‘วิสุทธิ์’ท้า’ศิริกัญญา’เปิดชื่อคนซื้องูเห่า ลั่น 10 ล้านแพงไป ไม่ต้องซื้อ 10 เสียงพออยู่แล้ว

'วิสุทธิ์'ท้า'ศิริกัญญา'เปิดชื่อคนซื้องูเห่า ลั่น 10 ล้านแพงไป ไม่ต้องซื้อ 10 เสียงพออยู่แล้ว

‘วิสุทธิ์’ท้า’ศิริกัญญา’เปิดชื่อคนซื้องูเห่า ลั่น 10 ล้านแพงไป ไม่ต้องซื้อ 10 เสียงพออยู่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

‘วิสุทธิ์’ท้า’ศิริกัญญา’เปิดชื่อคนซื้องูเห่า อย่าปิดบัง ลั่นราคา 10 ล้านแพงไป ไม่ต้องซื้อ บอกเกิน 10 เสียงพออยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่ามีพรรครัฐบาลมาซื้อเสียงโหวตจากพรรคประชาชนว่า อยากให้นางสาวศิริกัญญาออกมาเปิดเผยรายชื่อ เห็นว่ามีคลิปเสียงก็เปิดเผยออกมา ตนเป็นคณะกรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรจะได้สอบสวน ต้องบอกว่าเป็นใครอย่าไปปิดบัง หากรู้ว่าคนไม่ดีทำผิดจริยธรรม หรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ต้องเปิดเผยให้สังคมรับรู้ว่าเป็นพรรคไหน และใคร เราเป็นฝ่ายการเมืองมีการกล่าวหากันบ้าง แต่ไม่ใช่ศัตรูกัน เพราะศัตรูของนักการเมืองคือความยากจนของประชาชน เพราะฉะนั้นทำงานร่วมกันตรวจสอบกันเป็นเรื่องปกติ

เมื่อถามว่า เสียงของรัฐบาลเกินมา 10 เสียง แสดงว่าไม่ต้องซื้อเพิ่มแล้วใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่ต้องซื้อแล้ว เห็นว่าเสียงราคา 10 กว่าล้าน ตนว่าแพงไป เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ฝ่ายรัฐบาลก็อยู่กันครบ เสียงก็เกินพออยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีการซื้อเสียง หากมีก็แจ้งมาที่ตนได้ ไม่ควรเป็นเรื่องที่จะเอามากล่าวลอยๆ คลุมเครือแบบนี้ไม่เหมาะ

‘อิ๊งค์’ยิ้มแย้ม! ‘วิสุทธิ์’บอก พท.อยากให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯเร็วๆ

'อิ๊งค์'ยิ้มแย้ม! 'วิสุทธิ์'บอก พท.อยากให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯเร็วๆ

‘อิ๊งค์’ยิ้มแย้ม! ‘วิสุทธิ์’บอก พท.อยากให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯเร็วๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.42 น.

“วิสุทธิ์”บอก พท.อยากให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯเร็วๆ จะได้กลับมาทำงานเต็มที่ เผย”อิ๊งค์”ยิ้มแย้ม แถมให้กำลังใจ สส. ลั่นไม่มีชิงลาออก-ยุบสภา โอ่ผลงานเพียบ หลังผ่านงบฯเศรษฐกิจดีแน่

