สาวไส้’Michael’ !! ทาสรับใช้เขมร บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาไทย ขาดความน่าเชื่อถือ

สาวไส้'Michael' !! ทาสรับใช้เขมร บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาไทย ขาดความน่าเชื่อถือ

สาวไส้’Michael’ !! ทาสรับใช้เขมร บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาไทย ขาดความน่าเชื่อถือ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.40 น.

โฆษก ศบ.ทก.ตอกหน้า’Michael B Alfaro’ทาสรับใช้เขมร บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาไทยรุกล้ำดินแดน สาวไส้ ไม่พบสถานะเป็นสื่อ-เกี่ยวข้องหน่วยงานทางการใด ขาดความน่าเชื่อถือ ไร้จรรยาบรรณ

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก.ด้านความมั่นคง กล่าวตอบโต้ข้อกล่าวหาที่บิดเบือนเกี่ยวกับการรุกล้ำดินแดนของกองกำลังไทยว่า ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่านาย Michael B Alfaro กล่าวอ้างว่า กองกำลังทหารไทยได้รุกล้ำดินแดนและขัดขวางการสัญจรของประชาชนกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน นั้น ต่อมาได้ “ปิดกั้น” การเข้าถึง สะท้อนเจตนาไม่บริสุทธิ์

ศบ.ทก.ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ 

1.ความน่าเชื่อถือของผู้กล่าวหา จากการตรวจสอบ นาย Michael B Alfaro มิได้มีสถานะเป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา และไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการ หรือ สื่อมวลชนใด ๆ ที่ได้รับการรับรอง บริษัทที่ก่อตั้งขึ้นเพิ่งจัดตั้งในปีปัจจุบัน และยังมีข้อบกพร่องด้านความน่าเชื่อถือหลายประการ เนื้อหาที่เผยแพร่จึงไม่อาจถือเป็นข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสื่อสากล แต่เป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคลที่ปราศจากหลักฐานรองรับ

2.การบิดเบือนข้อเท็จจริง การนำเสนอที่ใช้ถ้อยคำฟันธง และกล่าวหาต่อประเทศไทยโดยตรง ไม่เพียงเป็นการละเมิดหลักการรายงานข่าว เชิงวิชาชีพ แต่ยังอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่สาธารณชนระหว่างประเทศ ศบ.ทก.เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน และไม่สามารถยอมรับได้

3.จุดยืนของประเทศไทยที่ชัดเจน กองทัพไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่เคยมีการรุกล้ำดินแดนและไม่เคยกระทำการที่ละเมิดอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน ภารกิจของกองกำลังไทยดำเนินไปภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ความระมัดระวังสูงสุด และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการธำรงความสัมพันธ์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านกับกัมพูชา แต่จะไม่ยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือการบิดเบือน ที่กระทบต่อเกียรติภูมิและความมั่นคงของชาติ

4.ข้อเรียกร้องต่อสื่อมวลชน และประชาคมโลก ศบ.ทก.ขอให้สื่อมวลชนและประชาคมระหว่างประเทศ ตระหนักถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และใช้ข้อมูลจากหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวสารที่บิดเบือน ถูกนำไปขยายผลจนสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ศบ.ทก. ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสากลแห่งการอยู่ร่วมกันโดยสันติ แต่จะไม่ยอมให้ข้อมูลเท็จ การบิดเบือน หรือการยั่วยุใด ๆ มาบั่นทอนศักดิ์ศรีของชาติ ทั้งนี้ หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะซ้ำซากหรือบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ ไทยจะพิจารณาดำเนินการตามกรอบกฎหมายและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดและถึงที่สุด

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Michael B Alfaro

‘ไมเคิล’ตอบรับคำเชิญ! หลัง ‘จิรายุ’ เสนอพาทัวร์ ออกค่าใช้จ่ายให้ฟรีทั้งหมด

'ไมเคิล'ตอบรับคำเชิญ! หลัง 'จิรายุ' เสนอพาทัวร์ ออกค่าใช้จ่ายให้ฟรีทั้งหมด

‘ไมเคิล’ตอบรับคำเชิญ! หลัง ‘จิรายุ’ เสนอพาทัวร์ ออกค่าใช้จ่ายให้ฟรีทั้งหมด

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.55 น.

หลังจากกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เชิญ ไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์ ให้เดินทางมาที่ประเทศไทย และจะออกค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรมให้ รวมทั้งค่าเดินทาง อาหารการกินต่างๆ ให้ฟรีทั้งหมดนั้น 

กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก ถึงประเด็นดังกล่าว โดยสื่อหลายๆ สำนักของไทยได้สืบประวัติของ ไมเคิล อัลฟาโร แล้วพบว่า ไม่เคิล อัลฟาโร ไม่ได้เป็นนักข่าวทำเนียบข่าว แต่เป็น ล็อบบี้ยิสต์ ที่ถูกกัมพูชาเชิญไปสร้างภาพและโจมตีไทย 

ล่าสุด ไมเคิล อัลฟาโร ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ผมกำลังอยู่ที่กัมพูชา แต่เพิ่งได้รับคำเชิญจากรัฐบาลไทยให้เดินทางข้ามไป เพื่อรับฟังมุมมองของฝ่ายไทยโดยตรง
ในฐานะนักข่าว ภารกิจของผมคือการค้นหาความจริงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งชายแดนครั้งนี้ ทั้งสองฝ่าย และรายงานโดยตรงต่อประชาชนชาวอเมริกัน รวมถึงสังคมโลก
หลังจากที่ได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยแล้ว ผมจะนำสิ่งที่ค้นพบกลับมา และรายงานต่อประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อที่ท่านจะได้ตัดสินใจอย่างรอบด้านว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร เพื่อมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชากับไทย

กรุณาให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ดีที่สุดเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง 

ไมเคิล อัลฟาโร”

ขณะที่ นายจิรายุ ได้ย้ำกล่าวถึงกรณี ไมเคิล อัลฟาโร เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 68 ว่า “หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรก ที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง”

.-008 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ ตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

สรุปประเด็นคณะทูต และองค์กรนานาชาติ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ

สรุปประเด็นคณะทูต และองค์กรนานาชาติ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ

สรุปประเด็นคณะทูต และองค์กรนานาชาติ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

สรุปประเด็นคณะทูต และองค์กรนานาชาติ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กสรุปประเด็นคณะทูต และองค์กรนานาชาติ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 ซึ่งกัมพูชายังบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าไทยจัดฉาก ซึ่งกองทัพบกยืนยันหลักฐาน ดังนี้

ผลโพลชี้ชัด ปชช.หมดหวังกับนักการเมืองไทยแก้ปัญหาประเทศ

ผลโพลชี้ชัด ปชช.หมดหวังกับนักการเมืองไทยแก้ปัญหาประเทศ

ผลโพลชี้ชัด ปชช.หมดหวังกับนักการเมืองไทยแก้ปัญหาประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.

ผลโพลชี้ชัด ปชช.หมดหวังกับนักการเมืองไทยในการแก้ปัญหาประเทศ พบเกินครึ่งไม่เลือก สส.หน้าเดิมกลับเข้าสภาฯ 

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “มีความหวังหรือหมดหวังกับพรรคการเมือง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 ส.ค.2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความพอใจของประชาชนต่อการทำงานของ สส. ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.29 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ รองลงมา ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ร้อยละ 27.18 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 11.60 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ

สำหรับการเลือก สส. ปัจจุบัน ในเขตเลือกตั้งให้กลับเข้าสู่ตำแหน่ง หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 50.69 ระบุว่า ไม่เลือก รองลงมา ร้อยละ 25.57 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 23.74 ระบุว่า เลือก

ด้านความหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองที่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ในการแก้ปัญหาของประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.91 ระบุว่า หมดหวังแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.19 ระบุว่า ค่อนข้างหมดหวัง ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ค่อนข้างมีความหวัง และร้อยละ 2.98 ระบุว่า มีความหวังมาก

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองเดิมที่เคยเลือกเมื่อปี 2566 หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.46 ระบุว่า ไม่เลือก รองลงมา ร้อยละ 29.47 ระบุว่า เลือก ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 3.12 ระบุว่า ยังไม่เคยไป/ไม่ได้ไปลงคะแนนเสียง

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.03 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.98 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 36.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.23 สมรส และร้อยละ 3.13 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.27 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 38.17 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.31 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 31.07 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.57 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

ตัวอย่าง ร้อยละ 9.31 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.63 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 24.20 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.69 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.96 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.40 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.81 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 18.47 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 33.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.73 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.18 ไม่ระบุรายได้

รัฐบาลปราบหนัก! เปิดตัว ‘e-Seal’คุมเข้มรถขนน้ำมัน ปราบลักลอบ เริ่มใช้ 1 ก.ย.นี้

รัฐบาลปราบหนัก! เปิดตัว 'e-Seal'คุมเข้มรถขนน้ำมัน ปราบลักลอบ เริ่มใช้ 1 ก.ย.นี้

รัฐบาลปราบหนัก! เปิดตัว ‘e-Seal’คุมเข้มรถขนน้ำมัน ปราบลักลอบ เริ่มใช้ 1 ก.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.42 น.

รัฐบาลปราบหนัก! สรรพสามิต เปิดตัว e-Seal คุมเข้มรถขนน้ำมัน ปราบลักลอบ–โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เริ่มใช้ 1 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนสู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ล่าสุด กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เปิดตัว ระบบควบคุมและติดตามการขนส่งน้ำมันด้วยอุปกรณ์ซีลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal) สำหรับรถขนส่งน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร

ระบบ e-Seal ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อ GPS ควบคุมการเปิด–ปิดซีลและติดตามเส้นทางได้แบบเรียลไทม์ พร้อมแจ้งเตือนหากพบความผิดปกติ เช่น รถออกนอกเส้นทาง การหยุดเกินเวลาปกติ หรือเกิดอุบัติเหตุ ช่วยป้องกันการลักลอบนำน้ำมันที่ได้รับการยกเว้นภาษีกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ

ที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้กับรถขนน้ำมันกว่า 9,000 เที่ยว โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทและคลังน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งผลการทดลองเป็นไปอย่างราบรื่น กรมสรรพสามิตจึงเตรียมนำมาใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ระบบใหม่ดังกล่าว ยังช่วยให้การตรวจสอบที่ด่านปลายทางทำได้รวดเร็วและแม่นยำ เนื่องจากข้อมูลถูกส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ทันที ลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าแบบเดิม และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันของประเทศให้รัดกุม โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

“รัฐบาลขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า มาตรการดังกล่าวเป็นอีกก้าวสำคัญในการป้องกันการทุจริต ยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในระบบภาษีของไทย สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ทันสมัยและเป็นธรรม” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

‘เทพไท’ฟันธง! ‘อุ๊งอิ๊งค์’ จะลาออกเอง รอศาลให้ออก ก็ต้องออกอยู่ดี

'เทพไท'ฟันธง! 'อุ๊งอิ๊งค์' จะลาออกเอง รอศาลให้ออก ก็ต้องออกอยู่ดี

‘เทพไท’ฟันธง! ‘อุ๊งอิ๊งค์’ จะลาออกเอง รอศาลให้ออก ก็ต้องออกอยู่ดี

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

17 ส.ค. 68 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า “อุ๊งอิ๊ง จะลาออกเอง รอศาลให้ออก ก็ต้องออกอยู่ดี

ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการวิเคราะห์ว่า คดีคลิปเสียงหลุดของนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุนเซน ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะออกมาเช่นไร นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไต่สวนพยานในวันที่ 21 สิงหาคมหรือไม่ และจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยหรือไม่

แต่ในส่วนของสมาชิกพรรคเพื่อไทย แกนนำคนสำคัญ ตั้งแต่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค จนถึงแกนนำคนอื่นๆอีกหลายคน ต่างออกมายืนยันว่านางสาวแพทองธารไม่มีความคิดจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะผ่านไปได้อย่างแน่นอน นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคมด้วยตัวเอง

เมื่อเห็นท่าทีของแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมายืนยันเช่นนี้ น่าจะเป็นการพูดเอาอกเอาใจ ปลอบใจกันเอง และให้กำลังใจนางสาวแพทองธารมากกว่า เพราะข้อมูลทั้งหมด ยังไม่เคยออกจากปากนางสาวแพทองธารโดยตรงเลย แม้ว่าสื่อมวลชนพยามจะสอบถามขอสัมภาษณ์ แต่นางสาวแพทองธารปิดปากเงียบ หลบหนีนักข่าว ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นางสาวแพทองธารยังไม่มีความมั่นใจ เพราะพูดไปก็จะผูกมัดตัวเอง

ถ้าหากนางสาวแพทองธารมั่นใจว่า จะไม่ลาออก ยืนกระต่ายขาเดียวสู้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม วันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย เชื่อว่านางสาวแพทองธารคงจะออกมายืนยันกับสื่อมวลชนแล้ว แต่ที่ต้องปิดวาจา ปิดปากเงียบเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ รอดูท่าทีการต่อดีลหรือดีลต่อ ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ไม่ว่านางสาวแพทองธารจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยหรือไม่ ก็เชื่อว่านางสาวแพทองธารไม่สามารถจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อน ก็จะถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ด้วยข้อหาคลิปเสียงหลุด ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งคำตอบคือ นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ลาออกเอง ก็พ้นด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี

เมื่อเห็นภาพพรรคร่วมรัฐรัฐบาลหลายพรรค เข้าพบนางสาวแพทองธารเพื่อให้กำลังใจ สังคมก็ตั้งคำถามว่าในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังอุ้มนางสาวแพทองธารอยู่อีกหรือ ทำไมไม่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ก่อนหน้านี้เคยประกาศจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แต่กลัวปัญหาเรื่องพรบ.งบประมาณไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร วันนี้พรบ.งบประมาณแผ่นดินได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว หมดข้ออ้างแล้วก็ควรจะพิจารณาตัดตัดสินใจถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลได้แล้ว

หากรอจนถึงวันที่ 29 สิงหาคม ถ้าโชคร้ายของคนไทย นางสาวแพทองธารไปต่อได้อีก กระแสสังคมก็จะกดดันให้ถอนตัว หรือยุบสภา ถ้าไม่ถอนตัวก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติ และจะมีผลต่อคะแนนเสียงและผลการเลือกตั้งในครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ ตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ ตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ ตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.47 น.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังปกติ ตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุ ยังย้ำว่า แม้ในขณะนี้ กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สร้างข่าวปลอม จ้างอินฟูลฯ จัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย จ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการ ก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

ส่วนกรณีนายไมเคิล ล็อบบี้ยิสต์ ชาวอเมริกันที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรก ที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

สภาผู้แทนลงมติ 257 ต่อ 230 เสียง โหวตงบ’69ฉลุย วงเงิน3.78ล้านล้านบาท พบ8สส.งูเห่ายังโผล่หนุน

สภาผู้แทนลงมติ 257 ต่อ 230 เสียง โหวตงบ’69ฉลุย วงเงิน3.78ล้านล้านบาท พบ8สส.งูเห่ายังโผล่หนุน

สภาผู้แทนลงมติ 257 ต่อ 230 เสียง โหวตงบ’69ฉลุย วงเงิน3.78ล้านล้านบาท พบ8สส.งูเห่ายังโผล่หนุน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภาผู้แทนลงมติ 257 ต่อ 230 เสียง โหวตงบ’69ฉลุย วงเงิน3.78ล้านล้านบาท พบ8สส.งูเห่ายังโผล่หนุน รัฐบาลรับปากใช้เงินคุ้มค่า พท.ฝัน‘อุ๊งอิ๊งค์’จะกลับมา

สภาฯ 257 เสียง โหวตฉลุยร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี’69 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทหลังถก 3 วันเต็ม “พิชัย” ขอบคุณทุกฝ่าย มั่นใจใช้งบตรงตามวัตถุประสงค์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อปชช.-ประเทศ เช็คเสียงสส.‘โหวตงบ’69’ รัฐบาล’เสียงปริ่มน้ำ ไม่มีแตกแถว พบ‘8สส.งูเห่า’ฝ่ายค้านโหวตหนุน ส่วน ปชน.-ภท.โหวตคว่ำตามคาด ‘เพื่อไทย’ขอบคุณสภาฯผ่านงบ69 เชื่อมั่นรบ.ใช้งบโปร่งใส คุ้มค่า

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่รัฐสภาว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันสุดท้าย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งที่ประชุมสภาฯใช้เวลาอภิปรายอย่างกว้างขวางตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 13-15ส.ค.เสร็จสิ้น

สภาฯเสียง257ผ่านงบฯ69ฉลุย

ก่อนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติในวาระที่ 3 เมื่อเวลา 22.50น.ได้เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 69 ด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 230 งดออกเสียง 1 นอกจากนี้ ยังเห็นชอบกับข้อสังเกตของกมธ.ฯเพื่อส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกที่ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี2569ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายและแผนความมั่นคงแห่งชาติและการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นความต้องการในพื้นที่และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการสำหรับข้อคิดเห็นคำแนะนำข้อเสนอแนะและขอความห่วงใยที่สบายชี้เสนอแนะตลอดระยะเวลาการประชุมรัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะนำไปประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณมากที่สุด

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ตนขอบคุณกมธ.วิสามัญทุกคนที่เสียสละเวลาและร่วมกันพิจารณางบประมาณรายจ่ายฉบับนี้อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ส่วนข้อสังเกตของกมธ.ฯที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ รัฐบาลจะนำไปประกอบต่อการปรับปรุงดำเนินงานเพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

มั่นใจใช้งบตรงตามวัตถุประสงค์

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า ตนขอให้ความมั่นใจว่า นโยบาย มาตรการและงบประมาณที่ได้ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนดโดยรัฐบาลจะทำการดูแลเพื่อการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและความมุ่งมั่นของสมาชิกทุกคน

จากนั้นประธานที่ประชุม ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และสั่งปิดประชุมในเวลา22.57น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตผ่านวาระ 3 ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ด้วยคะแนน 257 ต่อ 230 งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น

จากการตรวจสอบพบว่า เสียงเห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นของพรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้เสียงที่ปริ่มน้ำนั้น โดยพรรคเพื่อไทย (พท.)ลงมติปกติ แม้กระทั่งนายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ก็ลงมติเห็นด้วย ขณะที่นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมขณะนั้นงดออกเสียง ส่วนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ไม่พบการลงมติใดๆ

ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.)ลงมติเห็นด้วย มีเพียงนางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ที่ไม่พบการลงมติใด

ส่วนพรรคกล้าธรรม (กธ.)พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคประชาชาติ (ปช.) เห็นด้วย ยกเว้นนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่พบการลงมติใดๆ

ฝ่ายค้านโหวตคว่ำ-8สส.งูเห่าหนุน

สำหรับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และพรรคเป็นธรรม (ปธ.) ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2569 แต่จากการตรวจสอบพบว่า พรรคปชน.ลงมติไปในทิศทางเดียวกันคือไม่เห็นด้วย มีเพียงน.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี ที่ลงมติเห็นด้วย

ขณะที่พรรคภท.ลงมติไม่เห็นด้วยยกพรรค มีเพียง 1 เสียงที่สวนมติพรรคคือน.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์ ลงมติเห็นด้วย โดยก่อนหน้านี้น.ส.ประภา เป็น 1 ใน 3 สส.ที่โหวตสวนมติพรรคหนุนพรรคพท.ให้ถอนร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้พรรค ภท. ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้พักการทำกิจกรรมพรรคไว้ก่อน

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)19 เสียง ส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วย มีเพียงน.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร และนายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร ที่ลงมติเห็นด้วย ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ไม่พบการลงมติ

สำหรับพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) 6 เสียง พบว่ามี 3 เสียงที่ลงมติเห็นด้วย ได้แก่นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สส.อุบลราชธานี นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นางสุภาพร สลับศรี สส.ยโสธร

ขณะที่พรรคเป็นธรรม 1 เสียง นายกัณวีร์ สืบแสง ลงมติไม่เห็นด้วยสอดคล้องกับจุดยืนพรรคร่วมฝ่ายค้าน

พท.ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบ69

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โหวตเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2569 ด้วยมติ 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง ว่า ต้องขอบคุณ สส.ทุกท่านที่ได้อภิปรายให้ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด3 วันร่วมกันพิจารณา และมีมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีรวมทั้งเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่ได้เสนอต่อสภาฯเพื่อให้หน่วยงานต่างๆสามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการพัฒนาประเทศ และให้บริการประชาชน รวมทั้งนำข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯไปเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่างๆในการจัดทำงบประมาณในปีต่อไป

“ขอขอบคุณ สส.ที่ช่วยกันโหวตผ่านงบประมาณ ปี2569ฉลุย เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส คุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน”นายอนุสรณ์ กล่าว

โวเสียงรบ.ปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าแม้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลจะปริ่มน้ำ แต่ไม่เป็นปัญหาในการพิจารณากฎหมายและการผ่านงบประมาณปี 2569ซึ่งก่อนหน้านี้มีความพยายามของบางฝ่าย ที่จะโหวตคว่ำงบประมาณปี 2569 โดยอาจเห็นว่ารัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ จำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มาก จึงมีความพยายามที่จะโหวตคว่ำงบประมาณ แต่เมื่อที่ประชุมสภาฯโหวตเห็นชอบร่างงบประมาณ ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า เสียงปริ่มน้ำไม่ได้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการพิจารณากฎหมาย และการผ่านร่างงบประมาณ จำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่หายไปก่อนหน้านี้ ถูกแทนที่ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น

เชื่อ’อิ๊งค์’จะกลับมานำรบ.จัดการงบ

นายอนุสรณ์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาลกล่าวถึงกรณีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าสภามาเกาะติด ติดตามการพิจารณางบประมาณ 2569ในสภาฯทั้ง 3วันติดต่อกันว่าน.ส.แพทองธารในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญ และใส่ใจในภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด ในการพิจารณากฎหมายสำคัญก็จะเข้ามาติดตามการทำงานของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง งบประมาณ3,78ล้านล้านบาท โหวตผ่านฉลุย

“ส.ส.พรรคเพื่อไทยเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ของน.ส.แพทองธารเชื่อว่าจะได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายอนุสรณ์ กล่าว

รทสช.ชี้งบ69ผ่านเดินหน้าไม่สะดุด

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2569ว่า ขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะเสียงข้างมากที่โหวตเห็นชอบงบประมาณปี 2569ครั้งนี้ เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนบริหารราชการแผ่นดินให้ประเทศเดินหน้าต่อ ไม่สะดุด ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณฝ่ายค้านที่ตั้งข้อสังเกตท้วงติงในเรื่องต่างๆ ตนเชื่อว่าทุกกระทรวงรับข้อมูลดังกล่าวของฝ่ายค้านเพื่อปรับการใช้งบประมาณ ให้สอดคล้องกับแผนงานและเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

แนะรัฐบาลคุมเข้มใช้จ่ายป้องโกง

นายธนกรฝากถึงรัฐบาลว่าขอให้มีการกำชับในการเบิกจ่ายงบประมาณทุกหน่วยงานทุกกระทรวงให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้มีช่องการทุจริตเด็ดขาด หากโครงการใดเสี่ยงที่จะมีประโยชน์ทับซ้อนหรือการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นธรรมเอื้อประโยชน์ผู้ใด ต้องรีบดำเนินการระงับยับยั้งและแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาดทันที ป้องกันการทุจริต ไม่ให้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินในทางที่ไม่ถูกต้องได้

“เมื่อกฎหมายงบประมาณปี 2569 ผ่าน ความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศจะขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป หากหลังจากนี้เกิดวิกฤตทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เชื่อว่ากลไกการบริหารงานราชการในการเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆจะไม่ทำให้สะดุด โดยขอฝากรัฐบาล ช่วยเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและรับมือเศรษฐกิจต่างประเทศโดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐฯให้เกิดความรอบด้าน ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เกษตรกรและพี่น้องประชาชนคนไทยให้น้อยที่สุด” นายธนกร ระบุ

วาทะเด็ด : 17 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 17 สิงหาคม 2568

วาทะเด็ด : 17 สิงหาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การเคลื่อนไหวในกรณีเขากระโดง เป็นเพียงการแก้เกมเฉพาะหน้าเพื่อสกัดคู่แข่ง ก่อนการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด ใครว่าเลือกตั้งช้า ผมคิดว่ามีสิทธิ์เกิดปีนี้
ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ”

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

รัฐบาลชวนเที่ยวไทย ตามรอยซีรี่ส์ระดับโลก ยกกองมาถ่ายทำใน7จว. สร้างรายได้2,800ล้าน

รัฐบาลชวนเที่ยวไทย ตามรอยซีรี่ส์ระดับโลก ยกกองมาถ่ายทำใน7จว. สร้างรายได้2,800ล้าน

รัฐบาลชวนเที่ยวไทย ตามรอยซีรี่ส์ระดับโลก ยกกองมาถ่ายทำใน7จว. สร้างรายได้2,800ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลชวนเที่ยวไทย ตามรอยซีรี่ส์ระดับโลก ยกกองมาถ่ายทำใน7จว. สร้างรายได้2,800ล้าน

รัฐบาลชวนท่องเที่ยวตามรอยซีรี่ส์ดังระดับโลก “Alien : Earth” ที่ยกกองมาถ่ายทำใน 7 จังหวัดของประเทศไทย ปลุกกระแสท่องเที่ยว-สร้างรายได้กว่า 2,800 ล้านบาท ดันไทยสู่ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชิญชวนแฟนซีรีส์ และนักท่องเที่ยว “ตามรอย” สถานที่ถ่ายทำซีรีส์ฟอร์มยักษ์ Alien: Earth ซึ่งเลือกประเทศไทยเป็นโลเคชั่นหลัก 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พังงา กระบี่ นครปฐม สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรปราการ โดยซีรีส์เริ่มออกอากาศตอนแรกพร้อมกันทั่วโลกทาง Disney+ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

การถ่ายทำครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของสถานที่และสตูดิโอไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ด้วยงบลงทุนกว่า 2,800 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการถ่ายทำหนังต่างประเทศในไทย และก่อให้เกิดการจ้างงานรวม 24,787 ราย แบ่งเป็นทีมงานในธุรกิจภาพยนตร์ 13,942 ราย เช่น นักแสดงสมทบ ทีมกำกับภาพ ทีมควบคุมเสียง ทีมจัดแสง ทีมฝ่ายศิลป์ และทีมงานเบื้องหลังอื่น ๆ และทีมงานในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 10,845 ราย เช่น ธุรกิจรถเช่า โรงแรม ร้านอาหาร และบริการสนับสนุนอื่น ๆ

ทั้งนี้ ความสมบูรณ์ของทรัพยากร ความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ทีมงานมืออาชีพ และสตูดิโอมาตรฐานสากล ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ Alien: Earth เลือกประเทศไทยเป็นโลเคชันหลัก และตอกย้ำศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ ทีมงานฝีมือ และบริการสนับสนุนครบวงจร ซึ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “HUB” การถ่ายทำระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ เพิ่มโอกาสจ้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว