มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงข่าวภาพความสำเร็จกิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี  ภายใต้  โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต ดึงพลังนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุก ช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาวะและการออกกำลังกาย โดยมี รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต เข้าร่วมงาน

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า สุขภาวะของนักศึกษาและบุคลากรใน มธ.มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่ง การใช้ชีวิตแบบนั่งติดหน้าจอ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและการบริโภคที่ไม่เหมาะสมซึ่งสะท้อนออกมาในข้อมูลสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยผลสำรวจของโครงการเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า กว่าร้อยละ 60 ของนักศึกษาและบุคลากรมีระดับกิจกรรมทางกายต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 40 มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และน้ำหนักเกิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของระบบสุขภาพในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องการการดูแลแก้ไขอย่างเป็นระบบ

“มธ.มุ่งมั่นพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นมากกว่าสถานที่ผลิตความรู้ ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อพัฒนาคนอย่างสมดุลรอบด้าน เป็นที่มาของโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต มีการวางระบบสนับสนุนสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่านกิจกรรมหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม Fit Journey โดยมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากคณะสหเวชศาสตร์ มธ.เข้ามาช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล และมีนักโภชนาการของ Well Being Center กองกิจการนักศึกษามาให้ความรู้เรื่องการวางแผนโภชนาการ โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นพัฒนาการของตนเองและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเป็นระบบ  เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีคุณภาพตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่นเสมอมา

ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า กิจกรรม Fit Journey เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีปัญหาสุขภาวะทางกายได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการออกกำลังกาย โภชนาการ และพฤติกรรมสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพื่อเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บุคคลอื่นในครอบครัวหรือในหน่วยงานที่สังกัด ถือเป็นการสร้าง เครือข่ายผู้นำสุขภาวะ ในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฟสแรกมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 120 คน  และเต็มภายใน 1 วัน  ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้าร่วมทั้ง 120 คน ได้ให้ความร่วมมือทำกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบในระยะเวลา 3 เดือน และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาพักผ่อนและลดพฤติกรรมเสี่ยง ผ่านกิจกรรมจับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ดูแลสุขภาพ โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ มีการบันทึกและประเมินข้อมูลสุขภาพเพื่อปรับแนวทางการดูแลสุขภาพรายบุคคลอย่างเหมาะสม

จากการติดตามประเมินผลกิจกรรมระหว่างวันที่ 16 พ.ค. ถึง 2 ส.ค.68 พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 คน มีน้ำหนักเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 75.02 กิโลกรัม และมีน้ำหนักเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรม 73.87 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ยลดลง 1.15 กิโลกรัม (ลดลงร้อยละ 1.50 โดยเฉลี่ย) โดยสรุปภาพรวมหลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ในระดับปลอดภัยภายในระยะเวลา 11 สัปดาห์ หลายคนแม้น้ำหนักเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องคาดว่าอาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ผลการประเมินยังระบุชัดว่ากิจกรรมนี้สามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ จากการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ที่คอยแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์  

..ศศิร์อร เจือจันทร์ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมโครงการนี้เพราะมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน และมีโรคประจำตัวคือภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ทำให้เหนื่อยง่าย กังวลว่าออกกำลังกายหนักแล้วจะไม่ปลอดภัย แต่การเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพร่างกายและได้เข้าใจวิธีเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการนำไปปรับใช้ได้จริงไม่ยุ่งยาก ที่ผ่านมาสามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเวลา 1 เดือน และคาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

..นฤภร ผลฉัตร นักประชาสัมพันธ์  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  ผู้เข้าร่วมโครงการอีกท่านได้กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสมรรถภาพร่างกายเริ่มถดถอยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพยายามออกกำลังกายด้วยตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีภาระงานและภารกิจส่วนตัวที่มากเป็นข้อจำกัด แต่การได้เข้าร่วมโครงการโดยมีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำช่วยให้จัดสรรเวลาทำงานและการมีกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องการลดน้ำหนักแต่มุ่งหวังให้มีสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ทั้งนี้มองว่าโครงการนี้ทำให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเริ่มจากการปรับที่ใจของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

กิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต  เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีพันธกิจหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาวะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาวะในมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรสุขภาวะที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง และคาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะขยายผลออกไปเป็นต้นแบบของการสร้างเสริมสุขภาวะในสถาบันการศึกษาอื่นๆและต่อยอดไปยังสังคมในวงกว้างได้ต่อไป

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

'เสมา 1'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เสมา 1″ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา เตรียมจับมือ”กรมชลฯ-ก.เกษตร”แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายบุญสิงห์ วริทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภา และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายค้านการศึกษา จังหวัดพะเยา

โดย ศ.ดร.นฤมล พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 46 (ดอกคำใต้) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พะเยา เขต 1 และโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พะเยา อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพื่อตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียน พร้อมมอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพให้กับครูและนักเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของนักเรียนและครู

จากนั้น รมว.ศธ.พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มาตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER) พร้อมระดมอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคพะเยา, วิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้, วิทยาลัยเทคนิคเชียงคำ มาช่วยซ่อมรถมอร์เตอร์ไซต์ เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วม พร้อมแจกต้นกล้าพันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชาวบ้านนำไปปลูกด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงการเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียน ว่า จ.พะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ทางน้ำผ่าน และเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ เวลาฝนตกจึงเป็นพื้นที่รับน้ำมาโดยตลอดทำให้โรงเรียนหลายแห่งถูกน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปีนี้น้ำจะท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ตนก็ไม่อยากให้น้ำท่วมโรงเรียนนอีกในปีถัดๆ ไป จึงจะร่วมกันวางแผนในระยะยาว อาจจะต้องสร้างครรภ์กันน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ในช่วงที่มีพายุเข้าหรือช่วงที่มีน้ำขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมโรงเรียนได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ช่วยสร้างนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง และตนจะประสานกับกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีเครื่องมือต่างๆ โดยจะมาวางแผนร่วมกันในการป้องกันน้ำท่วม

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้านโยบายการขับเคลื่อนด้านการศึกษา 4 ข้อ ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือน ตอนนี้ สพฐ.กำลังปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนในหนังสือเรียน ควบคู่ไปกับการวัดและประเมินผล ซึ่งองมนตรีก็ได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตรในตำราเรียนเท่านั้น แต่อยู่ในจิตสำนึกของทุกคน ส่วนเรื่องการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราขการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งตนอยากให้ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่อยากให้เป็นนโยบายจากรัฐมนตรีลงไปเพียงฝ่ายเดียว ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตนพึ่งได้หารือกับอธิบดีและว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ว่าจะมาแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันกับ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. ที่จะนำหนี้สหกรณ์มารวมกัน และตั้งเป็นสหกรณ์กลาง สกสค.ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้วภายใน 3 เดือนนี้ครูก็จะลงทะเบียนแก้หนี้ได้ และเรื่องการลดภาระครู ก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน

รมว.ศธ.กล่าวถึงโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime จะสามารถดำเนินการได้ทันภายในเดือนกันยายนนี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ สพฐ.กำลังดำเนินการให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขต ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า ถ้าโครงการ Anywhere Anytime ถ้าทำไม่ทันจริงๆ สพฐ.ก็จะกันงบแบบไม่มีหนี้ ไว้เบิกเหลื่อมปี ในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)

ขณะที่ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยนั้น ถือเป็นความสำเร็จแรกในการดำเนินการแก้ปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุน และในปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะได้อีกประมาณเกือบ 2,000 ตำแหน่งที่จะนำมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป โดยจะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในรอบการประชุมถัดไป ส่วนปีงบประมาณหน้า เมื่อได้อัตราเกษียณคืนมาและเป็นอัตราที่เกินเกณฑ์ก็จะดำเนินการในรูปแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ

– 006

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

'ปลัดศธ.'เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 'ก.ศึกษาธิการ'ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘ปลัดศธ.’เผยงบ’ศธ.’ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท หลังสภาฯ ลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท แยกเป็น     

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 41,247.0931 ล้านบาท ถูกปรับลด 6 ล้านบาท ได้รับ 41,241.0931 ล้านบาท, กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ขอไป 12,009.9307 ล้านบาท ถูกปรับลด 5 ล้านบาท ได้รับ 12,004.9307 ล้านบาท, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอไป 27,261.7238 ล้านบาท ถูกปรับลด 50 ล้านบาท ได้รับ 27,211.7238 ล้านบาท 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอไป 28,004.2189 ล้านบาท ถูกปรับลด 31 ล้านบาท ได้รับ 27,973.2189ล้านบาท, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขอไป 200.6140 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ขอไป 2,168.4286 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ขอไป 158.2113 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ขอไป 174.0032 ล้านบาท ถูกปรับลด 2.3301 ล้านบาท ได้รับ 171.6731 ล้านบาท, โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอไป 352.5986 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ขอไป 430.4627 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ขอไป 101.1926 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

17 ส.ค. 2568 13:07 น.

แผ่นดินไหว 6.0 เกาะสุลาเวสี มีผู้บาดเจ็บ 29 ราย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 ขึ้นที่เมืองโปโซ จังหวัดสุลาเวสีกลาง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเวลา 05.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บ 29 ราย

ศูนย์กลางแผ่นดินไหวตั้งอยู่บนพื้นดินที่พิกัด 1.30 ละติจูดใต้ และ 120.62 ลองจิจูดตะวันออก ความลึก 10 กิโลเมตร หากคำนวณจากระยะทาง ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ระยะห่าง 18 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโปโซ ห่างจากเมืองซิกิไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 82 กิโลเมตร ห่างจากเมืองโมโรวาลีเหนือไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 89 กิโลเมตร ห่างจากเมืองปาลูไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 93 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1,625 กิโลเมตร และได้รับการยืนยันว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นสึนามิ

ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตโปโซเปซิซีร์ เช่น หมู่บ้านมาซานี โตโกรอนโด โตวู ปิเนดาปา ตังกูรา และลาเป ต่างรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ในอำเภอโปโซ รู้สึกถึงแผ่นดินไหวได้อย่างรุนแรงเป็นเวลาประมาณ 15 วินาที ประชาชนส่วนใหญ่รีบออกจากบ้านเพื่อหาที่ปลอดภัย

หลังจากแผ่นดินไหวสงบลงไม่นาน สำนักงานจัดการภัยพิบัติ BPBD ประจำอำเภอโปโซ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและประสานงานกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและหมู่บ้านทันทีเพื่อรวบรวมข้อมูล

รายงานเบื้องต้นพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย มีผู้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอโปโซ 13 ราย ในจำนวนนี้มีอาการวิกฤต 2 ราย และอีก 6 รายได้รับการรักษาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนโตโกรอนโด นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแห่งหนึ่ง คือ โบสถ์อีลิม คอนเกรชัน ในหมู่บ้านมาซานี ได้รับความเสียหาย ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลจำนวนผู้อพยพ

ขณะเดียวกัน ในเขตซิกิ รีเจนซี รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในระดับปานกลางประมาณ 7 วินาที ประชาชนต่างอพยพออกจากบ้านเรือน และสำนักงาน BPBD ประจำเขตได้ดำเนินการเฝ้าระวังและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น โดยในขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายของอาคารในอำเภอซิกิ.

ที่มา Kompas

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

17 ส.ค. 2568 10:38 น.

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับคนจากกาซา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จะระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนทั้งหมดสำหรับบุคคลจากฉนวนกาซา ขณะที่กำลังดำเนินการตรวจสอบ “อย่างเต็มรูปแบบและละเอียดถี่ถ้วน” ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ประณาม

กระทรวงฯ ระบุว่ามีการออกวีซ่าชั่วคราวด้านการแพทย์และมนุษยธรรม “จำนวนเล็กน้อย” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุตัวเลข

สหรัฐฯ ได้ออกวีซ่าเยี่ยมเยียนประเภท B1/B2 มากกว่า 3,800 ฉบับ ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาลในสหรัฐอเมริกา ให้กับผู้ถือเอกสารการเดินทางขององค์การบริหารปาเลสไตน์จนถึงปี 2025 ตามการวิเคราะห์ตัวเลขรายเดือนบนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ ตัวเลขดังกล่าวรวมถึงวีซ่า 640 ฉบับที่ออกในเดือนพฤษภาคม ด้านองค์การบริหารปาเลสไตน์ออกเอกสารการเดินทางดังกล่าวให้กับผู้อยู่อาศัยในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา เว็บไซต์ของกระทรวงฯ ไม่ได้ระบุรายละเอียดของทั้งสองดินแดน

