อ่านภาษากาย’อุ๊งอิ๊งค์’ รู้ชะตากรรมคดีคลิปหลุด’อังเคิลฮุน’

อ่านภาษากาย'อุ๊งอิ๊งค์' รู้ชะตากรรมคดีคลิปหลุด'อังเคิลฮุน'

อ่านภาษากาย’อุ๊งอิ๊งค์’ รู้ชะตากรรมคดีคลิปหลุด’อังเคิลฮุน’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.25 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า อ่านภาษากายอุ๊งอิ๊ง รู้ชะตาคดีคลิปหลุด

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดวันอ่านคำวินิจฉัยคดี ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีฝ่าฝืนผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง กำหนดฟังคำวินิจฉัยคดีในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 และนัดสืบพยานฝ่ายผู้ถูกร้องในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ได้แถลงคดีในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ซึ่งคดีนี้อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน มีการวิเคราะห์ถึงผลของคดีที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองของนางสาวแพทองธาร ซึ่งก่อนหน้านี้เก็บตัวเงียบ แม้ว่ายังคงปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรี หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม หลีกเลี่ยงที่จะพบปะผู้คน หรือเคลื่อนไหวที่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง

จนล่าสุดวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาตินางสาวแพทองธารได้ไปร่วมกิจกรรมที่ท้องสนามหลวง เมื่อเจอนักข่าวสอบถาม เรื่องประเด็นทางการเมือง นางสาวแพทองธาร ก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่าคิดถึงนักข่าว จนถึงวันที่ 13 สิงหาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพรบงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล นางสาวแพทองธารเดินทางไปที่อาคารรัฐสภาในตอนเช้า แต่เลี่ยงที่จะตอบคำถามของนักข่าว ได้ส่งยิ้มให้กับนักข่าว แล้วเดินจากไป จนถึงตอนเย็น เมื่อมีกระแสข่าวออกมาว่าศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยคดีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นางสาวแพทองธาร ได้หลบนักข่าวมุดลงชั้นใต้ดิน เดินทางกลับบ้านทันที

ถ้าหากอ่านจากภาษากาย หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Body language แล้ว จะเห็นได้ว่า นางสาวแพทองธาร ขาดความมั่นใจในคดีนี้มาตั้งแต่ต้น ไม่ยอมแสดงความคิดเห็นใดๆ เมื่อผู้สื่อข่าวถามก็พยายามหลบเลี่ยง ซึ่งเป็นการสันนิษฐานว่า นางสาวแพทองธาร รู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่าจะเป็นเช่นไร ระหว่างเวลาที่เหลือจนถึงวันที่ 29 สิงหาคม ก็ต้องรอความเคลื่อนไหวและการดำเนินการของนายทักษิณผู้เป็นพ่อว่า สามารถที่จะต่อดีลหรือดีลต่อสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จก็ยังมีเวลาเพียงพอ ที่จะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ จนถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2568

ขอฝากให้ทั้งนายทักษิณและนางสาวแพทองธารได้ชั่งใจ ถ้ามั่นใจก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าไม่มั่นใจ ก็ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เชื่อว่าจะเป็นทางออกของประเทศ และอาจทำให้บรรยากาศการเมืองในประเทศดีขึ้นมาด้วย

อัยการแนะรบ.ให้ตั้งงบเยียวยา หากจะเพิกถอน ที่ดินเขากระโดง

อัยการแนะรบ.ให้ตั้งงบเยียวยา หากจะเพิกถอน ที่ดินเขากระโดง

อัยการแนะรบ.ให้ตั้งงบเยียวยา หากจะเพิกถอน ที่ดินเขากระโดง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อัยการแนะรบ. ให้ตั้งงบเยียวยา หากจะเพิกถอน ที่ดินเขากระโดง

ฟันฉับเกมลากยาว! “อัยการ” เล่ากฎหมาย ชี้ “คดีเขากระโดง” กว่า 5 พันไร่ อีกยาวนานกว่าจะจบ สุดท้ายหาก “เพิกถอน” ต้องเยียวยาประชาชนที่ได้เอกสารสิทธิมาโดยสุจริต

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยผ่านเพจเล่ากฎหมาย (อัยการเอก) ถึงปัญหาข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่า ที่ดินเขากระโดงซึ่งมีพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ระหว่างประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิหลายประเภท กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่อ้างสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายกฤษฎีกาสมัยรัชกาลที่ 6 โดยปัญหาเริ่มต้นจากประชาชน 35 ราย ที่ครอบครองที่ดินกว่า 170 ไร่ อ้างสิทธิตามหนังสือ ส.ค.1 ซื้อต่อมาจากเจ้าของเดิมตั้งแต่ปี 2471 และมาแจ้งการครอบครองในปี 2498 ต่อมาในปี 2553 เมื่อมีการประกาศจะออกโฉนดกลุ่มคนเหล่านี้จึงไปยื่นขอออกโฉนด แต่ถูก ร.ฟ.ท.คัดค้าน โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของ ร.ฟ.ท. ต่อมาในปี 2554 คนกลุ่มนี้ ได้ยื่นฟ้อง ร.ฟ.ท.เป็นคดีเพ่งต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ก็ถูก ร.ฟ.ท.ฟ้องแย้ง สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินให้ ร.ฟ.ท.ชนะคดีโดยให้เหตุผลว่าที่ดินของชาวบ้านกลุ่มนี้อยู่ในแนวเขตของแผนที่ที่กำหนดให้สร้างทางรถไฟ ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกาออกเป็นกฎหมายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (ปี 2461-2465) ปัจจุบันชาวบ้าน 35 ราย ที่แพ้คดี ได้ถูกบังคับคดีให้รื้อสิ่งปลูกสร้างและออกจากพื้นที่แล้ว

นายเอกณรงค์กล่าวต่อว่า ต่อมาร.ฟ.ท.ได้ใช้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นหลักฐานในการขอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิของประชาชนแปลงอื่นๆ อีกกว่า 900 แปลง เนื้อที่หลายพันไร่ โดยอ้างว่ากรมที่ดินออกเอกสารทับที่ดินของ ร.ฟ.ท.หลังจาก ร.ฟ.ท.ใช้คำพิพากษาศาล ฎีกาเป็นหลักฐานในการขอให้เพิกถอนโฉนดของประชาชนในที่ดินแปลงอื่นกรมที่ดินในขณะนั้นได้ตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของแผนที่ที่ ร.ฟ.ท.ใช้อ้างอิง โดยสงสัยว่าอาจเป็นแผนที่ที่ทำขึ้นใหม่ในปี 2539 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของเกษตรกรสมัชชาคนจน และ ไม่สอดคล้องกับแผนที่ที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาที่เป็นแนวเขตที่ถูกต้องตามกฎหมายกฤษฎีกาที่กําหนดแนวสร้างทางรถไฟ ซึ่งออกในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยเหตุนี้ ร.ฟ.ท.จึงฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครอง ขอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิพร้อมด้วยค่าเสียหาย ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดิน ตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่ได้สั่งให้เพิกถอนโฉนดโดยตรง

นายเอกณรงค์กล่าวอีกว่า หลังจากศาลปกครองตัดสินแล้ว กรมที่ดินได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่มีมติว่าแผนที่ของ ร.ฟ.ท.ยังไม่น่าเชื่อถือ จึงมีคำสั่งยุติเรื่อง จากนั้น ร.ฟ.ท.ได้เดินหน้าต่อ 2 ทางคือ ฟ้องศาลปกครองอีกครั้งเพื่อเพิกถอนคำสั่งยุติของกรมที่ดิน และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องประชาชนรายแปลง เพื่อเพิกถอนสิทธิ์ ปัจจุบันเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีคนใหม่ กระทรวงมหาดไทยได้นำเรื่องที่ยุติไปแล้วกลับมาตรวจสอบใหม่ และมีมติเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินที่สามารถพิสูจน์ตำแหน่งได้ โดยอ้างอิงจากการรังวัดร่วมกันระหว่างกรมที่ดินและร.ฟ.ท.ในอดีต เพราะร.ฟ.ท.เห็นว่าเป็นมติที่เป็นประโยชน์ จึงเตรียมถอนเรื่องที่เคยส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องประชาชนเป็นรายแปลงออกไป

