่กัดกินอยู่ภายใน

‘เจี๊ยบ’ ชื่นชม ‘แม่ทัพภาค 2’ เป็นตัวอย่างทหารอาชีพ ปฏิเสธตำแหน่งการเมืองหลังเกษียณ

'เจี๊ยบ' ชื่นชม 'แม่ทัพภาค 2' เป็นตัวอย่างทหารอาชีพ ปฏิเสธตำแหน่งการเมืองหลังเกษียณ

‘เจี๊ยบ’ ชื่นชม ‘แม่ทัพภาค 2’ เป็นตัวอย่างทหารอาชีพ ปฏิเสธตำแหน่งการเมืองหลังเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.21 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ได้แชร์ภาพ  พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความระ “หลังจากเกษียณก็จะไปทำหน้าที่เป็นทหารกองหนุน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย ส่วนตำแหน่งทางการเมืองไม่ขอรับ”

ซึ่ง นางอมรัตน์ ก็ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า สง่างาม ตัวอย่างของทหารอาชีพที่ขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจ 

ถ้านายทหารตระหนักรู้ และจำกัดบทบาทหน้าที่ของตัวเองอย่างเหมาะสมตามหลักสากล ไม่เข้ามาแทรกแซงการเมืองขัดจังหวะพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ประเทศจะไม่วุ่นวาย ประชาธิปไตยจะก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ 

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’ ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’  ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘ชิงลาออก’หรือ‘รอศาลตัดสิน’ ‘นายกฯอิ๊งค์’จะเลือกทางไหน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.25 น.

ใกล้งวดเข้ามาทุกที สำหรับคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ 36 สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น.

ก็จะได้รู้กันว่าเส้นทางสายการเมืองของ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไรต่อไป

                ซึ่งขณะนี้ น.ส.แพทองธาร มีทางเลือกให้ตัดสินใจอยู่ 2 แนวทาง คือ ลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรือรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ลองมาดูกัน

                หาก น.ส.แพทองธาร เลือกที่จะลาออกก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย จะทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่  จากรายชื่อผู้ที่เป็นแคนดิเดตเดิมที่เสนอไว้ต่อรัฐสภา

โดยรายชื่อผู้ที่มีสิทธิถูกเสนอชื่อโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาฯ ประกอบด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี และ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์

ตรงนี้พรรคเพื่อไทยถือยังว่ายังมีข้อได้เปรียบพรรคอื่น เพราะยังถือเสียงข้างมากร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล สามารถผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของตัวเองได้โดยไม่สูญเสียอำนาจบริหาร

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูเกมภายในพรรคตัวเองด้วย เนื่องจากการหาตัวแทนนายกรัฐมนตรี อาจเป็นการเปิดเวทีให้กลุ่มอำนาจภายในพรรคใช้ต่อรองตำแหน่งสำคัญ โดยมีความเสี่ยงต่อการแตกคอกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีข้อเรียกร้องทางการเมือง

                อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้นหาก น.ส.แพทองธาร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ คดีที่ศาลกำลังจะมีคำวินิจฉัยก็จะสิ้นสุดลง จากนั้น ศาลก็จะจำหน่ายคดี โดยไม่ต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้เพิกถอนตามที่มีการยื่นร้องเข้ามาแล้ว เท่ากับว่าผู้ถูกร้องไม่มีความผิดติดตัว ตรงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของคำพิพากษา ที่จะเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป

                ส่วนกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ตัดสินใจไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอรอฟังคำวินิจฉัยให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ก็ต้องดูความเป็นไปได้ที่แยกไปอีก 2 ทางก็คือ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ และพ้นจากตำแหน่ง จะทำให้สถานะนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ  และจะกลายเป็นสารตั้งต้นให้เอาผิดเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งมีคดีกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงรออยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว 

                นอกจากนี้ ยังจะส่งผลกระทบไปถึงพรรคเพื่อไทยในเรื่องของภาพลักษณ์ผู้นำประเทศที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านอาจใช้โอกาสนี้เดินหน้าบีบให้ยุบสภา หรือกดดันให้เปลี่ยนขั้วรัฐบาลก็ได้

                อีกมุมหนึ่ง หากคำวินิจฉัยของศาลออกมาว่า น.ส.แพทองธารไม่มีความผิดตามที่ถูกร้อง ก็จะทำให้ได้กลับมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง และการผ่านมรสุมใหญ่ไปได้ก็จะทำให้มีความแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันนัดอ่านคำวินิฉัยในคดีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้กําหนดนัด ไต่สวนพยานบุคคลจํานวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. หากไม่มาตามกําหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกําหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น

                ทั้งนี้ กำหนดนัดไต่สวนพยานในวันที่ 21 สิงหาคมนั้น เป็นที่จับตามองกันว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปศาลด้วยตนเองหรือไม่ โดยในวันนั้น ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเจ้าตัวด้วย ขณะที่คนใกล้ชิดพากันยืนยันว่า ท่านนายกฯ จะเดินทางไปศาลด้วยตนเองแน่นอน

                ท่าทีต่อจากนี้ไป น่าจะบ่งบอกอะไรๆ ในเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

            เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันต่อจากนี้ก็จะได้คำตอบกันแล้ว ก็อยู่ที่ว่า น.ส.แพทองธาร จะชั่งน้ำหนักว่าทางเลือกใดจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ไม่ว่าการตัดสินใจจะออกมาในทางใดก็ตาม ก็จะมีแรงสั่นสะเทือนส่งผลต่อการเมืองไทยโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘พรรคประชาชน’น้อมรับข้อท้วงติง ปมสส.อภิปรายลบหลู่สังเวชนียสถาน

'พรรคประชาชน'น้อมรับข้อท้วงติง ปมสส.อภิปรายลบหลู่สังเวชนียสถาน

‘พรรคประชาชน’น้อมรับข้อท้วงติง ปมสส.อภิปรายลบหลู่สังเวชนียสถาน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.15 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สืบเนื่องจากการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดย สส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งปรากฏข้อความบางช่วงที่อาจกระทบกระเทือนความรู้สึกต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน พรรคประชาชนขอน้อมรับข้อท้วงติง โดย สส.ผู้อภิปราย (นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี) ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนสำหรับข้อความดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ หลักการสำคัญที่พรรคประชาชนยึดถือต่อการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คือการปรับปรุงระเบียบและแนวทางให้การเงินของวัดโปร่งใส เพื่อป้องกันการทุจริต ปกป้องเงินบริจาค และรักษาศรัทธาอันดีของศาสนิกชน รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณของทุกหน่วยงานว่าถูกจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยหนึ่งในผู้อภิปรายคือ ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 

[ งบบูรณะวัด ต้องตรวจสอบรอบคอบ และกระจายให้ทั่วถึง ]

ในส่วนของงบประมาณการบูรณะวัดทั่วประเทศ ปีนี้ พศ. ขอมาจำนวน 709 ล้านบาท 546 รายการ ฉัตรให้ข้อเสนอแนะว่า ในอดีตเคยเกิดคดี “เงินทอนวัด” หรือการทุจริตเงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้แก่วัด การใช้งบส่วนนี้จึงต้องมีความระมัดระวังและรัดกุมรอบคอบยิ่งขึ้น อีกทั้งยังควรหาแนวทางเพื่อให้สามารถกระจายงบประมาณให้ทั่วถึงกว่านี้ ไม่กระจุกตัวอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวภาครัฐควรเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนและส่งเสริมคณะสงฆ์ให้สามารถบริหารจัดการการบูรณะวัดได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่า

[ ส่งเสริมการปฏิบัติงานของ “พระมือปราบ” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ]

ในส่วนของงบส่งเสริมการปฏิบัติงานของพระวินยาธิการ หรือ “พระมือปราบ” ที่ต้องตระเวนไปทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อกำกับดูแลพระสงฆ์และสะสางอธิกรณ์ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ปีนี้ได้รับงบ 3.62 ล้านบาท ฉัตรเสนอแนะว่า ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้การทำงานของพระวินยาธิการมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเมื่อมีการร้องเรียน ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตภายในวัดหรือการใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์

[ ชวนสังคมศึกษา-ทำความเข้าใจเรื่อง “เงินเดือนพระ” ]

ในส่วนของงบพระสังฆาธิการ ซึ่งเป็นเงินที่ถวายเป็นรายเดือนให้แก่พระสังฆาธิการ โดยเจตนาแล้วเป็นการถวายภัตตาหารให้กับพระสังฆาธิการ พระสมณศักดิ์ และพระเปรียญ 9 ประโยค ซึ่งต่อมาแปรเปลี่ยนมาเป็นการถวายค่า “นิตยภัต” ประจำเดือน เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ฉัตรขอตั้งขอสังเกตผ่านการประชุมสภาฯ ครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกสภาฯ และสังคมร่วมกันศึกษาและทำความเข้าใจ ว่าสัดส่วนที่เหมาะสมของงบประมาณส่วนนี้ควรเป็นอย่างไร โดยหากจะมีข้อสรุปอย่างไร ต้องมีการศึกษาพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในสังคม

[ บัญชีวัด ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ]

จากกรณีการทุจริตเงินบริจาควัด ที่ปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา ฉัตรเสนอให้ พศ. ดำเนินการปรับปรุงระเบียบและกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันการทุจริต และปกป้องเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชน ได้แก่

(1) ปรับปรุงระเบียบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเรื่องการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้อิงกับมาตรฐานการบัญชี โดยต้องสำแดงบัญชีธนาคารของวัดทุกบัญชี และนำส่งรายงานบัญชีตามรอบเวลาที่กำหนด

(2) กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของวัดต่อสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ สามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลได้ 

(3) ส่งเสริมช่องทางการบริจาคผ่านระบบออนไลน์ (e-donation) ของธนาคารพาณิชย์ โดยร่วมมือกับกรมสรรพากร

(4) เมื่อมีการร้องเรียน ต้องมีกลไกดำเนินการตรวจสอบที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหากเป็นคดีทุจริต ควรนำหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมตรวจสอบด้วย 

(5) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในคดีทุจริต นอกจากการดำเนินการทางสงฆ์แล้ว ควรพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายด้วย

อ่าข่าวที่เกี่ยวข้อง :  ‘สส.พรรคส้ม’ขอโทษ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำกระทบความรู้สึกชาวพุทธ

สส.ห่วยแตก! สอดคล้องผลโพลชี้ ประชาชนสิ้นหวังการเมือง

สส.ห่วยแตก! สอดคล้องผลโพลชี้ ประชาชนสิ้นหวังการเมือง

สส.ห่วยแตก! สอดคล้องผลโพลชี้ ประชาชนสิ้นหวังการเมือง

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.54 น.

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สังคมสิ้นหวัง กับสส. ห่วยแตก

สัปดาห์นี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เจ้าของนิด้าโพล ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง เรื่องความหวังหรือสิ้นหวังกับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน หลังจากก่อนหน้านี้ผลการสำรวจความไว้วางใจและความพึงพอใจของประชาชนต่อกองทัพ ที่สูงถึง 97% วันนี้ประชาชนจึงอยากจะรู้ว่า ความพึงพอใจ ความหวังหรือความสิ้นหวังต่อพรรคการเมือง ต่อนักการเมืองอยู่ในระดับใด

เมื่อนิด้าโพล ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่อง มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมือง แบ่งออกเป็นข้อๆคือ

1.เมื่อถามถึงความพอใจของประชาชน ต่อการทำงานของส.ส.ปัจจุบันในเขตเลือกตั้ง พบว่าไม่ค่อยพอใจ 32.29% ไม่พอใจเลย 28.24% รวมสัดส่วนความไม่พอใจ 60.53%

2.สำหรับการเลือกตั้งส.ส.ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้งให้กลับเข้าสู่ตำแหน่ง พบว่าไม่เลือก 50.69%

3.ความหวังของประชาชนต่อพรรคการเมือง ที่มีส.ส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการแก้ปัญหาของประเทศ พบว่าหมดหวังแล้ว 41.1% ค่อนข้างหมดหวัง 34.19% รวมสัดส่วนการหมดหวัง 76.10%

4.การเลือกส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดิม ที่เคยเลือกเมื่อปี 2566 หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่าไม่เลือก 40.46%

ผลการสำรวจทั้ง 4 ข้อ พบว่าประชาชนไม่เลือกพรรคการเมือง ไม่เลือกส.ส.ชุดเดิมสูงเกิน50% ซึ่งสอดคล้องกับสภาพบทบาทของส.ส.ในปัจจุบัน ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรในชุดปัจจุบัน มีส.ส.2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ส.ส.ที่ได้มาจากการซื้อเสียงเป็นหลัก พวกนี้จะเป็นนักธุรกิจสีเทา ทำอาชีพที่ผิดกฎหมาย ทำการพนันออนไลน์ หวยใต้ดิน เป็นผู้รับเหมา ฮั้วประมูล มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้เงินมาแบบง่ายๆ เป็นเงินจากตลาดมืด เป็นเงินสีเทาสามารถซื้อเสียงได้เต็มที่ แบบไม่รู้สึกเสียดาย จะเห็นนักการเมืองที่เป็นส.ส.ยุคนี้ได้มาจากการซื้อเสียงใช้เงิน แต่ละเขตไม่ต่ำกว่า 50-100ล้านบาท จะเห็นพรรคการเมืองลงทุนกับการเลือกตั้ง ส.ส.ระดับหลัก 1พันล้านบาท ถึง 1หมื่นล้านบาทก็มี จะเห็นส.ส.เหล่านี้เข้ามาเป็นส.ส.ที่ไม่มีคุณภาพ เมื่อทำงานก็ไม่ได้ยึดผลประโยชน์ของประชาชน จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคที่สังกัด เพราะได้มาจากการซื้อเสียง หวังที่จะถอนทุนคืน เมื่อเข้ามาเป็นส.ส.แล้ว ก็อยากจะผลักดันให้พรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ เพราะเป็นโอกาสเดียวของการเข้าร่วมรัฐบาล คือการเข้าไปถอนทุนและสะสมทุน เพื่อจะนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป จะเห็นภาพพรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันแน่น ไม่ยอมถอนตัว ไม่ว่ากระแสหรือสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร ไม่สนกระแสความรู้สึกของประชาชน ของสมาชิก และของสังคมเลยขอให้ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ส่วนที่2 เป็นส.ส.ที่ได้มาจากกระแสพรรค กระแสประชาชนนิยมพรรค พรรคจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนก็เลือก เพราะหวังจะให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นส.ส.ที่ได้รับเลือกเข้ามา เป็นส.ส.ประเภทวัยรุ่น คนหน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่มีวุฒิภาวะ ยังอยู่คึกคะนองอยู่ จะเห็นพฤติกรรมของนักการเมืองหรือส.ส.เหล่านี้ เหมือนกับวัยรุ่นทั่วไป เหมือนกับเด็กแว๊น สก๊อยซ์ การแสดงออกมีความเชื่อมั่นในตัวตัวเองสูง อีโก้สูง มีความเป็นเอกชนวีรชน ไม่เชื่อฟังใคร เข้ามาแล้วคิดว่าตัวเอง คือความถูกต้อง กล้าแสดงออก ไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม คิดแต่จะสร้างคอนเทนท์ หรือทำเพื่อให้เป็นประเด็นข่าว พรรคต้นสังกัดก็ควบคุมได้ยาก เพราะเมื่อเข้ามาเป็นส.ส.แล้ว สิ่งแวดล้อมทำให้ส.ส.เหล่านี้ใจแตก ไม่เชื่อฟังและก็ไม่อยู่ในกรอบวินัยของพรรค เห็นการแสดงออกอยู่หลายครั้ง การโพสต์ข้อความที่หยาบคาย สุ่มเสี่ยงต่อความรู้สึกของประชาชน การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร พาดพิงไปยังองค์กรต่างๆให้ได้รับความเสียหาย ใช้คำที่สร้างความแตกแยก ด้อยค่าองค์กรทางศาสนา กระทบกระเทือนความรู้สึกของประชาชน ทำให้ประชาชนเห็นว่าส.ส.กลุ่มนี้ไม่มีคุณภาพ ไม่มีวุฒิภาวะ

ทั้งหมดนี้คือภาพลักษณ์ของส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อยู่ในสภาพที่คุณภาพต่ำ ประชาชนคาดหวังไม่ได้เลย ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจของนิด้าโพลในสัปดาห์นี้จริงๆ