‘ทักษิณ’ควัก 3 ล้าน มอบ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’ให้ทหารชายแดน-EOD

‘ทักษิณ’ควัก 3 ล้าน มอบ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’ให้ทหารชายแดน-EOD

‘ทักษิณ’ควัก 3 ล้าน มอบ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’ให้ทหารชายแดน-EOD

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘ทักษิณ’ควัก 3 ล้าน มอบ‘รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด’ให้ทหารชายแดน-EOD

เมื่อเวลา 13.30 น.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10  เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยทหารชุดลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EOD (Explosive Ordnance Disposal) ที่ต้องเผชิญกับการเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด”   ซึ่งมีนวัตกรรมสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยและรักษาอวัยวะสำคัญให้กับทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัย และหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด โดยมอบผ่าน พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นำไปมอบให้กับทหารชายแดน จำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท   และมอบให้หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด  (EOD) จำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  3,000,000 บาท เพื่อใช้ลาดตระเวน โดยจะเป็นการสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานตามมาตรฐานเยอรมันที่กองทัพใช้  โดยจะทยอยส่งมอบให้ครบภายใน 30 วัน   //-005

‘เลขานายกฯ’เผยแนวโน้ม‘อิ๊งค์’ไปเอง แจงศาล 21 ส.ค.ปมคลิปเสียง ท่องขึ้นใจทำเพื่อชาติ

‘เลขานายกฯ’เผยแนวโน้ม‘อิ๊งค์’ไปเอง แจงศาล 21 ส.ค.ปมคลิปเสียง ท่องขึ้นใจทำเพื่อชาติ

‘เลขานายกฯ’เผยแนวโน้ม‘อิ๊งค์’ไปเอง แจงศาล 21 ส.ค.ปมคลิปเสียง ท่องขึ้นใจทำเพื่อชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

‘เลขานายกฯ’เผยแนวโน้ม‘อิ๊งค์’ไปเอง แจงศาล 21 ส.ค.ปมคลิปเสียง ท่องขึ้นใจทำเพื่อชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีคลิปเสียง ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. นายกฯจะไปเองหรือไม่ ว่า ถึงเวลาก็รู้เอง เชื่อว่านายกฯตัดสินใจเอง ซึ่งแนวโน้มคงไปเอง

เมื่อถามว่า ในฐานะทีมงานของนายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เราด้วยความบริสุทธิ์ใจทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเจตนาดี ตนเชื่อว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญ

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่หลังพยานเสนอไป 5 คนแต่ศาลรับให้ไต่สวนเพียงเลขา สมช.เพียงคนเดียว นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนว่าแล้วแต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น

‘ทวี’เผย‘นายกฯอิ๊งค์’กำลังใจดี ฝากความคิดถึง-ความห่วงใยปชช.

‘ทวี’เผย‘นายกฯอิ๊งค์’กำลังใจดี ฝากความคิดถึง-ความห่วงใยปชช.

‘ทวี’เผย‘นายกฯอิ๊งค์’กำลังใจดี ฝากความคิดถึง-ความห่วงใยปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“ทวี”เผย”นายกฯอิ๊งค์”กำลังใจดี ฝากความคิดถึง-ความห่วงใยปชช. คุยแลกเปลี่ยนปัญหาชายแดนใต้ พร้อมร่วมขับเคลื่อนพัฒนา

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) เปิดเผยภายหลังเข้าพบพูดคุยให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ห้องรับรองภายในอาคารรัฐสภา ว่า ไปให้กำลังใจนายกฯ และนายกฯ มีกำลังใจดี ยังฝากความคิดถึงและห่วงใยประชาชน โดยนายกฯ ได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ ได้แลกเปลี่ยนเรื่องงานสภา เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากนี้ นายกฯ ฝากให้กำลังใจ และเห็นถึงศักยภาพที่ดีของจังหวัดชายแดนภาพใต้ และบอกว่าจะร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรื่องอย่างมีเสถียรภาพที่มั่นคง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อิ๊งค์’ออกสภาฯ ‘ทวี’พา‘สส.ประชาชาติ’ทักทายให้กำลังใจ)

– 006

‘ปชน.’มีมติโหวตคว่ำงบฯปี69 ติงหลายโครงการสามารถ‘ลด-ละ-เลื่อน’ได้

‘ปชน.’มีมติโหวตคว่ำงบฯปี69 ติงหลายโครงการสามารถ‘ลด-ละ-เลื่อน’ได้

‘ปชน.’มีมติโหวตคว่ำงบฯปี69 ติงหลายโครงการสามารถ‘ลด-ละ-เลื่อน’ได้

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

เสนอแนะไปแล้วไม่ปรับปรุง! “ปชน.”มีมติโหวตคว่ำงบฯปี 69 ติงหลายโครงการสามารถ”ลด-ละ-เลื่อน”ได้ สำรองเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินจำเป็น โอดสุดท้ายก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้แม้แต่มาตราเดียว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาชนมีมติการลงคะแนนไม่เห็นชอบในวาระสาม หรือคือการคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 โดยพรรคประชาชน มีจุดยืนดังต่อไปนี้ เนื่องจากหากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ และมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเตรียมความพร้อมของงบฯ 69 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด แต่ทางรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเองก็ดี ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะของเรา หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวงบประมาณแต่อย่างใด

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากทุกท่านติดตามการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติ เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถ ลด ละ เลื่อน โครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเก็บงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็น และเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณได้แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระสาม พรรคประชาชนคงจะยืนยันที่จะคว่ำ และไม่เห็นชอบกับงบประมาณปี 69

‘อิ๊งค์’ออกสภาฯ ‘ทวี’พา‘สส.ประชาชาติ’ทักทายให้กำลังใจ

‘อิ๊งค์’ออกสภาฯ ‘ทวี’พา‘สส.ประชาชาติ’ทักทายให้กำลังใจ

‘อิ๊งค์’ออกสภาฯ ‘ทวี’พา‘สส.ประชาชาติ’ทักทายให้กำลังใจ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา โดยมี สส.ของพรรคเพื่อไทย และรัฐมนตรี เดินเข้ามาทักทายและให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่นั่งอยู่ภายในห้องรับรองในอาคารรัฐสภาด้วย

โดยเวลา 12.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) พร้อม นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา ในฐานะเลขาธิการพรรค และ สส.ของพรรค เดินเข้ามาทักทายพูดคุยและให้กำลังใจ พร้อมถ่ายภาพร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ก่อนที่เวลา 13.10 น. น.ส.แพทองธาร จะเดินทางออกจากอาคารรัฐสภาไปทางชั้นใต้ดิน ไม่ได้ออกทางประตูด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดที่ผู้สื่อข่าวรอดักสัมภาษณ์เป็นวันที่ 3

– 006

กต.เชิญ’ทูต-องค์กรภาคี’ เข้าฟังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

กต.เชิญ'ทูต-องค์กรภาคี' เข้าฟังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

กต.เชิญ’ทูต-องค์กรภาคี’ เข้าฟังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

กต.เชิญทูต 41 ประเทศ และองค์กรภาคี รวม 61 คน เข้าฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

15 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 11.00 น. นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการบรรยายสรุปถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 โดยการสรุปผลในวันนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ข้อเท็จจริงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชารอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยหลายท่านได้รับบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพถาวร และสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ การบรรยายสรุปในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทย

โดยในครั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญคณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียนและภาคีอนุสัญญาห้ามทุนระเบิดสังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออสตาวา รวมทั้งผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุนระเบิดเข้าร่วม โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังประกอบไปด้วยเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนทั้งหมด 41 ประเทศ หนึ่งองค์กรและองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 61 ท่าน มาเข้าร่วมรับฟังการบรรยาย

โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กล่าวเปิดผ่านวิดีโอคอล เนื่องจากตอนนี้ติดภารกิจอยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบแม่โขง-ล้านช้าง ที่เมืองอันหนิง ประเทศจีน ซึ่งประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมเนื่องจากเป็นประธานร่วมของการประชุมดังกล่าวกับจีน

หลังจากนั้น เป็นการบรรยายสรุปของ นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ตามด้วย พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ผู้แทนหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก  และ นางสาวพินท์ุสุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิด ได้ย้ำถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการบรรยายสรุปในวันนี้ เพื่อชี้แจงให้ประชาคมโลกได้ทราบว่าความจริงที่ครบถ้วนคืออะไร การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออสตาวาที่กัมพูชาเป็นภาคี และความไม่ตั้งจิตใจจริงของกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แม้ฝ่ายไทยจะเสนอให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันในช่วง 3ถึง4ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญาและข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

ต่อมา นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ กต. ได้สรุปผลที่สำคัญของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ทุ่นระเบิด ต่อความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้เสนอให้ฝ่ายกัมพูชา 2 เรื่อง 1. คือการเก็บคู่ทุนระเบิด และ 2 เรื่องการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ร่วมกัน แต่ทั้ง2 ข้อนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงความโปร่งใสในการดำเนินการของฝ่ายไทยที่ได้จัดให้คณะทูตลงพื้นที่สังเกตการณ์ผลกระทบต่อการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และอีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่งนี้ ก็จะจัดให้มีการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์การใช้ทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

ต่อมา พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยปฏิบัติการทุกระเบิดด้านมนุษยธรรม  ได้ให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกลับระเบิดที่วางโดยฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ครั้งแรก วันที่ 16 กรกฎาคม ในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจและการใช้เทคโนโลยี การตรวจสอบการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทย และบทบาทของหน่วยงานปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

และต่อมา นายปิยภักดิ์ ศรีเจริญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ได้ให้ข้อมูลความพยายามของฝ่ายไทย ในช่วงที่ผ่านมาที่ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน แต่เหตุการณ์เหยียบกับระเบิดโดยฝ่ายทหารไทยล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเรื่องการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อนมนุษยธรรม ไม่ใช่ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาให้ความสำคัญ โดยไทยได้ทำการประท้วงกัมพูชาในช่องทางทางการทูตต่างๆไปแล้ว และผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรืออาร์บีซี และรวมถึงการประชุม จีบีซี ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

สุดท้าย นางพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ได้ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาออสตาวาโดยฝ่ายกัมพูชา จากการรอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตลอดจนการดำเนินการชี้แจง การนำเสนอข้อเท็จจริงของฝ่ายไทย และการประท้วงของไทยต่อกรณีข้างต้น ในเวทีพหุภาคีต่างๆ

ทั้งนี้ นายนิกรเดช ได้กล่าวสรุปประเด็นสำคัญของการบรรยาย เมื่อวันนี้ ว่า มี 6 เรื่อง

โดยเรื่องแรก ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและพร้อมปฎิบัติตามพันธะกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด รวมถึงพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาออสตาวา ในการ กำจัดทุ่นระเบิดให้หมดไป ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและด้านมนุษยธรรมสำหรับประชาชน โดยจนถึงปัจจุบันไทยได้เก็บกู้พื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดไปแล้วกว่า 99.5% ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2500 ตารางกิโลเมตร และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

2. ช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมาทหารไทยต้องเหยียบกับระเบิดที่วางโดยฝ่ายกัมพูชามาแล้ว 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 16 วันที่ 23 และ 28 กรกฎาคม และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 และ 12 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้ทุพพลภาพถาวร 5 ท่าน และมีผู้ได้รับบัตรเจ็บหลัก 10 คน โดยฝ่ายไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่าทุ่นระเบิดที่พบบริเวณชายแดนเป็นทุนระเบิดประเภท PMN2 ที่ถูกนำมาวางใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่เป็นมรดกจากสงครามในอดีต ที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง  และขอย้ำว่าฝ่ายไทย ไม่มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในครอบครองแล้ว

3. ประเทศไทยได้ดำเนินการประท้วงกัมพูชาในช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออสตาวา การมีหนังสือประท้วงไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ ประท้วงไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยไทยประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตย เป็นการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ รวมทั้งยังเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธะกรณีตามอนุสัญญาออสตาวา ที่ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี อีกทั้งยังเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดให้ประเทศทั้งสองยุตติการใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงถ้วยระเบิดสังหารบุคคลด้วย

4. กัมพูชาปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการเก็บกู้ทุนระเบิด รวมถึงการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ตามที่ไทยเคยเสนอการประชุมจีบีซีสมัยวิสามัญที่ผ่านมา ซึ่งตรงนี้สะท้อนให้เห็นพฤติการที่ไม่สุจริตใจและไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชา ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออสตาวา และข้อตกลงหยุดยิงโดยทันที แสดงความจริงใจที่จะฟื้นฟูสันติภาพบริเวณชายแดนและหันกลับมาร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน

5. ประเทศไทยหวังว่า ประเด็นเรื่องการเก็บคู่ทุนระเบิดจะได้รับการพิจารณาในการประชุม อาร์บีซี  และ จีบีซี ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่ง

6. ในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นี้ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะจัดให้คณะทูตประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออสตาวา และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ที่มีภารกิจด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งสื่อมวลชนไทยและสื่อมวลชนต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์ความเสียหาย ที่เกิดเกิดจากการใช้ทุ่นระเบิดของฝั่งกัมพูชา ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะได้นำหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆกลับไปพิจารณาทบทวนให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างรอบคอบ รวมทั้งกดดันให้กัมพูชาในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องนี้

นายนิกรเดช กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า 1.ไทยยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนและความตึงเครียดต่างๆกลับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกลทวิภาคีที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาร์บีซี จีบีซี หรือเจบีซี  ไทยจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยความจริงใจและความสุจริตใจ และเราก็คาดหวังในทางเดียวกันให้ทางกัมพูชาแสดงความจริงใจและสุจริตใจในกลไกเหล่านี้เหมือนกัน

2. ฝ่ายไทย ขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนอกจากจะขัดต่อเงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิง ที่กำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอมแล้ว ยังไม่เป็นผลดีต่อการสร้างภาวะที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาและลดความตึงเครียดที่มีอยู่ 

‘สุขุม’ฟันโช๊ะ! ‘เขากระโดง’เกมการเมือง‘รับเลือกตั้ง’

‘สุขุม’ฟันโช๊ะ! ‘เขากระโดง’เกมการเมือง‘รับเลือกตั้ง’

‘สุขุม’ฟันโช๊ะ! ‘เขากระโดง’เกมการเมือง‘รับเลือกตั้ง’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

“สุขุม”ฟันโช๊ะ! “เขากระโดง”เกมการเมือง”รับเลือกตั้ง” วัดใจ”อธิบดีที่ดิน” แนะดูเคส”ยงยุทธ”เป็นบทเรียน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวให้ความเห็นกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง ว่า เรื่องนี้มีมิติทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยฝ่ายเพื่อไทยต้องการใช้เรื่องนี้เป็นจุดขาย เป็นผลงาน เป็นการทำลายคู่แข่ง แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงต่อข้อกฎหมาย จำเป็นต้องหาผู้ลงนาม ซึ่งตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน จะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับภาระนี้หรือไม่

รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า ในอดีตเคยมีกรณีของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ถูกนำมาใช้เป็นบทเรียนเตือนใจ นายยงยุทธก็เคยทำเรื่องที่ดิน แล้วตอนจบเป็นอย่างไร เรื่องเขากระโดงเป็นเกมการทำลายคู่แข่ง มากกว่าความขัดแค้นส่วนตัว เนื่องจากฐานเสียงทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน และอยู่ในปีกการเมืองเดียวกัน

“ตอนนี้พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ยกระดับจากคู่แข่งเป็นศัตรูเต็มตัว ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทย กับก้าวไกลนั้น ฝ่ายเพื่อไทยประเมินว่าอย่างไรก็ได้ สส.ไม่ถึงครึ่งสภา จึงมุ่งเน้นตัดกำลังภูมิใจไทยก่อน เพราะถ้าภูมิใจไทยทำคะแนนแซงได้จะเป็นปัญหาใหญ่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขุม กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวในกรณีเขากระโดงเป็นเพียงการแก้เกมเฉพาะหน้าเพื่อสกัดคู่แข่ง ก่อนการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด ใครว่าเลือกตั้งช้า ตนคิดว่ามีสิทธิ์เกิดปีนี้ ถ้าจะทำอะไรก็ต้องรีบทำ

เอาอย่างนี้ไหม? ‘ผู้พันเบิร์ด’ท้า’เขมร’ ถอนกำลังแลกปล่อยตัว 18 เชลยศึก

เอาอย่างนี้ไหม? 'ผู้พันเบิร์ด'ท้า'เขมร' ถอนกำลังแลกปล่อยตัว 18 เชลยศึก

เอาอย่างนี้ไหม? ‘ผู้พันเบิร์ด’ท้า’เขมร’ ถอนกำลังแลกปล่อยตัว 18 เชลยศึก

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พล.ต.วันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ระบุว่า “การที่ฮุนเซนเรียกร้องให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกนั้น วัดความจริงใจ ฮุนเซนว่าจะป็น ละครลวงโลกหรือไม่ ห่วงคนเหล่านี้จริง หรือ เป็นเพียงฉากบังหน้าเท่านั้น

เอาอย่างนี้ไหม แลกกัน ไทยปล่อยตัวเชลยศึก18คน ส่วนเขมร ถอนกำลังเผชิญหน้าตลอดแนวชายแดน กล้าแลกกันแบบนี้ไหม ถ้าห่วงพวกเขาจริง 18 (เชลยกับถอนกำลัง) กลับกันถ้าเป็นฝ่ายไทย โดนจับเป็นเชลย แม้เพียงคนเดียว เรายอมแลกนะ การถอนกำลังแลกกับอิสระภาพของกำลังพล1คน 

ถ้าฮุนเซนตกลง= จริงใจ ห่วงอย่างจริงใจ ถ้าเงียบนิ่งเฉย หรือไม่ตกลง=ละครลวงโลก 

เหตุที่ไทยยังไม่ปล่อยเชลย18 คนนี้เพราะ กำลังเผชิญหน้าตามชายแดนยังมีอยู่ นั่นหมายความว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการประทะกันอีกครั้ง การปล่อยเฉลยกลับไปอาจมีความเป็นไปได้ที่เขาเหล่านี้จะกลับมาจับอาวุธขึ้นต่อสู้อีก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจึงมีมีความจำเป็นต้องถอนกำลังเผชิญหน้าออกทั้งหมด นั่นคือความขัดกันของอาวุธหมดลง ถ้าเขมรถอน ไทยจะถอนด้วยหลังจากเขมรถอนแล้ว 5ชั่วโมง” 

จะรอดได้อย่างไร? ‘สมชาย’เผยบทสนทนาละเอียดยิบ คลิปเสียง’อิ๊งค์-ฮุนเซน’

จะรอดได้อย่างไร? 'สมชาย'เผยบทสนทนาละเอียดยิบ คลิปเสียง'อิ๊งค์-ฮุนเซน'

จะรอดได้อย่างไร? ‘สมชาย’เผยบทสนทนาละเอียดยิบ คลิปเสียง’อิ๊งค์-ฮุนเซน’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #อุ๊งอิ๊ง #ต้องลาออก ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

อ่านข่าวคำชี้แจงของแพทองธาร ชินวัตร ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว
เห็นว่า เธอพยายามแก้ต่างต่อศาลว่า กระทำไปตามคำแนะนำของคนอื่น
เพื่อเป็นแนวทางให้ศาลวินิจฉัยว่า “บกพร่องโดยสุจริต”
แบบเดียวกับคดีที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญในอดีต ที่เคยวินิจฉัย8:7
ให้นายทักษิณชนะคดีซุกหุ้นคนขับรถ คนใช้ 8:7 ว่า ”บกพร่องโดยสุจริต“

งานนี้“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ”
ทีมงานศรีธนนชัยทางกฎหมาย คงจะเดินทางตามรอยเดิม
พร้อมกระบวนการปล่อยข่าวลือ ถุงขนมมากมาย หลายร้อย หลายพันกิโล
ถึงขนาดโต๊ะพนันรับแทงไม่อั้น ว่า รอด 5:4 ด้วย“บกพร่องโดยสุจริต”เหมือนกัน

แน่ส่วนตัวผมไม่เชื่อเช่นนั้น และยังมั่นใจว่า การที่อุ๊งอิ๊งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ส่วนตัวไปคุยปรึกษาความลับราชการแผ่นดินกับนายฮุนเซน
และการพบปะพูดคุยกับนายฮวด รองนายกเทศมนตรี กรุงพนมเปญ ที่รร โรสวู้ด ในกรุงเทพมหานคร ก่อนจะต่อโทรศัพท์3สายคุยกับนายฮุนเซน นั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด3 เรื่องความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักรไทยแน่นอน ซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่10ปี จำคุกตลอดชีวิตจนถึงประหารชีวิต
ส่วนคดีที่สว ร้องนั้น หลักฐานที่ปรากฎต่อสื่อมวลชน และชัดเจนว่า เป็นคลิปเสียงทั้งสองฝ่ายจริงนั้น เป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับจริยธรรมข้าราชการเมือง ในหลายประเด็นอย่างชัดเจน เป็นเหตุที่ศาลจะวินิจฉัยให้อุ๊งอิ๊งขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีเพราะ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรมร้ายแรง ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก
อาจมากถึง9:0 หรือ8:1 หรือ7:2 ด้วยหลักฐานที่ชัดเจนมากมัดตัวขนาดนี้

ด้วยความเคารพศาลรัฐธรรมนูญมาตลอด ส่วนตัวยังนึกไม่ออกว่า จะรอดได้อย่างไร
และสงสัยว่าคำวินิจฉัยว่า ไม่ผิด นั้น จะเขียนอธิบายให้เข้าใจชัดเจนอย่างไร

ผมจึงขอนำคำถอดเทปฉบับของแท้ที่แปลภาษากัมพูชาอย่างถูกต้องและเป็นทางการของหน่วยราชการความมั่นคงของไทย มาให้ท่านทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชน และประชาชนได้รับทราบ
ทุกท่านลองอ่านเปรียบเทียบคลิปเสียงอย่างละเอียด ช้าๆชัดๆ จะสามารถเข้าใจถ่องแท้ว่า ในเนื้อหาคำพูดที่ใช้สื่อสารกันจริงๆนั้น

เป็นเทคนิคการเจรจาความระหว่างประเทศ ที่มีปัญหาข้อพิพาทการสู้รบไทยกัมพูชามีชีวิตประชาชนและทหารไทย เป็นเดิมพัน นั้น เป็นเรื่องแก้ตัวพอรับฟังว่า “บกพร่องโดยสุจริต”หรือ เป็นเรื่องเท็จที่หกาอ้างเพื่อไม่ต้องการรับผิดทางกฎหมายครับ

สุดท้าย เพื่อพิสูจน์ความจริงทั้งหมดนี้
เพื่อประโยชน์ต่อคดีและประโยชน์ต่อสาธารณะในวันที่21สค2568
ที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกไต่สวนพยาน2ปากคือ นส แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นั้น

ขอกราบเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ควรอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านสื่อในการไต่สวนบุคคลทั้ง2ราย ให้พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศ ได้รับทราบไปพร้อมกันด้วยครับ

ด้วยความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม
สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
15 สค 2568

– 006

เปลี่ยนเป็นเช่าแทน! ‘พริษฐ์’ชงตัดงบสร้าง‘อาคารสำนักงาน ศธ.15 จังหวัด’

เปลี่ยนเป็นเช่าแทน! ‘พริษฐ์’ชงตัดงบสร้าง‘อาคารสำนักงาน ศธ.15 จังหวัด’

เปลี่ยนเป็นเช่าแทน! ‘พริษฐ์’ชงตัดงบสร้าง‘อาคารสำนักงาน ศธ.15 จังหวัด’

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

ถกงบฯปี69วันที่สาม! “พริษฐ์”ชงตัดงบก่อสร้าง”อาคารสำนักงาน ศธ.15 จังหวัด” เปลี่ยนเป็นเช่าแทน แก้ปัญหาตึกเก่าทรุดโรม-ย้ายเข้าตึกใหม่ได้เร็วกว่า จนท.สามารถทำงานได้ไว ด้าน”ปารมี”โร่ฟ้องประชาชน “สพฐ.”หั่นงบปรับปรุงอาคารเรียน”เด็กพิเศษ”แทนลดงบโครงการซ้ำซ้อน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 พิจารณาในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ตนขอปรับลดงบประมาณโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 15 จังหวัด มูลค่ารวม 375 ล้านบาท โดยเสนอให้เปลี่ยนจากวิธีการก่อสร้างอาคารใหม่ มาเป็นวิธีการเช่าสถานที่ใหม่หรือด้วยวิธีการอื่น โดยย้ำชัดๆ ว่าทางตนและกรรมาธิการทุกคนเห็นตรงกันว่าสถานที่ทำงานของศึกษาธิการจังหวัดใน 15 จังหวัด ปัจจุบันมีปัญหาจริง เรามีความจำเป็นที่จะต้องหาที่ทำงานใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่ตนและกรรมาธิการเห็นต่างกันอยู่ คือทางออกการแก้ปัญหานี้ ควรจะเป็นการก่อสร้างอาคารใหม่ 15 อาคาร หรือควรหาสถานที่ใหม่ด้วยวิธีการอื่น โดยให้ 2 เหตุผล ว่าทำไมเห็นว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาถึง 15 อาคาร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้ง2เหตุผล มีดังนี้ 1.ความคุ้มค่าของงบประมาณ หากศึกษาธิการจังหวัดนั้นเป็นหน่วยงานที่จะทำงานต่อในรูปแบบเดิมไปอีก 100 ปี ถ้าเป็นเช่นนี้ตนคิดว่าทางเลือกในการลงทุนสร้างอาคารใหม่ก็พอรับฟังได้ แต่ข้อเท็จจริงที่พวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้รับรู้กันก็คือในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่ทุกพรรคการเมืองได้เสนอเข้ามาที่สภาและคาดว่าจะถูกพิจารณาในสภาเร็วๆนี้ มีการพูดถึงประเด็นเรื่องการทบทวนโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของศึกษาธิการจังหวัดภายใต้สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นโครงสร้างใหม่ที่ถูกเติมเข้ามาในสมัยคสช.และมาถึงวันนี้ก็ถูกตั้งคำถามโดยหลายภาคส่วนว่าอาจจะมีความทับซ้อน หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถบูรณาการได้ดีเท่าที่ควรกับโครงสร้างเขตพื้นที่การศึกษาภายใต้ สพฐ.แม้วันนี้ไม่ใช่วันที่สภาต้องมาคุยกันว่าโครงสร้างรูปแบบใหม่ของศึกษาธิการจะเป็นอย่างไร และตนก็เข้าใจดีว่าศึกษาธิการจังหวัดก็ต้องเดินหน้าทำหน้าที่ต่อไปตามกฎหมาย แต่วันนี้ที่เราอยู่รู้กันอยู่ว่าในไม่อีกกี่ปีข้างหน้าเราจะมี พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ และก็ไม่รู้ว่าเนื้อหาตรงนั้นจะกำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัดและเขตพื้นที่ยังแยกกันทำงานแบบนี้ต่อหรือไม่และตนเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องลงทุนในการสร้างอาคารใหม่ขึ้นมา 15 อาคาร แต่เราสามารถมีทางเลือกอื่นที่คุ้มค่า ทางเลือกที่ 1 คือ การดูความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ร่วมกันกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาภายใต้กระทรวงศึกษาธิการหรือแม้กระทั่งพื้นที่ของสำนักงานของส่วนราชการนอกกระทรวงศึกษาธิการ และประเทศของเราก็ไม่ได้ขาดเรื่องของอาคารสำนักงานราชการ ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการหน่วยงานก็ชี้แจงกับตนเองว่าสำนักงานเขตพื้นที่การจัดการใน 15 จังหวัดที่พูดถึงไม่มีพื้นที่เหลือจริงๆ แต่ก็สงสัยไม่ได้ ว่าคำชี้แจงนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้พูดขึ้นมาทีเล่นทีจริงในชั้นอนุกรรมาธิการว่าศึกษาธิการจังหวัดกับเขตพื้นที่การศึกษานั้น อาจจะทำงานในที่เดียวกันยากเพราะเป็นเหมือนน้ำคนละสี ได้ยินแบบนี้ตนเองก็ได้แต่หวังว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้กำลังจะขอเงินภาษีของประชาชนมากลบความล้มเหลวของตัวเอง ที่ไม่สามารถทำให้ทั้งสองหน่วยงานภายใต้กระทรวงเดียวกันทำงานภายใต้สถานที่เดียวกันได้ แต่หากคำชี้แจงเป็นจริงและเราไม่มีพื้นที่เหลือจริงในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการอื่นๆใน 15 จังหวัดนี้ ก็ยังมีทางเลือกที่ 2 คือ หาสถานที่ใหม่ในการเช่า

“ในเอกสารงบประมาณจะค้นพบว่า 15 อาคารที่ผมพูดถึง มีการตั้งงบประมาณเฉลี่ยที่อาคารละ 25 ล้านบาท หากเราหาสถานที่ใหม่ในการเช่า ด้วยค่าเช่าที่ 50,000 บาทต่อเดือน 25 ล้านบาท ก็จะทำให้เราเช่าสถานที่ได้ประมาณ 40 กว่าปี หรือถ้าเราหาสถานที่เช่าใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 100,000 บาทต่อเดือน 25 ล้านบาทนี้ก็จะทำให้เราสามารถเช่าสถานที่ได้กว่า 20 ปี” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เหตุผลที่ 2.เรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ หากสถานที่ทำงานปัจจุบันมีความทรุดโทรม ถึงขั้นไม่มีความปลอดภัยในการทำงานต่อการจะแก้ปัญหานี้ด้วยการก่อสร้างอาคารใหม่ก็จะดูเป็นวิธีที่ค่อนข้างประหลาด ไม่เท่าทันต่อสถานการณ์ เพราะหากเราของบมาใช้ในการก่อสร้างอาคารใหม่ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะสร้างเสร็จและสามารถย้ายเข้าได้ แต่ในทางกลับกันหากเราของบประมาณมาหาสถานที่ใหม่เพื่อเช่า ถ้าเราหาได้ก็สามารถย้ายเข้าทำงานในที่ใหม่ได้ทันที และหากเราให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเจ้าหน้าที่จริงๆ การใช้วิธีการเปลี่ยนงบประมาณในปี 2569 ที่เป็นงบก่อสร้างมาเป็นงบในการเช่าสถานที่ใหม่แทนก็น่าจะตอบโจทย์ที่สุดหรือในกรณีแย่ที่สุดที่เราไม่สามารถแปรงบฯ ปี 69 ที่เป็นงบก่อสร้าง มาเป็นงบในการเช่าสถานที่ใหม่ได้ การใช้งบปี 70 มาเช่าสถานที่ใหม่น่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ย้ายเข้าไปในสถานที่ใหม่ได้เร็วกว่าการใช้งบ 69 มาก่อสร้างอาคารใหม่ด้วยซ้ำ

นายพริษฐ์ กล่าวแรกว่า ตนพูดแบบนี้เพราะได้ทำการบ้านมา ไปย้อนดูในบรรดา 8 จังหวัดที่เคยได้งบก่อสร้างสำนักงานศึกษาจังหวัด งบ 68 สำรวจเบื้องต้นมีแค่ 1 – 2 จังหวัดเท่านั้นที่มีการสร้างอาคารเสร็จแล้ว และทางสำนักงบก็ชี้แจงมาว่าส่วนใหญ่คาดว่าจะย้ายเข้าไม่ได้ก่อนต้นปี 2569 หมายความว่า หากการก่อสร้างอาคารในงบ 69 นั้นใช้เวลาเท่าๆกัน แม้เราอนุมัติงบก่อสร้างในวันนี้ อาคาร 15 อาคารใหม่ ก็จะยังสร้างไม่เสร็จ และยังไม่สามารถย้ายเข้าไปได้จนกว่าจะถึงต้นปี 2570 แต่ในทางกลับกัน แม้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่เราต้องรอถึงพ.ร.บงบ 70 ในการตั้งงบมาเช่าสถานที่ใหม่ แต่หากหน่วยงานทำงานเร็ว และเตรียมการล่วงหน้าหน่วยงานนั้นสามารถเตรียมการดำเนินการหาสถานที่ใหม่และย้ายเข้าสำหรับเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 70 หรือไตรมาส 4 ในปี 2569 หรือเร็วกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความคุ้มค่าของงบประมาณหรือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ตนเห็นว่าการหาสถานที่ใหม่มาเช่านั้นตอบโจทย์ กว่าการก่อสร้างอาคารใหม่ สำหรับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดใน 15 จังหวัด และเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการเห็นต่างกันเยอะ และในวันนี้ที่สภาผู้แทนเราจะต้องลงมติเรื่องนี้จึงขอฝากทิ้งท้ายว่า

“ถ้าหากท่านทำธุรกิจที่มีพนักงาน 50 คน และท่านต้องหาสถานที่ทำงานในต่างจังหวัดโดยไม่รู้ว่าอีก 3 ปีข้างหน้านั้นธุรกิจท่านจะยังอยู่หรือเปล่า ท่านจะเลือกอย่างไร ระหว่างการหาที่ในการเช่ากับการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่และสมมุติทำธุรกิจแล้วพนักงาน 50 คน กำลังทำงานในสถานที่ไม่ปลอดภัย จะแก้ปัญหานี้อย่างไรระหว่างเร่งหาที่เช่าใหม่ เพื่อรีบย้ายเข้า กับการมาก่อสร้างอาคารใหม่และรอให้ก่อสร้างเสร็จและจะย้ายเข้าได้” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น หากเพื่อนสมาชิกเราปฏิบัติกับเงินภาษีประชาชนที่มาจากหยาดเหงื่อประชาชน กับเงินส่วนตัวที่มาจากหยาดเหงื่อของเราเอง ตนเชื่อว่าทุกท่านจะเห็นด้วยกับตนและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในประเด็นนี้

ด้าน นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนขอเสนอให้ตัดงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในส่วนของโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโพลิโอ ค่าจ้างเหมาบริการจัดหาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งอนุ กมธ.ตัดงบจาก 109 ล้านบาท เหลือ 99 ล้านบาท ซึ่งตนมองว่าตัดงบน้อยไปเพราะสามารถปรับลดงบประมาณได้อีก หรือชะลอทั้งโครงการ เพราะเป็นโครงการซ้ำซ้อนกับงบประมาณปี 2568 จนนักเรียนและครูไทยมีสื่อดิจิทัลมากเกินจำเป็นอีกทั้งสื่อดิจิทัลเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์สามารถสืบหาได้จากอินเตอร์เน็ตทั่วไปที่

นายปารมี กล่าวต่อว่า ตนขอตัดลดงบรายโครงการ แต่ที่ประชุมอนุ กมธ.ไม่ยอมรับ และให้ สพฐ.ปรับแบบวงเงินรวมทำให้ สพฐ.​ปรับลดงบก่อสร้างอาคารโรงเรียน 14 โรงเรียนที่ผุผัง เสาไฟ สายไฟระเกะระกะ มีข่าวนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอาคารที่ผุพัง และตนขอฟ้องประชาชนด้วยว่า สพฐ.ลดงบปรับปรุงอาคารเรียนของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินและเด็กพิเศษที่เป็นกลุ่มเปราะบาง และได้รับงบจาก สพฐ.น้อยอยู่แล้ว

“ฝากถามประธานอนุ กมธ.มีตัวเลขผิดปกติ ในมติอนุ กมธ.ให้ปรับลดโครงการเสริมสร้างคุณลักษณะของนักเรียน 3 แสนบาท แต่รายงานการปรับลดที่เสนอต่อสภาฯ พบว่า สพฐ.ปรับเพียง 20,000 บาท” นายปารมี กล่าว