“หากกรมที่ดินเลือกแนวทางนี้ ประชาชนเจ้าของที่ดินที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องจะไม่ยอมอย่างแน่นอน ล่าสุดตัวแทนกลุ่มประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิที่ถูกต้องโต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะกรณีของ 35 รายเท่านั้น ไม่สามารถใช้ขยายผลไปยังแปลงอื่นได้ และแผนที่ของการรถไฟฯ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นแผนที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายกฤษฎีกาในรัชกาลที่ 6 หรือไม่และจะนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองรวมทั้งอาจมีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปกว่าจะจบก็คงอีกหลายปี” นายเอกณรงค์ กล่าว

นายเอกณรงค์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีหน่วยงานอย่างคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ป.ป.ช.ที่เคยมีความเห็นว่าที่ดิน 5,000 ไร่นี้ เป็นของ ร.ฟ.ท.แต่กรมที่ดินก็ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องความถูกต้องของแผนที่ ทำให้คดียังคง
ไม่สิ้นสุด หากท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษาให้ที่ดินทั้งหมดเป็นของร.ฟ.ท.จริง ก็อาจไม่จำเป็นต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแต่หากตกลงเรื่องการเช่าใช้ประโยชน์ที่ดินได้ และถ้ามีการเพิกถอนเอกสารสิทธิจริง รัฐอาจจะต้องเยียวยากลุ่มประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิมาโดยสุจริตด้วยเช่นกัน

ไม่ตั้งใจปราบโกง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสับเละ ประเมิน1ปีรัฐบาลแพทองธาร

ไม่ตั้งใจปราบโกง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสับเละ ประเมิน1ปีรัฐบาลแพทองธาร

ไม่ตั้งใจปราบโกง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสับเละ ประเมิน1ปีรัฐบาลแพทองธาร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไม่ตั้งใจปราบโกง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสับเละ ประเมิน1ปีรัฐบาลแพทองธาร

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ประเมิน 1 ปี รัฐบาล “แพทองธาร” ไร้ทิศทาง-กลไก ไม่ตั้งใจปราบโกง แนะเร่งสร้างรัฐโปร่งใสฟื้นศรัทธา-ความเชื่อมั่น ชวนประชาชนร่วมแสดงพลังผ่านทางออนไลน์ 6 กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เผยแพร่บทความผ่านเพจองค์กรฯ ‘เสียดายโอกาสประเทศไทย’ ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อว่ารัฐบาลตั้งใจทำดีเพื่อบ้านเมือง แม้จะอธิบายว่าการผลักดันโครงการต่างๆ เช่น กาสิโน แจกเงินดิจิทัล โยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท หรือจัดเทศกาลดนตรี มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สังคมยังคงตั้งคำถาม ว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือหวังผลทางการเมืองหรือไม่

นายมานะ กล่าวว่า วิกฤตความไม่ไว้วางใจนี้เกิดจากประเทศที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น แต่รัฐบาลกลับไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าสนใจจะปราบปราม และคนไทยเจอนักการเมืองที่พร้อมจะโกง หรือหลับตาข้างหนึ่งให้พวกพ้องมามากแล้ว โดย 7 เหตุผลที่ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่ตั้งใจปราบโกง ไร้ทิศทางและนโยบายที่จับต้องได้ คือ 1.รัฐบาลไม่เคยประกาศหรือแถลงนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ชัดเจนและจับต้องได้ แม้ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2569 นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาฯ ว่าจะผลักดัน CPI ไทยให้ไม่ต่ำกว่า 56 คะแนน ติดอันดับไม่เกิน 45 ของโลก จากปัจจุบัน 34 คะแนน อันดับ 107 ของโลก แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงแผนของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาไม่เคยขยับเข้าใกล้เป้าหมายจริง

2.กลไกต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาครัฐอ่อนแอลงใน 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปฏิเสธใช้กลไกที่รัฐบาลก่อนสร้างไว้ เช่น ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) แต่ก็ไม่เสนอกลไกใหม่หรือชี้ให้เห็นว่ากลไกปัจจุบันเพียงพอแล้ว ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นยังลุกลามโดยไร้คำตอบว่าเกิดจากช่องโหว่ของระบบ หรือจากพฤติกรรมของผู้มีอำนาจ และจะฟื้นศรัทธาได้อย่างไร 3.สนใจเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แล้วโยนภาระไปให้หน่วยงานฯ จากเหตุการณ์ใหญ่ เช่น ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม รถทัวร์นักเรียนไฟไหม้ ทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่สั่งการหน่วยงานเร่งหาคนผิดและเยียวยาผู้เสียหาย แต่สิ่งที่สังคมยังไม่เห็นคือการสอบสวนอย่างโปร่งใส พร้อมรายงานให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร คดีคืบหน้าเพียงใด ติดค้างอยู่ที่หน่วยงานใด และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร ทั้งที่รัฐบาลมีเครื่องมือสื่อสารจำนวนมากอยู่ในมือ

4.ละเลยการปฏิรูประบบราชการและกฎหมายตามที่เคยหาเสียง ผู้นำรัฐบาลเคยสัญญากับประชาชนว่า จะปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกฎหมายและผลักดันโครงการ Regulatory Guillotine ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือต้นตอการเกิดคอร์รัปชั่น แต่ 2 ปีผ่านมา ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการไปถึงไหน สำเร็จแล้วหรือหยุดชะงักลง 5.ข้อเสนอ ป.ป.ช.ถูกเมิน เรื่อง แปะเจี๊ยะ ทุจริตยา นมโรงเรียน ส่วยทางหลวง คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย และสินบนใบอนุญาต เป็นปัญหาซ้ำซากที่ ป.ป.ช.ได้ศึกษาและส่งความเห็นหรือข้อเสนอแนะถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้วกว่า 176 เรื่อง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีคำชี้แจงว่ารัฐบาลได้นำข้อเสนอเหล่านี้มาปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด ได้ผลหรือไม่ และมีปัจจัยใดเป็นอุปสรรค

6.ไม่เข้าใจกลไกต่อต้านคอร์รัปชั่นของประเทศ ตัวอย่าง ครม.มีมติให้ ป.ป.ท.รับผิดชอบ การขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นเพื่อยกระดับคะแนน CPI ตามที่ ป.ป.ช.ศึกษาและเสนอมา ทั้งที่ ป.ป.ช.มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มีทรัพยากรและอำนาจมากกว่า ทำให้เกิดอุปสรรคและจุดอ่อนมากมาย และ 7.ข้าราชการเกียร์ว่าง เมื่อข้าราชการเห็นว่ารัฐบาลไม่ชัดเจนเรื่องต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่งผลให้ข้าราชการขาดแรงขับเคลื่อน เช่น กรณีคณะกรรมการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชั่นระดับจังหวัด ที่ต้องมีการประชุมทุกไตรมาส กลายเป็นพิธีกรรม โดยผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการ มอบหมายกันต่อเป็นทอดๆ ทำให้การประชุมแต่ละครั้งแทบไร้ค่าไร้ผลงาน

ทั้งนี้ ในตอนท้ายของบทความ ประธานองค์กรฯ ยังให้ข้อเสนอฟื้นความเชื่อมั่น หากรัฐบาลแสดงบทบาทหน้าที่เป็นผู้นำการต่อต้านคอร์รัปชั่น เริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส (Open Government) จัดให้การต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องอาศัยพลังร่วมจาก 4 กลุ่มหลักของสังคม ได้แก่ นักการเมือง ที่ต้องสร้างพรรคการเมืองให้มีธรรมาภิบาล นักธุรกิจ ที่ไม่จ่ายใต้โต๊ะและไม่สนับสนุนคนโกง ข้าราชการ ที่มีคุณธรรม กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และประชาชน ที่หยุดยอมรับการโกงไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ กล้าทักท้วงและใช้สิทธิเลือกคนดีเข้าสู่ตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอนี้ให้เป็นรูปธรรม องค์กรฯ จึงจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2568 ในวันที่ 6 กันยายนนี้ โดยขอเชิญชวนทุกคนร่วมเป็นพลังในรูปแบบออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านเพจองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อร่วมกันออกแบบระบบใหม่ที่เปิดทางให้คนดีเติบโต และไม่ปล่อยให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม

ไทยไม่ทน!ลุยฟ้องประชาคมโลก บีเขมรกู้ระเบิด กต.สายตรงUNใช้กลไกออตตาวา ไต่สวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา

ไทยไม่ทน!ลุยฟ้องประชาคมโลก บีเขมรกู้ระเบิด กต.สายตรงUNใช้กลไกออตตาวา ไต่สวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา

ไทยไม่ทน!ลุยฟ้องประชาคมโลก บีเขมรกู้ระเบิด กต.สายตรงUNใช้กลไกออตตาวา ไต่สวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยไม่ทน!ลุยฟ้องประชาคมโลก บีเขมรกู้ระเบิด กต.สายตรงUNใช้กลไกออตตาวา ไต่สวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พาผช.ทูตทหารอาเซียนลุยอุบลฯ พิสูจน์พื้นที่โดนโจมตี14ส.ค.นี้

รัฐบาลยันไม่นิ่งนอนใจกรณีเขมรใช้กับระเบิดต่อทหารไทยอย่างไร้มนุษยธรรม เดินหน้าร้องประชาคมโลกกดดันกัมพูชาให้ถึงที่สุด “มาริษ”สายตรงเลขาฯUN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ให้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา – พร้อมขอมาเลย์-สิงคโปร์กดดันเขมรร่วมเก็บกู้ เมิน กต.กัมพูชาฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้หลักฐานไม่มี ขณะที่ ศบ.ทก.เตรียมนำผู้ช่วยทูตลงพื้นที่อุบลฯ 14 ส.ค. เร่งประสาน ARMAC แสดงความจริงใจเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทบ. แจง ทภ.2 ขอบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยกำลังพล “ภูมิธรรม” ยัวะนักวิจารณ์ปากพล่อย กล่าวหาหัวใจเขมร สั่งทนายเก็บหลักฐานฟ้องให้เรียบ ยัน กต. เตรียมยื่นฟ้องยูเอ็น ซัดเขมรจงใจไม่ให้เกิดสันติภาพ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า รัฐบาลขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนไทย เหตุดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยอย่างชัดเจน ขัดอนุสัญญาออตตาวา และเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม

รบ.ร้องประชาคมโลกบี้เขมรร่วมกู้ระเบิด

นายจิรายุกล่าวต่อว่า พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ยืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลและเยียวยากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์นี้ และจะดำเนินมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของแผ่นดินไทย นอกจากนี้ รัฐบาลขอเรียกร้องประชาคมโลกร่วมกดดันรัฐบาลกัมพูชา เพื่อเร่งรัดความร่วมมือเก็บกู้กับระเบิดทันที และขอให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาทบทวนการให้ความช่วยเหลือที่ไม่ก่อให้เกิดผลรูปธรรม พร้อมพิจารณามาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อยุติการสูญเสียครั้งใหม่จากการกระทำที่ไร้ความปรานี

“มาริษ”สายตรงเลขาฯUN-รมว.กต.ญี่ปุ่น

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการหลังกำลังพลกองร้อยทหารพราน เหยียบทุ่นระเบิดว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ตนโทรศัพท์หารือรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคม ขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา มีหนังสือตอบกลับมาแล้ว และวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม) จะพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee) หรือ GBC ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด แต่กัมพูชาปฏิเสธ พร้อมโทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษยังย้ำว่า ช่วงเดินทางเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐ ตนพบเลขาธิการสหประชาชาติและรัฐมนตรีของญี่ปุ่นแล้ว และได้ประท้วงท่าทีความไม่จริงใจของกัมพูชาต่อทั้งสองบุคคล ในโอกาสต่าง ๆ เสมอมา ส่วนกรณีรมว.ต่างประเทศกัมพูชาส่งจดหมายร้องเรียนต่อประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC และเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา กล่าวหาฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงทวิภาคี และเงื่อนไขของการหยุดยิงที่ตกลงกันไว้อย่างต่อเนื่องนั้น นายมาริษ ยืนยันว่า ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาไม่มีหลักฐานใดที่แน่ชัด แต่ฝ่ายไทยมีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับการยั่วยุของกัมพูชา และการวางทุ่นระเบิด และที่สุด UNSC ก็ไม่ได้มีการประชุมเรื่องนี้อีกครั้งแต่อย่างใด

กต.จ่อยื่นฟ้องUNเขมรใช้กับระเบิด

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดอีก 1 นาย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่า เป็นเรื่องที่ต้องเห็นใจ เพราะท่านกำลังทำหน้าที่อยู่ ส่วนที่มีทหารระบุหลังจากเกิดกรณีนี้ต้องปกป้องตนเองนั้น ตนคิดว่า ตามสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศทำได้ ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดอนุสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิด ผิดอนุสัญญาออตตาวาอยู่แล้ว มีขั้นตอนว่าต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทำได้ตามกฎหมาย วันเดียวกันนี้ ตนคุยกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เขาเตรียมยื่นอยู่แล้ว เรื่องนี้เราต้องใช้ความระมัดระวัง แต่เป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้เห็นได้ชัดว่า ความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

“กต.ยืนยันทำมาหลายเรื่อง ได้คุยกับเลขาฯรยูเอ็น รวมถึงคณะกรรมการของอนุสัญญาออตตาวาแล้ว เราพยายามทำเต็มที่ สิ่งสำคัญคือ การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติรับรู้ อาจยังทำช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ แต่รมว.ต่างประเทศยืนยันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ท่านเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่าเขมร ทุกคนได้เห็นรายละเอียดต่างๆแล้ว”นายภูมิธรรมกล่าว

ติงมทภ.2โพสต์ขอรับบริจาคลวดหนาม

ถามถึงกรณี กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลง นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆในกระบวนการหากคิดว่าไม่พอแจ้งมาที่กองทัพหรือผู้บัญชาการทหารบกได้ เป็นเรื่องที่พูดอยู่ตลอดเวลากับแม่ทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ รัฐบาลจะให้งบกลางช่วยเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องนี้เสนอมา จริงๆยังไม่จำเป็นถึงขนาดขึ้นเพจเฟซบุ๊กขอให้ประชาชนมาช่วย จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจ รัฐบาลไม่มีอะไรขัดขวาง อยากเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบเพราะว่าถ้าขาดจริงๆบอกมา เรามีงบให้อยู่แล้ว และบอกไปแล้วว่า ตอนนี้อะไรที่สามารถเอามาจากตรงไหนได้ เอามาก่อน ตรงไหนขาดบอกมาจะใช้วิธีพิเศษที่พิจารณาให้ได้เลยเพื่อให้ได้ของ ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้ รัฐบาล ยืนยันอะไรที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลในการรักษาอธิปไตยของประเทศ รัฐบาลนี้ไม่ขัดข้อง เปิดงบกลางให้ใช้อยู่แล้ว

อ้วนยัวะ!สั่งทนายฟ้องพวกวิจารณ์เข้าข้างเขมร

นายภูมิธรรมยังชี้แจงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างที่บอกว่าไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่ลงที่โรงพยาบาล ไม่ใช่อย่างโน้นอย่างนี้ว่า ไม่จริง และถ้าไปดูเทปทั้งหมด เขาถามว่าจะชี้แจงอย่างไรหรือไม่ ทำไมระเบิดถึงลงเฉพาะที่นี่ ก็บอกว่าเขาไม่ได้ยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย หากยิงเฉพาะเจาะจงเป้าหมายจะไม่มีการเสียชีวิตของพลเรือนเลย เป็นการยิงด้วยระเบิด BM- 21 ที่ออกมาทีจำนวนมากกระจัดกระจายไม่ได้ไปที่เป้าหมายทางทหาร หมายความว่าพลเรือนและโรงพยาบาล คิดว่าอย่าเอาไปบิดเบือน ทำลายรัฐบาล ทำให้ประชาชนในประเทศเกิดความแตกแยก

“มีนักวิจารณ์การเมืองบางคนไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ผมจะฟ้อง ผมเป็นคนที่ไม่คิดจะฟ้องใคร แต่คิดว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ประจักษ์อย่างที่ผมเคยทำในอดีต ผมเคยถูกโจมตี กระทั่งสนธิแพ้ผมในชั้นศาลฎีกา อันนี้เคยมาแล้วขอโทษมาแล้ว เรื่องนี้เหมือนกัน อย่าพูดอะไรพล่อยๆ อย่าพูดอะไรให้เกิดความแตกแยก อย่าพูดอะไรที่ทำร้ายคนอื่น อยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ผมพูดไป ไม่อย่างนั้นผมจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้น จะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้ว เพราะพูดไปแล้ว มีการไปทำร้ายกัน เอาไปบิดเบือน ตัดตอนบางส่วนที่พูด แล้วก็ไม่มีใครช่วยเหลือ ผมคิดว่าต้องทำให้เป็นธรรม ไม่อย่างนั้นก็ไม่เหมาะสม อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจผม กำลังจะให้ทนายผมฟ้องทั้งหมด ที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง ซึ่งข้อมูลและสิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์ทั้งหมดเก็บไว้หมดแล้ว”นายภูมิธรรม กล่าว

นำผช.ทูตทหารลงพื้นที่อุบลฯ14สค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า สถานการณ์ทั่วไปบริเวณชายแดนอยู่ในภาวะปกติ แต่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยสังเกตเห็นกัมพูชาเสริมที่มั่นแข็งแรงในพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดน ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก.ได้หารือเรื่องการปฏิบัติของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน ผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) สมัยวิสามัญ โดยการนำผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน นำโดย ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่สังเกตการณ์ผลกระทบในพื้นที่ รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อแสดงความโปร่งใส ความจริงใจ และยืนยันการปฏิบัติของฝ่ายไทยตามหลักปฏิบัติของสากล โดยจะนำคณะผู้ช่วยทูตลงพื้นที่วันที่ 14 สิงหาคม ที่ จ.อุบลราชธานี

จี้ARMAC-เขมรจริงใจเร่งกู้ทุ่นระเบิด

สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดพล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. เร่งหาแนวทางประสานความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่วางในพื้นที่จำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ หรือความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร ล่าสุดเร่งประสานผ่านกระทรวงต่างประเทศ (กต.) ขอให้ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ซึ่งปัจจุบันผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ดังกล่าวเป็นกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายกัมพูชา และ ARMAC แสดงความจริงใจสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนด้วย เนื่องจากพบว่ามีทหารกัมพูชายังลักลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งทุ่นระเบิดนั้นถือเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่แก่กำลังพลทหาร หรือฝ่ายความมั่นคง แต่เป็นอันตรายต่อประชาชนตามแนวชายแดนทั้งไทยและกัมพูชาด้วย

นัดถกRBC16ส.ค.ที่ตราดเน้นปมกู้ระเบิด

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวต่อว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้หารือกับฝ่ายกัมพูชาต่อเนื่อง ล่าสุด กปช.จต.แจ้งมาว่า จะประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (อาร์บีซี) วันที่ 16 สิงหาคม ที่จ.ตราด ส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ยังอยู่ในเรื่องกำหนดเวลาที่ชัดเจน แต่เท่าที่ทราบคือ ปลายเดือนสิงหาคม แน่นอนว่า 1 ในหัวข้อที่กำหนดไว้การประชุมอาร์บีซีคือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเราต้องขอความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา ร่วมมือเก็บกู้ระเบิดร่วมกันด้วย

เตรียมยุติบทบาทศบ.ทก.สัปดาห์นี้

พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวถึงกรณีนายภูมิธรรมออกมาระบุเตรียมยุติบทบาทศบ.ทก.ว่า ยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายภูมิธรรม ได้พูดไว้ ส่วนเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่นั้น เท่าที่ตนทราบสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมได้ มีหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักที่ดำเนินการได้อยู่แล้ว ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกองทัพต่างๆ เป็นกลไกหลักที่บริหารจัดการตัวเองได้ และทุกหน่วยก็รู้หน้าที่ตัวเองอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร และยังมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำกับดูแลภาพรวมความมั่นคงอยู่แล้ว ก็เป็นไปได้ที่จะยุติบทบาท ศบ.ทก.เร็ววันนี้ ขณะที่วันที่ 14 สิงหาคมยังประชุม ศบ.ทก.อยู่ และเรียกประชุมสมช.วันที่ 15 สิงหาคม

กต.ยันไม่นิ่งประท้วงประณามเขมรฟ้องUN

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศน์และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบ.ทก.หารือกรณีทุ่นระเบิด ซึ่งนับรวมเป็น 4 ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ โดยสองเหตุการณ์ล่าสุด กต.ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยไทย ขัดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ อีกทั้ง ยังเป็นละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือ อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ กต.ยังมีหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีทั้งสองด้วยแล้ว เพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับเวทีระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวามีหนังสือประท้วงถึงประธานที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่องถึงการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาออตตาวา ขณะที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก กำลังมีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อประท้วงอีกครั้ง และเพื่อติดตามเรื่องที่ไทยเรียกร้องขอรับความชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชาไปแล้วตามข้อ 8 วรรคสองของอนุสัญญาออตตาวา และกำลังรอคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาผ่านเลขาธิการยูเอ็นต่อไป พร้อมกันนี้ ไทยขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับกัมพูชาจำนวนมากหลายปี พิจารณาทบทวนความช่วยเหลือต่างๆ โดยคำนึงถึงการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง

15สค.แจงรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา

“ทั้งนี้ กต.ได้ชี้แจงให้ประชาคมโลกทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้มาต่อเนื่อง และจะชี้แจงต่อไป โดยวันที่ 15 ส.ค. กต.จะเชิญรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เข้าฟังการบรรยายสรุปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ปัญหาและขัดต่อมาตรการหยุดยิงทั้งสองฝ่ายเพิ่งได้ตกลงกันไว้ในการประชุมจีบีซี ที่มาเลเซีย ในกรอบนี้ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่ตั้งขึ้นตามมติของกรอบจีบีซีดังกล่าวเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน และไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เร็วๆนี้ พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า กับระเบิดในพื้นที่ที่พบเจอ ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่กัมพูชากล่าวอ้างมาตลอด”นางมาระตีกล่าว และย้ำว่า ไทยเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงใจตามที่ไทยเรียกร้องมาตลอด

ทบ.แจงงบมีแต่ต้องใช้ด่วนจึงต้องขอรับบริจาค

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก และรมว.มหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่2 หยุดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้มาขอกับรัฐบาลว่า ยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพ มีงบประมาณเพียงพอ แต่ติดขัดในกระบวนการจัดซื้อตามกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อาจทำให้ผู้จัดซื้อมีความผิด ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ลวดหนามหีบเพลงทันที โดยเฉพาะ 4 จังหวัดชายแดน “อุบลฯ-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์” จึงต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน

“การจัดซื้อต้องเป็นไปตามระเบียบราชการ แต่วิธีจัดหาใช้แบบพิเศษได้ แต่ก็ใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญ กรณีลวดหีบเพลงสเปกที่ทหารใช้ ไม่มีในท้องตลาดต้องสั่งผลิตจึงใช้เวลานานขึ้นไปอีก ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ งบประมาณมีอย่างเพียงพอ มีแค่เรื่องเวลา” โฆษก ทบ. กล่าว

‘ชวน’จี้เพิ่มเงินเยียวยา‘ไฟใต้”

ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระ2-3 วันแรก นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในงบกลางปีนี้ ได้รับ 99,000ล้านบาท ส่วนหนึ่งถูกนำไปเยียวยาทหารและประชาชน จากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ตามมติครม.วันที่ 5ส.ค.ที่ระบุว่า ทหารเสียชีวิตได้เงิน 10 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 1 ล้านบาท ประชาชนเสียชีวิตได้ 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท เทียบกับเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เงินเยียวยาน้อยกว่า เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เหลื่อมล้ำ พื้นที่ชายแดนใต้มีระเบิด ขาขาด ไม่ต่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา

“รัฐบาลเรียกร้องความสามัคคี แต่ความสามัคคีจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เลือกปฏิบัติ มติครม. 5ส.ค.ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ดูแลความมั่นคง พื้นที่อื่นๆที่มีความเสี่ยงควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่ากันหรือไม่ ถ้ายังไม่คิดก็เสนอให้คิด รวมถึงคนบาดเจ็บ พิการจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พอจะมีโอกาสใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มาเพิ่มให้ครอบครัวผู้บาดเจ็บ พิการหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความน้อยใจ” นายชวน กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เรามองว่าการแก้ไขปัญหาท้ายที่สุดแล้วจะให้ยั่งยืนต้องผ่านการเจรจา ผ่านการพูดคุย ลำพังการใช้กำลังไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และยังคงเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้น จึงต้องใช้กลไกเจรจาจึงจะดีที่สุด”

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ

โฆษก ศบ.ทก.

ลึกลับในสนามข่าว : 14 สิงหาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 14 สิงหาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 14 สิงหาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…เริ่มแล้วเป็นวันแรกกับโครงการดีๆ ของ “พรรคประชาธิปัตย์» ที่เดินหน้า “พระแม่พาติว” ซีซั่น 2 ผนึกกำลังจัดติวเข้มฟรี ออนไลน์-ออนไซต์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยนำ 9 ติวเตอร์ระดับประเทศติวฟรีทั่วประเทศ “ดร.เจน- ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าตั้งแต่วันที่ 14-22 สิงหาคมนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีโครงการ “พระแม่พาติว” ซึ่งปีนี้จัดเป็น “ซีซั่น 2” แล้ว โครงการดังกล่าว เกิดจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายทั่วประเทศ ย้ำถึงเจตนารมณ์ “ลดความเหลื่อมล้ำ” และสร้างอนาคตที่ดีให้เยาวชนไทย

ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร

โครงการ “พระแม่พาติว ซีซั่น 2” เป็นโครงการติวเข้มแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมวิชาสำคัญที่ใช้ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งวิชาความถนัดทั่วไป (TAT) และความถนัดเฉพาะทาง (TPAT) รวมถึงเทคนิคการทำ Portfolio สำหรับยื่นเข้าศึกษาต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

โฆษกสาวสวย ดร.เจนบอกอีกว่า ความพิเศษของโครงการครั้งนี้ พรรคฯได้ รศ.ดร.กฤษฎา อัศวสกุลเกียรติ (ดร.แบงค์) ระดมทีม ติวเตอร์ระดับประเทศถึง 9 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาติวให้น้องๆ อย่างเต็มที่ อาทิ อ. หนู – กฤติกา ปาลกะวงศ์ TGAT 91 Part ภาษาอังกฤษ อ.ซัน – วิธวินท์ สุทวีทรัพย์ TPAT1 จริยธรรมทางการแพทย์ อ.แมค Max A wit -ณัฐพล แซ่โง้ว TPAT3 ความถนัดวิศวะ ดร.นริศรา TCAS เทคนิคการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ อ.บอส – ดร.กัณวัฒน์ สุขาภิวัฒน์ TGAT 92 93 การคิดอย่างมีเหตุผล อ.เกี๊ยว – ณัฐชนก รูปประดิษฐ์ TPAT5 ความถนัดทางครุศาสตร์ อ.โดม – คมจักร คริมาธัญสร TCAS เตรียม Portfolio TCAS ครูพี่น็อต – พี่ต้น TPAT1 เชาวน์ปัญญาและการเชื่อมโยง อ.โช่ – ชนินทร์ พรมอยู่ TPAT3 ความถนัดวิศวกรรมศาสตร์

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าถึงนักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล โครงการยังใช้ระบบการเรียนการสอนแบบ Hybrid ทั้งการติวสดแบบ On-Site ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์และการถ่ายทอดสดแบบ Online ไปยังเครือข่ายจุดรับชมต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้ครอบคลุมนักเรียนทั่วประเทศอย่างทั่วถึงแท้จริง

สำหรับโครงการพระแม่พาติวซีซั่นที่ผ่านมา ดร.เจนบอกว่า ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะนักเรียนหลายพันที่เข้าร่วมโครงการในซีซั่นแรก มีนักเรียนที่สอบติดหาวิทยาลัยได้ตามที่ตั้งใจไว้ ทำให้เรามีกำลังใจเดินหน้าต่อ และในซีซั่น 2 นี้ ได้ขยายการประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนในชนบทมากขึ้น เพื่อให้โอกาสด้านการศึกษาเข้าถึงน้องๆ เด็กๆ ทุกคนอย่างแท้จริง อีกทั้ง เรายังมีการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่สอบติดแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย…

…งานนี้ นอกจากเป็นโครงการที่ให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กและเยาวชนไทยแบบทั่วถึง เพราะนักเรียนต่างจังหวัดมีโอกาสได้เรียนกับติวเตอร์ชั้นนำ โดยไม่ต้องเข้ามาในเมืองแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครองอีกด้วย เพราะอย่างที่รู้ค่าใช้จ่ายเรียนเสริมพิเศษในปัจจุบันก็ค่อนข้างสูง เมื่อมีโครงการดีๆ เช่นนี้ เด็กๆ ทั้งหลายก็ไม่ควรพลาด…nn

ปชน.ถล่มงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤตปท.พิษศก.-สงคราม-การเมือง

ปชน.ถล่มงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤตปท.พิษศก.-สงคราม-การเมือง

ปชน.ถล่มงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤตปท.พิษศก.-สงคราม-การเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปชน.ถล่มงบ’69 ไม่ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤตปท. พิษศก.-สงคราม-การเมือง เย้ย1ใน3ละลายกับแผนงาน สร้างตึก/ตัดถนน/ขุดคลอง ทุ่มลง‘อปท.’รอรับเลือกตั้ง

“พิชัย” แจงรายงานกมธ.ปรับลด 8,920 ล้านบาท เหตุไม่สอดคล้องภาวะปัจจุบัน-การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ด้าน“เท้ง” ซัดรบ.หูหนวก-ตาบอด จัดงบฯ’69 ไร้ตอบโจทย์แก้สารพัดวิกฤตเศรษฐกิจ-สงคราม-การเมือง คิดไม่ลึก- ไร้รอบคอบ ชี้1ใน3หมดไปกับสร้างตึก-ตัดถนน-ขุดคลอง ไม่ขัดกระจายงบฯลง’อปท.’ดักคอแลกผลประโยชน์ตอบแทน เหตุใกล้จะเลือกตั้ง‘ศิริกัญญา‘ขอปรับลดงบฯภาพรวมลง50,000ล้าน ชี้สงครามการค้า ทำชาติตกอยู่ในภาวะ3เสี่ยง ทั้งด้าน‘รายได้-รายจ่าย-หนี้สาธารณะ’

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 13สิงหาคม2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้เทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2และวาระ3 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันแรก

‘พิชัย’แจงเหตุผลลดงบ8.9พันล้าน

โดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานกมธ.ฯรายงานผลการพิจารณาต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า การพิจารณารายละเอียดได้พิจารณาตามความจำเป็น คำนึงถึงฐานะการคลัง การขับเคลื่อนของหน่วยงานภายใต้ความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมมีข้อสังเกตในภาพรวม เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเศรฐกิจในปีงบประมาณ2569 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ ส่งผลกระทบต่องบประมาณ ทั้งส่วนรายได้และรายจ่าย การเตรียมงบรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศ เศรฐษกิจหลักและการจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อให้มีพื้นที่การคลังไว้ใช้ในยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในอนาคต และให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาแต่ละจังหวัดที่แตกต่างไปในแต่ละบริบทพื้นที่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และหน่วยรับงบประมาณควรแสดงงบประมาณส่วนเงินนอกงบประมาณต่อแผนงานประจำปีเพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทุกแหล่งเงิน

นายพิชัย กล่าวต่อว่า การทำงานของกมธ.ปรับลดงบประมาณ 8,920ล้านบาท โดยพิจารณาความสอดคล้องในสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า ศักยภาพในการใช้จ่ายเงิน เช่น งบประมาณไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันปีงบประมาณหรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่ต่ำกว่างบประมาณเสนอไว้ รายการไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบันหรือดำเนินการไปแล้วแต่ไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ รายการที่ชะลอได้ โดยไม่กระทบภารกิจให้บริการประชาชนหรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ส่วนที่ยกเลิกหรือใช้งบจากส่วนอื่นนอกจากงบประาณได้ เช่น เงินที่จัดเก็บเอง เงินสะสมคงเหลือ เงินนอกงบประมาณ สำหรับการพิจารณารายละเอียดงบประมาณ ปรับลด เพิ่มและเปลี่ยนแปลง งบประมาณ กมธ.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต่อความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงาน ผลการดำเนินงานและภารกิจกระตุ้นเศรฐกิจ การแก้ปัญหาประชาชนและประโยชน์โดยตรงกับประชาชน รวมถึงสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เข้มแข็ง รองรับปัจจัยภายในและภายนอกอย่างมีเสถียรภาพ รวมถึงการดำเนินงานไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ เพื่อให้อยู่ในกรอบวงเงิน3.78ล้านล้านบาท

‘ศิริกัญญา‘ขอลดงบ5หมื่นล้านบาท

เวลา 10.00น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะกมธ.ฯ อภิปรายว่า ตนขอสงวนความเห็นในมาตรา4งบประมาณในภาพรวม ขอให้ปรับลดเพิ่มอีก 50,000ล้านบาท เหลือ 3.73ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราอยากตัดลดงบพิ่มในยามที่ประเทศอาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤตคู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการประทะตามแนวชายแดนและหวังว่า วิกฤตินี้จะจบในเร็ววัน ไม่ยืดเยื้อไปถึงงบสมัยหน้า การขอปรับงบครั้งนี้เพื่อให้เก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยตลอดการอภิปราย คงได้ฟังว่ามีการจัดงบประมาณใดบ้างที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็น แพงและงบใดที่ต้องตัดลดรีดไขมันออกชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อนต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่ จากวิกฤตที่จะเกิดกับสงครามการค้าที่จะมาถึง ที่จะทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3เสี่ยง ทั้งด้านรายได้ รายจ่ายและหนี้สาธารณะ

รายจ่ายเพิ่ม-รายได้ลด-หนี้สาธารณะพุ่ง

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ถึง2569 ที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพี จะโตอยู่ที่ 2.8% แต่ล่าสุดในปลายปี 2569 เหลือเพียงแค่ 1.6% ซึ่งแม้เราจะทราบอัตราภาษีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจะดีขึ้น เพราะหลายวิจัยปรับเพิ่มจีดีพีปี2568 จริง แต่ไม่มีวิจัยฉบับไหนที่ปรับเพิ่มจีดีพีในปี 2569 ส่วนการประมาณการรายได้ ปี 69 ถ้าจีดีพีปรับลดลง การจัดเก็บรายได้ก็ลดลงด้วย จากการประมาณการของสถิติการคลัง จากนั้น ถ้าจีดีพีลดลง 1.7% จะทำให้รายได้ลดลง 1.45% แต่เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเรื่องสงครามการค้าจะส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับลดลงก็จะส่งผลด้วย ซึ่งจะทำให้เราจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลง0.7%แค่2ปัจจัยนี้จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ 64,000ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี2569 มาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้า

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขณะที่ความเสี่ยงด้านรายจ่ายปี 69 จะต้องมีงบเพื่อฟื้นฟู พยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้งบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังคงอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้งที่ในปี 68 ที่ไม่มีวิกฤตดีกว่าเกือบ 200,000 ล้านบาท กองทุน FTA ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีการปรับงบแต่อย่างใด และกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5ล้านบาท ซึ่งแทบจะทำไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต ถือเป็นความเสี่ยงด้านรายจ่ายที่จะทำให้เรากดดันให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ต้องเก็บกระสุนไว้สู้สงครามศก.

ส่วนความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ ขณะนี้กำลังจะชนเพดาน พื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ปัจจุบันเหลือแค่64% ที่เราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปีงบ68 จะเหลือที่ 66% ส่วน ปี 69 ถ้ากู้ตามที่วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง69% อันเนื่องมาจากว่าจีดีพีของเราที่กำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ทำให้สัดส่วนที่สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปเป็นส่วนสมทบในส่วนหน้า และต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70% ของจีดีพีและอาจจะต้องมีการออก พรบ.หรือพรก.เงินกู้ เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 เพราะถ้าดูจากยอดปรับลดของ ปี69 ในการเกลี่ยงบประมาณใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย ตลอดการพิจารณาที่ผ่านมาปรับงบลดไปได้เพียง 8,900 ล้านบาท และถูกนำไปให้กับงบประมาณที่ควรจะขอมาตั้งแต่เริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดประชุม World Bank IMF เงินประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินควรเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

“ซึ่งงบ69 ดูไม่รู้สึกรู้สาเหตุเลยว่า มีวิกฤตรออยู่ ต่างจากช่วงวิกฤตโควิดที่งบเคยไปถึงกว่า 30,000 ล้านบาท ดิฉันไม่อยากปรับลดงบปช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นที่จะต้องเก็บกระสุน ถ้าการจัดงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์เพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤตจริง“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

‘เท้ง’ซัดซัดไร้ตอบโจทย์แก้วิกฤติศก.

เวลา11.40น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า การปรับลดลงประมาณของ กมธ.8,920ล้านบาท หรือเท่ากับ 0.24% แต่กลับพบการจัดสรรให้กับหน่วยงานที่ไม่ตรงจุดและตอบโจทย์การรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ และสงคราม ทั้งสงครามชายแดน และสงครามการเมืองทั้งนี้ตนไม่โทษกมธ.ฯแต่โทษรัฐบาลที่หูหนวก ไม่ยอมฟังเสียงสภาฯ ตาบอดโดยไม่พิจารณางบประมาณที่มีความจำเป็นกับประชาชนและภาวะของประเทศ ทั้งนี้ตนมองว่าเหตุที่รัฐบาลเป็นเช่นนั้นเพราะขาดเข็มทิศ เศรษฐกิจที่ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่สร้างการเติบโตให้ประเทศและสร้างประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่กระจุกตัวกับผู้รับสัมปทานบางกลุ่ม หากรัฐบาลเตรียมร่างพรบ.งบฯ69 ดีเพียงพอ จะทำให้นักลงทุนและคนไทยเห็นถึงเป้าหมายว่า จะเดินไปทางไหน สิ่งที่อยากเห็นในงบลงทุน เช่น นำไปปลูกป่าเศรษฐกิจ ลดคาร์บอน ต่อยอดอุตสาหกรรม สร้างไบโอแมททีเรียล ถือธงนำให้เอกชนพัฒนาเมือง ปลูกโซลาร์บนหลังคาประชาชน เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเป็นพลังงานสะอาด และให้รัฐบาลร่วมลงทุน ทำให้ประชาชนลดค่าไฟด้วย นอกจากนั้นคือ การลงทุนปลูกข้าวยั่งยืน ข้าวรักษ์โลก เปลี่ยนกระบวนการปลูกที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่างพรบ.งบฯ69 เป็นงบที่คิดไม่รอบคอบ คิดไม่ลึก จึงขอสงวนปรับลดกรอบวงเงินในภาพรวม ให้มีพื้นที่การคลังเพียงพอต่อการสร้างอนาคตประเทศ

ย้ยเน้นสร้างตึก-ตัดถนน-ขุดคลอง

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ก่อนอภิปรายร่าง พรบ.งบฯว่า สิ่งที่รัฐบาลเตรียมมาเป็นสิ่งที่รัฐบาลคิดไม่รอบและไม่ลึก เพราะขาดความรอบคอบ การที่กมธ.ปรับลดงบประมาณ 8.9พันล้านบาท แต่รัฐบาลกับแปรญัตติให้มีงบฯรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการประกันสุขภาพซึ่งงบส่วนนี้เป็นรายจ่ายประจำที่ต้องตั้งงบประมาณให้เต็มสัดส่วนอยู่แล้วตั้งแต่วาระ1แต่กลายเป็นว่าตั้งขาด พอมีการปรับลดงบประมาณก็แปรญัตติส่วนนี้กลับเข้ามา ส่วนที่บอกว่าคิดไม่ลึก เพราะคิดตื้นๆ ในส่วนงบลงทุน 8.9 พันล้านบาทที่กรรมาธิการได้ตัดรถ1ใน3เป็นงบลงทุนในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลายเป็นว่างบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศ จะถูกนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตให้กับประเทศ กลับเอาไปใช้สร้างตึกตัดถนน ขุดคลองซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าตอนที่รัฐบาลเสนองบประมาณเข้ามา เป็นการคิดจัดสรรงบประมาณที่ไม่รอบคอบยังคิดไม่ลึกเพียงพอ

ดักคอเทงบลง’อปท.’หวังรับเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า มีการตัดงบในหลายกระทรวงสำคัญเพื่อนำไปจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.หลายจังหวัด เหมือนมีนัยสำคัญใกล้จะเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ขัดข้องอะไรที่จะแปรญัตติเติมเข้าไปในอปท.เช่น ภารกิจถ่ายโอนมีการประหยัดเอาไปให้ อบจ.ต่างๆ ดังนั้น ถ้าเป็นการแปรญัตติตรงไปตรงมาตามภารกิจของท้องถิ่นก็ไม่ติดใจอะไร แต่ถ้ามีในเรื่องของการประสานงานเบื้องหลังอยู่ใกล้เลือกตั้งหรือไม่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่ได้อยากเห็น และไม่อยากให้กระบวนการพิจารณางบประมาณได้ประโยชน์ต่างตอบแทน เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองแบบนั้น

ศาลรธน.นัดวินิจฉัยคดี‘คลิปฮุนเซน’29ส.ค.‘อิงค์’อาการหนัก! ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

ศาลรธน.นัดวินิจฉัยคดี‘คลิปฮุนเซน’29ส.ค.‘อิงค์’อาการหนัก! ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

ศาลรธน.นัดวินิจฉัยคดี‘คลิปฮุนเซน’29ส.ค.‘อิงค์’อาการหนัก! ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลรธน.นัดวินิจฉัยคดี‘คลิปฮุนเซน’29ส.ค. ‘อิงค์’อาการหนัก! ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ 21ส.ค.เรียกเข้าทำการไต่สวน ถ้าไม่มาถือว่าไม่มีอะไรติดใจ นัด2ฝ่ายแถลงปิดคดี27ส.ค.

“อิ๊งค์”อาการหนักลุ้นระทึก!ศาลรัฐธรรมนูญ นัด 29 สิงหาคม ชี้ชะตาฟังคำวินิจฉัย คดีคลิปเสียงสนทนา“ฮุนเซน”ผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ หลัง 36 สว.ยื่นคำร้อง โดยศาลฯนัด 21สิงหาคม เรียก“อิ๊งค์-เลขาฯสมช.ไต่สวนพยาน 21 สิงหาคม หากไม่มาถือว่า ไม่ติดใจและให้ทั้ง2ฝั่งแถลงการณ์ปิดคดี27ส.ค. ศาลฯนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติ 29 ส.ค.เวลา 09.30น.และนัดฟังคำวินิจฉัย 15.00น. ด้าน’จตุพร’ชี้ มนต์ขลัง‘ชินวัตร’จบแล้ว!เชื่อ9ก.ย.จุดเปลี่ยนใหญ่เพื่อไทย คนในพรรคจ้องย้าย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่าย คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุม ซึ่งมีวาระพิจารณาคดีสำคัญที่ถูกจับตามากที่สุด คือ การพิจารณา หรือ มีคำสั่งในคำร้องของประธานวุฒิสภา ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว กรณีปรากฏคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ว่าศาลอาจมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงไปยังผู้ร้องเพื่อยื่นคำโต้แย้งภายใน 15 วัน หรือจะสั่งให้มีการไต่สวนพยานใดหรือไม่ และศาลจะกำหนดนัดวันฟังคำวินิจฉัยเลยหรือไม่

โดยคดีนี้ เริ่มจาก สว.36 คน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

โดยวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9 ต่อ 0 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และศาลมีมติ 7 ต่อ2 ให้น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย และวันที่ 4 สิงหาคม2568 น.ส.แพทองธาร ยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบข้อกล่าวหาทั้งหมด

ศาลรธน.ประชุมคดีคลิปเสียง‘อังเคิล’

ต่อมา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีสมาชิกวุฒิสภารวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา(ผู้ร้อง)ว่าปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง)กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่18มิถุนายน 2568ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัว โดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่าผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัยและพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชาพร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาค ที่ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม

ผู้ถูกร้องไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสินสดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรธน.นัด29ส.ค.ฟังคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ ผู้ถูกร้อง และและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30น. พยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัด ถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง ที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันที่ 27 ส.ค.68 หากไม่ยื่นภายในกำหนด ถือว่าไม่ติดใจยื่น

โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติ ในวันที่ 29 ส.ค. เวลา 09.30 น. นัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล

‘อิ๊งค์’เข้าสภาให้กำลังใจสส.ถกงบ69

เที่ยงวันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้กำลังใจสส.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2และวาระ 3 ในวันแรก โดยมีบรรดารัฐมนตรี และ สส.ของพรรคมารอต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามภายหลังน.ส.แพทองธาร ไม่ได้ให้สัมภาษณ์เป็นเวลานาน ซึ่งน.ส.แพทองธาร ไม่ได้ตอบถามเพียงแต่ยิ้มตอบเท่านั้น เมื่อถามต่อว่ากำลังใจในช่วงนี้ยังดีอยู่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ยิ้มพร้อมพยักหน้ารับ แต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องรับรอง ภายในอาคารรัฐสภาทันที

‘จตุพร’เชื่อ9ก.ย.จุดเปลี่ยนใหญ่พท.

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง”โดยมี“บุญระดม จิตรดอน”เป็นผู้ดำเนินรายการ ทางช่องยูทูบ“แนวหน้าออนไลน์” ถึงหัวข้อ ส่อแววโคม่า! 9 ก.ย.วันชี้”เป็น-ตาย” ทักษิณ-เพื่อไทย-ตระกูลชินวัตร!!ว่า ทักษิณต้องการการจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเขาเอง เขามีเวลาถึงวันที่ 9 กันยายนนี้ คุณอุ๊งอิ๊งค์ ต้องขยับออกไปก่อนเพื่อจะได้มีเวลา เพราะว่าเสียงขนาดนี้มันเหลื่อมเพียงแค่ 16 เสียง เพราะฉะนั้นลำพังคนอื่นในพรรคไม่ว่าจะเป็นอุ๊งอิ๊งค์เอง หรือใครก็ตามไม่มีบารมีพอที่ไปจัด

เมื่อถามว่าต่อให้คดีความอะไรก็ตามหรือว่าคำตัดสินต่างๆหรือสถานการณ์ที่กำลังรุมเร้าก็ไม่สามารถที่จะลดทอนอำนาจของทักษิณได้ นายจตุพร ตอบว่า ยกเว้นว่าเหตุการณ์นี้มันเนิ่นไปถึงวันที่ 9 กันยายน ถ้าสมมุติทักษิณอยู่ฟัง กลับเข้าคุก ไม่อยู่ฟังออกนอกประเทศ การจัดตั้งรัฐบาลโดยอำนาจทักษิณก็หายไป เกมใหม่ก็จะเกิดขึ้นคือถ้าทักษิณ จะพลานุภาพ ก็แค่วันที่ 9 กันยายน แต่ว่าถ้าหลังจากนั้น คือนักการเมือง ณ ขณะนี้ ครั้งหน้าเขามองแล้วว่ากระแสไม่เหมือนเดิม รวมถึงพรรคเพื่อไทยก็รู้ว่ากระแสไม่เหมือนเดิมเพราะฉะนั้นเขาก็มองน้ำบ่อหน้ากันทั้งนั้น

นายจตุพรกล่าวอีกว่าทีนี้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป ถ้าไม่ยอมยุบสภากัน ตนเชื่อว่าเขาก็ตั้งสมการกันใหม่ เพียงแต่ว่า ใครจะรวบรวมอะไรกันได้เท่านั้นเอง พร้อมย้ำอีกว่าก่อนวันที่ 9 กันยายนนี้ อำนาจจะอยู่กับทักษิณ ถ้าจะจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังวันที่ 9 กันยายน สถานการณ์จะเปลี่ยนเพราะมันจะกลับไปเพียงแค่ 8 เสียง เพราะห่างกัน 16 เสียง มันไม่มากการเมืองนิดเดียว ปฎิบัติการบางอย่างก็จบแล้ว

ตอกย้ำมนต์ขลัง‘ชินวัตร’จบแล้ว!

“แม้ตระกูลชินวัตรไม่อยากจะจบ มันก็ต้องจบตามลำดับ ใครในคนทางการเมืองก็รู้ว่าครั้งหน้ามนต์ขลังความเป็นชินวัตรมันจบแล้ว มนต์ขลังของการเป็นพรรคเพื่อไทยที่สูงกว่าเพื่อนมันจบลงแล้ว และผมเชื่อว่า นักการเมืองพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่มีการย้ายพรรคอย่างมโหฬาร ส่งผลกระทบนอกเหนือจากตระกูลชินวัตร พรรคเพื่อไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วย คือทักษิณช่วงอยู่ต่างประเทศ บรรดาผู้แทนหาเสียงง่ายที่สุด แต่พอทักษิณกลับมา 2 ปี ระเนระนาดกันไปตามๆกัน ตนถึงไม่ได้กังวลว่าจะเอาลูกเขยมา หรือเอาใครมามันไม่ง่าย พวกนักการเมืองที่จะเกาะอยู่ก็เสนอที่ให้เค้าเพื่ออยากจะได้ยืน แต่ก็อยากจะบอกว่า แค่นี้ยังพังไม่พออีกเหรอ”

เมื่อถามว่าแสดงว่าการลาออกของคุณอุ๊งอิ๊งค์ เป็นการตัดสินใจไม่ใช่เพื่อที่เตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาในการเมืองอีกครั้งนึง แต่ว่าเป็นความต้องการที่จะหลุดพ้นจากคดี นายจตุพร กล่าวว่า เวลามันหมดแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้า เสียงจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ไอ้ที่ได้น้อยที่สุด มันจะหายไปอีก การที่อุ๊งอิ๊งค์มาไกลถึงเป็นนายกฯของประเทศไทย โดยไม่ได้มีประวัติเรื่องทางการเมืองมาเลย ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้ว แต่อาจจะเป็นความโชคร้ายที่สุดของประเทศ ยกเว้นว่าเขาหาความโชคร้ายใส่ตัวเอง จากเรื่องราวทั้งหลายเข้ามาหมด

นายจตุพรระบุอีกว่าทุกวันนี้มันไม่มีเสรีนิยมขาด อนุรักษ์นิยมขาด มันเละไปหมดแล้วอยู่ที่ว่าใครถือธงอะไร บ้านเมืองเราสลับกันไปมา วันเวลา เสรีนิยม อนุรักษ์นิยม ยิ่งกระแสรักชาติ บ้านเมือง กระแสอนุรักษ์นิยมก็มา แต่ไม่รู้ว่า ใครอะ เพราะว่าฝั่งอนุรักษ์นิยม ก็เละเหมือนกัน ฝั่งเสรีนิยม ก็เละ ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน

ทุบเปรี้ยง! เดือน พ.ย.‘อิ๊งค์’ลาออกนายกฯ ก่อน‘ยุบสภา’อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ทุบเปรี้ยง! เดือน พ.ย.‘อิ๊งค์’ลาออกนายกฯ ก่อน‘ยุบสภา’อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ทุบเปรี้ยง! เดือน พ.ย.‘อิ๊งค์’ลาออกนายกฯ ก่อน‘ยุบสภา’อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.10 น.

ทุบเปรี้ยง! เดือน พ.ย.‘อิ๊งค์’ลาออกนายกฯ ก่อน‘ยุบสภา’อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

13 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อชาติไทย ต.โนนโพธิ์ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุช่วงนี้ ว่า ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 มั่นใจ 100% น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมาเป็นนายกฯแทน

นายคฑาเทพ กล่าวว่า การเมืองคงจะต้องประคับประคองกันไป ลากยาวจนถึงเดือนเมษายน 2569 จะมีการยุบสภา ก่อนครบวาระ ระหว่างนี้ก่อนที่จะมีการยุบสภา อาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็เป็นได้ เพราะสังเกตได้จาก สส. แต่ละคนมีอาการผิดปกติ ไม่แจ่มใส เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ข้างหน้า และ สส.ตกงานกันทั้งสภาก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย กล่าวว่า สาเหตุที่จะทำให้มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ คือ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล และเข้าใจว่าเป็นปัญหาของ 2 ตระกูล ที่ขัดแย้งกัน ทำให้เกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา มีความสูญเสียเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลคะแนนเสียงตกต่ำ จึงมีเป้าหมายที่จะเล่นคู่ต่อสู้ทุกทาง เพื่อให้ความนิยมกลับคืนมา โดยเฉพาะคดี สว.สีน้ำเงิน จะต้องดำเนินการให้เด็ดขาด และพรรคประชาชน กรณีมาตรา 112 ของ 44 สส. หากตัดสินผิด จะทำให้คู่ต่อสู้ลดพลังอำนาจลงไม่น้อย

“ที่สำคัญกรณีโยกเงินงบประมาณ ไปใช้ในการแจกเงิน 10,000 บาท ผิดตามมาตรา 144  ถ้าศาลตัดสินว่าผิด สส.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเพื่อไทย และภูมิใจไทย อันจะนำไปสู่การถูกยุบพรรคด้วย ก็จะเข้าสู่โหมดนายกฯพระราชทาน มาตรา 7 ซึ่งไม่ต้องมี สส.ก็ได้ เป็นรายละเอียดปลีกย่อยจะต้องดำเนินการต่อไป” นายคฑาเทพ กล่าว

นายคฑาเทพ กล่าวว่า สำหรับพรรคเพื่อชาติไทย มีการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะเกษตรกรฐานราก ที่ผ่านมาได้รับการต้อนรับดีมาก โดยมีคะแนนเสียงอยู่ในมือแล้ว 1-5 ล้านเสียง และมั่นใจมากว่าหากมีการยุบสภาประกาศเลือกตั้ง จะได้ สส. จำนวน 19  คน แน่นอน

ปล่อยผี!‘ภูมิธรรม’ออกประกาศ ยกเว้นข้อห้ามมิให้‘แรงงานกัมพูชา’เข้าไทย เป็นกรณีพิเศษ

ปล่อยผี!‘ภูมิธรรม’ออกประกาศ ยกเว้นข้อห้ามมิให้‘แรงงานกัมพูชา’เข้าไทย เป็นกรณีพิเศษ

ปล่อยผี!‘ภูมิธรรม’ออกประกาศ ยกเว้นข้อห้ามมิให้‘แรงงานกัมพูชา’เข้าไทย เป็นกรณีพิเศษ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.38 น.

ปล่อยผี!‘ภูมิธรรม’ออกประกาศ ยกเว้นข้อห้ามมิให้‘แรงงานกัมพูชา’เข้าไทย เป็นกรณีพิเศษ

13 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร ตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวพ.ศ. ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘

โดยที่ประเทศไทยและประเทศต้นทางของคนต่างด้าวซึ่งมีสัญชาติกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุดผ่านแดนทุกประเภทตลอดแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นเหตุให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรในลักษณะไป – กลับ หรือตามฤดูกาลบริเวณชายแดนตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐  และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ครบวาระการจ้างงานหรือการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดแต่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ สมควรให้คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๗/๒๕๕๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติม ผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ คนต่างด้าวซึ่งได้รับการยกเว้นให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงาน ตามประกาศนี้ หมายถึง คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งถือบัตรผ่านแดน ตามมาตรา ๑๓ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งที่ยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้วที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๘ แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้

ข้อ ๒ ให้คนต่างด้าวตามข้อ ๑ อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีก เป็นระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ ตามแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อนให้คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามวรรคหนึ่ง รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นให้รายงานตัวทุกสามสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลาที่กำหนดให้รายงานตัวครั้งก่อน โดยอาจรายงานตัวล่วงหน้าก่อนครบกำหนดสามสิบวันได้ไม่เกินเจ็ดวัน หลักเกณฑ์และวิธีการรายงานตัวให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด

ข้อ ๓ มิให้นำมาตรา ๑๒ (๑๐) และมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑/๒๕๕๘ เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ มาใช้บังคับแก่คนต่างด้าวตามประกาศนี้

ข้อ ๔ เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตหรือการอนุญาตเป็นอันสิ้นผลตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ให้คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรได้อีกเจ็ดวันเพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ ๕ การยกเว้นให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลก่อนครบระยะเวลาตามข้อ ๒ เมื่อเกิดกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) คนต่างด้าวต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดซึ่งได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๒) มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ

(๓) คนต่างด้าวไม่ดำเนินการตามประกาศนี้

(๔) คนต่างด้าวเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต

(๕) การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา ๖๔ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย