มทภ.2ถวายรายงานเหตุชายแดนทุกวัน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย ปิดด่านยาวไม่มีกำหนดเปิด

มทภ.2ถวายรายงานเหตุชายแดนทุกวัน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย ปิดด่านยาวไม่มีกำหนดเปิด

มทภ.2ถวายรายงานเหตุชายแดนทุกวัน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย ปิดด่านยาวไม่มีกำหนดเปิด

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มทภ.2ถวายรายงานเหตุชายแดนทุกวัน ‘ในหลวง’ทรงห่วงใย ปิดด่านยาวไม่มีกำหนดเปิด สั่งตรึงกำลัง-อาวุธเต็มพื้นที่ ไม่คุยหากรุกล้ำ/ตีอย่างเดียว

“ไทยคู่ฟ้า” ย้ำเหตุการณ์ปกติ แต่กองทัพไทยยังตรึงกำลังใน 11 ที่มั่น 7 จว.วางรั้วลวดหนามรักษาอธิปไตย ด้านอีโอดีตรวจพบกับระเบิดที่ลอบมาวางในเขตไทย จี้เขมรรับ 2 เงื่อนไข “ปราบแก๊งคอลฯ-กู้ระเบิด”ด้านมทภ.2 บรรยายพิเศษสถานการณ์ชายแดนให้นร.สาธิต ม.เกษตรฯ ฟัง เผยวีรกรรมทหารไทย รบ 5 วัน 4 คืน ยึดแผ่นดิน โดยเฉพาะภูมะเขือคืนจากเขมร เผย «ในหลวง» องค์จอมทัพไทย ทรงห่วง มทภ.2ถวายรายงานสถานการณ์ทุกวันย้ำทหารพร้อมสละชีพเพื่อบ้านเมือง กร้าว“ทุกพื้นที่ถ้าแม่ทัพยังอยู่ รุกล้ำเข้ามาแม่ทัพตีอย่างเดียว ไม่คุย” ไม่หวั่นหลังเกษียณจะโดนเช็คบิล “เขาล็อคเป้าผม ผมก็หมายหัวเขาเหมือนกัน” ลั่นไม่พร้อมเปิดด่าน เปรยๆปิดยันเกษียณ เผยถกอาร์บีซีปลายสค. ชงปมทุ่นระเบิดเข้าหารือด้วย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนามต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย

เขมรลอบวางระเบิดในเขตไทยต่อเนื่อง

นายจิรายุกล่าวต่อว่า ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

จี้รับ2เงื่อนไข“ปราบแก๊งคอลฯ-กู้ระเบิด”

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา รับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1.การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2.การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้”นายจิรายุกล่าว และว่า ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที นอกจากนี้ ขอให้ประชาชนตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า «ให้อพยพออกจากพื้นที่» รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่มีสถานการณ์ใดๆประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ไร้ปัญหากองทัพ-ประเมินยุบศบ.ทก.18สค.

ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.)ว่า ได้พูดคุยกับพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบ.ทก.ช่วงสถานการณ์ที่คลี่คลาย ซึ่งเป็นการประเมินจากหน้างาน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะยุบศูนย์ และปล่อยอำนาจให้กระทรวงต่างๆได้ทำหน้าที่ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าจะยุบภายหลังการพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เสร็จแต่สองสามวันที่ผ่านมามีสถานการณ์เกิดขึ้นในลักษณะบานปลาย จึงยังไม่จำเป็นเรียกประชุม สมช.โดยจะประชุมอีกครั้งวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคมประเมินสถานการณ์อีกครั้ง น่าจะมีความชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหา เป็นการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสถานการณ์แต่ละช่วง เพราะ สมช.และ ศบ.ทก.มีเหล่าทัพในนี้ด้วย และยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ได้มอบอำนาจให้ส่วนหน้าเป็นหลัก อยากให้ทุกส่วนเข้าใจไม่อยากให้เกิดความบานปลาย

มทภ.2สอนเด็กเป็นคนดีไม่ต้องกลัวขึ้นศาล

วันเดียวกัน ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้าปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” โดยมีพล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ เรื่องเล่าจากแนวหน้าและการรักษาอธิปไตยของชาติ

โดยพล.ท.บุญสินกล่าวว่า ดีใจที่ได้มาเห็นน้องๆทำกิจกรรม ได้ร้องเพลงชาติร่วมกัน ธงชาติอยู่ข้างหลัง 16 ผืน 5 แถบ 3 สี กว่าจะได้แผ่นดินมาบรรพบุรุษเสียชีวิตเลือดเนื้อมากี่คนแล้ว แผ่นดินนี้ที่น้องๆนั่งอยู่ตรงนี้ เหลือเท่านี้บรรพบุรุษเราทำอะไรไว้บ้างรู้หรือไม่ แต่ก็ภูมิใจ ลุงแม่ทัพคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนฯถามว่ามีวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย มีวิชาศีลธรรมหรือไม่ ซึ่งตนจะถามเสมอเมื่อไปพบปะที่โรงเรียนว่าได้สอน 2 วิชานี้หรือไม่

ทั้งนี้มนุษย์ถ้าไม่มีศีลธรรมในใจก็ไม่ค่อยมีค่าสักเท่าไหร่ ไม่มีจิตสำนึกความรักชาติรักแผ่นดิน ความเสียสละ ประเทศชาติก็วุ่นวายล่มสลาย มีแต่กอบโกยผลประโยชน์เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง เห็นเงินเป็นใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือลูกหลานทุกคนของโรงเรียนแม่ทัพมั่นใจว่าทุกคนเป็นคนดี เราเป็นคนดีอยู่ที่ไหนไม่ต้องกลัว เพราะเราคิดดี ไม่ต้องกลัวว่าจะขึ้นศาล ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเขาด่า แม่ทัพไม่เคยกลัวใครในโลกนี้ เพราะเราคิดดีต่อประเทศชาติต่อแผ่นดิน และประชาชน จะดังจะเด่นขนาดไหนไม่เคยคิดเอาเรื่องนั้นมาหาผลประโยชน์ นี่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเป็นคน แม่ทัพมั่นใจว่าครูและอาจารย์สั่งสอนเด็กๆมาดี

เล่าวีรกรรมทหารไทยสู้5วัน4คืนยึดภูมะเขือได้

พล.ท.บุญสินกล่าวตอนหนึ่งถึงสถานการณ์ชายแดนว่า วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน มีเยาวชนไทยและเขมรนัดเจอกันที่ปราสาทตาเมือนธม มีการโพสต์เฟซบุ๊กด่ากัน ปลุกระดมกันทั้งสองฝ่าย นัดไปแสดงออกที่ปราสาทตาเมือนธมทั้งคนกัมพูชาและคนไทย ทั้งนี้ปราสาทตาเมือนธมเปิดให้กัมพูชาขึ้นมาชมได้ตั้งแต่ 09.00-15.00 น. ทุกวัน เป็นข้อตกลงของรัฐบาลในอดีต แม่ทัพไม่มีอำนาจปิดถ้าไม่มีเหตุ ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเขมรไม่ยอมรับว่าปราสาทตาเมือนธมเป็นของไทย เขามองว่าเป็นของกัมพูชา จึงทำให้มีปัญหาเช่นนี้ แต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่เกิดปัญหาคนไทยกับคนเขมรนัดเจอกัน

เล่าถึงตอนนี้ พล.ท.บุญสินถามเด็กๆว่า ถ้า 2 กลุ่มไปเจอกันจะเกิดอะไรขึ้น เด็กๆตอบว่าจะตีกัน แม่ทัพภาคที่ 2 จึงกล่าวว่า ขนาดเด็กๆยังคิดได้ แล้วลุงแม่ทัพจะไม่รู้ได้อย่างไร จึงเสนอกัมพูชาว่าให้ปิดปราสาทก่อน แต่กัมพูชาไม่ให้ปิดแต่หากไทยจะปิดก็ปิด แต่กัมพูชาจะให้ประชาชนขึ้นมาเหมือนเดิม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ได้จะทำให้เราเสียเปรียบ คืนนั้นแม่ทัพจึงขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาในการปิดปราสาทตาเมือนธม ก่อนที่คนกัมพูชาจะขึ้นมา และอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แม่ทัพรับผิดชอบเอง จึงปิดปราสาทช่วง 02.00 น. ของวันดังกล่าว และเช้ามาทหารกัมพูชาใช้ปืนอัตโนมัติยิงทหารไทยตลอดแนว จากอุบลราชธานี-บุรีรัมย์ เกือบ 1,000 กิโลเมตร

«เมื่อปะทะกันแล้ว ลุงแม่ทัพจึงขอแผ่นดินผมคืน ยึดคืนเกือบทั้งหมด ใช้เวลา 5 วัน 4 คืนได้มาเท่านั้นถือว่าเต็มที่แล้วสำหรับทหารในการทวงพื้นแผ่นดินคืน เช่น ภูมะเขือ ได้ที่ดินคืนประมาณเกือบ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่สูง มีทัศนียภาพดี และยังมีหลายพื้นที่ที่เรายืนหยัดในเส้นเขตแดนของเรา ซึ่งการประทะกันเป็นธรรมดาที่ต้องมีการบาดเจ็บ ล้มตายทั้งสองฝ่าย ซึ่ง 15 วีรชนที่ได้มีการสดุดี ถือว่าเหมาะสม เพราะเขากล้าหาญ เป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน ถือเป็นคนเสียสละที่หายากในยุคนี้»พล.ท.บุญสินกล่าว

และว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ตนไปเยี่ยมทหารที่ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด เขายิ้มไม่เสียใจ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และจะจัดหาขาเทียมที่ดีที่สุดให้ ตนบอกว่าไม่ต้องห่วง หากอยากเป็นทหารต่อก็ได้หรือจะพักผ่อนแล้วให้ญาติมาเป็นทหารต่อก็ได้ กองทัพจะดูแลอย่างดีที่สุด

ถ้ายังเป็นแม่ทัพใครล้ำเข้ามาตีลูกเดียวไม่คุย

พล.ท.บุญสินยังตอบคำถามนักเรียนที่ถามมาถ้าขอพรได้อยากขอสิ่งใดว่า «ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อนมีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง นอกจากนี้ พล.ท.บุญสินยังตอบคำถามนักเรียน หากไทยถูกรุกรานจะดำเนินการอย่างไรว่า แม่ทัพก็ยังทำเหมือนที่ทำมาแล้ว แบบที่ทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างตอบคำถาม เด็กตะโกน F-16 พล.ท.บุญสินยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน แม่ทัพจะบอกว่านี่คือ เขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป

«ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว»พล.ท.บุญสินกล่าว และยังตอบคำถามนักเรียนที่ถามว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุดว่า ไม่เคยเหนื่อย การทำหน้าที่ เพื่อประเทศชาติเพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร ฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมทำหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนและยืนยันว่าขวัญกำลังใจหารทุกคนยังดี ขอให้ลูกหลาน และน้องๆบอกคุณพ่อคุณแม่ เมื่อกลับไปบ้านว่าลุงแม่ทัพกุ้งและทหารจิตใจกำลังใจดี ขอให้คุณพ่อคุณแม่เชียร์ด้วย

“ในหลวง”ทรงห่วงใย-ถวายรายงานทุกวัน

พล.ท.บุญสินกล่าวระหว่างการบรรยายสถานการณ์ทหารแนวหน้าให้เด็กๆฟังว่า พี่ทหารฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ทหารก็สู้ พี่ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยอยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปที่แม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้คือจอมทัพไทย และตั้งแต่ประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ ปัจจุบันเรายังอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไรเราก็พร้อม จะยุติก็ได้หรือจะรบต่อก็พร้อม”แม่ทัพภาคที่2กล่าว

ย้ำเฟกนิวส์ทำลายสถาบันอย่าเชื่อง่าย

พล.ท.บุญสินฝากถึงเด็กๆเรื่องการเสพสื่อ หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคีใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนจริงหรือไม่อย่าไปเชื่อง่ายๆต้องมีสติหาข้อมูล จากหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่น ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทย กลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

ชี้ต่ออายุราชการแค่กระแสสังคม

จากนั้น พล.ท.บุญสินให้สัมภาษณ์ว่า แม้ตนจะเกษียณฯ แต่ก็ยังเป็นคนไทย และอยู่ช่วยเหมือนเดิม

สำหรับเสียงเรียกร้องให้ต่ออายุราชการนั้น เป็นเรื่องกระแสสังคมมากกว่า แต่ตนปฏิบัติหน้าที่ตามอายุราชการ วันที่ 30 กันยายนก็จบหน้าที่แล้ว และขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ตนมั่นใจ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับชาตามลำดับชั้น ในการคัดเลือกคนที่เหมาะสม กองทัพสร้างคนมาทดแทนได้อยู่แล้ว

เมินถูกเช็คบิล-ลั่นล็อคเป้าเหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังเกษียณฯกังวลหรือไม่จะตกเป็นเป้าโจมตี คดีความจะตามมา จากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์จากขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์พล.ท.บุญสินกล่าวว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมต่อสู้ทุกรูปแบบอยู่แล้วถามต่อว่า ฝ่ายเขมรล็อกเป้าแม่ทัพ หมายถึงหมายหัวท่านไว้ พล.ท.บุญสินกล่าวว่า “ผมก็ล็อกเป้า หมายหัวเขาไว้เหมือนกัน” 

พร้อมถกRBCปลายส.ค.ปมทุ่นระเบิด

พล.ท.บุญสินให้สัมภาษณ์กรณีประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และ ผู้บัญชาการภูมิภาคทหาร ฝ่ายกัมพูชาว่า เขาตอบรับแล้วช่วงปลายเดือนสิงหาคม จะประชุมฝ่ายเลขานุการ โดยจะหารืออีกครั้งว่ามีประเด็นใดบ้าง สำหรับสถานที่จะเป็นแนวเขตชายแดนฝั่งไทยเพื่อความสบายใจสองฝ่ายทั้งนี้ ยอมรับว่า ประเด็นทุ่นระเบิด เป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะนำเข้าหารือด้วย เพราะผิดเงื่อนไขอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการใช้ระเบิดสังหารบุคคลซึ่งกัมพูชาก็เป็นสมาชิกด้วย

ถามย้ำว่า เวทีจีบีซีกัมพูชาไม่ตอบรับเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะทำอย่างไร พล.ท.บุญสินกล่าวว่า ในเวทีอาร์บีซีเราจะพูดอีก ถ้าไม่ยอมรับเราจะชี้แจงต่อสังคมโลก ให้ยูเอ็นช่วยดูว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เข้ามาช่วยดู ส่วนที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนวางทุ่นระเบิด ก็เป็นวิธีของเขา ซึ่งตนเตรียมเรื่องการชี้แจง รวมถึงการใช้กำลังไว้พร้อมทั้งหมด

ยันตาควายของไทยต้องหาวิธีนำกลับมา

พล.ท.บุญสินกล่าวอีกว่า การประชุมอาร์บีซีที่จะคุยถึง 11 พื้นที่ฝ่ายไทยควบคุมอยู่ ไม่ถอนทหารและเราก็อยู่ตรงนั้น ถึงได้มีคำว่าลวดหนามใช้จำนวนมาก ยืนยันว่าพื้นที่ปราสาทตาควายเป็นของไทยอยู่ แต่ต้องหาวิธีนำกลับมาไม่ว่าด้วยวิธีใด ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศส่วนจะคาดหวังการประชุมอาร์บีซีได้อย่างไร และกำหนดขั้นตอนปฏิบัติ 13 ข้อ ที่นำไปสู่การหยุดยิงได้เป็นรูปธรรมหรือไม่ อยู่ที่แม่ทัพฝ่ายกัมพูชาต้องรอคำยืนยันจากผู้บังคับบัญชาเช่นกันสำหรับการจัดการทุ่นระเบิดได้ปรับการเฝ้าตรวจระยะไกล ใช้เครื่องมือพิเศษ รวมถึงโดรนตรวจสอบ วางลวดหนาม

ยังไม่พร้อมเปิดด่าน-ลั่นปิดยันเกษียณ 

ส่วนการที่เราสื่อสารพร้อมใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเอง พล.ท.บุญสินกล่าวว่า ส่วนนั้นเป็นเรื่องทางรัฐบาล ส่วนของเราก็ปฎิบัติหน้าที่ต่อ ท่าทีกัมพูชาต่อเรื่องนี้เป็นปกติ และเตรียมพร้อมในส่วนของเขา แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ประมาท ย้ำว่าในพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลัง อาวุธยังอยู่เหมือนเดิม และมองว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ลดราวาศอกเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด

ถามว่าฝ่ายรัฐบาลส่งสัญญาณเรื่องการเปิดด่านแล้วหรือไม่ พล.ท.บุญสินกล่าวว่า “ทางเรายังไม่พร้อม ถ้าถามเรายังไม่พร้อม” จากนั้น พล.ท.บุญสินกล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ปิดยันเกษียณฯ” พร้อมกับหัวเราะ

ไม่ขัดแย้งรบ.-ใช้ตาข่ายสกัดโดรนสังหาร 

พล.ท.บุญสินยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัมพูชานำตาข่ายกั้นโดรนในที่ตั้งฐานว่า เป็นยุทธวิธีที่ต่างฝ่ายต่างดำเนินการเพราะเราไม่รู้ว่า โดรนจะมาจากทิศทางไหนฝ่ายเราก็กั้นเช่นกัน ป้องกันโดนสังหาร ต้องขอบคุณประชาชนที่มอบตาข่ายมาให้ แม้ปัจจุบันกองทัพภาคที่2 ไม่ได้โพสต์รับบริจาคแล้ว แต่หากประชาชน นำสิ่งของมาให้ก็พร้อมรับไว้ ยืนยันว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย

ไม่ได้โทรศัพท์มาหา และลวดหนามหีบเพลงกองทัพก็ได้ครบแล้วขณะที่รัฐบาลก็สนับสนุนให้ ยังเป็นที่รู้กันว่า การจัดซื้อหากรอระเบียบราชการมีความล่าช้า และในการสู้รบที่ผ่านมาเราสามารถยึดพื้นที่ได้ 11จุด จึงจำเป็นต้องใช้และลวดหนามหีบเพลงจำนวนมาก เพื่อลดการลาดตระเวน แต่บางจุดก็จำเป็นต้องลาดตระเวน ป้องกันทหารกัมพูชารุกคืบยึดพื้นที่คืน อาจใช้โดรน รถกวาดทุ่นระเบิดถ้าประชาชนยังสนับสนุน นำมาให้เราก็ยินดี เพียงแต่ไม่ได้โพสต์

“ยืนยันไม่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล กองทัพภาคที่2ทำหน้าที่ป้องกันชายแดน ส่วนรัฐบาลก็ทำหน้าที่ของรัฐบาล ในฐานะฝ่ายบริหาร ขอเรียกร้องให้ประชาชนรับฟัง ข้อมูลข่าวสาร จากหน่วยงานราชการ ที่เชื่อถือได้ในเรื่องการอพยพ และการแจ้งเตือน ไม่อยากให้เชื่อข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ปัจจุบันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างฝ่ายต่างอยู่และต่างเฝ้าระวัง”พล.ท.บุญสินกล่าว

ส่งฟ้อง2จังหวัด 32รายฮั้วชิงสว. ‘อิทธิพร’ยันไม่ช้า

ส่งฟ้อง2จังหวัด 32รายฮั้วชิงสว. ‘อิทธิพร’ยันไม่ช้า

ส่งฟ้อง2จังหวัด 32รายฮั้วชิงสว. ‘อิทธิพร’ยันไม่ช้า

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งฟ้อง2จังหวัด 32รายฮั้วชิงสว. ‘อิทธิพร’ยันไม่ช้า รอฟันอีกนับร้อย

32 รายมีหนาว!!“อิทธิพร” เผยสอบฮั้วเลือกสว.ระดับจังหวัด 2 จังหวัด ยะลา-ร้อยเอ็ด ส่งฟ้องศาลแล้ว เหลืออีกกว่าร้อยคนรอถูกเช็คบิล

วันที่ 14 ส.ค.68 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภายหลังคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 สรุปสำนวนส่งไปยังรองเลขากกต.ว่า ขั้นตอนในขณะนี้ผ่านจากคณะกรรมการที่ 26 ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีในขั้นตอนแรก อยู่ระหว่างการทำงานของรองเลขากกต.โดยทราบอย่างไม่เป็นทางการว่าในจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ถูกร้องที่มีประมาณร้อยกว่าคนซึ่งมีบางคนได้สั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม และสั่งไต่สวนเพิ่มเติมแล้ว

ส่วนที่มีการท้วงติงว่ากกต.ใช้เวลาในการพิจารณานานนั้น ประธานกกต. ชี้แจงว่า เวลาที่กำหนดไว้เป็นเวลาที่อำนวยความยุติธรรมให้กระบวนการพิจารณาในแต่ละลำดับไม่เกิดความล่าช้า หากจะช้าไปบ้างก็ต้องมีเหตุผลว่าเหตุใดถึงช้า ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เกิดความยุติธรรมกับใคร การที่กกต.ออกประกาศกกต.มานั้น ได้มีการกำหนดการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนว่าใช้เวลาเท่าไหร่ เป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดความล่าช้า ซึ่งไม่กระทบต่อสำนวน และเนื้อหา โดยจากสำนวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 มีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นร้อยคน และมีเอกสารหลายพันหน้า ต้องใช้เวลา ดังนั้นกระบวนการจึงต้องใช้ความรอบคอบ เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรม

นายอิทธิพร ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการฮั้วเลือกสว.อื่นๆ ว่า เรื่องร้องเรียนการฮั้วเลือกสว.ระดับจังหวัด โดยกกต.มีมติในส่วนของการเลือกสว.ระดับจังหวัด คือ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยะลา โดยในจำนวนนี้มีทั้งผู้ได้รับการเลือกเป็น สว.และไม่ได้รับเลือก โดยในส่วน จ.ร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการส่งสำนวนฟ้องต่อศาล ตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กกต.ก็ได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1ปีและวานนี้(13 ส.ค.) กกต.ได้มีมติให้ส่งเรื่องการฮั้วเลือกสว.ระดับจังหวัด ที่ จ.ยะลา ซึ่งสรุปสำนวนส่งฟ้อง 12สำนวน และมีผู้ถูกกล่าวหารวม 32คน

ทั้งนี้ นายอิทธิพร ยังกล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการชุดที่ 26 ที่มีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมคณะทำงานด้วย ว่าได้ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมา 1 ปี ย้ำว่าคณะกรรมการชุดที่ 26 เป็นที่สนใจของสาธารณชนมีผู้ที่เกี่ยวข้องและมีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาบ้าง ซึ่งคณะดังกล่าวทำหน้าที่ตั้งแต่เดือนมี.ค. สำหรับตนเองมองว่าทำงานค่อนข้างจะรวดเร็ว ซึ่งอีกไม่นานคำวินิจฉัยศาลก็คงจะออกรอติดตามได้

ไม่มีแผนสำรองคดี‘คลิปฮุนเซน’ เพื่อไทยปากแข็ง ยังโว‘อิ๊งค์’เจตนาดีต่อบ้านเมือง

ไม่มีแผนสำรองคดี‘คลิปฮุนเซน’ เพื่อไทยปากแข็ง ยังโว‘อิ๊งค์’เจตนาดีต่อบ้านเมือง

ไม่มีแผนสำรองคดี‘คลิปฮุนเซน’ เพื่อไทยปากแข็ง ยังโว‘อิ๊งค์’เจตนาดีต่อบ้านเมือง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่มีแผนสำรองคดี‘คลิปฮุนเซน’ เพื่อไทยปากแข็ง ยังโว‘อิ๊งค์’เจตนาดีต่อบ้านเมือง ยืนยันไม่ชิงลาออก-ยุบสภา เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม

เปิดคำชี้แจงศาล รธน. “นายกฯอุ๊งอิ๊งค์” ยันคุยกับ “ฮุนเซน” ไม่ผิดไม่ได้ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย แจงประโยค “อยากได้อะไรบอก เดี๋ยวจัดให้” เป็นแค่เทคนิคเจรจา-ไม่รับเงื่อนไข ส่วนที่บอกว่า แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝั่งตรงข้าม เป็นเพราะเขมรไม่พอใจ จึงแยกฝ่ายบริหารออกจากมั่นคง รับขอโทษแล้ว ไร้ผลกระทบกองทัพ บอกทุกถ้อยคำอยู่ในกรอบการทูต-ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก “อิ๊งค์” ยิ้มแย้มเข้าสภาฟังถกงบ’69วันที่สอง บอก 21 ส.ค.ศาลรธน.นัดไต่สวนตรงวันเกิดพอดี “วิสุทธิ์” เผย“อิ๊งค์”ลั่นไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา ด้าน“ภูมิธรรม” ยันไม่มีแผนสำรอง ย้ำ“แพทองธาร”เจตนาดีต่อประเทศ ไม่ได้ทำอะไรเอื้อกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.2568 เพื่อชี้ขาดสถานะนายกรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สืบเนื่องจากกรณีสมาชิกวุฒิสภา(สว.) 36 คน ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัตินายกฯ จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีข้อกล่าวหาหลักคือ ขาดความซื่อสัตย์สุจริต และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ศาลได้นัดไต่สวนพยานบุคคล 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 21 ส.ค.2568

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.แพทองธารได้ชี้แจงศาลตอนหนึ่งว่า “การกระทำของข้าพเจ้าตามข้อกล่าวหาของผู้ร้องจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด อีกทั้งการกระทำของข้าพเจ้าก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในความสุจริตและเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของข้าพเจ้าแต่ประการใด”

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า นายกฯ ได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านห้าคน ได้แก่ 1.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) 2.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย 3.พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ข้าราชการบำนาญ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา 4.พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร ตำแหน่งรองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร 5.นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น อดีตทูตไทยประจำประเทศฟิลิปปินส์ และอดีตทูตไทยประจำประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายกฯ ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดังนี้ ข้อ 1 ได้โปรดนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน รวมถึงพยานบุคคลทั้งห้า เข้าสู่กระบวนพิจารณาเพื่อประกอบการพิจารณาคดีและการไต่สวนของศาลในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 4 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 ที่กำหนดให้การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวน โดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท

ข้อ 2 ได้โปรดพิจารณามีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ทั้งนี้ การยกเลิกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้ผู้ถูกร้องสามารถปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไปพลางจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ใช้พยานบุคคล 1 ปาก คือ เลขาธิการ สมช. รวมถึงปัดตกคำขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

นอกจากนี้ มีรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ได้ทำคำชี้แจงบางส่วน โดยอ้างถึงถ้อยคำที่ว่า “อยากได้อะไรดีให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” ว่า มีแต่เพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การยุติความตึงเครียดที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณีแต่อย่างใด

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) ว่าเป็น “ฝั่งตรงข้าม” นั้น ขอชี้แจงว่า นายฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการเฉพาะเจาะจง ข้าพเจ้าจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบ หรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด เมื่อเกิดความเข้าใจผิดขึ้น ก็ได้มีการชี้แจงและกล่าวคำขอโทษต่อแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว และแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันต่อสาธารณชนว่าไม่ติดใจคลิปเสียงของข้าพเจ้า และไม่ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับแม่ทัพภาคที่ 2 และไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำงานของกองทัพแต่อย่างใด

ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหารและทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนาจึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่า ไม่มีข้อความตอนใดที่ข้าพเจ้าเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าสภาผู้แทนราษฎรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อร่วมรับฟังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2และวาระ 3 ในวันที่สอง โดยมีรัฐมนตรีและ สส.ของพรรคเพื่อไทย มารอต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่าวันที่ 21 ส.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน จะเดินทางไปด้วยตัวเองหรือไม่ โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าวันที่ 21 ส.ค.วันเกิดพอดี เมื่อถามอีกว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชน และสส.ของพรรคได้หรือไม่ว่าจะอยู่จนวินาทีสุดท้าย น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนเดินขึ้นไปภายในอาคารรัฐสภาทันที

ขณะที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธาน สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปดังกล่าวว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยมองเรื่องนี้กัน 2 มุม สส.ส่วนใหญ่อยากให้มีคำวินิจฉัยออกมาเร็วๆ จะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ อีกฝั่งรอวันที่ 29 ส.ค.แต่ยืนยันพวกเราไม่ตกใจ เชื่อมั่น น.ส.แพทองธาร มีเจตนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เชื่อว่าท่านปรารถนาดี เชื่อว่าท่านไม่ได้ทำผิด มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า มีการพูดถึงกรณีหากคำวินิจฉัยเป็นลบต่อนายกฯบ้างหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครพูดอย่างนั้น เป็นทิศทางบวกตลอด และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของ น.ส.แพทองธาร และเราไม่คิดถึงแผนสำรอง เพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ลาออก นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี วันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมาไม่เห็นท่านว่าสักคำ คนที่ไปพบนายกฯก็ไม่เห็นว่าท่านจะลาออก กำลังใจดีมาก และไม่จำเป็นต้องรอการพิจารณางบ หากเป็นเช่นนั้นพวกตนต้องรู้ก่อนอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าไม่มีการลาออกอยู่แล้ว รวมทั้งไม่มีการยุบสภาหลังพิจารณางบ’ 69 ด้วย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของ น.ส.แพทองธาร เราจะอาศัยความตั้งใจจริงของนายกฯ แสดงให้ศาลได้เห็นและพิจารณา ว่าเรื่องนี้เราตั้งใจอย่างไร ที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาที่ทำลายความมั่นคง มันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ทุกคนกังวลใจ

เมื่อถามย้ำว่ามีแผนสำรองอย่างไร หากนายกฯ เกิดอุบัติเหตุการเมืองหรือลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ให้ประชาชนเข้าใจ ถ้าอะไรเกิดขึ้นก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรียมอะไร เมื่อถามว่า ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีระส่ำบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้ทุกคนเข้มแข็งเรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้น

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ดิฉันไม่ได้จะขวางการพัฒนาในภาคใต้ เพราะดิฉันเป็นคนใต้ ก็อยากเห็นการพัฒนา แต่การพัฒนาไม่ว่าภาคไหนๆ ท่านต้องมองเห็นโอกาสของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน อย่าใช้คนในพื้นที่เป็นเพียงต้นทุนเพื่อต่อยอดให้กับนายทุนที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่”

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ฝ่ายค้านสับงบ’69 สร้างตึกก.คมนาคม3.8พันล. ล้างผลาญกันถึงที่สุดเพื่อใคร

ฝ่ายค้านสับงบ’69 สร้างตึกก.คมนาคม3.8พันล. ล้างผลาญกันถึงที่สุดเพื่อใคร

ฝ่ายค้านสับงบ’69 สร้างตึกก.คมนาคม3.8พันล. ล้างผลาญกันถึงที่สุดเพื่อใคร

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฝ่ายค้านสับงบ’69 สร้างตึกก.คมนาคม3.8พันล. ล้างผลาญกันถึงที่สุดเพื่อใคร

ถกงบฯ’69 วาระ 2 วันที่ 2 ฝ่ายค้าน ถล่มงบก.เกษตรฯไร้ตอบโจทย์คนไทย กระจุกงบฯที่พะเยา กังขา “โครงการตลาดกลางพะเยา”มูลค่าส่งออกต่ำ “เชียงราย-น่าน” เสี่ยงผูกขาด-เอี่ยวการเมือง ภท.บี้งบกรมชลประทาน 4 หมื่นล้าน วางแผนแก้ปัญหาท่วม-แล้งยั่งยืนหรือไม่ ปชน.จวกยับงบสร้างตึก “ก.คมนาคม”แห่งใหม่ 3.83 พันล้าน ล้างผลาญกันถึงที่สุดเพื่อใคร? ซัดกมธ.ตัดงบฯพอเป็นพิธี-มีธงมาแล้วไม่ดูความเหมาะสมลามยัดไส้ซื้อ”โต๊ะห้องสมุด”ตัวละ2แสน ชี้รายการฉาวสุดแห่งปี‘วิสุทธิ์’ย้ำไม่ต้องขยายเวลา ยันเสียงรัฐบาลยังแน่น เตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกปัดซื้อเสียงปชน.เพื่อแลกเสียงโหวตวาระสามท้า’ศิริกัญญา’เปิดชื่อคนซื้องูเห่า

เมื่อเวลา09.35น.วันที่ 14สิงหาคม2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

ปชน.ถล่มงบก.เกษตร2โครงการ

โดยเริ่มพิจารณามาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน อภิปรายในส่วนขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า มี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์คนไทยทั้งประเทศ และเสี่ยงต่อการใช้เงินภาษีอย่างไม่คุ้มค่า เสี่ยงต่อการล้มเหลวของโครงการ ได้แก่ โครงการตลาดกลางที่ จ.พะเยา และโครงการล้งแห่งชาติ

ในส่วนโครงการตลาดกลางที่ จ.พะเยา ปีงบ 69 อ.ต.ก.ของบทั้งหมด 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้กับเกษตรกร แต่มีจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทไปในพื้นที่เดียวคือ จ.พะเยา ภาพรวมของโครงการนี้ ถ้าแล้วเสร็จจะใช้งบประมาณสูงถึง 168,169,000 บาท

งบกระจุกที่พะเยาจังหวัดเดียว

“เมื่อดูมูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตรของจ.พะเยา ไปยังประเทศลาว ต่ำกว่า จ.เชียงราย และน่าน มากกว่า 3 เท่า และสินค้าเกษตรหลักที่ประเทศลาวนำเข้าจากประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก ผลไม้สด จ.พะเยา มีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ และระบบโลจิสติกส์ก็อยู่ที่ จ.เชียงราย และน่าน ไม่ใช่ที่ จ.พะเยา และระยะทางจากพะเยาไปชายแดนไกลกว่า ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ดังนั้นขอถามว่า ภาคเหนือตอนบนมีถึง 8 จังหวัด แต่ทำไมกลับทุ่มงบประมาณหลายล้านบาท ไปที่จังหวัดเดียว”นายวิทวิสิทธิ์ ย้ำ

อัดเละเอื้อประโยชน์ทางการเมือง

พร้อมย้ำว่า คำถามคือใครได้ประโยชน์จากการเลือกโครงการที่ลงที่จ.พะเยา การเลือกครั้งนี้เป็นเพราะเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจจริงๆหรือการเมืองเพราะหากจะสร้างตลาดกลางที่ภาคเหนือจริงๆต้องกระจายไปหลายจังหวัด เชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์และการส่งขนส่งเย็น ไม่ใช่ปักเสาหลักกองเดียว

อัด‘กงล้งแห่งชาติ’อ.ต.ก.ล้มเหลว

ส่วนโครงการล้งแห่งชาติ อ.ต.ก. ตั้งงบฯ 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ารัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนการอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีทักษะเชิงพาณิชย์ ทำให้ขายสินค้าไม่ได้มูลค่าเต็มจำนวนและโครงการก็ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐเป็นหลัก ถ้าถูกตัดงบฯโครงการนี้ก็จะหยุดชะงักทันที

“จะเห็นได้ว่าโครงการล้งแห่งชาติ คือโครงการที่ไม่ตอบโจทย์เกษตรกรไทยทั้งประเทศเสี่ยงต่อการกระจุกงบประมาณ การผูกขาดและการล้มเหลวของโครงการจึงขอให้ตัดลดงบประมาณ 2 โครงการนี้ทันที และให้รัฐบาลนำเงินไปสร้างโครงการที่ครอบคลุมตรงจุด และตอบโจทย์เกษตรกรไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษ แต่ใช้ในชีวิตจริงของเกษตรกรไม่ได้”

ภท.บี้งบกรมชลประทาน4หมื่นล้าน

ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายมาตรา14 ในส่วนงบประมาณของกรมชลประทาน วงเงิน 4หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบก้อนใหญ่ที่สุด คนทั้งประเทศอยากเห็นการแก้ปัญหาภาพรวมเรื่องน้ำ รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งซ้ำซาก อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหลายพื้นที่จะเข้าสู่ช่วงน้ำท่วม จึงอยากตั้งคำถามว่า การจัดสรรงบประมาณส่วนนี้มีแผนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยหรือไม่

นอกจากนี้งบประมาณกรมการข้าว วงเงิน 3.8 พันล้านบาท เงินก้อนใหญ่อยู่ที่แผนยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า 3.3 พันล้านบาท เป็นโครงการพัฒนาพันธุ์ข้าวเกือบ 2 พันล้านบาท และโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว เกือบ 1.7 พันล้านบาท ตนจะไม่แปลกใจถ้าเป้าหมายเพื่อช่วยเกษตรกรในการลดทุน แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของงบประมาณ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นงบครุภัณฑ์ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง เหลือเนื้องานจริง ๆ ที่จะทำเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่กี่ร้อยล้านบาท ตนอยากเห็นเงินส่วนนี้ลงไปถึงชาวนาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เกิดการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้มากกว่านี้

หลังจาก ส.ส.และผู้สงวนคำแปรญัตติอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในมาตรา 14 กระทรวงเกษตรฯ ด้วยคะแนน 251 เสียง ไม่เห็นด้วย 135 เสียง งดออกเสียง 44 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง

ฉะสร้างตึกก.คมนาคม3.83พันล.

จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณามาตรา 15 กระทรวงคมนาคมวงเงิน 184,465ล้านบาทนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบก่อสร้างตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ว่าใช้งบก่อสร้าง 3,832 ล้านบาท เป็นงบผูกพัน 3ปี ตั้งแต่ปี 2569-2571 เป็นอาคาร 22 ชั้น พื้นที่ 115,196ตารางเมตร บนที่ดิน 18.5 ไร่ ในตึกมีทั้งลิฟต์ และห้องอาหารวีไอพีให้รัฐมนตรี แยกจากเจ้าหน้าที่มีฟังก์ชันเวอร์วัง ทั้งห้องฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย ห้องสมุด ห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องแถลงข่าว ห้องอบรม ห้องปฏิบัติธรรม และโซนดูวิวกระทรวง ใช้เงินลงทุน 5,810 ล้านบาท เพื่อตึกแห่งนี้ ทั้งค่าก่อสร้าง 3,832ล้านบาท ค่าที่ดิน 2,250 ล้านบาท ค่าควบคุมการก่อสร้าง 103 ล้านบาท ค่าปรับปรุงแบบ 8 ล้านบาท

ซัดสร้างตึกใหญ่เกินความจำเป็น

นายศุภณัฐระบุว่าแต่มีหน่วยงานที่จะมาอยู่ 5 หน่วยคือ1.สำนักงานรัฐมนตรี 2.สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม 3.กรมขนส่งทางราง 4.สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง 5.สำนักงานบริหารทรัพย์สินของรถไฟ มีเจ้าหน้าที่ย้ายมาแค่ 1,018 คน ส่วนอีก 17 หน่วยงานที่เหลือ อาทิ กรมทางหลวง , กรมทางหลวงชนบท , ขนส่งทางบก , การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.),ขสมก.ไม่มีหน่วยใดย้ายมา ถือว่าก่อสร้างใหญ่เกินความจำเป็น

จวกกมธ.ยับล้างผลาญกันถึงที่สุด

“ยิ่งกว่านั้นตึกมีเจ้าหน้าที่1พันคน แต่มีที่จอดรถ 1,100คันหรือ 1 คน ต่อ 1คัน ทั้งที่อยู่ติดกับสถานีกลางบางซื่อ ล้างผลาญกันถึงที่สุด เหตุใดกมธ.งบรายจ่ายปี 69 ชุดใหญ่ แค่ปรับลดพอเป็นพิธี แล้วอนุมัติให้ผ่าน หรือ มีธงอยู่แล้ว ถ้าสร้างตามความเหมาะสม จะใช้เงินแค่1,200ล้านบาท แต่พรรคเพื่อไทย(พท.)ไปช่วยแบกตึก จนเสียเงินเพิ่ม2,600ล้านบาท” นายศุภณัฐ กล่าวย้ำ

สับโอ่อ่าเกินไปจะผลาญงบเพื่อใคร

ด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตึกกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ คือที่สุดของงบปี 69 เหตุใด กมธ.งบฯชุดใหญ่ปล่อยผ่านมาได้ ตั้งงบมา 3,832 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8 ล้านบาท ต่อข้าราชการ 1 คน แพงกว่าตึก สตง. 3 เท่ากว่า สร้างอย่างโอ่อ่า ใช้งบล้างผลาญ ไม่เห็นหัวประชาชน มีห้องประชุมเยอะและใหญ่มาก แต่มีพื้นที่โล่ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์เยอะมา คิดเป็นข้าราชการ 1 คน มีพื้นที่ใช้สอย 124 ตารางเมตร และยังยัดไส้ด้วยเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะเก้าอี้แพงเว่อร์ เช่น โต๊ะราคาตัวละ 2 แสนบาท 2 ตัว ในห้องสมุด และเก้าอี้ในห้องสตูฯ 2 ชุด ราคา 111,000 บาท

“หากเป็นกระทรวงอื่น ที่ไม่มีรัฐมนตรีหนุนหลัง ตั้งงบมาแบบนี้อดแน่ อยากให้กลับไปออกแบบมาใหม่ แล้วกลับมาขอใหม่ในปีหน้า ด้วยราคาที่เหมาะสม เพราะโอ่อ่าเกินไป เป็นรายการฉาวที่สุดแห่งปี จะผลาญงบเพื่อใคร” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

วิสุทธิ์’ยันไม่จำเป็นต้องขยายเวลา

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)กล่าวถึงภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569วาระ2-3ว่าเมื่อวานการประชุมเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ รัฐมนตรีที่เป็นสส.ก็มาอยู่ในสภาฯแม้องค์ประชุมจะเกินไป 10กว่าเสียง แม้มีคนทั้งเจ็บและป่วยหลายคนมานอนข้างล่างเพื่อรอใช้สิทธิ์โหวต ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แม้แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยที่ไม่สบายก็ยังมาองค์ประชุมก็เป็นไปตามอย่างที่คาดหวัง วันนี้หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ประธานวิปรัฐบาลยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องขยายเวลาพิจารณามากกว่า3วัน วันแรกๆสส.ยังแรงดีคนอภิปรายยังเยอะ วันนี้ก็จะต้องควบคุมร่วมกันทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลในการทำงานเพื่อดูแลเรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เชื่อว่าการทำงานร่วมกันไม่มีปัญหาเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งถ้าถึงเวลาที่เห็นสมควรกับเนื้อหาแล้วก็จะพักการประชุม

ลั่นต้องเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก

ส่วนสุดท้ายถ้าหากมีการโหวตคว่ำร่างนั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่าขออย่าไปคิดแบบนั้น ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายรู้ ว่าถ้างบฯไม่ผ่านสภาฯจะเกิดความเสียหายอย่างไร หน้าที่ของฝ่ายค้านเป็นธรรมดาที่เขาไม่เห็นด้วย ตอนเราเป็นฝ่ายค้านปกติก็ไม่เห็นด้วย ดังนั้นฝ่ายรัฐบาลพรุ่งนี้(15 ส.ค. 68) ก็ต้องเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกของเราแม้ว่าจะเกินมา 10เสียงก็มั่นใจว่าจะผ่านได้ไม่เป็นปัญหา ฝ่ายค้านก็ไม่จำเป็นต้องมีมติเห็นชอบเขาจะไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องปกติ เราเข้าใจกันในฐานะที่อยู่สภาฯมานานว่าทุกฝ่ายจะต้องเดินไปในทิศทางไหน

ท้า’ศิริกัญญา’เปิดชื่อคนซื้องูเห่า

ส่วนกรณีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุมีพรรครัฐบาลมาซื้อเสียงโหวตจากพรรคปชน.นายวิสุทธิ์ ตอบว่าอยากให้น.ส.ศิริกัญญาออกมาเปิดเผยรายชื่อ เห็นว่ามีคลิปเสียงก็เปิดเผยออกมา ตนเป็นคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรจะได้สอบสวนต้องบอกว่าเป็นใครอย่าไปปิดบัง หากรู้ว่าคนไม่ดีทำผิดจริยธรรมหรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ต้องเปิดเผยให้สังคมรับรู้ว่าเป็นพรรคไหนและใคร เราเป็นฝ่ายการเมืองมีการกล่าวหากันบ้าง แต่ไม่ใช่ศัตรูกันเพราะศัตรูของนักการเมืองคือความยากจนของประชาชนเพราะฉะนั้น ทำงานร่วมกันตรวจสอบกันเป็นเรื่องปกติ

‘ประธานวิปรัฐบาล’บี้‘พรรคส้ม’แมนๆเปิดมาเลยฝั่งรัฐบาลใครแจกกล้วยแลกโหวตงบ

‘ประธานวิปรัฐบาล’บี้‘พรรคส้ม’แมนๆเปิดมาเลยฝั่งรัฐบาลใครแจกกล้วยแลกโหวตงบ

‘ประธานวิปรัฐบาล’บี้‘พรรคส้ม’แมนๆเปิดมาเลยฝั่งรัฐบาลใครแจกกล้วยแลกโหวตงบ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.46 น.

‘ประธานวิปรัฐบาล’จวกเลื่อนลอย บี้‘พรรคส้ม’เปิดมาเลย ฝั่งรัฐบาลใครแจกกล้วยแลกโหวตงบ จี้แมนๆหน่อย ท้าไปแจ้งความ บอกเงินเยอะไป ใครจะเอามาให้ 10 ล้าน ซัดปัญญาอ่อน หยันเป็นไปได้ถูก‘สแกมเมอร์’หลอก ชี้‘แก๊งต้มตุ๋น’เยอะ เตือนระวังโดนต้ม

14 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคลิปเสียงที่ สส.พรรคประชาชนอ้างว่าถูกซื้อให้โหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 10 กิโลกรัม ว่า ตนฟังคลิปแล้ว ต้องบอกว่าเลื่อนลอย ไม่รู้ใครส่งมา หากจะมีการเจรจากันเขาไม่ใช้โทรศัพท์หรอก ต้องเรียกมาคุยกัน จะจ่ายเงินตั้ง 10 กิโลกรัม จะให้ใครไม่รู้โทรมา จะอ้างว่าคนนั้นคนนี้โทรมา แล้วใครล่ะ บอกมาสิ จะมาบอกว่าเป็น สส.ในพรรครัฐบาลโทรไป แล้วใครล่ะ ตนหรือ ก็เอามาเปิดเผยสิว่าเป็นใคร แล้วจะช่วยตรวจสอบให้ ตนเป็นกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะได้ตรวจสอบว่าใครทำผิด คลิปที่บอกว่าใครไม่รู้โทรมา เป็นใครก็พูดได้หมด แบบนี้มันเลื่อนลอย ประชาชนฟังแล้วก็ตัดสินกันเองว่าจริงหรือไม่

“ถามว่าใครโทรมา ก็ไม่รู้ คุณไม่รู้แล้วผมจะรู้ได้อย่างไร จะมาอ้างฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร ก็บอกชัดๆ เอาไปให้ตำรวจแจ้งความเลยจะได้ดำเนินคดี ไปดีเอสไอก็ได้ จะได้ลากมาว่าเป็นใครบ้างโทรไปหาคุณ ต้องชัดเจนพูดแบบนี้เลื่อนลอย แล้วมาใส่ร้ายคนอื่น พี่น้องประชาชนฟังแล้วเป็นอย่างไร ผมฟังแล้วไม่เชื่อ ผมเป็นกลางที่สุดแล้ว ในใจพยายามจะเชื่อ แต่ถามว่าใครก็ไม่รู้โทรมา ก็ไม่รู้อีก แล้วจะมาบอกว่าเอาเงินให้ 10 ล้าน ปัญญาอ่อนแล้ว แล้วไม่บอกว่าใครโทรไปจริงหรือ” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าเรื่องพวกนี้พรรคเราไม่จำเป็น ที่จะต้องไปซื้อเสียงเป็น 10 ล้าน ตอนนี้มีเสียงเกิน 10บวก พรุ่งนี้จะเยอะกว่านี้ หลายคนไม่สบาย นอนโรงพยาบาล พรุ่งนี้จะถอดใส่น้ำเกลือมา ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงแน่นอน

เมื่อถามว่าในคลิปเสียงมีการเปิดเผยว่าบุคคลดังกล่าวใหญ่กว่าคนตัวอักษร ส. ในพรรค นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาย่อ ส.นั้น ส.นี้ บอกมาเลยว่าใคร นามสกุลอะไร สส.พรรคไหน อย่างไร บอกมา ถ้าไม่กล้าก็มากระซิบตน เดี๋ยวจะจัดการให้แมนๆ หน่อย ถ้าจะพูดต้องพูดให้กล้าหาญชัดเจน ไม่ใช่มาพูดว่าคนนั้นคนนี้มากระซิบบอก ตลก

เมื่อถามว่าเป็นเพราะเสียงน้ำหรือไม่จึงเกิดกระแสข่าวแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง นายวิสุทธิ์ ยืนยันว่าไม่ได้ปริ่มน้ำ เกินมา 10 กว่าเสียง และขณะนี้เราก็ยังพออยู่ไม่ต้องไปซื้อ ราคา 10 ล้านแพงไป ไม่มีราคาอะไรขนาดนั้นหรอก

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าโดนสแกมเมอร์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แก๊งต้มตุ๋นเยอะแยะ ไม่จริงหรอก ลองดูดีๆ จะโดนเขาต้ม ท่านผู้แทน

ปะทะนิดหน่อยแก้ง่วง!‘วิสุทธิ์’ยันโหวตงบ69 วาระ3 ช่วง 4 ทุ่ม 15 ส.ค. มั่นใจผ่านแน่นอน

ปะทะนิดหน่อยแก้ง่วง!‘วิสุทธิ์’ยันโหวตงบ69 วาระ3 ช่วง 4 ทุ่ม 15 ส.ค. มั่นใจผ่านแน่นอน

ปะทะนิดหน่อยแก้ง่วง!‘วิสุทธิ์’ยันโหวตงบ69 วาระ3 ช่วง 4 ทุ่ม 15 ส.ค. มั่นใจผ่านแน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.37 น.

ปะทะนิดหน่อยแก้ง่วง!‘วิสุทธิ์’ยัน​โหวตงบ69 วาระ 3 พรุ่งนี้ 4 ทุ่ม​ มั่นใจผ่านแน่นอน มองบรรยากาศอภิปราย 2 วัน ฝ่ายค้านร่วมมือดี -​ ไม่ห่วงเรื่ององค์ประชุม​

14 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร(วิปรัฐบาล​) กล่าวยืนยันว่า​ การโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569​ วาระ​ 3 ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือวันพรุ่งนี้​(15 ส.ค.) เวลา​ 22.00 น.​ แม้จะเหลือการพิจารณาในวาระ 2​ อีกหลายมาตรา​ แต่เชื่อว่า​ ระยะเวลาที่เหลือจะสามารถพิจารณาได้ทันตามกรอบเวลา​ โดยวันนี้ที่ล่าช้า​ เพราะบางมาตราที่เป็นกระทรวงใหญ่​ มีผู้อภิปรายจำนวนมาก​ และเป้าหมายวันนี้คือมาตราที่ 24​ แต่หากได้​ 23  ก็ไม่เป็นไรไม่จำเป็น​ ไม่จำเป็นต้องไปประชุมต่อถึงวันเสาร์​ที่ 16 ส.ค. มั่นใจว่าพรุ่งนี้จะจบได้ และมั่นใจว่างบประมาณจะผ่านในวันพรุ่งนี้แน่นอน ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามถึงบรรยากาศการประชุม 2 วันที่ผ่านมา นายวิสุทธิ์​ กล่าวว่า​ เรียบร้อยดี ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชนและฝ่ายค้านเป็นอย่างดี​ มีการลดเวลาอภิปรายจาก 7  นาทีเป็น 5 นาที​ ถือว่าเป็นการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์​ เป็นแนวทางการทำงานที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีอะไรเป็นปัญหาหรืออุปสรรคเลย ไม่มีการประท้วง​ อย่างไรก็ต้องพิจารณางบประมาณผ่านให้ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ต้องนำไปบริหารบ้านเมือง​ คนที่เป็นนักการเมือง​ จึงให้ความร่วมมือเต็มที่​

เมื่อถามว่าบางช่วงมีปะทะคารมกันบ้างระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล​ นายวิสุทธิ์​ กล่าวว่า​ เป็นธรรมดาในสภา​ เงียบเกินไปอาจจะง่วงนอน มีปะทะนิดหน่อยเป็นเรื่องเล็กน้อย​ ไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น

เมื่อถามย้ำว่าเป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมหรือไม่ เพราะเสียงเกินมาไม่มาก นายวิสุทธิ์​ กล่าวว่า​ มานั่งประชุมกันตั้งแต่ 09.00 น.​ จนถึงเวลา 4-5 ทุ่ม บางคนอาจจะไปเข้าห้องน้ำบ้าง​ ไปทานกาแฟบ้าง​ อาจจะต้องใช้เวลาในการเรียกนิดนึง บางคนออกไปหาข้าวต้มทาน​ แต่ก็ตามมาครบเหมือนเดิม​ ก่อนที่จะหันไปหานายดนุพร ปุณณกันต์ และกล่าวว่า​ “ท่านโฆษกมาคุมเอง​ พร้อมไม่ต้องกลัว”

เมื่อ​ถามว่าหลังจากที่นายอดิศร​ เพียงเกษ​ สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยออกมา​ ระบุว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝ่ายค้านจนทำให้ล่าสุดฝ่ายค้านไม่ร่วมเป็นองค์ประชุมให้​ นายวิสุทธิ์​ กล่าวว่า​ ไม่เป็นไรก็เป็นหน้าที่ คุยกันอยู่แล้ว​ กับประธานวิปฝ่ายค้าน​ เป็นธรรมดาอาจจะมีการปะทะกันบ้างเป็นสีสัน​ อย่างไรก็ทำงานร่วมกันได้​

เมื่อถามว่าวันพรุ่งนี้​นายกรัฐมนตรี​ จะเดินทาง มาร่วมเกาะติดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกหรือไม่​ นายวิสุทธิ์​ กล่าวว่า​ ไม่ทราบ​ แต่นายกรัฐมนตรี​ ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงอะไร​ ส่วนมากมาให้กำลังใจในการทำหน้าที่ ให้​ สส.ได้บอกเล่าเรื่องราวปัญหาต่างๆ​ มีหลายเรื่องที่เป็นห่วง​ เช่นเรื่องพืชผลทางการเกษตร​ ก็บอกให้ทีมไปทำมาให้เต็มที่​ จะได้แก้ปัญหา

‘ไทย-เมียนมา’ตอกย้ำความสัมพันธ์ 77 ปี พร้อมจับมือแก้ปัญหาชายแดนและความมั่นคง

'ไทย-เมียนมา'ตอกย้ำความสัมพันธ์ 77 ปี พร้อมจับมือแก้ปัญหาชายแดนและความมั่นคง

‘ไทย-เมียนมา’ตอกย้ำความสัมพันธ์ 77 ปี พร้อมจับมือแก้ปัญหาชายแดนและความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.58 น.

‘สนามไชย 2’ ต้อนรับเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ย้ำความสัมพันธ์มิตรประเทศ ครบรอบ 77 ปี และความร่วมมือรอบด้าน

พันเอก วีรยุทธ์ น้อมศิริ รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ นาย U Zaw Zaw Soe (อู ซอ ซอ โซ) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับ ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวต้อนรับ และย้ำถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-เมียนมา ในฐานะมิตรประเทศใกล้ชิด โดยวันที่ 24 สิงหาคม 2568 จะครบรอบ 77 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีความร่วมมือชายแดนที่สำคัญ อาทิ คณะกรรมการชายแดนระดับสูง (HLC) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) 

ในด้านความมั่นคง เมียนมาได้ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะที่ฝ่ายไทยพร้อมสนับสนุนการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา รวมทั้งได้แสดงความยินดีต่อการเตรียมการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมา ในห้วงเดือนธันวาคม 2568 หรือ มกราคม 2569 ไทยยังคงยึดมั่นในกฎบัตรอาเซียน ไม่แทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา พร้อมรักษาความเป็นมิตรที่ดีและต่อยอดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือในกรอบทวิภาคีและอาเซียน การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการจัดการปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย 

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการเจรจาแบบทวิภาคีบนพื้นฐานของความสุจริตใจ การเคารพอธิปไตย และการธำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นเขตแห่งสันติสุข และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนเพื่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

ด้านเอกอัครราชทูตเมียนมา นาย U Zaw Zaw Soe ได้กล่าวขอบคุณไทยที่ธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเมียนมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้แสดงความเสียใจต่อกรณีที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทั้งสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน

พันเอก วีรยุทธ์  กล่าวทิ้งท้ายว่า การพบปะในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจร่วมกันของไทยและเมียนมาในการธำรงรักษาความสัมพันธ์อันดี และขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงการมีบทบาทร่วมกันในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

‘พล.ท.นันทเดช’ฟาดเดือด! โกหกของ‘เขมร’ร้ายกว่ากับระเบิด เลคเชอร์วิธีดัดหลัง

‘พล.ท.นันทเดช’ฟาดเดือด! โกหกของ‘เขมร’ร้ายกว่ากับระเบิด เลคเชอร์วิธีดัดหลัง

‘พล.ท.นันทเดช’ฟาดเดือด! โกหกของ‘เขมร’ร้ายกว่ากับระเบิด เลคเชอร์วิธีดัดหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.56 น.

‘พล.ท.นันทเดช’ฟาดเดือด! โกหกของ‘เขมร’ร้ายกว่ากับระเบิด เลคเชอร์วิธีดัดหลัง

14 สิงหาคม 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์” ระบุว่า…

โกหกของเขมร นั้น ร้ายกว่ากับระเบิด

+ ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทย ถูกเขมรบุกรุกตามแนวชายแดน เข้ามาทีละเล็กทีละน้อย จนถึงขั้นสร้างหมู่บ้าน สร้างวัด สร้างบังเกอร์ถาวร ฯลฯ แม้เราจะประท้วงนับร้อยครั้ง แต่เขมรก็ไม่ได้สนใจ รัฐบาลไทย หลายชุดที่ผ่านมา ก็ดูจะไม่สนใจเช่นกัน

จนกระทั่งเกิดเหตุ 2 ตระกูลทะเลาะกันขึ้นมา จนนำมาสู่สงคราม 5 วันระหว่างไทยกัมพูชา  ทหารไทยจึงยึดพื้นที่ ซึ่งถูกกัมพูชาบุกรุกไปเอากลับคืนมาได้ ทั้ง 11 จุด เว้นที่ปราสาทตาควายซึ่งเราได้มาไม่ครบเท่านั้น

+ กัมพูชา ซึ่งในขณะนั้น กำลังอยากจะยุติการรบให้เร็วที่สุด เพราะ ศูนย์เสียกำลังพลละลายไปในสนามรบ หลายกองพันแล้ว จึงจำใจยอมรับพื้นที่ ที่ทหารไทยยึดไว้ได้  ในที่ประชุม GBC ที่มาเลเซียมีสาระให้ยุติการหยุดยิง  แต่เขมรก็ดูเหมือนทั้งเสียหน้า ทั้งยังเสียดายอยู่ จึงลักลอบเข้ามาก่อกวนต่างๆนาๆชนิด โดยเฉพาะการเข้ามาลอบวางกับระเบิดในพื้นที่ของไทย ซึ่งเป็นการก่อกวนที่ได้ผลมากที่สุด

ที่สำคัญ คือ หากเรื่องชายแดนยุติลง ฮุนเซน ก็จะถูกประชาชนของตัวเองเล่นงาน ถึงตายแน่ๆ ดังนั้น ฮุนเซนจึงต้องเดนหน้าต่อไปครับ

+ ไทยกับกัมพูชาเป็นสมาชิก อนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามวางกับระเบิด ห้ามมี และผลิต ฯลฯ ดังนั้น การลอบวางระเบิดของกัมพูชา จึงผิดแบบ1000% ไทยมีหลักฐานทุกอย่างครบถ้วน การเล่นงานกัมพูชาในเรื่องนี้ ไทยทำได้สบายๆ แต่ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อกัมพูชามากนัก

เพราะอนุสัญญาดังกล่าวก็เหมือนกับเสือกระดาษตัวหนึ่ง

เนื่องจากไม่มีประเทศมหาอำนาจเป็นสมาชิกอยู่เลย อย่างไรก็ตามยังพอมีวิธีแก้ไขอยู่บ้าง  เพราะผลของการลงนามในอนุสัญญานี้ ทำให้กัมพูชาได้รับเงินบริจาคสำหรับการเก็บกู้กับระเบิดจากประเทศทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ปีละกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุกปีติดต่อกันมาร่วม 5 ปีแล้ว  ซึ่งถ้ากัมพูชาละเมิดอนุสัญญา เงินจำนวนนี้ ก็จะหายไปจากกระเป๋าแบบง่ายดาย

+ กรณีนี้จึงเป็นแง่คิด สมมุติว่ากัมพูชา ลอบเข้ามาวางกับระเบิดอีก เราจะโจมตีกัมพูชาเพื่อป้องกันตัวเองทันทีก็ย่อมทำได้ แต่กัมพูชาก็จะกลับมาอีก แล้วโกหกโจมตีไทยผ่านโซเชียลมีเดียได้อีกสารพัดแบบซ้ำๆจนผู้คนเริ่มหวั่นไหวว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่(ว่า ถ้าไม่จริง ทำไมกัมพูชาถึงหน้าด้านพูดอยู่ได้)  ซึ่งเราคงมานั่งแก้ข่าวทุกๆวันไม่ได้แน่ๆ นานไปทหารไทยคงอยู่ในภาวะที่ลำบากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การฟ้องกัมพูชาต่อชาวโลก ว่าละเมิดอนุสัญญาออตตาวา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และจะต้องทำควบคู่ไปกับกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อเอาชนะการโกหกของกัมพูชาให้ได้  ดังเช่น การที่กองทัพ และ กต. ต้องเชิญผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้ามาดูในพื้นที่จริง  รวมทั้งการใช้คนไทยในต่างประเทศออกมาช่วยกระจายข่าวควบคู่ไปด้วย

หรือ การว่าจ้าง ทำคลิปสั้นๆ 4-5 คลิปออกเผยแพร่เป็น foot print ไว้ในยูทูป เอาคลิ๊ปโกหกของกัมพูชาที่มีมากมายออกมาแฉซ้ำอีก

โดยเฉพาะคลิปเรื่องไทยปล่อยควันพิษ ที่มีผู้ใหญ่ของกัมพูชาหลายคน นำออกมาเผยแพร่ ให้ต่างชาติดู (T PBSรวมรวมไว้อย่างเป็นระบบแล้ว)

+ ถ้าเราทำแบบนี้แล้ว กัมพูชาลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดอีก ทหารไทยก็มีข้ออ้างในการเปิดยุทธการรุกเข้าไปยึดพื้นที่กัมพูชาไว้สัก 400-500 เมตร โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่กันชน เพื่อป้องกันไม่ให้ ทหารกัมพูชาบุกเข้ามาลอบวางกับระเบิดอีก ซึ่งถ้ากัมพูชาอยากได้คืน

ก็ต้องมาตกลงกันว่า “จะไม่เข้ามาลอบวางกับระเบิดอีก”

นี่จึงเป็นวิธีที่ป้องกัน การเข้ามาลอบวางระเบิดของทหารกัมพูชา อย่างยั่งยืน และก็เป็นหลักนิยม ที่ทหาร ทั่วโลกเขาใช้กัน

+ เรื่องดีๆแบบนี้ ว่าแต่รัฐบาลท่าน จะเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้นครับ

‘2 สส.ปชน.’เปิดไทม์ไลน์โดน‘ซื้อเสียง’10โลแลกโหวตงบ แฉนนทบุรีด้วย สงสัยแผนล่อซื้อ

‘2 สส.ปชน.’เปิดไทม์ไลน์โดน‘ซื้อเสียง’10โลแลกโหวตงบ แฉนนทบุรีด้วย สงสัยแผนล่อซื้อ

‘2 สส.ปชน.’เปิดไทม์ไลน์โดน‘ซื้อเสียง’10โลแลกโหวตงบ แฉนนทบุรีด้วย สงสัยแผนล่อซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

‘2 สส.ปชน.’เล่าไทม์ไลน์โดนซื้อเสียง 10 โลแลกโหวตงบฯ ‘ชัชวาล’เผยเจอกันทางเฟซบุ๊ก ทำทีส่งของให้ ก่อนชวนไปดื่มกาแฟ-แจ้งวัตถุประสงค์แจกกล้วย แฉเพิ่มพบอีกพื้นที่‘นนทบุรี’ถึงขั้นนัดไปเซ็นสัญญา พร้อมยินดีถ้าถูกตรวจสอบจริงหรือปั้นเรื่อง ด้าน‘วีรนันท์’สงสัยเป็นแผนล่อซื้อทำลายชื่อเสียงหรือไม่

14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน และนายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน เปิดเผยถึงกรณีมีคลิปเสียงสนทนา เพื่อขอซื้อ 10 ล้านบาท แลกเสียงโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งขณะนั้น รัฐบาลยังไม่ถอนร่างออกไป โดยไม่จำเป็นต้องย้ายพรรค

นายชัชวาล กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณวันที่ 23 มิถุนายน ตนได้รับการประสานจากบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รู้จักว่าเขาคนนั้นเป็นใคร แต่มีการส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว จากเพื่อนในเฟซบุ๊กของตนมาอีกทีหนึ่ง พร้อมแจ้งว่า มีคนมาส่งของให้ แต่ตนได้ปฏิเสธไปว่า ไม่ได้สั่งของออนไลน์ และเข้าใจว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดกัน หลังจากนั้น ก็ได้มีการขอเบอร์โทรส่วนตัวแลกกัน และมีการโทรกลับเข้ามาอีก โดยบริบทคือชวนไปดื่มกาแฟ ซึ่งตนได้ตอบกลับไปว่า ตั้งแต่เป็น สส.มา ยังไม่เคยมีสุภาพสตรีท่านไหนโทรมาชวนเป็นการส่วนตัวเลย จึงมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า น่าจะเป็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากล

นายชัชวาล กล่าวว่า เมื่อมีการพูดคุยสักพัก เขาจึงได้พูดถึงวัตถุประสงค์ที่เขาประสานเข้ามา คือขอซื้อเสียงโหวตร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ที่ขณะนั้นรัฐบาลยังไม่ได้มีการถอนร่างออกไป และระบุว่า หากเรายอมในเงื่อนไขที่หัวหน้าเขาได้เสนอมา เขาจะมอบบัดเจ็ทจำนวนทั้งหมด 10 โล ตนจึงสอบถามเรื่องถึงขั้นตอนการจ่ายเงินส่วนนี้ โดยจะแบ่งเป็น 3-4-3 คือหากตกลง ก็ไปคุยกับหัวหน้า และถ้ายอมรับเงื่อนไข จะจ่ายก่อน 3 โล ในรอบแรก จ่าย 4 โล หลังโหวตร่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์แรก และโหวตร่างงบฯ 69 สุดท้ายอีก 3 โล ซึ่งที่เขาพูด ไม่ได้พูดเฉพาะแค่วาระหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งฉบับ

นายชัชวาล กล่าวต่อว่า สุดท้ายตนจึงไม่ได้มีการตกลงในเรื่องเงื่อนไข หรือการยอมรับ ซึ่งตนได้มีการส่งข้อความหาบุคคลดังกล่าวด้วย เช่น หากมีการโหวตพรุ่งนี้ วันนี้ก็จะโทรมา เพื่อเร่งเอาคำตอบ ทั้งบอกอีกว่า หากไม่สะดวกเข้ามากรุงเทพฯ จะให้หัวหน้าไปจังหวัดเอง ดังนั้น ตนจึงส่งข้อความยืนยันว่าปฏิเสธไปและแม้ได้พยายามสอบถามว่า เขาเป็นคนจากพรรคการเมืองใดหรือไม่ หรือคนใครที่ส่งมา เป็น สส. หรือรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้รับความชัดเจนในเรื่องนี้

“ยืนยันว่า ไม่ประสงค์ที่จะขายเสียงของตัวเอง จึงยืนยันไปว่าไม่สนใจ และปฏิเสธกลับไป ว่าขอบคุณมุมมองที่เป็นความสามารถของผมแต่ผมมาจุดนี้ได้ไม่ใช่เพราะผมอยากมีอำนาจแต่เป็นเพราะเชื่อว่าสังคมเราดีกว่านี้ได้ ที่สำคัญผมยังสนุกกับการทำงานในการตอบแทนความไว้วางใจจากคนในพื้นที่และไม่สามารถทำลายความหวังให้ทลายลงได้ ขอปฏิเสธข้อเสนอที่ชวนร่วมงานและขอบคุณในความเชื่อมั่น หากงานสภาได้จอยกันไม่ว่าจะอยู่พรรคการเมืองใดก็ยินดีเสมอ ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นใคร แต่ได้ข้อมูลตรงกันกับนายวีรนันทน์ และเขาใช้ชื่อเดียวกันในการประสาน ซึ่งนายวีรนันท์ มีสายปริศนาโทรเข้ามาในวันที่ 22 มิถุนายน”นายชัชวาล กล่าว

เมื่อถามว่ายังมีการติดต่อกันหรือไม่ นายชัชวาล กล่าวว่า มีการติดต่อหลังการโหวตร่างเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ด้วยการโทรเข้ามา และบอกว่าจะเพิ่มบัดเจ็ตให้ ทำให้ตนตกใจว่า การยกมือ 2-3 ครั้ง มีบัดเจ็ตเยอะขนาดนั้นเลยหรือ ซึ่งตนก็ปฏิเสธกลับไป ไม่มีการตกลงใดๆ

ส่วนจะเป็นการล่อซื้อหรือไม่ นายวีรนันท์ กล่าวเสริมว่า ก็น่าสงสัย เพราะเราไม่รู้ที่ไปที่มา ว่าสรุปคนๆ นั้นเป็นคนของใครหรือไม่ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นการล่อซื้อ หรือทำลายชื่อเสียงของพวกเรา อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

เมื่อถามว่าเป็นพรรคการเมืองใด นายชัชวาล กล่าวว่า เขาไม่ได้บอก แจ้งแค่หัวหน้าจะคุย แต่เวลาถามว่ามาจากพรรคการเมืองไหน เราก็คงอิงจากซีกรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งหลายพรรคที่ตนได้เอ่ยชื่อไป คำตอบที่ได้คือไม่มีความชัดเจน “ขนาดถามถึงพรรคลุงป้อมเขาก็ตอบว่า หนูจะเป็นคนที่ไปดึงพรรคลุงป้อมมาอยู่กับหนูเอง”

ส่วนที่ถามว่าใช่ ส.หรือไม่ นายชัชวาล กล่าวว่า เขาบอกว่าสูงกว่านั้น ซึ่งก็แสดงว่าเขารู้ว่า ส.ที่ตนหมายถึงนั้น หมายถึงใคร

นายวีรนันท์ กล่าวยืนยันว่า มีตัวตนจริงๆ แต่ไม่ทราบว่าตัวตนของเขา จะมีสัมพันธ์กับพรรคไหนอย่างไร หรือเป็นตัวจริงหรือไม่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนและนายชัชวาลนั้น เป็นไปอย่างที่เล่าให้ฟัง

เมื่อถามว่า ยังมีใครที่โดนอีกหรือไม่ นายชัชวาล ระบุว่า มี สส.นนทบุรี เล่าให้ฟังถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งปรากฏข้อมูลข่าวสารคล้ายๆ กัน อาจจะมีเพิ่มเติมคือบางท่านได้เจอกับบุคคลนิรนามมาก่อน รวมถึงมีการยื่นสัญญาให้เซ็นด้วย แต่ก็ไม่มีการเซ็น เนื่องจากดูตลก เพราะการให้เซ็นสัญญาเป็นหลักฐาน เหมือนไว้มัดมือชก หากไม่เป็นไปตามสัญญาในภายหลัง และ สส.นนทบุรีท่านนั้น ก็ไม่ได้ไปตกลงอะไร

เมื่อถามว่ามีการปรึกษาผู้ใหญ่ภายในพรรคหรือไม่ หรือพรรคมีการดำเนินการอย่างไรต่อ นายวีรนันท์ กล่าวว่า มีการแจ้งกับบางคนในพรรค แต่หลังจากที่แจ้งไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรหลังจากนั้น เพราะตนไม่ได้ทำอะไร พรรคก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ

ส่วนจะมีการส่งคลิปเสียงไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหรือไม่ นายชัชวาล กล่าวว่า ยินดี เพราะคลิปเสียงนั้น ตนได้ถ่ายวิดีโอจากหน้าจอ ซึ่งก็เห็นเบอร์ชัดเจน เหตุการณ์เกิดขึ้น ช่วงก่อนเปิดสมัยประชุม ส่วนจะมีการสืบให้รู้ความจริงหรือไม่ จริงๆ ก็มีคนในพรรคบอกว่าให้ลองไปดู จะได้รู้ว่า หัวหน้าเขาเป็นใคร แต่เราคิดว่ารอจังหวะให้ชัดเจนสักนิด เพื่อให้มีเหตุผลประกอบในการดำเนินการ

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อย และด้วยสถานการณ์รัฐบาลเช่นนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตหลายครั้ง จึงขอถามย้อนกลับว่า ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขามีตัวตนจริงหรือไม่ สิ่งที่เขาเสนอให้กับ สส.ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะวงเงินเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่มาจากเงินกระเป๋านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง มาจากภาษีของเรา”นายชัชวาล กล่าว

ส่วนจะว่ามองเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายชัชวาล กล่าวว่า ก็แล้วแต่มุมมอง แล้วแต่สังคมว่ารับข้อมูลไปแล้ว จะวิเคราะห์ หรือมีความเห็นอย่างไร เป็นเรื่องปกติที่แฟนคลับของแต่ละฝั่ง จะมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ส่วนตัวเหตุการณ์นี้ สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะดิสเครดิตฝ่ายรัฐบาล หรือดิสเครดิตฝ่ายค้าน