อึ้งกฎหมายสุดโบราณ! คณะอนุ กมธ.ไอซีที สว.ลุยยกเครื่อง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498

อึ้งกฎหมายสุดโบราณ! คณะอนุ กมธ.ไอซีที สว.ลุยยกเครื่อง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498

อึ้งกฎหมายสุดโบราณ! คณะอนุ กมธ.ไอซีที สว.ลุยยกเครื่อง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

อึ้งกฎหมายสุดโบราณ! คณะอนุ กมธ.ไอซีที สว.ลุยยกเครื่อง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 หลังใช้มานานกว่า 70 ปี เร่งอัปเกรดกฎหมายให้ทันยุคสมัย

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายด้านการสื่อสาร การโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี นายนพดล พริ้งสกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่ประธาน ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการใช้วิทยุสื่อสารในการปฏิบัติหน้าที่ และการปรับปรุง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเชิญอธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อธิบดีกรมเจ้าท่า และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลถึงปัญหาอุปสรรค ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะต่างๆ

นายชิบ กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบปัญหาหลายประเด็น เช่น ปัญหาสถานีวิทยุชุมชนที่เคยมีมากกว่า 7,000 สถานี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งสัญญาณรบกวนในวงกว้าง โดยเฉพาะมีความเสี่ยงต่อพื้นที่ใกล้สนามบินช่วงเครื่องบินขึ้น-ลง แต่ปัจจุบันด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการประกอบธุรกิจทำให้จำนวนสถานีวิทยุชุมชนที่ยังพอดำเนินกิจการอยู่ได้เพียงพันกว่าสถานี ส่งผลให้สัญญาณคลื่นรบกวนลดน้อยลงไปด้วย ปัญหาเรือประมงในเรื่องการขอมี, ขอติดตั้ง และขอใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่มีขั้นตอนยุ่งยากและใช้เวลานาน, เครือข่ายคลื่นความถี่ 5G ยังไม่ครอบคลุมและไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ ส่งผลต่อปัญหาต่างๆ เช่น การเดินเรือในน่านน้ำและการใช้อากาศยาน, ปัญหาระบบ GPS ค้นหาพิกัดได้เฉพาะตัวเอง ซึ่งควรพัฒนาให้มีการตรวจสอบพื้นที่รอบตัวเองได้ด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาการเดินเรือในน่านน้ำไม่ให้ชนกัน

“ตัวอย่างปัญหาอุปสรรค ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเหล่านี้ ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์สรุปเสนอต่อคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาฯ รับทราบ และนำไปพัฒนากฎหมายให้ทันสมัยต่อไป เพราะกฎหมายฉบับนี้ได้มีการใช้มานานกว่า 70 ปีแล้วจึงถึงเวลาเหมาะสมที่ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ของประเทศและระบบการสื่อสารของโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง” รองประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวทิ้งท้าย

‘ภูมิธรรม’ลั่น! เครดิต’ไทย’ในประชาคมโลกดีกว่า’เขมร’

'ภูมิธรรม'ลั่น! เครดิต'ไทย'ในประชาคมโลกดีกว่า'เขมร'

‘ภูมิธรรม’ลั่น! เครดิต’ไทย’ในประชาคมโลกดีกว่า’เขมร’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

“ภูมิธรรม”ระบุแนวทาง รบ.ปมเปิด-ปิดด่าน ให้รอประชุมจีบีซี ชี้ข้อเสนอล้อมรั้วชายแดน ต้องรอเจรจา ลั่นเครดิตไทยในประชาคมโลกดีกว่าเขมร นานาประเทศเชื่อมากกว่า รับทำความเข้าใจ ปชช.น้อย ไม่ทันการณ์บ้าง แต่ทางการทูต-กม.ยื่นเรียบร้อยทุกอย่าง

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุจะไม่มีการเปิดด่านชายแดนจนกว่าตนเองจะเกษียณอายุราชการ แนวทางรัฐบาลเป็นอย่างไรว่า แนวทางรัฐบาลชัดเจนอยู่แล้วว่ารอให้การประชุมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) เกิดขึ้นก่อน ค่อยว่าไปตามนั้น ว่าไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงเรื่องการล้อมรั้วชายแดน ประชาชนบางส่วนอยากให้ทำเป็นกำแพงถาวรไปเลย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องรอการเจรจา เรามีกระบวนการอยู่ ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่ความปรารถนาจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เชิญทูตต่างประเทศ โดยเฉพาะส่วนที่สนับสนุนกัมพูชา เราพยายามชี้ให้เขาเห็นว่ากัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด และพยายามสื่อให้เขาเลิกสนับสนุนกัมพูชา ตรงนี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงเราก็เสนอได้ และจริงๆ เราได้ยื่นประท้วงไปแล้วว่า กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งทำได้ ไม่มีปัญหาอะไร และเราควรทำ ขณะนี้เรายื่นประท้วงไปแล้ว ดังนั้น ประเด็นนี้คงไม่มีปัญหาอะไร รอให้เรื่องต่างๆ มันเกิดขึ้น ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะใช้คุยในคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) และจีบีซี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งแต่เกิดปัญหาขึ้น และเราได้ร้องไปที่องค์กรระหว่างต่างประเทศต่างๆ องค์กรเหล่านั้นได้มีปฏิกิริยาอย่างไรหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หลายองค์กรได้ติดตามแล้ว บางองค์กรได้เรียกประชุมกัน ขณะนี้ในกระบวนการทางด้านการทูตก็มีกระบวนการของเขาอยู่ แต่ทั้งหมดนี้อย่างที่ตนเคยบอก ให้เก็บหลักฐานทั้งหมด และจะเอาไปใช้ในช่วงเวลาหรือกระบวนการที่เหมาะสมที่จะต้องทำ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ทำความเข้าใจกับนานาประเทศ เราเองได้เชิญทูตมาดู มาพบ มาเห็น ส่วนใหญ่ประเทศไทยยืนอยู่ในจุดที่นานาประเทศเข้าใจเรา ให้ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่า ตนเชื่อว่าประชาคมโลก เครดิตของประเทศไทยเป็นเครดิตที่ได้รับการยอมรับมากกว่า ทั้งพฤติกรรมและกระบวนการต่างๆ ประเทศไทยมีการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนทางกฎหมายมาตลอด แม้ว่าอาจจะมีเรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนน้อยไปบ้าง ไม่ทันการณ์บ้าง แต่ส่วนใหญ่ในทางการทูตและทางกฎหมาย เรายื่นเรียบร้อยกว่าทุกอย่าง

มทภ.2 พร้อมนำคณะทูต ดูจุดเกิดเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ลั่นมีหลักฐานเชิงประจักษ์

มทภ.2 พร้อมนำคณะทูต ดูจุดเกิดเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ลั่นมีหลักฐานเชิงประจักษ์

มทภ.2 พร้อมนำคณะทูต ดูจุดเกิดเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ลั่นมีหลักฐานเชิงประจักษ์

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

มทภ.2 จัดให้ นำคณะทูต ดูจุดเกิดเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด  ลั่น มีหลักฐานเชิงประจักษ์ กัมพูชาวางใหม่ สั่งงดเดินเท้าลาดตระเวน ชี้สร้างรั้วกั้น ทำได้บางจุด ยอมรับชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบ1,000 กิโลเมตร

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่2 กล่าวถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ  ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป  และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ ภูมะเขือ ว่า เราพร้อมอยู่แล้วที่จะให้ผู้แทนนานาชาติ เข้าไปดูพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เราได้เก็บข้อมูลหลักฐานเอาไว้หมดแล้ว ซึ่งชี้ชัดได้ว่า ทหารกัมพูชา เป็นผู้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ทำทหารไทยบาดเจ็บหลายราย 

“มีทุ่นระเบิดที่เราเก็บได้ และจะพาไปดูจุดเกิดเหตุ ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ที่กัมพูชา วางเอาไว้ ซึ่งเป็นแผ่นดินไทยและเป็นระเบิดที่นำมาวางใหม่ ขณะนี้เราได้ทำการเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยแล้ว”

พลโทบุญสิน กล่าวว่า สำหรับพื้นที่อื่น ที่จำเป็นต้องใช้ ทหารลาดตระเวนนั้น ในระหว่างนี้ สั่งการให้เฝ้าตัวทางไกลก่อน ยังไม่ให้เข้าไปพื้นที่ หากเครื่องมือ อุปกรณ์ การตรวจทุ่นระเบิด ยังไม่เพียงพอ แต่หากมีความจำเป็นต้องลาดตระเวนให้ใช้เทคโนโลยี โดรน เฝ้าตรวจไปก่อนแทนการลาดตระเวน เพราะไม่คุ้ม พร้อมทั้งใช้ลวดหนามหีบเพลง ที่ได้รับบริจาคกับประชาชนขวางกั้นให้ทั่วถึงทั้งหมด 

เมื่อถามถึงกรณี โซเชียลมีเดียแชร์รั้วลวดหนามหีบเพลงที่แข็งแรงของประเทศเพื่อนบ้านกับกัมพูชา ของไทย มีโอกาสที่จะสร้างแบบนั้นได้หรือไม่ พลโทบุญสิน กล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในอนาคต ซึ่งหากจะสร้างรั้วแบบนั้น ต้องได้รับความยินยอมกัมพูชา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านเราทำได้ ซึ่งบาดจุด ที่มีการปักปันเขตแดนชัดเจนแล้วของไทย ก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งอยากให้ทำ และทยอยทำไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ยอมรับว่าชายแดนไทย-กัมพูชา ยาวมากเกือบ1,000 กิโลเมตร คือต้องใช้งบประมาณสูง

หากทำได้เช่นนั้น จะสามารถ แก้ไขปัญหา ลดการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ ใช้เทคโนโลยีเป็ดกล้องวงจรปิด ก็จะลดภาระงานของกำลังพล สำหรับปัญหาเรื่องโดรน บินล้ำแดน อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา 

‘ศรีสุวรรณ’บุก’กกต.’ จี้เรียก’สส.ปชน.’ปมสาวปริศนาโทรดีลซื้อเสียง

'ศรีสุวรรณ'บุก'กกต.' จี้เรียก'สส.ปชน.'ปมสาวปริศนาโทรดีลซื้อเสียง

‘ศรีสุวรรณ’บุก’กกต.’ จี้เรียก’สส.ปชน.’ปมสาวปริศนาโทรดีลซื้อเสียง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.40 น.

“ศรีสุวรรณ”บุก”กกต.” จี้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนเรียก”สส.ปชน.”ปมสาวปริศนาโทรดีลซื้อเสียง เสนอค่ายกมือ 10 กิโลกรัม เพื่อหาตัวคนโทร ชี้มีโทษถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี และลามยุบพรรคด้วย

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้สืบสวนและไต่สวนกรณีมีคลิปเสียงสาวปริศนาเจรจาการซื้อเสียงโหวตจาก สส.ว่อนอินเทอร์เน็ต อันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นพฤติการณ์ของการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงและจะทำลายระบบพรรคการเมืองโดยสิ้นเชิง หาก กกต.นิ่งเฉยไม่สามารถหยุดยั้งกระบวนการนี้ได้

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อโหวต สส.พรรคประชาชน เพื่อให้ลงมติผ่านร่างกฎหมายของรัฐบาล และต่อมามี สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความยอมรับว่ามีการขอซื้อโหวตจริง เป็นเงินสด 10 กิโลกรัม แลกกับการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งกำลังจะมีการโหวตวาระ 2 และวาระ 3 ในสัปดาห์หน้านี้แล้ว รวมทั้งการโหวตร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ในอนาคต

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าว น่าจะทำกันอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งหาก กกต.จะดำเนินการการสืบสวนหรือไต่สวนตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สามารถทำได้อย่างง่าย เพียงเรียก สส.พรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเผยตัวและยอมรับว่าได้สนทนาทางโทรศัพท์กับสาวปริศนานั้นมาสอบสวนหาความจริง โดยเช็คเบอร์โทรศัพท์ต้นเสียงปลายทางจากระบบเครือข่ายเจ้าของค่ายมือถือ ก็จะรู้ความจริงได้ว่าเป็นใคร และมีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองใหญ่คนใด พรรคการเมืองใด โทรไปคุยรับงานสั่งจากใครบ้าง เพราะการบันทึกสายโทรเข้า-โทรออกของเบอร์โทรของสาวปริศนาจะสามารถระบุเป็นหลักฐานได้ทั้งหมด ซึ่ง กกต.มีฝ่ายสืบสวนสอบสวนอยู่ล้นสำนักงาน การสอบหาความจริงง่ายๆ เช่นนี้ไม่น่าจะเกินความสามารถ ถ้าตั้งใจจะเอาผิดกระบวนการทำลายประชาธิปไตยเยี่ยงนี้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2560 มีอย่างน้อย 2 มาตรา บัญญัติโทษเกี่ยวกับการซื้อตัว สส.เอาไว้ คือ มาตรา 30 ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใดให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด สมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะสมาชิก และมาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากพรรค การเมืองหรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยมีบทลงโทษตามมาตรา 109 ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 30 หรือ 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี

“การกระทำดังกล่าวหากผู้สั่งการมาจากคนของพรรคการเมืองก็อาจถูกสั่งยุบพรรคได้ ตามมาตรา 92 พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง คือ กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 30 ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น นั่นหมายความว่าหาก กกต.สามารถสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า มีการใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดในการ “ซื้อตัวหรือซื้อโหวต” สส.กันจริง ทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” จะต้องมีความผิดตามมาตรา 30 และ 31 โดยโทษสูงสุดคือติดคุก ส่วนโทษทางการเมืองคือพรรคที่ซื้อตัวอาจถูกยุบได้ด้วย” นายศรีสุวรรณ กล่าว

– 006

ไลฟ์โค้ช’อิ๊งค์’! โพสต์คำคมภาษาอังกฤษกลางดึก ‘kindness is free’

ไลฟ์โค้ช'อิ๊งค์'! โพสต์คำคมภาษาอังกฤษกลางดึก 'kindness is free'

ไลฟ์โค้ช’อิ๊งค์’! โพสต์คำคมภาษาอังกฤษกลางดึก ‘kindness is free’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

ไลฟ์โค้ช’อิ๊งค์’! โพสต์คำคมภาษาอังกฤษกลางดึก ‘kindness is free’ เข้าสภาฟังงบ 69 วันสุดท้าย ไม่ตอบสื่อ 3 วันติด

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส  โดยมีรัฐมนตรีและสส.ของพรรคเพื่อไทย รอต้อนรับ เพื่อรับฟังและให้กำลังใจสส.ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และวาระ 3 ซึ่งวันนี้เป็นการพิจารณาวันสุดท้ายและจะมีการลงมติ  โดยไม่ให้ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทั้ง 3 วันที่เดินทางเข้ารัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 14 ส.ค. ที่ผ่านมา น.ส. แพทองธาร  โพสต์สตอรี่ผ่านอินสตราแกรมส่วนตัว  โดยมีการโพสต์ข้อความภาษาอังกฤษ ระบุว่า “Everything you do,comes back to you.Do good. Be good.” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า”ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี “

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์ข้อความภาษาอังกฤษอีกว่า “IF YOU HAVE THE CHANCE TO MAKE PEOPLE HAPPY, JUST DO IT.SOMETIMES PEOPLE ARE STRUGGLING SILENTLY.
MAYBE, YOUR ACT OF OF KINDNESS CAN MAKE THEIR DAY.”

โดยแปลเป็นภาษาไทยว่า “หากคุณมีโอกาสทำให้คนอื่นมีความสุข ก็จงทำมัน บางครั้งคนอื่นก็กำลังดิ้นรนอย่างเงียบๆและบางที การแสดงความเมตตาของคุณ อาจทำให้วันของพวกเขาดีขึ้นก็ได้ พร้อมเขียนข้อความด้วยว่า “kindness is free “ความเมตตา ไม่มีค่าใช้จ่าย “

.-008

สิงหาวิกฤตศรัทธา! ชี้ชะตา’อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ’ เผชิญคำตัดสินของศาล จับตา’สส.พท.’ลอยแพ

สิงหาวิกฤตศรัทธา! ชี้ชะตา'อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ' เผชิญคำตัดสินของศาล จับตา'สส.พท.'ลอยแพ

สิงหาวิกฤตศรัทธา! ชี้ชะตา’อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ’ เผชิญคำตัดสินของศาล จับตา’สส.พท.’ลอยแพ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.21 น.

‘จตุพร’ชี้สถานการณ์การเมืองเดือนสิงหาคม 2568 ชี้ชะตาทั้ง ‘ทักษิณ’ และ ‘อุ๊งอิ๊ง’ คาดหากเกิดพลิกขั้วอำนาจ ‘อนุทิน’ มีสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป สส.พรรคเพื่อไทยอาจเทเสียงโหวตสวนมติพรรค

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยระบุถึงสถานการณ์ของทักษิณ ชินวัตร และนายกฯ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งศาลนัดตัดสินคดีในเดือน ส.ค.นี้ว่า มีผลออกมาเป็นบวกหรือลบก็ตาม ย่อมไม่เป็นคุณกับอำนาจของพ่อ-ลูกและพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม คดีของนายกฯ อุ๊งอิ๊ง ศาล รธน.นัดไต่สวนวันที่ 21 ส.ค. และกำหนดวันวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ ส่วนคดี ม.112 ของทักษิณ ศาลอาญาชั้นต้นตัดสิน 22 ส.ค. นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอนว่า ศาลจะตัดสินออกมาเป็นบวกต่อทักษิณและนายกฯ อุ๊งอิ๊ง

นายจตุพร เชื่อว่า นายกฯ อุ๊งอิ๊ง ไม่ไปไต่สวนตามที่ศาล รธน. นัด 21 ส.ค. นี้ เพราะมีปัญหาความจำและการให้ปากคำในศาลไม่สามารถอ่านคำชี้แจงจากเอกสารหรือไอแพคได้ อีกอย่างหากถูกศาลซักถามแล้วให้ปากคำไม่ตรงหรือขยายความเห็นออกไปนอกเหนือคำชี้แจงแล้ว คงเกิดปัญหาตามมา

ถัดจากนั้นวันที่ 22 ส.ค. ศาลอาญาชั้นต้นตัดสินทักษิณ คดี ม.112 ในฐานะตนมีประสบการณ์ขึ้นศาลมากกว่า จึงขอบอกว่า การพิจารณาคดีของศาลไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งสถานการณ์สามารถพลิกเปลี่ยนจากความแน่นอนแปรผันเป็นไม่แน่นอนได้เสมอ

“ถ้าคำตัดสินวันที่ 22 ส.ค.เป็นบวกแล้ว ทักษิณจะเกิดแรงฮึด คิดอ่านดันคุณชัยเกษม (นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ คนที่สามของพรรคเพื่อไทย) มาเป็นนายกฯ แล้วเดินหน้าเป็นรัฐบาลต่อไปได้ แต่ถ้าผลตัดสินเป็นลบ พรรคร่วมคงอยู่ท่ามกลางต้องตัดสินใจกันแล้ว”

สิ่งสำคัญ ภายในวันที่ 29 ส.ค. ถ้านายกฯ อุ๊งอิ๊ง ยังไม่ลาออกจากนายกฯ แม้ศาล รธน.วินิจฉัยเป็นบวก คงโดนประชาชนชุมนุมกดดันไล่ แต่ถ้าคำตัดสินเป็นลบ พรรคร่วมคงคิดหนักเช่นกันกับการหนุนนายชัยเกษม เป็นนายกฯ และมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

อีกทั้งกล่าวว่า เมื่อมีเลือกตั้งใหม่ คงหาเสียงลำบาก และโอกาสพรรคร่วมกอดคอจมหัวจมท้ายด้วยกันย่อมเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้น เสียง สส.จะผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ย่อมมีความเป็นได้สูงเช่นกัน หรือทักษิณยังดื้อดึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี กลับมาก็ลำบากไม่แตกต่างกัน

“ถ้าพรรคเพื่อไทยยังดื้อเป็นรัฐบาลต่อ โดยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แล้ว การตัดสินใจเช่นนี้ ถือว่า พรรคเพื่อไทยจบอนาคตทางการเมืองโดยปริยายแล้ว อีกอย่างในสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้ จะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขต้องอาศัยพรรคประชาชนมาโหวตให้เป็นนายกฯ”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อการโหวตนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ สส.แล้ว ให้จับตาพรรคเพื่อไทยว่า จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกทางการเมืองหรือไม่ เพราะ สส.ย่อมเล็งเห็นผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ขณะที่กระแสประชาชนนิยมพรรคเพื่อไทยแค่ 4% ย่อมไม่ง่ายเลย ดังนั้น สส.จะถอนสมอจากพรรคมาใช้เอกสิทธิ์เลือกนายกฯ โดยพิจารณาบุคคล ไม่เลือกจากพรรค ซึ่งการตัดสินเช่นนี้จะเป็น สส.เพื่อไทยมากที่สุด

อีกทั้งกล่าวว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ม.144 ตาม รธน. 60 คงใกล้ทำงานกันเต็มทน ถ้าเกิดกวาดกันทั้งสภา เปิดทางให้ปลัดกระทรวงมาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี แล้วเลือกคนมาเป็นนายกฯ จากนั้นจะยุบสภาหรือจะทำอะไรก็ตาม ซึ่งขั้นตอนตาม รธน.เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองขณะนี้เต็มไปด้วยข่าวการซื้อตัว สส. เพื่อผ่านงบประมาณ 69 และเตรียมโหวตนายกฯ ใหม่ สำหรับประชาชนคงจับตาไปที่เป้าหมายตัวการทำงานนี้ แต่ฝ่ายประชาชนไม่วิตกอะไรกับผลของศาลตัดสินทักษิณและอุ๊งอิ๊ง แม้ออกมารอดหรือไม่รอดก็ตาม เพราะฝ่ายประชาชนมีทางขับเคลื่อนพลังเตรียมไว้แล้วเพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขืนปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพปัจจุบันนี้ เหมือนบ้านเต็มไปด้วยปลวก ซึ่งรอวันพัง

สิ่งสำคัญ ถ้าพรรคประชาชนโหวตให้นายกฯ มาจากพรรคเพื่อไทย เท่ากับรอวันตายทางการเมืองก่อนวัยอันควร ดังนั้น จึงเชื่อว่าพรรคนี้จะมีความคิดความอ่านอยู่ ยกเว้นความโง่มาเยื่อน ก็เชิญหาความสำราญตามสบาย

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

แนวหน้าวิเคราะห์ : เช็คบิล‘เขมร’!แค่‘ประท้วง-ประณาม–ประจานโลก’จะพอหรือ???

เหมือนจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

สำหรับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา หลังดึงปัญหาขัดแย้งขึ้นโต๊ะประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่มาเลเซีย 

ผลสรุปออกมาสองฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน หลักใหญ่ใจความคือ

1.หยุดยิงอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมอาวุธทุกประเภท

2.ทั้ง 2 ฝ่ายคงกำลังในที่ตั้งเดิมและไม่มีการเสริมกำลังเข้าไปเพิ่มเติม 

3.ให้มีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ประกอบด้วย ทูตฝ่ายทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและกัมพูชา นำโดยทูตทหารจากมาเลเซีย เข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่สม่ำเสมอ โดยไม่มีการข้ามแดน 

4.หลีกเลี่ยงการกระทำยั่วยุ ทั้งทางทหาร รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนหรือข่าวเท็จ  

5.จะปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน้าจะเก็บร่างผู้เสียชีวิตคืนประเทศอย่างมีศักดิ์ศรี ส่งกลับเชลยศึกทันทีที่ยุติการใช้กำลังระหว่างกันอย่างสมบูรณ์

ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการพูดคุย และใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่แก้ปัญหา จากนั้นจะนัดประชุม RBC และ GBC ตามลำดับ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามที่ได้ประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มีอีก 2 ประเด็นสำคัญที่ไทยเสนอ แต่กัมพูชาไม่ตอบรับ ขอนำไปหารือรัฐบาลก่อน แล้วจะกลับมาพูดคุยในการประชุม GBC ครั้งต่อไป ได้แก่ ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การใช้กำลังระหว่างกัน และความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกมเมอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคนี้อย่างกว้างขวาง

การเห็นชอบ 13 ข้อตกลงหยุดยิง หยุดเคลื่อนกำลัง แรกฟังก็ดูเข้าท่า

ทว่า…เมื่อ “กัมพูชา” มี “แต่” กับ 2 ประเด็น” ที่ว่า

จากที่ดูเผินๆเหมือนไทยจะได้เปรียบ กลายเป็นเสมอตัวไปหรือไม่ เพราะนับแต่นั้น  “เขมร” ไม่ได้แยแส 13 ข้อตกลง “หยุดยิง-หยุดยั่วยุ” แต่อย่างไร แค่เปลี่ยนจากไม่ยิง มาเป็นแอบมุดรูมาฝัง “ทุ่นระเบิด” ส่ง “โดรน” มาสอดแนมแทบทุกคืน

ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดซ้ำอีกนาย ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นปัญหาซ้ำซากที่สะท้อนว่าเวทีเจรจาทวิภาคีสองประเทศไม่ได้ช่วย!!! 

ยิ่งเข้าใจได้ว่า ทำไมเขมรถึงไม่รับเงื่อนไข “ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด” 

เพราะฝ่ายตัวเองแอบซุกซ่อนหมกเม็ดอะไรไว้หรือไม่ ขืนโอเคไป เดี๋ยวจะเข้าตัว แต่สุดท้ายทุ่นระเบิดก็ทำหน้าที่ “ประจาน” เจ้าของมันเอง ที่แอบมาฝังทิ้งไว้ในเขตประเทศไทย  ชนิดที่ฝังเอง ก็ยังจำไม่ได้ว่า ฝังไว้ตรงไหนบ้าง 

ตอกย้ำ “กัมพูชาไม่จริงใจที่จะสร้างสันติภาพ เจตนาร้ายมุ่งทำลายชีวิตของคนไทยตลอดเวลา”

เป็นเช่นนี้แล้ว  “13 ข้อตกลง” ไทย-เขมรในเวทีประชุมจีบีซี ควรยกเลิกหรือไม่ เพราะดูไร้ประโยชน์ ไม่ได้ช่วยคลี่คลายบรรยากาศความตึงเครียดให้ดีขึ้น เพราะกำลังทหารทั้งสองประเทศก็ยังเตรียมพร้อมในที่ตั้ง ทั้งอาวุธและกำลังพล แล้วการเจรจาทวิภาคีเวทีถัดไป สมควรไปต่อหรือไม่ 

หนักกว่านั้น เขมรเปิดสมรภูมิใหม่ เล่น “สงครามน้ำลาย”  ปล่อยเฟกนิวส์ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ นำทัพโดย “พลโทหญิง มาลี  โสเจียตา”

หรือ “มาลี เฟกนิวส์” รายวัน

เลียนแบบศบ.ทก.ไทย นั่งโต๊ะแถลงเสียงแข็ง เล่นเกมบิดเบือนข้อเท็จจริง  ยืนยันเขมรไม่ใช้-ไม่มีทุ่นระเบิดใหม่  และพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตอธิปไตยของกัมพูชา

ขณะที่ฝ่ายไทยก็ไล่ตามแก้เกม ยืนหยัดด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง เดินหน้าประท้วงเขมรอย่างรุนแรง  ประณาม  ฟ้ององค์กรระหว่างประเทศ ตั้งแต่ยูเอ็น  รัฐภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา จนถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ 

แผนนี้ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ “ภูมิธรรม เวชยชัย”  ย้ำขึงขังว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยนะ  สั่งหน่วยความมั่นคง ฝ่ายกฎหมาย ยกร่างคำฟ้อง เอาผิดเขมร โดยเฉพาะ “ผู้สั่งการ” ต้องมารับผิด ชดใช้ความเสียหายที่ทำให้เกิดขึ้นกับไทย 

การแอคชั่นประท้วงโลก ณ ตอนนี้ ยังบอกผลลัพธ์อะไรไม่ได้ เพราะแต่ละช่องทาง มีขั้นตอนต้องใช้เวลา  จึงน่าห่วง เหตุการณ์ทหารเขมรแอบมาซุกระเบิดในเขตไทย หรือการบินโดรนล้ำแดนไทยแทบทุกคืน ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเผชิญความเสี่ยงสูงทุกวัน  พลาดก็เจ็บ  เบาะๆก็สาหัส  ถ้าหนักอาจเสียอวัยวะหรือถึงแก่ชีวิต 

รัฐบาลคิดจะงัดมาตรการปกป้องชีวิตทหารไทย ดินแดนไทย จาก “เขมรอันธพาล” แบบเป็นรูปธรรมได้มากกว่านี้หรือไม่  เพราะที่ผ่านมา ไทยประท้วง – ประณาม – ประจานโลก เขมรไม่รู้สึกรู้สา

ถ้าคิดจะเช็คบิล “เขมร” ลาก “คนสั่งการ” ให้มารับผิดชอบความเสียหาย ทั้งชีวิตทหาร-พลเรือนผู้บริสุทธิ์ บ้านเรือนที่พังยับ แล้วหยุดระรานแบบสนิท น่าจะต้องใช้ยาแรงกว่านี้

ลองไป “ทุบหม้อข้าว” เขมรดูบ้างดีหรือไม่

อย่าไปเสียเวลากับ “สงครามน้ำลาย”  วิ่งไล่แก้เกม พวกตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่เลย

#ทีมข่าวแนวหน้า

วางกำลังเข้ม’ชายแดน’ ‘จิรายุ’ย้ำ!ทหารไทยพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

วางกำลังเข้ม'ชายแดน' 'จิรายุ'ย้ำ!ทหารไทยพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

วางกำลังเข้ม’ชายแดน’ ‘จิรายุ’ย้ำ!ทหารไทยพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.24 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ภูมะเขือ ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสายตาประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนาม อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎกติกา ระดับโลกอย่างร้ายแรง

มีไว้ทำไม? ‘เทพไท’กางปัญหา’รัฐบาลล้มเหลว-ไร้บทบาทสำคัญ’

มีไว้ทำไม? 'เทพไท'กางปัญหา'รัฐบาลล้มเหลว-ไร้บทบาทสำคัญ'

มีไว้ทำไม? ‘เทพไท’กางปัญหา’รัฐบาลล้มเหลว-ไร้บทบาทสำคัญ’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.23 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า มีหรือไม่มีรัฐบาล มีค่าเท่ากัน

สำหรับประเทศไทยตอนนี้ มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี เพราะการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เหมือนกับสภาพรัฐล้มเหลว ปัญหาเรื่องความมั่นคงของรัฐ นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีผลในทางปฏิบัติ ในขณะที่บ้านเมืองมีปัญหาล่อแหลมเกี่ยวกับความมั่นคงบริเวณชายแดน ทั้งปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อ ก็ได้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สร้างความหวังให้คนภาคใต้ ว่าจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ ตอนนี้ผ่านมาเป็นเวลาหนึ่งปี ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย

จนล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย เสนอตัวเป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นผู้นำเสนอประเด็นการแก้ไขปัญหาขึ้นมา โดยรัฐบาลไม่รู้เรื่องเลย ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ และก็ไม่พูดถึงประเด็นการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลย ทั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ส่วนความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลชุดนี้ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดูจากผลการสำรวจของนิด้าโพล พบว่าประชาชนพึงพอใจให้ความไว้วางใจกองทัพและทหาร สูงถึง 96-97% แตรัฐบาลได้ความได้รับความเชื่อถือต่ำมาก จนประชาชนไม่สนใจไม่ให้ความสำคัญกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็น หรือการแก้ปัญหา หรือการนำเสนอเรื่องใดๆ เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ หรือการสู้รบ หรือการแก้ปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ประชาชนกลับให้ความไว้วางใจ เชื่อมั่นศรัทธาต่อทหารและกองทัพมากกว่ารัฐบาลและฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลจะต้องเป็นฝ่ายควบคุมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ให้กองทัพเป็นฝ่ายปฏิบัติ

แต่ในขณะนี้ฝ่ายการเมืองล้มเหลว ขาดความน่าเชื่อถือ บทบาทสำคัญจึงตกอยู่ที่กองทัพและทหาร ยิ่งนับวันยิ่งเห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากบทบาทของ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บทบาทความเป็นนายทหารฮีโร่ที่ประชาชนให้ความศรัทธา ยิ่งช่วงใกล้เกษียณ พลโท บุญสิน ก็เดินสายพบปะพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ ถ้าใครได้ติดตามการขึ้นเวทีที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเห็นบทบาทสำคัญของพลโทบุญสิน พูดแสดงความในใจ หรือการแก้ปัญหาพื้นที่ขัดแย้งในชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของรัฐบาลเลย มีอิสระอย่างเต็มที่ แล้วก็พูดได้ชัดว่า การแก้ปัญหารักษาธิปไตยเป็นหน้าที่ของทหาร ส่วนรัฐบาลก็แก้ปัญหาของรัฐบาลไป

ซึ่งเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ล้มเหลว ไม่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยเสื่อมศรัทธาจากประชาชน แต่กองทัพทหาร กลับเป็นหลักในการรักษาธิปไตยของชาติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า เราจะมีรัฐบาลแบบนี้ไว้ทำไม?

‘ภูมิธรรม’โต้ตาใส คดีเขากระโดงใหญ่กว่ารุกที่สาธารณะ มั่นใจ‘ดีเอสไอ’ทำทุกเรื่อง

‘ภูมิธรรม’โต้ตาใส คดีเขากระโดงใหญ่กว่ารุกที่สาธารณะ มั่นใจ‘ดีเอสไอ’ทำทุกเรื่อง

‘ภูมิธรรม’โต้ตาใส คดีเขากระโดงใหญ่กว่ารุกที่สาธารณะ มั่นใจ‘ดีเอสไอ’ทำทุกเรื่อง

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’โต้ตาใส คดีเขากระโดงใหญ่กว่ารุกที่สาธารณะ มั่นใจ‘ดีเอสไอ’ทำทุกเรื่อง แต่เรียงลำดับความสำคัญ

ภูมิธรรม”โต้“ภูมิใจไทย”ยันดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท“สุดาวรรณ”รุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี ตามกระบวนการกฎหมาย รับคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนสนใจ

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตรกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษการขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว สว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้วสว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามว่า มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา6ปี มาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”เมื่อถามว่า การเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวแสดงความเห็นต่อกรณีกระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ ในฐานะประชาชนโดยไม่เกี่ยวกับการเมืองว่า กรมที่ดินไม่มีอำนาจเพิกถอนในภาพรวมได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกามีผลผูกพันเฉพาะ 35 รายที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใด ๆ ต้องเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ และต้องพิสูจน์ตามขั้นตอนกฎหมาย ให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้โต้แย้งว่าไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

นายแก้วสรร กล่าวต่อว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต ภาครัฐไม่เคยให้ความสำคัญ หน่วยงานต่าง ๆ มักดำเนินการในลักษณะของ ขุนนาง ที่ไม่คุ้มครองสิทธิประชาชน เพราะไม่เห็นหัวชาวบ้าน ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใด ๆ ก็ให้ปล่อยเป็นเพียงการข่มขู่ไปก่อน แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริงประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจนนอกจากนี้ ยังอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหาย ทั้งในรูปแบบตัวเงินหรือรูปแบบอื่นตามที่กฎหมายกำหนด