‘ทภ.2’ส่งทีม’M-MCATT’ ประเมินสภาพจิตใจกำลังพลปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

'ทภ.2'ส่งทีม'M-MCATT' ประเมินสภาพจิตใจกำลังพลปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ทภ.2’ส่งทีม’M-MCATT’ ประเมินสภาพจิตใจกำลังพลปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

หน่วยสายแพทย์ กองทัพภาคที่ 2 ส่งทีม M-MCATT ประเมินสภาพจิตใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารแนวหน้าทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 กองทัพบก โดย หน่วยสายแพทย์ กองทัพภาคที่ 2 ส่งทีมแพทย์ ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) รพ.ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เข้าพื้นที่ทำการประเมินสภาพจิตใจกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จำนวน 1 ฐานปฏิบัติการ โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม กำลังพลที่เข้ารับการประเมินทั้งหมด อยู่ในเกณฑ์ สีเขียว คือ มีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 10 นาย

กำลังพลทุกนายมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม พร้อมทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอยู่ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ” ของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมในทุกมิติ ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

– 006

IOT 8 ชาติลงพื้นที่ 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริง‘ทุ่นระเบิด’-กัมพูชาละเมิดหยุดยิง

IOT 8 ชาติลงพื้นที่ 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริง‘ทุ่นระเบิด’-กัมพูชาละเมิดหยุดยิง

IOT 8 ชาติลงพื้นที่ 3 วัน รับทราบข้อเท็จจริง‘ทุ่นระเบิด’-กัมพูชาละเมิดหยุดยิง

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

IOT 8 ชาติลงพื้นที่ 3 วัน “ช่องอานม้า-ฐานกฤษณา-ฐานช่องจุ๊ปตะโมก” รับทราบข้อเท็จจริงกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดสังหาร-ข้อมูลกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (18 ส.ค.) กองบัญชาการกองทัพไทย จะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี)

ทั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

โดยกำหนดการในวันแรกคณะฯ จะเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง บก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น.

วันอังคารที่ 19 ส.ค.68 เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงส่วนช่วงบ่ายจะเดินทางเพื่อไปยังฐานกฤษณา – ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการหุ่นระเบิดด้านมนุษธธรมที่ 2

วันพุทธที่ 20 ส.ค.68 คณะฯ ตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ต่อจากนั้น เดินทางไปช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

‘สิริพงศ์’จวกยับ‘จิรายุ’ ปมเชิญ‘ล็อบบี้ยิสต์เขมร’ หยันเพิ่งรู้เหรอว่าไม่ใช่นักข่าว

‘สิริพงศ์’จวกยับ‘จิรายุ’ ปมเชิญ‘ล็อบบี้ยิสต์เขมร’ หยันเพิ่งรู้เหรอว่าไม่ใช่นักข่าว

‘สิริพงศ์’จวกยับ‘จิรายุ’ ปมเชิญ‘ล็อบบี้ยิสต์เขมร’ หยันเพิ่งรู้เหรอว่าไม่ใช่นักข่าว

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

“สิริพงศ์”จวกยับ”โฆษกรัฐบาล” บริหารตามอารมณ์ เอาแต่เรียกกระแสเสียงเฮจากเอฟซี พลิกกลับไปกลับมา ปมเชิญ”ล็อบบี้ยิสต์เขมร”เหยียบ”แผ่นดินไทย” หยันเพิ่งรู้เหรอว่าไม่ใช่นักข่าว

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กถึง นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุในลักษณะกลับไปกลับมา กรณีเชิญล็อบบี้ยิสต์กัมพูชาเหยีบแผ่นดินไทย ว่า บริหารงานตามอารมณ์ จะเอากระแส เรียกเสียงเฮจาก FC เกินไป

รู้ตั้งแต่แรก ว่าไม่ใช่นักข่าว ชาวบ้านดูข่าวยังรู้เลย ว่า เขมร จ้างมา ก็ทำเป็นไปชวนเขามา พูดทำนอง “เมิงมาซิ เดี๋ยวจะพาไปเดินเล่น” ที่พีค คือ แม่มดันบ้า บอกจะมา เอาไงละทีนี้ ก็เลยต้องบอกว่า ไม่ต้องมาแล้ว ไม่ต้อนรับ เพราะไม่ใช่นักข่าว อ่าว พี่เพิ่งรู้เหรอ

‘อิ๊งค์’แชร์คำสอน‘แม่ชีศันสนีย์’ ‘สติ’อยู่เหนือความ‘ชอบ-ชัง’

‘อิ๊งค์’แชร์คำสอน‘แม่ชีศันสนีย์’ ‘สติ’อยู่เหนือความ‘ชอบ-ชัง’

‘อิ๊งค์’แชร์คำสอน‘แม่ชีศันสนีย์’ ‘สติ’อยู่เหนือความ‘ชอบ-ชัง’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

“อิ๊งค์”แชร์คำสอน”แม่ชีศันสนีย์” “สติ”อยู่เหนือความ”ชอบ-ชัง” “การสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เป็นเรื่องดีที่สุด”

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม โพสต์สตอรี่ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว โดยมีการโพสต์ไอจีสตอรี่ คำสอนของ แม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต ว่า “การได้รับกำลังใจ การได้รับกำลังใจเป็นเรื่องดี แต่การสร้างกำลังใจให้ตัวเองได้เป็นเรื่องดีที่สุด” และ “สติ” เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราอยู่เหนือ “ความชอบ-ชัง” ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้า วันที่ 21 ส.ค.เวลา 10.30 น.ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้องและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ คดีคลิปเสียงสนทนา น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป

‘ทัพไทย’แฉรายงาน’กัมพูชา’ปี 67 ครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคล-ชนิดอื่นกว่า 3,700 ลูก

'ทัพไทย'แฉรายงาน'กัมพูชา'ปี 67 ครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคล-ชนิดอื่นกว่า 3,700 ลูก

‘ทัพไทย’แฉรายงาน’กัมพูชา’ปี 67 ครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคล-ชนิดอื่นกว่า 3,700 ลูก

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

“ทัพไทย”แฉรายงาน”กัมพูชา”เมื่อปลายปี 67 มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 และชนิดอื่นรวมกว่า 3,700 ลูก ในครอบครอง อ้างใช้ฝึกต่อ-ไม่ยอมทำลาย ด้าน”TMAC”แจงยิบลักษณะระเบิดที่ตรวจพบใหม่ในเขตไทย ชี้ละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง เอาผิดได้ตาม กม.ระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม ดังนี้

จากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ผลการตรวจพิสูจน์โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 “ใหม่ทั้งหมด” ที่ถูกวางแบบพร้อมใช้งาน โดยมีการถอดอุปกรณ์ Safety และกลบพรางอย่างแนบเนียน สภาพทุ่นมีความใหม่ ตัวอักษรคมชัด และเมื่อรื้อถอนพบว่าสปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง

นอกจากนี้ บริเวณภูมะเขือยังตรวจพบทุ่นระเบิดอยู่ในสองลักษณะ โดยลักษณะแรกคือทุ่น PMN-2 ที่ยังไม่ได้ใช้งาน หางปลา (safety pin) ยังคงติดอยู่ครบถ้วน สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชามีทุ่นชนิดนี้ไว้ครอบครองเพื่อเตรียมใช้งาน ซึ่งถือว่าละเมิดอนุสัญญาออตตาวาโดยตรง และมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าทุ่นเหล่านี้ถูกนำไปใช้งานจริงในหลายพื้นที่ รวมถึงกรณีที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีกลักษณะหนึ่งเป็นทุ่นที่รื้อถอนขึ้นจากพื้นดินในสภาพที่ถูกวางใช้งานแล้ว อยู่ในสภาพพร้อมทำงาน บางลูกมีร่องรอยของเข็มแทงชนวนที่เริ่มทำงานแต่ยังไม่สมบูรณ์ การรื้อถอนดำเนินการโดยทหารราบเพื่อรวบรวมไว้ และต่อมาส่งให้เจ้าหน้าที่ TMAC มาดำเนินการนิรภัยและทำลายตามมาตรฐานสากล โดยทุกครั้งที่ทำการนิรภัย เจ้าหน้าที่จะต้องถอดตัวจุดระเบิด Detonator (DES) และ Booster ออกเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตราย

ในส่วนของความโปร่งใส ประเทศไทยได้ดำเนินการตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด โดยพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่ที่ TMAC เคยกวาดล้างทุ่นระเบิดแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 แต่อย่างใด ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 รวมถึงครั้งสุดท้ายในปี 2562 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางกลับกัน เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่ากัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ถือเป็นถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอเน้นย้ำว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานทางเทคนิคและการพิสูจน์โดยตรง ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

‘จิรายุ’เพิ่งรู้! ‘ไมเคิล’ไม่ใช่นักข่าว-เลิกเชิญ ลั่นอย่ามาเหยียบแผ่นดินไทย

'จิรายุ'เพิ่งรู้! 'ไมเคิล'ไม่ใช่นักข่าว-เลิกเชิญ ลั่นอย่ามาเหยียบแผ่นดินไทย

‘จิรายุ’เพิ่งรู้! ‘ไมเคิล’ไม่ใช่นักข่าว-เลิกเชิญ ลั่นอย่ามาเหยียบแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

“จิรายุ”ยืนยันรัฐบาลเตรียมนำสื่อระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์ ส่วนกรณี”ไมเคิล”บอกจบข่าว เหตุที่ชวนมาดูกับระเบิดที่เขมรวางในไทยตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว เพราะบอกเป็น”สื่อประจำทำเนียบขาว”ควรต้องให้เห็นอีกด้าน วันนี้โป๊ะแตกเป็นแค่”ล๊อบบี้ยิสต์”รับจ็อบอวย”เขมร” ขอบอก”จบข่าว”ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำสื่อมวลชนระดับโลกลงพื้นที่กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ สัปดาห์หน้านี้ ในจุดที่ไทยถูกอาวุธหนักของกัมพูชาถล่ม อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน และพื้นที่พลเรือน จากนั้น จะเชิญสื่อมวลชนระดับโลก ไปยังพื้นที่ที่รวบรวมกับระเบิดที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้โดย TMAC  ก่อนจะให้ชมการปฎิบัติการทำลายวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากการ รุกล้ำอธิปไตยไทย

ส่วนกรณีสำนักข่าวของกัมพูชา รายงานข่าวของ นายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ที่ไลฟ์สดชายแดนกัมพูชา – ไทย ด้วยการเซ็ตฉากและกล่าวอ้างว่า ตนเองเป็นสื่อมวลชนประจำทำเนียบขาวของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และกล่าวหาประเทศไทย ด้วยถ้อยคำรุนแรงและใส่ร้ายป้ายสีไทยด้านเดียว

“สัปดาห์ที่แล้วอยากเชิญนายไมเคิลฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว อยากให้มาเห็นของจริงในฝั่งไทยที่โดนเขมรถล่มหนักแค่ไหน นายไมเคิลฯ มีการไลฟ์สดพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีไทยไปทั่วโลก และบอกว่าตนเองเป็นสื่อรัฐบาลสหรัฐฯ จะฟ้องประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งตนเห็นว่า หากมาเห็นอีกมุมที่ประเทศไทยโดนกัมพูชาโจมตีทั้งโรงเรียน พื้นที่พลเรือน และโรงพยาบาล ก็เป็นประโยชน์หากเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวจริง แต่ขณะนี้พบว่า นายไมเคิลฯ ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว จริง แถมยังแอบอ้างถึง ปธน.สหรัฐ ฯ วันนี้ตนจึงขอบอกว่า “จบข่าว” ไม่ต้องมาเหยียบแผ่นดินไทยต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

โพลเผยนักธุรกิจ 82.4% อยากเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง จับตา’พรรคเล็ก-เกิดใหม่’มาแรง

โพลเผยนักธุรกิจ 82.4% อยากเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง จับตา'พรรคเล็ก-เกิดใหม่'มาแรง

โพลเผยนักธุรกิจ 82.4% อยากเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง จับตา’พรรคเล็ก-เกิดใหม่’มาแรง

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ ชี้นักธุรกิจ 82.4% อยากเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลง ชี้พรรคใหญ่มุ้งเยอะขัดแย้งสูง-เมินธุรกิจรากหญ้า พบเทใจพรรคเล็ก-พรรคเกิดใหม่ ‘อาร์ท-เอกสิทธิ์’จากปวงชนไทยได้ครองกระตุ้น SMEs-ท่องเที่ยว ขณะที่’ดร.เอ้’ยังเหนียวการศึกษา ‘เสรีพิศุทธ์’คว้าความปลอดภัย ‘หมอวรงค์’ซื่อสัตย์ ด้าน’สุดารัตน์’นำโด่งประสบการณ์การเมือง

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง โพลนักธุรกิจ นักลงทุน คิดอย่างไรต่อ พรรคการเมือง จากกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจ นักลงทุน ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริการ การค้า และการผลิตทั่วประเทศจำนวน 450 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 – 16 ส.ค.2568 

รายงานของซูเปอร์โพลพบว่า ภาคธุรกิจมีมุมมองวิพากษ์วิจารณ์ต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในหลายมิติ โดย 74.3% เห็นว่าพรรคใหญ่เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน มีหลายมุ้งหลายกลุ่ม ไม่เป็นเอกภาพ, 70.9% เห็นว่าพรรคใหญ่ถูกหนุนหลังโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่, และ 68.8% เห็นว่าพรรคใหญ่ไม่สะท้อนเสียงของธุรกิจ SMEs ที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจ ไม่พึงพอใจต่อการเมืองแบบรวมศูนย์และผูกขาด และเปิดพื้นที่ให้พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกที่ใกล้ชิดกับเศรษฐกิจจริงมากกว่า

รายงานของซูเปอร์โพลพบด้วยว่า ร้อยละ 82.4 ของนักธุรกิจและนักลงทุน แสดงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะเห็นการเมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 9.5 ที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และอีก ร้อยละ 8.1 ไม่มีความเห็นในประเด็นดังกล่าว ตัวเลขเชิงสถิติที่ปรากฏนี้มิได้เป็นเพียงการบ่งชี้เชิงปริมาณเท่านั้น หากยังสะท้อนถึง “กระแสความรู้สึกส่วนรวม” ของกลุ่มผู้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกำลังเรียกร้องการปรับตัวของระบบการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ผลสำรวจของซูเปอร์โพลแสดงให้เห็นว่า พรรคการเมืองเล็กและพรรคเกิดใหม่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะ พรรคปวงชนไทย ที่มีคะแนนนำในหลายประเด็น เช่น สภาพคล่อง SMEs และสตาร์ทอัพ: ปวงชนไทย (37.6%) นำหน้าไทยสร้างไทย (31.8%) และไทยก้าวใหม่ (31.2%)  ความเข้มแข็งของ SMEs: ปวงชนไทย (45.6%) นำเหนือไทยก้าวใหม่ (43.8%)  โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ปวงชนไทย (45.8%) นำหน้าไทยก้าวใหม่ (45.2%) พลังงานสะอาดและลดต้นทุนโลจิสติกส์: ปวงชนไทย (42.6%) นำหน้าไทยก้าวใหม่ (41.3%) ในขณะที่ ไทยสร้างไทย และ เสรีรวมไทย ก็มีความโดดเด่นในบางประเด็น เช่น การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นี่สะท้อนว่าพรรคเล็กกำลังถูกมองว่า “มีบทบาทเชิงนโยบาย” ที่จับต้องได้ แตกต่างจากภาพลักษณ์พรรคใหญ่ที่ถูกวิจารณ์หนัก

ที่น่าสนใจ คือ ผลการสำรวจภาพลักษณ์หัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็กและพรรคเกิดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า นักธุรกิจและนักลงทุนมีการเชื่อมโยงคุณลักษณะของผู้นำกับบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและภาคธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ศักยภาพด้านเศรษฐกิจและการเข้าถึงกลุ่มธุรกิจ

ในมิติ ประสบการณ์ด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ พบว่า เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ได้รับการยอมรับสูงสุด ร้อยละ 38.9 สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้นำที่มีพื้นฐานจากการปฏิบัติจริงในแวดวงธุรกิจ ตามมาด้วย สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร้อยละ 36.5 และ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 32.5 ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าผู้นำรุ่นใหม่ที่มีรากฐานจากภาคธุรกิจเริ่มเป็นที่จับตามองของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจ

ในด้าน ความใกล้ชิดกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ยังคงนำหน้า ร้อยละ 47.2 โดยมีสุชัชวีร์ (ร้อยละ 45.9) และสุดารัตน์ (ร้อยละ 44.8) ติดตามมาอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับด้าน ความสามารถในการเข้าถึงและเป็นที่ยอมรับในภาคธุรกิจ ซึ่งเอกสิทธิ์ได้รับคะแนนสูงที่สุด ร้อยละ 48.9 ขณะที่สุชัชวีร์ (ร้อยละ 47.3) และสุดารัตน์ (ร้อยละ 45.3) ได้คะแนนตามลำดับ สะท้อนว่าผู้นำที่สามารถสร้าง “ความใกล้ชิด” และ “ความเชื่อมโยง” กับกลุ่มธุรกิจจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในยุคที่ภาคเศรษฐกิจต้องการพันธมิตรทางการเมืองที่ตอบสนองปัญหาได้รวดเร็ว

ด้าน การดูแลแรงงานและสวัสดิการ ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล (ร้อยละ 42.9) มีความได้เปรียบเหนือสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 41.0) และสะท้อนบทบาทของผู้นำที่ถูกมองว่าสามารถเชื่อมโยงประเด็นการคุ้มครองแรงงานเข้ากับผลประโยชน์ของภาคธุรกิจได้อย่างสมดุล

อย่างไรก็ตาม ในมิติที่เกี่ยวข้องกับ ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และ ประสบการณ์ทางการเมือง กลับเป็นชื่อของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ยังคงมีความโดดเด่นและได้รับการยอมรับสูงกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ทุนทางการเมือง” ที่สั่งสมมายาวนานและภาพลักษณ์ที่ยังคงมีอิทธิพลในกลุ่มธุรกิจและนักลงทุนบางส่วน

รายงานของซูเปอร์โพลนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำพรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ เริ่มได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ความสามารถทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงกลุ่มทุนจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น แต่ในขณะเดียวกัน คุณลักษณะด้านความน่าเชื่อถือทางการเมืองและคุณธรรมจริยธรรม ยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้นำรุ่นใหม่จำเป็นต้องพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น หากต้องการก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต

เมื่อพิจารณาในมิติทางสังคมการเมือง ผลสำรวจดังกล่าวสามารถตีความได้ว่า ภาคธุรกิจและการลงทุนมิได้เพียงมุ่งหวังความต่อเนื่องหรือเสถียรภาพแบบเดิม หากแต่ต้องการ “การเมืองใหม่” (New Politics) ที่มีความโปร่งใส ยึดโยงกับความต้องการของประชาชน และสามารถตอบสนองต่อพลวัตเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในระดับสากลได้ดีกว่าระบบที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน การที่เสียงส่วนใหญ่มีทิศทางไปในแนวเดียวกันเช่นนี้ จึงถือเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่พรรคการเมืองทุกฝ่ายจำเป็นต้องตระหนัก และปรับยุทธศาสตร์เพื่อสอดรับกับความคาดหวังของกลุ่มทุนธุรกิจและนักลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ผู้มีส่วนได้เสียหลัก” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะต่อไป

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ขยี้‘ช่อ พรรณิการ์’ วิเคราะห์‘อุปนิสัย’ต้องเป็นคนแบบไหน?

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ขยี้‘ช่อ พรรณิการ์’ วิเคราะห์‘อุปนิสัย’ต้องเป็นคนแบบไหน?

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ขยี้‘ช่อ พรรณิการ์’ วิเคราะห์‘อุปนิสัย’ต้องเป็นคนแบบไหน?

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.58 น.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถึยงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถึยงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น( ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล

โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท “

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว

ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย

คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ

2. นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน

3. มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง

4. หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก

6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น

7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ

8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี

9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ

พวกเราเห็นด้วยกันไหมครับ ใครต้องการเพิ่มเติมอย่างไร สามารถ comment เข้ามาได้เลย นะครับ

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

'กรมทะเล'ชู'Green Event'ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด'รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง'

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ-งดโฟม-ลดพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

‘กรมทะเล’ชู’Green Event’ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติก ภายใต้แนวคิด’รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง’ รวมพลังทุกภาคส่วนฟื้นฟูหญ้าทะเล ต้อนรับพะยูนกลับบ้าน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “รักษ์พะยูนคืนถิ่นเลตรัง” เป็นการต้อนรับพะยูนกลับบ้านอย่างอบอุ่น หลังจากที่พะยูนได้อพยพออกจากจังหวัดตรังซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญ เพราะแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดพบแหล่งหญ้าทะเลกลับมาฟื้นฟู ทำให้เหล่าพะยูนเริ่มกลับมายังจังหวัดตรังอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลในพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นระบบ และบูรณาการร่วมกันของหน่วยงาน องค์กร ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

โดยการจัดงานในครั้งนี้ เน้นรูปแบบ “Green Event” ลดขยะ งดโฟม และลดบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งจำพวกพลาสติกให้ได้มากที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในพระดำริ รวมถึงเสริมสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจในการอนุรักษ์หญ้าทะเลและพะยูนแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและบุคคลทั่วไป พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและร่วมกันรับผิดชอบในการอนุรักษ์พะยูนและระบบนิเวศหญ้าทะเล ในการนี้มี พันจ่าโท อนันต์ บุญสำราญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานเปิดงาน และมีนายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมจังหวัดตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยภายในงานมีกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์วันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ การประกวดวาดภาพระบายสี ในหัวข้อ “HUG you Dugong” การเสวนาวิชาการ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาอีกด้วย
 
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า วันที่ 17 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ เนื่องจากตรงกับวันที่พะยูน “มาเรียม” เสียชีวิต เพื่อเป็นการระลึกถึงและให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพะยูนที่มีต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เกิดกระแสตื่นตัวต่อการอนุรักษ์พะยูนและสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย และร่วมกันดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยพะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จากข้อมูลสถานภาพพะยูนในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 พบพะยูนประมาณ 129 ตัว โดยเป็นประชากรพะยูนในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน 114 ตัว และอยู่ในจังหวัดตรังถึง 52 ตัว เพราะมีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารและแหล่งอาศัยใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ปัจจุบันพะยูนมีแนวโน้มที่จะลดลง และจากการประเมินของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) พบว่าพะยูนถูกจัดให้อยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้พยายามยกระดับและเร่งรัดผลักดันงานด้านการอนุรักษ์พะยูนให้เพิ่มจำนวนและคงอยู่อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยกำหนดมาตรการเชิงรุกเร่งด่วน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ฟื้นฟูและคุ้มครองแหล่งหญ้าทะเลอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบพะยูนชุกชุมและมีปัญหาความเสื่อมโทรม 2.ควบคุมกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การกำหนดเขตจำกัดความเร็วเรือในแหล่งหญ้าทะเล และลดความเสี่ยงจากเครื่องมือประมง 3.ยกระดับระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4.เฝ้าระวังโรคและปัจจัยด้านสุขภาพของพะยูน โดยสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยโรค สารพิษ และมลภาวะในแหล่งอาศัย รวมถึงพัฒนาอาหารทดแทนสำหรับพะยูนในภาวะขาดแคลนอาหาร

“ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ได้สนับสนุนและร่วมมือกันทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พะยูนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชน เครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัคร และภาคส่วนต่าง ๆ มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกกับกลุ่มเป้าหมายรวมถึงเยาวชน และโรงเรียนในพื้นที่ที่อยู่ติดชายทะเลให้เห็นความสำคัญ ทำให้มีแนวทางบริหารจัดการอนุรักษ์พะยูนและถิ่นอาศัยอย่างชัดเจน และมีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรม เพราะการอนุรักษ์และดูแลพะยูน ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาครัฐหรือจังหวัดตรังเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ไม่กระทำการที่ส่งผลกระทบต่อพะยูนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม การที่พะยูนกลับคืนถิ่น คือสัญญาณว่าธรรมชาติกำลังตอบรับความพยายามของมนุษย์ หากเรายังร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งลูกหลานของเราจะไม่ต้องมองหาพะยูนในหนังสือเรียน แต่จะได้เห็นพะยูนในธรรมชาติด้วยสายตาของตัวเอง” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณาจารย์นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเวที ในงานอว.แฟร์ แลกเปลี่ยนชุดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และภัยการสู้รบ พร้อมส่งมอบเรือกู้ภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมจากภูมิปัญญานักวิจัยไทย 6 ลำ ให้ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดสรรใช้ประโยชน์ในการกู้ภัยใน 6 พื้นที่ 6 จังหวัด

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า คณาจารย์ นักวิจัย และสถาบันวิชาการคือกลไกแสวงหาชุดความรู้ สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ในการจัดการกับภัยพิบัติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในหลายพื้นที่ กับ บพทได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการค้นคว้าวิจัยชุดความรู้ และพัฒนาชุดเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุโขทัย และล่าสุดที่จังหวัดน่าน รวมทั้งภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ” ดร.กิตติ กล่าว

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ชุดความรู้ ชุดประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ประสบภัยจริงที่คณาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.วันไชย คำเสน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผศ.อารยา ฟลอเรนซ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผศ.ดร.นิศานาถ แก้ววินัด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับความยอมรับ และชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

สำหรับเรือวายฟายกู้ภัย หรือ “เรือกู้ภัยอัจฉริยะ” เป็นผลงานนวัตกรรมจากภูมิปัญญาคณาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งถูกใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในการกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมใหญ่เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2566 และใช้ต่อเนื่องในการกู้ภัยอีกหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ โดยเรือดังกล่าวทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ไม่จมน้ำ มีขนาดความยาว 2.90 เมตร กว้าง 1.10 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 290 กิโลกรัม ภายในเรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัยครบครัน ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าป้อนแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในเรือได้ต่อเนื่องกัน 7.5 ชั่วโมง วายฟายเราเตอร์ 4 จี รองรับอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่าย กล้องความละเอียดสูง พร้อมไฟแอลอีดีสำหรับบันทึกภาพในที่มืด สปอร์ตไลท์แอลอีดี ขนาด 120 วัตต์ จำนวน 4 ดวง

จากจุดเริ่มต้นของการใช้งานเรือกู้ภัยวายฟายลำแรก เมื่อปี 2566 ได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก 10 ลำ และส่งมอบไปใช้งานในจังหวัดปัตตานี ยะลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ สกลนคร” ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวและว่า ในงาน อว.แฟร์ ปีนี้ จะมีการส่งมอบเรือจำนวน 6 ลำ ให้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” หรือ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับจัดสรรไปใช้งานใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลาตอนบน ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน