ไทยนำคณะทูต33ชาติลงพื้นที่ จับโกหกเขมร! ลอบวางกับระเบิดในฝั่งไทย ทำผิดข้อตกลง‘ออตตาวา’

ไทยนำคณะทูต33ชาติลงพื้นที่ จับโกหกเขมร! ลอบวางกับระเบิดในฝั่งไทย ทำผิดข้อตกลง‘ออตตาวา’

ไทยนำคณะทูต33ชาติลงพื้นที่ จับโกหกเขมร! ลอบวางกับระเบิดในฝั่งไทย ทำผิดข้อตกลง‘ออตตาวา’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยนำคณะทูต33ชาติลงพื้นที่ จับโกหกเขมร! ลอบวางกับระเบิดในฝั่งไทย ทำผิดข้อตกลง‘ออตตาวา’ ‘มาริษ’แจงประชาคมโลก ไทยยึดมั่นสันติภาพยั่งยืน

ไทยเปิดพื้นที่จริง นำคณะทูตฯ องค์การระหว่างประเทศ จาก 33 ประเทศ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่สังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด–ติดตามผลกระทบพื้นที่พลเรือน พร้อมยืนยันข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดลงพื้นที่จังหวัดศรีษะเกษ เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทย โดยมีคณะทูตและผู้แทนจำนวน 36 คน แบ่งเป็น 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ ก่อนออกเดินทางกระทรวการต่างประเทศได้บรรยายข้อมูลก่อนออกเดินทาง ให้แก่คณะ โดยนายมาริษ กล่าวกับคณะทูตว่า ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง และหวังว่าทุกท่านจะได้รับข้อมูลด้วยตาตัวเองถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเดินทางออกไปยังจังหวัดศรีสะเกษ โดยจุดแรกจะพาคณะเดินทางไปยัง โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย จากนั้นจะนำคณะทูต คณะทูตและสื่อมวลชน ขึ้นไปยังภูมะเขือ และฐานปฏิบัติการ เพื่อดูภมิประเทศ เยี่ยมชมการเก็บกู้ทุนระเบิดของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ภูมะเขือ

ดูพื้นที่เสียหายชายแดน

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตและกงสุลต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ 20 สำนักข่าว ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและติดตามสถานการณ์ความเสียหายของพื้นที่พลเรือนจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (Field Visit to observe the situation regarding anti-personnel landmines)

นายจิรายุกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้คณะทูตฯ มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 36 คน จาก 33 ประเทศ 1 องค์กร และ 2 องค์การระหว่างประเทศ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูต 10 คน จาก 9 ประเทศ และ 1 องค์กร ได้แก่ ฟิลิปปินส์, สหภาพยุโรป, เนเธอร์แลนด์, สเปน, ไอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, อิตาลี, วาติกัน, ศรีลังกา และตุรกี, อุปทูตรักษาการชั่วคราว 6 คน จาก นอร์เวย์, ฝรั่งเศล, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรีย, ฟินแลนด์ และโปรตุเกส, ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต 17 คน จาก 16 ประเทศ และ 1 องค์กร ได้แก่ ออสเตรเลีย, เบลเยียม, บรูไนดารุสซาลาม, แคนาดา, จีน, สหภาพยุโรป, เยอรมนี, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, สปป.ลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เวียดนาม และเปรู, ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร 2 คน จากสาธารณรัฐเกาหลี และสวีเดน และองค์การระหว่างประเทศ 2 คน จาก Golden West Humanitarian Foundation และ Norwegian People’s Aid

จับโกหกฝ่ายกัมพูชา

สำหรับกำหนดการวัน ที่16ส.ค.68 นี้ คณะทูตฯ และสื่อมวลชนเดินทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเดินทางต่อไปยังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ รับฟังบรรยายสรุปและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายบริเวณบ้านหนองเม็ก ก่อนจะเดินทางไปที่ ผามออีแดง เพื่อรับฟังบรรยายสรุป และแบ่งกลุ่มเยี่ยมชมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ภูมะเขือและศึกษาภูมิประเทศ

โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คณะทูตฯ และสื่อมวลชนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพื้นที่จริง เห็นกระบวนการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมอย่างใกล้ชิด และรับรู้สภาพความเป็นจริงของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อประชาคมโลกตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

“การเปิดโอกาสให้คณะทูตฯ และสื่อมวลชนลงพื้นที่ด้วยตนเอง เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงการยึดมั่นในสันติวิธีและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและความไว้วางใจ ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค เพื่อย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อสันติภาพอย่างยั่งยืน” นายจิรายุ กล่าว

นอกจากนี้ นายจิรายุ ยังเปิดเผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดว่าเหตุการณ์ปกติ โดยกองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

กต.ถ่ายทอดสดสู่สังคมโลก

ด้านนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า วันนี้ กรมประชาสัมพันธ์สนับสนุนภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศ ที่นำคณะทูตภาคีอนุสัญญาออตตาวา สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณภูมะเขือ ซึ่งถูกวางโดยฝ่ายกัมพูชา อันเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงต่อประชาชนไทยและนานาชาติ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะถ่ายทอดสดการแถลงข่าวร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และกองทัพ ผ่านเพจกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมรายงานสดความคืบหน้าภารกิจสำคัญของไทยในการสร้างเขตปลอดทุ่นระเบิด เพื่อยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าไทยต้องการสันติภาพ และปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวาโดยไม่ละเมิด

มทภ.2 ยันกัมพูชาวางทุ่นระเบิด

ทางด้าน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ภูมะเขือว่า เราพร้อมอยู่แล้วที่จะให้ผู้แทนนานาชาติ เข้าไปดูพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เราได้เก็บข้อมูลหลักฐานเอาไว้หมดแล้ว ซึ่งชี้ชัดได้ว่า ทหารกัมพูชา เป็นผู้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ทำทหารไทยบาดเจ็บหลายราย

“มีทุ่นระเบิดที่เราเก็บได้ และจะพาไปดูจุดเกิดเหตุ ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ที่กัมพูชา วางเอาไว้ ซึ่งเป็นแผ่นดินไทย และเป็นระเบิดที่นำมาวางใหม่ ขณะนี้เราได้ทำการเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยแล้ว” พล.ท.กล่าว

พร้อมกล่าวว่า สำหรับพื้นที่อื่น ที่จำเป็นต้องใช้ ทหารลาดตระเวนนั้น ในระหว่างนี้ สั่งการให้เฝ้าตัว ทางไกลก่อน ยังไม่ให้เข้าไปพื้นที่ หากเครื่องมือ อุปกรณ์ การตรวจทุ่นระเบิด ยังไม่เพียงพอ แต่หากมีความจำเป็นต้องลาดตระเวนให้ใช้เทคโนโลยี โดรน เฝ้าตรวจไปก่อนแทนการลาดตระเวน เพราะไม่คุ้ม พร้อมทั้งใช้ลวดหนามหีบเพลง ที่ได้รับบริจาคกับประชาชนขวางกั้นให้ทั่วถึงทั้งหมด

เผยแผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงกรณีโซเชียลมีเดีย แชร์รั้วลวดหนาม ที่แข็งแรงของเวียดนาม กั้นแดนกับกัมพูชาและอยากให้ไทยสร้างแบบนั้นบ้างว่า อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งหากจะสร้างรั้วแบบนั้น ต้องได้รับความยินยอมจากกัมพูชา ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านเราทำได้ ซึ่งบางจุด ที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วของไทย ก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งอยากให้ทำ และทะยอยทำไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น แต่ชายแดนไทย-กัมพูชา ยาวมากเกือบ 1,000 กิโลเมตร คือต้องใช้งบประมาณสูง แต่หากทำได้เช่นนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหา ลดการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ ใช้เทคโนโลยีเปิดกล้องวงจรปิดก็จะลดภาระงานของกำลังพล

พบโดรน50ลำรุกล้ำน่านฟ้า

ส่วนทางด้านศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 15 ส.ค.68 ที่ผ่านมาว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชายังคงน่ากังวล โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่ามีการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามจำนวน 37 ลำในพื้นที่ชายแดน และอีก 13 ลำในพื้นที่ตอนใน รวมทั้งหมด 50 ลำ นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณการเพิ่มกำลังของฝ่ายกัมพูชาจากแสงอินฟราเรด 10 จุดที่เคลื่อนมาจากหลังเขาพนมประสิทธิโส

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าพบการอพยพของประชาชนชาวกัมพูชาในอำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดน พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ชีวะ รังสี และนิวเคลียร์ พร้อมด้วยโฆษกกองทัพบก ได้ร่วมกันแถลงโต้แย้งข้อกล่าวหาของกัมพูชาเรื่องการใช้อาวุธเคมี พร้อมยืนยันว่ากัมพูชายังคงบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ทุ่นระเบิด หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดมาแล้วถึง 5 ครั้ง

ส่วนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ รองโฆษกกองทัพบกยืนยันว่าภาพการรื้อถอนลวดหนามบริเวณปราสาทตาเมือนธมเป็นข่าวปลอมที่จัดทำโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อหวังเบี่ยงเบนกระแสภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนมาได้ 11 จุด

ประชุมRBCย้ำ13ข้อตกลง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายได้เริ่มเปิดการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ระดับเลขานุการ ที่จังหวัดตราด เพื่อหารือในกรอบข้อตกลง 13 ข้อ รวมถึงประเด็นเพิ่มเติมอย่างการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยภารกิจเก็บกู้ระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ตลอดช่วง 14 วันที่ผ่านมา สามารถเก็บกู้สรรพาวุธได้มากถึง 621 นัด ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

สำหรับสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง มีผู้เสียชีวิตสะสม 30 ราย (พลเรือน 14 ราย, ทหาร 16 นาย) และผู้บาดเจ็บสะสม 307 ราย (พลเรือน 39 ราย, ทหาร 268 นาย)

ประณามกัมพูชาวางระเบิด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านเลขที่ 489 หมู่ 1 บ้านโคกไม้แดง ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เต็มไปด้วยความห่วงใยจากเพื่อนบ้านที่เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวของ สิบเอกธีรพล เพียขันที อายุ 47 ปี สังกัดทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกับระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จนเป็นเหตุให้ขาซ้ายขาด ขณะนี้สิบเอกธีรพลยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์

นางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี ผู้เป็นแม่ เผยว่าแม้จะภูมิใจในหน้าที่ของลูกชาย แต่ก็เสียใจที่เขาต้องมาสูญเสียอวัยวะจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยจึงไม่สามารถเดินทางไปเยี่ยมลูกชายได้เอง ได้แต่สอบถามอาการจากลูกสาวและลูกสะใภ้เท่านั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย และอยากเห็นหน้าเขามาก

นางสาวมัลลิกา ทุมจันทร์ อายุ 52 ปีพี่สาวของสิบเอกธีรพล กล่าวว่าทุกคนในครอบครัวรู้สึกภูมิใจที่น้องชายทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างสมชายชาติทหาร แต่ก็เสียใจและเป็นห่วงที่เขาต้องสูญเสียอวัยวะ เพราะที่ผ่านมาน้องชายเป็นเสาหลักของครอบครัว จึงอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ทหารไทยต้องบาดเจ็บจากการที่กัมพูชาลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในดินแดนของไทย

เตือนระเบิดเขมรตกค้าง

ด้านนายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่และออกประกาศแจ้งเตือนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เทศบาล ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และผู้นำชุมชนเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อพยพกลับภูมิลำเนาทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ฝ่ายกัมพูชายิงเข้ามาและอาจยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชนสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและสิ่งผิดปกติรอบพื้นที่อยู่อาศัย หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที ห้ามจับต้องหรือเคลื่อนย้ายเองโดยเด็ดขาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าทำการเก็บกู้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนโดยเร็วที่สุด

“จากการเก็บข้อมูลในช่วงที่มีการสู้รบระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ตกในพื้นที่อำเภอบ้านกรวดถึง 262 นัด แต่หลังจากเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 3 (นปท.3) หรือ TMAC ร่วมกับหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้เข้าทำการตรวจสอบและเก็บกู้ไปแล้วเบื้องต้น 126 ลูก ซึ่งจะมีการสำรวจโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ทั้งหมดมีความปลอดภัย” นายเอกวัฒน์ กล่าว

พร้อมเปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันประชาชนชาวอำเภอบ้านกรวดที่เคยอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงและบ้านญาติพี่น้องกว่า 30,000 คนได้เดินทางกลับมายังบ้านเรือนเกือบทั้งหมดแล้ว ยังคงเหลือเพียงบางส่วนที่ยังคงรอดูสถานการณ์และพักอาศัยกับญาติไปก่อน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

ราชการแนวหน้า : คุณสมบัติทั่วไป และลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

8.เรื่องที่ 7 ส่วนราชการ ได้หารือว่า ส่วนราชการได้มีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้ง นาย ก. ให้ดำรงตำแหน่งนักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติการ แล้วมีคำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ไปดำรงตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการในต่างจังหวัด ต่อมาได้ตรวจพบว่า นาย ก. เคยถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดคดีอาญา 2 กรณี คือ ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวยังไม่อาจถือว่านาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 36 ข.(4) และ (7)แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จึงขอหารือว่าความเห็นของส่วนราชการดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

ก.พ.พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่นาย ก. เคยถูกศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 15 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท ในกรณีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม และกรณีความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่เนื่องจาก นาย ก. กับผู้เสียหายได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาและผู้เสียหายตั้งครรภ์ 6 เดือน เห็นควรให้โอกาสนาย ก. ได้อยู่กินกับผู้เสียหาย และทำหน้าที่ผู้นำครอบครัวหาเลี้ยงชีพ โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีนั้นไม่ถือว่า นาย ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 36 ข. (4) และ(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ความเห็นของส่วนราชการนั้นถูกต้องแล้ว

(หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/526 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

‘หมอมิ้งค์’ยันรัฐบาล-กองทัพเป็นเอกภาพ ทั้งปราบยาเสพติด-รักษาอธิปไตยชายแดน

'หมอมิ้งค์'ยันรัฐบาล-กองทัพเป็นเอกภาพ ทั้งปราบยาเสพติด-รักษาอธิปไตยชายแดน

‘หมอมิ้งค์’ยันรัฐบาล-กองทัพเป็นเอกภาพ ทั้งปราบยาเสพติด-รักษาอธิปไตยชายแดน

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.41 น.

เลขาธิการนายก  ระบุ  “รัฐบาลและกองทัพเป็นเอกภาพ“ ทั้งปราบยาเสพติดและรักษาอธิปไตยชายแดน   รัฐบาลพร้อมสนับสนุนความแข็งแกร่งของกองทัพอย่างเต็มที่ ขณะนี้ ขอคนไทยสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันต่อสู้กับศัตรูของประเทศ    

นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คนในข่าว” MCOT News FM 100.5 ถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำ รัฐบาลและกองทัพเป็นเอกภาพ ในการดำเนินนโยบายทั้งการปราบยาเสพติดและรักษาอธิปไตยชายแดน  พร้อมสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ทั้งเทคโนโลยีและอื่นๆ ขณะเดียวกัน ขอคนไทยสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันต่อสู้กับศัตรูของประเทศ   

สำหรับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติม วันที่ 21 ส.ค. 2568 กรณีคลิปเสียงสนทนา น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับนายฮุน เซน ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. 2568 นั้น  ศาลให้สิทธิ์ในการไปชี้แจง  ขอยืนยัน นายกรัฐมนตรีมีความซื่อสัตย์และมิได้มีอะไรที่ผิดทางจริยธรรม คลิปเสียงเป็นเทคนิคที่คุยกัน ขอถือความบริสุทธิ์ใจ 

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลำดับเหตุการณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม นายกรัฐมนตรีได้หารือทั้งการดูแลชายแดน การปราบปรามยาเสพติดกับทหาร  ซึ่งทั้งรัฐบาลและทหารมีความเป็นเอกภาพ ทำงานร่วมกันอย่างดี อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กัมพูชาได้ละเมิด ซึ่งทหารได้ประท้วงตามหลักชายแดนที่เคยทำกันมา จนกระทั่งมีการขุดคูเลตขึ้น รวมถึงมีการปะทะกัน  ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บ 1 นาย  ตลอดระยะเวลานายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและติดตาม มีการประชุมกับแม่ทัพและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างใกล้ชิด    

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังย้ำถึงการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยนายกรัฐมตรีให้ความสำคัญกับลำดับ-ขั้นตอน เพื่อหวังให้สถานการณ์คลี่คลาย เช่น การมอบหมายภารกิจ การยกระดับการเจรจาที่เป็นลำดับขั้น โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ได้เจรจาก่อนหน้า ที่ชายแดนบริเวณช่องบก จนถึงการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีได้เข้าไปประชุมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ด้วยตนเอง และมอบหมายให้ สมช. ดำเนินกำหนดเปิด-ปิดด่านตามขั้นตอน ซึ่งกัมพูชาไม่พอใจกัมพูชา   นอกจากนี้ การพูดคุยกันใน JBC เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 กับสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาแถลงเป็นคนละเรื่องกัน  และนายฮุน เซน ก็ออกมาโพสต์โซเชียลอีกแบบหนึ่ง ยิ่งปลุกเร้าให้สถานการณ์ยกระดับขึ้นไปอีก 

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังเผยถึง การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายก ฯ และนายฮุน เซนว่า นายฮวด ตัวแทนของกัมพูชาที่พูดภาษาไทยติดต่อมาหลายครั้ง ตอนแรกก็ปฏิเสธ ซึ่งนายกฯ เองก็เน้นความรอบคอบและหารือตลอดทั้งกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และตนเอง สิ่งสำคัญคือนายฮุน เซน ไม่ใช่คู่เจรจา แต่เป็นบิดาของนายกฯ แต่อาจจะมีอิทธิพลกับลูกชาย จึงหวังว่าการคุยอย่างไม่เป็นทางการอาจจะเป็นช่องทางหนึ่ง 

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นถึงเป้าประสงค์ของกัมพูชาในการเผยแพร่คลิปเสียงว่า ต้องการให้ผู้นำของไทยวุ่นวาย รัฐบาลและกองทัพไม่มั่นคง โดยเฉพาะการพูดว่า ภายในสามเดือนจะต้องเปลี่ยนนายกฯ นั่นคือความมุ่งหมายของกัมพูชา 

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังเรียกร้องให้ประเทศไทยมีความเป็นสามัคคีกันและเป็นหนึ่ง ต่อสู้กับศัตรูของประเทศชาติ ในนาทีนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องตระหนักถึงหลักการสำคัญของเรา  สันติภาพ คือ เครื่องมือสำคัญในการรักษาชีวิตของพี่น้องทหารและประชาชน หลักการนี้สำคัญ เราพยายามที่จะดำรงเรื่องของสันติวิธี ให้เกิดสันติภาพ ขณะเดียวกัน กองทัพต้องแข็งแรงและมีประสิทธิภาพสูง รัฐบาลเองก็ต้องเป็นผู้ที่ให้ความเข้มแข็งให้ประเทศต่างๆ รับรู้ และให้เกิดสันติภาพ 

“ยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพเป็นเอกภาพ และเป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่จะสนับสนุนเต็มที่ให้กับความเข้มแข็งของกองทัพ รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เป็นหลักประกันที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดสันติภาพ สันติภาพคือเครื่องมือที่จะรักษาชีวิตของพี่น้องทหารและประชาชน และทำให้เศรษฐกิจโตได้ เป็นสิ่งที่เราปรารถนา ยึดถือ ถ้าคิดแบบ Winner Solution Approach คือเจตนาของผู้ชนะ ทุกปัญหามีทางออก”  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุ

‘ทวี’เปิดโครงการเปิดโลกทัศน์ทักษะวิชาการศึกษาเอกชน จชต. ย้ำทักษะภาษา -การศึกษาเป็นรากฐานพัฒนาประเทศ

‘ทวี’เปิดโครงการเปิดโลกทัศน์ทักษะวิชาการศึกษาเอกชน จชต. ย้ำทักษะภาษา -การศึกษาเป็นรากฐานพัฒนาประเทศ

‘ทวี’เปิดโครงการเปิดโลกทัศน์ทักษะวิชาการศึกษาเอกชน จชต. ย้ำทักษะภาษา -การศึกษาเป็นรากฐานพัฒนาประเทศ

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.07 น.

‘ทวี’ลงพื้นที่จ.ยะลา เปิดโครงการเปิดโลกทัศน์ทักษะวิชาการศึกษาเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำทักษะภาษา -การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลา ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธาน“เปิดโครงการเปิดโลกทัศน์ทักษะวิชาการศึกษาเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้” ณ  วิทยาลัยอาชีว ศึกษาผดุงประชายะลา อ.เมือง จ.ยะลา  โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์  คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)  นายขดดะรี  บินเซ็น ประธานสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. , พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 , นายก้องสกุล จันทราช  และนายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ,พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9, พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 9, นายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้, นายอามีน กะดะแซ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา, ดร.มังโสด หม๊ะเตะ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ และผู้จัดการวิทยาลัยเทคโนโลยีสันติวิทย์สงขลา พร้อมทั้ง นายอับดุลอายี สาแม็ง และ นายสุไลมาน  บือแนปีแน  สส.ยะลา  พรรคประชาชาติ, นายวิทยา พานิชพงศ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ มาร่วมให้การต้อนรับ  นอกจากนี้  นายเดชอิศม์ ขาวทอง  รมช.มหาดไทย เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานฯด้วย 

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า เยาวชนจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทักษะทางภาษาที่ยอดเยี่ยม  ซึ่งสะท้อนผ่านการกล่าวต้อนรับด้วย 4 ภาษา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง วันนี้ตนรู้สึกประทับใจที่วิทยาลัยอาชีวะศึกษาผดุงประชายะลา ได้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีความเป็นเลิศด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาจีน  ขณะที่คนชุมชนชาวจีนและคนท้องถิ่นในพื้นที่ก็สามารถพูดภาษาจีนได้เป็นอย่างดี  ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนา และการศึกษาเป็นเรื่องของอนาคตที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  แต่หากเราจำกัดขอบเขตการศึกษา  วันนี้คงไม่มีใครมาเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่จำเป็นต่อการทำงานและการใช้ชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภาษาจีนที่คนใช้มากที่สุดในโลก ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทย ทำให้ผู้ที่ไม่รู้ภาษาจีนอาจเสียโอกาสในการทำมาหากินในปัจจุบันได้   ซึ่งหากเราต้องการแก้ปัญหาในพื้นที่ต่างๆและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า สิ่งที่สำคัญควรเริ่มต้นที่การจัดระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการศึกษาทั้งในระดับพื้นฐานและอุดมศึกษา แต่พบว่าคะแนนการศึกษาของเด็กไทยยังคงอยู่ในอันดับท้ายๆ ของโลก ทั้งที่ศักยภาพและความสามารถของพวกเขาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในวันนี้  ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ อุดมการณ์และเป็นหน้าที่ของทุกคน

“งานในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงทักษะทางวิชาการของเด็กและเยาวชนที่มาร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่านี่คือทางออกที่ถูกต้อง หากเราสามารถทำให้ผู้คนเข้าถึงและใฝ่หาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีอะไรจะสามารถเอาชนะความรู้ได้ เพราะความรู้คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับการพัฒนาและการแก้ปัญหาต่างๆอย่างยั่งยืน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวในตอนท้ายว่า ตนเชื่อว่าการศึกษาคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้ เพราะการให้ความรู้คือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันหยุดตรุษจีน ซึ่งประเทศไทยมีเพียง 5 จังหวัดในภาคใต้เท่านั้นที่กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการ เช่นเดียวกับการกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลามให้เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความพหุวัฒนธรรม   แสดงถึงความใส่ใจต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาในพื้นที่นี้
 

ไม่ใช่แค่ขอโทษ! สมาคมคนตาบอดฯ เรียกร้อง ส.ส. ถอนคำพูด ‘หูหนวก-ตาบอด’อย่างเป็นทางการ

ไม่ใช่แค่ขอโทษ! สมาคมคนตาบอดฯ เรียกร้อง ส.ส. ถอนคำพูด 'หูหนวก-ตาบอด'อย่างเป็นทางการ

ไม่ใช่แค่ขอโทษ! สมาคมคนตาบอดฯ เรียกร้อง ส.ส. ถอนคำพูด ‘หูหนวก-ตาบอด’อย่างเป็นทางการ

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.57 น.

ไม่ใช่แค่ขอโทษ! สมาคมคนตาบอดฯ ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ส.ส. ถอนคำพูด “หูหนวก-ตาบอด” อย่างเป็นทางการ

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ เป็นห่วงการใช้ถ้อยคำของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ 2569 โดยเปรียบร่างงบประมาณ ไม่ตอบโจทย์ประเทศ “เกิดจากกระบวนการที่หูหนวกไม่ยอมฟังเสียงสภาฯเลย ส.ส.เป็นเพียงแค่ตรายางตราประทับเท่านั้น ตาบอดโดยไม่มีความโปร่งใส ไม่พิจารณางบประมาณที่มีความจำเป็นกับประชาชนและภาวะของประเทศ” ซึ่งเป็นคำเกี่ยวกับความพิการ “หูหนวก” และ “ตาบอด” เพื่อเปรียบเปรยเชิงลบในเวทีสาธารณะนั้น

ต่อมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ก็ได้ออกมาคอมเมนต์ ระบุว่า  “ตามข้อเสนอแนะในแถลงการณ์ของสมาคมฯ ในฐานะที่ผมเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกใช้คำที่อาจนำไปสู่การสร้างผลกระทบทางจิตใจ หรืออาจทำให้เกิดความรู้สึกว่าถูกตีตรา หรือสร้างความรู้สึกเชิงลบต่อกลุ่มบุคคลใด ๆ ในสังคม

ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้มีเจตนาในการลดทอนคุณค่าในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใด หรือของกลุ่มบุคคลใด เพียงแต่มีเจตนาพุ่งเป้าไปที่การวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลเท่านั้น

และผมเข้าใจดีว่า ถึงแม้ว่าผู้รับสารที่ติดตามการอภิปรายผ่านช่องทางการถ่ายทอดสด จะทราบถึงเจตนาของผมผ่านทาง วัจนภาษา และ อวัจนภาษา ว่าผมไม่ได้มีทัศนคติในทางลบต่อคนพิการ แต่การขาดความระมัดระวังอย่างดีเพียงพอในการเลือกใช้คำ ก็อาจนำไปสู่การเผยแพร่ต่อในสื่อรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพ บทความ ฯลฯ ซึ่งมีวิธีในการสื่อสารที่แตกต่างออกไปจากการถ่ายทอดสด และอาจทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้สึกในทางลบกับคนพิการได้

ในการนี้ผมขอแสดงความเสียใจและน้อมรับต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปครับ”

ล่าสุด  สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็ได้ออกโพสต์อีกรอบ โดยระบุว่า ตามที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำ “หูหนวก” “ตาบอด” เพื่อเปรียบเปรยในเชิงลบระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568   สมาคมฯ เห็นว่าการใช้ถ้อยคำลักษณะดังกล่าว แม้มิได้มีเจตนาร้าย แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ และอาจเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในโอกาสนี้ สมาคมฯ ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการออกมาแสดงความเสียใจและน้อมรับข้อเสนอแนะของสมาคมฯ ผ่านการแสดงความเห็นอย่างรวดเร็วในเพจของสมาคมฯ ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อคนพิการ อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เห็นว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างบรรยากาศทางสังคมที่เป็นบวกต่อคนพิการอย่างแท้จริง ควรมีการ ถอนถ้อยคำดังกล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้ง อธิบายเจตนารมณ์ต่อสื่อมวลชน เพื่อยืนยันถึงความมุ่งหมายที่สร้างสรรค์ และช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อคนพิการในสังคม

สมาคมฯ ยืนยันว่า การออกแถลงการณ์มิได้มีเจตนาทางการเมือง หรือมุ่งโจมตีบุคคลใด แต่เป็นการทำหน้าที่ขององค์การคนพิการระดับชาติ ที่ต้องยืนหยัดเพื่อสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของคนตาบอดและคนพิการทุกคน การเน้นย้ำเรื่องการใช้ภาษาที่เคารพและไม่สร้างอคติ เป็นไปเพื่อสร้างความตระหนักรู้และทัศนคติที่สร้างสรรค์ในสังคมไทย

สมาคมฯ ขอความกรุณาจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ให้มีความเป็นกลาง เข้าใจซึ่งกันและกัน และใช้ถ้อยคำที่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติในสังคมไทย
 

พรรคประชาชนส่ง ‘แม้ว สุทัศน์’ ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

พรรคประชาชนส่ง 'แม้ว สุทัศน์' ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

พรรคประชาชนส่ง ‘แม้ว สุทัศน์’ ท้าชนเพื่อไทย ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.43 น.

 ‘พรรคประชาชน’ส่ง’สุทัศน์  ยาละ’ท้าชิงเก้าอี้กับ‘เพื่อไทย’ศึกสนามเลือกตั้งซ่อม เชียงราย เขต7 ขณะที่เปิดรับสมัครพรุ่งนี้วันสุดท้าย

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)ประจำจังหวัดเชียงรายเปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. เขต 7 เชียงราย ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนนี้  โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันพุธที่ 13 สิงหาคม เป็นต้นมา ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย  ซึ่งวันนี้เป็นวันที่สี่ของการรับสมัคร   ได้มีผู้สมัครเพิ่มอีก 1 คน  คือ  นายสุทัศน์  ยาละ ผู้สมัครของพรรคประชาชน  ได้หมายเลข  2  ดังนั้น ขณะนี้มีผู้สมัครแล้ว 2 คน  คือ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน  ทั้งนี้ การรับสมัครจะเปิดถึงวันพรุ่งนี้ ( 17 ส.ค.)เป็นวันสุดท้าย  ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.

สำหรับการเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้า และตำบลจันจว้าใต้)  อำเภอเชียงแสน อำเภอดอยหลวง อำเภอเชียงของ(เฉพาะตำบลครึ่ง ตำบลศรีดอนชัย ตำบลริมโขง ตำบลเวียง ตำบลสถาน และตำบลห้วยซ้อ) และอำเภอเวียงแก่น  โดยจะมีการเลือกตั้ง  ในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนนี้  ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

‘มาริษ’นำทีมทูตขึ้น’ภูมะเขือ’ ดูหลักฐานทุ่นระเบิดจากกัมพูชา

'มาริษ'นำทีมทูตขึ้น'ภูมะเขือ' ดูหลักฐานทุ่นระเบิดจากกัมพูชา

‘มาริษ’นำทีมทูตขึ้น’ภูมะเขือ’ ดูหลักฐานทุ่นระเบิดจากกัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

“มาริษ” นำคณะทูตขึ้นภูมะเขือดูระเบิดกัมพูชา หลังไทยเก็บกู้ได้ พร้อมดูบ้านเรือน ปชช.ที่เสียหายจากอาวุธไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชา

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน และรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงองค์กรระหว่งประเทศ จำนวน 33 ประเทศ ลงพื้นที่บริเวณหน่วยปฏิบัติการณ์ภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยพบทุ่นระเบิดสังหารจริง เพื่อเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ และการตรวจยึดทุ่นระเบิดรวมถึงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ โดยมีสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ผลการเก็บกู้ และการยึดอาวุธ

เจ้าหน้าที่จากกองพลทหารช่างที่ 4 กองพลทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 ได้รายงานสรุปผลการปฏิบัติงานว่า ที่ผ่านมาสามารถเก็บกู้ และตรวจยึดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ทั้งสิ้น 46 ทุ่น โดยในจำนวนนี้มี 16 ทุ่น และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และยังพบทุ่นระเบิดดักรถถัง ลูกจรวด RPG และลูกระเบิดขนาด 60 และ 82 มม. ซึ่งแม้จะมีการประกาศหยุดยิง 2 ประเทศมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ทหารไทย ยังคงตรวจค้นในเขตพื้นที่ประเทศไทยและยังคงพบทุ่นระเบิดและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเป็นระยะ

เจ้าหน้าที่ทหารฯ ยังระบุว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ตรวจพบส่วนใหญ่ จะถูกฝังอยู่ไม่ลึกจากพื้นดิน และอำพรางด้วยดินและเศษใบไม้ ซึ่งอุปกรณ์ตรวจจับโลหะเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการค้นหา ส่วนความเสียหายที่เกิด จะแตกต่างกันไป และขึ้นอยู่กับชนิดของรองเท้าที่สวมใส่ พร้อมยืนยันด้วยว่า ยุทโธปกรณ์ที่ตรวจยึดได้ แม้บางส่วนจะดูเก่า แต่ไม่ใช่เป็นอาวุธรุ่นโบราณ เพียงแต่มีสภาพทรุดโทรมจากการเก็บรักษาที่ไม่ดี

คณะทูตานุทูต ส่วนหนึ่งได้สอบถามเจ้าหน้าที่ ทั้งสถานที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อานุภาพของทุ่นระเบิด และประเทศที่ผลิตทุ่นระเบิดดังกล่าว

ช่วงท้ายของการเยี่ยมชม เจ้าหน้าที่ทหารเรือ ยังได้สาธิตวิธีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้คณะผู้สังเกตการณ์ได้รับชมด้วย

จากนั้น ยังได้ลงพื้นที่ เพื่อสังเกตการณ์บ้านเรือนของประชาชน ในอำเภอกันทรลักษ์ ที่ได้รับผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ที่ไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่จุดดังกล่าว อยู่ห่างจากพื้นที่ชายแดนประมาณ 5 กิโลเมตร โดยบริเวณตำบลเสาธงชัย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกระสุนของฝั่งกัมพูชาหนาแน่นที่สุด มีบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่สาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบบาดเจ็บน้อย เนื่องจาก พื้นที่ได้มีการอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก่อน เพราะกัมพูชาได้มีการโจมตีในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ก่อน จึงสามารถรักษาชีวิตของประชาชนไว้ได้ แต่ปัจจุบันประชาชนได้กลับเข้าพักที่อาศัยของตนแล้ว แต่บ้านเรือนที่เสียหายบางหลัง ก็ยังไม่สามารถเข้าพักอาศัยได้ ซึ่งประชาชน ยังต้องไปพำนักอยู่กับญาติ

‘สส.พรรคส้ม’ขอโทษ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำกระทบความรู้สึกชาวพุทธ

'สส.พรรคส้ม'ขอโทษ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำกระทบความรู้สึกชาวพุทธ

‘สส.พรรคส้ม’ขอโทษ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ทำกระทบความรู้สึกชาวพุทธ

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.14 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดนนทบุรี เขต 8 ได้โพสต์เฟชบุ๊คส่วนตัวว่า เรื่อง การชี้แจงถ้อยคำอภิปรายเกี่ยวกับสังเวชนียสถาน

ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนและสังคม ต่อถ้อยคำที่ใช้ในระหว่างการอภิปราย ซึ่งทำให้หลายท่านขุ่นเคืองและรู้สึกว่ากระทบกระเทือนศรัทธาและความเคารพต่อสังเวชนียสถาน โดยเฉพาะมหาโพธิมณฑลสถาน

ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า เจตนาของการอภิปราย มิใช่เพื่อดูหมิ่นหรือทำร้ายความเชื่อของผู้ใด แต่เพื่อหยิบยกประเด็นการพิจารณางบประมาณแผ่นดินซึ่งหน่วยรับงบประมาณพึงอธิบายเป้าประสงค์และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณในเชิงความคุ้มค่า ความเหมาะสมและความทั่วถึง ภายใต้หลักการตรวจสอบการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

ถ้อยคำที่ว่า “กราบอะไรก็ไม่รู้” นั้น เป็นความประมาทพลาดพลั้ง แม้ว่าข้าพเจ้าต้องการให้ผู้ฟังพิจารณาถึงการแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา แต่การเลือกใช้ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลืมเลือนความเคารพที่ข้าพเจ้าควรจะมีในฐานะผู้แทนราษฎร ต่อความเชื่อและสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้คน และกราบขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับข้อวิจารณ์ และจะใช้ความรอบคอบมากยิ่งขึ้นในการอภิปรายครั้งต่อไป

ทบ.ยก 8 ข้อ หักล้าง’กัมพูชา’ บิดเบือนปมทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก-ของเก่า

ทบ.ยก 8 ข้อ หักล้าง'กัมพูชา' บิดเบือนปมทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก-ของเก่า

ทบ.ยก 8 ข้อ หักล้าง’กัมพูชา’ บิดเบือนปมทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก-ของเก่า

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

ทบ.ยก 8 ข้อแจ้ง คณะทูต หักล้าง กัมพูชา บิดเบือนข้อมูล ปมทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก -ของเก่าตกค้างยุคสงคราม

16 ส.ค. 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยมีการบรรยายสรุปว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงมีท่าทีบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำอาวุธทุ่นระเบิดมาใช้โจมตีฝ่ายไทย โดยพยายามปฏิเสธหลักฐานที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ ทั้งอ้างว่าหลักฐานที่ฝ่ายไทยนำเสนอเป็นการจัดฉาก หรือเป็นเพียงระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีต ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง กองทัพบกจึงจำเป็นต้องยืนยันหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาได้ใช้ทุ่นระเบิดโจมตีฝ่ายไทยจริง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. รูปแบบการปฏิบัติทางยุทธวิธี – ทุกครั้งที่กัมพูชาวางกำลัง บริเวณด้านหน้าจะพบแนวทุ่นระเบิดเป็นแนวป้องกัน เช่น ช่องบก (16 ก.ค.) ช่องอานม้า (23 ก.ค.) ปราสาทตาควาย (28 ก.ค.) ฐานกฤษณา (9 ส.ค.) และปราสาทตาเมือนธม (12 ส.ค.) 

โดยกำลังพลไทยที่ประสบเหตุพบว่าในพื้นที่มักมีทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3–5 ลูก ทั้งที่ระเบิดแล้วและยังไม่ระเบิด ซึ่งถูกวางอย่างเป็นระบบ

2. ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีเพียงฝ่ายไทยและกัมพูชา แต่เหตุการณ์ทั้งหมด 5 ครั้ง มีเพียงฝ่ายไทยที่ได้รับผลกระทบ จึงไม่อาจเป็นไปได้ว่าไทยจะทำร้ายกำลังพลของตนเอง

3. การตรวจพบเพิ่มเติมหลังหยุดยิง การสถาปนาความมั่นคงโดยทหารช่างที่ภูมะเขือ (4 ส.ค.) พบการซุกซ่อนทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวนมากในแนวกำลังเดิมของฝ่ายกัมพูชา

4. หลักฐานจากสื่อสังคมออนไลน์  พบภาพอินฟลูเอนเซอร์กัมพูชาที่ไปถ่ายทำคอนเทนต์บริเวณปราสาทตาควาย โดยมีพวงทุ่นระเบิด PMN-2 ปรากฏอยู่ในภาพ

5. ข้อมูลจากแหล่งข่าว  มีคลิปพร้อมเสียงสนทนาของทหารกัมพูชาที่กำลังเก็บและเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อไปวางในพื้นที่ใหม่

6. ท่าทีในเวที GBC  กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทั้งที่กัมพูชามีภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติว่าเป็นประเทศต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิด และได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมากในแต่ละปี

7. การเก็บกู้ในพื้นที่เสี่ยงแล้วเสร็จ  TMAC เคยเก็บกู้ทุ่นระเบิดตกค้างที่ช่องบกและช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ.2019 จำนวน 1,300 ลูก และไม่พบว่ามีทุ่นระเบิดชนิด PMN-2

8. การไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้  TMAC ระบุว่าฝ่ายกัมพูชามักไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในหลายพื้นที่ใกล้แนวเส้นเขตแดน ซึ่งเป็นข้อพิรุธที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของฝ่ายกัมพูชา

พลตรี วินธัย ย้ำว่า หลักฐานที่ฝ่ายไทยนำเสนอทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความจำเป็นต้องเผยแพร่ต่อประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่ากัมพูชาได้ใช้อาวุธทุ่นระเบิดโจมตีฝ่ายไทยจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศ

‘พระครูรัตนปัญญาวิเทศ’ โต้ สส.พรรคส้ม ปม’นิตยภัตพระ’ ซัด’เงินเดือน สส. คุ้มค่าหรือไม่’

'พระครูรัตนปัญญาวิเทศ' โต้ สส.พรรคส้ม ปม'นิตยภัตพระ' ซัด'เงินเดือน สส. คุ้มค่าหรือไม่'

‘พระครูรัตนปัญญาวิเทศ’ โต้ สส.พรรคส้ม ปม’นิตยภัตพระ’ ซัด’เงินเดือน สส. คุ้มค่าหรือไม่’

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา แชร์ข้อความของ พระครูรัตนปัญญาวิเทศ เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมือง แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในฐานะเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา  ได้โพสต์ข้อความว่า แถลงการณ์ เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา

ตอบโต้การบิดเบือนเฉพาะกรณี

เรื่องนิตยภัตพระสงฆ์

ตามที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน นายภัณฑิล น่วมเจิม ได้อภิปรายในที่สภา กล่าวหาว่า “เงินนิตยภัตเป็นเงินเดือนพระ และเป็นการนำภาษีของประชาชนไปเลี้ยงพระสงฆ์” นั้น เป็นถ้อยคำที่ขาดความเข้าใจและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา และศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

ข้อเท็จจริงคือ

1. นิตยภัตมิใช่เงินเดือนพระ แต่เป็นธรรมเนียมโบราณที่รัฐและราชสำนักไทยสืบทอดมาเพื่ออุปถัมภ์พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระธรรม มิใช่ค่าตอบแทนเชิงอาชีพ แต่คือการค้ำจุนพระศาสนา

2. พระสงฆ์และวัดคือรากฐานของชุมชนไทย ทำหน้าที่สอนศีลธรรม เป็นโรงเรียนแห่งคุณธรรม เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม และเป็นที่พึ่งทางใจยามทุกข์ยาก

3. รัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้ทำนุบำรุงทุกศาสนา งบประมาณที่จัดสรรให้พระพุทธศาสนาก็เป็นไปตามความจริงของสังคมที่พุทธศาสนิกชนมีอยู่กว่าร้อยละ ๙๐

การเหมารวมว่าพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นภาระของแผ่นดิน จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม

ขอสะท้อนคำถามกลับไปยังผู้ที่กล่าววาทะกรรมดังกล่าวว่า

“เมื่อท่านเห็นว่านิตยภัตไม่คุ้มค่า แล้วเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนจ่ายให้นั้น คุ้มค่ากับศีลธรรม คุณธรรม และประโยชน์สุขของชาติบ้านเมืองหรือไม่?”

การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มิใช่การเลี้ยงพระ แต่คือการลงทุนในศีลธรรมของสังคมไทย หากวันหนึ่งวัดและพระสงฆ์หายไปจากผืนแผ่นดิน ความเป็นไทยก็จะสลายตามไปด้วย ให้เข้าใจตามนี้ อย่าพูดเอามัน มีสติปัญญา เป็นถึง ส.ส. ผู้แทนประชาชน ต้องทำให้ประชาชนเขามั่นใจในความดีของคุณ ไม่ใช่เลือกคุณมาทำร้ายสถาบันหลักของประเทศ หรือคุณมีแค่สมองกลวงๆ แต่ข้างในมีแต่ลม ยังต้องมีแถลงการณ์อีกหลายประเด็น

ที่จริงไม่อยากพูดเยอะ ถ้าคุณไม่รู้จริง เงียบดีที่สุด แต่พอพูดเสร็จ ประชาชนเขารู้ว่าคุณเก่งแต่ระรานคนอื่น ตอนนี้คุณก็เตรียมรับผลของการพูดร้ายต่อ พระพุทธศาสนา จากพระสงฆ์ทั่วโลกก็แล้วกัน คุณจะน่วมเจิม เหมือนนามสกุล อย่างไม่มีชิ้นดี

พระครูรัตนปัญญาวิเทศ

เจ้าอาวาสวัดรัตนปัญญา เมือง แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา 

ในฐานะเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยแห่งสหรัฐอเมริกา 

ก. อเมริกา

15 สิงหาคม 2568