การเคลื่อนไหวของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในการระงับการออกวีซ่าเยี่ยมเยียนสำหรับผู้คนจากฉนวนกาซา เกิดขึ้นหลังจากที่ลอรา ลูเมอร์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ว่า “ผู้ลี้ภัย” ชาวปาเลสไตน์ได้เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ ในเดือนนี้

ถ้อยแถลงของลูเมอร์ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ชิป รอย จากรัฐเท็กซัส กล่าวว่าเขาจะสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแรนดี ไฟน์ จากรัฐฟลอริดา อธิบายว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติ”

สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลามประณามการเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยกล่าวว่าเป็นสัญญาณล่าสุดของ “ความโหดร้ายโดยเจตนา” ของรัฐบาลทรัมป์ ด้านกองทุนบรรเทาทุกข์เด็กปาเลสไตน์กล่าวว่าการตัดสินใจระงับการออกวีซ่าจะปฏิเสธการเข้าถึงการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่บาดเจ็บและป่วยในฉนวนกาซา โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “นโยบายนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงและไม่อาจย้อนกลับได้ต่อความสามารถของเราในการนำเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและป่วยหนักจากฉนวนกาซามายังสหรัฐอเมริกาเพื่อรับการรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิต ซึ่งเป็นภารกิจที่กำหนดภารกิจของเรามานานกว่า 30 ปี”

สหรัฐฯ ไม่ได้ระบุว่าจะยอมรับชาวปาเลสไตน์ที่พลัดถิ่นจากสงคราม อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ซูดานใต้และอิสราเอลกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการตั้งถิ่นฐานใหม่ให้กับชาวปาเลสไตน์.

ที่มา Reuters

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

17 ส.ค. 2568 10:10 น.

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่k ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า “รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่” คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการยุติสงคราม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรัสเซียเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงราว 3 ใน 4 ของจังหวัดโดเนตสค์ ซึ่งรัสเซียเริ่มเข้ายึดครองตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินว่า ควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพโดยตรงโดยไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนก่อนการประชุมสุดยอดที่เขาระบุว่าจะไม่พอใจหากไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า “ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการมุ่งตรงไปที่ข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมักจะไม่คงทนถาวร”

ทางด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การที่รัสเซียไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบจะทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวบน X ว่า “การหยุดยั้งการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหยุดยั้งสงคราม” อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจย้อนให้เห็นภาพการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ต่อว่าเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า อาจมีการจัดการประชุมสามฝ่ายร่วมกับปูตินและเซเลนสกีตามมาในภายหลัง

พันธมิตรยุโรปของเคียฟต่างแสดงความยินดีกับความพยายามของทรัมป์ แต่ยังคงย้ำว่าจะสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป โยฮันน์ วาเดพุล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำยุโรปอาจเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์นี้ด้วย ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และได้รุกคืบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนชาวยูเครนหลายพันคน

คำกล่าวต่างๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับการประชุมสามชั่วโมงกับปูตินส่วนใหญ่ สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ซึ่งระบุว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องซับซ้อนเนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ปูตินไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยจากข้อเรียกร้องของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคัดค้านการที่เคียฟต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงการพบกับเซเลนสกีต่อสาธารณะ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ระบุว่าเขาและปูตินได้หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนดินแดนและการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน และ “ส่วนใหญ่เห็นด้วย” เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราค่อนข้างใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว” พร้อมเสริมว่า “ยูเครนต้องเห็นด้วยกับมัน บางทีพวกเขาอาจจะปฏิเสธ” เมื่อถูกถามว่าจะแนะนำอะไรเซเลนสกี ทรัมป์ตอบว่า “ต้องทำข้อตกลง” และเสริมว่า “ดูสิ รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก และยูเครนไม่ใช่”

เซเลนสกีระบุมาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถยอมยกดินแดนได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของยูเครน และยูเครนมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ในโดเนตสค์ เช่น สโลเวียนสก์และครามาตอร์สก์ เป็นปราการสำคัญที่จะยับยั้งการรุกคืบของรัสเซีย นอกจากนี้ เซเลนสกียังยืนยันที่จะขอการรับประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกอีกครั้ง ในทางกลับกัน ปูตินซึ่งคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างชาติกล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับรอง” สำหรับปูติน การได้นั่งคุยกับทรัมป์เพียงลำพังก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เนื่องจากเขาถูกโดดเดี่ยวจากผู้นำตะวันตกมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ที่มา Reuters

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

17 ส.ค. 2568 08:59 น.

‘ปูติน-ทรัมป์’ ถกสันติภาพ ประวัติศาสตร์รอบ 15 ปี เปิดทางคุย ‘เซเลนสกี’ ปัญหารัสเซีย-ยูเครน

“วลาดิเมียร์ ปูติน” เยือนสหรัฐฯ ประชุมร่วมกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ฐานทัพรัฐอลาสกา เพื่อหารือทิศทางสงครามยูเครน-รัสเซีย และเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจ ใน รอบ 15 ปี ประธานาธิบดีสหรัฐฯเผย

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

17 ส.ค. 2568 06:18 น.

สลด หญิงกาซาขาดสารอาหารรุนแรง ถูกส่งไปรักษาที่อิตาลี แต่ไม่รอด

หญิงชาวกาซาซึ่งถูกอพยพไปยังอิตาลีเพื่อรักษาอาการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง เสียชีวิตแล้วหลังรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ไม่ถึง 2 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงชาวกาซาวัย 20 ปี ชื่อว่า มาราห์ อาบู ซูห์รี ถูกส่งตัวด้วยเครื่องบินไปยังเมืองปิซาของอิตาลีพร้อมกับมารดาของเธอ เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพุธ (13 ส.ค.) ตามแผนการของรัฐบาลอิตาลี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกาซาที่ต้องรับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมืองปิซาระบุว่า มาราห์เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในวันศุกร์ (15 ส.ค.) ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากเดินทางถึง

ทางโรงพยาบาลระบุว่า มาราห์สูญเสียน้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ในขณะที่สื่อของอิตาลีหลายสำนักรายงานว่า เธอต้องทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่ากำลังเกิดความอดอยากเป็นวงกว้างในฉนวนกาซา โดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน UN เตือนในรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อนว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุดของภาวะอดอยากกำลังเกิดขึ้นในฉนวนกาซา

ด้านอิสราเอล ซึ่งกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างหนัก ปฏิเสธเรื่องที่ว่ากำลังมีภาวะอดอยากเกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ และกล่าวหาหน่วยงานสหประชาชาติว่า ไม่ยอมมารับสิ่งของช่วยเหลือบริเวณชายแดนไปแจกจ่าย

อนึ่ง นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 มีเด็กและผู้ใหญ่ถูกนำตัวไปรักษาที่อิตาลีแล้วมากกว่า 180 คน โดย 31 คนในจำนวนนี้ถูกส่งถึงกรุงโรม, เมืองมิลาน และเมืองปิซาในสัปดาห์นี้ และทั้งหมดมีโรคแต่กำเนิด, ได้รับบาดเจ็บ หรือต้องตัดอวัยวะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

17 ส.ค. 2568 05:43 น.

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

ทางการกัมพูชาอ้างว่า คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ซึ่งเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นวิดีโอจัดฉาก เพื่อทำให้สังคมเข้าใจผิด

สำนักข่าว Khmer Times ของกัมพูชารายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยฝ่ายไทย ซึ่งแสดงให้เห็นทหารที่อ้างว่าเป็นคนกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดลูกใหม่ เป็นการจัดฉากที่เตรียมการโดยอีกฝ่ายเพื่อกล่าวโทษกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA ระบุในแถลงการณ์ว่า กัมพูชายืนยันอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้วางและจะไม่วางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวา หรือเป็นที่รู้จักในชื่อสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้ ซึ่งพยายามจะใส่ร้ายกัมพูชา”

สื่อกัมพูชาอ้างว่า วิดีโอดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถาม และเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการจัดฉากไม่ใช่ของจริง

สื่อกัมพูชาอ้างอีกว่า ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญได้ชี้จุดที่ไม่สอดคล้องกันหลายจุด ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอนี้ลดลง เช่น สภาพการถ่ายทำดูไม่สมจริง, การกระทำของบุคคลในวิดีโอดูขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรเกิดขึ้นในปฏิบัติการทางทหารของจริง และการจัดการกับอุปกรณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญ

นอกจากนั้น ฝ่ายไทยอ้างว่าระเบิดในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพอุปกรณ์ที่ปรากฏออกมาในวิดีโอดูเหมือนจะเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น เสียงที่ได้ยินจากฉากหลังซึ่งคอยสั่งการบุคคลที่อยู่ในคลิปเพื่อ “ทำให้ดูสมจริง” ก็ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่มีการจัดฉาก มากกว่าปฏิบัติการจริงๆ

Khmer Times ระบุอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่คลิปวิดีโอนี้โดยไม่ระบุแหล่งที่มาชัดเจน แต่กลับถูกสื่อไทยนำไปนำเสนอเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่า ทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ของปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว ความไม่สอดคล้องกันเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าวิดีโอดังกล่าวถูกจัดฉากขึ้น โดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times อ้างด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้อกล่าวหาเช่นนี้ปรากฏออกมา ในอดีตเคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกจับให้ใส่เครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งหาซื้อได้ตามท้องตลาดในไทยเช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนจะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพื่ออ้างว่าเป็นหลักฐานเรื่องกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

สื่อกัมพูชาอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อด้วยว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยทุกอย่างที่ระบุว่า เป็นฉากที่ดำเนินตามบท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimeskh

ปูตินเผย คุยกับทรัมป์ “มีประโยชน์มาก” ชี้ใกล้การตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น

ปูตินเผย คุยกับทรัมป์ “มีประโยชน์มาก” ชี้ใกล้การตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น

17 ส.ค. 2568 04:35 น.

ปูตินเผย คุยกับทรัมป์ “มีประโยชน์มาก” ชี้ใกล้การตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเปิดเผยว่า การพบปะพูดคุยกันของเขากับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อะแลสกา มีประโยชน์มาก และทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้การตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568 รัฐบาลเครมลินเปิดเผยว่า หลังกลับจากสหรัฐฯ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ได้จัดการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบประธานาธิบดี, รัฐบาล, รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่างๆ เรื่องผลการหารือระหว่างตัวเขากับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา

ปูตินระบุว่า การพบปะกับโดนัลด์ ทรัมป์ มีประโยชน์มาก และพวกเขาหารือกันในเรื่องสงครามในยูเครนเป็นหลัก แต่ก็มีพูดคุยเรื่องความร่วมมือระดับทวิภาคีเกือบทุกด้าน

“ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นถูกเวลาและมีประโยชน์มาก” ปูตินกล่าว “เราคุยกันเรื่องการทำงานร่วมกันเกือบทุกด้าน แต่แน่นอนว่าอย่างแรกสุด เราคุยกันถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขวิกฤตยูเครนอย่างเป็นธรรม และแน่นอนว่า เรามีโอกาสพูดเกี่ยวกับต้นกำเนิด เกี่ยวกับสาเหตุของวิกฤต”

“การกำจัดรากของปัญหาเหล่านี้คือพื้นฐานของการทำข้อตกลง” วลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว

“ผมขอย้ำอีกครั้ง เรามีโอกาสที่จะแสดงจุดยืนอย่างสงบและละเอียดอีกครั้ง แน่นอนว่าเราเคารพจุดยืนของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมองเห็นความจำเป็นของการยุติปฏิบัติการทางทหารอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราก็อยากให้เป็นเช่นนั้น และอยากก้าวต่อไปสู่การแก้ปัญหาทั้งหมดด้วยสันติวิธี” ผู้นำรัสเซียระบุ

“การสนทนา (กับทรัมป์) นั้น ตรงไปตรงมา, มีสาระประโยชน์ และในความคิดของผม มันทำให้เราเข้าใกล้การตัดสินใจที่ถูกต้องมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc