ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 คับข้องใจ ซัดสส.ปชน.ใจบอด หลังอภิปรายกล่าวหาวงการผ้าเหลือง

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 คับข้องใจ ซัดสส.ปชน.ใจบอด หลังอภิปรายกล่าวหาวงการผ้าเหลือง

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 คับข้องใจ ซัดสส.ปชน.ใจบอด หลังอภิปรายกล่าวหาวงการผ้าเหลือง

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.53 น.

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 คับข้องใจ ซัดสส.ปชน.ใจบอด หลังอภิปรายกล่าวหาวงการผ้าเหลือง

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2568  เพจเฟซบุ๊ก ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 คับข้องใจ เขียนถึงสส.ใจบอด ที่อภิปรายในสภา กล่าวหาพระอย่างรุนแรง

“ดร.นิยม เวขกามา” หรือ “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ตันเจริญ) กล่าวถึงกรณีที่มี สส.พรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรถึงงบประมาณประจำปี 2569 โดยโจมตีวัดและพระสงฆ์ไทยอย่างรุนแรงว่า

“พระเทพวัชรญาณกวี” (“ปิยวิชฺโช”) หรือนามปากกา “ปิยโสภณ” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระนักวิชาการ นักเขียนและนักบรรยายธรรม ได้เขียนแสดงความเห็นไว้ว่า มี สส.เป็น ”คนใจบอด“ โดยมีใจความว่า

“ชาติไทยเราอยู่มาเป็นอิสรภาพได้ถึงวันนีั เพราะเรามี 3 สถาบันหลักค้ำชูคือ 1. สถาบันชาติ 2. สถาบันพระพุทธศาสนา 3. สถาบันพระมหากษัตริย์

“คำว่า ชาติ หมายถึงคนและแผ่นดิน ความเป็นคนชาติไทย ยิ่งใหญ่น่าภาคภูมิใจเพียงไหน คุณรู้หรือไม่ ความเป็นอิสรภาพของชนชาติและแผ่นดิน ที่เราอยู่อาศัย มีมายาวนานนับพันปี ซึ่งชาติอื่นค่อนโลก ต้องตกเป็นขี้ข้าเมืองขึ้นฝรั่ง แต่ชนชาติไทย แผ่นดินไทยของ สส. ของผม ของพวกเรา ยังคงอยู่ ยังรักษาอิสรภาพของชนชาติเอาไว้ได้ ไม่น่าภูมิใจตรงไหน หรือไม่เคยภูมิใจในบรรพบุรุษ ในวัฒนธรรมประเพณีของตัวเองบ้างเลย”
“แม้ความเป็นพุทธ ของแผ่นดินนี้ ก็ใช่เกิดขึ้นเพียงข้ามวัน เพียงเพราะงบประมาณที่คุณแปรญัตติให้ตัดออก ความเป็นพุทธ มิใช่อยู่ที่ปากคุณหรือของใคร แต่อยู่ในสายเลือดของคนไทยมาแต่บรรพบุรุษ ท่านสร้างไว้ให้ลูกหลานอย่างผม อย่างคุณภาคภูมิใจ พุทธศาสนาคือศาสนาในสายเลือดไทย คือศาสนาประจำสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย คนไทย 95% นับถือ เชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา”

“และในองค์กรพระพุทธศาสนาเอง ก็มีวัดวาอาราม มีสถาปัตยกรรม โบสถ์วิหารพระเจดีย์ ที่งดงาม มีหลักพระธรรมคำสอนที่ดีงาม เช่น เรื่องเมตตา อภัย สันติ ซึ่งทำให้คนไทยรักสงบ รักสันติ มีน้ำใจงาม เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อเพื่อนบ้าน มนุษย์ เพื่อนบ้าน แม้วันหนึ่งจะแว้งกัดเรา เหมือนชาวนากับงูเห่า เราก็ยังรักให้เกียรติต่อเพื่อนบ้าน ต่อคนต่างศาสนา ยังมั่นคงต่อเมตตาอภัยสันติต่อไป”

“ซึ่งคุณจะหาได้ในแผ่นดินไหนในโลกนี้ คนไทยเรารักษารากเหง้าวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตแห่งสันติ เคารพความแตกต่างให้เกียรติผู้มาอาศัย ใจดี ใจใหญ่ ใจกว้าง ก็เพราะรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมพุทธ รู้ไว้ด้วย”

“แต่คนชั่ว คนคิดร้าย คนตาบอด ใจมืด มักมองข้าม ฉวยโอกาสเอาเปรียบเหยียบย่ำความใจดีของพวกเรา แม้ในส่วนสถาบันสงฆ์เอง ก็มีดีมากกว่าเสีย เรามีพระดีคู่ชาติ กู้ชาติ ค้ำชูสถาบัน เรามีพระนักปราชญ์ พระนักพัฒนา อยู่เคียงคู่กับชาติมานาน เรามีพระใจเด็ดอยู่ในใจทหารกล้ามาทุกยุคทุกสมัย ไปดูคอทหารที่ออกรบแขวนเหรียญใคร ผ้ายันต์ใคร อย่าดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่าริดรอนน้ำใจกัน”

“เวลาวิกฤต มีข้าศึกรุกรานบ้านเมือง ชาติไทยเกิดเพลี่ยงพล้ำ พระยังยอมออกมานำทัพจับศึก พาประชาชนออกรบ ปกป้องอธิปไตย อ่านประวัติศาสตร์ดูบ้าง”

“เรามีพระขลังอมตะอย่างหลวงปู่ทวด สมเด็จโต พระศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มากอย่างหลวงพ่อคูณ หลวงพ่อสด ท่านพ่อลี หลวงปู่ฤาษีลิงดำ หลวงพ่อปาน หลวงปู่เอี่ยม เรามีพระดีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน”

“พระดีเหล่านี้ คือพระผู้นั่งอยู่ในหัวใจของชนชาติเรามายาวนาน ท่านเกิดมาเสียสละเป็นหลักใจของประชาชน ยิ่งกว่าข้าราชการ สส. สว. เป็นไหนๆ”

“แม้จะมีข่าวไม่ดีเกิดขึ้นกับพระอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องโลกธรรม เรื่องกิเลสตัณหาที่แต่ละบุคคลพ่ายแพ้ ซึ่งเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ทุกวงการ แม้วงการ สส. นักการเมืองเอง ก็มีให้เห็นเช่นกัน เราก็ว่ากันเฉพาะกรณี แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆไป มองให้เห็นว่า พระดียังมีอยู่ พระดียังมีให้กราบไหว้บูชา เป็นหลักของสังคมยังมีอยู่มาก ต้องสนับสนุนส่งเสริม ทำนุบำรุงท่าน อย่าให้เสียกำลังใจ”

“เหมือนนักการเมือง #แม้จะมีเลวอยู่บ้าง แต่นักการเมืองน้ำดี ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนราษฎร ก็มีอยู่มาก มิใช่ชั่วคนเดียว ยุบสภา ตัดงบประมาณทิ้ง คนตาบอดหูหนวกต่อความดี มักมองไม่เห็นความดีของใคร คนหูหนวก มักไม่ได้ยินเสียงแห่งคุณงามความดีของใคร เอาแต่จ้องอ้าปากพูดหาคะแนนเสียง คิดว่าจะได้คะแนน แต่หารู้ไม่ว่า ตนกำลังทำร้ายตัวเอง กำลังขุดรากเหง้าสังคมของตัวเอง นึกว่าตัวเองกำลังทำดี มีเหตุผล ฉะฉาน แหลมคมเหลือเกิน”

“แต่ลืมนึกถึงภาพรวม นึกถึงต้นทุนทางสังคมที่กำลังมีผลกระทบ ไม่ชอบคนไม่กี่คน แต่ทำลายความเป็นสถาบัน ทุเรียนเน่าต้นเดียว แต่ตัดทุเรียนทั้งสวนทิ้ง คนตาบอด ใจมืด มีอคติต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มักแอบซ่อนตัวอยู่ในคราบนักการเมืองบางกลุ่ม คนเขารู้ทัน เขาเชื่อว่าเมื่อทำลายพระได้ ก็ทำลายศรัทธา เมื่อคนหมดศรัทธา ก็หมดกำลังใจ เมื่อทำลายใจได้ ก็ชื่อว่าทำลายได้ทุกอย่าง พวกคุณเกิดมาเมื่อวานซืน พึ่งลืมตามมาดูโลก อย่าโอหังบังอาจ ฟาดฟันกับสถาบันเลย คุณนับถือศาสนาอะไร คุณเกิดแผ่นดินไหน ทำไมจึงใจร้ายอย่างนี้ ขอถามหน่อยเถอะพ่อคุณ พระสร้างชาติมาพันปีไม่เคยใช้งบประมาณ มีแต่วางรากฐานที่มั่นคงไว้ให้”

“ที่นี่คือเมืองพุทธ ที่นี่คือชาวพุทธ ภาษีที่คุณกำลังแปรญัตติให้ตัดออก ก็มาจากเงินชาวพุทธทั้งแผ่นดินมิใช่หรือ คิดให้ดี ไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง หมอที่ฉลาดควรวินิจฉัยคนไข้ว่าเป็นโรคจุดไหน ก็เยียวยาจุดนั่น มิใช่ปวดฟันแล้วฆ่าทิ้ง”

ทั้งนี้ “ดร.นิยม เวชกามา ได้รับการประสานมาจากท่านเจ้าคุณวัดพระราม ๙ ว่าคับข้องใจในการอภิปรายของ สส.พรรคประชาชน ซึ่งก็คือ “พระเทพวัชรญาณกวี” (“ปิยวิชฺโช”) นามเดิม “สุวิทย์ ปิยวิชชานันท์” หรือนามปากกา “ปิยโสภณ” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นพระนักวิชาการ นักเขียนและนักบรรยายธรรมที่ผลิตผลงานออกมาในรูปแบบหนังสือและสื่อดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอในยุคปัจจุบัน
เป็นพระนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีผลงานสำคัญคือการหาทุนปั้นศาสนทายาท โดยโครงการนี้อยู่ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก”

กองทัพภาคที่ 2 จัดกองทหารเกียรติยศ ร่วมพิธีส่ง ‘พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ’ สู่สุคติ

กองทัพภาคที่ 2 จัดกองทหารเกียรติยศ ร่วมพิธีส่ง 'พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ' สู่สุคติ

กองทัพภาคที่ 2 จัดกองทหารเกียรติยศ ร่วมพิธีส่ง ‘พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ’ สู่สุคติ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.33 น.

กองทัพภาคที่ 2 จัดกองทหารเกียรติยศ ร่วมพิธีส่ง ‘พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ’ สู่สุคติ

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 ที่วัดกลางบัวเชด ต.บัวเชด อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 จัดกองทหารเกียรติยศในพิธีฌาปนกิจ พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เพื่อแสดงความอาลัยและเชิดชูเกียรติในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ การทำความเคารพร่างอย่างสง่างามของกองทหารเกียรติยศ สะท้อนถึงเกียรติ ศักดิ์ศรี และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งปลอบประโลมครอบครัวผู้สูญเสียให้ภาคภูมิใจในเกียรติยศที่ลูกหลานได้รับ  

โดยมี นายรณภพ บุตรสยาตรัส นายอำเภอบัวเชด เป็นประธานในพิธี  พระครูปลัดพนาศักดิ์ โชติธัมโม เจ้าอาวาสวัดกลางบัวเชด เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ผู้แทนฝ่ายทหาร นายประยูร พันสุโพธิ์ บิดา และ ญาติพี่น้อง หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี ร่วมไว้อาลัย และร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นจำนวนมาก

ขอบคุณภาพ และเนื้อหาจาก : เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 

‘นิด้าโพล’ตีแสกหน้านักการเมือง ชาวบ้านสิ้นหวัง ผลงานห่วยทั้งสส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล

'นิด้าโพล'ตีแสกหน้านักการเมือง  ชาวบ้านสิ้นหวัง  ผลงานห่วยทั้งสส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล

‘นิด้าโพล’ตีแสกหน้านักการเมือง ชาวบ้านสิ้นหวัง ผลงานห่วยทั้งสส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘นิด้าโพล’ตีแสกหน้านักการเมือง ชาวบ้านสิ้นหวัง ผลงานห่วยทั้งสส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ถ้าเลือกตั้งจะไม่เลือกกลับมาอีก พท.ปัดเอี่ยวคลิปซื้อเสียงสส.

นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจการทำงานสส.ในปัจจุบัน หมดหวังกับพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล ในการแก้ปัญหาประเทศ เลือกตั้งหน้า ไม่ขอเลือกกลับมาอีก ด้านเพื่อไทยขอบคุณสภาฯ ร่วมกันผ่านงบ’69 ยันพร้อมลุยทำนโยบายทันที หวัง ส.ว.เร่งพิจารณา ย้ำ รบ.ไม่จำเป็นต้องซื้อโหวต ท้า ปชน.เปิดชื่อ-เบอร์โทร คนในคลิปเสียง 10 กิโล

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมือง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

หมดหวังสส.ไม่ขอเลือกอีก

จากการสำรวจเมื่อถามความพอใจของประชาชนต่อการทำงานของ สส. ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.29 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ รองลงมา ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ร้อยละ 27.18 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 11.60 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ

สำหรับการเลือก สส. ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้งให้กลับเข้าสู่ตำแหน่ง หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 50.69 ระบุว่า ไม่เลือก รองลงมา ร้อยละ 25.57 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 23.74 ระบุว่า เลือก

ด้านความหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองที่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ในการแก้ปัญหาของประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.91 ระบุว่า หมดหวังแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.19 ระบุว่า ค่อนข้างหมดหวัง ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ค่อนข้างมีความหวัง และร้อยละ 2.98 ระบุว่า มีความหวังมาก

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดิมที่เคยเลือกเมื่อปี 2566 หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.46 ระบุว่า ไม่เลือก รองลงมา ร้อยละ 29.47 ระบุว่า เลือก ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 3.12 ระบุว่า ยังไม่เคยไป/ไม่ได้ไปลงคะแนนเสียง

พท.ขอบคุณสภาผ่านงบ69

วันเดียวกัน น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ว่า ในส่วนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ ผ่านวาระสองและวาระสาม เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายตามสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาชน รวมถึงขอบคุณพรรคฝ่ายค้าน ที่ให้ความคิดเห็นเป็นประโยชน์

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ยืนยันว่างบประมาณ 2569 ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่อยู่ในเอกสาร หรือลอยอยู่ในอากาศ แต่จะนำไปวางรากฐานของประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงแก้ไขปัญหาปากท้อง พรรคเพื่อไทยจะมุ่งมั่นใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชน และเชื่อว่า ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภานั้น ทาง ส.ว.จะเร่งรัด เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้จ่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเร็วที่สุด

น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายที่จะใช้งบปี 2569 ขับเคลื่อน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาท การฟื้นฟูท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงจัดการภัยพิบัติ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

ปัดคลิปซื้อเสียงสส.โหวดงบ

นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีคลิปเสียง ที่ ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาแฉว่ารัฐบาลมีการซื้อเสียงโหวต 10 กิโล ว่า ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และเป็นการสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพรรคเพื่อไทย รวมถึงรัฐบาล ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อดังกล่าว และยินดีให้มีการตรวจสอบทุกมิติ และขอเรียกร้องให้ทาง ส.ส.พรรคประชาชน รีบออกมาเปิดเผยชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่จะทำให้สามารถสืบไปถึงต้นตอของบุคคลปริศนาดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าได้จริง ไม่ปล่อยให้คลุมเครือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ในปัจจุบัน ประเทศเรามีกลไกมากมายที่จะสามารถทำให้ความจริงในเรื่องนี้กระจ่างชัดได้ สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า เพราะเหตุใดพรรคประชาชน จึงไม่เร่งรีบทำให้ความจริงปรากฏ และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความคลุมเครือ เรื่องนี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่ขณะเดียวกัน หากยังไม่มีการทำให้ความจริงปรากฏ ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อพรรคประชาชนเองด้วย เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า ตกลงแล้วนี่คือการเมืองใหม่ของพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเป็นการเมืองแบบเก่าๆ ของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่กันแน่ สถานการณ์ฝั่งรัฐบาลเวลานี้ มีการทำงานกับพรรคร่วมอย่างเป็นเอกภาพตามแนวนโยบาย ไม่มีเหตุผลใดต้องซื้อเสียงโหวต เพื่อผ่านร่างกฎหมายแต่อย่างใด

ส.ว.เตรียมถกพรบ.งบ25-26ส.ค.นี้

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในชั้นวุฒิสภา ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบฯ จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ในวันพุธที่ 20 สิงหาคมนี้ และจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของวุฒิสภา ในวันที่ 25-26สิงหาคมนี้ เมื่อถามว่า กระแสข่าวว่าจะมีการโหวตคว่ำงบฯ ในชั้น ส.ว.มีความเป็นไปได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ไม่มี ตนยังไม่เห็นใครพูดถึงเรื่องนี้ ยืนยันว่าเป็นการพิจารณาตามปกติ

‘ดีเอสไอ’ลุยบุรีรัมย์ ถกสนง.ที่ดินจังหวัด สางปัญหาเขากระโดง เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

‘ดีเอสไอ’ลุยบุรีรัมย์  ถกสนง.ที่ดินจังหวัด  สางปัญหาเขากระโดง  เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

‘ดีเอสไอ’ลุยบุรีรัมย์ ถกสนง.ที่ดินจังหวัด สางปัญหาเขากระโดง เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

DSI จ่อเข้าพบ “จังหวัดบุรีรัมย์-สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์” 19-22 สิงหาคมนี้ ขอข้อมูลผู้ครอบครองพื้นที่พิพาทที่ดินเขากระโดงทั้งหมด 5,083 ไร่ (995 แปลง) เตรียมทำแผนที่จัดซื้อที่ดินประกอบพ.ร.ฎ.การรถไฟฯ ใช้ซ้อนทับแผนที่ปัจจุบันตามมาตราส่วน1:4000สำหรับวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน-ขอบเขตแท้จริงของที่ดินรฟท.คาด ภายในสิ้นเดือนส.ค.เตรียมชงอธิบดีฯรับเป็นคดีพิเศษ

จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ อันอาจเป็นที่ดินของรัฐและเกี่ยวข้องกับกลุ่มคณะบุคคลหลายฝ่าย เป็นเรื่องสืบสวนที่ 97/2568 พร้อมให้ดำเนินการสอบสวนปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวบรวมและตรวจสอบพยานหลักฐาน ประสานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย และจังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 17สิงหาคม2568 มีรายงานภาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า สำหรับการสืบสวนของดีเอสไอเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด 5,083 ไร่นั้น ความคืบหน้าล่าสุดภายหลังจากที่ดีเอสไอได้รับข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะแผนที่เดิมทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว อย่างแผนที่ของการรถไฟ พ.ศ. 2465 (แผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ.) ด้วยอัตราส่วน 1:4000 จากนั้นทางส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะจัดทำแผนที่จำลองภาพถ่ายดาวเทียมในอัตราส่วนขนาดเดียวกันขึ้นมา เรียกเต็ม ๆ ว่า “แผนที่การจัดซื้อที่ดินประกอบพระราชกฤษฎีกามาซ้อนทับกับภูมิประเทศในปัจจุบัน” เพื่อใช้เทียบมาตราส่วนกับแผนที่ปัจจุบันซึ่งศาลปกครองได้มีการเสนอไปแล้ว และโฉนดที่กรมที่ดินออกให้ อาทิ โฉนดที่ดิน น.ส.3 หรือแม้กระทั่งบางพื้นที่ที่ยังไม่มีเอกสารหรือการครอบครอง จะได้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างแท้จริง และจะเห็นว่าขอบเขตของพื้นที่ของการรถไฟฯ เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะใช้ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 19-22ส.ค.นี้

ในการเข้าพบเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของการรถไฟฯ เพื่อขอข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และสำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีว่าคนกลุ่มใดเป็นผู้ถือ ครอบครองพื้นที่ของการรถไฟฯ มากที่สุด หรือในสัดส่วนอย่างไรนั้น ก็จะต้องตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจะมีข้อมูลในสารบบที่ดิน จำนวน 995 แปลง และรวมไปถึงประเด็น 12 หน่วยงานราชการที่มีที่ตั้งในพื้นที่พิพาทดังกล่าวด้วย จากนั้นภายในช่วงสิ้นเดือน ส.ค. เตรียมประมวลเรื่องเสนออธิบดีฯ รับเป็นคดีพิเศษ

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คณะพนักงานสืบสวนจะลงพื้นที่เข้าพบเจ้าหน้าที่ส่วนราชการหน่วยงานเกี่ยวข้องใน จ.บุรีรัมย์ พนักงานสืบสวนจะต้องประสานให้เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ เดินทางเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน ประกอบการสืบสวนสอบสวน เพื่อจะได้สอบถามถึงประเด็นสำคัญต่างๆ จากนั้นจึงจะนำข้อมูลที่ได้รับการอธิบายจากการรถไฟฯ ไปใช้หารือกับหน่วยงานส่วนราชการใน จ.บุรีรัมย์ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ในการชี้แจงของฝ่ายกฎหมายทางนายเนวิน ชิดชอบ ในห้วงที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ศาลฎีกาได้มีการระบุว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่สิ่งที่จะชัดเจนที่สุด คือ คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นที่ดินของการรถไฟที่มีไว้ใช้เพื่อราชการตาม พ.ร.บ.จัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 โดยเฉพาะช่วงท้ายของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่ระบุว่า “เนื่องจากที่ดินทั้งหมดเป็นที่ดินของรัฐ ไม่ได้ผูกพันเฉพาะคู่ความตามมาตรา 145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.)” กล่าวคือ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่เกี่ยวกับที่ดินของรัฐนั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่ความในคดีนั้น แต่สามารถมีผลบังคับใช้ในวงกว้างกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องหรือมีผลผูกพันกับที่ดินนั้นได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายไม่ได้มีการกล่าวถึงแต่อย่างใด

ขณะที่เรื่องแผนที่ของการรถไฟ โดยเฉพาะเรื่องมาตราส่วน 1:4000 ก็มีความถูกต้องแล้ว เพราะแผนที่ท้ายประกาศของแผนที่การรถไฟ พ.ศ. 2465 ระบุเป็นมาตราส่วน 1:4000 แต่ที่ทนายความยกมากล่าวก็คือการเอาระวางกรมที่ดินมา ซึ่งก็เป็นอัตราส่วน 1:4000 แต่เหมือนจะเป็นการกล่าวว่า แผนที่ที่การรถไฟเอามานั้น มาตราส่วนมันผิด ซึ่งก็ต้องยืนยันว่ามันไม่ผิด เนื่องจากหลักการทำแผนที่มันจะมีการย่อมาตราส่วน นอกจากนี้ ในข้อเท็จจริงเมื่อปี 2567 กรมที่ดินและการรถไฟฯ ได้มีการรังวัดร่วมกันโดยใช้ GPS ซึ่งส่วนนี้สำคัญที่สุดที่จะใช้ยืนยันแนวเขตการรถไฟได้

หนักกว่า‘เศรษฐา’ ‘ดร.เจษฎ์’ชี้คดีคลิป‘อิ๊งค์’ เหตุผูกพันผลประโยชน์ชาติ

หนักกว่า‘เศรษฐา’  ‘ดร.เจษฎ์’ชี้คดีคลิป‘อิ๊งค์’  เหตุผูกพันผลประโยชน์ชาติ

หนักกว่า‘เศรษฐา’ ‘ดร.เจษฎ์’ชี้คดีคลิป‘อิ๊งค์’ เหตุผูกพันผลประโยชน์ชาติ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ดร.เจษฎ์” ย้ำคดี “อิ๊งค์” พฤติกรรมร้ายแรงกว่าเศรษฐา เพราะผูกพันประเทศชาติ เตือนเข้าห้องไต่สวนพฤหัสฯนี้ หากพูดนอกสคริปต์ที่คนอื่นเขียนให้ กระทบรูปคดีแน่ ด้านเทพไท ฟันธงอิ๊งค์ลาออกก่อนวันตัดสิน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 กล่าววิเคราะห์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีสมาชิกวุฒิสภายื่นคำร้องถอดถอนนส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 ส.ค.นี้ว่า คดีของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร หากเทียบกับคดีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสมากกว่า เพราะเปิดให้มีการไต่สวน โดยพยานที่ศาลรธน.เรียกมาคือนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช.ถือว่าเหมาะสม ก็อาจมาอธิบายแบบกลางๆ ว่าลักษณะความมั่นคงของชาติคืออะไร และอะไรที่ทำไปแล้วมันจะเกิดสิ่งที่เป็นผลกระทบ แล้วก็เรียกนายกฯ มาไต่สวนเพื่อมาเล่าให้ศาลรธน.ฟังในสิ่งที่อธิบายเป็นหลักการไว้ เพื่อที่ท้ายที่สุด ศาลรธน.จะได้วินิจฉัยและตัดสินได้ รวมถึงการให้ผู้ถูกร้องยื่นเอกสารแถลงการณ์ปิดคดี

ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ส่วนการไปไต่สวนในวันที่ 21 ส.ค. ต้องบอกว่า หากนายกฯให้ใครวางแผนให้ นายกฯอย่าพูดนอกแผน ควรทำตัวแบบอาปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)เพราะสิ่งนี้ อาปูทำได้ดีกว่า สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ แตกต่างจากนายกฯแพทองธาร ที่หลายคนพูดกัน คือคุณยิ่งลักษณ์ ไม่รู้เรื่องเธอยอมรับว่าไม่รู้เรื่อง เมื่อไม่สามารถพูดเองได้ ก็ยอมรับในบทที่คนอื่นเขียนมาให้ อันเป็นคุณสมบัติที่คุณแพทองธาร ไม่อาจเรียนรู้จากยิ่งลักษณ์ หากเรียนรู้จะทำให้อะไรหลายอย่างดีกว่าเดิม ดีกว่าที่ผ่านมา คือพูดตามบท อย่าพยายามออกนอกบท เพราะการไต่สวน ศาลรธน.อาจจะไล่ถาม แต่ก็จะไล่ถามไล่เรียงตามเอกสารที่ยื่นต่อศาลรธน.(เอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา) หากคุณแพทองธารฉลาดหรือใครก็ตามที่วางแผนให้คุณแพทองธาร ต้องมีการสำทับว่าให้ว่าไปตามเอกสาร ถ้าทำแบบนี้มันจะได้ไม่หลุดเพราะไม่เช่นนั้น หากพูดแล้วไม่เป็นโล้เป็นพาย พูดแล้วไปทำลายน้ำหนักของตัวเอง แบบนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากนายกฯจะไม่ไปไต่สวนก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าเธอจะไปเพราะอย่าลืมว่าเธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง แล้วอาจจะคิดว่าจะไปพูดขอความเห็นอกเห็นใจ

เมื่อถามถึงความเห็นต่อเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายกฯที่ยื่นต่อศาลรธน.ฟังขึ้นหรือไม่ ดร.เจษฎ์ให้ความเห็นว่า ต้องบอกแบบนี้ว่า ถ้ามีสิ่งเหล่านั้นจริงมันต้องแสดงได้ มันเกิดขึ้นหลังจากไปพูดแล้วทั้งนั้น

“เป็นลักษณะของการมาเขียนปั้นเพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วนั้น มีหลักการอย่างไร มันก็ดูดี อ่านเพลิน แต่ไม่มีน้ำหนักเท่าใด”

ดร.เจษฎ์กล่าวด้วยว่า หากเทียบระหว่างคดีนายเศรษฐา กับคดีแพทองธาร มองว่าคดีของนายเศรษฐา ยังไม่ร้ายแรงเท่าคดีของนายกฯแพทองธาร แต่เกณฑ์พิจารณาเป็นเกณฑ์เดียวกัน เสียหาย- ไม่เสียหาย ไม่เกี่ยว เจตนา ไม่เจตนาไม่ใช่ สิ่งที่มองก็คือว่า คนเช่นนี้ ทำเช่นนั้น ถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ คนเช่นนี้คืออะไร คือคนเป็นนายกฯ คนเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้หมายถึงคนแบบแพทองธาร คนแบบเศรษฐา ไม่ได้ว่าตัวบุคคล แต่คนเช่นนี้คือคนเป็นรัฐมนตรี คนเป็นนายกฯ กระทำเช่นนั้น เช่นนายเศรษฐา รู้ก็รู้อยู่ว่านายพิชิต ชื่นบาน ทำอะไรบ้าง ก็ยังตั้งนายพิชิตเป็นรัฐมนตรี ทำเช่นนั้นถือว่าซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

นายกฯ คุณแพทองธารก็เช่นกัน คนเช่นนี้คือ ทำการพูดคุยโดยวิถีที่ได้เลือกทำ โดยเนื้อหาที่ได้เลือกพูด ถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ เป็นเช่นนั้น ก็คล้ายกัน แต่ที่หนักหนากว่าคือ กรณีนายเศรษฐา ก็รู้อยู่แล้วว่า นายพิชิต ไปทำอะไร แล้วไปถามคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยคำถามหนึ่งแล้วมาอธิบายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นแหละคือสิ่งที่ศาลรธน.บอกว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

“คุณแพทองธาร แอบไปคุยกับฮุน เซน ลับหลังคนไทยทั้งประเทศ เนื้อหาที่คุยจะบอกว่าเป็นการขุดบ่อล่อปลาอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเนื้อหาเหล่านั้นไม่ถูกเปิดเผยออกมา พวกเราคนไทยทั้งประเทศ คงจะถูกแทงไปเรียบร้อยแล้วโดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะเป็นฝายตรงข้าม คนทำเยี่ยงนั้นถือว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ซึ่งผมว่า มันร้ายแรงกว่ากรณีนายเศรษฐา เพราะเป็นเรื่องที่ผูกพันทั้งชาติ ประเทศชาติทั้งประเทศชาติ”ดร.เจษฎ์ระบุ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า “อุ๊งอิ๊ง จะลาออกเอง รอศาลให้ออก ก็ต้องออกอยู่ดี

ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการวิเคราะห์ว่า คดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุนเซน ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะออกมาเช่นไร นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไต่สวนพยานในวันที่ 21 สิงหาคมหรือไม่ และจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยหรือไม่

แต่ในส่วนของสมาชิกพรรคเพื่อไทย แกนนำคนสำคัญ ตั้งแต่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค จนถึงแกนนำคนอื่นๆอีกหลายคน ต่างออกมายืนยันว่านางสาวแพทองธารไม่มีความคิดจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะผ่านไปได้อย่างแน่นอน นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคมด้วยตัวเอง

เมื่อเห็นท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมายืนยันเช่นนี้ น่าจะเป็นการพูดเอาอกเอาใจ ปลอบใจกันเอง และให้กำลังใจนางสาวแพทองธารมากกว่า เพราะข้อมูลทั้งหมด ยังไม่เคยออกจากปากนางสาวแพทองธารโดยตรงเลย แม้ว่าสื่อมวลชนพยามจะสอบถามขอสัมภาษณ์ แต่นางสาวแพทองธารปิดปากเงียบ หลบหนีนักข่าว ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางสาวแพทองธารยังไม่มีความมั่นใจ เพราะพูดไปก็จะผูกมัดตัวเอง

ถ้าหากนางสาวแพทองธารมั่นใจว่า จะไม่ลาออก ยืนกระต่ายขาเดียวสู้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม วันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย เชื่อว่านางสาวแพทองธารคงจะออกมายืนยันกับสื่อมวลชนแล้ว แต่ที่ต้องปิดวาจา ปิดปากเงียบเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ รอดูท่าทีการต่อดีลหรือดีลต่อ ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ไม่ว่านางสาวแพทองธารจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยหรือไม่ ก็เชื่อว่านางสาวแพทองธารไม่สามารถจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อน ก็จะถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ด้วยข้อหาคลิปเสียงหลุด ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งคำตอบคือ นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ลาออกเอง ก็พ้นด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี

เมื่อเห็นภาพพรรคร่วมรัฐรัฐบาลหลายพรรค เข้าพบนางสาวแพทองธารเพื่อให้กำลังใจ สังคมก็ตั้งคำถามว่าในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังอุ้มนางสาวแพทองธารอยู่อีกหรือ ทำไมไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ก่อนหน้านี้เคยประกาศจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แต่กลัวปัญหาเรื่องพรบ.งบประมาณไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร วันนี้พรบ.งบประมาณแผ่นดินได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว หมดข้ออ้างแล้วก็ควรจะพิจารณาตัดตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลได้แล้ว หากรอจนถึงวันที่ 29 สิงหาคม ถ้าโชคร้ายของคนไทย นางสาวแพทองธารไปต่อได้อีก กระแสสังคมก็จะกดดันให้ถอนตัว หรือยุบสภา ถ้าไม่ถอนตัวก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติ และจะมีผลต่อคะแนนเสียงและผลการเลือกตั้งในครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 12.00น.วันที่ 17สิงหาคม2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม โพสต์สตอรี่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยมีการโพสต์ไอจีสตอรี่ คำสอนของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ว่า “การได้รับกำลังใจเป็นเรื่องดี แต่การสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เป็นเรื่องดีที่สุด” และ “สติ” เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราอยู่เหนือ “ความชอบ-ชัง”ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 21ส.ค.เวลา 10.30น.ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  คดีคลิปเสียงสนทนา น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 15.00น.ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย

กองทัพไทยเปิดรายงานแฉยับเขมร ซุกทุ่นระเบิดสังหาร ครอบครองไว้อื้อเฉียด4พันลูก

กองทัพไทยเปิดรายงานแฉยับเขมร  ซุกทุ่นระเบิดสังหาร  ครอบครองไว้อื้อเฉียด4พันลูก

กองทัพไทยเปิดรายงานแฉยับเขมร ซุกทุ่นระเบิดสังหาร ครอบครองไว้อื้อเฉียด4พันลูก

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กองทัพไทยเปิดรายงานแฉยับเขมร ซุกทุ่นระเบิดสังหาร ครอบครองไว้อื้อเฉียด4พันลูก อ้างใช้ฝึกต่อ-ไม่ยอมทำลายทิ้ง โฆษกรัฐบาลเลิกเชิญ‘ไมเคิล’ เพิ่งรู้เป็นล็อบบี้ยิสต์/ไม่ใช่สื่อ 

สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ยังปกติ กองทัพคงกำลังแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่-วางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง โฆษกรบ.บอกจบข่าว “ไมเคิล” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย เพิ่งรู้ว่าไม่ใช่สื่อทำเนียบฯ แค่แอบอ้าง เผยเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ ดูปฎิบัติการทหารไทยเก็บกู้ระเบิดที่เขมรฝังไว้ พร้อมพาดูชุมชน–รร.-รพ.ที่ถูกเขมรยิงพังเสียหาย ด้านทบ.โต้“เขมร”เพิกเฉยต่อพันธกรณีทุ่นระเบิด ขัดภาพลักษณ์บนเวทีโลก และละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำอีก เผยสถิติ’เขมร’ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ‘บินโดรนล้ำแดน-เสริมกำลัง-ยิงปืนยั่วยุ’เหมือนวางแผนรบ“แฉรายงานเขมรปลายปี67 มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลPMN-2 และชนิดอื่นรวมกว่า3,700ลูก อ้างใช้ฝึกต่อ-ไม่ยอมทำลาย ด้านTMACแจงยิบลักษณะระเบิดที่ตรวจพบที่ช่องอานม้า-ช่องบก เป็นของใหม่ ยันละเมิดอนุสัญญาออตตาวาร้ายแรง เอาผิดได้ตามกม.ระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ไทยคู่ฟ้า” สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เที่ยงคืนถึงเช้านี้ พื้นที่ 7 จังหวัดประเทศไทย สถานการณ์ปกติ ไทยยังตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยต่อเนื่อง

ทัพไทยยังวางกำลังกั้นลวดหนามที่มั่น11จุด

โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุกล่าวว่า แม้ขณะนี้ กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างข่าวปลอม จ้างอินฟูลฯ การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย การจ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการ ก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

นายจิรายุ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนายไมเคิลอัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์ อเมริกัน ที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรก ที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

“ไมเคิล’ตอบรับคำเชิญ!’จิรายุ’

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ไมเคิลอัลฟาโร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า «ผมกำลังอยู่ที่กัมพูชา แต่เพิ่งได้รับคำเชิญจากรัฐบาลไทยให้เดินทางข้ามไป เพื่อรับฟังมุมมองของฝ่ายไทยโดยตรง ในฐานะนักข่าว ภารกิจของผมคือการค้นหาความจริงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งชายแดนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย และรายงานโดยตรงต่อประชาชนชาวอเมริกัน รวมถึงสังคมโลก หลังจากที่ได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยแล้ว ผมจะนำสิ่งที่ค้นพบกลับมา และรายงานต่อประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อที่ท่านจะได้ตัดสินใจอย่างรอบด้านว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร เพื่อมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชากับไทย กรุณาให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ดีที่สุดเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ไมเคิลอัลฟาโร»

รบ.นัดพาสื่อระดับโลกลุยสุรินทร์

อย่างไรก็ตาม เวลา 15.15น.นายจิรายุ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า รัฐบาลเตรียมนำสำนักข่าวต่างประเทศ สื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์นี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของเขมรถล่มอาทิ โรงพยาบาล โรงเรียนและพื้นที่พลเรือน จากนั้นจะพาไปพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC ก่อนให้ชมปฎิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการรุกล้ำอธิปไตยไทย

จบข่าว!ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชารายงานข่าวของนายไมเคิลอัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไปไลฟ์สด ชายแดนกัมพูชา -ไทย ด้วยการเซ็ตฉาก และกล่าวอ้างว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของสหรัฐฯตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา และกล่าวหาไทย ด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิล ที่อ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว อยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน นายไมเคิลไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตัวเองเป็นสื่อของรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดี ซึ่งผมเห็นว่าหากมาเห็นอีกมุมที่ไทยโดนเขมรโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือนและโรงพยาบาลก็ เป็นประโยชน์ ถ้าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้ พบว่านายไมเคิลไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว จริงแถมยังแอบอ้างถึง ปธน.สหรัฐฯ วันนี้ผมจึงขอบอกว่า จบข่าว ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป”

ศบ.ทก.รอผลRBC-GBCก่อนวางแผน

ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาการแทนรมว.กลาโหม กล่าวว่า ปัจจุบันการที่ ศบ.ทก. มีการเคลื่อนไหวไม่มาก เนื่องจากต้องรอฟังผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค(RBC) ในพื้นที่ บัญชาการกองกำลังป้องกันจันทบุรีตราด (กปช.จต.)กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 หลังจากนั้นจะมาประเมิน เพื่อเตรียมการประชุมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 8-10 กันยายน ที่จะจัดขึ้นที่เสียมราฐ กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้ปรึกษากับที่ปรึกษาของรมช.กลาโหม ทั้ง 8 ท่าน เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดฉากทัศน์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อให้ ศบ.ทก. กำหนดฉากทัศน์ที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการในห้วงเวลาต่อไป และเสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบต่อไป.

ทบ.ตอกหน้าเขมรยอมรับใช้ทุ่นระเบิด

พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีพล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษก กระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงอ้างแนวทางการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องนำเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)ว่า การที่กัมพูชากล่าวลักษณะนี้แสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว โดยมีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

ซัด‘เฮง รัตนา’ใส่ร้ายหวังให้ทูตฯเข้าใจผิด

พลตรี วินธัยยังกล่าวถึงกรณีนายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ชี้แจงต่อสาธารณะว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหรือPMN-2 ที่ฝ่ายไทยนำมาแสดง และกล่าวอ้างว่ากัมพูชาลอบวางนั้น ยังไม่ถูกดึงสลักนิรภัย ซึ่งทางเทคนิคระเบิดที่นำไปวางต้องดึงสลักนิรภัยออกก่อน มิฉะนั้นระเบิดจะไม่ทำงานว่า การพูดแบบนี้มีเจตนาหวังให้ผู้รับสารเข้าใจผิดว่าไทยสร้างภาพหลอกนักข่าวและนักการทูต โดยทุ่นระเบิดที่นำมาจัดแสดงให้คณะผู้แทนจากต่างประเทศได้ดู ในส่วนที่นายเฮง รัตนา ระบุยังไม่ดึงสลักนิรภัยออกนั้น ถูกตรวจพบจากการเข้าตรวจค้นและทำพื้นที่ให้ปลอดภัยโดยหน่วยทหารช่าง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 บริเวณพื้นที่ภูมะเขือ ในจุดที่ทหารกัมพูชาเคยวางกำลังอยู่ บริเวณดังกล่าวฝ่ายไทยตรวจพบทุ่นระเบิดเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็น PMN-2 ที่พบมีทั้ง 2 ลักษณะคือ ทุ่นระเบิดที่เก็บไว้ยังไม่ได้นำไปติดตั้ง จึงเห็นในภาพว่ายังมีสลักนิรภัยติดอยู่ และทุ่นระเบิดที่ติดตั้งแล้ว กรณีนี้จะไม่มีสลักนิรภัย โดยทั้งสองลักษณะได้ถูกนำมาแสดงให้คณะผู้แทนจากต่างประเทศได้ดูเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา การที่นายเฮง นำภาพมาประกอบข่าว เป็นการเลือกภาพมาเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังให้เกิดความสับสน และมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับพยานหลักฐานของฝ่ายไทย แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นผล เพราะผู้แทนจากต่างประเทศได้เห็นและสัมผัสกับของจริงทั้งหมดอย่างละเอียด และครบถ้วนแล้ว

ฉะ‘ไมเคิล’ไม่ใช่สื่อ-บิดเบือนกล่าวหาไทย

ขณะที่พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริโฆษก ศบ.ทก.ด้านความมั่นคง กล่าวตอบโต้ข้อกล่าวหาที่บิดเบือนเกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดนของกองกำลังไทยว่า ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่านาย Michael B Alfaro กล่าวอ้างว่า กองกำลังทหารไทยได้รุกล้ำดินแดนและขัดขวางการสัญจรของประชาชนกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนนั้น ต่อมาได้ «ปิดกั้น» การเข้าถึง สะท้อนเจตนาไม่บริสุทธิ์ ศบ.ทก.ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1.ความน่าเชื่อถือของผู้กล่าวหา จากการตรวจสอบ นาย Michael B Alfaro มิได้มีสถานะเป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา และไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการ หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่ได้รับการรับรอง บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเพิ่งจัดตั้งในปีปัจจุบัน และยังมีข้อบกพร่องด้านความน่าเชื่อถือหลายประการ เนื้อหาที่เผยแพร่จึงไม่อาจถือเป็นข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสื่อสากล แต่เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคลที่ปราศจากหลักฐานรองรับ2.การบิดเบือนข้อเท็จจริงการนำเสนอที่ใช้ถ้อยคำฟันธง และกล่าวหาต่อประเทศไทยโดยตรง ไม่เพียงเป็นการละเมิดหลักการรายงานข่าว เชิงวิชาชีพ แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่สาธารณชนระหว่างประเทศ ศบ.ทก.เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และไม่สามารถยอมรับได้

โต้ลั่นไทยไม่รุกราน-ไมเคิลไม่น่าเชื่อถือ

3.จุดยืนของประเทศไทยที่ชัดเจน กองทัพไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่เคยรุกล้ำดินแดนและไม่เคยทำการที่ละเมิดอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน ภารกิจของกองกำลังไทยดำเนินไปภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ความระมัดระวังสูงสุด และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการธำรงความสัมพันธ์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านกับกัมพูชา แต่จะไม่ยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือการบิดเบือน ที่กระทบต่อเกียรติภูมิและความมั่นคงของชาติ4.ศบ.ทก.ขอเรียกร้องต่อสื่อมวลชน และประชาคมโลกให้ตระหนักถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวสารที่บิดเบือน ถูกนำไปขยายผลจนสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

“ศบ.ทก.ขอย้ำว่าประเทศไทยยึดมั่นหลักสากลแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ แต่จะไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จ การบิดเบือน หรือการยั่วยุใดๆ มาบั่นทอนศักดิ์ศรีของชาติ หากมีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นเท็จในลักษณะซ้ำซากหรือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ไทยจะพิจารณาดำเนินการตามกรอบกฎหมายและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดและถึงที่สุด”พลเรือตรีสุรสันต์ระบุ

ทัพไทยแฉซ้ำเขมรใช้ทุ่นระเบิดใหม่

พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม ดังนี้

จากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ผลการตรวจพิสูจน์โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 “ใหม่ทั้งหมด” ที่ถูกวางแบบพร้อมใช้งาน โดยถอดอุปกรณ์ Safety และกลบพรางอย่างแนบเนียน สภาพทุ่นมีความใหม่ ตัวอักษรคมชัด เมื่อรื้อถอนพบว่าสปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง

เปิดหลักฐานไทยยึดได้อื้อบนภูมะเขือ

นอกจากนี้ บริเวณภูมะเขือยังตรวจพบทุ่นระเบิดอยู่ในสองลักษณะ โดยลักษณะแรกคือทุ่น PMN-2 ที่ยังไม่ได้ใช้งาน หางปลา (safety pin) ยังคงติดอยู่ครบถ้วน สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชามีทุ่นชนิดนี้ไว้ครอบครองเพื่อเตรียมใช้งาน ซึ่งถือว่าละเมิดอนุสัญญาออตตาวาโดยตรง และมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าทุ่นเหล่านี้ถูกนำไปใช้งานจริงในหลายพื้นที่ รวมถึงกรณีที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกลักษณะหนึ่งเป็นทุ่นที่รื้อถอนขึ้นจากพื้นดินในสภาพที่ถูกวางใช้งานแล้ว อยู่ในสภาพพร้อมทำงาน บางลูกมีร่องรอยของเข็มแทงชนวนที่เริ่มทำงานแต่ยังไม่สมบูรณ์ การรื้อถอนดำเนินการโดยทหารราบเพื่อรวบรวมไว้ และต่อมาส่งให้เจ้าหน้าที่ TMAC มาดำเนินการนิรภัยและทำลายตามมาตรฐานสากล โดยทุกครั้งที่ทำการนิรภัย เจ้าหน้าที่จะต้องถอดตัวจุดระเบิด Detonator (DES) และ Booster ออกเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตราย

ลั่นไทยไม่เคยมีทุ่นระเบิดPMN-2

ในส่วนของความโปร่งใส ไทยดำเนินการตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด โดยพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ที่ TMAC เคยกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 แต่อย่างใด ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 รวมถึงครั้งสุดท้ายในปี 2562 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

เปิดรายงานแฉมีระเบิดเฉียด4พันลูก

ในทางกลับกัน เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่น ๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ถือเป็นถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอเน้นย้ำว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานทางเทคนิคและการพิสูจน์โดยตรง ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

แฉเขมรเตรียมรบมากกว่าหยุดยิง

วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ค กองทัพบก ทันกระแส เผยสถิติกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงว่า ‘ไหน ? ความจริงใจ “สถิติกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” ระหว่างวันที่ 7-16 สิงหาคม 2568 ข้อมูลโดยกองทัพบกสถิติกัมพูชาละเม็ดข้อตกลงหยุดยิงดังนี้ บินโดรนล้ำแดน บุรีรัมย์พบมากสุด 51 ลำ76 ครั้ง / 204 ลำ11 สิงหาคม ละเมิดสูงสุดตรวจพบ 49 ลำ ใน 3 จังหวัดการเพิ่มเติมกำลังตรวจพบการเคลื่อนย้ายรถยนต์กำลังบรรทุกทางทหารทุกวันมีการติดตั้งอาวุธยิงสนับสนุนหลายพื้นที่ เช่น เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 81 มม.10 สิงหาคม พบขบวนรถทหาร ใหญ่ที่สุด 20 คันเคลื่อนที่จากวัดตาเมือนไปช่องกร่างพบการเพิ่มอาวุธหนัก (DShK,PKM, RPG-7) การยิงปืนยั่วยุ8 สิหาคม ใช้หนังสติ๊กยิงก้อนหินการยั่วยุใส่แนวกำลังไทย9 สิงหาคม ได้ยินเสียงปืนจากฝั่งกัมพูชา 4 นัดการลักลอบ9 สิงหาคม ศรีสะเกษวางทุ่นระเบิด12 สิงหาคม ปราสาทตาเมือนธมและทหารไทยสูญเสียขา“กัมพูชาแสดงถึงความพยายาม เตรียมการรบ มากกว่าการรักษาสถานะหยุดยิง”

ถามโฆษกรบ.เชิญ‘ไมเคิล’มาได้อะไร

มีความเห็นจากนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ได้อะไร” เนื้อหาระบุว่า มีข่าวว่า โฆษกรัฐบาลจะเชิญนายไมเคิล อัลฟาโร มาไทย นายไมเคิลที่เขมรจ้างมาทำงานให้โกหก คนทั้งโลก อ้างเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ทั้งที่เพิ่งเปิดบริษัทประชาสัมพันธ์เมื่อต้นปีนี้เอง

นายไมเคิลเปิดบริษัทโฆษณาชื่อ Capitol Hill & Friends ในกรุงวอชิงตัน มีพนักงานเพียง 2 คน นายไมเคิลได้โกหกและกล่าวโจมตีไทยสร้างรั้วลวดหนาม ปิดกั้นเส้นทางในเขตกัมพูชาและไม่ให้คนเขมรใช้เส้นทางและสุดท้ายได้พูดว่า don’tThai to me. คนลวงโลกอย่างนี้มีคุณค่าอย่างไรในสายตาโฆษกรัฐบาล หรือคาดหวังว่าจะได้อะไรจากคนอย่างนี้ คนที่กล้าโกหกว่าตนเองเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว คนที่กล้ากล่าวเท็จใส่ร้ายไทย คนที่พร้อมทำทุกอย่างที่ได้เงิน

ที่อยากรู้คือ เชิญนายไมเคิลมาไทยและออกค่าใช้จ่ายให้หมด ใช้เงินของใคร เงินส่วนตัวของโฆษกก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเงินของรัฐบาล ต้องมีคำถามแน่นอน จะให้นายไมเคิลมาแก้ข้อกล่าวหา หรือให้มาประณามเขมร อ้างว่าถูกหลอกมาอย่างนั้นหรือนายไมเคิลมีคุณค่าอะไรเหลืออยู่อีกหรือ มีเครดิตอะไรหลงเหลือ พูดอะไรออกไปจะมีใครเชื่อน้ำหน้า เขมรจ้างผิดคนแล้ว ทำไมไทยต้องผิดตามด้วย

“จะฉลาดหรือโง่ดี อย่าลดตัวลงไปทำแบบ เขมรจะดีกว่าไหม อับจนปัญญาจริงๆ”

แนะพาไมเคิลไปดูซากศพเขมรเน่า

เช่นเดียวกับ น.ส.วิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า «เมื่อนายจิรายุประกาศส่งเทียบเชิญไปแล้ว และนายไมเคิล แบไต๋เปิดรับข้อเสนอ รัฐบาลก็คงจะปฏิเสธยาก ดังนั้น ถ้าต้องให้นายไมเคิลมาจริง รัฐบาลต้องตั้งข้อตกลงว่ามาแล้วต้องทำอะไรบ้างตามกิจกรรมที่เราจัดให้ ไม่ใช่ให้มารับประทานและอยู่ฟรี ฟรี อยากไปไหนก็ไปตามใจไม่ได้ เราไม่ได้ให้มาเล่น ๆ จบกิจกรรมก็ส่งขึ้นเครื่องบินกลับทันที นี่คือข้อตกลงที่ต้องทำให้ชัดเจนเข้าใจตรงกัน มิฉะนั้นก็ยกเลิก เทียบเชิญ

“ข้อตกลงที่ดิฉันคิดได้ข้อหนึ่งคือถ้ารัฐบาลจะยืนยันเดินหน้าให้นายไมเคิลมาจริง ขอเสนอให้พาไปไลฟ์สดสังเกตการณ์ทหารกู้กับระเบิด ให้ได้ประสบการณ์จริงให้เห็นกับตา จะได้ทราบว่าคนไทยทหารไทยต้องเสี่ยงชีวิตแค่ไหน ไม่ใช่พาไปเดินเล่น ตามประสาทต่างๆ ชมนกชมไม้ ชมโรงพยาบาล ชมศูนย์พักพิง ก็ยังไม่พอ ต้องพาไปดูการกู้กับระเบิดเคียงคู่พร้อมกับทหารไทย รับรองได้ยอดวิวเกินสิบล้าน รัฐบาลก็ต้องประกาศออกไปด้วยว่านี่คือ ข้อเสนอของประเทศไทยที่เขมรไม่ยอมตกลงในการประชุมจีบีซีรอบที่แล้ว คือการกู้กับระเบิด ที่เขมรฝังไว้ ในผืนแผ่นดินของประเทศไทย ไทยจึงต้องเป็นฝ่ายลงมือกู้ระเบิดแต่ฝ่ายเดียวและทหารบาดเจ็บเพราะกับระเบิดของเขมรที่ฝังไว้ แล้วพาไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บในโรงพยาบาลด้วย ถ่ายคลิปออกไปให้โลกทราบและอีกกิจกรรมหนึ่งคือ พาไปไลฟ์สดชายแดนตรงที่มีกลิ่นศพเขมรเหม็นเน่า ให้ไปดูเศษซากทหารเขมรที่หลงเหลืออยู่ ไม่มาเก็บกลับไปแบบนี้ถึงจะเป็นการแก้ข่าว ให้ประเทศไทย และคุ้มค่าที่จะให้นายไมเคิล มาเหยียบแผ่นดินไทย รับประทานและอยู่ฟรีๆ”น.ส.วิรังรองกล่าว

เสียดายงบแนะยกเลิกเชิญ-แค่ล็อบบี้ยิสต์

และว่า ที่จริง ตนเสียดายงบประมาณมาก เอางบฯไปช่วยคนไทยชายแดนที่กำลังลำบากดีกว่า เพราะเรื่องแก้ภาพพจน์ประเทศไทยทำได้หลายอย่างหลายวิธี ไม่ใช่ว่าต้องจ้างไมเคิลมาแบบเกลือจิ้มเกลือกับเขมร แต่อย่างที่เราทราบกันว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยทำงานไม่เป็น แล้วนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ ว่านอกจากทำงานไม่เป็นแล้วไม่ปรับปรุงด้วยรัฐบาลเชื่อเขาหรือว่าเขาจะไปบอกทรัมป์ให้ช่วยไทยแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยเข้าข้างไทย ตอนนี้เราก็ทราบกันดีแล้วว่า ไมเคิลเป็นแค่ ล็อบบี้ยีสต์ ไม่ได้เป็นผู้ประกาศเป็นข่าวอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว และไม่ได้รู้จักใกล้ชิดสนิทกับทรัมป์

น.ส.วิรังรองกล่าวต่อว่า เราจะส่งเสียงไปยังรัฐบาลได้อย่างไร ช่วยกันส่งเสียง ขอสื่อช่วยด้วย ถึงจะประกาศออกไปแล้ว ก็ยกเลิกได้ บอกไปเลยว่าประชาชน ไม่ต้องการให้มาเหยียบแผ่นดินไทย แต่ถ้าจะมาเราต้องมีข้อตกลงกันก่อน และเราต้องเป็นผู้กำหนดข้อตกลงให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ต้องไปเกรงใจ และไม่ต้องรู้สึกเสียหน้าถ้าปฏิเสธ ยกเลิกคำเชิญ เพราะถ้าเขาไม่ทำตามข้อตกลงเราก็ยกเลิกได้ ดังนั้นเราต้องมีข้อตกลง ที่เป็นประโยชน์สูงสุดคุ้มกับการลงทุนครั้งนี้ พวกเราลองช่วยกันคิดและเสนอว่าถ้าไมเคิลมาเมืองไทยเราต้องการ จะให้นายจิรายุพาเขาไปที่ไหนบ้างอีกหน่อยถ้ามีอินฟลูเอนเซอร์ หรือพวก ล็อบบี้ยีสต์เอาอย่าง รับจ้างทำคลิปด่าประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยส่งเทียบอัญเชิญมาเที่ยวเมืองไทย ฟรีทุกอย่างแบบไมเคิล นายจิรายุคงไม่ต้องทำอะไร วันๆรับส่งฝรั่ง»

อึ้ง!‘พ่อเมืองสงขลา’จัดคิว สั่ง‘นายอำเภอ’เวียนกันต้อนรับ–ส่ง‘เดชอิศม์’

อึ้ง!‘พ่อเมืองสงขลา’จัดคิว สั่ง‘นายอำเภอ’เวียนกันต้อนรับ–ส่ง‘เดชอิศม์’

อึ้ง!‘พ่อเมืองสงขลา’จัดคิว สั่ง‘นายอำเภอ’เวียนกันต้อนรับ–ส่ง‘เดชอิศม์’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.31 น.

อึ้ง!”พ่อเมืองสงขลา”จัดคิว สั่ง”นายอำเภอทุกอำเภอ”เวียนกันต้อนรับ-ส่ง”เดชอิศม์”ที่สนามบินหาดใหญ่ทุกสัปดาห์

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ สข 0017.3/17839 ถึงนายอำเภอเมืองสงขลา เรื่อง ขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีเนื้อหาระบุว่า ด้วยจังหวัดสงขลาได้รับแจ้งว่า นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางมาราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และมีกำหนดเดินทางกลับไปปฏิบัติราชการ ณ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 โดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD 3103 เวลา 08.25 – 09.50 น.

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จังหวัดสงขลาจึงขอให้ท่านดำเนินการ ดังนี้ 1.เชิญนายอำเภอเมืองสงขลา ร่วมส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่ 2.จัดเตรียมอาหารว่าง เครื่องดื่ม และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานหาดใหญ่

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า ทางผู้ว่าฯ สงขลา ยังจัดคิวผ่านทางไลน์ แจ้งให้นายอำเภอทุกอำเภอ ร่วมต้อนรับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ที่สนามบินหาดใหญ่ เป็นรายสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป ตามลำดับอำเภอ ดังนี้ 1. อ.เมืองสงขลา 2. อ.หาดใหญ่ 3. อ.สะเดา 4. อ.จะนะ 5. อ.นาทวี 6. อ.เทพา 7. อ.สะบ้าย้อย 8. อ.ระโนด 9. อ.สทิงพระ 10. อ.กระแสสินธุ์ 11. อ.สิงหนคร 12. อ.รัตภูมิ 13. อ.ควนเนียง 14. อ.บางกล่ำ 15. อ.นาหม่อม 16. อ.คลองหอยโข่ง

อย่างไรก็ตาม นายเดชอิศม์ รมช.มหาดไทย ถือเป็น สส.สงขลา และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกด้วย

ขณะที่ ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เฉลียว คงตุก” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ผู้ว่าฯสงขลา โชตินรินทร์ เกิดสม ออกหนังสือราชการให้นายอำเภอเมืองสงขลา ไปร่วมส่งนายเดชดิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ที่สนามบินหาดใหญ่ หลังเสร็จภารกิจตรวจราชการที่สงขลา หนังสือยังให้จัดเตรียมอาหารว่าง เจ้าหน้าที่ในห้องรับรองด้วย หรอย…ได้แรงจริง”

– 006

‘มนพร’เชื่อมั่น! นโยบาย’เพื่อไทย’ทุกยุคทุกสมัย ชาวบ้านได้ประโยชน์

'มนพร'เชื่อมั่น! นโยบาย'เพื่อไทย'ทุกยุคทุกสมัย ชาวบ้านได้ประโยชน์

‘มนพร’เชื่อมั่น! นโยบาย’เพื่อไทย’ทุกยุคทุกสมัย ชาวบ้านได้ประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.06 น.

“มนพร”เชื่อมั่น! นโยบาย”เพื่อไทย”ทุกยุคทุกสมัย ชาวบ้านได้ประโยชน์ ชูนโยบายบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เชื่อมมั่นเข้าถึงประชาชน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับทราบปัญหาความเดือดร้อน ทำหน้าที่ผู้แทนตลาดล่าง ช่วงวันหยุด ว่างเว้นจากประชุมสภาผู้แทนราษฎร และบริหารงานในกระทรวงคมนาคม วันนี้ได้ลงพื้นที่ ต.รามราช ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน นครพนม พบปะชาวบ้าน พร้อมมอบของที่ระลึก ผ้าสไบเบี่ยงขาว ให้กำลังใจกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน นครพนม ส่งเสริมการเข้าวัดฟังธรรม ลดอบายมุข ในชุมชน สนับสนุนส่งเสริมการแต่งชุดประจำถิ่น สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชุมชน

นางมนพร กล่าวปราศรัยกับ พี่น้องประชาชนว่า พรรคเพื่อไทย มีความเข้าใจความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน มาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถึงพรรคเพื่อไทย ทุกนโยบายประชาชนได้ประโยชน์ โดยเฉพาะ โครงการบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรค เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนหมู่บ้าน เกิดขึ้นในยุค อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร พร้อมมีการสานต่อในรัฐบาล ของอดีตนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึง นายกอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลเพื่อไทย อีกทั้งได้ให้ความสำคัญ ทุกนโยบาย รวมถึงยกระดับให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น เช่น โครงการ 30 รักษาทุกโรค เพิ่มเป็นบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ไปจนถึง โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่จะมีการเปิดตัวโครงการหวยเกษียณ เพื่อเป็นกองทุนดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ ยืนยันทุกโครงการประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ รัฐบาลเพื่อไทย ยังมีอีกกหลายนโยบาย ที่จะผักดันต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการแก้ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ แก้ปัญหาหนี้สิน และพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ขอให้รัฐบาลได้สานงานต่อ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกด้าน ขอบคุณทุกกำลังใจที่สนับสนุนรัฐบาล

– 006

ช่วยชาวศรีสะเกษ! ‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 หลัง กว่า 3.5 ล้าน

ช่วยชาวศรีสะเกษ! 'ทักษิณ'มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 หลัง กว่า 3.5 ล้าน

ช่วยชาวศรีสะเกษ! ‘ทักษิณ’มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 หลัง กว่า 3.5 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

“ทักษิณ”มอบบ้านน็อคดาวน์ 15 หลัง รวมกว่า 3.5 ล้านบาท ช่วยชาวศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย เป็นตัวแทนของรัฐบาลรับมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อคดาวน์สำเร็จรูป พร้อมครุภัณฑ์ภายในบ้านพัก จำนวน 15 หลัง มูลค่ารวม 3,500,000 บาท จาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เป็นผู้แทนส่งมอบบ้านเพื่อคนไทย เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบ้านพักได้รับความเสียหายทั้งหลังได้พักอาศัย

– 006

‘สถานทูตสหรัฐฯ’ตอบปม’ไมเคิล อัลฟาโร’ ย้ำเป็นเรื่องของเอกชน

'สถานทูตสหรัฐฯ'ตอบปม'ไมเคิล อัลฟาโร' ย้ำเป็นเรื่องของเอกชน

‘สถานทูตสหรัฐฯ’ตอบปม’ไมเคิล อัลฟาโร’ ย้ำเป็นเรื่องของเอกชน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.28 น.

17 สิงหาคม 2568 นายคริส ดี. เฮลม์แคมป์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น กรณีที่ทางการกัมพูชาจ้างว่า นายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์ ทำข่าวโจมตีประเทศไทยว่า สหรัฐฯ ไม่มีความเห็นต่อการดำเนินการของบุคคลภาคเอกชนใดๆ รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในเจตจำนงที่จะให้การหยุดยิงครั้งนี้ดำรงอยู่ และพัฒนาไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร

ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรูบิโอ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างครบถ้วน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้

นายคริสกล่าวด้วยว่า เรายังคงสนับสนุนรัฐบาลมาเลเซียในการทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย เพื่อจัดทำกรอบข้อตกลงการหยุดยิง และดำเนินการตามกลไกการสังเกตการณ์ภายใต้การนำของอาเซียนในทั้งสองฝั่งของพรมแดน