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธาน สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ในวันที่ 29 ส.ค.ว่า สมาชิกพรรค พท.มองเรื่องนี้กัน 2 มุม สส.ส่วนใหญ่อยากให้มีคำวินิจฉัยออกมาเร็วๆ จะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ อีกฝั่งรอวันที่ 29 ส.ค.แต่ยืนยันพวกเราไม่ตกใจ เชื่อมั่น น.ส.แพทองธาร มีเจตนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ขณะเกิดเหตุมีคนไทยนับหมื่นคนอยู่ในกัมพูชา นายกฯ อยากให้คนกลับมาก่อน เพราะรู้ว่า หากมีการปิดพรมแดนจะต้องมีการยิงกันแน่ คิดหรือไม่หากเป็นญาติพี่น้องเราทำธุรกิจอยู่ที่กัมพูชา อะไรจะเกิดขึ้นหากมีการปะทะกัน เขาจะเดือดร้อนหรือไม่ เขาจะถูกทำร้ายหรือไม่ นายกฯจึงใช้วิธีพูดเจรจาในทางส่วนตัว ไม่ได้พูดแถลงข่าวหรืออะไร เป็นการเจรจาเพื่อเซฟชีวิตประชาชนคนไทยที่อยู่ในกัมพูชา ตนเชื่อว่าท่านปรารถนาดี เชื่อว่าท่านไม่ได้ทำผิด มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย ได้พูดคุยกับ น.ส.แพทองธาร หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า มี สส.หลายคนขึ้นไปพบนายกฯที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ความจริงเราต้องไปให้กำลังใจท่าน แต่กลับเป็นท่านมาให้กำลังใจพวกเราที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ตนไม่ได้ขึ้นไปพบ แต่ทุกคนที่ขึ้นไปพบบอกว่านายกฯยิ้มแย้มแจ่มใสและให้กำลังใจพวกเรา จึงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่นว่านายกฯจะผ่านพ้นไปได้ และกลับมาทำงานการเมืองได้อีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการพูดถึงกรณีหากคำวินิจฉัยเป็นลบต่อนายกฯบ้างหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครพูดอย่างนั้น เป็นทิศทางบวกตลอด และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของ น.ส.แพทองธาร และเราไม่คิดถึงแผนสำรอง เพราะไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ และหากเกิดนายกฯคนที่ 3 ขึ้นก็เป็นพรรค พท.อยู่ดี ซึ่งเราคาดว่าไม่เป็นเช่นนั้น ทุกคนกำลังใจดี พวกเราไม่ได้กังวล ที่กังวลคือ เรื่ององค์ประชุมมากกว่า เราไม่คิดเรื่องคดีนายกฯ เพราะเราคาดหวังและเชื่อมั่นว่าที่นายกฯจะชี้แจงไป ฝ่ายกระบวนการยุติธรรมต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ลาออก นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี วันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมาไม่เห็นท่านว่าสักคำ คนที่ไปพบนายกฯก็ไม่เห็นว่าท่านจะลาออก กำลังใจดีมาก และไม่จำเป็นต้องรอการพิจารณางบ หากเป็นเช่นนั้นพวกตนต้องรู้ก่อนอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าไม่มีการลาออกอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าหากงบปี 69 ผ่านแล้วจะมีการยุบสภา นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่มี จะยุบไปทำไม วันนี้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น อย่างเรื่องชายแดนต้องเยียวยาคนเยอะแยะ ปัญหาหลายอย่างรอการแก้ไข สิ่งที่ทำได้และทำดีขณะนี้เป็นผลบวกมาเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องยุบสภาในขณะนี้ เช่น เรื่องปราบยาเสพติด และเมื่อเกิดปัญหาชายแดนหลายคนบอกว่าเหงา แก๊งคอลเซนเตอร์ไม่โทรมาหา เมื่อก่อนโทรมาจะต้มกันอยู่เรื่อย เดี๋ยวนี้ไม่มีโทรมา เมื่องบประมาณออก มีการจัดซื้อจัดจ้าง เศรษฐกิจก็จะดี จึงมีหลายอย่างที่ต้องทำหลังจากนี้

‘5 ขา’เดือนเดียว! ทุ่นระเบิด’เขมร’ละเมิดหยุดยิง-หยามไทย

'5 ขา'เดือนเดียว! ทุ่นระเบิด'เขมร'ละเมิดหยุดยิง-หยามไทย

‘5 ขา’เดือนเดียว! ทุ่นระเบิด’เขมร’ละเมิดหยุดยิง-หยามไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “5 ขา” เดือนเดียว! ทุ่นระเบิดเขมร “ละเมิด” หยุดยิง-หยามไทย

ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 – วันนี้ (14 สิงหาคม 2568) เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ทหารไทย “เหยียบทุ่นระเบิดเขมร” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ต้องสูญเสีย “ขา” ไปแล้ว 5 ขา… 5 นาย!

1. ถ้าเป็นลูกหลานของคุณ… จะรู้สึกอย่างไร?

ลองจินตนาการดูว่าถ้ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายบอกว่า “เขารอด… แต่ขาขาด”
หลายคนคงน้ำตาคลอทุกครั้งที่นึกถึงภาพทหารกล้าเหยียบทุ่นระเบิดจนเสียขา นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียอวัยวะ แต่มันคือการสูญเสียความฝันในอนาคต ความปกติสุขของทั้งครอบครัว และชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล… จากทหารที่กำลังลาดตระเวนชายแดนกับภารกิจปกป้องประเทศ กลับกลายเป็นผู้ต้องต่อสู้กับการเดินโดยใช้ “ขาเทียม”
ความฝันที่อาจไม่เหมือนเดิม แต่หัวใจยังคงรักชาติ พวกเขาไม่ได้หวังให้ใครมาปลอบ แต่ต้องการ “ความเข้าใจ” และ “ความรับผิดชอบ”

2. คำพูดที่อยากได้ยินจากผู้มีอำนาจ

ทหารแต่ละคนเสียขาเพื่อประเทศ… พวกเขาไม่ต้องการคำปลอบที่ไม่ได้ออกมาจากหัวใจ แต่ต้องการให้เสียงนั้นกลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” พูดด้วยความ “เห็นอกเห็นใจ” เช่น
“ผมรู้สึกเจ็บปวดแทนน้องๆ ทุกท่านที่ต้องสูญเสียขา ทุกท่านคือผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริงที่เราไม่อาจมองข้าม รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และจะดูแลทุกท่านอย่างเต็มที่” และ
“นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการละเมิดกติกาสากล ไทยจะปกป้องกำลังพลและประชาชนทุกวิถีทางอย่างถึงที่สุด”
เหล่านี้ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำมั่นสัญญา… ถ้าพูดทำนองนี้ กระแสดราม่าก็คงไม่เกิดขึ้น

3. แล้วไทยควรจัดการกัมพูชาอย่างไร?

(1) เจรจากับ “คนไร้อารยะ”… ได้ผลจริงหรือ?
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุม GBC กันมาแล้ว แต่กัมพูชา “เบี้ยว” ไม่ยอมรับที่แก้จะปัญหาทุ่นระเบิดที่ตัวเองได้วางไว้ พอเกิดเหตุกลับโยนความผิดว่า “ทหารไทยเดินผิดทางไปเหยียบทุ่นระเบิดเก่า” ทั้งๆ ที่ทหารไทยไม่ได้เดินผิดทาง แต่ทุ่นระเบิดที่เหยียบนั้น เป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่เพิ่งนำมาวางบนเส้นทางเดิม
ด้วยเหตุนี้ การเจราจากับคนที่ไม่เคารพกติกาย่อมไม่ได้ผลแน่นอน!

(2) ตอบโต้ขั้นเด็ดขาด
ผมประทับใจคำพูดของท่านแม่ทัพภาคที่ 2 “ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง… เรามีสิทธิ์ปกป้องและคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน”
อีกทั้ง ได้อ่านบทสนทนาของทหารจากโพสต์ของจ่าไอซ์ ทัพฟ้า “พวกผมไม่ไหวแล้วนะเว้ยพี่… วันนี้เป็นพี่เค้า… วันพรุ่งนี้อาจเป็นผม… มะรืนอาจเป็นน้องอีกคน… เราไม่รู้เลยว่ามันวางไว้ตรงไหน… จะทำอะไร อยากให้รัฐบาลสั่ง… เอาให้จบจบไปเลย… พวกผมไม่ไหวแล้วเว้ยพี่”
อ่านแล้วเลือดขึ้นหน้า! 5 ขาที่ต้องสูญเสียไป ควรเป็นสัญญาณชัดเจนว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นและเอาคืน”

4. บทสรุป

วันนี้ทหารกล้าของเรา 5 นาย เสียขาไปแล้ว 5 ขา พรุ่งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญของผู้นำไทยในการปกป้องศักดิ์ศรีและชีวิตของทหารไทย
เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชายแดน แต่มันคือเรื่องของ “ความรับผิดชอบและความกล้าหาญ”

‘รสนา’ข้องใจ’พท.’ขอศาลรธน.เลื่อนถกปมคลิปเสียง 6 เดือนได้ แต่ไม่คิดต่ออายุ’มทภ.2’

'รสนา'ข้องใจ'พท.'ขอศาลรธน.เลื่อนถกปมคลิปเสียง 6 เดือนได้ แต่ไม่คิดต่ออายุ'มทภ.2'

‘รสนา’ข้องใจ’พท.’ขอศาลรธน.เลื่อนถกปมคลิปเสียง 6 เดือนได้ แต่ไม่คิดต่ออายุ’มทภ.2’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.49 น.

‘รสนา’ข้องใจ’พท.’ขอศาลรธน.เลื่อนถกปมคลิปเสียง 6 เดือนได้ แต่ไม่คิดต่ออายุแม่ทัพภาค 2 

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เพื่อไทยขอศาล รธน.เลื่อน 6เดือนพิจารณาคดีคลิปฮุนเซนอ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ แต่ไม่คิดต่ออายุแม่ทัพภาค2 !?!!

เมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม) สื่อฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่า ‘เพื่อไทยวอนศาลเลื่อนพิจารณา6เดือน คดีคลิปฮุนเซนอ้างเหตุการณ์ประเทศไม่ปกติ’

กรณีคลิปฮุนเซนเกิดจากการที่น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรีไทยใช้ความสนิทสนมส่วนตัวโทรศัพท์พูดคุยกับฮุนเซนประธานวุฒิสภากัมพูชาโดยใช้คนสนิทของฮุนเซนเป็นล่ามให้ และประเด็นที่ประชาชนไม่พอใจมากคือคลิปเสียงหลุดของน.ส.แพทองธารที่รายงานตรงต่ออังเคิลฮุนเซน ยกตัวอย่างเช่น

“ไม่อยากให้ uncle (อา) ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้าม อย่างพวกแม่ทัพภาคสอง เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย ซึ่งพอเป็นฝั่งนั้นก็ไม่อยากให้ท่านรู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธ เพราะจริง ๆ แล้วไม่ใช่ความตั้งใจของเราเลยค่ะ”…

“เพราะตอนนี้ทางนั้นเขาอยากจะดูเท่ เขาก็จะพูดอะไรออกมาที่มันไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติค่ะ แต่ว่าจริง ๆ ที่เราต้องการ คือต้องการความสงบสุขให้เกิดขึ้นเหมือนตอนก่อนที่จะปะทะกันตรงชายแดนค่ะ”…

”ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ ที่เขมรหมดแล้ว“…

“จริง ๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”

คลิปเสียงของน.ส.แพทองทอง ไม่อาจทำให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนละฝ่ายกับแม่ทัพภาค2 และหลังจากคลิปเสียงของหลานกับอังเคิลหลุดออกมาได้ เดือนเศษ ฮุนเซนก็เปิดฉากบัญชาการโจมตีปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล โรงเรียน บ้านเรือนราษฎรไทย เป็นเหตุให้พลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีเด็กเสียชีวิตด้วย อาจกล่าวได้หรือไม่ว่า คลิปเสียงหลุดของหลานกับอังเคิลนั้นคือ คลิปเสียงชักเขมรเข้าลึกชักศึกเข้าไทย ทำให้ทหารไทย พลเรือนไทย ล้มตาย บาดเจ็บ สูญเสียทรัพย์สิน และกลายเป็นคนไทยอพยพหนีสงครามในแผ่นดินของตนเอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแม่ทัพภาค2 ซึ่งเป็นผู้มีความดีความชอบในการต่อต้านการรุกรานของกัมพูชาอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นวีรบุรุษ เป็นขวัญของประชาชนไม่เฉพาะ ประชาชนชายแดนเท่านั้น แต่เป็นวีรบุรุษขวัญใจของประชาชนไทยทั้งประเทศที่ไม่ต้องการให้กองทัพเปลี่ยนม้ากลางศึก และเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุราชการให้พล.ท.บุญสิน พาดกลางในตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 ไปก่อน จนกว่าจะเสร็จศึกกับกัมพูชา แต่รัฐบาลออกมาตอบว่าทำไม่ได้ เพราะจะเสียหายต่อระบบราชการ

แต่กับกรณีคลิปเสียงฮุนเซ็นที่นางสาวแพทองธารทำผิดอย่างชัดเจน จนประชาชนอดสงสัยไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์เป็นไส้ศึกหรือไม่ และไม่สามารถไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปแม้แต่วันเดียวนั้น แต่แล้วกลับมีคนของพรรคเพื่อไทยกล้าขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีคลิปเสียงหลุดและยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

ในที่นี้ดิฉันจึงขอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจก่อนว่ามีความห่วงใยในสถานการณ์วิกฤตของประเทศด้วยการเห็นชอบในสิ่งที่สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1)เสนอต่ออายุราชการแม่ทัพภาค2 ไปจนกว่าสถานการณ์ไม่ปกติจะคลี่คลายอย่างน้อย 6 เดือน

2)จากนั้นให้พล.ท.บุญสิน พาดกลางเป็นผู้เลือกแม่ทัพภาค2 คนต่อไป และแต่งตั้งพล.ท. บุญสิน พาดกลางเป็นที่ปรึกษาแม่ทัพภาค2คนใหม่อย่างเป็นทางการ

3)เสนอให้พล.ท.บุญสิน พาดกลางเป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่มีตำแหน่งว่างอยู่

ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลแสดงความจริงใจให้ประชาชนเห็นว่าเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองอย่างที่พูดเสียก่อน ไม่ใช่อ้างเพื่อให้นายน้อยได้ไปต่อเท่านั้น ใช่หรือไม่?! “

‘ธนกร’สวน’โรม-ปชน.’ แซะกองทัพไม่เลิก เหน็บหันดูตัวเองบ้าง

'ธนกร'สวน'โรม-ปชน.' แซะกองทัพไม่เลิก เหน็บหันดูตัวเองบ้าง

‘ธนกร’สวน’โรม-ปชน.’ แซะกองทัพไม่เลิก เหน็บหันดูตัวเองบ้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.44 น.

“ธนกร”สวน”โรม-ปชน.”แซะกองทัพไม่เลิก เหน็บหันดูตัวเองบ้าง เปิดระบบรับบริจาครายเดือนไม่แผ่ว ย้ำหนุนคนไทยซัพพอร์ต”ทัพภาค 2″เต็มที่ ลั่น”มทภ.2″ยึดความปลอดภัยกำลังพลมาก่อน ขอรัฐบาลเร่งลดขั้นตอนจัดซื้อลวดหนามปมเหตุฉุกเฉินชายแดน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา มาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือน ต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน ซึ่งการเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือน จึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้ แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบมีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกัน เมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ ว่าการขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้ เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฎิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ซึ่งตนในฐานะ สส.ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ” นายธนกร ย้ำ

รัฐบาลเร่งสำรวจซ่อมแซม บ้านเรือน 7 จังหวัด เสียหายเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลเร่งสำรวจซ่อมแซม บ้านเรือน 7 จังหวัด เสียหายเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลเร่งสำรวจซ่อมแซม บ้านเรือน 7 จังหวัด เสียหายเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

รัฐบาลมอบกรมโยธาฯ ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เร่งสำรวจซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด ซึ่งจากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จำนวน 307 หลัง สถานที่ราชการ (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัด) จำนวน 7 แห่ง สถานที่เอกชน (ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ) จำนวน 2 แห่ง ปศุสัตว์ (วัว กระบือ แพะ ไก่) จำนวน 39 ตัว และสิ่งสาธารณประโยชน์ (ถนน) จำนวน 1 แห่ง

นายอนุกูล กล่าวว่า กรมโยธาฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด ได้ประสานความร่วมมือมอบหมายให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกรมโยธาฯ ได้ร่วมกับวิศวกรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิศวกรอาสาของเอกชนในพื้นที่ ทำการสำรวจตรวจสอบประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมออกแบบ และประมาณราคาค่าซ่อมแซม โดยให้เป็นไปตามระเบียบของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว

ในกรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ได้มีการออกแบบอาคารไว้กว่า 10 แบบ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการก่อสร้างทดแทนหลังเก่า ซึ่งทั้งราคาและขนาดจะมีความใกล้เคียงกับหลังเดิม คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อทำการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะนำข้อมูลสรุปผลความเสียหายพร้อมประมาณราคาซ่อมแซมทั้งหลังให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณางบประมาณเยียวยาต่อไป

“ภารกิจซ่อมแซมบ้าน มุ่งหวังให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาใช้ชีวิต มีที่อยู่อาศัยตามปกติ โดยรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 จังหวัดชายแดน ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย” นายอนุกูล ระบุ

‘ไทยคู่ฟ้า’ย้ำเช้านี้เหตุการณ์ปกติ อย่าหลงเชื่อ!ข่าวปลอมให้อพยพออกจากพื้นที่

'ไทยคู่ฟ้า'ย้ำเช้านี้เหตุการณ์ปกติ อย่าหลงเชื่อ!ข่าวปลอมให้อพยพออกจากพื้นที่

‘ไทยคู่ฟ้า’ย้ำเช้านี้เหตุการณ์ปกติ อย่าหลงเชื่อ!ข่าวปลอมให้อพยพออกจากพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.14 น.

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น.วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 07.00 น.วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย

ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา รับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1.การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2.การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้

ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะดำเนินการแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที

ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากวานนี้ มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า “ให้อพยพออกจากพื้นที่” รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่มีสถานการณ์ใดๆ พี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

– 006

ละเมิดข้อตกลงชัดเจน!! เปิดคลิปโดรนเขมรกว่า 20 ลำ บินบริเวณสัตตะโสม

ละเมิดข้อตกลงชัดเจน!! เปิดคลิปโดรนเขมรกว่า 20 ลำ บินบริเวณสัตตะโสม

ละเมิดข้อตกลงชัดเจน!! เปิดคลิปโดรนเขมรกว่า 20 ลำ บินบริเวณสัตตะโสม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

ละเมิดข้อตกลงชัดเจน!! เปิดคลิปโดรนเขมรกว่า 20 ลำ บินบริเวณสัตตะโสม

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “SMART Soldiers Strong ARMY” โพสต์คลิปภาพ พร้อมข้อความว่า “กัมพูชาละเมิดอีกแล้ว

วานนี้ (13 ส.ค.) เวลา 19.56 น. หน่วยในพื้นที่รายงานตรวจพบ โดรน 20 ลำ บินจากเขาพนมประสิทธิโส มุ่งหน้าสัตตะโสม นี่คือการละเมิดข้อตกลงระหว่างไทย–กัมพูชาอย่างชัดเจน”
 

เขมรลอบกัดไม่เลิก!! เพจ ทบ.ปล่อยคลิป’ทหารกัมพูชา’วางทุ่นระเบิดฝั่งไทย คาดเป็นระเบิด PMN-2

เขมรลอบกัดไม่เลิก!! เพจ ทบ.ปล่อยคลิป'ทหารกัมพูชา'วางทุ่นระเบิดฝั่งไทย คาดเป็นระเบิด PMN-2

เขมรลอบกัดไม่เลิก!! เพจ ทบ.ปล่อยคลิป’ทหารกัมพูชา’วางทุ่นระเบิดฝั่งไทย คาดเป็นระเบิด PMN-2

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

เขมรลอบกัดไม่เลิก!! เพจ ทบ.ปล่อยคลิป’ทหารกัมพูชา’วางทุ่นระเบิดฝั่งไทย คาดเป็นระเบิด PMN-2 

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมข้อความ “ถ้าคิดว่ามันใช่ อย่าปล่อยผ่าน ช่วยแชร์ ช่วยโพสต์ให้โลกรู้” 

ทั้งนี้ ในคลิปวีดีโอ ปรากฏภาพทหารกัมพูชา สวมกางเกงลายพราง เสื้อยืดคอกลมสีเขียว รองเท้าแตะ กำลังวางทุ่นระเบิดและเอาดินกลบ ในพื้นที่ที่ทหารไทยลาดตระเวน คาดว่าเป็นระเบิด PMN-2 โดยมีเพื่อนทหารกัมพูชาถ่ายคลิปไว้ ซึ่งคลิปนี้ลงวันที่ 21 ก.ค.2568

โฆษก ทบ.ฟาด’กัมพูชา’ ไม่ยอมรับวาง’ทุ่นระเบิด’ใหม่

โฆษก ทบ.ฟาด'กัมพูชา' ไม่ยอมรับวาง'ทุ่นระเบิด'ใหม่

โฆษก ทบ.ฟาด’กัมพูชา’ ไม่ยอมรับวาง’ทุ่นระเบิด’ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.27 น.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายเพน โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย โดยระบุว่า “กัมพูชายังคงปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างเคร่งครัด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาการวางทุ่นระเบิดใหม่” นั้น

ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกเช่นเคย เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุกำลังพลไทยเหยียบกับระเบิดตั้งแต่ 16 ก.ค.68 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 5 ครั้ง (รวมการปะทะในพื้นที่ปราสาทตาควาย) เป็นพื้นที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (T-MAC) เคยเก็บกู้และเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยตั้งแต่ปี 2563- 2565 โดยไม่เคยตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ห้วง 15 ก.ค. – 12 ส.ค.68 กองทัพบกได้รับรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 ในสภาพใหม่และพร้อมใช้งาน ภายในเขตอธิปไตยไทย ทั้งในจุดเกิดเหตุที่กำลังพลได้รับบาดเจ็บ และจากการตรวจพบในพื้นที่ตามแนวชายแดน รวมทั้งสิ้น 41 ทุ่น สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดเป็นอาวุธคุกคามฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามลอบทำร้ายฝ่ายไทย ผ่านการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตประเทศไทย อีกทั้งยังมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายแสดงให้เห็นทหารกัมพูชาถือพวงทุ่นระเบิด PMN-2 ไว้จำนวนมาก บริเวณด้านหน้าปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

สำหรับประเด็นที่หัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชาอ้างถึงข้อตกลงการประชุม GBC เรื่องการห้ามเคลื่อนย้ายกำลังหรือลาดตระเวนเกินจุดประจำการนั้น กองทัพบกยืนยันว่าหน่วยทหารของไทยยังไม่มีการเพิ่มเติมกำลัง ส่วนการดำเนินการต่างๆ ก็อยู่ภายในขอบเขตดินแดนประเทศไทย แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาที่มีเจตนาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ด้วยการลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาวางในขอบเขตดินแดนประเทศไทย เพื่อมุ่งหวังทำร้ายฝ่ายไทย จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายครั้ง รวมถึงการบิดเบือนข่าวสารด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ซึ่งมีข้อสังเกตว่า หากฝ่ายกัมพูชาจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด ควรแสดงออกที่ชัดเจนด้วยการตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทย กรณีการร่วมกันแก้ปัญหาทุ่นระเบิด เมื่อครั้งการประชุมเวที GBC ที่ผ่านมา

เชื่อว่าการให้ข้อมูลเท็จของฝ่ายกัมพูชาในเรื่องการแอบนำทุ่นระเบิดมาใช้คุกคามฝ่ายไทยนั้น อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการเก็บกู้ทุนระเบิดจากนานาประเทศต่อปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล แต่กลับนำเงินเหล่านั้นมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้กลุ่มประเทศผู้สนับสนุนเงินทุนให้แก่กัมพูชาสำหรับใช้ดำเนินงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเฉพาะการที่กัมพูชาแอบนำทุ่นระเบิดเหล่านั้นมาเป็นอาวุธ ทำร้ายฝ่ายไทย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวาเช่นกัน